ศิษย์เก่าร้องสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ปฎิบัติตามคำสั่งศาลปกครอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/721812

ศิษย์เก่าร้องสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ปฎิบัติตามคำสั่งศาลปกครอง

ศิษย์เก่าร้องสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ปฎิบัติตามคำสั่งศาลปกครอง

วันจันทร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2566, 16.04 น.

3 เมษายน 66 นายบรรหาร มณีลาภ ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยรามคำแหง , รศ.สุมาลี อิงคนาต อดีตรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง และคณะ ได้ยื่นคำแถลงการณ์ในนามคณาจารย์ เจ้าหน้าที่ นักศึกษา ผู้เกษียณอายุ และศิษย์เก่า ต่อนายวีรพล ตั้งสุวรรณ นายกสภามหาวิทยาลัยรามคำแหงเรื่อง ขอเรียกร้องให้สภามหาวิทยาลัย ปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครองอย่างเคร่งครัด และหยุดสร้างเงื่อนไขหรือวาทกรรมอื่นใดที่จะเป็นการจงใจ หลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครองโดยมีตัวแทนของนายกสภามหาวิทยาลัยรามคำแหงเป็นตัวแทนรับหนังสือ

ทั้งนี้ ในหนังสือ คำแถลงการณ์ ระบุว่า โดยที่พวกเราเฝ้าดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยรามคำแหงมาสักระยะหนึ่ง พร้อมกับพยายามปรึกษาสอบถามผู้รู้ด้านกฎหมายและการบริหารงานราชการอย่างกว้างขวาง และพวกเรามีหัวใจที่รักมหาวิทยาลัยรามคำแหงแห่งนี้อย่างเต็มเปี่ยม ย่อมทนไม่ได้ที่จะเห็นปัญหาความขัดแย้ง แบ่งฝักแบ่งฝ่ายในการบริหารงาน 

และที่สำคัญสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนแต่เป็นเกมส์การเมืองที่มีผู้ไม่ประสงค์ดีต่อทุกฝ่ายแต่อยากช่วงชิงผลประโยชน์จากเหตุการณ์ในครั้งนี้เพื่อตนเองและพวกพ้อง เป็นสิ่งที่พวกเรารับไม่ได้อย่างยิ่ง 

ดังนั้นจึงออกหนังสือแถลงการณ์ฉบับนี้ เพื่อให้สภามหาวิทยาลัยได้รับฟังเสียงอันบริสุทธิ์จากคณาจารย์ เจ้าหน้าที่ นักศึกษา ผู้เกษียณอายุและศิษย์เก่า ที่เคยผ่านการเลือกตั้งอธิการบดีเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2563 มาแล้ว โดยมีประเด็นที่สำคัญๆ ดังนี้

1.คำสั่งศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขดำที่ บ.362/2565 ลงวันที่ 13  กุมภาพันธ์ 2566 เป็นคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองที่สภามหาวิทยาลัยถอดถอนอธิการบดี (หรือที่เรียกกันว่าการคุ้มครองชั่วคราว) มีผลเป็นการให้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ กลับมาเป็นอธิการบดีอีกครั้ง จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น โดยมีเหตุผลหลัก ๆ คือ มติและคำสั่งถอดถอนอธิการบดี น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่เปิดโอกาสให้อธิการบดีได้ชี้แจง ซึ่งเป็นเหตุผลเดียวกันกับการคุ้มครองชั่วคราวในการถอดถอนครั้งที่ 1

2.สภามหาวิทยาลัย อ้างว่าได้มีการเลิกจ้าง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ จากความเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยตำแหน่งอาจารย์แล้ว จึงไม่มีคุณสมบัติเป็นอธิการบดีได้ แม้ศาลปกครองจะคุ้มครองชั่วคราวแล้วก็ตาม ข้ออ้างนี้ฟังไม่ขึ้น เพราะ

2.1 สภามหาวิทยาลัยได้อ้างข้อเท็จจริงนี้ต่อศาลปกครองแล้ว ตามที่ปรากฏในสำนวนและศาลปกครองได้รับรู้ข้อเท็จจริงและข้ออ้างนี้จนหมดสิ้น แต่ก็ยังมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวอธิการบดีอยู่ดี แปลว่าการเลิกจ้างไม่ได้เป็นเหตุให้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ เป็นอธิการบดีไม่ได้

2.2 การเลิกจ้าง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.บุญชาล ทองประยูร (รักษาการอธิการบดีในขณะนั้น) ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจาก 1)ไม่ผ่านที่ประชุม กบม. และ2)ไม่มีการแจ้งล่วงหน้า 3 เดือนตามที่กำหนดไว้ข้อสัญญาจ้าง นอกจากนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.บุญชาล ทองประยูร ยังเป็นคู่กรณีกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ เนื่องจากมีเหตุฟ้องร้องดำเนินคดีทั้งทางปกครองและอาญา จึงไม่สามารถพิจารณาเรื่องทางปกครองของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่

2.3 คุณสมบัติของอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นไปตาม มาตรา 23 พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ.2541 เท่านั้น ซึ่งไม่มีข้อมาตราไหนกำหนดว่า อธิการบดี จะต้องเป็นพนักงานตำแหน่งอาจารย์ เพียงแต่ต้องมีประสบการณ์สอนหนังสือมาแล้ว 5 ปี ซึ่งเป็นเรื่องในทางข้อเท็จจริง แม้จะมีการเลิกจ้างก็ไม่ได้ทำให้ประสบการณ์สอนหนังสือหายไป และมหาวิทยาลัยรามคำแหงไม่เคยอ้าง พระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา หรือกฎหมายอื่นใด นอกเหนือจากพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ.2541 เพื่อกำหนดคุณสมบัติของผู้บริหาร สังเกตได้จากอดีต อธิการบดี และรองอธิการบดี หลายท่านที่อายุเกิน 60 ปี และไม่ได้เป็นพนักงานมหาวิทยาลัยหรือลูกจ้างตำแหน่งอาจารย์ในขณะที่ดำรงตำแหน่ง

3.สภามหาวิทยาลัย แต่งตั้งรักษาการอธิการบดี ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2566 ทับซ้อนกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ ซึ่งเป็นอธิการบดี ตามคำสั่งศาลปกครอง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ จึงได้ยื่นคำขอให้ศาลปกครองดำเนินการบังคับตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว โดยศาลปกครองได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2566 ยกคำขอดังกล่าว ซึ่งได้มีบางท่านอ้างถึงแต่เพียงการยกคำขอ โดยไม่ได้อธิบายเหตุผลของศาล หรือแม้กระทั่งบิดเบือนข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพราะหากพิจารณาเหตุผลของศาลปกครองแล้วจะพบว่า ศาลปกครองได้ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า “ผู้ฟ้อง (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่) ยังคงมีสถานะทางกฎหมาย อำนาจ และหน้าที่ในตำแหน่ง อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องแต่งตั้ง อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ลงวันที่ 14 กันยายน 2564 ดังเดิม” และยังย้ำอีกด้วยว่า “จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงคำสั่งกำหนดวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนการพิพากษาเป็นอย่างอื่น” พูดง่าย ๆ คือ การที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ จะเป็นหรือไม่เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง หรือว่าจะเป็นไปถึงเมื่อใด ก็อยู่ที่ศาลปกครองจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งอย่างไร ดังนั้น ไม่ว่าใครจะอ้างข้อกฎหมายอะไรมาโต้แย้งหรือต่อต้านคำสั่งศาล ก็ไม่ได้มีผลอะไรกับความเป็นอธิการบดีของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ และหากไม่สามารถปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครองได้ ก็ควรใช้สิทธิทางศาลผ่านการอุทธรณ์โต้แย้งตามกฎหมาย ไม่ใช่ตีความกันเองว่าไม่สามารถปฏิบัติได้แล้วออกคำบังคับการกันเองนอกศาลปกครอง

4.ในวันที่ 7 มีนาคม 2566 ทางศาลปกครอง โดยท่านประวิตร บุญเทียม ประธานแผนกคดีละเมิดและความรับผิดอย่างอื่นในศาลปกครองสูงสุด ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวหลายสำนัก โดยสรุปว่า ตามคำสั่งศาลปกครอง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ ยังคงเป็น อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ต่อไปได้ แต่หากว่า ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ เห็นว่าตนเองไม่สามารถทำงานต่อไปได้ หรือคำสั่งของศาลปกครองไม่สัมฤทธิ์ผลจริง ๆ ก็สามารถมายื่นคำร้องขอให้ศาลออกคำบังคับใหม่ได้ และยังอธิบายว่า “ตามคำสั่งศาลที่ให้ทุเลาคดีนั้น จริงๆ ผู้ถูกฟ้องคดี (หมายถึงสภามหาวิทยาลัย) ต้องปฏิบัติตาม เพราะยังไม่มีการยื่นอุทธรณ์คำสั่งทุเลาการบังคับคดี ถ้ามีปัญหาเพิ่มขึ้น ผู้ฟ้องคดี (หมายถึงอธิการบดี) ก็สามารถมาร้องขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งบังคับใหม่ได้” ปัญหาเพิ่มขึ้นที่ว่าก็หมายถึงการขัดขวางหรือการกล่าวอ้างใด ๆ เพื่อไม่ให้ อธิการบดี สามารถทำงานตามคำสั่งศาลปกครอง จนเกิดความเสียหายต่อการบริหารราชการแผ่นดินและยากเกินการเยียวยาในภายหลังได้นั่นเอง

5.เมื่อผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ ยังคงเป็น อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง บรรดารองอธิการบดี ชุดผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ ก็ยังคงเป็น รองอธิการบดี ตามกฎหมาย เพราะสถานะของรองอธิการบดีขึ้นอยู่กับสถานะของอธิการบดี ตาม มาตรา 23 วรรคท้าย พระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ.2541 หากอธิการบดีพ้นตำแหน่งรองอธิการบดีก็พ้นไปด้วย ในเมื่ออธิการบดี กลับมาดำรงตำแหน่งตามคำสั่งศาลปกครอง รองอธิการบดีก็กลับมาด้วยเช่นกัน ซึ่งเทียบเคียงได้กับการที่ศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเมื่อครั้งที่ศาลปกครองเห็นว่ามติสภามหาวิทยาลัยในการถอดถอนอธิการบดีครั้งที่ 1 อาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งคราวนั้นบรรดารองอธิการบดีก็กลับมาปฏิบัติงานพร้อมอธิการบดีโดยไม่ได้มีการเสนอสภามหาวิทยาลัยให้แต่งตั้งใหม่แต่อย่างใด และสภามหาวิทยาลัย ก็มิได้คัดค้าน รวมถึงอนุมัติให้แต่งตั้งรองอธิการบดีชุดใหม่เมื่อรองอธิการบดีชุดเดิมครบวาระตามปกติ

6. เมื่อพิเคราะห์จาก 1. คำสั่งศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขดำที่ บ.362/2565 ลงวันที่ 13  กุมภาพันธ์ 2566 ร่วมกับ 2. คำสั่งศาลปกครองกลาง ลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2566 ร่วมกับ 3. การแถลงข่าวของศาลปกครองในวันที่ 7 มีนาคม 2566 วิญญูชนย่อมสรุปได้ถูกต้องตรงกันว่า ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ ยังคงเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ไปจนกว่าศาลปกครองจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น ข้อโต้แย้งหรือข้ออ้างหรือคำสั่งอื่นใดจากใครก็ตามที่ไม่ใช่ศาลปกครอง หรือพยายามตั้งตนเป็นศาลเสียเองย่อมไม่กระทบต่อความเป็นอธิการบดีของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่

7.ต่อมาข้อเท็จจริงปรากฏในภายหลังว่าผู้ถูกฟ้องคดี (สภามหาวิทยาลัย) ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวไปแล้วตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2566 (แต่สภามหาวิทยาลัย กลับไม่แจ้งเรื่องดังกล่าวต่อบุคลากรชาวรามคำแหงในงานแถลงข่าว ณ หอประชุมพ่อขุนรามคำแหงในวันที่ 2 มีนาคม 2566) จึงเป็นที่น่าสงสัยในการตีความของสภามหาวิทยาลัย ว่าตกลงผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ มีสถานะเป็นอธิการบดีอยู่หรือไม่ ? ถ้าสภามหาวิทยาลัย คิดว่าผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ไม่มีสถานะเป็นอธิการบดีแล้ว จะยื่นอุทธรณ์คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเพื่ออะไร ? การยื่นอุทธรณ์ของสภามหาวิทยาลัย ถือเป็นการยอมรับในตัวเองอยู่แล้วว่าสภามหาวิทยาลัยก็เชื่อว่าผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ ยังคงเป็นอธิการบดีอยู่โดยผลของคำสั่งศาลปกครอง จึงได้อุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งศาลปกครองเพื่อหวังให้ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวนั่นเอง

8.ทุกฝ่ายควรเคารพคำสั่งของศาลปกครอง เนื่องจากศาลเป็นองค์กรสูงสุดในการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาททางกฎหมาย และศาลเป็นองค์กรที่ปฏิบัติหน้าที่ “ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์” และมีผลเป็นที่สุดในข้อพิพาทดังกล่าว ผูกพันคู่ความและสามารถอ้างยันแก่บุคคลภายนอกได้ทั้งปวง หากไม่เห็นด้วยกับคำสั่งศาล ก็ควรใช้วิถีทางตามกฎหมาย เช่นอุทธรณ์โต้แย้งต่อศาลปกครองสูงสุด ไม่ใช่การตีความหรือบังคับการใด ๆ ตามอำเภอใจ ดังนั้น นอกจากศาลปกครองแล้ว ไม่มีองค์กรอื่นใดมีอำนาจพิจารณาหรือตีความ “คำสั่งของศาลปกครอง” ได้อีก สภามหาวิทยาลัย รวมทั้งองค์กรอื่น ๆ ไม่มีอำนาจใด ๆ ในการพิจารณาหรือตีความคำสั่งของศาลปกครองให้แตกต่างออกไปจากคำสั่งของศาลปกครอง หรือสั่งการใด ๆ อันมีผลขัดต่อคำสั่งศาลปกครองได้

จากทั้งหมดที่กล่าวมา จึงขอเรียกร้องให้สภามหาวิทยาลัย ปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครองอย่างเคร่งครัด หยุดสร้างเงื่อนไขหรือวาทกรรมอื่นใดที่จะเป็นการจงใจ หลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครอง หรือแม้กระทั่งการออกมติใดๆที่เป็นผลร้าย จนทำให้เป็นปัญหาอุปสรรคต่อการบริหารงานราชการแผ่นดิน ก่อให้เกิดความเสียหายที่ยากแก่การเยียวยาในภายหลัง อีกทั้งของให้สภามหาวิทยาลัยเคารพมติมหาชน ชาวรามคำแหงทั้ง 3 สาย อันได้แก่ สายคณาจารย์ สายเจ้าหน้าที่ และสายนักศึกษา ที่ได้เห็นพ้องต้องกันในวันที่ 20 ตุลาคม 2563 ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง หยุดเล่นการเมืองที่ไม่สร้างสรรค์ ที่พลันแต่จะทำลายมหาวิทยาลัยรามคำแหง ปัญหาของมหาวิทยาลัยรามคำแหงยังมีอีกมากมายที่รอการแก้ไขและพัฒนา โปรดหันมาร่วมมือกับพวกเราทั้ง 3 สายในการนำพามหาวิทยาลัยรามคำแหงไปสู่ความเจริญงอกงาม แต่หากพวกท่าน(สภามหาวิทยาลัย)ไม่สามารถร่วมมือกับพวกเราได้ แต่ยังมีใจที่รักมหาวิทยาลัยรามคำแหง แห่งนี้ ก็ขอได้โปรดแสดงสปิริตลาออกจากการเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยเสียแต่บัดนี้

อย่างไรก็ตาม ทั้งหน้าตึกอธิการบดี และตึกหอสมุดกลาง ต่างได้ติดป้าย เพื่อให้สภามหาวิทยาลัย ปฎิตามคำสั่งศาลปกครองอย่างเคร่งครัดด้วย-001

สวธ.จัดมหกรรมดนตรีไทยครั้งยิ่งใหญ่ เฉลิมพระเกียรติ’กรมสมเด็จพระเทพฯ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/721672

สวธ.จัดมหกรรมดนตรีไทยครั้งยิ่งใหญ่ เฉลิมพระเกียรติ'กรมสมเด็จพระเทพฯ'

สวธ.จัดมหกรรมดนตรีไทยครั้งยิ่งใหญ่ เฉลิมพระเกียรติ’กรมสมเด็จพระเทพฯ’

วันอาทิตย์ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2566, 21.47 น.

สวธ.จัดมหกรรมดนตรีไทยครั้งยิ่งใหญ่ เฉลิมพระเกียรติ“กรมสมเด็จพระเทพฯ” เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายน 2566

เยาวชนดนตรีไทย นักดนตรีไทยมืออาชีพ กว่า 500 ชีวิต ร่วมบรรเลงดนตรีไทยอย่างสุดฝีมือ ในมหกรรมดนตรีไทย เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายน 2566 ในงานเทศกาลดนตรี Ministry of Culture Music Festival : Summer Hit Songs (MOC MU FES) ประจำปีพุทธศักราช 2566 จัดโดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งประกอบด้วยการแสดง 4 รายการใหญ่ ได้แก่ การแสดงดนตรีไทยสากล “100 ปี เพลงไทยสากลยอดนิยม” การแสดงดนตรี ลีลาศสุนทราภรณ์ มหกรรมดนตรีไทย และการแสดงดนตรี 84 ปี สุนทราภรณ์ ณ ลานวัฒนธรรมสร้างสุข กระทรวงวัฒนธรรม และที่ Thailand soft power space ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ให้ประชาชนชนได้ชมฟรี

เมื่อวันที่ 2 เมษายน 256 นายโกวิท ผกามาศ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ได้มอบของที่ระลึกให้แก่ผู้แทนวงร่วมแสดงในงานมหกรรมดนตรีไทย โดยผู้แทนปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (นายกฤษฎา คงคะจันทร์ ผู้ตรวจราชการ วธ.) มอบช่อดอกไม้ให้แก่ นายสมโภชน์ อินทรกำแหง ผู้แทนคณะที่ปรึกษาการจัดงานมหกรรมดนตรีไทย โดยมีผู้บริหาร นางสาวลิปิการ์ กำลังชัย นางสาววราพรรณ ชัยชนะศิริ รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ร่วมชมการแสดงมหกรรมดนตรีไทย ที่จัดขึ้นเพื่อ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายน 2566 ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็น “วิศิษฏศิลปิน” ผู้เป็นเอตทัคคะในด้านวัฒนธรรม มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมหลายสาขา โดยเฉพาะด้านดนตรีไทย ประกอบด้วย 5 รายการแสดง เริ่มด้วย

การแสดงมหาดุริยางค์ไทย เวลา 09.30 – 10.30 น. ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ประกอบด้วย 3 บทเพลง คือ โหมโรงรัตนโกสินทร์ ไทยดำเนินดอย และพระอาทิตย์ชิงดวง บรรเลงดนตรีโดย นักเรียน นักศึกษา เยาวชนดนตรีไทย รวม 241 คน (ครบรอบ 241 ปี กรุงรัตนโกสินทร์) ต่อด้วย การเสวนา “สุนทรีดนตรีไทย จากรากเหง้า สู่อิทธิพลสมัยใหม่” เวลา 10.30 – 12.00 น. ณ หอประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย ดร.สิริชัยชาญ ฟักจำรูญ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง(ดนตรีไทย) พุทธศักราช 2557 นายอานันท์ นาคคง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านดนตรีไทย นายอัษฎาวุธ สาคริก ทายาทรุ่นเหลนหลวงประดิษฐไพเราะ ดำเนินการเสวนาโดย นายนิเวศน์ กันไทยราษฎร์

จากนั้นเข้าสู่ช่วงการแสดงดนตรีไทย โดยโรงเรียนดนตรีไทย 100% ในเวลา 13.00 – 16.00 น. ณ อาคารอเนกประสงค์ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย แสดงโดยโรงเรียนดนตรีไทย 6 แห่ง กับ 2 มหาวิทยาลัย ที่มีหลักสูตรการเรียนการสอนดนตรีไทย จำนวนนักดนตรีรวม 170 คน ประกอบด้วย การแสดงของ โรงเรียนอัสสัมชัญ แผนกประถม (วง ACP ดนตรีไทย) บรรเลง เพลงตับบูเซ็นซ็อก โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ บรรเลง 3 บทเพลงพร้อมขับร้อง คือ เพลงแขกบรเทศ เพลงแขกต่อยหม้อ และ เพลงนางนาค โรงเรียนพระยาประเสริฐสุนทราศรัย (กระจ่าง สิงหเสนี) แสดง 5 บทเพลงพร้อมขับร้อง คือ เพลงถวายพระพรสมเด็จ พระเทพ (ลาวสมเด็จ) เพลงลาวพุงขาว เพลงลาวชมดง เพลงเริงสงกรานต์ และ เพลงรื่นเริงเถลิงศก โรงเรียนสยามสามไตร บรรเลง 3 บทเพลง คือ ระบำปลา (ขิมหมู่) แสนคำนึง (ปี่พาทย์เครื่องสาย) และ กราวนอก (ระนาดหมู่) โรงเรียนวัดบางประทุนนอก (ปีพาทย์มอญเด็ก) บรรเลง เพลงพลายชุมพล และ เพลงพระยาน้อยชมตลาด โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ (วงสิงหราช) แสดง 2 ชุด เพลงชุดสรภัญญะอาศิรวาทราชสดุดีองค์วิศิษฎศิลปิน (สรภัญญะ–เพลงเวสสุกรรม) และ เพลงพรามหณ์ดีดน้ำเต้าเถา มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา โดยวงมหิดลาวาทิต แสดงปี่พาทย์ผสมเครื่องสาย บรรเลง เพลงใบ้คลั่ง สามชั้น เดี่ยวจะเข้ เพลงสุดสงวน สามชั้น และ เดี่ยวระนาดเอก เพลงกราวใน ปิดท้ายด้วยการแสดงของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน โดยวงมโหรีพิรุณรัตน์ บรรเลงและขับร้อง เพลงหวนคำนึง เถา และเพลงคะนึงนุช เถา

และในเวลา 16.00 – 18.00 น.เป็นรายการแสดงที่ถือเป็นไฮไล้ทได้รับความสนใจมีผู้เข้าชมจำนวนมาก คือ การแสดงปีพาทย์ประชันวง ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย โดยวงบ้านบัวหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กับ วงทับพรวาทิต กรุงเทพมหานคร ซึ่งบทเพลงที่วงบ้านบัวหลวง แสดงได้แก่ โหมโรงเชิดใน เพลงทะเลบ้า เถา เพลงพญารำพึง (เพลงเดี่ยว) และ เพลงเต่ากินผักบุ้ง ส่วนวงทับพรวาทิต มาแสดงประชัน รวม 4 บทเพลง ได้แก่ เพลงโหมโรงกัลยาณมิตร เพลงบังใบเถา เดี่ยวรอบวงเพลงอาเฮีย สามชั้น และเพลงเต่ากินผักบุ้ง สองชั้น นั่นเอง

ปิดท้ายมหกรรมดนตรีไทยด้วย การแสดงดนตรีไทยร่วมสมัย เวลา 18.30 – 22.30 น. ณ ลานหน้าศาลาไทย ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย แสดงโดย วงดนตรีเพชรจรัสแสง กับ วงดนตรีสมทรง

นอกจากนี้ ในวันที่ 9 เมษายน 2566 ยังมีรายการแสดงปิดท้ายเทศกาลดนตรีแห่งปี คือ การแสดงดนตรี 84 ปี สุนทราภรณ์ ประกอบด้วย การเสวนา “เส้นทางสู่ 84 ปี วงดนตรีสุนทราภรณ์” เวลา 10.30 – 12.30 น. ณ หอประชุมเล็ก และ การแสดงคอนเสิร์ต “84 ปี สุนทราภรณ์” เวลา 14.00 – 16.30 น. ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย แฟนคลับไม่ควรพลาด

ทั้งนี้ ภายในงานเทศกาลดนตรียังมีตลาดวัฒนธรรมสร้างสุข ที่ออกร้านโดยหน่วยงานในสังกัดและเครือข่ายวัฒนธรรมของกระทรวงวัฒนธรรม มาออกร้านซุ้มอาหารคาวหวานและเครื่องดื่มให้ผู้ที่มาร่วมงานได้อิ่มหนำสำราญ เพลิดเพลินและสุขใจในระหว่างร่วมงานเทศกาลดนตรีในครั้งนี้อย่างถ้วนหน้า และสามารถติดตามข่าวสารทางวัฒนธรรมได้ทาง http://www.culture.go.th / แฟนเพจเฟสบุ๊คกรมส่งเสริมวัฒนธรรม และรายการแสดงต่างๆ ของศูนย์วัฒนธรรมที่ http://www.tccbooking.net/activity

– 006
 

มหาดไทยจัดพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศลและถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/721549

มหาดไทยจัดพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศลและถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า

มหาดไทยจัดพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศลและถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า

วันอาทิตย์ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2566, 09.23 น.

กระทรวงมหาดไทย จัดพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศลและถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 2 เมษายน 2566

2 เมษายน 2566 เวลา 06.30 น. ที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร. วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย เป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศลและถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 2 เมษายน 2566  โดยได้รับเมตตาจากเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช กรรมการมหาเถรสมาคม ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร นำพระมหาเถระ พระเถระ รับบิณฑบาต อาทิ พระเทพวัชรเมธี อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ผู้ช่วยเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร พระมหาคณิสร ผู้ช่วยเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร

โดยมี นายพรพจน์ เพ็ญพาส รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกิจการความมั่นคงภายใน นายสมคิด จันทมฤก รองปลัดกระทรวงมหาดไทยด้านบริหาร นายโชตินรินทร์ เกิดสม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านสาธารณภัยและพัฒนาเมือง นายชยาวุธ จันทร อธิบดีกรมที่ดิน นายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายขจร ศรีชวโนทัย อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น คณะผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย นางจิรวรรณ เพ็ญพาส ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศศิธร จันทมฤก นางปวีณ์ริศา เกิดสม นางวรสุดา รัตนสุคนธ์ นางศลิษา ภิรมย์รัตน์ นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ อุปนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ คณะกรรมการสมาคมแม่บ้านมหาดไทย และพี่น้องประชาชน ร่วมพิธี

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดกรวยกระทงดอกไม้ ธูปเทียนแพ ถวายราชสักการะ และถวายแจกันดอกไม้เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ถวายแจกันดอกไม้เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และกล่าวถวายพระพรชัยมงคล ความว่า “ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ใต้ฝ่าละอองพระบาทได้ทรงอุทิศพระองค์ ปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ ด้วยพระวิริยะอุตสาหะ เพื่ออำนวยประโยชน์สุข แก่อาณาประชาราษฎร์ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ อย่างไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพระราชทานความช่วยเหลือ พัฒนาคุณภาพชีวิตให้แก่เด็กและผู้ยากไร้ในชนบท ให้สามารถพึ่งตนเองได้อย่างมั่นคง การส่งเสริมการศึกษา และสุขภาพอนามัยแก่เด็กนักเรียนในถิ่นทุรกันดาร ด้วยพระราชหฤทัยที่เปี่ยมด้วยพระเมตตา นอกจากนี้ ใต้ฝ่าละอองพระบาท ยังทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา สนับสนุนโครงการอนุรักษ์และสืบสานมรดกทางศิลปวัฒนธรรมไทย ด้านนาฏศิลป์ ดนตรีไทย อักษรศาสตร์ รวมถึงพระราชนิพนธ์บทกวี ร้อยแก้ว ร้อยกรอง และพระราชนิพนธ์บทร้องทั้งบทเพลงไทยเดิมและเพลงไทยสากล เพื่อให้เยาวชนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้และตระหนักถึงความสำคัญในศิลปวัฒนธรรมของชาติ รวมทั้ง ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจอันเป็นการสนองพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินี ในการที่จะสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อาทิ มูลนิธิชัยพัฒนา มูลนิธิสายใจไทย มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล โรงเรียนจิตรลดา และสภากาชาดไทย

“สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชดำริเกี่ยวกับ “โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี” เพื่ออนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรพันธุกรรมพืชของประเทศ “โครงการบ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง” เพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหารให้แก่ประชาชน โดยเป็นการลดค่าใช้จ่ายในการซื้อผักมาบริโภค และการมีผักที่ดีมีคุณภาพรับประทานตลอดทั้งปีในระดับครัวเรือน สำหรับผักที่เหลือก็แบ่งปันให้เพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นการสร้างความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ระหว่างกัน และในด้านการศึกษา ทรงสืบสานและพัฒนาต่อยอดในการสนับสนุนการศึกษาของเด็กและเยาวชนที่ขาดโอกาสในการศึกษา ทรงเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนทั่วทุกภูมิภาค เป็นระยะเวลาต่อเนื่องและยาวนาน ซึ่งเป็นโครงการที่อยู่ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีและต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทรงดำรงพระองค์เปรียบประดุจทูตสันถวไมตรีกิตติมศักดิ์ระหว่างราชอาณาจักรไทยกับนานาประเทศ โดยเฉพาะประเทศ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ราชอาณาจักรกัมพูชา และประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นอาทิ และในด้านอาหารและการเกษตร องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ได้ประกาศยกย่องการทรงงานของพระองค์ท่านในการให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน และแก้ไขปัญหาความหิวโหยของผู้ยากไร้ในไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายตำแหน่งทูตพิเศษด้านการขจัดความอดอยากหิวโหย ประจำปี 2565 – 2567″ นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวเพิ่มเติม

“เนื่องในโอกาส วันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายน 2566 ในวันนี้ คณะผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ รวมทั้งภาคีเครือข่ายของกระทรวงมหาดไทย และสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระพรชัยมงคล “ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทั้งหลายในสากลโลก ตลอดจนพระเทวานุภาพแห่งพระสยามเทวาธิราช และพระบรมเดชานุภาพแห่งองค์สมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าทุกพระองค์ ได้โปรดอภิบาลรักษาให้ทรงพระเกษมสำราญ มีพระชันษายิ่งยืนนาน สถิตเป็นมิ่งขวัญปกเกล้าปกกระหม่อม พสกนิกรชาวไทย ตลอดกาลนานเทอญ” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวเพิ่มเติม

วช.ร่วมกับสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองฯเดินหน้าสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนในการอบรมโดรนแปรอักษร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/721473

วช.ร่วมกับสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองฯเดินหน้าสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนในการอบรมโดรนแปรอักษร

วช.ร่วมกับสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองฯเดินหน้าสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนในการอบรมโดรนแปรอักษร

วันเสาร์ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2566, 14.12 น.

วช.ร่วมกับสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับเดินหน้าสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนในการอบรมโดรนแปรอักษร ที่จังหวัดเชียงราย

วันที่ 1 เม.ย.66 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ จัดกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม “การอบรมเชิงปฏิบัติการถ่ายทอดเทคโนโลยีโดรนแปรอักษรเพื่อประยุกต์สู่การใช้งาน” ภาคเหนือ ครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 1 – 3  เมษายน 2566 โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานเปิดการอบรมฯ ในวันที่ 1 เมษายน 2566 เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเกี่ยวกับ “โดรนแปรอักษร” และการพัฒนาซอฟแวร์โดรนเพื่อนำไปประยุกต์ใช้งานให้กับนักเรียนและนักศึกษาในเขตภาคเหนือ โดยมี นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ นายจรัล  แก้วเป็ง ผู้อำนวยการโรงเรียนสามัคคีวิทยาคม ให้การต้อนรับ พร้อมด้วยคณะผู้ทรงคุณวุฒิ วช. และสื่อมวลชน เข้าร่วมในพิธีฯ ณ โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม อำเภอเมืองจังหวัดเชียงราย

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ภายใต้กระทรวง อว. ตระหนักถึงความสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีในโลกอนาคต ซึ่งปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีโดรนมาใช้งานในด้านต่าง ๆ มากขึ้น 

ทำให้โดรนสามารถทำงานแทนมนุษย์ได้ และสามารถรองรับการใช้งานในภารกิจที่หลากหลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ  วช. จึงได้ให้การสนับสนุนสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ในการจัดโครงการ “อบรมเชิงปฏิบัติการการถ่ายทอดเทคโนโลยีโดรนแปรอักษรเพื่อประยุกต์สู่การใช้งาน” เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ตลอดจนส่งเสริมสนับสนุนและพัฒนาองค์ความรู้ด้วยการผสมผสานเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ หรือ โดรน มาปรับใช้กับการทำงานในงานด้านต่างๆ โดยการอบรมจัดขึ้นเป็นครั้งที่สี่ของภาคเหนือ โดยครั้งแรกจัดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่เมื่อช่วงเดือนธันวาคม 2565 ที่ผ่านมา การจัดอบรมฯ จะก่อให้เกิดการพัฒนานวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมใหม่ สร้างนวัตกรในประเทศ ให้มีความรู้ความชำนาญและมีประสบการณ์ในด้านการประดิษฐ์เพิ่มมากขึ้น เกิดการพัฒนาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีโดรนอย่างต่อเนื่อง รองรับการขยายตัวของเทคโนโลยี ด้านการบินในอนาคต อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศต่อไป

นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ กล่าวว่า สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ได้รับการสนับสนุนจาก วช. จัดโครงการ “อบรมเชิงปฏิบัติการการถ่ายทอดเทคโนโลยีโดรนแปรอักษรเพื่อประยุกต์สู่การใช้งาน” เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเกี่ยวกับ “โดรนแปรอักษร” และการพัฒนาซอฟแวร์

โดรนเพื่อนำไปประยุกต์ใช้งาน ให้กับนักเรียน นักศึกษาในสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ทั่วประเทศ เป็นการอบรมบ่มเพาะเชิงบูรณาการ ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติและลงมือทำในสิ่งต่าง ๆ ในสภาพแวดล้อมจริง โดยการอบรมจัดขึ้นที่โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ถือเป็นครั้งที่สี่ของภาคเหนือ ระหว่างวันที่ 1 – 3 เมษายน 2566

ภายในงาน มีนักบินโดรนมืออาชีพ ได้แก่ นายณัชธกฤษณ์  สาระไชย นึกศึกษาปริญญาตรี คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้ประกอบอาชีพเสริมรับจ้างถ่ายภาพทางอากาศในขณะที่ยังศึกษาในมหาวิทยาลัย นายสิทธิโชค  นาคประเสริฐ นักศึกษาปริญญาโท คณะวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อดีตแชมป์ถ้วยพระราชทาน “หนูน้อยจ้าวเวหา” มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์การนำโดรนไปประกอบอาชีพสร้างรายได้ เป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียน นักศึกษาที่เข้าร่วมการอบรมได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ได้รับการสนับสนุนจาก วช. จนประสบผลสำเร็จในการคิดค้นและพัฒนาซอฟต์แวร์การสั่งงานโดรนแปรอักษร กล่าวได้ว่าเป็น “โดรนแปรอักษร” ฝีมือคนไทยเป็นนวัตกรรมหนึ่งเดียวในอาเซียน และ 1 ใน 9 ของโลก ได้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ ถือเป็นการยกระดับการพัฒนาเทคโนโลยีของคนไทยให้ก้าวล้ำไปอีกขั้นทัดเทียมกับเทคโนโลยีของต่างประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยีโดรนแปรอักษรเพื่อประยุกต์สู่การใช้งานที่สร้างความตื่นตาตื่นใจ และแพลตฟอร์มระบบปัญญาประดิษฐ์ มีการพัฒนาและส่งเสริมให้ใช้นวัตกรรมทางเทคโนโลยี ตลอดจนส่งเสริมให้เกิดการสร้างนวัตกรรม และนวัตกร ที่จะนำองค์ความรู้เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (Drone) ที่ได้รับมาพัฒนาต่อยอดและปรับใช้กับการทำงานในด้านต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติและลงมือทำในสิ่งต่าง ๆ ในสภาพแวดล้อมจริง ได้ฝึกคิด ฝึกทำ ฝึกทักษะ ฝึกปฏิบัติด้วยตนเองผ่านกิจกรรม “โดรนแปรอักษร” นักเรียน นักศึกษา หรือผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารการอบรมได้ที่Facebook Fanpage : สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และ สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ – 003

ศธ. ทำบุญวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการ ครบรอบ 131 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/721420

ศธ. ทำบุญวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการ ครบรอบ 131 ปี

ศธ. ทำบุญวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการ ครบรอบ 131 ปี

วันเสาร์ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2566, 11.27 น.

วันที่ 1 เมษายน 2566 เวลา 07.09 น. นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์และสามเณร จำนวน 132 รูป พิธีเจริญพระพุทธมนต์ พิธีบังสุกุลอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่กระทรวงศึกษาธิการ ตลอดจนสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงศึกษาธิการ  เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการ ครบรอบ 131 ปี โดยมี คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ข้าราชการ ครู และบุคลากรทางการศึกษา เข้าร่วมงาน ณ บริเวณสนามหญ้าหน้ากระทรวงศึกษาธิการ  
 

กอ.รมน. ผนึก วช. เสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ปราชญ์เพื่อความมั่นคง ด้วยวิจัยและนวัตกรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/721397

กอ.รมน. ผนึก วช. เสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ปราชญ์เพื่อความมั่นคง ด้วยวิจัยและนวัตกรรม

กอ.รมน. ผนึก วช. เสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ปราชญ์เพื่อความมั่นคง ด้วยวิจัยและนวัตกรรม

วันเสาร์ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2566, 08.48 น.

กอ.รมน. ผนึก วช. เสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ปราชญ์เพื่อความมั่นคง ด้วยวิจัยและนวัตกรรม นำสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย พลโท วิเศษ เจริญสุข รองผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 1 กอ.รมน. และ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานเปิดกิจกรรม “การเสริมสร้างปราชญ์เพื่อความมั่นคงและเครือข่ายภาคจังหวัดเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ในวันที่ 30 มีนาคม 2566 เพื่อบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาคความมั่นคงและภาคการวิจัยร่วมเดินหน้าสร้างความเข้มแข็งให้เครือข่ายปราชญ์เพื่อความมั่นคง เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม ซึ่งมุ่งเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้นำสู่ศูนย์การเรียนรู้ของเครือข่ายปราชญ์เพื่อความมั่นคงและพื้นที่ชุมชนเป้าหมาย ของ กอ.รมน. ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนเข้มแข็งด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม ระหว่างวันที่ 29 มีนาคม – 1 เมษายน 2566 ณ ห้องประชุมราชพฤกษ์ ชลพฤกษ์ รีสอร์ท จังหวัดนครนายก

พลโท วิเศษ เจริญสุข รองผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 1 กอ.รมน. กล่าวว่า กอ.รมน.ภาค และ กอ.รมน.จังหวัด เป็นแกนกลางในการขับเคลื่อนงาน และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ได้นำองค์ความรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ถ่ายทอดสู่ศูนย์เรียนรู้เครือข่ายปราชญ์เพื่อความมั่นคง ในพื้นที่เป้าหมายจนทำให้ชุมชนเหล่านั้นมีศักยภาพสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ให้ดียิ่งขึ้นเป็นชุมชนที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยการจัด “โครงการเสริมสร้างปราชญ์เพื่อความมั่นคงและเครือข่ายภาคจังหวัดเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ในครั้งนี้ได้ให้ความสำคัญและเห็นคุณค่าของปราชญ์เพื่อความมั่นคง และมีการถ่ายทอดความรู้นำไปสู่การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างปราชญ์เพื่อความมั่นคงในสาขาต่าง ๆ เพื่อนำองค์ความรู้ไปพัฒนาต่อยอดประยุกต์ใช้ในการพัฒนาพื้นที่และเกิดประโยชน์อย่างสูงสุดต่อไป

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า  ความร่วมมือระหว่าง วช. และ กอ.รมน. ในการใช้ประโยชน์องค์ความรู้จากผลงานวิจัยและนวัตกรรม มีมาตั้งแต่ปี 2562 ซึ่งมีกลไกของศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 1 – 5 และสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ความมั่นคง ร่วมขับเคลื่อนกิจกรรมส่งเสริมผลงานวิจัยและนวัตกรรมนำสู่ศูนย์เรียนรู้ของเครือข่ายปราชญ์เพื่อความมั่นคงและพื้นที่ชุมชนเป้าหมายในความดูแลของ กอ.รมน. จำนวนมากกว่า 400 ชุมชนใน  77 จังหวัด จำนวนมากกว่า 30 นวัตกรรม โดย กอ.รมน. ทำหน้าที่คัดกรองพื้นที่ และ วช. คัดกรององค์ความรู้ที่พร้อมถ่ายทอดขยายผลสอดรับกับบริบทความต้องการของพื้นที่เป้าหมาย ในการนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปช่วยในการยกระดับศักยภาพความเข้มแข็งของชุมชน และมีนักวิจัยที่พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ในการหนุนเสริมพลังชุมชนขยายผลนวัตกรรมสู่การสร้างความมั่นคง ตลอดจนเครือข่ายภาคจังหวัดที่เกี่ยวข้องร่วมกันบูรณาการสู่การขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนต้นแบบ ชุมชนเข้มแข็งด้วยวิจัยและนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์การพัฒนาประเทศได้อย่างยั่งยืนต่อไป

ซึ่งภายในงานมีการจัดนิทรรศการผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านการแปรรูปผลิตภัณฑ์โดยนักวิจัยที่ได้รับทุนการจัดการความรู้การวิจัยจาก วช. และการนำเสนอผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยชุมชนที่ได้รับนวัตกรรมจาก วช. และได้รับรางวัลชุมชนต้นแบบจาก กอ.รมน. และ วช.

พร้อมทั้ง กิจกรรมการบรรยายและการฝึกอบรมเชิงปฎิบัติการตลอดการจัดงาน ซึ่งในวันที่ 30 มีนาคม 2566 มีการบรรยายพิเศษเรื่อง “แนวทางการพัฒนาพื้นที่และส่งเสริมการเกษตร”โดย นายณรงค์รัตน์ ม่วงประเสริฐ ผู้ช่วยเลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติสภาเกษตรกรแห่งชาติ การบรรยายพิเศษเรื่อง “ปักหมุดการพัฒนาเชิงพื้นที่ด้วยวิจัยและนวัตกรรมโดยความร่วมมือระหว่าง กอ.รมน. และ วช. และนวัตกรรมพร้อมใช้สำหรับชุมชน” โดย นายธีรวัฒน์ บุญสม
ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และการนำเสนอผลงานและนวัตกรรมของปราชญ์เพื่อความมั่นคง

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 7 อธิการบดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/721336

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 7 อธิการบดี

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 7 อธิการบดี

วันศุกร์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2566, 18.28 น.

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 7 อธิการบดี

31 มีนาคม 2566 ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) เปิดเผยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอธิการบดีสถาบันอุดมศึกษา 7 แห่ง ดังนี้

1.นางสุภกร พงศบางโพธิ์ เป็น อธิการบดีมหาวิทยาลัยพะเยา

2.นายธนะเศรษฐ์ ง้าวหิรัญพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร

3.นายนิวัติ แก้วประดับ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 

4.นายคมสัน มาลีสี อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

5.นายสุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

6.นายฤกษ์ชัย ฟูประทีปศิริ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.) ตะวันออก

7.น.ส.กนกวรรณ สุวรรณปฏิกรณ์ อธิการบดีสถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา สภากาชาดไทย

ศ.ดร.เอนก กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกสภาสถาบันอุดมศึกษาจำนวน 6 แห่ง ได้แก่ 1.นายวิจิตร ศรีสอ้าน นายกสภามหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ(มศว.) 2.นายธงทอง จันทรางศุ นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฎร้อยเอ็ด 3.พล.อ.วุฒินันท์ ลีลายุทธ นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฎรำไพพรรณี 4.นายสมเจตน์ ภูศรี  นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฎเพชรบูรณ์ 5.นายวิชัย ศรีขวัญ นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎร์ธานี และ 6.นายจอมจิน จันทรสกุล นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี

คุรุสภาย้ำ! เช็กสถานะคำขอขึ้นทะเบียน-ต่ออายุใบอนุญาตฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/721176

คุรุสภาย้ำ! เช็กสถานะคำขอขึ้นทะเบียน-ต่ออายุใบอนุญาตฯ

คุรุสภาย้ำ! เช็กสถานะคำขอขึ้นทะเบียน-ต่ออายุใบอนุญาตฯ

วันศุกร์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2566, 12.01 น.

วันที่ 31 มีนาคม 2566 ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า จากการที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา  ได้เปิดให้บริการใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ KSP e-Service ตามข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ พ.ศ. 2565 ซึ่งเป็นข้อบังคับใหม่ ตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2566 โดยให้ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนและขอต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านทางเว็บไซต์ของคุรุสภา http://www.ksp.or.th  พบว่า การให้บริการออนไลน์ช่วยลดภาระให้แก่นิสิต นักศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษาได้จริง ทำให้ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาไม่ต้องเสียเวลาเดินทางมาติดต่อที่คุรุสภา ไม่ต้องรอนาน ขณะเดียวกันสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ก็สามารถตรวจสอบคุณสมบัติ และพิจารณาอนุมัติการออกและต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษาให้แก่ผู้ยื่นคำขอได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งคุรุสภาจะพัฒนาระบบ KSP e-service ลดเอกสารและขั้นตอนให้มีความสะดวกในการยื่น และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ด้าน ผศ.ดร.พลรพี  ทุมมาพันธ์ รองเลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า หลังจากที่ยื่นคำขอผ่านระบบ KSP e-Service แล้ว ขอให้ผู้ยื่นคำขอฯกลับมาตรวจสอบสถานะเบื้องต้นภายในเวลา 15 วันทำการ  เนื่องจากที่ผ่านมา ย้อนหลัง 3 เดือน ทั้งก่อนและหลังการออกข้อบังคับใหม่ พบว่า ในจำนวนผู้ยื่นคำขอออกและต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา 53,895 คน มีผู้ที่ยื่นเอกสารไม่ครบถึง 6,269 คน ทำให้คุรุสภาต้องขอให้ส่งเอกสารเพิ่มเติม เช่น ในแบบคำขอกรอกข้อมูลไม่ครบถ้วน ไม่ลงลายมือชื่อรับรองการประพฤติปฏิบัติตนตามจรรยาบรรณของวิชาชีพและรับรองคุณสมบัติของตนเอง, ไม่แนบสำเนาหลักฐานการพัฒนาตนเอง , ก.พ. 7 ปรับข้อมูลไม่เป็นปัจจุบัน, ก.ค.ศ. 16 ปรับข้อมูลไม่เป็นปัจจุบันและแนบไม่ครบ, แบบประเมินการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษากรอกข้อมูลไม่ครบถ้วนสมบูรณ์, มหาวิทยาลัยไม่จัดส่งรายชื่อผู้สำเร็จการศึกษาในระบบ KSP Bundit, ยังไม่ได้ชำระเงินค่าธรรมเนียม และรูปถ่ายไม่ชัดเจน หรือไม่เป็นไปตามรูปแบบที่กำหนด เป็นต้น 

“ขอย้ำว่าการตรวจสอบสถานะเบื้องต้นเป็นเรื่องสำคัญมาก เมื่อได้รับเอกสารครบถ้วนถูกต้องจึงจะดำเนินการในขั้นตอนต่อไปได้ แต่หากเอกสารไม่ครบถ้วนถูกต้อง คุรุสภาจะมีการแจ้งเตือนเข้าไปในระบบ และให้ส่งเอกสารเพิ่มเติม ถ้าผู้ยื่นคำขอไม่ตรวจสอบสถานะและส่งเอกสารเพิ่มเติมให้เรียบร้อย จะส่งผลให้คำขอดังกล่าวค้างอยู่ในระบบ และจะไม่ได้รับการตรวจเอกสารหลักฐานอีกครั้ง ดังนั้น จึงขอความร่วมมือให้ผู้ยื่นคำขอเข้ามาตรวจสอบสถานะคำขอของตนเองภายในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อประโยชน์ของตัวผู้ยื่นคำขอ และจะทำให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น”

ผศ.ดร.พลรพี กล่าวด้วยว่า สำหรับข้อมูลการรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษาล่าสุด ณ วันที่ 28 มีนาคม 2566 พบว่า มีผู้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษาแล้ว ทั้งสิ้น 1,001,146 คน ในจำนวนนี้เป็นใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู 902,271 คน ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา 81,822 คน ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารการศึกษา 8,491 คน และ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพศึกษานิเทศก์  8,562 คน คุรุสภามีความมุ่งมั่นให้บริการและบริหารจัดการอย่างมีคุณภาพ รวมถึงเห็นความสำคัญของการอำนวยความสะดวกในการขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็ว และขณะนี้ทางครุสภากำลังดำเนินการปรับเปลี่ยนระบบการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ขอให้ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่เว็บไซต์คุรุสภา หรือสื่อออนไลน์ของทางคุรุสภา และศึกษาข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ พ.ศ. 2565 ที่มีรายละเอียดในฉบับเต็ม เพราะเป็นเรื่องใหม่ หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามหรือรับคำปรึกษากับทางคุรุสภา หรือติดต่อสอบถามได้ที่พนักงานเจ้าหน้าที่คุรุสภาในสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดที่สมาชิกสังกัดทั่วประเทศ

วช.หนุนศูนย์ต้นแบบการเรียนรู้คนเลี้ยงชันโรงเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/721164

วช.หนุนศูนย์ต้นแบบการเรียนรู้คนเลี้ยงชันโรงเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก

วช.หนุนศูนย์ต้นแบบการเรียนรู้คนเลี้ยงชันโรงเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก

วันศุกร์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2566, 11.06 น.

วช.หนุนศูนย์ต้นแบบการเรียนรู้คนเลี้ยงชันโรงเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ตามแนวพระราชดำริการเกษตรแบบผสมผสาน

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ( วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้การสนับสนุนโครงการศูนย์ต้นแบบการเรียนรู้คนเลี้ยงชันโรงเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากตามแนวพระราชดำริการเกษตรแบบผสมผสาน อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา โดยทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งเป็นการนำแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่มาประยุกต์ใช้ เพื่อให้เกษตรกรได้ใช้ประโยชน์จากพื้นที่ทำกินแบบครบวงจร จัดตั้งศูนย์ต้นแบบการเรียนรู้คนเลี้ยงชันโรง พัฒนาและแปรรูปผลิตภัณฑ์จากน้ำผึ้งชันโรง สร้างฐานข้อมูลศูนย์ต้นแบบการเรียนรู้คนเลี้ยงชันโรงเสมือนจริงผ่านแอปพลิเคชั่น ซึ่งเป็นการพัฒนาระบบบนฐานการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อเป็นแบบอย่างและแนวทางให้แก่กลุ่มเกษตรกรในพื้นที่อื่น ๆ ทั้งภายในและภายนอกจังหวัดสงขลา นำไปสู่การพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช.เป็นองค์กรของรัฐ ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่ให้การสนับสนุนโครงการวิจัยต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวชุมชน โดยเฉพาะภาคการเกษตรที่จำเป็นต้องมีแนวทางในการบริหารจัดการ ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด สร้างช่องทางในการหารายได้จากหลายผลิตภัณฑ์ อย่างพื้นที่ในอำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา เกษตรกรได้จัดสรรพื้นที่สวนยาง เพื่อการเพาะปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผัก พืชสมุนไพร และการเลี้ยงชันโรง ส่งผลให้สามารถเก็บผลผลิตจากชันโรงออกจำหน่าย  สามารถชดเชยระดับราคาน้ำยางพาราที่ลดต่ำลง สร้างชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้กับเกษตรกร และสามารถใช้เป็นแหล่งเรียนรู้การเกษตรแบบผสมผสานอีกด้วย 

ดร.ฉัตรธิดา หยูคง อาจารย์โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์( ฝ่ายมัธยมศึกษา )คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เปิดเผยว่า ทีมงานวิจัยได้เล็งเห็นถึงความสำคัญเกษตรทฤษฎีใหม่ในการบริหารจัดการพื้นที่ใช้สอยในด้านการเกษตร ซึ่งพื้นที่ตำบลบางกล่ำ อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา นับเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ หรือเรียกได้ว่าเป็นพื้นที่สีเขียว เนื่องด้วยพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่การเกษตรสวนผลไม้ และสวนยางพาราตั้งอยู่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาและคลองบางกล่ำ ตลอดจนเป็นพื้นที่ที่ปลอดจากโรงงานอุตสาหกรรมและมลพิษ จึงถือเป็นต้นทุนทางทรัพยากรทางธรรมชาติของชุมชนที่สำคัญ และสัมพันธ์โดยตรงต่อคุณภาพของผลผลิตทางการเกษตรและน้ำผึ้งชันโรง สามารถขับเคลื่อนการทำเกษตรแบบผสมผสาน เพื่อลดและกระจายความเสี่ยงของกลุ่มเกษตรกร ซึ่งเป็นการน้อมนำแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาประยุกต์ใช้ในการทำเกษตรสามารถจัดสรรพื้นที่สวนยาง เพื่อการเพาะปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผัก พืชสมุนไพร และการเลี้ยงชันโรงออกจำหน่ายชดเชยรายได้ในช่วงราคายางหรือราคาพืชผลทางการเกษตรอื่นๆตกต่ำ

อาจารย์ฉัตรธิดา กล่าวว่า คณะผู้วิจัยและทีมงานจึงได้นำเสนอโครงการเพื่อจัดการความรู้การเลี้ยงชันโรงตามแนวพระราชดำริการเกษตรแบบผสมผสาน และสร้างศูนย์ต้นแบบการเรียนรู้คนเลี้ยงชันโรง ลักษณะห้องเรียนมีชีวิตในพื้นที่ตำบลบางกล่ำ ขยายผลเป็นพื้นที่ต้นแบบคนเลี้ยงชันโรงในพื้นที่อำเภอรัตภูมิ อำเภอสะเดา และอำเภอนาทวี พัฒนาและแปรรูปผลิตภัณฑ์จากน้ำผึ้งชันโรงในพื้นที่ตำบลบางกล่ำ และ สร้างฐานข้อมูลศูนย์ต้นแบบการเรียนรู้คนเลี้ยงชันโรงเสมือนจริงผ่านแอปพลิเคชั่น นอกจากนี้พื้นที่ตำบลบางกล่ำ อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลาได้มีความพร้อมในด้านคน โดยคนในพื้นที่ให้ความร่วมมือไม่ใช่สารเคมีในพื้นที่การเกษตร 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะหากมีการใช้สารเคมีจะส่งผลให้ชันโรงจะไม่อาศัยอยู่ในพื้นที่บริเวณนั้น และความพร้อมของสมาชิกวิสาหกิจชุมชนเลี้ยงอุงและญิงยวนบางกล่ำ ที่จะเรียนรู้ พัฒนาตนอยู่เสมอ ให้ความร่วมมือในการเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ การอบรมเพื่อพัฒนาการเลี้ยงชันโรง หรือ การถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรพื้นที่อื่น ๆ เป็นต้น จากความพร้อมทั้งทางด้านทรัพยากรทางธรรมชาติและทรัพยากรบุคคล นับเป็นจุดเด่นที่ส่งผลให้วิสาหกิจชุมชนเลี้ยงอุงและญิงยวนบางกล่ำเกิดการเติบโตและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

สำหรับการการขยายผลต่อยอดจากการเลี้ยงชันโรงในหลาย ๆ ด้านอาทิ การผลิตกล่องเลี้ยงชันโรง เพื่อจำหน่ายแก่สมาชิกภายในวิสาหกิจชุมชน และคนภายนอก การจำหน่ายขี้ชัน สิ่งที่เหลือจากการกรองน้ำผึ้งชันโรง และมีประโยชน์ต่อการดึงดูดชันโรงเข้าสู่กล่องเลี้ยงใหม่ การจำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูปชันโรงเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น น้ำผึ้งชันโรง น้ำเถาคันผสมชันโรง สบู่ก้อน สบู่เหลว แชมพู โลชั่น ลิปบาล์ม ลิปสติก ครีมบำรุงใต้ตา และตะลิงปลิงอบแห้งผสมชันโรง รวมถึงการสร้างศูนย์ต้นแบบการเรียนรู้คนเลี้ยงชันโรงในชุมชน เพื่อให้นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปสามารถเข้ามาเรียนรู้กระบวนการเลี้ยงชันโรงผ่านการลงมือปฏิบัติจริง ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อเข้าเยี่ยมชมหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่านช่องทางต่าง ๆ ดังนี้

•​คุณคมคาย เพชรมุณี ประธานวิสาหกิจชุมชนเลี้ยงอุงและญิงยวนบางกล่ำ เบอร์โทรศัพท์ 061-2532874

•​สวนลุงรมย์ ศูนย์ต้นแบบการเรียนรู้คนเลี้ยงชันโรง เบอร์โทรศัพท์ 086-6937173

•​สวนพี่โอ ศูนย์เรียนรู้การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากชันโรง เบอร์โทรศัพท์ 089-1978192
 

วธ.จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ’กรมสมเด็จพระเทพฯ’ ในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/721107

วธ.จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ'กรมสมเด็จพระเทพฯ' ในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ

วธ.จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ’กรมสมเด็จพระเทพฯ’ ในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2566, 21.08 น.

วธ.จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ”กรมสมเด็จพระเทพฯ” ในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ และวันอนุรักษ์มรดกไทย 2 เมษายน 2566

เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2566 นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 2 เมษายน 2566 ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ประกาศให้วันที่ 2 เมษายนของทุกปี เป็นวันอนุรักษ์มรดกไทยด้วยนั้น กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ร่วมกับหน่วยงานรัฐ เอกชนและเครือข่ายวัฒนธรรม ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายน 2566 เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในฐานะองค์วิศิษฏศิลปิน ทรงพระปรีชาสามารถในศิลปะหลายสาขาและทรงมีคุณูปการต่อเหล่าศิลปินและศิลปวัฒนธรรมของชาติ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาพระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของชาติทุกแขนง เป็นที่ประจักษ์ต่อพสกนิกรชาวไทยและนานาประเทศ

รมว.วธ.กล่าวอีกว่า สำหรับรายละเอียดกิจกรรมพอสังเขป ประกอบด้วย วธ.ร่วมกับหน่วยงานในสังกัดทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค จัดตกแต่งสถานที่ประดับธงชาติคู่กับธงพระนามาภิไธย ส.ธ. จัดตั้งโต๊ะหมู่บูชาประดิษฐานพระบรมฉายาลักษณ์พร้อมเครื่องราชสักการะ กิจกรรมทำบุญตักบาตร นิทรรศการเผยแพร่พระราชประวัติ พระราชกรณียกิจและกิจกรรมเนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย กิจกรรมจิตอาสาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ซึ่งในส่วนกลาง กรมการศาสนา จัดกิจกรรมบรรพชาสามเณรและบวชศีลจาริณีภาคฤดูร้อนเฉลิมพระเกียรติฯ ในวันที่ 31 มีนาคม 2566 ณ วัดยานนาวา กรุงเทพฯ , พิธีเจริญพระพุทธมนต์และพิธีตักบาตร ในวันที่ 2 เมษายน 2566 ณ วัดปทุมวนารามฯ กรุงเทพฯ กรมศิลปากร ยกเว้นค่าธรรมเนียมเข้าชมอุทยานประวัติศาสตร์และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติทั่วประเทศ จัดทำสารคดีเทิดพระเกียรติ จัดกิจกรรมปลูกต้นไม้ การทำความสะอาดโบราณสถาน ฯลฯ และจัดงานสัปดาห์วันอนุรักษ์มรดกไทย วันที่ 2 – 7 เมษายน 2566 ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร มีการเสวนาทางวิชาการ และการแสดงนาฏศิลป์และดนตรี และในวันที่ 8 เมษายน 2566 จัดการแสดงคอนเสิร์ต 2 ทศวรรษ เพชรในเพลง ณ หอวชิราวุธานุสรณ์ สำนักหอสมุดแห่งชาติ

นายอิทธิพล กล่าวต่อว่า กรมส่งเสริมวัฒนธรรมจัดเทศกาลดนตรี Ministry of Culture Music Festival : Summer Hit Songs (MOC MU FES) ประจำปีพุทธศักราช 2566 ครั้งที่ 2 เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายน 2566 ประกอบด้วย การแสดงดนตรีไทยสากล 100 ปี เพลงไทยสากลยอดนิยม ในวันที่ 31 มีนาคม 2566 ณ ลานวัฒนธรรมสร้างสุข วธ. การแสดงลีลาศสร้างสุขกับสุนทราภรณ์ โดยวงดนตรีสุนทราภรณ์ ในวันที่ 1 เมษายน 2566 ณ ลานวัฒนธรรมสร้างสุข วธ. การแสดงมหกรรมดนตรีไทย ในวันที่ 2 เมษายน 2566 ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย อาทิ การแสดงดนตรีมหาดุริยางค์ไทย การเสวนา เรื่อง สุนทรีย์ดนตรีไทยจากรากเหง้า สู่อิทธิพลสมัยใหม่ การแสดงดนตรีไทย โดย โรงเรียนดนตรีไทย 100% การแสดงปี่พาทย์ประชันวง ดนตรีไทยร่วมสมัย และการแสดงดนตรี 84 ปี สุนทราภรณ์ ในวันที่ 9 เมษายน 2566 ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เป็นต้น สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนวัฒนธรรม โทร 1765

– 006