ศิษย์เก่า‘PIM’กับนวัตกรรม‘ผำ’ถ่ายทอดสู่ชุมชน ตัวแทน‘เกษตรไทยรุ่นใหม่’ไปแลกเปลี่ยนที่‘ญี่ปุ่น’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/734150

ศิษย์เก่า‘PIM’กับนวัตกรรม‘ผำ’ถ่ายทอดสู่ชุมชน  ตัวแทน‘เกษตรไทยรุ่นใหม่’ไปแลกเปลี่ยนที่‘ญี่ปุ่น’

ศิษย์เก่า‘PIM’กับนวัตกรรม‘ผำ’ถ่ายทอดสู่ชุมชน ตัวแทน‘เกษตรไทยรุ่นใหม่’ไปแลกเปลี่ยนที่‘ญี่ปุ่น’

วันพุธ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“ปี 2566 ได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 6 ตัวแทนเยาวชนไทย เข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนยุวเกษตรกรไทยกับประเทศญี่ปุ่น (Young Smart Farmer) ของกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รู้สึกดีใจมาก เพราะญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีเทคโนโลยีการเกษตรที่ก้าวหน้า และให้ความสนใจเรื่อง “ผำ” เป็นอย่างมาก”

น.ส.กมลวรรณ รุ่งประเสริฐวงศ์ เกษตรกรรุ่นใหม่จาก “ไร่แสงสกุลรุ่ง” สวนเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสาน เป็นไร่ที่สานต่อความรักในอาชีพเกษตรกรของครอบครัว กล่าวด้วยความภาคภูมิใจที่ตนเองได้รับคัดเลือกเป็นหนึ่งในเยาวชนไทยไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ประเทศญี่ปุ่น โดย “ผำ” นั้นเป็นพืชน้ำที่มีประโยชน์และคุณค่ามหาศาล ทางไร่ได้ทดลองเลี้ยงผำด้วยจุลินทรีย์พิเศษที่อุดมไปด้วยธาตุอาหารและน้ำที่มีคุณภาพ ทำให้ไร่แสงสกุลรุ่งเป็นแหล่งผลิตผำที่มีคุณภาพดีที่สุดแห่งหนึ่งในไทย

ย้อนไปในปี 2559 น.ส.กมลวรรณ ได้รับทุนการศึกษาจากซีพี ออลล์ เข้าเรียนในสาขาโลจิสติกส์และการคมนาคมขนส่ง สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์(PIM) หลังจากจบการศึกษาก็ได้นำความรู้มาต่อยอดสานต่องานของครอบครัว ที่มีการปลูกพืชไร่-พืชสวน แบบผสมผสานบนพื้นที่กว่า 15 ไร่ อาทิ มะม่วง มะพร้าว กล้วย ผักสวนครัว ชะอม มะกอกน้ำมีการต่อยอดการแปรรูปผลิตภัณฑ์ ไปพร้อมๆ กับการทำการตลาด หาช่องทางในการขาย ซึ่งเป็นความรู้ที่ได้รับจากการเรียนนำมาประยุกต์และปรับใช้ให้สินค้าทางการเกษตรของไร่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น

“จากผู้รับ..สู่ผู้ให้” ไร่แสงสกุลรุ่งได้เผยแพร่องค์ความรู้ในการเพาะเลี้ยงผำให้กับชุมชนได้มีรายได้เพราะตลาดมีความต้องการสูงมาก ทางไร่รับซื้อในกิโลกรัมละ 60 บาท นอกจากนี้ ก็ได้นำความรู้ที่มีส่งต่อไปยังเยาวชนในชุมชนและในโรงเรียนบ้านทุ่งมะขามเฒ่า ในโครงการลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ การเรียนรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงผำเป็นหลักสูตรเฉพาะของโรงเรียนทุ่งมะขามเฒ่า ซึ่งเยาวชนสามารถนำไปต่อยอดเป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้

นายยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล ประธานเจ้าหน้าที่ บริหาร บมจ.ซีพี ออลล์ กล่าวว่า ซีพี ออลล์ มีนโยบายในการส่งเสริมการศึกษา พัฒนาเยาวชน ให้โอกาสกับเยาวชน ได้รับการศึกษาที่ดีและมีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาทักษะฝีมือ มีอาชีพและรายได้เลี้ยงครอบครัว โดยในปี 2548 ได้ก่อตั้งสถาบันการศึกษาเพื่อสังคมขึ้นมา 2 แห่ง ได้แก่ วิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ (PAT) ผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาดและด้านวิชาชีพในระดับ ปวช., ปวส.,

รวมถึงก่อตั้งศูนย์การเรียนปัญญาภิวัฒน์อีกกว่า 20 แห่งทั่วประเทศ ผ่านระบบ Internet broadcasting for Classrooms และสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) สถาบันอุดมศึกษาแห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศไทยที่มีรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่เรียกว่า Work-based Education (เรียนรู้จากการทำงานจริง) ให้โอกาสเยาวชนได้ต่อยอดทางการศึกษาในระดับอุดมศึกษา

“ซีพี ออลล์ เห็นความสำคัญของการให้โอกาสทางการศึกษา สร้างโอกาสทางอาชีพ สร้างรายได้ และคุณภาพชีวิตที่ดี จึงมีการดำเนินงานและการสนับสนุนโครงการด้านการศึกษาและการเรียนรู้มาโดยตลอด ซึ่ง น.ส.กมลวรรณ รุ่งประเสริฐวงศ์ เป็นหนึ่งในตัวอย่างของเด็กรุ่นใหม่ ที่มีความฝันและลงมือทำจนสำเร็จ ที่สำคัญยังส่งต่อความรู้ ความสำเร็จ ถ่ายทอดความรู้ที่ตนเองค้นคว้าให้กับเด็กๆ และคนชุมชนได้นำไปต่อยอดสร้างอาชีพอย่างยั่งยืน นับเป็นความภูมิใจของ ซีพี ออลล์ ที่ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้กับประเทศ” นายยุทธศักดิ์ กล่าว

ม.รังสิต ชูนโยบายบริหารจัดการ ในแบบ‘Transformative Learning’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/734208

ม.รังสิต ชูนโยบายบริหารจัดการ  ในแบบ‘Transformative Learning’

ม.รังสิต ชูนโยบายบริหารจัดการ ในแบบ‘Transformative Learning’

วันพุธ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.อรรถวิท อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเวทีเสวนาการจัดการเรียนการสอน ในหัวข้อ“Transformative Learning” เพื่อชวนคณาจารย์แลกเปลี่ยนองค์ความรู้กระบวนการเรียนการสอนเตรียมความพร้อมสู่นวัตกรรมการศึกษารูปแบบ “Transformative Learning” พร้อมพัฒนานักศึกษาปี 2567 โดย ดร.อรรถวิท อุไรรัตน์
กล่าวแสดงวิสัยทัศน์และนโยบายด้านการเรียนการสอนตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัย ว่า “มหาวิทยาลัยรังสิตจำเป็นต้องจัดการเรียนการสอนให้ทันสมัยและทันต่อการเปลี่ยนแปลงตามทฤษฎีการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงของเมซี่โรว์ (Mezirow) ซึ่งเป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนได้คิดวิเคราะห์โดยการจัดสภาพการเรียนรู้ให้เผชิญกับวิกฤตการณ์ที่ไม่เป็นไปตามมุมมองเดิมของตน เกิดการใคร่ครวญอย่างมีวิจารณญาณ สนทนาเชิงวิพากษ์จนนำไปสู่การเรียนรู้สิ่งใหม่ ตัวอย่างเช่น นักศึกษาชั้นปีที่ 1 เป็นได้โดยไม่ต้องรอนาน เป็นนิยามใหม่ของการเรียนรู้สำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยรังสิต และเป็นกรอบความคิดให้กับทีมคณาจารย์ที่ร่วมกันสร้างสรรค์แนวทาง และวิสัยทัศน์แห่งการเรียนรู้แบบใหม่ของมหาวิทยาลัย โดยนวัตกรรมการศึกษา หรือ Innovative Education ของมหาวิทยาลัยรังสิตนั้นจะเน้นรูปแบบ Transformative Learning มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาสมรรถนะ ความรู้ทักษะ และคุณลักษณะของอาจารย์ผู้สอนให้ดียิ่งขึ้น เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกันระหว่างวิทยาลัยและคณะ เพื่อให้อาจารย์สามารถนำความรู้ไปปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรให้เหมาะสมสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง ด้วยความร่วมมือจากผู้บริหารและอาจารย์ทุกท่านของทุกหน่วยงาน พร้อมมุ่งมั่นพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยไปใช้ให้เกิดประโยชน์”

การปรับเปลี่ยนวิธีการสอนแบบเดิมสู่การเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง จะช่วยให้ผู้เรียนมีการเปลี่ยนแปลงวิธีคิด มองโลก
และมองตัวเอง ซึ่งผู้เรียนจะเข้าใจความหมายที่ลึกซึ้งของความรู้และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ เกิดการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงซึ่งนักศึกษาหรือผู้เรียนเป็นผู้กระทำไม่ใช่ผู้ถูกกระทำ กล่าวคือผู้ถูกกระทำ คือ ถูกอาจารย์จับความรู้มาใส่ให้ผู้กระทำคือ ผู้ที่หาความรู้ด้วยตนเองเมื่อนักศึกษาเป็นผู้กระทำเองก็จะค่อยๆ พัฒนาตนเองไปสู่ “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง”

‘มข.’ผนึกกำลัง‘ฟอร์ทิเนท’ผลิตหลักสูตร พัฒนากำลังคนด้าน‘ความปลอดภัยไซเบอร์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/734147

‘มข.’ผนึกกำลัง‘ฟอร์ทิเนท’ผลิตหลักสูตร  พัฒนากำลังคนด้าน‘ความปลอดภัยไซเบอร์’

‘มข.’ผนึกกำลัง‘ฟอร์ทิเนท’ผลิตหลักสูตร พัฒนากำลังคนด้าน‘ความปลอดภัยไซเบอร์’

วันพุธ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

วิทยาลัยการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) และ บริษัท ฟอร์ทิเนท ซีเคียวริตี้ เน็ทเวิร์ค (ประเทศไทย) จำกัด จัดพิธีลงนามความร่วมมือ (MOU) เพื่อพัฒนาหลักสูตรเพิ่มบุคลากรรับมือความท้าทายในประเด็นความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์โดยมี รศ.สิรภัทร เชี่ยวชาญวัฒนา คณบดีวิทยาลัยการคอมพิวเตอร์ มข. และคุณภัคธภาฉัตรโกเมศ ผู้จัดการประจำประเทศไทย ฟอร์ทิเนท เป็นตัวแทนของทั้ง 2 ฝ่าย

รศ.สิรภัทร กล่าวว่า วิทยาลัยการคอมพิวเตอร์เป็นหนึ่งหน่วยงานในยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยขอนแก่นในการผลิตบุคลากรและงานวิจัย ด้านการคอมพิวเตอร์ เพื่อตอบโจทย์การขับเคลื่อนชาติด้วยข้อมูลและการประมวลผลแบบ Cloud โดยคำนึงถึงความมั่นคงและความปลอดภัยไซเบอร์ (Cyber Security) เพื่อรักษาความปลอดภัยในการทำธุรกรรมออนไลน์ต่างๆ พัฒนาหลักสูตรความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ระดับปริญญาตรี

ภายใต้ความร่วมมือระหว่างที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) และสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) โดยที่สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ จัดการเรียนการสอน โดยให้บัณฑิตมีทักษะ ความรู้ความสามารถที่สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจ อุตสาหกรรมดิจิทัลของประเทศไทย ซึ่งรัฐบาลได้มีโครงการพัฒนาหลักสูตรบัณฑิตพันธุ์ใหม่โดยเน้นการพัฒนาทักษะที่ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม (Industrial based skill) รวมทั้งทิศทางการพัฒนามหาวิทยาลัยแห่งการวิจัย

ด้าน คุณภัคธภา กล่าวว่า นอกเหนือจากการสรรสร้างนวัตกรรมทางเทคโนโลยีการรักษาความปลอดภัยแล้ว ฟอร์ทิเนทยังเชื่อมั่นในความสำคัญของบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ จึงมีการตั้งสถาบันอบรม Fortinet Training Institute ที่ปัจจุบันคือผู้จัดหลักสูตรการอบรมด้านความปลอดภัยไซเบอร์ที่ใหญ่ที่สุดและครอบคลุมมากที่สุดแห่งหนึ่งในอุตสาหกรรม โดยการฝึกอบรมครอบคลุมถึงหลักสูตร Network Security Expert หรือ NSE และยังมีการทำงานร่วมกับสถาบันการศึกษาชั้นนำทั่วโลก เพื่อสร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้เพื่อลดช่องว่างทางทักษะ

สร้างอาชีพและเพิ่มบุคลากรมืออาชีพในสายงานด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ให้กับองค์กรธุรกิจในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่ง ฟอร์ทิเนท ประเทศไทย มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสกระชับความร่วมมือในการทำงานร่วมกันเพื่อมอบความรู้ให้กับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยให้มีความรู้ ความสามารถ และความเชี่ยวชาญในด้านการรักษาความปลอดภัยบนไซเบอร์ โดยมีจุดมุ่งหมายร่วมกันในการเพิ่มจำนวนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ และเพื่อช่วยลดช่องว่างทางทักษะด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ให้น้อยลง

ขณะที่ รศ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า การพัฒนาการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ด้านการเรียนการสอน ให้บัณฑิตมีทักษะ ความรู้ ความสามารถที่สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจ อุตสาหกรรมดิจิทัลของประเทศไทย โดยเกิดการร่วมมือกับผู้ประกอบการในครั้งนี้ ถือว่าเป็นประโยชน์กับทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาหลักสูตรที่ตอบโจทย์ความต้องการด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่มีมาตรฐานระดับสากลและสามารถต่อยอดองค์ความรู้สู่การปฏิบัติงานจริงได้ในอนาคต

241คลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่น ร่วมดูแลผู้มีสิทธิบัตรทองบริการปฐมภูมิ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/734149

241คลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่น  ร่วมดูแลผู้มีสิทธิบัตรทองบริการปฐมภูมิ

241คลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่น ร่วมดูแลผู้มีสิทธิบัตรทองบริการปฐมภูมิ

วันพุธ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า คลินิกการพยาบาลและการผดุงครรภ์ได้ร่วมเป็นหน่วยบริการที่รับการส่งต่อเฉพาะด้านการพยาบาลและการผดุงครรภ์ “คลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่น” ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ บัตรทอง 30 บาท มาตั้งแต่ปี 2563 เพื่อร่วมให้บริการตามนโยบาย “นวัตกรรมบริการสาธารณสุขวิถีใหม่ (UC New Normal)” ดูแลประชาชนให้เข้าถึงบริการปฐมภูมิและบริการสร้างสุขภาพป้องกันโรคที่มีคุณภาพและมาตรฐานตามความจำเป็น ได้อย่างครอบคลุมและสะดวกเพิ่มขึ้น

ทั้งเป็นการขยายหน่วยบริการในเครือข่ายปฐมภูมิ ลดระยะเวลารอคอยการรับบริการ และลดความแออัดในหน่วยบริการ ซึ่งจากปี 2563 ที่ได้นำร่องบริการคลินิกการพยาบาลฯ จำนวน 6 แห่งต่อมาในปี 2564 นำร่องเพิ่มเติมเป็น 28 แห่ง และในปี 2565 ได้ขยายการบริการไปทั่วประเทศ โดยมีคลินิกการพยาบาลฯ สมัครเข้าร่วม 93 แห่ง และขณะนี้ ปี 2566 มีคลินิกการพยาบาลและการผดุงครรภ์ทั่วประเทศร่วมเป็น “คลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่น” แล้ว จำนวน 241 แห่ง ในจำนวนนี้ มีคลินิกการพยาบาลฯ ที่เป็นสถาบันการศึกษาพยาบาลเข้าร่วม 2 แห่ง คือ

1.คลินิกการพยาบาลและการผดุงครรภ์ วิทยาลัยพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2564 กับ 2.คลินิกการพยาบาลและการผดุงครรภ์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 21 ก.ย. 2565 นอกจากเป็นสถานที่ฝึกภาคปฏิบัติที่บูรณาการทั้งการให้บริการ ความรู้ การจัดการดูแลสุขภาพที่เชื่อมโยงชุมชนในพื้นที่หน่วยงานภาครัฐแล้ว นักศึกษาพยาบาลยังเรียนรู้บทบาทของผู้ประกอบวิชาชีพ ผู้ประกอบการทางการพยาบาลในคลินิก

“ขณะเดียวกันเป็นพื้นที่ให้อาจารย์พยาบาลได้นำความรู้ ความเชี่ยวชาญมาให้บริการประชาชนเป็นการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ร่วมกันและโดยความร่วมมือของสถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข ขณะนี้มีสถาบันการศึกษาพยาบาลที่สนใจเข้าร่วมเป็นคลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่น ของ สปสช. เพิ่มเติมอยู่ระหว่างดำเนินการ” เลขาธิการ สปสช. กล่าว

นพ.จเด็จ กล่าวต่อไปว่า สำหรับการให้บริการโดยคลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่นนั้น เป็นการให้บริการสาธารณสุขระดับปฐมภูมิ ครอบคลุมทั้งบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค 7 รายการ ได้แก่ บริการฝากครรภ์ในกรณีแพทย์วินิจฉัยแล้วไม่ใช่ครรภ์เสี่ยง บริการจ่ายยาเม็ดคุมกำเนิด บริการถุงยางอนามัย บริการทดสอบการตั้งครรภ์ บริการตรวจหลังคลอด บริการยาเสริมธาตุเหล็กและกรดโฟลิก (ยาเม็ดรวม Ferrofolic หรือที่เทียบเท่า) และบริการคัดกรองและประเมินปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพกายหรือสุขภาพจิต

นอกจากนี้ยังให้บริการผู้ป่วยนอก 4 รายการ ดังนี้ 1.การบริการยาตามแผนการรักษาของหน่วยบริการประจำ หรือ หน่วยบริการที่รับการส่งต่อ 2.การบริการพยาบาลพื้นฐาน ได้แก่ บริการทำแผลชนิดต่างๆ ทั้งแผลแห้ง แผลเย็บ แผลเปิด แผล
ติดเชื้อ และแผลขนาดใหญ่ การใส่สายยางให้อาหาร และการให้สายสวนปัสสาวะ รวมถึงบริการเช็ดตาล้างตาและล้างจมูก 3.การบริการดูแลสุขภาพผู้ป่วยที่บ้าน ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องได้รับบริการที่บ้าน 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้ป่วยที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เช่น หญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเสี่ยง หญิงหลังคลอดที่มีภาวะแทรกซ้อน

มารดาหลังคลอดส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เยี่ยมไม่เกิน 4 ครั้งต่อคนต่อปี กลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถควบคุมอาการได้ เช่น ผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมน้ำตาลไม่ได้ มีปัญหาในการปฏิบัติตน เยี่ยมไม่เกิน 6 ครั้งต่อคนต่อปี และกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรังและมีการไร้ความสามารถเล็กน้อย ได้แก่ ผู้ที่มีปัญหา ในการทำกิจวัตรประจำวัน ต้องพึ่งอุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น ผู้ป่วยที่ใส่สายยางให้อาหาร หรือ สายสวนปัสสาวะ หรือ ล้างไตทางช่องท้อง เยี่ยมไม่เกิน 8 ครั้งต่อคนต่อปี และ 4.การตรวจรักษาโรคเบื้องต้น

ทั้งนี้ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา คลินิกการพยาบาลชุมชนอบอุ่นได้รับการตอบรับจากประชาชนเข้ารับบริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลปี 2566 ที่ผ่านมา มีประชาชนเข้ารับบริการถึงจำนวน 51,677 คน 140,695 ครั้ง และมีแนวโน้มการรับบริการที่เพิ่มมากขึ้น เนื่องด้วยคลินิกการพยาบาลชุมชนอบอุ่นตั้งอยู่ในชุมชน จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ใกล้บ้านใกล้ใจของประชาชนในพื้นที่ สะดวกในการเข้ารับบริการ ไม่ต้องรอคิวนาน ทั้งยังลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง

“สปสช. พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของคลินิการพยาบาลชุมชนอบอุ่น เพื่อเป็นช่องทางที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิและบริการในระบบบัตรทอง 30 บาทเพิ่มขึ้น รองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ติดบ้าน และติดเตียง ขณะเดียวกันยังเป็นการพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิของประเทศตามรัฐธรรมนูญ” นพ.จเด็จ กล่าวในตอนท้าย

‘ม.มหิดล-ไบโอเทค’ ร่วมพัฒนา‘อุตสาหกรรมอาหาร’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/734148

‘ม.มหิดล-ไบโอเทค’  ร่วมพัฒนา‘อุตสาหกรรมอาหาร’

‘ม.มหิดล-ไบโอเทค’ ร่วมพัฒนา‘อุตสาหกรรมอาหาร’

วันพุธ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

โลกจะบรรลุเป้าหมายเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) ต่อสู้กับความหิวโหย (Zero Hunger) ลดปริมาณการสูญเสีย และการเหลือทิ้งของผลผลิตทางการเกษตร และอาหารได้หรือไม่นั้น การมุ่งพัฒนาในมิติด้านอาหารเพียงด้านเดียวอาจไม่เพียงพอ จำเป็นต้องอาศัยความแข็งแกร่งของมิติด้านการเกษตร และสุขภาพมารองรับ ซึ่ง มหาวิทยาลัยมหิดล โดย สถาบันโภชนาการ ได้ผนึกกำลังกับศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ใช้องค์ความรู้เพื่อการขับเคลื่อนประเทศสู่การเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมอาหาร

โดยมีตัวอย่างโครงการความร่วมมือ ได้แก่ การนำของเหลือทางการเกษตร หรือส่วนที่ไม่ใช้เป็นอาหาร เช่น ใบ เปลือก เมล็ดของผักและผลไม้ มาสกัดหาสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ เป้าหมายเพื่อพัฒนาต่อให้ได้อนุภาคที่มีขนาดระดับนาโน สำหรับนำมาใช้แก้ปัญหาจุดดำในกุ้ง ซึ่งทำให้กุ้งที่เลี้ยงมีคุณภาพต่ำและเสียราคา โดยสามารถใช้ทดแทนสารซัลไฟต์ซึ่งอาจสร้างความไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค

สารออกฤทธิ์อนุภาคนาโนจากโครงการวิจัย สามารถนำมาใช้เพื่อยับยั้งเชื้อจุลชีพที่ทำให้อาหารเสื่อมเสีย (food spoilage) รวมทั้งใช้แทนยาปฏิชีวนะ เพื่อทำลายจุลชีพก่อโรค เป็นการลดปัญหาเชื้อดื้อยาจากการใช้ยาปฏิชีวนะ ส่งผลดี และเป็นประโยชน์ต่อทั้งสุขภาพสัตว์และมนุษย์ โดยทั้งสองโครงการได้รับทุนความร่วมมือระดับนานาชาติ ทั้งจาก Southeast Asia-Europe Joint Funding Scheme และ e-ASIA Joint Research Program โดยมีประเทศอื่นๆ ภายใต้ความร่วมมือ
ดังกล่าว ได้แก่ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ตุรกี และมาเลเซีย เป็นต้น

รศ.ดร.ชลัท ศานติวรางคณา ผู้อำนวยการสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า หนทางสู่ความเป็นเลิศด้านอุตสาหกรรมอาหารไม่อาจบรรลุได้ หากขาดการเชื่อมโยงใน 3 มิติ เกษตร-อาหาร-สุขภาพ อาหารที่ดีไม่สามารถผลิตขึ้นได้หากขาดการเกษตรที่ดีมารองรับ และสุดท้ายความยั่งยืนจะไม่อาจเกิดขึ้น หากขาดการใส่ใจ เชื่อมโยงไปสู่มิติด้านสุขภาพ และความปลอดภัย

“ที่ผ่านมาเราผลิตอาหารได้ หากสามารถแก้ปัญหาด้านคุณภาพ ความปลอดภัย การเพิ่มมูลค่า และความยั่งยืนของกระบวนการผลิต ตั้งแต่การเกษตรซึ่งเป็นต้นน้ำ จนถึงผู้บริโภคที่เป็นปลายน้ำได้อย่างครบวงจรจะทำให้ประเทศไทยฟันฝ่าอุปสรรคที่ท้าทายต่อไปได้” รศ.ดร.ชลัท กล่าว

ม.นครพนมเข้มสรรหาอธิการบดีฯเปิดแสดงวิสัยทัศน์ต่อคณะกรรมการสรรหา 7 มิ.ย.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/734224

ม.นครพนมเข้มสรรหาอธิการบดีฯเปิดแสดงวิสัยทัศน์ต่อคณะกรรมการสรรหา 7 มิ.ย.นี้

ม.นครพนมเข้มสรรหาอธิการบดีฯเปิดแสดงวิสัยทัศน์ต่อคณะกรรมการสรรหา 7 มิ.ย.นี้

วันอังคาร ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 19.47 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้มหาวิทยาลัยนครพนม (มนพ.) กำลังเข้าสู่โหมดการสรรหาอธิการบดี มนพ.หลังมีปัญหามานานเกี่ยวกันการบริหารงาน กระทั่งนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัย และนวัตกรรม (รมว.อว.) ออกคำสั่งเซ็ทซีโร่เมื่อวันที่ 1 พ.ค.2563 ที่ผ่านมาในการแก้ปัญหาที่หมักหมมมานานกระทั่งเมษายน 2566 รศ.ดร.อธิคม ฤกษบุตร กรรมการสภามหาวิทยาลัยฯ ผู้ทรงคุณวุฒิได้รับฉันทานุมัติเป็นประธานคณะกรรมการสรรหาผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนมเริ่มขับเคลื่อนการสรรหาฯ โดยเปิดเวทีชี้แจงหลักเกณฑ์ วิธีการ และขั้นตอนการสรรหาอธิการบดี ก่อนที่จะให้ผู้เข้าสู่กระบวนการสรรหาฯที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ แสดงวิสัยทัศน์ต่อคณะกรรมการสรรหาฯ ในวันที่ 7 มิ.ย.66 นี้

ล่าสุดวันนี้ (30 พ.ค.66) คณะกรรมการสรรหาผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนม มีมติให้ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการเสนอชื่อจากหน่วยงานและสมัครเข้ารับการสรรหาผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนม โดยมีรายชื่อเรียงลำดับตามตัวอักษร ดังนี้ 1.รองศาสตราจารย์ ดร.กรไชย พรลภัสรชกร 2.ผศ.ดร.กัญลยา มิขะมา 3.รศ.ดร.คำรณ สิระธนกุล 4.รศ.ดร.จำนง วงษ์ชาชม 5.ศ.ดร.ธวัชชัย ศุภดิษฐ์ 6.ผศ.ดร.วิชัย พัฒนพล 7.นายสมยศ สีแสนซุย และ 8.ดร.อภิรัฐ ศิริธราธิวัตร

ทั้งนี้ ถ้าเป็นไปตามกรอบที่วางไว้ภายในเดือนกรกฎาคม 2566 น่าจะได้เห็นหน้าอธิการบดี มนพ.ตัวจริงผู้มีวิสัยทัศน์ในการพัฒนามหาวิทยาลัย หลังติดล็อกปัญหาจนเดินหน้าต่อไปไม่ได้ ซึ่งการสรรหาอธิการบดี มนพ.ครั้งนี้ถือเป็นมิติใหม่ในกระบวนการสรรหา โดยหยิบเรื่องราวในอดีตมาตั้งเป็นโจทย์ ตั้งเป็นบันได 7 ขั้นเริ่มจากการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ถ้าผ่านขั้นตอนนี้ก็ไปต่อขั้นตอนต่อไป และวันที่ 7 มิถุนายน 2566 ผู้ผ่านการคัดเลือกต้องแสดงวิสัยทัศน์ แนวคิด นโยบายและแผนการบริหารมหาวิทยาลัย รวมถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาของมหาวิทยาลัย ต่อคณะกรรมการสรรหาฯ โดยเปิดโอกาสให้ประชาคมของมหาวิทยาลัยเข้ารับฟังด้วย

ส่วนการเสนอชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนมจะแตกต่างจากที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิงโดยสภามหาวิทยาลัยฯเล็งเห็นความสำคัญบุคลากรของแต่ละหน่วยงานทั้ง 16 หน่วยงาน เสนอชื่อต่อคณะกรรมการสรรหาฯ เพื่อแต่งตั้งเป็นคณะอนุกรรมการดำเนินการเสนอชื่อผู้ที่มีคุณสมบัติเป็นอธิการบดี จากนั้นคณะอนุกรรมการจะดำเนินการเสนอชื่อ โดยผู้ผ่านการคัดสรรสามารถประกาศรายชื่อของผู้มีสิทธิ์เสนอชื่อในหน่วยงานนั้นๆเพื่อเข้าสู่การสรรหาอธิการบดีเป็นลำดับต่อไป

รศ.ดร.อธิคม ฤกษบุตร กล่าวว่า ตนในฐานะคณะกรรมการสรรหาฯ ไม่ใช่บุคคลที่มีอำนาจในการเสนอรายชื่อของคนใดคนหนึ่งมาดำรงตำแหน่งอธิการบดีได้ อยากให้ประชาคมของมหาวิทยาลัยนครพนมทุกคน ร่วมกันออกแบบ คัดเลือกบุคคลที่มีความเหมาะสม มีความรู้ความสามารถ เข้ามาบริหารมหาวิทยาลัย เพื่อนำพาให้องค์กรของเราก้าวหน้า สอดคล้องกับบริบทปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลง การสื่อสารที่ดีและมีประสิทธิภาพต้องคุยกันให้มากขึ้น เมื่อเราคุยกันมากขึ้นก็จะได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ ในนามคณะกรรมการสรรหาฯ เชื่อว่าถ้าทุกอย่างเป็นไปตามกรอบที่กำหนด เราจะสามารถเสนอรายชื่อบุคคลที่จะให้สภามหาวิทยาลัยคัดเลือกได้ในช่วงเดือนมิถุนายน นั่นหมายความว่าต้นเดือนกรกฎาคมที่จะมีการประชุมสภามหาวิทยาลัย ทุกคนน่าจะเห็นรายชื่อของคนที่จะมาเป็นอธิการบดีตัวจริง อนาคตของมหาวิทยาลัยนครพนมอยู่ในมือของทุกคน ขอให้ทุกคนตั้งใจ มุ่งมั่น ที่จะทำสิ่งนี้ คัดเลือกคนดี ๆ เข้ามาพัฒนามหาวิทยาลัยนครพนมของเรา – 003

เด็ก นร.ถูกครูสาวโรงเรียนชื่อดังในอุบลตบต่อหน้าเพื่อนเผยครูมาขอโทษพ่อแม่ที่บ้านแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/734219

เด็ก นร.ถูกครูสาวโรงเรียนชื่อดังในอุบลตบต่อหน้าเพื่อนเผยครูมาขอโทษพ่อแม่ที่บ้านแล้ว

เด็ก นร.ถูกครูสาวโรงเรียนชื่อดังในอุบลตบต่อหน้าเพื่อนเผยครูมาขอโทษพ่อแม่ที่บ้านแล้ว

วันอังคาร ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 19.19 น.

เด็กนักเรียนชายถูกครูสาวโรงเรียนชื่อดังในอุบลตบต่อหน้าเพื่อนเผยครูมาขอโทษพ่อแม่ที่บ้านแล้ว

หลังสื่อสังคมโซเซียลได้แพร่ภาพเหตุการณ์ครูสาวโรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่งในจังหวัดอุบลราชธานี เรียกเด็กนักเรียนชายชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ห้อง 5 ให้ลุกจากเก้าอี้เดินมาที่หน้าห้องเรียน หลังตอบโจทย์ตอบคำถามวิชาคณิตไม่ได้ พร้อมชี้หน้านักเรียน ..สอน..อธิบายแต่..ไม่ฟัง ก่อนใช้ฝ่ามือตบไปที่หน้าเสียงดังสนั่นห้อง ซึ่งขณะนี้ผู้บังคับบัญชาได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงพร้อมไม่ยอมให้ข่าวแก่สื่อมวลชนใดๆ ทั้งสิ้น

วันนี้ (30 พ.ค.66) ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่โรงเรียนที่เกิดเหตุในพื้นที่ อ.โพธิ์ไทร จ.อุบลราชธานี ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความเงียบเหงา โดยครูไม่ยอมให้นักเรียนออกจากห้อง และห้ามบุคคลภายนอก ห้ามสื่อมวลชนเข้ามาภายในโรงเรียนโดยเด็ดขาด จนกระทั่งเลิกเรียนผู้สื่อข่าวได้พบกับนักเรียนหญิงกลุ่มหนึ่งได้ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า เหตุการณ์ที่สื่อสังคมโซเชียลลงไปเป็นเรื่องจริง เหตุเกิดเมื่อวันที่ 29 พ.ค.ที่ผ่านมา เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ห้อง 5 วิชาคณิตศาสตร์ เป็นภาพที่ครูผู้หญิงชี้หน้าต่อว่า ดุด่า นักเรียนชายคนหนึ่ง ที่ตอบคำถามวิชาคณิตศาสตร์ไม่ได้ ก่อนคุณครูจะใช้มือตบเข้าที่ใบหน้าอย่างแรง สร้างความตระหนกตกใจแก่เพื่อนร่วมห้องเป็นอย่างมาก

นักเรียนหญิงกลุ่มนี้ เผยด้วยว่า ถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับพวกตนทุกคนคงไม่ยอม เนื่องจากครูคนนี้อารมณ์ร้อน เอาแต่ใจ ลงโทษนักเรียนหลายรูปแบบ ซึ่งพวกคนไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมของคุณครูคนนี้

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่บ้านของเด็กชายเอก (นามสมมุติ) ที่ถูกครูทำร้าย ซึ่งพ่อแม่ยังไม่กลับจากทำไร่ทำสวน โดยเด็กชายเอกเผยถึงสาเหตุที่ถูกครูตบหน้าว่า เพราะตนตอบคำถามวิชาคณิตศาสตร์ไม่ได้ ตนไม่รู้สึกเสียใจและช่วงเย็นของเมื่อวานครูกับเพื่อนๆ ก็มาหาตนที่บ้านมายอมรับผิดกับพ่อแม่ต่อหน้าตนว่า ได้กระทำการล่วงเกินไปแล้ว พร้อมมอบเงินเป็นค่าปลอบขวัญจำนวน 1,000 บาท พร้อมสัญญาว่าจะไม่ลงโทษตนและนักเรียนทุกๆ คนอีกต่อไป

ด้านนายเอกลักษณ์ พลศักดิ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ เผยกับผู้สื่อข่าวทางโทรศัพท์ว่า เรื่องนี้ได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาตามลำดับทราบแล้ว ไม่ขอตอบคำถามหรือให้ข่าวใดๆ แก่สื่อมวลชนทั้งสิ้น – 003

กรมอุตุฯประกาศฉบับสุดท้าย! เตือนทั่วไทยระวังฝนตกหนัก อันดามันคลื่นลมแรง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/734206

กรมอุตุฯประกาศฉบับสุดท้าย! เตือนทั่วไทยระวังฝนตกหนัก อันดามันคลื่นลมแรง

กรมอุตุฯประกาศฉบับสุดท้าย! เตือนทั่วไทยระวังฝนตกหนัก อันดามันคลื่นลมแรง

วันอังคาร ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 18.41 น.

วันที่ 30 พฤษภาคม 2566 เวลา 17.00 น. กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศ “ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย และคลื่นลมแรงบริเวณทะเลอันดามัน” ฉบับที่ 11 ซึ่งจะเป็นฉบับสุดท้ายของเหตุการณ์นี้ ระบุว่า มรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังค่อนข้างแรงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ประกอบกับมีหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมบริเวณประเทศเมียนมาและอ่าวมะตะบัน ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมีฝนฟ้าคะนองกับมีฝนตกหนักบางพื้นที่ในภาคเหนือตอนล่าง ด้านตะวันตกของภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และภาคตะวันออก โดยมีฝนตกหนักมากบริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันตก ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก และฝนที่ตกสะสมซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม

จังหวัดที่คาดว่าจะมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง มีดังนี้

วันที่ 30 พฤษภาคม 2566

ภาคเหนือ: จังหวัดแม่ฮ่องสอน ตาก และกำแพงเพชร

ภาคกลาง: จังหวัอุทัยธานี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร และนครปฐม รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ภาคตะวันออก: จังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

ภาคใต้: จังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล

สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยมีกำลังค่อนข้างแรง โดยทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ส่วนบริเวณอ่าวไทยมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือในบริเวณดังกล่าวเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการเดินเรือบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง สำหรับเรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 6 มิถุนายน 2566

จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา https://www.tmd.go.th หรือที่ 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สพฐ. รุดช่วยเหลือนักเรียนเหตุแทงกัน ย้ำโรงเรียนดูแลความปลอดภัยทุกมิติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/734175

สพฐ. รุดช่วยเหลือนักเรียนเหตุแทงกัน ย้ำโรงเรียนดูแลความปลอดภัยทุกมิติ

สพฐ. รุดช่วยเหลือนักเรียนเหตุแทงกัน ย้ำโรงเรียนดูแลความปลอดภัยทุกมิติ

วันอังคาร ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 17.23 น.

วันที่ 30 พฤษภาคม 2566 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยถึงกรณีที่มีนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ของโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดศรีสะเกษ เกิดการทะเลาะวิวาท เป็นเหตุให้มีนักเรียนได้รับบาดเจ็บ จำนวน 3 ราย และเสียชีวิต 1 ราย เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม นั้น หลังจากได้รับรายงานสถานการณ์ดังกล่าว ตนได้สั่งการให้ศูนย์ความปลอดภัย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ศป.สพฐ.) นำโดยนายตฤณ ก้านดอกไม้ ผอ.กลุ่มอำนวยการ ศป.สพฐ. และนายเดชา ห้องแซง เจ้าหน้าที่กลุ่มคุ้มครองและช่วยเหลือฯ ลงพื้นที่ จ.ศรีสระเกษ เป็นการด่วน เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้การช่วยเหลือเยียวยานักเรียนที่ได้รับบาดเจ็บและครอบครัวนักเรียนที่เสียชีวิตแล้ว โดยประสานกับสำนักอำนวยการ สพฐ. ในเรื่องเงินกองทุนช่วยเหลือของ สพฐ. และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ ยโสธร โดยกองทุนช่วยเหลือนักเรียนที่ประสบภัยและเสียชีวิต เพื่อช่วยเหลือเยียวยาและฟื้นฟูในเบื้องต้น พร้อมทั้งสร้างขวัญกำลังใจให้นักเรียนและผู้ปกครองเกิดความเชื่อมั่น และเน้นย้ำเรื่องการดูแลความปลอดภัยในสถานศึกษาทุกแห่งเป็นพิเศษ

นายอัมพร กล่าวต่อว่า สำหรับการดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่ได้รับบาดเจ็บ สพฐ. ได้มอบหมายให้ทีมศูนย์ความปลอดภัย สพฐ. รวมถึงสพม.ศรีสะเกษ ยโสธร ดำเนินการติดตามสถานการณ์และช่วยเหลือในทุกมิติ ทั้งการติดตามอาการบาดเจ็บอย่างใกล้ชิดและวางแผนจัดการเรียนการสอนชดเชยหลังจากรักษาตัวหายแล้ว ส่วนการดูแลช่วยเหลือในระยะยาวได้ให้นักจิตวิทยาโรงเรียนประจำเขตพื้นที่ เข้าไปให้คำปรึกษา เพื่อฟื้นฟูและเยียวยาจิตใจของนักเรียนที่ได้รับบาดเจ็บทุกราย

ทั้งนี้ หลังจากตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดที่เกิดขึ้นแล้ว จะมีการถอดบทเรียนเพื่อเป็นแนวทางในการรับมือเหตุดังกล่าวที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยบริหารจัดการตามมาตรการ 3 ป (ป้องกัน ปลูกฝัง และปราบปราม) ให้เกิดความปลอดภัยในสถานศึกษาให้มากที่สุด และไม่ให้เกิดเหตุการณ์นั้นซ้ำอีก เพื่อสร้างความมั่นใจและความเชื่อมั่นให้แก่นักเรียน ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วไปในการที่เด็กจะได้เรียนรู้อย่างมีคุณภาพ และเกิดความปลอดภัยอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : สุดสลด! นักเรียน ม.ต้นทะเลาะกันในห้องเรียนใช้มีดพกแทงเพื่อนเสียชีวิต 1 เจ็บ 4 ราย

งดกิจกรรมใกล้ชิด! ปลัด ศธ.ย้ำ รร.เข้มมาตรการป้องกันโควิด-19

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/734097

งดกิจกรรมใกล้ชิด! ปลัด ศธ.ย้ำ รร.เข้มมาตรการป้องกันโควิด-19

งดกิจกรรมใกล้ชิด! ปลัด ศธ.ย้ำ รร.เข้มมาตรการป้องกันโควิด-19

วันอังคาร ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 13.19 น.

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2566 นายอรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ได้หารือกับองค์กรหลักของ ศธ.ที่มีสถานศึกษาในสังกัด โดยขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องย้ำไปยังสถานศึกษาให้เข้มมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรอข้อมูลการแพร่ระบาดจากสถานศึกษา เพราะเพิ่งเปิดภาคเรียนไปได้ประมาณ 2 สัปดาห์ จึงยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน ทั้งนี้ ส่วนตัวค่อนข้างกังวล เพราะทางกระทรวงสาธารณะสุข (สธ.) มีรายงานเรื่องการแพร่ระบาด ดังนั้น จึงได้ย้ำไปยังสถานศึกษา ขอให้มีมาตรการป้องกันและงดเว้นกิจกรรมที่เด็กมีความใกล้ชิดกันสัมพันกัน รวมถึงขอให้เข้มงวดเรื่องมาตรการความปลอดภัยของผู้เรียน ทั้งในส่วนของการเดินทางมาเรียนและกลับบ้าน ดูแลรักษาความปลอดภัยของอาคารสถานที่ โดยได้มอบหมายให้ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ประสานงานกับพื้นที่ เพื่อดูแลเรื่องดังกล่าวในภาพรวมต่อไป