รับรางวัล‘นวัตกรรมการศึกษาเพื่อสังคม’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/722441

รับรางวัล‘นวัตกรรมการศึกษาเพื่อสังคม’

รับรางวัล‘นวัตกรรมการศึกษาเพื่อสังคม’

วันพฤหัสบดี ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

บริษัท คอมแพ็ค อินเตอร์เนชั่นแนล (1994) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผ้าเบรก “คอมแพ็ค เบรก” โดย เสริม สวนาการณ์ ผู้อำนวยการสายงานโรงงานและทรัพยากรบุคคล เข้ารับรางวัล “นวัตกรรมการศึกษาเพื่อสังคม” ในโครงการยกระดับภาคอุตสาหกรรมด้วยการบริหารจัดการนวัตกรรมองค์กรแบบทั่วถึง (Total Innovation Management Enterprises Program : TIME) จาก ดร.จุฬารัตน์  ตันประเสริฐ  รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ภายในงานประชุมวิชาการ สวทช.2023 ภายใต้หัวข้อ “ความสำเร็จโครงการ TIME & WiL ยกระดับขีดความสามารถพัฒนาตอบโจทย์อุตสาหกรรม” เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี

เอสซีจี และ ช่อง One31 เปิดตัวเกมโชว์ ย้ำ‘Learn To Earn’สำหรับเยาวชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/722443

เอสซีจี และ ช่อง One31 เปิดตัวเกมโชว์  ย้ำ‘Learn To Earn’สำหรับเยาวชน

เอสซีจี และ ช่อง One31 เปิดตัวเกมโชว์ ย้ำ‘Learn To Earn’สำหรับเยาวชน

วันพฤหัสบดี ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มูลนิธิเอสซีจี ร่วมกับ ช่อง One31 เปิดเกมโชว์ใหม่ “เก่งสู้เก่ง สานฝัน สร้างอาชีพ” ออกอากาศทุกเสาร์ตลอดเดือนเมษายน 2566 ชวนคนรุ่นใหม่ ค้นหาความชอบ อาชีพที่ใช่ ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ ภายใต้แนวคิด Learn To Earn เรียนรู้เพื่ออยู่รอด ผ่านการประชันความรู้ ชิงทุน-ต่อยอดเพื่อพัฒนาอาชีพ มูลค่า 50,000 บาท

รายการเกมโชว์ดังกล่าว รับสมัครเยาวชนที่สนใจในสาขาอาชีพต่างๆ เช่น มัคคุเทศก์ ช่างอิเล็กทรอนิกส์ หรือ Influencer มาแข่งขันโดยการใช้ความรู้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติมาปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จ ดำเนินรายการโดย อ๊อฟ-ชัยนนท์ หาญคีรีรัตน์ ออกอากาศทุกวันเสาร์ตลอดเดือนเมษายนนี้ รวมทั้งสิ้น 4 ตอน เริ่มวันเสาร์ที่ 1-28 เมษายน 2566 เวลา 16.00 น. ทางช่อง One31

ติดตามข้อมูลข่าวสารของมูลนิธิเอสซีจีเพิ่มเติมได้ที่ http://www.scgfoundation.org และเฟซบุ๊ก LEARNtoEARN

หนี้คนไทยพุ่งสูงจาก ‘การพนัน’ เด็ก 15-18 ปี เล่นพนัน 29,155 ล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/722447

หนี้คนไทยพุ่งสูงจาก ‘การพนัน’  เด็ก 15-18 ปี เล่นพนัน 29,155 ล้าน

หนี้คนไทยพุ่งสูงจาก ‘การพนัน’ เด็ก 15-18 ปี เล่นพนัน 29,155 ล้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รศ.ดร.วราฤทธิ์ พานิชกิจโกศลกุล ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิเคราะห์ข้อมูลและอาจารย์ประจำสาขาวิชาคณิตศาสตร์และสถิติ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)เปิดเผยว่า “ภาวะหนี้” เป็นปัจจัยเสี่ยงที่มีความอ่อนไหวต่อระบบเศรษฐกิจไทย และส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สะท้อนปัญหาปากท้อง โดยเฉพาะ “หนี้นอกระบบ” ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากกลุ่มนักเล่น “การพนัน” อาทิ ลอตเตอรี่ หวยใต้ดิน พนันฟุตบอล หรือพนัน รวมทั้งความเชื่อ
และพฤติกรรมร่วมของการเล่นการพนัน “ต้องเล่นอีกเพื่อถอนทุนคืน” และ “ยิ่งเล่นมาก กระจายเล่นหลายๆ กอง
ยิ่งมีโอกาสได้สูง”

จากที่คณะวิทย์ มธ. ทำวิจัยเรื่อง “ผลตอบแทนที่คาดจะได้รับซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลและสลากเลขท้าย” พบว่า โอกาสถูกรางวัลแจ๊กพอต หรือเป็น “วินเนอร์” เกิดขึ้นน้อยมากเช่น ถูกเลขท้าย 2 ตัวต้องซื้อเลขเดิมต่อเนื่องอย่างน้อย100 งวด และรางวัล 1 มีโอกาสถูกเพียง 1 ในล้าน ส่วนผลตอบแทนเปรียบเทียบ “หวยบนดิน” และ “ลอตเตอรี่” พบว่าเฉลี่ยมีโอกาสขาดทุนอยู่ที่ 35-70% “ลอตเตอรี่” ขาดทุนที่ 40% เลขท้าย 2 ตัว ขาดทุน 35% และเล่น 3 ตัวโต๊ด ขาดทุนถึง 70% ขณะที่ผู้เล่นที่ใช้เทคนิคการซื้อกวาดซื้อกระจายเพื่อหวังเพิ่มโอกาสถูกรางวัลมากขึ้นนั้นเป็นความเข้าใจที่ถูกต้องเพียงบางส่วน เพราะเมื่อพิจารณาจากจำนวนการเล่นกับเงินที่ต้องจ่ายก็มากขึ้นตามไปด้วย เมื่อเทียบกับเงินรางวัลที่ได้จึงไม่ใช่วิธีการที่คุ้มค่า

“ส่วนสถานการณ์หนี้ของคนไทยที่เพิ่มขึ้นจากการพนันในทุกวันนี้มาจากเทคโนโลยีที่เข้าถึงได้ง่าย ซื้อง่ายเล่นง่าย ดึงดูดใจ เช่น เว็บพนันบางแห่งมีเงินให้กู้ยืมโดยใช้แค่บัตรประชาชนใบเดียว และในจำนวนนี้เชื่อมโยงกับปัญหา “หนี้นอกระบบ” ซึ่งยิ่งทำให้วงจรการเป็นหนี้ขยายวงกว้างและยาวนานออกไปยิ่งขึ้นอีกทั้งสถานการณ์ที่เปราะบางของกลุ่ม“เยาวชน’” ที่อาจเข้ามาสู่วงจรการพนันและการเป็นหนี้โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หากนำเสนอข้อเท็จจริงเรื่องการถูกรางวัลหรือการเป็นผู้ชนะในเกมพนันที่มีน้อยนิดอย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยให้คนไทยตระหนักในเรื่องนี้ได้ ในส่วนของคณะวิทย์ มธ. ขอเสนอแนะว่า ควรลดความถี่ในการโปรโมทการเข้าถึงการพนันทุกรูปแบบ แม้ว่าเป็นการพนันถูกกฎหมาย การพนันเป็นกระแสความนิยมในสังคมไทยอยู่แล้ว ไม่มีเหตุที่ต้องโปรโมทเพื่อกระตุ้นความสนใจและสร้างภาพจำว่าการพนันหรือการวัดดวงเป็นเรื่องปกติของสังคมโดยเฉพาะการนำเสนอข่าวบุคคลถูกรางวัลใหญ่ของแต่ละงวด” รศ.ดร.วราฤทธิ์ กล่าว

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาสังคมและธุรกิจ ศึกษาสถานการณ์และผลกระทบการพนันในไทย ปี 2564 พบว่า คนไทยเล่นการพนันร้อยละ 59.6 หรือประมาณ 32.33 ล้านคน เพิ่มขึ้นประมาณ 1.9 ล้านคน จากปี 2562 เป็นผู้ที่เล่นพนันครั้งแรกในช่วง 12 เดือน ที่ผ่านมาหรือ “นักพนันหน้าใหม่” เกือบ 8 แสนคน ที่น่ากังวลคือ ร้อยละ 29.5 ของประชากรเด็ก อายุ 15-18 ปีมีวงเงินหมุนเวียนรวม 29,155 ล้านบาท และร้อยละ 54.6 ของเยาวชน อายุ 19-25 ปี ที่เล่นการพนัน มีวงเงินหมุนเวียนรวม 93,321 ล้านบาท ซึ่งทั้งสองกลุ่มมีแนวโน้มเล่นเพิ่มขึ้น และวงเงินพนันหมุนเวียนก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยการพนันที่ได้รับความนิยมสูงสุด คือ “สลากกินแบ่งรัฐบาล” และ “หวยใต้ดิน”

ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) และสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) เมื่อเดือนมีนาคม 2565 พบว่า คนไทยเป็นหนี้สูงถึง 37% หรือราว 25 ล้านคน โดยประมาณ 57% เป็นหนี้ 100,000 บาทขึ้นไป กลุ่มผู้ที่มีหนี้1,000,000 บาทขึ้นไป มีถึง 14% โดยสูงสุด 3 อันดับแรกคือ สินเชื่อส่วนบุคคล 39% บัตรเครดิต 29% และการเกษตร 12% หนี้ครัวเรือนไทย มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะปี 2564 ที่โควิด-19 ระบาด หนี้ครัวเรือนไทยพุ่งสูงถึง 90.1% ก่อนปรับลดลงมาในไตรมาส 3 ปี 2565 ที่ระดับ 86.8% โดยพบว่า 42% ของกลุ่มตัวอย่างกว่า 4,600 ครัวเรือน จากทุกภูมิภาคของไทย มีหนี้นอกระบบเฉลี่ยรายหัวอยู่ที่คนละ 54,300 บาท ซึ่ง “การพนัน” เป็นค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งของการเป็นหนี้นอกระบบดังกล่าว

อบรมทักษะการเงิน บัญชี และพัสดุ ครูในสังกัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/722442

อบรมทักษะการเงิน บัญชี และพัสดุ ครูในสังกัด

อบรมทักษะการเงิน บัญชี และพัสดุ ครูในสังกัด

วันพฤหัสบดี ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.ผกาภรณ์ พลายสังข์ ผอ.สพป.พิษณุโลก เขต 2 ประธานพิธีเปิด และบรรยายพิเศษการฝึกอบรมการปฏิบัติงานด้านการเงิน บัญชี และพัสดุ สำหรับครูที่รับผิดชอบด้านการเงิน พัสดุประจำโรงเรียน ปีงบประมาณ พ.ศ.2566 โดยมีครูผู้รับผิดชอบงานการเงิน บัญชี โรงเรียน เข้ารับการอบรมจำนวน 120 คน ที่ สพป.พิษณุโลก เขต 2

ม.ศรีปทุม หนุนโมเดล BCG ผลิตวิศวกรไฟฟ้าแก้ปัญหาสังคม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/722444

ม.ศรีปทุม หนุนโมเดล BCG  ผลิตวิศวกรไฟฟ้าแก้ปัญหาสังคม

ม.ศรีปทุม หนุนโมเดล BCG ผลิตวิศวกรไฟฟ้าแก้ปัญหาสังคม

วันพฤหัสบดี ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผศ.ดร.ภรชัย จูอนุวัฒนกุล อาจารย์ประจำสาขาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม กล่าวว่า วิศวกรรมไฟฟ้าเป็นสาขาวิศวกรรมสมัยใหม่ที่ใช้ฟิสิกส์ อิเล็กทรอนิกส์ และแม่เหล็กไฟฟ้า ในการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ใช้หรือผลิตกระแสไฟฟ้า ที่สำคัญการทำงานด้านวิศวกรรมไฟฟ้ามีประโยชน์ทั้งส่วนบุคคลและสังคม เพราะช่วยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มีผลกระทบเชิงบวกโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของผู้คนและสังคม ถือว่าเป็นสาขาที่สามารถทำงานในสิ่งที่จับต้องได้ และใกล้ชิดกับการใช้ชีวิตของทุกคน ปัจจุบันหลากหลายอุตสาหกรรมใช้ประโยชน์จากวิศวกรรมไฟฟ้า เช่น การสื่อสาร สาธารณูปโภค เทคโนโลยี การขนส่ง และงานภาครัฐบาล และ การเป็นวิศวกรไฟฟ้ามีโอกาสก้าวหน้าในสายงานสูง เป็นได้ทั้งพนักงานในองค์กรหรือเป็นผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ และเป็นอาชีพที่มีค่าตอบแทนที่แข่งขันได้

“หลักสูตรวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยศรีปทุม ได้รับการรับรองจากสภาวิศวกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย นักศึกษาจบแล้วสามารถไปยื่นสอบ กว. หรือใบประกอบวิชาชีพทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ได้ การเรียนสาขานี้ไม่ได้ยากอย่างที่หลายคนคิด เพราะอาจารย์จะสอนให้เห็นภาพและเข้าใจได้ง่าย แถมใช้งานได้จริง โดยเน้นสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem Based Learning) ผ่านแนวคิดและหลักการ IPO ประกอบด้วยหนึ่ง กระบวนการ I เป็นการเตรียมร่างกายให้มีความอดทน จิตใจมีสมาธิ และสติปัญญามีวิธีคิด สอง กระบวนการ P มี 5 ขั้นตอน คือ 1.เรียนรู้ให้สามารถอธิบายได้ 2.เข้าใจจนสามารถเขียนได้ 3.นำไปใช้นำเสนอได้ 4.ฝึกฝนจนสามารถสอนผู้อื่นได้ 5.สร้างวิธีคิดที่เป็นของตนเองได้ และสาม กระบวนการ O คือ ภารกิจให้ผู้เรียนสอนผู้เรียนด้วยกันเองผ่านกิจกรรมและภารกิจ” ผศ.ดร.ภรชัย กล่าว

ม.ศรีปทุม ให้ความสำคัญกับเรื่องพลังงานสีเขียว โซลาร์เซลล์ มีการสอนตั้งแต่การออกแบบระบบโซลาร์ฟาร์ม โซลาร์รูฟท็อป หรือแม้กระทั่งโซลาร์ปั๊ม มุ่งเน้นโอกาสงานใหม่ๆ ให้กับนักศึกษา ซึ่งการออกแบบระบบโซลาร์ 3 ส่วนนี้ อยู่ในรายวิชา Problem-based Learning เอาโจทย์ที่เป็นปัญหาของประเทศไทยจริงๆ เป็นตัวตั้งต้นให้นักศึกษาได้วิเคราะห์ และมีการเชิญวิทยากรจากสภาวิชาชีพวิศวกร บริษัทเอกชน เช่น บริษัท สยาม โซล่าร์ เซลล์ จำกัด มาให้คำแนะนำ และให้นักศึกษาจับกลุ่มทำงานเป็นทีม เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์

CMMU เปิด 2 ปริญญา ‘ตรีควบโท’ บัณฑิตสายดนตรีพ่วงสกิลบริหาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/722445

CMMU เปิด 2 ปริญญา ‘ตรีควบโท’  บัณฑิตสายดนตรีพ่วงสกิลบริหาร

CMMU เปิด 2 ปริญญา ‘ตรีควบโท’ บัณฑิตสายดนตรีพ่วงสกิลบริหาร

วันพฤหัสบดี ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผศ.ดร.สุเทพ นิ่มสาย หัวหน้าสาขาการจัดการและกลยุทธ์ และผู้ประสานงานโครงการปริญญาตรีควบปริญญาโท วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) กล่าวว่า นักศึกษาในปัจจุบันสนใจเรียนหลักสูตรปริญญาตรีควบปริญญาโทมากขึ้นทั้งในไทยและทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นเรียนต่อในสาขาเดิม หรือเป็นการเรียนข้ามศาสตร์เพื่อต่อยอดองค์ความรู้เฉพาะด้านซึ่งส่วนมากจะมีลักษณะเป็นซิงเกิ้ล สกิล (Single Skill) โดย CMMU เล็งเห็นว่าเด็กรุ่นใหม่ที่เป็น Young Talent เป็นคนที่มีความสามารถมากและต่อยอดเติมความรู้ให้กลายเป็นคนมีทักษะแบบมัลติสกิล (Multi Skill) ได้เพื่อนำศักยภาพใหม่ๆ มาพัฒนาในทักษะดั้งเดิมที่ตนเองเชี่ยวชาญอยู่แล้วให้โดดเด่นมากยิ่งขึ้น มีการเพิ่มซอฟต์สกิลที่เกี่ยวกับการบริหารและการจัดการ จึงได้จับมือกับวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผลิตหลักสูตรสร้างนักดนตรีผู้ประกอบการและนวัตกรรมขึ้นมา ในรูปแบบปริญญาตรีควบปริญญาโท ภายใต้หลักสูตรนักดนตรีผู้ประกอบการและนวัตกรรม (Music Entrepreneurship and Innovation : MEI) ที่แรกในประเทศไทย

สำหรับหลักสูตรนักดนตรีผู้ประกอบการและนวัตกรรม (Music Entrepreneurship and Innovation : MEI) เป็นหลักสูตร 2 ปริญญาที่เรียนเพียง 4 ปีครึ่ง คือ หลักสูตรการจัดการมหาบัณฑิต (กจ.ม.) (Master of Management) สาขาภาวะผู้ประกอบการและนวัตกรรม(Entrepreneurship and Innovation) วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล และหลักสูตรดุริยางคศาสตร์บัณฑิต (ดศ.บ.) (Bachelor of Music) วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้เรียนจะได้เรียนเนื้อหา
ในหลักสูตรสาขาภาวะผู้ประกอบการและนวัตกรรมตั้งแต่ปีที่ 1 ภาคการศึกษาที่ 2 โดยจะทยอยเรียนควบคู่ไปกับรายวิชาในหลักสูตรดุริยางคศาสตร์ในช่วงภาคการศึกษาปกติ และภาคการศึกษาฤดูร้อน การเรียน 2 ปริญญา ไปพร้อมๆ กัน การเรียนแบบนี้ช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าการเรียนแยกทีละปริญญาประมาณ40 เปอร์เซ็นต์ ผศ.ดร.สุเทพ กล่าว

ผู้ที่สนใจเข้าศึกษาหลักสูตรดังกล่าวสมัครได้ที่ https://forms.gle/xBF35THsELp5LDVX9 ตั้งแต่วันนี้-วันจันทร์ที่ 8 พฤษภาคม 2566 หรือสอบถามรายละเอียดที่ 02-2062000 ต่อ 3203

‘ปลัดมท.’จับมือ’นายกแม่บ้านมหาดไทย’ นำทีมผู้เชี่ยวชาญผ้าไทยโค้ชชิ่ง’ผ้าลายดอกรักราชกัญญา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/722378

'ปลัดมท.'จับมือ'นายกแม่บ้านมหาดไทย' นำทีมผู้เชี่ยวชาญผ้าไทยโค้ชชิ่ง'ผ้าลายดอกรักราชกัญญา'

‘ปลัดมท.’จับมือ’นายกแม่บ้านมหาดไทย’ นำทีมผู้เชี่ยวชาญผ้าไทยโค้ชชิ่ง’ผ้าลายดอกรักราชกัญญา’

วันพุธ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2566, 14.57 น.

“ปลัดมท.”จับมือ”นายกแม่บ้านมหาดไทย” นำทีมผู้เชี่ยวชาญผ้าไทยโค้ชชิ่ง”ผ้าลายดอกรักราชกัญญา” แก่กลุ่มผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ประเภทผ้าและเครื่องแต่งกาย ช่างทอผ้า และช่างหัตถกรรม 14 จังหวัดภาคใต้

เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2566 ที่โรงแรมแกรนด์ฟอร์จูน อ.เมืองนครศรีธรรมราช จ.นครศรีธรรมราช นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย เป็นประธานเปิดกิจกรรม Coaching พัฒนาศักยภาพผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ด้านผ้าไทย และงานหัตถกรรม “ผ้าลายดอกรักราชกัญญา” โดยมี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายอภินันท์ เผือกผ่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช นางพิชานันท์ เผือกผ่อง ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดนครศรีธรรมราช นายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายสมพงษ์ มากมณี นายไตรรัตน์ ไชยรัตน์ นางเรืองอุไร บุญช่วยชูพันธุ์ นายศรัทธา ทองคำ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ดร.ศรินดา จามรมาน นักวิชาการอิสระ นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทยและผู้เชี่ยวชาญการย้อมสีธรรมชาติ นายวิชระวิชญ์ อัครสันติสุข นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ WISHARAWISH นายตะวัน ก้อนแก้ว ผู้ช่วยบรรณาธิการแฟชั่น VOGUE ดร.กรกลด คำสุข รองคณบดีฝ่ายนวัตกรรมทางปัญญาและวิจัย วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ อ.นุวัฒน์ พรมจันทึก ผู้เชี่ยวชาญด้านการย้อมสีธรรมชาติ พัฒนาการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ นางกนกพร เดชเดโช นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้ประกอบการผ้าไทยและสมาชิกศิลปาชีพในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ สื่อมวลชน และภาคีเครือข่ายรวมกว่า 400 คน ร่วมกิจกรรม

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ บรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงทุ่มเทในการฟื้นฟูอาชีพช่างทอผ้าให้ได้เป็นอาชีพเสริมของเกษตรกรเพื่อทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยพระราชทานแนวความคิดไปสู่การปฏิบัติ ด้วยการส่งเสริมยุยงและกระตุ้นทุกวิถีทางเพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้ทอผ้าขายให้พระองค์ท่านก่อน เป็นที่มาของคำว่า “ขาดทุนคือกำไร” ด้วยการนำพระราชทรัพย์ ทรงรับซื้อไว้เป็นหลัก ขาดทุนของพระองค์ท่านคือกำไรของชาวบ้าน ทรงน้อมนำหลักการทรงงาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาใช้ในการส่งเสริมชาวบ้านเพื่อให้พี่น้องเกษตรกรได้สมัครใจและเห็นว่า “ชีวิตยังมีหวัง” ทั้งนี้ ด้วยทรงพบว่าพี่น้องคนไทยในทุกพื้นที่มีสายโลหิตที่รับมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษในการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ปลูกฝ้าย ทอผ้า นำไปสู่การจัดตั้งโครงการศิลปาชีพ เมื่อปี 2515 ถือเป็นโครงการศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถแห่งแรก โดยทรงเน้นย้ำให้ประชาชนทำงานรวมกันเป็นกลุ่ม เพื่อจะได้พึ่งพาอาศัยช่วยเหลือกัน รวมทั้งมีผู้นำต้นแบบในขณะนั้น คือ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรี ข้าราชการ สวมใส่ชุดผ้าไทยในทุกวัน จนทำให้ประชาชนคนไทยในยุคนั้นนิยมสวมใส่ผ้าไทย อันเป็นต้นแบบมาถึงภาครัฐในปัจจุบัน

“ปี 2553 เราโชคดีที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมุ่งมั่นในการแบ่งเบาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด แนวพระราชปณิธานของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อให้คนไทยทุกคนมีความสุข ดังพระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป” โดยทรงต่อยอดจากพื้นฐานที่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงวางไว้ คือ ทำให้ชาวบ้านกลับมาทอผ้าก่อน ต่อยอดด้วยทรงใช้กลไกตลาด เริ่มต้นจากการพัฒนาภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ โดยนำเอา know-how สมัยใหม่ เกี่ยวกับเรื่องแฟชั่น หัตถศิลป์เข้ามาใส่ “พุ่งเป้าไปที่คน ให้คนไปพัฒนาชิ้นงาน” เช่นเรื่องสีเคมี พระองค์ทรงมีกุศโลบาย บอกให้ประชาชนรู้ว่ามันเป็นอันตราย ใส่ในทุกวันมันก็จะซึมเข้าผิวหนัง น้ำที่เหลือจากการย้อมเทลงพื้นก็จะทำให้ดินเสีย เทลงไปในลำห้วย ปลาก็ตาย น้ำก็เน่า และควันที่ลอยขึ้นยังเป็นก๊าซเรือนกระจกขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศทำให้โลกร้อน จึงทรงโน้มน้าว ให้คนใช้สีธรรมชาติ ด้วยการนำหลักการพึ่งพาตนเอง ปลูกหม่อน เลี้ยงไหม ปลูกต้นไม้ให้สี มาใช้ ดังนั้น พระองค์จึงทรงเป็นผู้นำเรื่อง Sustainable Fashion อย่างแท้จริง พร้อมทั้งทรงโปรดให้คณะทำงานโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก ลงมาให้คำแนะนำ มาอบรมโค้ชชิ่ง เพื่อให้ช่างทอผ้าทุกกลุ่ม ทุกเทคนิค ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนเองเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และทรงเน้นย้ำว่า “การทำงานเป็นทีมจะทำให้ความสำเร็จในวงกว้างบังเกิดขึ้น” นายสุทธิพงษ์ กล่าว

นายสุทธิพงษ์ กล่าวในช่วงท้ายว่า การจะพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีที่ยั่งยืนได้ “ข้าราชการต้องเป็นผู้นำเอาความรู้และเนื้อหาไปสู่พี่น้องประชาชน” ด้วยการที่ 1) ต้องมีความรู้เข้าใจถ่องแท้ และ 2) ต้องเลื่อมใส เป็นผู้นำต้องทำก่อน ด้วย ด้วยการใส่ผ้าไทยในทุกวัน ทุกโอกาส เป็นผู้มีหัวใจหรืออุดมการณ์ หรือ passion และมี creative Thinking ทำหน้าที่ข้าราชการที่ดีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวผู้บำบัดทุกข์ บำรุงสุข นำการพัฒนาต่อยอด ไปทำให้ประชาชนอีกหลายล้านชีวิต ได้รับการจุดประกายไฟให้มีแรงบันดาลใจในการที่จะ Change for Good ให้เกิดขึ้นในชีวิต ทำให้พี่น้องประชาชนเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ทำในสิ่งที่ถูก โดยเป้าหมายอยู่ที่ประชาชน ถ้าอยากให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ก็ต้องมีรายได้ดี จะมีรายได้ดีต้องมีความเชี่ยวชาญ ชำนาญในการผลิตงานหัตถศิลป์หัตถกรรมที่ถูกใจผู้คน ไม่ใช่ทำให้คนช่วยซื้อเพราะความสงสาร ต้องทำให้คนซื้อเพราะฝีมือดี ดังที่พระองค์หญิงทรงทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ด้วยการสนองพระดำริ ทำให้ผืนผ้าไทยทุกผืนเป็นผ้าที่มีคุณภาพ มีความสวยงาม และมูลค่าที่สูงขึ้น เพื่อประชาชนทุกคนได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

ดร.วันดี กล่าวว่า ในโลกใบนี้ มีเพียง 20 กว่าประเทศจาก 200 กว่าประเทศทั่วโลกที่มีผ้า มีเครื่องนุ่งห่มเป็นของตนเอง และประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มเป็นของตนเอง มีวัฒนธรรมการทอผ้าด้วยมือ Handmade ของตนเอง ประเทศที่เหลือเป็น Machine-made และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น นับเป็นความโชคดีของคนไทยทุกคน เพราะประเทศไทยเรานั้นเป็นเพียงประเทศเดียวที่องค์เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างใหญ่หลวง นับเนื่องตั้งแต่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ตลอดระยะเวลากว่า 70 ปีพระองค์ทรงตรากตรำพระวรกายทรงงานเคียงข้างพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เยี่ยมเยียนพระราชทานความห่วงใยแก่พี่น้องประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มช่างทอผ้า ที่พระองค์ท่านจะทรงงานตั้งแต่บ่ายจนถึงดึกดื่น ทรงทำในสิ่งที่เคยติดลบกลับคืนสู่ชุมชนจนเป็นอาชีพที่สร้างรายได้

“และนับเป็นบุญอย่างใหญ่หลวงของพวกเราทุกคนที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมีพระปณิธานอันแน่วแน่ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด พระราชปณิธานของสมเด็จย่าพระองค์ท่าน ด้วยการทรงลุกขึ้นมาเป็นผู้นำในการต่อยอดพัฒนาผ้าไทยให้ได้รับการยอมรับและเป็นที่สนใจของตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยพระองค์ทรงลงไปคลุกคลี ลงไปกระตุ้นปลุกเร้า ลงไปประทับเคียงข้างช่างทอผ้า คนทำผ้า และพระราชทานพระวินิจฉัย พระราชทานคำแนะนำในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความน่าสนใจ เพราะ “พระองค์ไม่เคยทอดทิ้งประชาชนของพระองค์” แต่ทั้งนี้ การพัฒนาด้านผ้าไทยเมื่อ 70 ปีที่ผ่านมากับการพัฒนาผ้าในปัจจุบันแตกต่างกันมาก เพราะพระองค์ทรงนำเอาวิชาการแฟชั่นและวิชาการตลาดสมัยใหม่มาเป็นแนวทางในการต่อยอดพระราชดำริของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งการที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ใด ๆ ที่เข้าสู่ตลาดผู้บริโภคนั้นมีหลักสำคัญอยู่ 4 P คือ ผลิตภัณฑ์ (Product) ซึ่งถือเป็นสิ่งแรกที่จะทำให้ตลาดยอมรับ โดยพระองค์พระราชทานลายผ้า ลายแรก คือ ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี ต่อมาพระราชทานลายขิดนารีรัตนราชกัญญา และชาวปักษ์ใต้โชคดีที่มีลายบาติกพระราชทาน ได้แก่ ปาเต๊ะร่วมใจเทิดไท้เจ้าหญิง ท้องทะเลไทย และป่าแดนใต้ และล่าสุด คือ ลายดอกรักราชกัญญา เพื่อให้ช่างทอผ้าได้น้อมนำไปประยุกต์ใช้ อันทำให้ผืนผ้ามีมูลค่า (Price) ที่สูงขึ้น รวมทั้งทรงส่งเสริมแนวทางการพัฒนาช่องทางการจำหน่าย (Place) และการส่งเสริมการตลาด (Promotion) ด้วยการพระราชทานโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก และโปรดให้ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าตลอดวงจรตั้งแต่การผลิตจนถึงการจำหน่ายได้มาพัฒนาศักยภาพของพวกเราทุกคน ซึ่งผ้าไทยทุกผืนเป็นเงินรายได้กลับไปสร้างชีวิตที่ดีให้กับลูกหลาน กลับไปพัฒนาครอบครัว พัฒนาชุมชน และประเทศไทย แต่ทั้งนี้ “ทุกคนต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลง” และพวกเราต้องลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลง เพราะการเปลี่ยนแปลงเริ่มจากตัวพวกเรา เพื่อที่จะทำให้ผ้าไทยได้เฉิดฉายในตลาดทั่วโลกและมีมูลค่าที่สูงขึ้น อันหมายถึง “ชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน” ดร.วันดี กล่าว

นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ กล่าวว่า ขอชื่นชมผลงานของพี่น้องคนทำผ้าชาวปักษ์ใต้ที่ในช่วงที่ผ่านมาได้พัฒนาฝีมือตนเองจนเห็นพัฒนาการที่เด่นชัดขึ้น โดยในปีนี้เป็นการประกวดย่างเข้าปีที่ 3 สิ่งที่เห็น คือ มีผู้ประกอบการหน้าใหม่ส่งผ้าเข้าประกวดเป็นจำนวนมากในปีที่ผ่านมา ดังนั้น ในปีนี้ ตั้งเป้ามีผู้ส่งผ้าเข้าประกวดไม่น้อยกว่า 5,000 ผืน มีหลักเกณฑ์การประกวด เช่น ต้องส่งผลงานตามภูมิลำเนาที่ผลิต และผ้าที่ส่งเข้าประกวดต้องเป็นผ้าทอมือ หรือทำจากมือเท่านั้น และต้องระบุแหล่งที่มาของวัตถุดิบอย่างละเอียด ทั้งนี้ ผ้าหรืองานหัตถกรรมที่ส่งเข้าประกวดสามารถนำลายโบราณของแต่ละท้องถิ่นมาผสมผสานกับผ้าลายพระราชทาน “ลายดอกรักราชกัญญา” ได้ทุกประเภท โดยผลงานผ้าหรืองานหัตถกรรมต้องมีรายละเอียดแนวคิดในการทำบรรจุภัณฑ์ (Packaging)  และเรื่องเล่า (Storytelling) เป็นต้น

“พี่น้องชาวปักษ์ใต้มีความโชคดีที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พระราชทานลายผ้าพระราชทานให้กับชาวปักษ์ใต้เป็นจำนวนมาก ซึ่งล่าสุด คือ “ผ้าบาติกลายพระนามาภิไธยสิริกิติ์” นอกจากนี้ ขอให้พี่น้องชาวปักษ์ใต้ได้ภาคภูมิใจว่า ผ้าบาติกเป็นผ้าที่พระองค์ทรงนำไปตัดฉลองพระองค์เยอะมาก และจังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นจุดเริ่มต้นของการพระราชทานพระดำริ “โครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก” จึงขอให้ชาวปักษ์ใต้ได้ร่วมส่งผืนผ้าเข้าประกวดกันด้วยความตั้งใจและความสนุกสนานที่ได้ทำผ้าและผลิตภัณฑ์ชนิดต่าง ๆ เพราะ “ผ้าไทยใส่แล้วสนุกจริง ๆ” นอกจากนี้ ขอความร่วมมือจากข้าราชการทุกท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านพัฒนาการจังหวัด พัฒนาการอำเภอ ต้องศึกษาทำความเข้าใจหลักเกณฑ์กติกาต่าง ๆ เพื่อสามารถสร้างการรับรู้อธิบายให้ผู้ประกอบการได้เข้าใจอย่างถ่องแท้” นายธนันท์รัฐ กล่าว

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ กล่าวว่า กรมการพัฒนาชุมชน ได้ดำเนินโครงการประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายดอกรักราชกัญญา” โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม – 4 สิงหาคม 2566 ณ สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดและอำเภอในพื้นที่ภูมิลำเนาของผู้สมัคร โดยการตัดสินการประกวดระดับภาคใต้ จะจัดขึ้นในวันที่ 25 – 26 สิงหาคม 2566 รอบก่อนรองชนะเลิศ วันที่ 23 – 24 กันยายน 2566 รอบรองชนะเลิศ (Semi Final) วันที่ 30 กันยายน 2566 และรอบตัดสินระดับประเทศ (Final) ในวันที่ 31 ตุลาคม 2566

– 006

เยียวยาแล้ว! เลขาธิการ กพฐ.แจงปมนับคะแนนผิดสอบ’ผอ.สพท.’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/722362

เยียวยาแล้ว! เลขาธิการ กพฐ.แจงปมนับคะแนนผิดสอบ'ผอ.สพท.'

เยียวยาแล้ว! เลขาธิการ กพฐ.แจงปมนับคะแนนผิดสอบ’ผอ.สพท.’

วันพุธ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2566, 14.14 น.

เลขาธิการ กพฐ.เผยเยียวยา ผอ.สพท.4 รายแล้ว ย้ำ ผอ.เขตฯ วิเคราะห์ผลจัดการศึกษา 1 ปีที่ผ่านมา และเตรียมพร้อมรับเปิดเทอม

เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2566 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประชุมผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศ ประจำเดือนเมษายน 2566 ผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ ว่า ตนได้ชี้แจงผลกระทบจากที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เมื่อเร็วๆ นี้ ที่มีมติเห็นชอบเพิกถอนรายชื่อผู้ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นการเฉพาะราย 4 ราย เนื่องจากทางมหาวิทยาลัยสวนดุสิต (มสด.) มีการรวมคะแนนสอบภาค ค สอบสัมภาษณ์ผิดพลาดไป 1 คะแนนนั้น ว่า เรื่องนี้ส่งผลกระทบกับผู้สอบแค่ 8 คนเท่านั้น คือ ผู้ถูกเพิกถอน 4 ราย และผู้ได้รับการแต่งตั้งใหม่ 4 ราย ซึ่งทั้ง 8 ราย ได้รับการเยียวยาจนเป็นที่พอใจแล้ว และตัดสินใจที่จะไม่ฟ้องร้อง

“ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นครั้งนี้มาจากการดำเนินงานของ มสด. ที่เป็นผู้รับจ้างจัดสอบและออกข้อสอบ โดยมี ก.ค.ศ. เป็นผู้ว่าจ้าง ซึ่งทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นผู้ปฏิบัติมีหน้าที่บรรจุผู้สอบผ่านตามบัญชีที่คณะกรรมการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯออกประกาศ โดย สพฐ.ทำการบรรจุตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2565 แล้ว ก็ยอมรับว่ากรณีที่เกิดขึ้นอาจจะมีคนที่ไม่มีความมั่นในกับผลสอบครั้งนี้ ซึ่งผมได้พูดคุยกับ ก.ค.ศ.แล้วจะต้องเปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่มั่นใจเข้ามาตรวจสอบคะแนนของตนเอง แต่เมื่อตรวจสอบแล้วพบข้อเท็จจริงแล้ว ก็ขอให้ทุกคนยอมรับความเป็นจริงด้วย” นายอัมพร กล่าว

นายอัมพร กล่าวต่อว่า ส่วนจะทำความเข้าใจกับผู้ที่เสียสิทธิและจะไปฟ้องศาลปกครอง เพื่อขอให้ดำเนินการยกเลิกและสอบบรรจุใหม่หรือไม่นั้น เรื่องนี้ถือเป็นสิทธิส่วนบุคคลเราห้ามไม่ได้ แต่หากมีการฟ้องศาลจริง ก็ขอให้ทุกอย่างเป็นไปตามดุลพินิจของศาล ในส่วนของ สพฐ.นั้น เป็นเพียงผู้ใช้บัญชีและปฏิบัติตามระเบียบขั้นตอนที่ ก.ค.ศ.วางไว้เท่านั้น

นายอัมพร กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ มอบหมายให้เขตพื้นที่ฯ วิเคราะห์ผลการดำเนินการจัดการศึกษาหลังจากจบปีการศึกษา 2565 ในเขตพื้นที่ของตนเองว่า ในด้านโอกาสนั้นเด็กสามารถเลื่อนชั้นได้ครบทุกคนหรือไม่ มีเด็กกี่คนที่ไม่สามารถเลื่อนชั้นได้ ดำเนินการช่วยเหลือเด็กที่ไม่สามารถเลื่อนชั้นอย่างไร  หรือส่งต่อเด็กไปเรียนต่อในปีการศึกษา 2566 ได้ครบทุกคนหรือไม่ และมีเด็กตกหล่อนออกกลางคันหรือไม่ หากพบแล้วดำเนินการช่วยเหลืออย่างไร พร้อมกับให้เขตพื้นที่ฯ ทำการวิเคราะห์ว่าใน 1 ปีที่ผ่านมา จากที่สพฐ. จัดทำคู่มือความปลอดภัยในสถานศึกษาให้โรงเรียนไปปฏิบัติตาม มีโรงเรียนกี่แห่งที่สามารถปฏิบัติตามได้ดีและประสบความสำเร็จ  มีโรงเรียนกี่แห่งที่ยังมีปัญหา และปีหน้าจะปรับเปลี่ยนการทำงานอย่างไร เพื่อสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษา

นอกจากนี้ มอบหมายให้เขตพื้นที่ฯ จัดทำแผนเตรียมการรับมือเปิดเทอม 1 ปีการศึกษา 2566 โดยเฉพาะการเตรียมคน ที่จะต้องหาครูให้ครบชั้น และให้โรงเรียนทุกแห่งมีผู้อำนวยโรงเรียน รวมทั้งการเตรียมอุปกรณ์การเรียน ชุดนักเรียน และอุปกรณ์การเรียนต่างๆ รวมถึงมีแผนในการทำงานเพื่อให้การจัดการเรียนการสอนดำเนินไปได้อย่างดีที่สุด (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : สอบ‘ผอ.สพท.’วุ่น!นับคะแนนผิด 1 แต้ม ศธ.ยันไม่ใช่ทุจริต)

ศธ.ชูแนวคิด’อัพเลเวลการศึกษาไทย Change for Chance’ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านภาพยนตร์สั้น 10 ตอน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/722297

ศธ.ชูแนวคิด'อัพเลเวลการศึกษาไทย Change for Chance'ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านภาพยนตร์สั้น 10 ตอน

ศธ.ชูแนวคิด’อัพเลเวลการศึกษาไทย Change for Chance’ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านภาพยนตร์สั้น 10 ตอน

วันพุธ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2566, 10.44 น.

ระบบการศึกษาไทยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เผชิญหน้ากับความท้าทายต่อการจัดการศึกษาเป็นอย่างมาก ทั้งปัญหาเชิงระบบมากมาย ที่ส่งผลต่อตัวผู้เรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา หลักสูตร รวมถึงสถาบันการศึกษา โดยเฉพาะสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้ระบบการศึกษาไทยเกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำ และส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่จากภาคเศรษฐกิจและสังคม ส่งผลให้เด็กไทยบางส่วนหลุดออกจากระบบการศึกษา และบางส่วนที่ได้รับการศึกษาได้ไม่เต็มที่ 

หนึ่งในนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ผลักดันอนาคตประเทศ

กระทรวงศึกษาธิการ ไม่ได้นิ่งนอนใจและเข้าดูแลทุกความท้าทายที่เกิดขึ้นเพื่อลดช่องว่างทางการศึกษา พร้อมเดินหน้ายกระดับคุณภาพการศึกษาไทยไปพร้อม ๆ กัน โดยผุดแนวคิด ‘อัพเลเวลการศึกษาไทย Change for Chance’ ในการแก้ปัญหาและสร้างโอกาสใหม่ไปพร้อมกันทั้งระบบ ผ่านนโยบายมากมายจากกระทรวงศึกษาธิการ และได้นำเสนอเรื่องราวที่อิงจากเรื่องจริงของชีวิตเด็กไทยที่ได้รับโอกาส ถ่ายทอดเรื่องราวที่น่าสนใจผ่านภาพยนตร์สั้นทั้งหมด 10 ตอน โดยสะท้อนให้เห็นถึงการแก้ไขปัญหาการศึกษาไทย ที่ลงลึกไปถึงโครงสร้างและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้เกิดผลลัพธ์อย่างมีประสิทธิภาพและเปลี่ยนแปลงจริงทั้งประเทศ


  
นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า “กระทรวงศึกษาธิการมองเห็นถึงปัญหาของระบบการศึกษาไทยที่จำเป็นต้องมีการเข้าไปแก้ไขและวางนโยบายในระยะยาวเพื่อปฏิรูประบบการศึกษาไทย เพื่อให้สอดคล้องกับการศึกษาในศตวรรษที่ 21 และในโอกาสที่กระทรวงศึกษาธิการได้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 131 ผลการดำเนินงานของทุกหน่วยงานในกระทรวงศึกษาธิการ แสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทในการขับเคลื่อนการศึกษาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จึงขอขอบคุณผู้บริหาร ข้าราชการ ครู และบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจากทุกภาคส่วน ที่มุ่งมั่นตั้งใจทำหน้าที่บริหารจัดการด้านศึกษาอย่างเต็มความสามารถในสถานการณ์ท้าทายรอบด้าน เพื่อพัฒนาศักยภาพทุกช่วงวัยให้มีคุณภาพ 

โดยเฉพาะการพัฒนาและยกระดับสาขาอาชีวะ ซึ่งเป็นกลไกหลักและยังเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศได้อย่างยั่งยืน โดยมีการจัดตั้งศูนย์แห่งความเป็นเลิศ หรือ Excellent Center ที่กระจายอยู่จำนวน 122 แห่งทั่วประเทศ ทั้งยังเดินหน้าพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้สู่สาขาวิชาที่รองรับ 43 สาขาอาชีพใหม่ สู่การเพิ่มขึ้นของจำนวนกำลังคนอาชีวะที่มีคุณภาพต่อไปในอนาคต นอกจากนี้ทางกระทรวงศึกษาธิการยังมีอีกหลายโครงการที่ได้คิดริเริ่ม ต่อยอด ร่วมสร้างและผลักดัน เพื่อให้เด็กไทยได้เข้าถึงระบบการศึกษาอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ ทั้งสนับสนุนทุกโอกาสและทางเลือกในชีวิตมากขึ้น ไปพร้อม ๆ กับการลงมือปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมและสร้างการเปลี่ยนแปลงจริงทั้งประเทศ”

ทางด้าน นายอรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงด้านปัญหาของระบบการศึกษาไทยว่า “เป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน เราได้มองเห็นถึงปัญหาและวางนโยบายการแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นรูปธรรมและสามารถแก้ไขปัญหาได้จริง โดยกระทรวงศึกษาธิการได้สร้างความเชื่อมั่นไว้วางใจให้กับสังคมเสมอมา รวมถึงพัฒนาวิธีการจัดการศึกษาให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น โครงการพาน้องกลับมาเรียน, โครงการโรงเรียนคุณภาพ, โครงการอาชีวะทวิภาคี, โครงการอาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ และโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา เป็นต้น พร้อมกันนี้กระทรวงศึกษาธิการได้จัดทำภาพยนตร์สั้น 10 ตอน ภายใต้แนวคิด ‘อัพเลเวลการศึกษาไทย Change for Chance’ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของการศึกษาไทยที่เกิดขึ้นและคุณภาพการศึกษาที่ได้รับการยกระดับในปัจจุบัน 

โดยเนื้อหาใน 10 ตอน จะเป็นการตีแผ่ให้เห็นถึงการยกระดับการศึกษาและคุณภาพชีวิตให้เด็กไทยมีอนาคตที่ดีขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาเด็กนักเรียนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา เพราะปัญหาความยากจนของครอบครัว ทำให้อนาคตเขาหายไป กระทรวงศึกษาธิการจึงเข้าไปอัพเลเวล เพื่อสร้างโอกาสและอนาคตให้เขาได้กลับมาเรียนอีกครั้ง นอกจากนี้ ยังมีเรื่องราวของเด็กยากจนคนหนึ่งที่ได้รับโอกาสอัพเลเวลในการเรียนสายอาชีวศึกษาในระบบทวิภาคี ที่ให้ได้เรียนในหลักสูตรที่ทันสมัยและได้รับโอกาสเรียนต่อต่างประเทศ ช่วยให้มีโอกาสในชีวิตที่ดีและจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นหลังจบการศึกษา รวมถึงตอบโจทย์กับอาชีพใหม่ที่ตลาดแรงงานต้องการในอนาคต เป็นต้น”

การศึกษาไทยเปลี่ยนไปอย่างไรบ้างในช่วง 2 ปีที่ผ่าน กระทรวงศึกษาธิการอัพเลเวลการศึกษาไทยทางด้านใดบ้าง ติดตามชมภาพยนตร์สั้น 10 ตอน ในซีรีส์ อัพเลเวลการศึกษาไทย Change for Chance โดยสามารถรับชม 3 ตอนแรก ได้ทางช่องยูทูป “สํานักงานรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ” หรือ https://www.youtube.com/@user-jy5tm3xk1l

นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ ร่วมคัดเลือก บุคคลต้นแบบ โครงการ Money Management and Investment

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/722253

นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ ร่วมคัดเลือก  บุคคลต้นแบบ  โครงการ Money Management and Investment

นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ ร่วมคัดเลือก บุคคลต้นแบบ โครงการ Money Management and Investment

วันอังคาร ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2566, 21.23 น.

  นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ ร่วมคัดเลือก  “ บุคคลต้นแบบ “ โครงการ Money Management and Investment  สร้างความสุขทางการเงิน พัฒนาคุณภาพชีวิตตำรวจและครอบครัว 

วันที่ 4 เมษายน 2566 เวลา 13.00 น. ณ ห้องประชุม 2 ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ    คุณสุมนา กิตติประภัสร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ เป็นประธานการแสดงวิสัยทัศน์และสัมภาษณ์ผู้ที่เข้ารับการคัดเลือกให้เป็น “บุคคลต้นแบบ” ของโครงการ Money Management and Investment  ของจังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นจังหวัดที่จัดอบรมนำร่องในระดับจังหวัดเป็นที่แรก โดยมีคุณณฐิกา ปิตะนีละบุตร กรรมการบริหารสมาคมฯ และที่ปรึกษาโครงการ คุณพรรณวดี ลดาวัลย์ ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานพัฒนาความรู้ตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย คุณชยุต ปริญญาธนกุล วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พล.ต.ต. ผดุงศักดิ์ รักษาสุข ผบก.ภ.จว. จันทบุรี  พล.ต.ต.วิทยา สมานุหัตถ์ ผบก.สก. คุณทัชยา รักษาสุข ประธานแม่บ้านตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี ร่วมเป็นกรรมการคัดเลือก

ในครั้งนี้มีข้าราชการตำรวจได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมการแสดงวิสัยทัศน์และรับการสัมภาษณ์ ทั้งหมด 8 นาย จาก 8 โรงพัก ได้แก่ 1. ร.ต.ท.ชัยยศ บุตรชาดี รอง สว. (ป.) สภ.ทุ่งเบญจา 2. จ.ส.ต. ณัฐวุฒิ ไพรศรี ผบ.หมู่ (สส.) สภ.ขลุง 3. พ.ต.ท.ปรีชา สามารถ สว.อก.สภ.นายายอาม 4.ส.ต.ต. พีรวิชญ์ บุญศรีกุล ผบ.หมู่ (ป.) สภ.ตกพรม 5.ส.ต.ต.ภานุพงศ์ ตักโพธิ์ ผบ.หมู่ (ผช.พงส.) สภ.บ้านแปลง 6.ร.ต.ต.ยศวัจน์ โพธิ์พิทักษ์ รอง สว.(ป.) สภ.แหลมสิงห์ 7.ร.ต.อ.หญิง สุขใจ ดอกไม้ รอง สว.ธร.สภ.ท่าใหม่ และ8.ส.ต.ต. เอกบดินทร์ วิเศษศรี ผบ.หมู่ (ผช.พงส.) สภ.เกาะเปริด
    ตัดสินคะแนนตามหลักเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยจะมีการประกาศผลและพิธีมอบรางวัลในลำดับถัดไป

 สำหรับ โครงการ Money Management and Investment  นั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสมาคมแม่บ้านตำรวจ ได้ร่วมกับ ตลาดหลักทรัพย์ฯ จัดทำโครงการดังกล่าวขึ้น เพื่อส่งเสริมความรู้ด้านการวางแผนการเงินและการบริหารจัดการหนี้  เดินหน้าความร่วมมือภายใต้กรอบ 3 C คือ Cure แก้ไขเยียวยา Caution ป้องกัน และ Cultivate  เพื่อปลูกฝังทักษะ มุ่งหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนำไปสู่ความสำเร็จทางการเงินได้อย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายทั้งนักเรียนนายสิบตำรวจ นักเรียนนายร้อยตำรวจ ข้าราชการตำรวจ คู่สมรส และบุคคลในครอบครัวทั่วประเทศ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน สนับสนุนการบริหารจัดการเงินของข้าราชตำรวจและครอบครัว อาทิ การมีรายได้จากอาชีพเสริม เพื่อส่งเสริมความรู้ด้านการวางแผนการเงินและการบริหารจัดการหนี้ โดยใช้สื่อการเรียนรู้ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้งหลักสูตรด้านการเงิน การบริหารจัดการหนี้ และการลงทุน ปลูกฝังแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้ได้ด้วยตนเอง ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดี สร้างขวัญกำลังใจ และสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นที่พึ่งให้กับประชาชน