‘ปลัดมท.’จับมือ’นายกแม่บ้านมหาดไทย’ นำทีมผู้เชี่ยวชาญผ้าไทยโค้ชชิ่ง’ผ้าลายดอกรักราชกัญญา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/722378

'ปลัดมท.'จับมือ'นายกแม่บ้านมหาดไทย' นำทีมผู้เชี่ยวชาญผ้าไทยโค้ชชิ่ง'ผ้าลายดอกรักราชกัญญา'

‘ปลัดมท.’จับมือ’นายกแม่บ้านมหาดไทย’ นำทีมผู้เชี่ยวชาญผ้าไทยโค้ชชิ่ง’ผ้าลายดอกรักราชกัญญา’

วันพุธ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2566, 14.57 น.

“ปลัดมท.”จับมือ”นายกแม่บ้านมหาดไทย” นำทีมผู้เชี่ยวชาญผ้าไทยโค้ชชิ่ง”ผ้าลายดอกรักราชกัญญา” แก่กลุ่มผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ประเภทผ้าและเครื่องแต่งกาย ช่างทอผ้า และช่างหัตถกรรม 14 จังหวัดภาคใต้

เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2566 ที่โรงแรมแกรนด์ฟอร์จูน อ.เมืองนครศรีธรรมราช จ.นครศรีธรรมราช นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย เป็นประธานเปิดกิจกรรม Coaching พัฒนาศักยภาพผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ด้านผ้าไทย และงานหัตถกรรม “ผ้าลายดอกรักราชกัญญา” โดยมี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายอภินันท์ เผือกผ่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช นางพิชานันท์ เผือกผ่อง ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดนครศรีธรรมราช นายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายสมพงษ์ มากมณี นายไตรรัตน์ ไชยรัตน์ นางเรืองอุไร บุญช่วยชูพันธุ์ นายศรัทธา ทองคำ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ดร.ศรินดา จามรมาน นักวิชาการอิสระ นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทยและผู้เชี่ยวชาญการย้อมสีธรรมชาติ นายวิชระวิชญ์ อัครสันติสุข นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ WISHARAWISH นายตะวัน ก้อนแก้ว ผู้ช่วยบรรณาธิการแฟชั่น VOGUE ดร.กรกลด คำสุข รองคณบดีฝ่ายนวัตกรรมทางปัญญาและวิจัย วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ อ.นุวัฒน์ พรมจันทึก ผู้เชี่ยวชาญด้านการย้อมสีธรรมชาติ พัฒนาการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ นางกนกพร เดชเดโช นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้ประกอบการผ้าไทยและสมาชิกศิลปาชีพในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ สื่อมวลชน และภาคีเครือข่ายรวมกว่า 400 คน ร่วมกิจกรรม

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ บรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงทุ่มเทในการฟื้นฟูอาชีพช่างทอผ้าให้ได้เป็นอาชีพเสริมของเกษตรกรเพื่อทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยพระราชทานแนวความคิดไปสู่การปฏิบัติ ด้วยการส่งเสริมยุยงและกระตุ้นทุกวิถีทางเพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้ทอผ้าขายให้พระองค์ท่านก่อน เป็นที่มาของคำว่า “ขาดทุนคือกำไร” ด้วยการนำพระราชทรัพย์ ทรงรับซื้อไว้เป็นหลัก ขาดทุนของพระองค์ท่านคือกำไรของชาวบ้าน ทรงน้อมนำหลักการทรงงาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาใช้ในการส่งเสริมชาวบ้านเพื่อให้พี่น้องเกษตรกรได้สมัครใจและเห็นว่า “ชีวิตยังมีหวัง” ทั้งนี้ ด้วยทรงพบว่าพี่น้องคนไทยในทุกพื้นที่มีสายโลหิตที่รับมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษในการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ปลูกฝ้าย ทอผ้า นำไปสู่การจัดตั้งโครงการศิลปาชีพ เมื่อปี 2515 ถือเป็นโครงการศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถแห่งแรก โดยทรงเน้นย้ำให้ประชาชนทำงานรวมกันเป็นกลุ่ม เพื่อจะได้พึ่งพาอาศัยช่วยเหลือกัน รวมทั้งมีผู้นำต้นแบบในขณะนั้น คือ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรี ข้าราชการ สวมใส่ชุดผ้าไทยในทุกวัน จนทำให้ประชาชนคนไทยในยุคนั้นนิยมสวมใส่ผ้าไทย อันเป็นต้นแบบมาถึงภาครัฐในปัจจุบัน

“ปี 2553 เราโชคดีที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมุ่งมั่นในการแบ่งเบาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด แนวพระราชปณิธานของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อให้คนไทยทุกคนมีความสุข ดังพระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป” โดยทรงต่อยอดจากพื้นฐานที่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงวางไว้ คือ ทำให้ชาวบ้านกลับมาทอผ้าก่อน ต่อยอดด้วยทรงใช้กลไกตลาด เริ่มต้นจากการพัฒนาภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ โดยนำเอา know-how สมัยใหม่ เกี่ยวกับเรื่องแฟชั่น หัตถศิลป์เข้ามาใส่ “พุ่งเป้าไปที่คน ให้คนไปพัฒนาชิ้นงาน” เช่นเรื่องสีเคมี พระองค์ทรงมีกุศโลบาย บอกให้ประชาชนรู้ว่ามันเป็นอันตราย ใส่ในทุกวันมันก็จะซึมเข้าผิวหนัง น้ำที่เหลือจากการย้อมเทลงพื้นก็จะทำให้ดินเสีย เทลงไปในลำห้วย ปลาก็ตาย น้ำก็เน่า และควันที่ลอยขึ้นยังเป็นก๊าซเรือนกระจกขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศทำให้โลกร้อน จึงทรงโน้มน้าว ให้คนใช้สีธรรมชาติ ด้วยการนำหลักการพึ่งพาตนเอง ปลูกหม่อน เลี้ยงไหม ปลูกต้นไม้ให้สี มาใช้ ดังนั้น พระองค์จึงทรงเป็นผู้นำเรื่อง Sustainable Fashion อย่างแท้จริง พร้อมทั้งทรงโปรดให้คณะทำงานโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก ลงมาให้คำแนะนำ มาอบรมโค้ชชิ่ง เพื่อให้ช่างทอผ้าทุกกลุ่ม ทุกเทคนิค ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนเองเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และทรงเน้นย้ำว่า “การทำงานเป็นทีมจะทำให้ความสำเร็จในวงกว้างบังเกิดขึ้น” นายสุทธิพงษ์ กล่าว

นายสุทธิพงษ์ กล่าวในช่วงท้ายว่า การจะพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีที่ยั่งยืนได้ “ข้าราชการต้องเป็นผู้นำเอาความรู้และเนื้อหาไปสู่พี่น้องประชาชน” ด้วยการที่ 1) ต้องมีความรู้เข้าใจถ่องแท้ และ 2) ต้องเลื่อมใส เป็นผู้นำต้องทำก่อน ด้วย ด้วยการใส่ผ้าไทยในทุกวัน ทุกโอกาส เป็นผู้มีหัวใจหรืออุดมการณ์ หรือ passion และมี creative Thinking ทำหน้าที่ข้าราชการที่ดีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวผู้บำบัดทุกข์ บำรุงสุข นำการพัฒนาต่อยอด ไปทำให้ประชาชนอีกหลายล้านชีวิต ได้รับการจุดประกายไฟให้มีแรงบันดาลใจในการที่จะ Change for Good ให้เกิดขึ้นในชีวิต ทำให้พี่น้องประชาชนเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ทำในสิ่งที่ถูก โดยเป้าหมายอยู่ที่ประชาชน ถ้าอยากให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ก็ต้องมีรายได้ดี จะมีรายได้ดีต้องมีความเชี่ยวชาญ ชำนาญในการผลิตงานหัตถศิลป์หัตถกรรมที่ถูกใจผู้คน ไม่ใช่ทำให้คนช่วยซื้อเพราะความสงสาร ต้องทำให้คนซื้อเพราะฝีมือดี ดังที่พระองค์หญิงทรงทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ด้วยการสนองพระดำริ ทำให้ผืนผ้าไทยทุกผืนเป็นผ้าที่มีคุณภาพ มีความสวยงาม และมูลค่าที่สูงขึ้น เพื่อประชาชนทุกคนได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

ดร.วันดี กล่าวว่า ในโลกใบนี้ มีเพียง 20 กว่าประเทศจาก 200 กว่าประเทศทั่วโลกที่มีผ้า มีเครื่องนุ่งห่มเป็นของตนเอง และประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มเป็นของตนเอง มีวัฒนธรรมการทอผ้าด้วยมือ Handmade ของตนเอง ประเทศที่เหลือเป็น Machine-made และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น นับเป็นความโชคดีของคนไทยทุกคน เพราะประเทศไทยเรานั้นเป็นเพียงประเทศเดียวที่องค์เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างใหญ่หลวง นับเนื่องตั้งแต่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ตลอดระยะเวลากว่า 70 ปีพระองค์ทรงตรากตรำพระวรกายทรงงานเคียงข้างพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เยี่ยมเยียนพระราชทานความห่วงใยแก่พี่น้องประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มช่างทอผ้า ที่พระองค์ท่านจะทรงงานตั้งแต่บ่ายจนถึงดึกดื่น ทรงทำในสิ่งที่เคยติดลบกลับคืนสู่ชุมชนจนเป็นอาชีพที่สร้างรายได้

“และนับเป็นบุญอย่างใหญ่หลวงของพวกเราทุกคนที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมีพระปณิธานอันแน่วแน่ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด พระราชปณิธานของสมเด็จย่าพระองค์ท่าน ด้วยการทรงลุกขึ้นมาเป็นผู้นำในการต่อยอดพัฒนาผ้าไทยให้ได้รับการยอมรับและเป็นที่สนใจของตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยพระองค์ทรงลงไปคลุกคลี ลงไปกระตุ้นปลุกเร้า ลงไปประทับเคียงข้างช่างทอผ้า คนทำผ้า และพระราชทานพระวินิจฉัย พระราชทานคำแนะนำในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความน่าสนใจ เพราะ “พระองค์ไม่เคยทอดทิ้งประชาชนของพระองค์” แต่ทั้งนี้ การพัฒนาด้านผ้าไทยเมื่อ 70 ปีที่ผ่านมากับการพัฒนาผ้าในปัจจุบันแตกต่างกันมาก เพราะพระองค์ทรงนำเอาวิชาการแฟชั่นและวิชาการตลาดสมัยใหม่มาเป็นแนวทางในการต่อยอดพระราชดำริของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งการที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ใด ๆ ที่เข้าสู่ตลาดผู้บริโภคนั้นมีหลักสำคัญอยู่ 4 P คือ ผลิตภัณฑ์ (Product) ซึ่งถือเป็นสิ่งแรกที่จะทำให้ตลาดยอมรับ โดยพระองค์พระราชทานลายผ้า ลายแรก คือ ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี ต่อมาพระราชทานลายขิดนารีรัตนราชกัญญา และชาวปักษ์ใต้โชคดีที่มีลายบาติกพระราชทาน ได้แก่ ปาเต๊ะร่วมใจเทิดไท้เจ้าหญิง ท้องทะเลไทย และป่าแดนใต้ และล่าสุด คือ ลายดอกรักราชกัญญา เพื่อให้ช่างทอผ้าได้น้อมนำไปประยุกต์ใช้ อันทำให้ผืนผ้ามีมูลค่า (Price) ที่สูงขึ้น รวมทั้งทรงส่งเสริมแนวทางการพัฒนาช่องทางการจำหน่าย (Place) และการส่งเสริมการตลาด (Promotion) ด้วยการพระราชทานโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก และโปรดให้ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าตลอดวงจรตั้งแต่การผลิตจนถึงการจำหน่ายได้มาพัฒนาศักยภาพของพวกเราทุกคน ซึ่งผ้าไทยทุกผืนเป็นเงินรายได้กลับไปสร้างชีวิตที่ดีให้กับลูกหลาน กลับไปพัฒนาครอบครัว พัฒนาชุมชน และประเทศไทย แต่ทั้งนี้ “ทุกคนต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลง” และพวกเราต้องลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลง เพราะการเปลี่ยนแปลงเริ่มจากตัวพวกเรา เพื่อที่จะทำให้ผ้าไทยได้เฉิดฉายในตลาดทั่วโลกและมีมูลค่าที่สูงขึ้น อันหมายถึง “ชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน” ดร.วันดี กล่าว

นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ กล่าวว่า ขอชื่นชมผลงานของพี่น้องคนทำผ้าชาวปักษ์ใต้ที่ในช่วงที่ผ่านมาได้พัฒนาฝีมือตนเองจนเห็นพัฒนาการที่เด่นชัดขึ้น โดยในปีนี้เป็นการประกวดย่างเข้าปีที่ 3 สิ่งที่เห็น คือ มีผู้ประกอบการหน้าใหม่ส่งผ้าเข้าประกวดเป็นจำนวนมากในปีที่ผ่านมา ดังนั้น ในปีนี้ ตั้งเป้ามีผู้ส่งผ้าเข้าประกวดไม่น้อยกว่า 5,000 ผืน มีหลักเกณฑ์การประกวด เช่น ต้องส่งผลงานตามภูมิลำเนาที่ผลิต และผ้าที่ส่งเข้าประกวดต้องเป็นผ้าทอมือ หรือทำจากมือเท่านั้น และต้องระบุแหล่งที่มาของวัตถุดิบอย่างละเอียด ทั้งนี้ ผ้าหรืองานหัตถกรรมที่ส่งเข้าประกวดสามารถนำลายโบราณของแต่ละท้องถิ่นมาผสมผสานกับผ้าลายพระราชทาน “ลายดอกรักราชกัญญา” ได้ทุกประเภท โดยผลงานผ้าหรืองานหัตถกรรมต้องมีรายละเอียดแนวคิดในการทำบรรจุภัณฑ์ (Packaging)  และเรื่องเล่า (Storytelling) เป็นต้น

“พี่น้องชาวปักษ์ใต้มีความโชคดีที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พระราชทานลายผ้าพระราชทานให้กับชาวปักษ์ใต้เป็นจำนวนมาก ซึ่งล่าสุด คือ “ผ้าบาติกลายพระนามาภิไธยสิริกิติ์” นอกจากนี้ ขอให้พี่น้องชาวปักษ์ใต้ได้ภาคภูมิใจว่า ผ้าบาติกเป็นผ้าที่พระองค์ทรงนำไปตัดฉลองพระองค์เยอะมาก และจังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นจุดเริ่มต้นของการพระราชทานพระดำริ “โครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก” จึงขอให้ชาวปักษ์ใต้ได้ร่วมส่งผืนผ้าเข้าประกวดกันด้วยความตั้งใจและความสนุกสนานที่ได้ทำผ้าและผลิตภัณฑ์ชนิดต่าง ๆ เพราะ “ผ้าไทยใส่แล้วสนุกจริง ๆ” นอกจากนี้ ขอความร่วมมือจากข้าราชการทุกท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านพัฒนาการจังหวัด พัฒนาการอำเภอ ต้องศึกษาทำความเข้าใจหลักเกณฑ์กติกาต่าง ๆ เพื่อสามารถสร้างการรับรู้อธิบายให้ผู้ประกอบการได้เข้าใจอย่างถ่องแท้” นายธนันท์รัฐ กล่าว

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ กล่าวว่า กรมการพัฒนาชุมชน ได้ดำเนินโครงการประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายดอกรักราชกัญญา” โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม – 4 สิงหาคม 2566 ณ สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดและอำเภอในพื้นที่ภูมิลำเนาของผู้สมัคร โดยการตัดสินการประกวดระดับภาคใต้ จะจัดขึ้นในวันที่ 25 – 26 สิงหาคม 2566 รอบก่อนรองชนะเลิศ วันที่ 23 – 24 กันยายน 2566 รอบรองชนะเลิศ (Semi Final) วันที่ 30 กันยายน 2566 และรอบตัดสินระดับประเทศ (Final) ในวันที่ 31 ตุลาคม 2566

– 006

เยียวยาแล้ว! เลขาธิการ กพฐ.แจงปมนับคะแนนผิดสอบ’ผอ.สพท.’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/722362

เยียวยาแล้ว! เลขาธิการ กพฐ.แจงปมนับคะแนนผิดสอบ'ผอ.สพท.'

เยียวยาแล้ว! เลขาธิการ กพฐ.แจงปมนับคะแนนผิดสอบ’ผอ.สพท.’

วันพุธ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2566, 14.14 น.

เลขาธิการ กพฐ.เผยเยียวยา ผอ.สพท.4 รายแล้ว ย้ำ ผอ.เขตฯ วิเคราะห์ผลจัดการศึกษา 1 ปีที่ผ่านมา และเตรียมพร้อมรับเปิดเทอม

เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2566 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประชุมผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศ ประจำเดือนเมษายน 2566 ผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ ว่า ตนได้ชี้แจงผลกระทบจากที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เมื่อเร็วๆ นี้ ที่มีมติเห็นชอบเพิกถอนรายชื่อผู้ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นการเฉพาะราย 4 ราย เนื่องจากทางมหาวิทยาลัยสวนดุสิต (มสด.) มีการรวมคะแนนสอบภาค ค สอบสัมภาษณ์ผิดพลาดไป 1 คะแนนนั้น ว่า เรื่องนี้ส่งผลกระทบกับผู้สอบแค่ 8 คนเท่านั้น คือ ผู้ถูกเพิกถอน 4 ราย และผู้ได้รับการแต่งตั้งใหม่ 4 ราย ซึ่งทั้ง 8 ราย ได้รับการเยียวยาจนเป็นที่พอใจแล้ว และตัดสินใจที่จะไม่ฟ้องร้อง

“ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นครั้งนี้มาจากการดำเนินงานของ มสด. ที่เป็นผู้รับจ้างจัดสอบและออกข้อสอบ โดยมี ก.ค.ศ. เป็นผู้ว่าจ้าง ซึ่งทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นผู้ปฏิบัติมีหน้าที่บรรจุผู้สอบผ่านตามบัญชีที่คณะกรรมการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯออกประกาศ โดย สพฐ.ทำการบรรจุตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2565 แล้ว ก็ยอมรับว่ากรณีที่เกิดขึ้นอาจจะมีคนที่ไม่มีความมั่นในกับผลสอบครั้งนี้ ซึ่งผมได้พูดคุยกับ ก.ค.ศ.แล้วจะต้องเปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่มั่นใจเข้ามาตรวจสอบคะแนนของตนเอง แต่เมื่อตรวจสอบแล้วพบข้อเท็จจริงแล้ว ก็ขอให้ทุกคนยอมรับความเป็นจริงด้วย” นายอัมพร กล่าว

นายอัมพร กล่าวต่อว่า ส่วนจะทำความเข้าใจกับผู้ที่เสียสิทธิและจะไปฟ้องศาลปกครอง เพื่อขอให้ดำเนินการยกเลิกและสอบบรรจุใหม่หรือไม่นั้น เรื่องนี้ถือเป็นสิทธิส่วนบุคคลเราห้ามไม่ได้ แต่หากมีการฟ้องศาลจริง ก็ขอให้ทุกอย่างเป็นไปตามดุลพินิจของศาล ในส่วนของ สพฐ.นั้น เป็นเพียงผู้ใช้บัญชีและปฏิบัติตามระเบียบขั้นตอนที่ ก.ค.ศ.วางไว้เท่านั้น

นายอัมพร กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ มอบหมายให้เขตพื้นที่ฯ วิเคราะห์ผลการดำเนินการจัดการศึกษาหลังจากจบปีการศึกษา 2565 ในเขตพื้นที่ของตนเองว่า ในด้านโอกาสนั้นเด็กสามารถเลื่อนชั้นได้ครบทุกคนหรือไม่ มีเด็กกี่คนที่ไม่สามารถเลื่อนชั้นได้ ดำเนินการช่วยเหลือเด็กที่ไม่สามารถเลื่อนชั้นอย่างไร  หรือส่งต่อเด็กไปเรียนต่อในปีการศึกษา 2566 ได้ครบทุกคนหรือไม่ และมีเด็กตกหล่อนออกกลางคันหรือไม่ หากพบแล้วดำเนินการช่วยเหลืออย่างไร พร้อมกับให้เขตพื้นที่ฯ ทำการวิเคราะห์ว่าใน 1 ปีที่ผ่านมา จากที่สพฐ. จัดทำคู่มือความปลอดภัยในสถานศึกษาให้โรงเรียนไปปฏิบัติตาม มีโรงเรียนกี่แห่งที่สามารถปฏิบัติตามได้ดีและประสบความสำเร็จ  มีโรงเรียนกี่แห่งที่ยังมีปัญหา และปีหน้าจะปรับเปลี่ยนการทำงานอย่างไร เพื่อสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษา

นอกจากนี้ มอบหมายให้เขตพื้นที่ฯ จัดทำแผนเตรียมการรับมือเปิดเทอม 1 ปีการศึกษา 2566 โดยเฉพาะการเตรียมคน ที่จะต้องหาครูให้ครบชั้น และให้โรงเรียนทุกแห่งมีผู้อำนวยโรงเรียน รวมทั้งการเตรียมอุปกรณ์การเรียน ชุดนักเรียน และอุปกรณ์การเรียนต่างๆ รวมถึงมีแผนในการทำงานเพื่อให้การจัดการเรียนการสอนดำเนินไปได้อย่างดีที่สุด (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : สอบ‘ผอ.สพท.’วุ่น!นับคะแนนผิด 1 แต้ม ศธ.ยันไม่ใช่ทุจริต)

ศธ.ชูแนวคิด’อัพเลเวลการศึกษาไทย Change for Chance’ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านภาพยนตร์สั้น 10 ตอน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/722297

ศธ.ชูแนวคิด'อัพเลเวลการศึกษาไทย Change for Chance'ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านภาพยนตร์สั้น 10 ตอน

ศธ.ชูแนวคิด’อัพเลเวลการศึกษาไทย Change for Chance’ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านภาพยนตร์สั้น 10 ตอน

วันพุธ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2566, 10.44 น.

ระบบการศึกษาไทยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เผชิญหน้ากับความท้าทายต่อการจัดการศึกษาเป็นอย่างมาก ทั้งปัญหาเชิงระบบมากมาย ที่ส่งผลต่อตัวผู้เรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา หลักสูตร รวมถึงสถาบันการศึกษา โดยเฉพาะสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้ระบบการศึกษาไทยเกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำ และส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่จากภาคเศรษฐกิจและสังคม ส่งผลให้เด็กไทยบางส่วนหลุดออกจากระบบการศึกษา และบางส่วนที่ได้รับการศึกษาได้ไม่เต็มที่ 

หนึ่งในนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ผลักดันอนาคตประเทศ

กระทรวงศึกษาธิการ ไม่ได้นิ่งนอนใจและเข้าดูแลทุกความท้าทายที่เกิดขึ้นเพื่อลดช่องว่างทางการศึกษา พร้อมเดินหน้ายกระดับคุณภาพการศึกษาไทยไปพร้อม ๆ กัน โดยผุดแนวคิด ‘อัพเลเวลการศึกษาไทย Change for Chance’ ในการแก้ปัญหาและสร้างโอกาสใหม่ไปพร้อมกันทั้งระบบ ผ่านนโยบายมากมายจากกระทรวงศึกษาธิการ และได้นำเสนอเรื่องราวที่อิงจากเรื่องจริงของชีวิตเด็กไทยที่ได้รับโอกาส ถ่ายทอดเรื่องราวที่น่าสนใจผ่านภาพยนตร์สั้นทั้งหมด 10 ตอน โดยสะท้อนให้เห็นถึงการแก้ไขปัญหาการศึกษาไทย ที่ลงลึกไปถึงโครงสร้างและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้เกิดผลลัพธ์อย่างมีประสิทธิภาพและเปลี่ยนแปลงจริงทั้งประเทศ


  
นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า “กระทรวงศึกษาธิการมองเห็นถึงปัญหาของระบบการศึกษาไทยที่จำเป็นต้องมีการเข้าไปแก้ไขและวางนโยบายในระยะยาวเพื่อปฏิรูประบบการศึกษาไทย เพื่อให้สอดคล้องกับการศึกษาในศตวรรษที่ 21 และในโอกาสที่กระทรวงศึกษาธิการได้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 131 ผลการดำเนินงานของทุกหน่วยงานในกระทรวงศึกษาธิการ แสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทในการขับเคลื่อนการศึกษาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จึงขอขอบคุณผู้บริหาร ข้าราชการ ครู และบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจากทุกภาคส่วน ที่มุ่งมั่นตั้งใจทำหน้าที่บริหารจัดการด้านศึกษาอย่างเต็มความสามารถในสถานการณ์ท้าทายรอบด้าน เพื่อพัฒนาศักยภาพทุกช่วงวัยให้มีคุณภาพ 

โดยเฉพาะการพัฒนาและยกระดับสาขาอาชีวะ ซึ่งเป็นกลไกหลักและยังเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศได้อย่างยั่งยืน โดยมีการจัดตั้งศูนย์แห่งความเป็นเลิศ หรือ Excellent Center ที่กระจายอยู่จำนวน 122 แห่งทั่วประเทศ ทั้งยังเดินหน้าพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้สู่สาขาวิชาที่รองรับ 43 สาขาอาชีพใหม่ สู่การเพิ่มขึ้นของจำนวนกำลังคนอาชีวะที่มีคุณภาพต่อไปในอนาคต นอกจากนี้ทางกระทรวงศึกษาธิการยังมีอีกหลายโครงการที่ได้คิดริเริ่ม ต่อยอด ร่วมสร้างและผลักดัน เพื่อให้เด็กไทยได้เข้าถึงระบบการศึกษาอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ ทั้งสนับสนุนทุกโอกาสและทางเลือกในชีวิตมากขึ้น ไปพร้อม ๆ กับการลงมือปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมและสร้างการเปลี่ยนแปลงจริงทั้งประเทศ”

ทางด้าน นายอรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงด้านปัญหาของระบบการศึกษาไทยว่า “เป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน เราได้มองเห็นถึงปัญหาและวางนโยบายการแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นรูปธรรมและสามารถแก้ไขปัญหาได้จริง โดยกระทรวงศึกษาธิการได้สร้างความเชื่อมั่นไว้วางใจให้กับสังคมเสมอมา รวมถึงพัฒนาวิธีการจัดการศึกษาให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น โครงการพาน้องกลับมาเรียน, โครงการโรงเรียนคุณภาพ, โครงการอาชีวะทวิภาคี, โครงการอาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ และโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา เป็นต้น พร้อมกันนี้กระทรวงศึกษาธิการได้จัดทำภาพยนตร์สั้น 10 ตอน ภายใต้แนวคิด ‘อัพเลเวลการศึกษาไทย Change for Chance’ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของการศึกษาไทยที่เกิดขึ้นและคุณภาพการศึกษาที่ได้รับการยกระดับในปัจจุบัน 

โดยเนื้อหาใน 10 ตอน จะเป็นการตีแผ่ให้เห็นถึงการยกระดับการศึกษาและคุณภาพชีวิตให้เด็กไทยมีอนาคตที่ดีขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาเด็กนักเรียนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา เพราะปัญหาความยากจนของครอบครัว ทำให้อนาคตเขาหายไป กระทรวงศึกษาธิการจึงเข้าไปอัพเลเวล เพื่อสร้างโอกาสและอนาคตให้เขาได้กลับมาเรียนอีกครั้ง นอกจากนี้ ยังมีเรื่องราวของเด็กยากจนคนหนึ่งที่ได้รับโอกาสอัพเลเวลในการเรียนสายอาชีวศึกษาในระบบทวิภาคี ที่ให้ได้เรียนในหลักสูตรที่ทันสมัยและได้รับโอกาสเรียนต่อต่างประเทศ ช่วยให้มีโอกาสในชีวิตที่ดีและจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นหลังจบการศึกษา รวมถึงตอบโจทย์กับอาชีพใหม่ที่ตลาดแรงงานต้องการในอนาคต เป็นต้น”

การศึกษาไทยเปลี่ยนไปอย่างไรบ้างในช่วง 2 ปีที่ผ่าน กระทรวงศึกษาธิการอัพเลเวลการศึกษาไทยทางด้านใดบ้าง ติดตามชมภาพยนตร์สั้น 10 ตอน ในซีรีส์ อัพเลเวลการศึกษาไทย Change for Chance โดยสามารถรับชม 3 ตอนแรก ได้ทางช่องยูทูป “สํานักงานรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ” หรือ https://www.youtube.com/@user-jy5tm3xk1l

นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ ร่วมคัดเลือก บุคคลต้นแบบ โครงการ Money Management and Investment

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/722253

นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ ร่วมคัดเลือก  บุคคลต้นแบบ  โครงการ Money Management and Investment

นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ ร่วมคัดเลือก บุคคลต้นแบบ โครงการ Money Management and Investment

วันอังคาร ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2566, 21.23 น.

  นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ ร่วมคัดเลือก  “ บุคคลต้นแบบ “ โครงการ Money Management and Investment  สร้างความสุขทางการเงิน พัฒนาคุณภาพชีวิตตำรวจและครอบครัว 

วันที่ 4 เมษายน 2566 เวลา 13.00 น. ณ ห้องประชุม 2 ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ    คุณสุมนา กิตติประภัสร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ เป็นประธานการแสดงวิสัยทัศน์และสัมภาษณ์ผู้ที่เข้ารับการคัดเลือกให้เป็น “บุคคลต้นแบบ” ของโครงการ Money Management and Investment  ของจังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นจังหวัดที่จัดอบรมนำร่องในระดับจังหวัดเป็นที่แรก โดยมีคุณณฐิกา ปิตะนีละบุตร กรรมการบริหารสมาคมฯ และที่ปรึกษาโครงการ คุณพรรณวดี ลดาวัลย์ ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานพัฒนาความรู้ตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย คุณชยุต ปริญญาธนกุล วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พล.ต.ต. ผดุงศักดิ์ รักษาสุข ผบก.ภ.จว. จันทบุรี  พล.ต.ต.วิทยา สมานุหัตถ์ ผบก.สก. คุณทัชยา รักษาสุข ประธานแม่บ้านตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี ร่วมเป็นกรรมการคัดเลือก

ในครั้งนี้มีข้าราชการตำรวจได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมการแสดงวิสัยทัศน์และรับการสัมภาษณ์ ทั้งหมด 8 นาย จาก 8 โรงพัก ได้แก่ 1. ร.ต.ท.ชัยยศ บุตรชาดี รอง สว. (ป.) สภ.ทุ่งเบญจา 2. จ.ส.ต. ณัฐวุฒิ ไพรศรี ผบ.หมู่ (สส.) สภ.ขลุง 3. พ.ต.ท.ปรีชา สามารถ สว.อก.สภ.นายายอาม 4.ส.ต.ต. พีรวิชญ์ บุญศรีกุล ผบ.หมู่ (ป.) สภ.ตกพรม 5.ส.ต.ต.ภานุพงศ์ ตักโพธิ์ ผบ.หมู่ (ผช.พงส.) สภ.บ้านแปลง 6.ร.ต.ต.ยศวัจน์ โพธิ์พิทักษ์ รอง สว.(ป.) สภ.แหลมสิงห์ 7.ร.ต.อ.หญิง สุขใจ ดอกไม้ รอง สว.ธร.สภ.ท่าใหม่ และ8.ส.ต.ต. เอกบดินทร์ วิเศษศรี ผบ.หมู่ (ผช.พงส.) สภ.เกาะเปริด
    ตัดสินคะแนนตามหลักเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยจะมีการประกาศผลและพิธีมอบรางวัลในลำดับถัดไป

 สำหรับ โครงการ Money Management and Investment  นั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสมาคมแม่บ้านตำรวจ ได้ร่วมกับ ตลาดหลักทรัพย์ฯ จัดทำโครงการดังกล่าวขึ้น เพื่อส่งเสริมความรู้ด้านการวางแผนการเงินและการบริหารจัดการหนี้  เดินหน้าความร่วมมือภายใต้กรอบ 3 C คือ Cure แก้ไขเยียวยา Caution ป้องกัน และ Cultivate  เพื่อปลูกฝังทักษะ มุ่งหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนำไปสู่ความสำเร็จทางการเงินได้อย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายทั้งนักเรียนนายสิบตำรวจ นักเรียนนายร้อยตำรวจ ข้าราชการตำรวจ คู่สมรส และบุคคลในครอบครัวทั่วประเทศ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน สนับสนุนการบริหารจัดการเงินของข้าราชตำรวจและครอบครัว อาทิ การมีรายได้จากอาชีพเสริม เพื่อส่งเสริมความรู้ด้านการวางแผนการเงินและการบริหารจัดการหนี้ โดยใช้สื่อการเรียนรู้ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้งหลักสูตรด้านการเงิน การบริหารจัดการหนี้ และการลงทุน ปลูกฝังแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้ได้ด้วยตนเอง ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดี สร้างขวัญกำลังใจ และสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นที่พึ่งให้กับประชาชน

มอบทุนเด็กกำพร้าตำบลยะรังซับน้ำตาก่อนเข้าเทศกาลเฉลิมฉลองฮารีรายออีดิ้ลฟิตรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/722191

มอบทุนเด็กกำพร้าตำบลยะรังซับน้ำตาก่อนเข้าเทศกาลเฉลิมฉลองฮารีรายออีดิ้ลฟิตรี

มอบทุนเด็กกำพร้าตำบลยะรังซับน้ำตาก่อนเข้าเทศกาลเฉลิมฉลองฮารีรายออีดิ้ลฟิตรี

วันอังคาร ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2566, 18.06 น.

วันที่ 4 เม.ย.66 ที่ห้องประชุมเมืองโบราณยะรัง บ้านจาเละ ต.ยะรัง จ.ปัตตานี นายซุลกิฟลี เฮงปิยา นายกองค์กรบริหารส่วนตำบลยะรัง พร้อมด้วยนายอับดุลเลาะ เจ๊ะแฮ อีหม่ามมัสยิดบ้านยือแรในฐานะประธานกองทุนเด็กกำพร้าตำบลยะรัง นำคณะกรรมการกองทุนเด็กกำพร้าจัดกิจกรรมมอบทุนให้เด็กกำพร้าในพื้นที่ตำบลยะรังประจำปี พ.ศ.2566 จำนวน 48ราย ปีนี้คณะกรรมการกองทุนฯได้มีมติร่วมกันจพมอบเป็นเงินสดให้กับน้อง ๆรายละสามพันบาท(3,000ยาท)ทั้งนี้เพื่อให้น้องๆสามารถเป็นค่าใช้จ่ายในการร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลฮารีรายออิดิ้ลฟิตรีที่จะถึงในไม่กี่วันที่จะถึงนี้อย่างมีความสุขเหมือนครอบครัวอื่นๆเช่นจักหาซื้อเสื้อผ้าใหม่ อาหารการกินในวันดังกล่าว

โดยมีนายวันสุกรี แวมามะ นายอำเภอยะรังร่วมให้เกียรติเดินทางมาร่วมงานและร่วมกล่าวโอวาทแก่น้อง ๆกำพร้าและผู้ปกครอง เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ปกครองและน้องกำพร้าว่า”การดูแลเด็กกำพร้านั้นเป็นหน้าที่ที่พวกเราต้องดูแลให้เหมือนเขาไม่ได้กำพร้าบุพการี เป็นหน้าที่ที่อัลลอฮได้บัญญัติไว้ในพระคัมภีร์อัล-กุรอ่าน

นายซุลกิฟลี เฮงปียา นายก อบต.ยะรัง กล่าวว่าวันนี้ถือว่าเป็นวันสำคัญแล้วเป็นโอกาศที่ดีที่ทางกองทุนเด็กกำพร้าและผู้ด้อยโอกาสตำบล.ยะรัง ได้จัดกิจกรรมมอบทุนเด็กกำพร้า ศึ่งกิจกรรมนี้เราได้ร่วมกันกับคณะกรรมการกองทุนเด็กกำพร้า ประกอบด้วยชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน ชมรมโต๊ะอีหม่าม และสมาชิก อบต.ยะรัง และผู้นำชุมชนต่างๆได้ร่วมไม้ร่วมมือในการจัดงบเด็กกำพร้าและผู้ด้อยโอกาสซึ่งเราได้ดำเนินการมาแล้วรวมระยะเวลา11ปี ทุกปีช่วง10วันสุดท้ายของเดือนรอมาฎอนเราก็จะมีการจัดกิจกรรมมอบทุนลักษณะนี้ ซึ่งจากการดูรายชื่อของเด็กกำพร้าและเด็กด้อยโอกาสในส่วนของตำบลยะรังมีเพิ่มขึ้น

นอกจากมอบทุนเงินสดให้กับน้องๆกำพร้า เรายังได้มอบถุงยังชีพที่มีปัจจัยข้าวสาร น้ำตาล น้ำมันพืชเพื่อเป็นปัจจัยให้กับครอบครัวใช้ในการหุ้งข้าวอาหารเฉลิมฉลองในวันฮารีรายอนี้อย่างมีความสุข

ด้านนางรอกีเยาะห์ เจะแล วัย 40ปี ได้จูงลูกสาวทั้ง 4 คน เพื่อมารับทุนเด็กกำพร้าในครั้งนี้ และได้เปิดใจกับทีมสื่อว่าสามีจากไปเมื่อห้าปีมาก่อนหน้านี้มีลูกด้วยกัน 9 คน มีลูกชาย 2 คน มึลูกสาวอีก7คน ก็ต้องกลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวบับบั่นเดินหน้าสู้ชีวิตอาศัยกรีดยางเลี้ยงดูลูกทั้ง9คน เป็นสวนยางที่สามีทิ้งไว้เป็นมรดกจนสามารถมีรายได้เฉลี่ยเดือน 4-5 พันบาทก็นำรายได้มาแบ่งสัดส่วนให้กับลูกๆเพราะเป็นกองมรดก ลูกชายคนโต 2 คนก็ได้ไปเรียนที่สถาบันปอเนาะไปเรียนกีตาบ ส่วนน้องที่ยังเล็กอยู่อีก4 คน ซึ่งอยู่ในเกณฑ์เด็กกำพร้าจึงได้เดินทางมารับทุน ก็รู้สึกดีใจที่ผู้ใหญ่ใจดีที่มอบทุนให้กับลูกๆสาวทั้งสี่คนคนละ3พันบาท ก็จะได้นำเงินดังกล่าวไปหาซื้อเสื้อผ้าใหม่ ร้องเท้าใหม่เพื่อสวมใส่ในวันฮารีรายอนี้

ด้านนางรุส นะกะ วัย41 ปี ได้นำลูกชาย 2 คน เพื่อมารับทุนเด็กกำพร้าเช่นกัน คนหนึ่งชื่อ ดช.มูฮัมหมัดไฟซอล อายุ 9 ปี อีกคนที่แม่กำลังอุ่มอยู่ มีชื่อ ดช.มูฮัมหมัดไฟซาล อายุ 2 ปี 2 เดือน พร้อมเปิดใจว่าสามีจากไปปีกว่า ซึ่งขณะนั้นน้องมูฮัมหมัดไฟซาลอายุแค่ 6 เดือน ต้องกลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวจนทุกวันนี้ รู้สึกดีใจมากที่ลูกได้รับมิอบทุนเด็กกำพร้าในวันนี้ ขอขอบคุณผู้ใหญ่ใจดี หวังว่าจะนำเงินนี้เพื่อจัดหาซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้กับลูกๆเพื่อเฉลิมฉลองวันฮารีรายอ อิดิ้ลฟิตรีที่จะถึงนี้

วช. หนุนทีมวิจัย วว. พัฒนาฐานข้อมูลพื้นที่ป่าสงวนสะแกราช เขตสงวนชีวมณฑลแห่งแรกของไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/722183

วช. หนุนทีมวิจัย วว. พัฒนาฐานข้อมูลพื้นที่ป่าสงวนสะแกราช เขตสงวนชีวมณฑลแห่งแรกของไทย

วช. หนุนทีมวิจัย วว. พัฒนาฐานข้อมูลพื้นที่ป่าสงวนสะแกราช เขตสงวนชีวมณฑลแห่งแรกของไทย

วันอังคาร ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2566, 17.41 น.

วช. หนุนทีมวิจัย วว. พัฒนาฐานข้อมูลพื้นที่ป่าสงวนสะแกราช เขตสงวนชีวมณฑลแห่งแรกของไทยเพื่อใช้ในการตั้งรับกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และพัฒนาชุมชนรอบพื้นที่เพื่อความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า “สะแกราช”  นอกจากจะเป็นเขตสงวนชีวมณฑล แห่งแรกของไทยที่องค์การยูเนสโกขึ้นทะเบียนไว้ เมื่อ พ.ศ. 2519 ด้วยเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพและมีระบบนิเวศป่าไม้ที่มีศักยภาพในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์สูงถึงปีละกว่า 1.4 แสนตันแล้ว ยังเป็นสถานที่เพื่อการวิจัยทางด้านสิ่งแวดล้อมและนิเวศวิทยาป่าเขตร้อน  ซึ่งปัจจุบันมีการวิจัยในพื้นที่แห่งนี้แล้วไม่น้อยกว่า 500 เรื่อง  ความรู้ดังกล่าวได้สร้างสรรค์ภูมิปัญญาแก่นักวิชาการและยังเป็นห้องปฏิบัติการธรรมชาติ สำหรับนักเรียน นักศึกษาใช้ในการศึกษาและวิจัยทางด้านธรรมชาติของป่าไม้    

อย่างไรก็ดี จากสภาพปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศป่าไม้ในปัจจุบัน และปัญหาการคุกคามทรัพยากรจากความต้องการใช้ประโยชน์จากชุมชนโดยรอบพื้นที่ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้ให้ทุนอุดหนุนการวิจัยประจำปีงบประมาณ 2564 กับโครงการ “การพัฒนาพื้นที่ป่าสงวน สะแกราช รองรับสภาวะการเปลี่ยนแปลงเพื่อความยั่งยืนทรัพยากรธรรมชาติ” ซึ่งมี “นายเฉลิมชัย จีระพันธุ์” ผู้อำนวยการศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อม สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)  เป็นหัวหน้าโครงการฯ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลสำหรับตั้งรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  และการพัฒนาชุมชนรอบพื้นที่สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช จังหวัดนครราชสีมา เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการเป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑลที่มีความคงอยู่ของความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศป่าไม้ของพื้นที่  

นายเฉลิมชัย จีระพันธุ์ หัวหน้าโครงการฯ กล่าวว่า  แผนงานวิจัยดังกล่าวประกอบด้วย 6 โครงการวิจัยย่อย ซึ่งมีทีมวิจัยทั้งจาก วว. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี  โดยแบ่งเป็น 2ด้าน คือ การตั้งรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  และการพัฒนาชุมชนโดยรอบพื้นที่สงวนชีวมณฑล สะแกราช ทั้งนี้ ในส่วนของการตั้งรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จะมีทั้งการติดตามพลวัตป่าไม้ธรรมชาติและป่าฟื้นฟู เพื่อการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนในพื้นที่สถานีวิจัยฯ มีการพัฒนาฐานข้อมูลชีวภาพของพื้นที่ป่าไม้ เช่น ฐานข้อมูลพรรณไม้ ได้แก่ ชนิดพรรณไม้ โครงสร้างสังคมพืช องค์ประกอบพรรณไม้และพลวัตป่าจากแปลงถาวร 8 แปลง และสถานภาพพรรณไม้ตามการประเมินของ หน่วยงาน IUCN Red List (2011) ซึ่งภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศควรส่งเสริมการปลูกพืชที่มีอัตราการรอดสูง เช่น ตะเคียนหิน ยางนาและแดงร่วมกับไม้กระถินณรงค์ มีการประมาณงบดุลน้ำ โดยประยุกต์ใช้ข้อมูลด้านอุตุ–อุทกวิทยาในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่ พบว่างบดุลน้ำอยู่ในเกณฑ์ขาดดุลเกือบทุกปี และคาดการณ์ว่าในอีก 10 ปี ข้างหน้า หรือ ปี พ.ศ. 2575 ปริมาณน้ำท่าจะลดลงอย่างน้อย 45 – 59% แสดงให้เห็นถึงปริมาณน้ำในอนาคตไม่เพียงพอต่อการจัดการและการนำไปใช้ จึงควรทำฝายชะลอน้ำชั่วคราว และสร้างบ่อน้ำในไร่นา
นอกจากนี้ ยังมีการใช้ภาพถ่ายดาวเทียม ในการพัฒนาแบบจำลองเพื่อวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินและความหลากหลายทางพืชพรรณจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของพื้นที่สงวนชีวมณฑลสะแกราชและการส่งเสริมการอนุรักษ์อย่างยั่งยืนของชุมชน   ซึ่งจากผลการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินตั้งแต่ปี2548 – 2573 พบว่า พื้นที่ป่าเต็งรังและทุ่งหญ้าภายในสถานีชีวมณฑลสะแกราชมีพื้นที่ลดลง  ในขณะที่พื้นที่เกษตรกรรม ได้แก่ ข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง และพืชอื่น ๆ  มีพื้นที่เพิ่มขึ้น

สำหรับการโครงการด้านการพัฒนาชุมชนโดยรอบ มีการเพิ่มพื้นที่ป่าไม้มีค่าแบบผสมผสานในพื้นที่เกษตรกรรมและป่าเสื่อมโทรม ซึ่งเป็นที่กังวลกันถึงประเด็นของความยั่งยืนของการใช้ประโยชน์เห็ดป่าในอนาคต เพื่ออนุรักษ์พันธุกรรมของไม้มีค่าในพื้นที่ป่าสะแกราชที่ใกล้จะสูญพันธ์ อันเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการใช้ประโยชน์มากเกินไป  ได้มีการจัดทำฐานข้อมูลแหล่งเมล็ดพันธุ์ไม้วงศ์ยาง และพันธุ์ไม้มีค่าทางเศรษฐกิจ  มีการอบรมให้ความรู้แก่ชุมชนในการเพาะเชื้อเห็ดเอคโตไมคอร์ไรซา ในกล้าไม้มีค่าทางเศรษฐกิจ สนับสนุนกล้าไม้แก่ชุมชน จัดตั้งศูนย์การเพาะเชื้อเห็ดในพื้นที่พร้อมจัดทำแปลงสาธิต รวมถึงได้มีการส่งมอบต้นกล้าไม้ พืชกินได้ และเห็ดกินได้ เพื่อพัฒนาการสร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร ลดการพึ่งพาทรัพยากรจากป่าธรรมชาติ และร่วมอนุรักษ์พรรณไม้และเชื้อเห็ดพื้นถิ่นที่สำคัญด้วยระบบธนาคาร เพื่อเกิดความมั่นคงทางความหลากหลายชีวภาพของป่า นอกจากนี้ยังมีการประเมินความต้องการการพัฒนาของชุมชนด้านเศรษฐกิจ สังคม และ สิ่งแวดล้อม เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในพื้นที่สงวนชีวมณฑลสะแกราชอีกด้วย

นายเฉลิมชัย กล่าวต่อว่า ผลการศึกษาจากโครงการย่อยทั้ง 6 โครงการ รวมถึงแนวทางในการพัฒนาพื้นที่ป่าสะแกราชในอนาคต ได้มีการนำมาพิจารณาร่วมกับภารกิจหลักของพื้นที่ผ่านการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การวิจัยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ปี พ.ศ. 2566–2570   ที่มุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน  โดยเฉพาะส่วนท้องถิ่นที่ต้องส่งเสริมให้เกิดโครงสร้างของวิสาหกิจ และการผลักดันให้ชุมชนก้าวไปสู่การดูแลและการใช้ประโยชน์ทรัพยากรในเขตรอบนอก  สอดคล้องกับบริบท ศักยภาพ และบริการของระบบนิเวศของพื้นที่สู่การสร้างพื้นที่สงวนชีวมณฑลสะแกราช  เพื่อพัฒนา เป็นแหล่งท่องเที่ยว และการพัฒนาผลิตภัณฑ์พืชผลการเกษตรตามแนวทาง BCG Model. 

‘ปลัด มท.’ เป็นประธานพิธีอัญเชิญหลวงพ่อโสธรขึ้นจากแม่น้ำบางปะกง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/722174

'ปลัด มท.' เป็นประธานพิธีอัญเชิญหลวงพ่อโสธรขึ้นจากแม่น้ำบางปะกง

‘ปลัด มท.’ เป็นประธานพิธีอัญเชิญหลวงพ่อโสธรขึ้นจากแม่น้ำบางปะกง

วันอังคาร ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2566, 17.25 น.

“มหาศรัทธา มหามงคล บำเพ็ญกุศลวันเกิดหลวงพ่อโสธร” ปลัดมหาดไทย เป็นประธานพิธีอัญเชิญหลวงพ่อโสธรขึ้นจากแม่น้ำบางปะกง ประดิษฐาน ณ พระอุโบสถวัดโสธรวราราม วรวิหาร ครบรอบ 253 ปี ในงานสมโภชหลวงพ่อโสธร และงานประจำปีกลางเดือน 5 จังหวัดฉะเชิงเทรา ร่วมกับพุทธศาสนิกชนทั่วสารทิศ

วันนี้ (4 เม.ย. 2566) เวลา 14.00 น. ที่บริเวณมณฑลพิธี วัดโสธรวราราม วรวิหาร ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานฝ่ายคฤหัสถ์ในพิธีอัญเชิญหลวงพ่อโสธรขึ้นจากแม่น้ำบางปะกง ประดิษฐาน ณ พระอุโบสถวัดโสธรวราราม วรวิหาร ครบรอบ 253 ปี โดยได้รับเมตตาจาก พระเทพรัตนมุนี ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 12 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร และพระราชภาวนาพิธาน วิ. เจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา เจ้าอาวาสวัดโสธรวราราม วรวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ โดยมีพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ และคณะสงฆ์วัดโสธรวราราม วรวิหาร ร่วมประกอบพิธี โดยมี นายขจรเกียรติ รักพานิชมณี ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม คนที่ 29 นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร นางสาวฉัตรประอร นิยม รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา นายเชาวเนตร ยิ้มประเสริฐ ปลัดจังหวัดฉะเชิงเทรา นายกิตติ เป้าเปี่ยทรัพย์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดฉะเชิงเทรา หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ ผู้แทนภาคเอกชน ภาคีเครือข่าย และพุทธศาสนิกชนจำนวนมากร่วมพิธี

ในการนี้ พระราชภาวนาพิธาน วิ. เจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา เจ้าอาวาสวัดโสธรวราราม วรวิหาร จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย เจ้าหน้าที่อาราธนาศีล ประธานสงฆ์ให้ศีล จากนั้น พระภาวนาวชิรมงคล รองเจ้าคณะจังหวัดลพบุรี เจ้าอาวาสวัดป่าธรรมโสภณ ทำพิธีบวงสรวง โปรยข้าวตอกดอกไม้ และพิธีย้อนรำลึกการอัญเชิญหลวงพ่อโสธรขึ้นจากแม่น้ำบางปะกงฯ 

จากนั้น พระราชภาวนาพิธาน วิ. เจ้าอาวาสวัดโสธรวราราม วรวิหาร พร้อมด้วยนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายขจรเกียรติ รักพานิชมณี ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม คนที่ 29 รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา หัวหน้าส่วนราชการ ประชาชน อัญเชิญองค์หลวงพ่อโสธรจากน้ำขึ้นเสลี่ยงขบวนแห่เข้าประดิษฐาน ณ พระอุโบสถวัดโสธรวราราม วรวิหาร โดยพระสงฆ์วัดโสธรวราราม วรวิหาร จำนวน 80 รูป เจริญชัยมงคลคาถา เป็นอันเสร็จพิธีอัญเชิญหลวงพ่อโสธรขึ้นจากแม่น้ำบางปะกง

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ประเพณีอัญเชิญหลวงพ่อโสธรขึ้นจากแม่น้ำบางปะกง เป็นพิธีอันเป็นมงคลที่จัดขึ้นเพื่อสมโภชวันคล้ายวันที่อาราธนาหลวงพ่อโสธรขึ้นจากแม่น้ำบางปะกงและอัญเชิญขึ้นมาประดิษฐาน ณ วัดโสธรวราราม วรวิหาร ซึ่งชาวจังหวัดฉะเชิงเทราถือว่างานประเพณีกลางเดือน 5 เป็นงานสมโภชวันเกิดหลวงพ่อโสธรอันเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยจากตำนานบันทึกหลักฐานได้กล่าวว่าประเพณีดังกล่าวมีมูลเหตุมาจากตำนานหลวงพ่อโสธร ซึ่งเกิดอภินิหารลอยน้ำมาขึ้นที่หน้าวัดหงส์ หรือวัดโสธรวราราม วรวิหารในปัจจุบัน โดยชาวบ้านได้พยายามฉุดขึ้นฝั่งหลายครั้งหลายหน แต่ไม่สามารถอัญเชิญหลวงพ่อโสธรขึ้นจากแม่น้ำบางปะกงได้ จนกระทั่งมีอาจารย์ผู้มีความรู้ทางไสยศาสตร์ผู้หนึ่ง ได้ตั้งศาลเพียงตาบวงสรวง นำสายสิญจน์คล้องกับพระหัตถ์พระพุทธรูป และชักชวนชาวบ้านให้ร่วมกันจับสายสิญจน์ชักองค์พระขึ้นมา จึงสามารถอาราธนาขึ้นฝั่งได้โดยง่ายด้วยคนเพียงไม่กี่คน และอัญเชิญมาประดิษฐาน ณ วิหารวัดหงส์ หรือวัดโสธรวราราม วรวิหารในปัจจุบันได้เป็นผลสำเร็จ เมื่อวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 5 ซึ่งสันนิษฐานว่าน่าจะอยู่ราวปี พ.ศ. 2313 สมัยต้นกรุงธนบุรี และประชาชนชาวจังหวัดฉะเชิงเทราได้สืบทอดวัฒนธรรมประเพณีดังกล่าวต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน

‘ม.สวนดุสิต’แถลงการณ์ยอมรับผิด ตรวจคะแนนสอบ‘ผอ.สพท.’คลาดเคลื่อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/722155

‘ม.สวนดุสิต’แถลงการณ์ยอมรับผิด ตรวจคะแนนสอบ‘ผอ.สพท.’คลาดเคลื่อน

‘ม.สวนดุสิต’แถลงการณ์ยอมรับผิด ตรวจคะแนนสอบ‘ผอ.สพท.’คลาดเคลื่อน

วันอังคาร ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2566, 16.54 น.

‘ม.สวนดุสิต’แถลงการณ์ยอมรับผิด ตรวจคะแนนสอบ‘ผอ.สพท.’คลาดเคลื่อน

4 เมษายน 2566 รองศาสตราจารย์ ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้ออกแถลงการณ์ ว่า ตามที่ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้รับจ้างเหมาดำเนินการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปี พ.ศ. 2565 โดยได้มีการดำเนินงานตามกระบวนการคัดเลือกฯ ตามขอบเขตของงานจ้างเสร็จสิ้นไปเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2565 ภายหลังจากได้มีการประกาศบัญชีผู้ผ่านการคัดเลือกฯ สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้ขอให้มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ตรวจสอบคะแนนผลการประเมินภาค ค การสัมภาษณ์ ของผู้ได้รับคัดเลือกรายหนึ่งซึ่งขอให้เปิดเผยคะแนนการคัดเลือกฯว่ามีความคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงหรือไม่ (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : สอบ‘ผอ.สพท.’วุ่น!นับคะแนนผิด 1 แต้ม ศธ.ยันไม่ใช่ทุจริต)

เมื่อมหาวิทยาลัยสวนดุสิตได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว พบว่า คะแนนผลการประเมินภาค ค การสัมภาษณ์ ของผู้ได้รับการคัดเลือกรายดังกล่าวมีความคลาดเคลื่อนจริง จึงได้ทำการตรวจสอบคะแนนประเมินภาค ก ภาค ข และภาค ค ของผู้เข้ารับการคัดเลือกทุกรายใหม่

ข้อเท็จจริงปรากฏว่า เฉพาะคะแนนผลการประเมินภาค ค การสัมภาษณ์ ของผู้เข้ารับการคัดเลือกฯ ที่คลาดเคลื่อนไม่ตรงกับข้อมูลในบัญชีคะแนนที่ส่งมอบงานจ้างให้แก่สำนักงาน ก.ค.ศ. โดยสาเหตุเกิดจาก ผู้ประมวลผลคะแนนของมหาวิทยาลัยสวนดุสิตได้ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการดึงข้อมูลคะแนนการสัมภาษณ์ของกรรมการคนที่ 2 มาเป็นคะแนนการสัมภาษณ์ของกรรมการคนที่ 1 ทำให้คะแนนประเมินภาคความเหมาะสม กับตำแหน่ง (ภาค ค) เฉพาะในส่วนคะแนนสัมภาษณ์ไม่ถูกต้อง ส่งผลให้คะแนนรวมภาค ก ภาค ข และภาค ค ของผู้เข้ารับการคัดเลือกส่วนใหญ่เกิดความคลาดเคลื่อน และทำให้ลำดับที่ของผู้ผ่านการคัดเลือกฯ มีการเปลี่ยนแปลง โดยมีทั้งผู้ที่ได้ลำดับที่คงเดิม สูงขึ้น และลดลง

หลังจากที่ได้ทราบเหตุแล้ว มหาวิทยาลัยสวนดุสิตมิได้เพิกเฉย โดยได้เร่งดำเนินการตรวจสอบคะแนนภาค ก ภาค ข และภาค ค ตลอดจนประมวลผลการคัดเลือกใหม่ทั้งระบบ และได้ทำหนังสือชี้แจงแจ้งต่อสำนักงาน ก.ค.ศ. ทันที 

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้ดำเนินการแก้ไขความชำรุดบกพร่องของงานจ้าง และส่งมอบผลการประเมินที่ถูกต้องทั้งระบบตามเงื่อนไขในขอบเขตของงานจ้างให้แก่สำนักงาน ก.ค.ศ. เมื่อวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2566

จากเหตุดังกล่าว ถือเป็นความผิดพลาดบกพร่องของมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ซึ่งเกิดผลกระทบต่อหลายฝ่ายมหาวิทยาลัยฯ ยอมรับในความผิดพลาดดังกล่าวนี้ และยินดีร่วมมือในการแก้ไขข้อบกพร่องตามมติของคณะกรรมการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และสำนักงาน ก.ค.ศ. ในทุกกระบวนการ

ในการนี้ มหาวิทยาลัยฯ ขออภัยเป็นอย่างสูงต่อผู้เข้ารับการคัดเลือกที่ได้รับผลกระทบ คณะกรรมการสรรหาฯ และสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงาน ก.ค.ศ. ตลอดจนผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยจะปรับปรุงการดำเนินงานให้มีความรอบคอบ รัดกุมและเพิ่มความระมัดระวังในการตรวจสอบ เพื่อมิให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก

สอบ‘ผอ.สพท.’วุ่น!นับคะแนนผิด 1 แต้ม ศธ.ยันไม่ใช่ทุจริต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/722047

สอบ‘ผอ.สพท.’วุ่น!นับคะแนนผิด 1 แต้ม ศธ.ยันไม่ใช่ทุจริต

สอบ‘ผอ.สพท.’วุ่น!นับคะแนนผิด 1 แต้ม ศธ.ยันไม่ใช่ทุจริต

วันอังคาร ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2566, 13.44 น.

สอบ‘ผอ.สพท.’วุ่น!นับคะแนนผิด 1 แต้ม ศธ.ยันไม่ใช่ทุจริต

4 เมษายน 2566 นายอรรถพล  สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) เปิดเผยว่า ตามที่ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เมื่อวันที่ 3 เม.ย.2566 มีมติเห็นชอบเพิกถอนรายชื่อผู้ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(ผอ.สพท.) สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นการเฉพาะราย จำนวน  4 ราย เนื่องจากทางมหาวิทยาลัยสวนดุสิต (มสด.) มีการรวมคะแนนสอบภาค ค (สอบสัมภาษณ์) ผิดพลาดไป 1 คะแนนนั้น

สำหรับเรื่องนี้ส่งผลให้ลำดับคะแนนคลาดเคลื่อน จึงต้องมีการแก้ไขโดยให้ผู้ที่คะแนนในลำดับที่สูงกว่า 4 ราย ได้รับการบรรจุ ส่วนผู้ที่ถูกเพิกถอน 4 ราย ได้มีการเจรจา เพื่อหาแนวทางเยียวยา โดย 1 ราย นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) ได้ให้มาช่วยราชการที่ส่วนกลาง ส่วนอีก 3 ราย ให้กลับไปเป็นรองผู้อำนวยการ สพท. เพื่อรอบรรจุแต่งตั้งอีกครั้งในเดือนตุลาคม 2566

อย่างไรก็ตาม การรวมคะแนนผิดพลาดครั้งนี้ ส่งผลให้ลำดับการแต่ตั้งและการขึ้นบัญชี คลาดเคลื่อนทั้งหมด แน่นอนว่าต้องมีผู้เสียสิทธิ โดยเมื่อเร็ว ๆนี้ กลุ่มรองผู้อำนวยการ สพท.ที่คิดว่าตัวเองเสียสิทธิ  ได้มายื่นหนังสือร้องเรียน และขอให้มีการตรวจสอบและยกเลิกการบรรจุแต่งตั้งผู้อำนวยการ สพท. ที่ดำเนินการไปในปี 2565 และทราบว่าผู้ที่เสียสิทธิจะไปร้องศาลปกครอง ซึ่งก็ถือเป็นสิทธิที่สามารถดำเนินการได้

“เรื่องนี้ อยู่ระหว่างการทำความเข้าใจกับผู้ไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่อยากย้ำว่าความผิดพลาดครั้งนี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องของการทุจริต แต่เป็นความผิดพลาดในการรวมคะแนน ผมและคณะกรรมการคัดเลือกทั้ง 7 คน ได้รายงานเรื่องนี้ ให้ น.ส.ตรีนุช  เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) รับทราบแล้ว ซึ่ง น.ส.ตรีนุช ก็เป็นห่วง หากมีการฟ้องร้อง คณะกรรมการทั้ง 7 คนก็ต้องรับผิดชอบ เพราะเป็นผู้ออกหลักเกณฑ์การคัดเลือกขึ้นมา ในส่วนของสำนักงานปลัดศธ. ได้สั่งการให้สำนักงาน ก.ค.ศ. ในฐานะผู้ว่าจ้างให้ไปดำเนินการเรียกร้องความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทางมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ซึ่งตามสัญญาจ้างจะต้องมีข้อตกลงการรับผิดชอบต่าง ๆอยู่ และในส่วนของสำนักงานปลัด ศธ. ก็จะให้ความเป็นธรรมกับทุกกลุ่ม และจะตั้งกรรมการสืบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นต่อไป” ปลัดศธ. กล่าว

มูลนิธิคุณแม่ลี้กิมเกียว เปิดรับสมัครทุนการศึกษาสำหรับนร.-นศ.ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ประจำปี 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/721832

มูลนิธิคุณแม่ลี้กิมเกียว เปิดรับสมัครทุนการศึกษาสำหรับนร.-นศ.ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ประจำปี 2566

มูลนิธิคุณแม่ลี้กิมเกียว เปิดรับสมัครทุนการศึกษาสำหรับนร.-นศ.ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ประจำปี 2566

วันจันทร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2566, 17.09 น.

มูลนิธิคุณแม่ลี้กิมเกียว ตั้งคารวคุณ เปิดรับสมัครทุนการศึกษาสำหรับนักเรียน นักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ประจำปี 2566

มูลนิธิคุณแม่ลี้กิมเกียว ตั้งคารวคุณกำลังเปิดรับสมัครทุนการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2566สำหรับนักเรียนนักศึกษาที่เรียนดีและเรียนปานกลางในทุกระดับชั้น ที่มีความประพฤติดี มีความกตัญญู แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ทั้งนี้ผู้ที่ผ่านการพิจารณาให้ได้รับทุนการศึกษา จะได้รับทุนต่อเนื่องจนจบแต่ละช่วงชั้นการศึกษา ซึ่งเป็นทุนแบบให้เปล่า โดยผู้รับทุนไม่ต้องชดใช้ทุนคืนแต่อย่างใด

ผู้ที่สนใจสามารถส่งใบสมัครเพื่อขอรับทุนการศึกษาได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่20พฤษภาคม2566สามารถดูรายละเอียดหลักเกณฑ์การขอรับทุนและดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่www.ligimgiew.or.th หรือFacebook : มูลนิธิคุณแม่ลี้กิมเกียว ตั้งคารวคุณ สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-335-5555 ต่อ 3322

มูลนิธิคุณแม่ลี้กิมเกียว ตั้งคารวคุณ เป็นองค์กรสาธารณกุศล ลำดับที่ 847 ที่ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ก่อตั้งโดยคุณประจักษ์ ตั้งคารวคุณ ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่ลี้กิมเกียว ตั้งคารวคุณด้วยปณิธานที่มุ่งมั่นในการมอบโอกาสทางการศึกษา ให้กับเยาวชนไทยที่เรียนดีและปานกลางมีความกตัญญู แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในทุกระดับชั้น “เพราะการศึกษาเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาคน สามารถเปลี่ยนชีวิตคนๆ หนึ่งให้ประสบผลสำเร็จได้ทั้งยังช่วยส่งเสริมให้เยาวชนไทยเติบโตมาเป็นคนดี มีวิชาความรู้ ช่วยแก้ปัญหาเรื่องยาเสพติด เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติ ช่วยแก้ปัญหาความยากจน

ซึ่งทุนการศึกษานี้ถือเป็นการมอบโอกาสให้กับเยาวชนไทยโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น เพื่อให้เยาวชนไทยได้เข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม อันเป็นหัวใจและพื้นฐานสำคัญในการดำเนินชีวิต เพราะถ้าเยาวชนมีการศึกษาที่ดี ก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตได้ นำพาตนเองไปสู่ความสำเร็จในหน้าที่การงาน สร้างฐานะ สร้างครอบครัวให้มีความมั่งมี ถือเป็นการช่วยพัฒนาคนในประเทศให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศชาติต่อไป