‘คุรุสภา’เปิดช่องยื่นขอหนังสือรับรองฯ ใช้สมัครสอบครูผู้ช่วย สพฐ. ปี 66

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/733454

'คุรุสภา'เปิดช่องยื่นขอหนังสือรับรองฯ ใช้สมัครสอบครูผู้ช่วย สพฐ. ปี 66

‘คุรุสภา’เปิดช่องยื่นขอหนังสือรับรองฯ ใช้สมัครสอบครูผู้ช่วย สพฐ. ปี 66

วันศุกร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 21.29 น.

“คุรุสภา”ช่วยนิสิต นักศึกษาครูจบใหม่ เปิดช่องออก “หนังสือรับรองการขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา” ใช้แทนตั๋วครู เป็นหลักฐานประกอบการสมัครสอบครูผู้ช่วย สพฐ.ปี 2566

26 พ.ค.66 ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)  กำหนดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัด สพฐ. ปี 2566 โดยจะเปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 31 พ.ค.- 6 มิ.ย.2566 นั้น ซึ่งจากกำหนดการดังกล่าว ส่งผลให้ขณะนี้ มีนิสิต นักศึกษาที่เข้าศึกษาในหลักสูตรที่คุรุสภารับรอง อยู่ระหว่างการดำเนินการสำเร็จการศึกษาจากทางสภามหาวิทยาลัย และกำลังดำเนินการยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันก็มีเสียงสะท้อนถึงความกังวลใจจากนิสิต นักศึกษาครูจบใหม่ โดยเกรงว่าจะได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ไม่ทันภายในวันปิดรับสมัคร

ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นดังกล่าว สำนักงานเลขาธิการคุรสภา จึงขอความร่วมมือไปยังเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ให้หน่วยงานรับสมัครสอบใช้เอกสาร “หนังสือรับรองการขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา” ที่คุรุสภาออกให้ เป็นหลักฐานประกอบการรับสมัครสอบแข่งขันฯ ได้ เพื่อไม่ให้กระทบสิทธิในการสมัครสอบแข่งขันฯ ของนิสิต นักศึกษาจบใหม่ ที่ได้ดำเนินการยื่นคำขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูแล้วแต่อยู่ระหว่างรอการประกาศผลการประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู (ด้านการปฏิบัติงานและปฏิบัติตน) จากคุรุสภา ซึ่งเป็นหนึ่งในเกณฑ์การพิจารณาอนุมัติออกใบอนุญาตฯ

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ตนยังได้มีหนังสือด่วนที่สุด เรื่อง การออกหนังสือรับรองการขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา แจ้งไปยังอธิการบดีมหาวิทยาลัยทุกแห่ง ว่า หากมีความประสงค์จะให้นิสิต นักศึกษาของมหาวิทยาลัย ขอหนังสือรับรองการขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา เพื่อนำไปใช้เป็นหลักฐานในการสมัครสอบแข่งขันเป็นครูผู้ช่วยในปีนี้ เฉพาะในกรณีที่อยู่ระหว่างรอการอนุมัติออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูนั้น ทางมหาวิทยาลัยจะต้องดำเนินการส่งผลการประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู (ด้านการปฏิบัติงานและปฏิบัติตน) และรายชื่อผู้สำเร็จการศึกษาที่สภามหาวิทยาลัยอนุมัติเรียบร้อยแล้วเข้ามาในระบบของคุรุสภา ให้คุรุสภาตรวจสอบคุณสมบัติให้แล้วเสร็จ รวมทั้งขอให้มหาวิทยาลัยแจ้งรายชื่อผู้ประสงค์ขอหนังสือรับรองฯ  ไปให้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2566 ในขณะเดียวกัน นิสิต นักศึกษาที่ขอรับหนังสือรับรองการขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องยื่นคำขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูและชำระค่าธรรมเนียมพร้อมตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้นเรียบร้อยแล้วมีข้อมูลหลักฐานครบถ้วนในระบบ KSP Self Service ภายในวันที่ 4 มิถุนายน 2566 จากนั้นสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาจะดำเนินการออกหนังสือรับรองฯ ให้มหาวิทยาลัยทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ และให้นิสิต นักศึกษา ขอรับหนังสือรับรองจากผู้ประสานงานมหาวิทยาลัยนั้น ๆ ระหว่างวันที่ 31 พฤษภาคม ถึงวันที่ 5 มิถุนายน 2566

“นอกจากนี้ ยังมีนักศึกษาบางส่วนที่ดำเนินการยื่นขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเข้ามาแล้วอีกจำนวนหนึ่ง มีความกังวลว่ายังไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ทั้งนี้    คุรุสภาได้เร่งดำเนินการอนุมัติใบอนุญาตฯ มาแล้ว เมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2566 จำนวน  22,120 ราย และจะมีการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ เพื่ออนุมัติการยื่นคำขอขึ้นทะเบียนและต่ออายุใบอนุญาตฯ อีกครั้งหนึ่งในวันที่ 31 พ.ค. 2566 นี้” ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าว.

ปวงชนชาวไทยเจริญจิตตภาวนา-บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ถวาย’เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/733446

ปวงชนชาวไทยเจริญจิตตภาวนา-บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ถวาย'เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ'

ปวงชนชาวไทยเจริญจิตตภาวนา-บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ถวาย’เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’

วันศุกร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 20.08 น.

ประชาชนไทยทั่วประเทศร่วมประกอบพิธีทางศาสนา เจริญพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนา บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ถวายพระราชกุศลถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและทรงมีพระพลานามัยแข็งแรงในเร็ววัน

เมื่อวันที่ 26 พฟษภาคม 2566 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ในห้วงวันที่ 25-26 พฤษภาคม 2566 ประชาชนไทยทั่วประเทศร่วมประกอบพิธีทางศาสนา เจริญพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนา บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ เพื่อถวายพระราชกุศลถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงในเร็ววัน ด้วยความจงรักภักดีและสำนึกในพระกรุณาธิคุณ อาทิ

1. จังหวัดกำแพงเพชร ที่วัดนาควัชรโสภณ พระอารามหลวง อำเภอเมืองกำแพงเพชร พระครูศรีมหาเจติยาภิมณฑ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน กรุงเทพฯ ประธานฝ่ายสงฆ์ นายชาธิป รุจนเสรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร ประธานฝ่ายฆราวาส ร่วมกันประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนา เพื่อถวายพระราชกุศลถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงในเร็ววัน โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่นท้องที่ และพุทธศาสนิกชนในพื้นที่ร่วมพิธี

2. จังหวัดนครนายก ที่วัดป่าขะ อำเภอบ้านนา นายบัญชา เชาวรินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนา เพื่อถวายพระราชกุศลถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงในเร็ววัน โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่นท้องที่ และพุทธศาสนิกชนในพื้นที่ร่วมพิธี

3. จังหวัดอุทัยธานี ที่วัดทัพทันวัฒนาราม อำเภอทัพทัน พระราชอุทัยโสภณ เจ้าคณะจังหวัดอุทัยธานี ประธานฝ่ายสงฆ์ นางสาวศิริวรรณ กอเกษตรทรัพย์ นายอำเภอทัพทัน ประธานฝ่ายฆราวาส ร่วมกันประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนา เพื่อถวายพระราชกุศลถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงในเร็ววัน โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่นท้องที่ และพุทธศาสนิกชนในพื้นที่ร่วมพิธี

4. จังหวัดสกลนคร ที่วัดทุ่ง อำเภออากาศอำนวย พระรัตนากรวิสุทธิ์ รองเจ้าคณะจังหวัดสกลนคร ประธานฝ่ายสงฆ์ นายสุทธิเมศวร์ บุญแสนกุลธวัช นายอำเภออากาศอำนวย เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ร่วมกันประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนา เพื่อถวายพระราชกุศลถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงในเร็ววัน โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่นท้องที่ และพุทธศาสนิกชนในพื้นที่ร่วมพิธี

5. จังหวัดสุพรรณบุรี ที่วัดสว่างอารมณ์ราษฎร์ อำเภอสองพี่น้อง นายไพฑูรย์ วงศวีรกูล นายอำเภอสองพี่น้อง เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนา เพื่อถวายพระราชกุศลถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงในเร็ววัน โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่นท้องที่ และพุทธศาสนิกชนในพื้นที่ร่วมพิธี

6. จังหวัดตรัง ตำบลโคกหล่อ อำเภอเมืองตรัง นางละมัย เจริญโสภา นายกเหล่ากาชาดจังหวัดตรัง ลงพื้นที่เยี่ยม ให้กำลังใจ พร้อมมอบเครื่องอุปโภค บริโภค ผู้ที่เข้ารับการพิจารณาคัดเลือกโครงการบ้านกาชาดเฉลิมพระเกียรติ ประจำปี 2566 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมีผู้นำท้องถิ่นท้องที่ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่

7. จังหวัดระนอง ที่กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 25 อำเภอเมืองระนอง เหล่ากาชาดจังหวัดระนอง ร่วมกับกลุ่มงานธนาคารเลือดโรงพยาบาลระนอง ออกหน่วยเคลื่อนที่รับบริจาคโลหิต เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมีผู้บริจาคโลหิตจำนวน 32 ราย

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมกันประกอบกิจกรรมทางศาสนาและทำกิจกรรมบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ณ ศาสนสถานและสถานที่ต่าง ๆ ในพื้นที่จังหวัด เพื่อร่วมกันแสดงความจงรักภักดีและน้อมถวายเป็นพระราชกุศลถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวร และทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงในเร็ววัน

– 006

‘ม.รังสิต’ชูนโยบายบริหารจัดการแผนพัฒนามหาวิทยาลัย สู่นวัตกรรมการศึกษาแบบ’Transformative Learning’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/733351

'ม.รังสิต'ชูนโยบายบริหารจัดการแผนพัฒนามหาวิทยาลัย สู่นวัตกรรมการศึกษาแบบ'Transformative Learning'

‘ม.รังสิต’ชูนโยบายบริหารจัดการแผนพัฒนามหาวิทยาลัย สู่นวัตกรรมการศึกษาแบบ’Transformative Learning’

วันศุกร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 15.23 น.

ดร.อรรถวิท อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเวทีเสวนาการจัดการเรียนการสอน ในหัวข้อ “Transformative Learning” เพื่อชวนคณาจารย์แลกเปลี่ยนองค์ความรู้กระบวนการเรียนการสอนเตรียมความพร้อมสู่นวัตกรรมการศึกษารูปแบบ “Transformative Learning” พร้อมพัฒนานักศึกษาปี 2567

ดร.อรรถวิท อุไรรัตน์ กล่าวแสดงวิสัยทัศน์และนโยบายด้านการเรียนการสอนตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัยว่า มหาวิทยาลัยรังสิตจำเป็นต้องจัดการเรียนการสอนให้ทันสมัยและทันต่อการเปลี่ยนแปลงตามทฤษฎีการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงของเมซี่โรว์ (Mezirow) ซึ่งเป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนได้คิดวิเคราะห์โดยการจัดสภาพการเรียนรู้ให้เผชิญกับวิกฤตการณ์ที่ไม่เป็นไปตามมุมมองเดิมของตน เกิดการใคร่ครวญอย่างมีวิจารณญาณ สนทนาเชิงวิพากษ์จนนำไปสู่การเรียนรู้สิ่งใหม่ ตัวอย่างเช่น นักศึกษาชั้นปีที่ 1 เป็นได้โดยไม่ต้องรอนาน เป็นนิยามใหม่ของการเรียนรู้สำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยรังสิต และเป็นกรอบความคิดให้กับทีมคณาจารย์ที่ร่วมกันสร้างสรรค์แนวทางและวิสัยทัศน์แห่งการเรียนรู้แบบใหม่ของมหาวิทยาลัย โดยนวัตกรรมการศึกษา หรือ Innovative Education ของมหาวิทยาลัยรังสิตนั้นจะเน้นรูปแบบ Transformative Learning มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาสมรรถนะ ความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะของอาจารย์ผู้สอนให้ดียิ่งขึ้น เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกันระหว่างวิทยาลัยและคณะ เพื่อให้อาจารย์สามารถนำความรู้ไปปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรให้เหมาะสมสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง ด้วยความร่วมมือจากผู้บริหารและอาจารย์ทุกท่านของทุกหน่วยงาน พร้อมมุ่งมั่นพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยไปใช้ให้เกิดประโยชน์

การปรับเปลี่ยนวิธีการสอนแบบเดิมสู่การเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง จะช่วยให้ผู้เรียนมีการเปลี่ยนแปลงวิธีคิด มองโลกและมองตัวเอง ซึ่งผู้เรียนจะเข้าใจความหมายที่ลึกซึ้งของความรู้และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ เกิดการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงซึ่งนักศึกษาหรือผู้เรียนเป็นผู้กระทำไม่ใช่ผู้ถูกกระทำ กล่าวคือ ผู้ถูกกระทำ คือ ถูกอาจารย์จับความรู้มาใส่ให้ ผู้กระทำคือ ผู้ที่หาความรู้ด้วยตนเอง เมื่อนักศึกษาเป็นผู้กระทำเองก็จะค่อย ๆ พัฒนาตนเองไปสู่ “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง” กระบวนการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงความคิดเห็นหรือมุมมองของนักศึกษาที่เกิดขึ้นเมื่อมีการสังเคราะห์ประสบการณ์ที่แตกต่างกันของอาจารย์ ทำให้นักศึกษาต้องพัฒนาทักษะหรือความสามารถใหม่เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง สามารรับมือกับสถานการณ์ที่แตกต่างได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ สำหรับการจัดการเรียนการสอนที่เป็นโมเดลที่ประสบความสำเร็จจากวิทยาลัยและคณะ มหาวิทยาลัยรังสิต ภายใต้โครงการ Innovative Education รูปแบบ Transformative Learning และได้นำองค์ความรู้มาพูดคุยแลกเปลี่ยนร่วมกันในครั้งนี้ ได้แก่ โมเดลตัวอย่างจากวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ โมเดลตัวอย่างจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ โมเดลตัวอย่างจากคณะอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม รวมถึงทิศทางการจัดการเรียนการสอนของสถาบัน Gen.Ed. เป็นต้น ทั้งหมดทั้งมวลของนวัตกรรมการศึกษาของมหาวิทยาลัยรังสิต จะค่อยๆ นำพานักศึกษาทุกคนออกไปสู่การเป็นบัณฑิตที่พร้อมเติบโตและเผชิญโลกความจริงในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

– 006

กยศ.ร่วมงานมหกรรมการเงินเพื่อครูไทย 4 ภูมิภาค 27-28 พ.ค.66

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/733092

กยศ.ร่วมงานมหกรรมการเงินเพื่อครูไทย 4 ภูมิภาค 27-28 พ.ค.66

กยศ.ร่วมงานมหกรรมการเงินเพื่อครูไทย 4 ภูมิภาค 27-28 พ.ค.66

วันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 15.03 น.

เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2566 กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เชิญชวนผู้กู้ยืมที่เป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเข้าร่วมงานมหกรรมการเงินเพื่อครูไทย 4 ภูมิภาค “Unlock a better life” สร้างโอกาสใหม่ เพื่อชีวิตครูไทยที่ดีกว่า จัดโดยกระทรวงศึกษาธิการและพันธมิตรกลุ่มสถาบันการเงินต่างๆ พร้อมให้คำแนะนำในการวางแผนการออมการลงทุน วันที่ 27 – 28 พฤษภาคม 2566 นี้ ณ หอประชุมวชิราลงกรณ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี

นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่า กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ร่วมจัดงานมหกรรมการเงินเพื่อครูไทย 4 ภูมิภาค “Unlock a better life” สร้างโอกาสใหม่ เพื่อชีวิตครูไทยที่ดีกว่า วันที่ 27 – 28 พฤษภาคม 2566 เวลา 08.30 – 16.00 น.หอประชุมวชิราลงกรณ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี จัดโดยกระทรวงศึกษาธิการและพันธมิตร กลุ่มสถาบันการเงินต่างๆ เพื่อเปิดโอกาสให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่ภูมิภาคจังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดระนอง จังหวัดชุมพร จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดกระบี่ จังหวัดพังงา และจังหวัดพัทลุง ที่ประสบปัญหาหนี้สินได้รับการช่วยเหลือ โดยจะมีการเปิดการเจรจาแก้ไขปัญหาหนี้ร่วมกัน ตลอดจนการให้บริการอบรมความรู้ทางการเงิน โดยบูรณาการความร่วมมือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ กองทุนขอเชิญชวนข้าราชการครูหรือบุคลากรทางการศึกษาที่เป็นผู้กู้ยืม กยศ.เข้าร่วมงาน โดยสามารถติดต่อขอรับคำปรึกษาการชำระหนี้ได้ที่บูธ กยศ.

‘เอนก’มอบ‘สอวช.’เป็นมันสมองขับเคลื่อนบริษัทฐานนวัตกรรม นำไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/733084

‘เอนก’มอบ‘สอวช.’เป็นมันสมองขับเคลื่อนบริษัทฐานนวัตกรรม นำไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

‘เอนก’มอบ‘สอวช.’เป็นมันสมองขับเคลื่อนบริษัทฐานนวัตกรรม นำไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

วันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 14.36 น.

‘เอนก’มอบ‘สอวช.’เป็นมันสมองขับเคลื่อนบริษัทฐานนวัตกรรม นำไทยออกจากกับดักรายได้ปานกลาง ย้ำ ภูมิรัฐศาสตร์โลกเปลี่ยน ไทยมีโอกาสเปิดรับนักลงทุนด้านนวัตกรรมเพิ่มจากนานาประเทศ

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) จัดประชุมคณะกรรมการอํานวยการ สอวช. ครั้งที่ 5/2566 ณ ห้องประชุม 3B ชั้น 3 อาคารพระจอมเกล้า สานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และผ่านระบบออนไลน์ โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เป็นประธานการประชุม โดยการประชุมมีการเสวนาในประเด็นนิติบุคคลเพื่อร่วมลงทุนของสถาบันอุดมศึกษาและสถาบันวิจัยของรัฐ (University Holding Company)

ดร.เอนก กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังจะเปลี่ยนธงจากประเทศกำลังพัฒนาไปเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องทำให้รัฐบาลมั่นใจว่า กระทรวง อว. จะเป็นหน่วยงานหลักที่จะทำให้ประเทศสามารถเดินไปสู่เป้าหมายได้ โดยอาศัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม (วทน.) และต้องเดินสองขาคู่ไปกับ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เราต้องเสนอให้รัฐบาลตระหนักว่า อว. ไม่ใช่แค่สอนหนังสือ หรือทำวิจัย แต่มีหน้าที่ในการร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ บนแพลตฟอร์มการพัฒนาบริษัทฐานนวัตกรรม หรือ IDE (Innovation Driven Enterprise) รวมถึงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ หรือ Creative Industry ด้วย ซึ่งเป็นหน้าที่ของ สอวช. ที่ต้องเป็น Think tank เพื่อวางกรอบให้ชัด และเป็นหน่วยงานผู้นำทางความคิด ในฐานะคนทำนโยบาย 

รมว.อว. กล่าวว่า ปัจจุบันภูมิเศรษฐกิจ และภูมิรัฐศาสตร์โลกเปลี่ยน หลายประเทศในแถบยุโรป อเมริกา แม้แต่ไต้หวันเอง ที่เคยมีฐานการผลิตและลงทุนด้านนวัตกรรม ในประเทศจีน ก็จะย้ายฐานการผลิตมาประเทศไทย ด้วยความพร้อมทั้งภูมิประเทศ โครงสร้างพื้นฐานและบุคลากรที่มีศักยภาพ ที่สามารถดำเนินการและเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นกับนักลงทุนได้ จึงถือเป็นโอกาสและแนวโน้มที่ดีของประเทศเรา

ด้าน ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า สอวช. ได้นำเสนอนโยบายส่งเสริม University Holding Company ต่อที่ประชุมคณะกรรมการพิเศษเฉพาะเรื่องด้านการส่งเสริมระบบนิเวศ นวัตกรรมและการพัฒนาปรับปรุงกฎหมายเมื่อ 25 ธันวาคม 2563 โดยที่ประชุมเห็นชอบใน 3 เรื่อง คือ 1. การสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยจัดตั้งและดำเนินการนิติบุคคลเพื่อร่วมลงทุน (Holding Company) ได้ตามกฎหมาย 2. การส่งเสริมด้านเงินทุนในการร่วมลงทุนของ University Holding Company   3. กระทรวง อว. ปรับปรุงระเบียบ ภายในมหาวิทยาลัยให้เอื้อต่อการส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจนวัตกรรม 4. สภานโยบายส่งเสริมมหาวิทยาลัยสร้างธุรกิจนวัตกรรมเพื่อการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ ในรูปแบบ Spin-off/Startup และ 5. การส่งเสริมให้ University Holding Company ลงทุนร่วมกับภาคเอกชนในรูปแบบทุนร่วมทุน

ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการพิเศษเฉพาะเรื่องฯ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2564 ยังได้มีมติ เห็นชอบร่างแนวทางปฏิบัติ เพื่อการจัดตั้งและดำเนินการนิติบุคคลเพื่อร่วมลงทุน ของสถาบันอุดมศึกษาและสถาบันวิจัยของรัฐ โดยแนวทางปฏิบัติกำหนดหลักการและแนวทางให้แก่ สถาบันอุดมศึกษาและสถาบันวิจัยของรัฐนำไปปรับใช้ให้เหมาะสม โดยปัจจุบัน สามารถจัดตั้ง University Holding Company โดยสถาบันอุดมศึกษาแล้ว 6 แห่ง ซึ่ง Holding Company ดังกล่าวได้จัดตั้งและลงทุนในบริษัทลูกต่าง ๆ รวมอย่างน้อย 44 บริษัท เช่น บริษัท CU Enterprise จำกัด โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้จัดตั้งบริษัทลูกเป็น Holding Company ของแต่ละคณะ เพื่อลงทุนในธุรกิจนวัตกรรมที่เกิดจากผลงานวิจัยและนวัตกรรมของแต่ละคณะ และ บริษัท CU Enterprise จำกัด และศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CU Innovation Hub) ยังได้จัดโครงการฝึกอบรมหลักสูตร University Holding Company Directorship Certification Program (UHCDP) เพื่อเตรียมความพร้อมแก่ผู้บริหารสำหรับการเป็นกรรมการใน Holding Company ที่เน้นบริหารการลงทุนในธุรกิจฐานนวัตกรรม

ดร.กิติพงค์ กล่าวว่า ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและพัฒนากำลังคนด้าน วทน. ไว้มาก หนึ่งในนั้นคืออุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ซึ่งขณะนี้มีอยู่ 5 แห่ง และจะเพิ่มแห่งที่ 6 คือที่ จ.นครราชสีมา โดยมีอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (CMU STeP) เกิดขึ้นเป็นแห่งแรก ปัจจุบันพัฒนาได้ก้าวหน้ามาก สามารถยกระดับธุรกิจขนาดเล็ก จากรายได้ 1-2 ล้านเพิ่มเป็น 10 ล้าน และเป็นหลายร้อยล้านบาทได้ โดย Holding Company เป็นจุดเริ่มต้นที่จะพัฒนา IDE ซึ่งจากความพร้อมและศักยภาพของอุทยานวิทยาศาสตร์ และบุคลากร จะช่วยทำให้เราไปสู่เป้าหมายการเป็นประเทศที่พ้นกับดักรายได้ปานกลางภายในปี 2580 ได้อย่างแน่นอน

“การที่เราตั้งเป้าหมายเพิ่มจำนวน IDE โดยพัฒนาผู้ประกอบการ 1,000 ราย 1,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปีนั้น มีความเป็นไปได้สูง ดูจากการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่มีผู้ประกอบการที่ทำรายได้อยู่ในระดับ 200-300 ล้านบาท ที่จะสามารถพัฒนาไปสู่ระดับยูนิคอร์นได้หลายสิบราย ซึ่งหากผนวกกับผู้ประกอบการที่บ่มเพาะในอุทยานวิทยาศาสตร์ฯ ตลอดจนผู้ประกอบการที่อยู่ภายนอกด้วยนั้น โอกาสที่จะเกิด IDE 1,000 ราย ที่มีค่าเฉลี่ยยอดขาย 1,000 ล้านบาทต่อราย เชื่อว่าเป็นไปได้สูงมาก” ดร.กิติพงค์ กล่าว

จากการผลักดันนโยบายของสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ส่งผลให้มหาวิทยาลัยได้นำเอากลไก Holding Company ไปใช้ เพื่อนำนวัตกรรมที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยออกไปสู่การประกอบการ และการพัฒนาให้เกิด IDE เช่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ใช้ชื่อว่า บริษัท อ่างแก้ว โฮลดิ้ง จำกัด โดยสภามหาวิทยาลัยมีมติเห็นชอบให้จัดตั้งบริษัทในปี 2560 และเริ่มตั้งบริษัทแรกในปี 2561 โดยรูปแบบการลงทุนในบริษัท มี 4 รูปแบบที่เริ่มดำเนินการแล้ว ได้แก่ 1) การลงทุนในบริษัทที่มีองค์ความรู้เฉพาะทาง 2) การลงทุน Joint Venture กับบริษัทมืออาชีพ 3) การแปลง ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property: IP) เป็นทุน 4) การลงทุนในบริษัทที่เป็น High potential startup และรูปแบบสุดท้ายที่กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการคือ การลงทุนในกองทุนอื่น ๆ โดยปัจจุบันมีบริษัทที่เริ่มดำเนินการแล้ว 8 บริษัท อีก 2 บริษัทกำลังอยู่ระหว่างการหารือ โดยทุนจดทะเบียนเริ่มต้นของบริษัท อ่างแก้วฯ อยู่ที่ 1 ล้านบาท และในปี 2566 นี้ ได้เพิ่มทุนจดทะเบียนขึ้นเป็น 10 ล้านบาท

ในส่วนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มี บริษัท CU Enterprise จำกัด จัดตั้งขึ้นเป็น Sandbox ของมหาวิทยาลัยเอง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญในการจัดตั้งบริษัทขึ้นมา 2 ด้าน ด้านแรก คือการนำเอาทรัพย์สินทางปัญญาของจุฬาฯ มาใช้ในการสร้างสินค้าและบริการภายใต้ Holding company ส่วนที่สอง คือการบ่มเพาะ ให้เกิด spin-off โดยอาจารย์ หรือนิสิตของมหาวิทยาลัย สามารถนำงานผลงานวิจัยไปตั้งเป็นสตาร์ทอัพ บริษัทหรือสร้างธุรกิจ (enterprise) ได้ โดยในปัจจุบันได้บ่มเพาะผู้ประกอบการไปแล้ว 300 โครงการ เป็นโครงการที่เกี่ยวกับดิจิทัล 200 โครงการ โครงการเกี่ยวกับเทคโนโลยีขั้นสูง (deep tech) 100 โครงการ สร้างสตาร์ทอัพไปแล้ว 150 บริษัท และเป็น enterprise ในส่วนของอาจารย์อีกกว่า 50 บริษัท และในปี 2567 ยังได้ตั้งเป้าหมายจะพัฒนาสตาร์ทอัพในกลุ่ม deep tech ให้ได้มูลค่ากว่า 5 หมื่นล้านบาท

‘ปลัดมท.’แถลงจัดงานวิสาขบูชานานาชาติ ครั้งที่ 18 เนื่องในวันวิสาขบูชา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/733075

‘ปลัดมท.’แถลงจัดงานวิสาขบูชานานาชาติ ครั้งที่ 18 เนื่องในวันวิสาขบูชา

‘ปลัดมท.’แถลงจัดงานวิสาขบูชานานาชาติ ครั้งที่ 18 เนื่องในวันวิสาขบูชา

วันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 13.53 น.

“ปลัด มท.”แถลงจัดงานวิสาขบูชานานาชาติ ครั้งที่ 18 เนื่องในวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก ประจำปี 2566 ภายใต้แนวคิด”พุทธปัญญากับการรับมือวิกฤตโลก” (Buddhist Wisdom Coping with Global Crises) ชวนพุทธศาสนิกชนร่วมโดยพร้อมเพรียง-เพื่อสิริมงคลของชีวิต

เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2566 ที่หอประชุมสิริภักดีธรรม วัดประยุรวงศาวาส วรวิหาร แขวงกัลยา เขตธนบุรี กรุงเทพฯ พระพรหมบัณฑิต, ศ.ดร. กรรมการมหาเถรสมาคม ประธานสมาคมสภาสากลวันวิสาขบูชาโลก เมตตาเป็นประธาน นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานร่วม และนายสิทธา มูลหงส์ ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นผู้ร่วมในการแถลงข่าวการจัดงานวิสาขบูชานานาชาติ ครั้งที่ 18 เนื่องในวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก ประจำปี 2566 ภายใต้แนวคิด “พุทธปัญญากับการรับมือวิกฤตโลก” (Buddhist Wisdom Coping with Global Crises) โดยได้รับเมตตาจาก พระโสภณวชิรวาที ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส วรวิหาร พระครูวิลาศกาญจนธรรม รองเจ้าคณะอำเภอทองผาภูมิ เจ้าอาวาสวัดท่าขนุน พระครูปลัดปัญญาวรวัฒน์, ศ.ดร. ผู้อำนวยการวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ เจ้าอาวาสวัดใหม่ (ยายแป้น) ร่วมในงาน และภาคีเครือข่ายสื่อมวลชน ร่วมรับฟังแถลงข่าว

พระพรหมบัณฑิต, ศ.ดร. กล่าวว่า องค์การสหประชาชาติได้ให้การรับรองวันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญสากลของสหประชาชาติในปี พ.ศ. 2542 เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองวิสาขบูชานานาชาติร่วมกันของชาวพุทธทั้ง 3 นิกายใหญ่ คือ เถรวาท มหายาน และวัชรยานแบบทิเบต เพื่อให้คนทั้งโลกได้ร่วมกันเฉลิมฉลองวิสาขบูชา ไม่ว่าจะเป็นผู้นับถือศาสนิกใด และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ชาวพุทธทั่วโลกจึงได้ร่วมกันจัดงานวิสาขบูชาโลก ที่องค์การสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ตั้งแต่ปี 2543  โดยมีชื่อภาษาอังกฤษว่า Vesak หรือภาษาไทยเรียกว่า วิสาขะ โดยคณะกรรมการสมาคมสภาสากลวิสาขบูชาโลก จึงได้มีฉันทามติร่วมกันให้ประเทศไทยโดยมีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) ภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาล และมหาเถรสมาคม เป็นเจ้าภาพในการจัดพิธีเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชานานาชาติ ครั้งที่ 18 เรื่อง “พุทธปัญญากับการรับมือวิกฤตโลก” (Buddhist Wisdom Coping with Global Crises) เนื่องในวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก ประจำปี 2566 ในระหว่างวันที่ 1 – 2 มิถุนายน พ.ศ. 2566 ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ต.ลำไทร อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร และ พุทธมณฑล จ.นครปฐม โดยได้รับเกียรติจากประมุขสงฆ์ต่างประเทศ อาทิ พระสังฆราชบัวคลี่แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ประธานสงฆ์สาธารณรัฐประชาชาจีน มหานายาตะประมุขสงฆ์สยามนิกายแห่งศรีลังกา และผู้เข้าร่วมประชุมจำนวนกว่า 3,500 รูป/คน จาก 55 ประเทศ

“ในวันพฤหัสบดีที่ 1 มิถุนายน 2566 เจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลสังฆปริณายก จะเสด็จไปเป็นประธานในกิจกรรม ณ อาคารหอประชุม มวก. 48 พรรษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา และจะทรงร่วมรับฟังการปาฐกถาพิเศษ “พุทธปัญญากับการรับมือวิกฤตโลก” (Buddhist Wisdom Coping with Global Crises) โดย นายดิเนช คุณวาระเดนะ (H.E. Dinesh Gunawardena) นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา และภาคบ่าย เป็นการสัมมนา 3 หัวข้อหลัก คือ 1. “พุทธปัญญาเพื่อการบรรลุสันติภาพโลก” (Buddhist Wisdom to Achieve World Peace) 2. “พุทธปัญญากับการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ” (Buddhist Advice to Cope with Climate Change) และ 3. “พุทธคุณูปการกับการพัฒนาทางสังคมและมนุษยธรรมหลังจากโรคโควิด” (Buddhist Contribution to Further Social and Humanitarian Development after Covid Pandemic) จากนั้นในวันที่ 2 มิถุนายน 2566 เวลา 14.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ เป็นประธานเปิดงานพิธีเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชาโลก วันสำคัญสากลของโลก ครั้งที่ 18 ประจำปี 2566 ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร และภายหลังเสร็จสิ้นพิธีเปิด จะเป็นการประกาศปฏิญญากรุเทพมหานคร 2023/2566 โดย พระพรหมบัณฑิต, ศ.ดร. ประธานสมาคมสภาสากลวันวิสาขบูชาโลก นอกจากนี้ ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2566 จะมีการบรรยายพิเศษ เรื่อง “พุทธปัญญากับการรับมือวิกฤตโลก” (Buddhist Wisdom Coping with Global Crises) ณ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย อ.ศาลายา จ.นครปฐม และในวันที่ 31 พฤษภาคม 2566 จะมีการบรรยายเรื่องเดียวกัน ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา” พระพรหมบัณฑิต, ศ.ดร. กล่าวเพิ่มเติม 

นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า กราบขอบพระคุณท่านเจ้าคุณพระพรหมบัณฑิต เมตตาให้กระทรวงมหาดไทยมีส่วนสำคัญในการที่จะร่วมขับเคลื่อนงานอันเป็นงานที่มีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งกับสังคมไทยและสังคมโลก คือ งานวันวิสาขบูชาโลก อันสอดคล้องกับวันวิสาขบูชาของชาวพุทธทุกคน ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยมีภารกิจในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้กับพี่น้องประชาชน ดูแลรักษาความมั่นคงภายในประเทศ โดยปัจจัยสำคัญที่หนุนเสริมเติมเต็มให้งานของกระทรวงมหาดไทยสำเร็จได้มาโดยตลอดนั้น  พระพุทธศาสนาและทุกศาสนาถือเป็นหัวใจสำคัญ ซึ่งพระพุทธศาสนาเป็นศูนย์กลางการหลอมรวมพลังของทุกศาสนาในประเทศทำให้เกิด “สันติภาพของโลก” และทำให้คนในสังคม ในชุมชนมีความรัก ความสามัคคี มีจิตใจเมตตา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เป็นปฐมบททำให้ครอบครัว ชุมชน หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด ประเทศไทย และนานาชาติเป็นสังคมที่มีความสุข ไม่เบียดเบียนกัน ดังนั้น ในวาระพิเศษ คือ วันประสูติ วันตรัสรู้ และวันปรินิพพาน ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือ “วันวิสาขบูชา” จึงเป็นวาระพิเศษ เป็นวันสำคัญยิ่งที่ชาวพุทธและคนไทยทั้งมวล

“กระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญและมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนงานวันสำคัญทางพระพุทธศาสนามาอย่างเสมอต้นเสมอปลายในทุกโอกาส ทั้งวันมาฆบูชา วันอาสาฬหบูชา วันเข้าพรรษา วันออกพรรษา พิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน พิธีทอดผ้าป่า และด้วยพระเมตตาของเจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โปรดมีพระบัญชาแต่งตั้งให้ตนในฐานะปลัดกระทรวงมหาดไทยคนที่ 41 ได้ดำรงตำแหน่งไวยาวัจกร ฝ่ายบริหารงานสาธารณสงเคราะห์ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม อันเป็นมิ่งมงคลต่อตนและชาวกระทรวงมหาดไทยในการร่วมถวายงานและสนองงานคณะสงฆ์ผู้เป็นหลักชัยของสังคมไทย นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยยังได้รับเมตตาจากเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช กรรมการมหาเถรสมาคม ประธานกรรมการฝ่ายสาธารณูปการของมหาเถรสมาคม ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงขับเคลื่อนโครงการบ้าน วัด ประชา รัฐ สร้างสุข มุ่งสร้างสรรค์ทำให้พื้นที่ของบ้าน วัด และพื้นที่สาธารณะในชุมชนให้เป็นพื้นที่ที่ตรงกับวัตถุประสงค์ของงานสัปดาห์วิสาขบูชาโลก คือ การส่งเสริมและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และยังได้รับเมตตาจากเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม ประธานกรรมการฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ของมหาเถรสมาคม ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือบทบาทในการเกื้อหนุนระหว่างวัดและชุมชนให้มีความสุขอย่างยั่งยืน เพื่อให้พระสงฆ์ได้เมตตานำฝ่ายบ้านเมือง คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการ สร้างความผาสุก สร้างความเกื้อกูลทำให้สังคมไทยมีความสุข อันเป็นการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแบบบูรณาการอย่างยั่งยืน ทำให้เกิดสิ่งที่ดีงามกับแผ่นดินไทย” นายสุทธิพงษ์ กล่าว

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวด้วยว่า สำหรับการจัดงานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาหรือสัปดาห์วิสาขบูชาโลก ประจำปี 2566 นี้ กระทรวงมหาดไทยจะได้ร่วมกับท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านนายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีเครือข่ายของกระทรวงมหาดไทย ที่มีอยู่ทั้ง 76 จังหวัด 878 อำเภอ รวมถึงกรุงเทพมหานคร จะได้ร่วมกันเชิญชวนและประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ เสริมสร้างพลังการมีส่วนร่วมของพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ รวมถึงศาสนิกชนอื่น ๆ ได้ร่วมกิจกรรม ได้แก่ 1) เชิญชวนส่วนราชการ ห้าง ร้าน มูลนิธิ สมาคม บริษัทเอกชน ตลอดจนพี่น้องประชาชนทุกครัวเรือน ร่วมกันประดับธงชาติและธงธรรมจักร อันเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญเพื่อสร้างบรรยากาศที่คึกคักของสัปดาห์วันวิสาขบูชาโลกทั่วประเทศ และเป็นสัญลักษณ์ว่าพวกเราคนไทยมีความเป็นสิริมงคลในห้วงของการเฉลิมฉลองจัดงานสัปดาห์วิสาขบูชาโลก 2) ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะเป็นผู้นำการบูรณาการทุกภาคส่วน นำพุทธศาสนิกชนทั้งหลายได้ร่วมกันทำบุญใส่บาตรและประกอบกิจกรรมที่เป็นสรรพสิริมงคล เช่น การไถ่ชีวิตโค กระบือ ปล่อยปลา ปล่อยนก ปล่อยเต่า ปลูกต้นไม้ ปลูกป่า และกิจกรรมสาธารณประโยชน์อื่น ๆ เพิ่มพูนขึ้นตามภูมิสังคมของแต่ละพื้นที่ เพื่อที่จะให้เราได้ดำเนินการที่เรียกว่าเป็นการปฏิบัติบูชาให้เพิ่มพูนมากขึ้น นอกเหนือจากการประดับธงที่ถือเป็นอามิสบูชา 3) ทุกจังหวัดและทุกอำเภอเชิญชวนเด็ก เยาวชน และพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป ร่วมประกาศตนเป็นพุทธมามกะต่อคณะสงฆ์ เพื่อเป็นเครื่องระลึกเตือนใจว่าเราเป็นผู้นับถือศาสนาพุทธและจะปฏิบัติตามหลักธรรมะหลักธรรมคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า นอกจากนี้ ในส่วนที่เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอในด้านการพิจารณาอนุญาตที่เกี่ยวข้อง โดยห้ามมีการอนุญาตจัดให้มีการเล่นการพนันตามกฎหมายว่าด้วยการพนันทั้งปวงตลอดสัปดาห์วิสาขบูชาโลก และสำหรับในวันวิสาขบูชา ต้องตรวจตราไม่ให้มีการจำหน่ายสุรายามึนเมาแอลกอฮอล์ และขอความร่วมมืองดให้บริการสถานบริการในวันวิสาขบูชา เพื่อลดโอกาสคนจะไปมึนเมาทำผิดศีลธรรมในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา และเนื่องในโอกาสอันเป็นอุดมมงคลฤกษ์วันวิสาขบูชาในปีนี้ กระทรวงมหาดไทยจะได้ใช้เป็นนิมิตหมายอันดี เชิญชวนผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ช่วยกันขยายผลเผยแพร่หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมราชบพิตร ที่กระทรวงมหาดไทยได้รับเมตตาจากคณะสงฆ์เป็นหลักชัยขับเคลื่อนจนประสบผลสำเร็จเป็นบริบูรณ์ในหลายพื้นที่ เช่น จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดนครนายก อันเป็นแนวทางที่สำคัญที่ทำให้คนไทยอยู่รอด คนไทยไม่เป็นหนี้เป็นสิน สามารถช่วยเหลือพึ่งพากันในครัวเรือน ในชุมชน และช่วยเหลือชุมชนอื่น ๆ ทำให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

“เนื่องในโอกาสวันวิสาขบูชาและการจัดงานวิสาขบูชานานาชาติ ครั้งที่ 18 เนื่องในวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก ประจำปี 2566 ภายใต้แนวคิด “พุทธปัญญากับการรับมือวิกฤตโลก” (Buddhist Wisdom Coping with Global Crises)” ขอเชิญชวนพี่น้องพุทธศาสนิกชนคนไทยทั่วประเทศ ได้ร่วมกันน้อมรำลึกถึงหลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รักษาศีล ปฏิบัติสิ่งที่ดีงาม เข้าวัด ทำบุญตักบาตร บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ร่วมกับสมาชิกในครอบครัว ชุมชน และสังคม ตลอดสัปดาห์วันวิสาขบูชา 1 – 7 มิถุนายน 2566 โดยพร้อมเพรียงกัน” นายสุทธิพงษ์ กล่าว

– 006

วช. ร่วมกับ สถาบันคลังสมองฯ ล้อมวงเสวนาผลงานวิจัยและเปิดตัวหนังสือ ‘เราจะใกล้กันมากขึ้นฯ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/733023

วช. ร่วมกับ สถาบันคลังสมองฯ ล้อมวงเสวนาผลงานวิจัยและเปิดตัวหนังสือ 'เราจะใกล้กันมากขึ้นฯ'

วช. ร่วมกับ สถาบันคลังสมองฯ ล้อมวงเสวนาผลงานวิจัยและเปิดตัวหนังสือ ‘เราจะใกล้กันมากขึ้นฯ’

วันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 10.17 น.

วช. ร่วมกับ สถาบันคลังสมองของชาติ ล้อมวงเสวนาผลงานวิจัยและเปิดตัวหนังสือ เราจะใกล้กันมากขึ้น “ในสังคมที่พร้อมโอบกอดทุกคนไว้” : ความเหลื่อมล้ำ – ภาษีความมั่งคั่ง – รัฐสวัสดิการ

วันที่ 24 พฤษภาคม 2566 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับ สถาบันคลังสมองของชาติ จัดการสัมมนาเผยแพร่ผลงานวิจัยและเปิดตัวหนังสือ เราจะใกล้กันมากขึ้น “ในสังคมที่พร้อมโอบกอดทุกคนไว้” : ความเหลื่อมล้ำ – ภาษีความมั่งคั่ง – รัฐสวัสดิการ เพื่อเผยแพร่ข้อมูลและองค์ความรู้จากผลงานวิจัย อันจะนำไปสู่การวิจัยและต่อยอดความรู้ในอนาคต โดยมี ดร.วิภารัตน์  ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานกล่าวเปิดงานสัมมนา และนายสมปรารถนา สุขทวี รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นผู้แทนสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ต้อนรับวิทยากรและผู้เข้าร่วมสัมมนา ซึ่งมีผู้เข้าร่วมรับฟังการสัมมนา จำนวน 113 คน ณ ห้องประชุมจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ชั้น 2 อาคาร วช. 1 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) 

ดร.วิภารัตน์  ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ภายใต้กระทรวง อว.  ได้สนับสนุนทุนวิจัยและนวัตกรรม โครงการวิจัย เรื่อง“การประยุกต์ใช้ภาษีความมั่งคั่งเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ใช้แรงงานด้วยความเป็นธรรมและยั่งยืนในประเทศไทย” ซึ่งโครงการดังกล่าวมีเนื้อหาและข้อมูลที่น่าสนใจ และเป็นประโยชน์ทั้งในเชิงนโยบายและเชิงสังคม จึงนำไปสู่การจัดทำเป็นหนังสือ เรื่อง เราจะใกล้กันมากขึ้น “ในสังคมที่พร้อมโอบกอดทุกคนไว้”: ความเหลื่อมล้ำ – ภาษีความมั่งคั่ง – รัฐสวัสดิการ เพี่อตีพิมพ์เผยแพร่ในวงกว้าง โดยเนื้อหาของหนังสือมีประเด็นการจัดเก็บภาษีความมั่งคั่ง ประสบการณ์การเก็บภาษี ความมั่งคั่งในต่างประเทศ ข้อดี ปัญหา อุปสรรคในการจัดเก็บภาษี ความจำเป็น รวมถึง ข้อเรียกร้องในการจัดเก็บภาษี เพื่อสร้างระบบสวัสดิการและลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย การสัมมนานี้จะเป็นประโยชน์ต่อทุกภาคส่วน รวมถึงเกิดการแลกเปลี่ยนเชิงนโยบายด้านเศรษฐกิจ และสังคม และนำไปสู่การผลักดันและขับเคลื่อนผลงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง 

การเสวนามีการนำเสนอประเด็นสำคัญของหนังสือ เราจะใกล้กันมากขึ้น “ในสังคมที่พร้อมโอบกอดทุกคนไว้” : ความเหลื่อมล้ำ – ภาษีความมั่งคั่ง – รัฐสวัสดิการ ในเรื่อง 1) ฝันให้ไกล คือ การทำให้เห็นภาพความหวัง/ความฝันของคนไทยที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากสภาพเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองในปัจจุบัน ให้ฝันถึงรัฐสวัสดิการ และการยกระดับระบบสวัสดิการไปสู่การมีบำนาญถ้วนหน้า ประกันสังคมถ้วนหน้า การศึกษาฟรี เงินเลี้ยงดูเด็กถ้วนหน้า ฯลฯ 2) ไปให้ถึง คือ การทบทวนประสบการณ์การเก็บภาษีความมั่งคั่งของประเทศต่าง ๆ เพื่อเป็นบทเรียนและหาทางเลือกสำหรับประเทศไทย การที่รัฐเลือกเก็บภาษีคนรวย ไม่ใช่เพียงเพราะต้องการลดความเหลื่อมล้ำเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของความเป็นธรรม เพราะการสั่งสมความมั่งคั่งของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งย่อมมาจากหยาดเหงื่อแรงงานของคนกลุ่มอื่นๆในสังคมไม่มากก็น้อย 3) ข้ามอุปสรรค คือ การหาแนวทางในการผลักดันในสามารถจัดเก็บภาษีความมั่งคั่งและการจัดสวัสดิการที่คนในสังคมสามารถเข้าถึงและมีส่วนร่วมรับผิดชอบ 4) ใกล้กันมากขึ้น คือ การแสดงให้เห็นแนวทางการก้าวข้ามอุปสรรคของการเก็บภาษีความมั่งคั่งที่เป็นอยู่ในสังคมไทย ด้วยการเสนอแนวทางเก็บ “ภาษีความมั่งคั่ง” เพื่อลดช่องโหว่ของนโยบายและปัญหาความเหลื่อมล้ำ ลดการกระจุกตัวของทรัพย์สิน และสร้างความเท่าเทียมในสังคม ในรูปแบบของเศรษฐกิจสังคมสมานฉันท์ โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกพลณัฐ ณัฐพัทธนันท์ มหาวิทยาลัยศิลปากร 

เรื่อง “จะทำให้เกิดรัฐสวัสดิการในสังคมไทยได้อย่างไร? – ความจำเป็นของภาษีความมั่งคั่ง” กล่าวถึง ปัญหารายได้และความเปราะบาง อนาคตศาสตร์ ว่าด้วยรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าในไทย นโยบายการเก็บภาษีกลุ่มคนมั่งคั่ง การเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ การเพิ่มสวัสดิการที่เหมาะสมจะช่วยผลักดันเศรษฐกิจของประเทศได้ 4 ปรากฏการณ์สะท้อนความเหลื่อมล้ำคือ 1. การขยายตัวของกลุ่มแรงงานเสี่ยง 2. ความยากลำบากของชนชั้นกลาง 3. การสะสมทุนอย่างล้นเกินของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ และ 4.การจัดลำดับชั้นของสวัสดิการผ่านมูลค่าแลกเปลี่ยน การแก้ไขปัญหาโดยรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าจึงยั่งยืนกว่าระบบเน้นค่าจ้าง โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

นอกจากนี้ยังมีการวิจารณ์และแสดงความคิดเห็นต่อหนังสือ โดยกล่าวถึง “ภาษี” ในฐานะเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐบาลที่ใช้แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและการจัดสวัสดิการ ซึ่งการเก็บภาษีทางตรง การลดความหลากหลายของอัตราภาษี และลดเงื่อนไขการยกเว้นภาษี จะช่วยให้สามารถเก็บภาษีความมั่งคั่งได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น  นอกจากนี้ การยินยอมพร้อมใจกันจ่ายภาษีของผู้คนในสังคม จะช่วยเพิ่มทรัพยากรของภาครัฐในการนำไปทำให้คุณภาพชีวิตของคนในสังคมดีขึ้น ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่คนในประเทศต้องร่วมมือร่วมใจกันเพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภาวิน ศิริประภานุกูล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และดำเนินการเสวนา โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ภาคภูมิ ทิพคุณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ทั้งนี้ การสัมมนาเผยแพร่ผลงานวิจัยและเปิดตัวหนังสือ เราจะใกล้กันมากขึ้น “ในสังคมที่พร้อมโอบกอดทุกคนไว้” : ความเหลื่อมล้ำ – ภาษีความมั่งคั่ง – รัฐสวัสดิการ  วช. พร้อมที่จะสนับสนุนผลงานวิจัยไปสู่การผลักดันให้เกิดการตระหนักรู้และความตื่นตัวของสาธารณชนในเรื่องภาษีความมั่งคั่ง การพัฒนาระบบสวัสดิการ และการลดความ เหลื่อมล้ำในสังคมไทยให้มากยิ่งขึ้น

มทร.ธัญบุรีเร่งติดตั้ง Solar PV Rooftop หลังค่าไฟฟ้าพุ่งแรง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732897

มทร.ธัญบุรีเร่งติดตั้ง Solar PV Rooftop หลังค่าไฟฟ้าพุ่งแรง

มทร.ธัญบุรีเร่งติดตั้ง Solar PV Rooftop หลังค่าไฟฟ้าพุ่งแรง

วันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี เปิดเผยว่าตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา มทร.ธัญบุรีได้ให้ความสำคัญด้านการลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับด้านพลังงานมาโดยตลอด โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าที่มีแนวโน้มสูงขึ้น พยายามรณรงค์ให้นักศึกษา คณาจารย์ บุคลากรของมหาวิทยาลัยตระหนักรู้ถึงการใช้ไฟฟ้า ส่งเสริมการใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด มีการกำหนดแผนและเป้าหมายการใช้พลังงานในแต่ละปีมีการปรับปรุงอุปกรณ์ต่างๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อให้เหมาะสมกับเทคโนโลยีที่ใช้ ซึ่งแต่ละปีมีเป้าหมายที่จะลดการใช้พลังงานอย่างน้อย 5% แต่สำหรับในปี 2565 ที่ผ่านมาสามารถลดการใช้ไฟฟ้าลงได้ 6% สูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้ หรือคิดเป็น 4.2 ล้านบาทต่อปี

“การที่ภาครัฐมีนโยบายกำหนดค่าไฟฟ้าที่ปรับเปลี่ยนเพิ่มขึ้นหรือลดลง ตามการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้า (Float time : Ft) ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นกว่า 1 ล้านบาทต่อเดือน ทั้งที่ตั้งแต่ต้นปี 2566 ใช้ไฟฟ้าลดลง และเพื่อเป็นการแก้ปัญหาเรื่องค่า Ft มทร.ธัญบุรี จึงเร่งดำเนินการหาพลังงานทางเลือกมาใช้ทดแทนภายในมหาวิทยาลัย โดยขณะนี้ได้ดำเนินโครงการผลิตไฟฟ้า จากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา (Solar PV Rooftop) ร่วมกับทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) คาดว่าจะแล้วเสร็จปลายปี 2566 ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้อย่างดี รวมถึงยังคงมีมาตรการควบคู่อื่นๆ เช่น ปรับเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศที่มีอายุเกิน 10 ปี และการส่งเสริมให้คนในองค์กรช่วยการประหยัดพลังงานอีกด้วย” อธิการบดี มทร.ธัญบุรี กล่าว

เอ็นทีที เดต้า ผนึก 3 มหาวิทยาลัยดัง ปั้นบุคลากรไอทีภาษา COBOL

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732902

เอ็นทีที เดต้า ผนึก 3 มหาวิทยาลัยดัง  ปั้นบุคลากรไอทีภาษา COBOL

เอ็นทีที เดต้า ผนึก 3 มหาวิทยาลัยดัง ปั้นบุคลากรไอทีภาษา COBOL

วันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นางสาววรรลภา พันธ์ครุฑ ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคล บริษัทเอ็นทีที เดต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทดำเนินโครงการ “NTT DATA Critical Resource Preparation” ร่วมกับ 3 สถาบันการศึกษา คือ มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และสถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น เพื่อร่วมกันพัฒนาบุคลากรด้าน COBOL เพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ตลาดแรงงานทั่วโลกที่กำลังขาดแคลนบุคลากร COBOL Programmer ในปัจจุบันธนาคารชั้นนําของโลก 45 แห่งจาก 50 แห่ง รวมไปถึงกลุ่มอุตสาหกรรมใหญ่อย่างเช่น ประกันสังคม, กองทุนรวม, โรงแรม และโรงพยาบาล ยังคงใช้ COBOL เป็นระบบหลังบ้านเพื่อประมวลผลบนคอมพิวเตอร์เมนเฟรม เพราะยังคงเสถียรและมีประสิทธิภาพสูงซึ่งสวนทางกับการพัฒนาบุคลากรไอที ที่มีมหาวิทยาลัยเพียง 30% ทั่วโลกที่ยังคงวิชานี้ไว้ ส่วนในไทยไม่มีสอนหลักสูตรนี้แล้ว หรือจะมีก็เป็นเพียงวิชาเลือกเท่านั้น และทุกวันนี้ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา COBOL ทั่วโลกมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 55 ปี สะท้อนให้เห็นว่าบุคลากรด้าน COBOL Programmer กำลังขาดแคลนทั่วโลก

ผศ.ดร.นรงค์ ฉิมพาลี คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เปิดเผยว่า โลกยุคนี้สถาบันการศึกษาจำเป็นต้องเดินหน้าพัฒนาหลักสูตรให้ตอบโจทย์ตลาดแรงงานอยู่เสมอ เพื่อสอดรับกับความต้องการตลาดแรงงาน ของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ทั้งหลักสูตรระยะสั้น และระยะยาว ไปพร้อมการพัฒนาทักษะความรู้นักศึกษาที่ตลาดต้องการ และการเข้าร่วมโครงการก็เพื่อให้นักศึกษาได้ฝึกการทำงานจริง พร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานทันทีที่เรียนจบ นับเป็นการสร้างโอกาสให้กับนักศึกษาได้เพิ่มทักษะ ภาษา COBOL หนึ่งในทักษะที่เป็นที่ต้องการในตลาดแรงงาน เพื่อเพิ่มโอกาสให้นักศึกษาได้ออกไปทำงานสายนี้ได้ทั่วโลก

ผศ.ดร.นิพัทธ์ จงสวัสดิ์ คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เปิดเผยว่า COBOL เป็นภาษาโปรแกรมระดับสูงที่มนุษย์สามารถอ่านเข้าใจได้ง่าย และปูพื้นวิธีคิด(Logic) หรือวิธีคิดด้าน Programming ก้าวสู่การเป็นโปรแกรมเมอร์มืออาชีพในการพัฒนาโปรแกรม หรือแอปพลิเคชั่นที่ทันสมัยต่างๆ ในโอกาสนี้ได้องค์ความรู้จาก เอ็นทีที เดต้า ที่มีความรู้และมีทักษะแบบมืออาชีพ มาถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ได้จากการทำงานจริงจากรุ่นสู่รุ่น (train the trainer) และสร้างเป็น COBOL Community ของบุคลากรในคณะฯ มหาวิทยาลัย ขยายผลสู่ชุมชนนักพัฒนาโปรแกรมต่อไป

อาจารย์อดิศักดิ์ เสือสมิง คณบดีคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ทักษะ COBOL เป็นตลาดเฉพาะ หรือ Niche market นอกจากช่วยเพิ่มโอกาสให้นักศึกษาเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ทั่วโลกแล้ว ยังเป็นอาชีพที่ได้รับผลตอบแทนสูงและมีโอกาสเติบโตในสายงานอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้ มหาวิทยาลัยมีหลักสูตรในโครงการนี้ 2 หลักสูตร คือ เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) จะเน้นทักษะสำคัญทางด้าน Software Development และ Networking และ Digital Business Information Technology (BI) ทักษะสำคัญทางด้าน Data, Business Intelligent และ Business Integration ซึ่งล้วนเป็นหลักสูตรที่พัฒนาขึ้นจากการสำรวจความต้องการของตลาดแรงงานด้าน IT และยังช่วยเสริม Soft Skill ที่สำคัญ สำหรับการทำงานร่วมกันเป็นทีมซึ่งเป็นสิ่งที่สถาบันให้ความสำคัญ

คิทแคทจัดประกวดออกแบบ บรรจุภัณฑ์คิทแคท อุดมศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732896

คิทแคทจัดประกวดออกแบบ  บรรจุภัณฑ์คิทแคท อุดมศึกษา

คิทแคทจัดประกวดออกแบบ บรรจุภัณฑ์คิทแคท อุดมศึกษา

วันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด จัดประกวด “KITKASE Challenge 2023 by KitKat” ระดับอุดมศึกษาโดยให้ออกแบบซองบรรจุภัณฑ์คิทแคท รับเงินรางวัลรวมกว่า 180,000 บาท และทีมผู้ชนะได้เข้าร่วมโปรแกรม Nesternship เพื่อเรียนรู้ระบบการทำงานของเนสท์เล่ และเพิ่มพูนทักษะความสามารถจากการทำงานจริง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “Nestlé needs YOUth” ที่สนับสนุนพันธกิจเนสท์เล่ระดับโลก ช่วยเหลือเยาวชนกว่า 10 ล้านคน ให้เข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมให้มีทักษะต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการทำงาน รวมถึง Nestlé Management Trainee Program เพื่อเตรียมความพร้อมให้เยาวชนที่จะเติบโตมาเป็นผู้นำองค์กรในอนาคต

สำหรับนิสิต นักศึกษา ผู้รับรางวัล KITKASE Challenge มี 3 ทีม คือ ทีมชนะเลิศได้แก่ Calico catคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง ได้แก่ ทีม Triple Smash จากคณะมัณฑนศิลป์ สาขาการออกแบบนิเทศศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และรองชนะเลิศอันดับสอง ทีม NMB35 คณะศิลปกรรม วิทยาลัยการออกแบบนิเทศศิลป์ มหาวิทยาลัยรังสิต