‘ตรีนุช’นำทีม! ศธ.ขับเคลื่อนโรงเรียนคุณภาพ ‘สระแก้วโมเดล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/717640

'ตรีนุช'นำทีม! ศธ.ขับเคลื่อนโรงเรียนคุณภาพ 'สระแก้วโมเดล'

‘ตรีนุช’นำทีม! ศธ.ขับเคลื่อนโรงเรียนคุณภาพ ‘สระแก้วโมเดล’

วันพุธ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2566, 21.16 น.

ศธ.ขับเคลื่อนโรงเรียนคุณภาพ”สระแก้วโมเดล” และโรงเรียนในโครงการพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา จ.สระแก้ว

เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2566 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน การขับเคลื่อนโรงเรียนคุณภาพ “สระแก้ว โมเดล” และโรงเรียนในโครงการพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดสระแก้ว โดยมี นายนายชนาธิป โคกมณี ปลัดจังหวัดสระแก้ว ให้เกียรติกล่าวต้อนรับ นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน และผู้บริหารของกระทรวงศึกษาธิการ อาทิ นายพิเชษ โพธิ์ภักดี รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ศึกษาธิการจังหวัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษา เข้าร่วมในพิธี ณ โดมอาคารเฉลิมราช ร.10 โรงเรียนสระแก้ว อำเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ ได้ขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาตามบริบทและความต้องการจำเป็นของจังหวัดสระแก้ว เพื่อให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์จังหวัดสระแก้ว “เมืองชายแดนแห่งความสุขและมั่นคง ถิ่นเกษตรปลอดภัย แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศและอารยธรรมโบราณ เขตเศรษฐกิจพิเศษสระแก้วยั่งยืน” โดยสนับสนุนหน่วยงานทางการศึกษาและโรงเรียนในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ให้มีความพร้อมด้านอาคาร สิ่งก่อสร้าง ภูมิทัศน์ ครุภัณฑ์ สื่ออุปกรณ์ เทคโนโลยี ซึ่งในปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ได้มีการพัฒนาด้านการศึกษาจังหวัดสระแก้วอย่างต่อเนื่อง ตามความต้องการเชิงพื้นที่ ซึ่งการบูรณาการการศึกษา “SAKAEO MODEL” (สระแก้ว โมเดล) เป็นหนึ่งโครงการโดยความร่วมมือจาก องค์การบริหารส่วนจังหวัดสระแก้ว (อบจ.สระแก้ว) สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาจังหวัดสระแก้ว (กสศ.) และมูลนิธิเพื่อทักษะแห่งอนาคต ได้ลงนามความร่วมมือเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา “สระแก้ว โมเดล”

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า คุณภาพการศึกษาไทยยังคงเป็นปัญหาสำคัญ เป็นสิ่งที่สังคมคาดหวังการแก้ไขและพัฒนาจากภาครัฐ ซึ่งภายใต้สถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา การศึกษาทุกระดับได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง ส่งผลต่อผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน กระทรวงศึกษาธิการมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนการศึกษาทุกมิติ ผลักดันคุณภาพการศึกษาไทย โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง พร้อมรวมหัวใจชาวกระทรวงศึกษาธิการเป็นหนึ่งเดียว เพื่อพัฒนาเยาวชนทุกมิติ ทั้งในมิติเพื่อผู้เรียน มิติเพื่อคุณภาพการจัดการเรียนการสอน และมิติเพื่อครูและบุคลากรทางการศึกษา

ด้าน นายธีร์ กล่าว่า การประชุมฯ ครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาสู่ความเป็นเลิศ สร้างความรู้ความเข้าใจบทบาทของคณะกรรมการสถานศึกษา ครู และผู้ปกครอง และยกระดับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาเชิงพื้นที่ “สระแก้ว โมเดล” รวมทั้งเผยแพร่ภารกิจ และผลการดำเนินงาน การขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงศึกษาธิการในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สนับสนุนให้ผู้ปฏิบัติงานในระดับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาในสังกัด มีความรับผิดชอบต่อตัวเอง องค์กร ประชาชน และประเทศชาติ และประสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วนรวมทั้งเปิดโอกาสให้เกิดการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาให้ประสบผลสำเร็จตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูงสุด

สำหรับการประชุมฯ ในครั้งนี้ ประกอบด้วย คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และผู้อำนวยการโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 1 จำนวน 145 โรงเรียน และโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระแก้ว จำนวน 7 โรงเรียน รวมทั้งสิ้น 152 โรงเรียน โรงเรียนละ 7 คน รวมผู้เข้าร่วมประชุมฯ ทั้งสิ้น 1,064 คน

– 006

‘คุณหญิงกัลยา’ ให้โอวาทนักเรียนทุน KOSEN รุ่นที่ 6

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/717561

‘คุณหญิงกัลยา’ ให้โอวาทนักเรียนทุน KOSEN รุ่นที่ 6

‘คุณหญิงกัลยา’ ให้โอวาทนักเรียนทุน KOSEN รุ่นที่ 6

วันพุธ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2566, 15.59 น.

‘คุณหญิงกัลยา’ ให้โอวาทนักเรียนทุน KOSEN รุ่นที่ 6 ฝากทุกคนทำให้ดีที่สุด เต็มความสามารถในทุกโอกาสและทุกเงื่อนไข 

15 มีนาคม 2566  คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมช.ศธ.) ให้โอวาทนักเรียนทุนโครงการพัฒนากำลังคนด้านวิศวกรรมศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สนับสนุนการลงทุนและเพิ่มขีดความสามารถภาคอุตสาหกรรมในประเทศและภูมิภาค (KOSEN) รุ่นที่ 6 ประจำปีการศึกษา 2566 จำนวน 24 คน ณ ห้องประชุมราชวัลลภ อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ โดยมีนายนาชิดะ คาซูยะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย, นายอูชิดะ ทาเคชิ เลขานุการเอก สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย, ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, นายโกศล เพ็ชร์สุวรรณ์ ผู้ทรงคุณวุฒิที่ปรึกษาคณะกรรมการพัฒนาโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย, ดร.กุศลิน มุสิกุล ผู้แทนสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, ดร.ภูริวรรษ คำอ้ายกาวิน ผอ.สำนักบริหารงานความเป็นเลิศด้านวิทยาศาสตร์ศึกษา และผู้ปกครองของนักเรียนทุนฯ เข้าร่วม

คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า จากการสอบแข่งขันคัดเลือกที่เข้มข้นตลอด 1 ปี ที่ผ่านมา ทำให้ได้นักเรียนที่มีความรู้ความสามารถ เหมาะสมที่จะได้รับทุนไปเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่น จำนวน 24 คน ซึ่งเงินทุนที่จะส่งนักเรียนไปเรียนที่ประเทศญี่ปุ่น 7 ปีต่อเนื่องนี้ เป็นเงินกู้ของประเทศไทยจากภาษีของประชาชนทุกคน จึงอยากให้ตระหนักถึงความมุ่งมั่นในการสนับสนุนด้านการศึกษาของประเทศไทย และขอชื่นชมทุกคนที่ตั้งใจเรียนจนกระทั่งประสบความสำเร็จ ได้โอกาสไปเรียนที่ญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศที่เจริญแล้วในหลายด้าน จึงขอให้ใช้โอกาสนี้ศึกษาทุกด้านนอกเหนือจากการเรียนหนังสือในโรงเรียน ทั้งด้านเทคโนโลยี ความเป็นอยู่ในชีวิต แนวความคิด ปรัชญาในการดำรงตน ภาษา วัฒนธรรม เป็นต้น

“โลกปัจจุบันพัฒนาอย่างก้าวกระโดดมาก วันนี้เราเรียนแบบนี้แต่เมื่อเรียนจบมาทุกอย่างก็เปลี่ยนไปหมดแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่จะไม่เปลี่ยนไป คือ วัฒนธรรม ประเพณีดีงาม และความเป็นมนุษย์ ซึ่งคนไทยมีต้นทุนที่ดีในด้านสังคมอยู่แล้ว จึงอยากฝากเรื่อง STEAM Education โดยใช้ A ที่หมายถึง Art of Life,  Art of Living and Art of working Together ให้อยู่ในชีวิตประจำวันด้วย รวมทั้งขอบคุณผู้ปกครองที่อบรมลูกทุกคนให้เป็นคนดี เป็นความภูมิใจของประเทศไทยเหมือนกับรุ่นพี่ ซึ่งเราอาจจะไม่ต้องเก่งชนะทุกอย่าง หรือเป็นที่ 1 ทุกอย่าง แต่ว่าเราต้องทำดีให้ที่สุด เต็มความสามารถในทุกโอกาสและทุกเงื่อนไข ก็น่าจะนับว่าได้ทำหน้าที่ดีที่สุดแล้วสำหรับตัวเราเอง สำหรับครอบครัว และประเทศชาติ” รมช.ศธ. กล่าว

โอกาสนี้ นายนาชิดะ คาซูยะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย  ได้กล่าวต้อนรับนักเรียนทุนฯ ว่า รู้สึกประทับใจในความสามารถด้านภาษาญี่ปุ่นของนักเรียนทั้ง 24 คน จากการแนะนำตัวของทุกคน โดยก่อนที่จะเข้ามาในห้องนี้ได้รับทราบมาว่า มีนักเรียนโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ที่ไปศึกษาต่อที่ประเทศญี่ปุ่น สามารถสอบไล่ได้เป็นที่ 1 ของโรงเรียน สร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทยและคนญี่ปุ่นอย่างมาก และยังมีโอกาสเป็นผู้แทนประเทศญี่ปุ่นในการแข่งขันในเวทีระดับนานาชาติด้วย จึงอยากให้ทุกคนมุ่งมั่นและตั้งใจเหมือนกับรุ่นพี่ที่สร้างชื่อเสียงและสร้างความภาคภูมิใจให้กับประชาชนชาวไทย 

“ทั้งนี้ การที่นักเรียนทั้ง 24 คน ได้ไปศึกษาต่อที่ประเทศญี่ปุ่น เป็นการยืนยันถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างทั้งสองประเทศ หวังว่าทุกคนจะมีความพึงพอใจในการไปศึกษาต่อที่ประเทศญี่ปุ่น ทั้งในเรื่องของการศึกษา การวิจัยในสถาบันโคเซ็นที่จะท้าทายความรู้ความสามารถ  การพัฒนาตนเองเพื่อเป็นนักประดิษฐ์ คิดค้นและวิจัย พร้อมปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตในประเทศญี่ปุ่น โดยเรื่องของภาษา ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม อาจเป็นสิ่งที่ยังไม่คุ้นเคย แต่เชื่อมั่นว่าทุกคนจะสามารถเอาชนะปัญหาและความยากลำบากที่เกิดขึ้น และมีความสุขในการใช้ชีวิตอยู่ในประเทศญี่ปุ่น เหมือนกับรุ่นพี่ที่กำลังกลับมาในประเทศไทย เพื่อนำความรู้ความสามารถมาใช้พัฒนาภาคส่วนต่าง ๆ ของประเทศไทย ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการศึกษา ตลอดจนหวังว่าทุกคนจะเป็นผู้นำของประเทศได้ในอนาคต

ขณะที่ ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าว รายงานความก้าวหน้าของโครงการฯ ว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้มีข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) กับสถาบัน KOSEN ประเทศญี่ปุ่น ตลอดจนคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2561 และ วันที่ 4 ธันวาคม 2561 เห็นชอบให้ดำเนินโครงการทุนการศึกษาต่อ สำหรับนักเรียนกลุ่มโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย (โรงเรียนวิทยาศาสตร์ภูมิภาค) ไปศึกษาต่อ ณ National Institute of Technology (KOSEN) ประเทศญี่ปุ่น รวมจำนวน 6 รุ่น 96 คน ซึ่งปัจจุบันมีผู้ได้รับทุนดังกล่าว (รุ่น 1 – 5) รวมจำนวน 70 คน และนักเรียนทุน รุ่นที่ 6 จำนวน 24 คน ที่กำลังจะเดินทางไปศึกษาต่อ ณ ประเทศญี่ปุ่น
 

‘สกสว.-มหิดล’ร่วมหารือการวิจัยด้าน Health safety

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/717546

'สกสว.-มหิดล'ร่วมหารือการวิจัยด้าน Health safety

‘สกสว.-มหิดล’ร่วมหารือการวิจัยด้าน Health safety

วันพุธ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2566, 15.45 น.

สกสว.ร่วมหารือ ม.มหิดล ถึงแนวทางการขับเคลื่อนงานวิจัยมูลฐาน และ การนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ พร้อมชูงานวิจัยทางด้านสุขภาพและการแพทย์ ยกระดับสุขภาพและความปลอดภัยของสังคมไทย   

เมื่อเร็วๆนี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) โดย รศ.ดร.คมกฤต เล็กสกุล ผู้อำนวยการกลุ่มภารกิจการพัฒนาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ด้านการพัฒนากำลังคนและสถาบันความรู้ พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ สกสว. ร่วมประชุม หารือนโยบายและทิศทางการสนับสนุนงบประมาณด้าน ววน. ของมหาวิทยาลัยมหิดล โดยมี ศ.ดร. นายแพทย์ภัทรชัย กีรติสิน รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล ศ. (วิจัย) ดร.เจตสุมน ประจำศรี รองคณบดีฝ่ายวิจัย คณะเวชศาสตร์เขตร้อน นางสาวมณีรัตน์ จอมพุก ผู้อำนวยการกองบริหารงานวิจัย และ นักวิจัย ม.มหิดล ให้การต้อนรับ พร้อมนำเสนอผลการดำเนินงานโครงการ และกิจกรรม ที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) จำนวน 2 โครงการ ประกอบด้วย 

1. โครงการพัฒนาเอ็มอาร์เอ็นเอวัคซีนตัวใหม่ต่อเชื้อพลาสโมเดียมไวแวกซ์ระยะเข้าสู่ตับ (Development of novel mRNA vaccine against P. vivax pre-erythrocytic stage) โดย ศ. (วิจัย) ดร.เจตสุมน ประจำศรี และคณะ 

2. โครงการพัฒนานวัตกรรมการรักษาเซลล์ภูมิคุ้มกันบำบัดด้วยเม็ดเลือดขาวชนิดทีเซลล์ที่ดัดแปลงให้แสดงออกโปรตีนตัวรับที่จำเพาะต่อเซลล์มะเร็ง โดย ศ. นายแพทย์สุรเดช หงส์อิง และคณะ

โอกาสนี้ รศ.ดร.คมกฤต เล็กสกุล กล่าวว่า สกสว. มีพันธกิจในการจัดทำนโยบาย แผนยุทธศาสตร์ และกรอบงบประมาณด้าน ววน. ของประเทศ รวมถึงบริหารระบบงบประมาณด้าน ววน. ผ่านการจัดสรรงบประมาณจากกองทุนส่งเสริม ววน. ให้กับหน่วยงานในระบบ ววน. ซึ่งแบ่งออกงบประมาณเป็น 2 ส่วน ได้แก่ งบประมาณเพื่อสนับสนุนงานเชิงกลยุทธ์ (Strategic Fund-SF) ให้กับหน่วยบริหารจัดการทุน (PMU) ทั้ง 9 แห่ง ตามแนวนโยบายระดับชาติ ยุทธศาสตร์ชาติ ยุทธศาสตร์การอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ แผนด้าน ววน. หรือ ประเด็นเร่งด่วนตามนโยบายรัฐบาล รวมทั้งประเด็นที่เกิดจากความต้องการของผู้ใช้ประโยชน์โดยตรงซึ่งสร้างผลกระทบในวงกว้าง และงบประมาณสนับสนุนงานมูลฐาน (Fundamental Fund-FF) โดยจัดสรรในรูปแบบงบประมาณแบบวงเงินรวม (Block Grant) เพื่อเสริมสร้างศักยภาพตามพันธกิจของหน่วยงาน ให้แก่ กระทรวง กรม มหาวิทยาลัย ทั้งในและนอกกระทรวง อว. รวม 177 หน่วยงาน ซึ่ง ม.มหิดล เป็นหนึ่งในจำนวนนี้

นอกจากงบประมาณ FF เพื่อดำเนินการตามพันธกิจแล้ว นักวิจัย ยังสามารถ เสนอของบประมาณ เพื่อสนับสนุนงานเชิงกลยุทธ์ ทั้งในส่วนของการต่อยอดจากโครงการวิจัยเดิม และการนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ โดยอ้างอิงตามแผนด้าน ววน. ปี 2566-70 ภายใต้ 4 ยุทธศาสตร์ ตามจุดมุ่งเน้นของนโยบายของแผนงานสำคัญ และ 25 แผนงานหลัก อาทิ การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ก้าวหน้าล้ำยุคสู่อนาคต และเทคโนโลยีระบบโลกและอวกาศ (Earth Space Technology) รวมทั้งดาวเทียม เพื่อการประยุกต์ใช้ประโยชน์สำหรับการพัฒนาประเทศด้านภูมิสารสนเทศ และต่อยอดสู่อุตสาหกรรมอวกาศในอนาคต พัฒนาบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ รวมถึงนักวิทยาศาสตร์ และนวัตกร ทุกคน ให้มีคุณธรรม จริยธรรม เป็นคุณลักษณะที่พึงประสงค์ที่จำเป็นควบคู่กับการมีสมรรถนะสูงด้านวิชาชีพและวิชาการ ผลิตและพัฒนาบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนา กำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ รวมถึงนักวิทยาศาสตร์ และนวัตกร ที่มีทักษะสูง ให้มีจำนวนมากขึ้น และตรง ตามความต้องการของประเทศ และ พัฒนาการเป็นศูนย์กลางกำลังคนระดับสูง (Hub of Talent) และศูนย์กลางการเรียนรู้ (Hub of Knowledge) ของอาเซียน รวมถึงด้านศาสตร์โลกตะวันออกและมรดกทางวัฒนธรรม ฯลฯ

ด้าน ศ.ดร. นายแพทย์ภัทรชัย กีรติสิน กล่าวว่า การดำเนินงานด้านการวิจัยของ ม.มหิดล มีความโดดเด่นหลายมิติ ทั้งในมิติด้านสังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์และการแพทย์ ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจของมหาวิทยาลัย ต่อการสร้างความเป็นเลิศทางด้านสุขภาพ ศาสตร์ ศิลป์ และนวัตกรรมบนพื้นฐานของคุณธรรม เพื่อสังคมไทยและประโยชน์สุขแก่มวลมนุษยชาติ และสอดคล้องกับการขับเคลื่อน ววน. ยกตัวอย่างการพัฒนากำลังคนระดับสูงทางด้านการแพทย์สุขภาพ ที่ม.มหิดล พร้อมประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนยกระดับการวิจัยด้านสุขภาพและความปลอดภัย (Health safety) ตามเป้าหมายสำคัญของแผนด้าน ววน. ที่ รศ.ดร. คมกฤตได้นำเสนอ  คือ ให้ประเทศเป็นหนึ่งในผู้นำเทคโนโลยี (Front Runner) ในระดับสากลสำหรับสาขาเป้าหมายของประเทศ และในระดับอาเซียนสำหรับอุตสาหกรรมและบริการใหม่แห่งอนาคต  และกำลังคนของประเทศมีผลิตภาพและศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาประเทศ สูงขึ้น รวมถึงปริมาณงบลงทุนด้านวิจัย พัฒนาและนวัตกรรมของภาคเอกชนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยการกระตุ้นของการลงทุนของรัฐ ตลอดจนสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประชาชนเป้าหมายมีความตระหนักรู้ในความสำคัญ ประโยชน์ และคุณค่าจากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

สอศ.คิกออฟ’1วิทยาลัย1ครูอนามัย สร้างHEROอาชีวะ’ มุ่งสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/717412

สอศ.คิกออฟ'1วิทยาลัย1ครูอนามัย สร้างHEROอาชีวะ' มุ่งสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษา

สอศ.คิกออฟ’1วิทยาลัย1ครูอนามัย สร้างHEROอาชีวะ’ มุ่งสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษา

วันอังคาร ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2566, 22.02 น.

เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 ที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานในพิธีการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ โครงการ “1 วิทยาลัย 1 ครูอนามัย สร้าง HERO อาชีวะ” โดยมี ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) และคณะผู้บริหาร สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ผู้อำนวยการวิทยาลัย ครู และนักเรียน นักศึกษา ในสังกัด สอศ.พร้อมด้วยผู้บริหารจากกรมสุขภาพจิต กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เข้าร่วม

น.ส.ตรีนุช กล่าวตอนหนึ่ง ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอยากให้เด็กไทยทุกคนมีสภาพร่างกาย สภาพจิตใจ ที่เข้มแข็ง ศธ.ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผลักดันให้มี โครงการ “1 โรงเรียน 1 ครู อนามัย” โดยตั้งเป้าว่าในปีนี้ โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จะต้องมีครูอนามัยประจำโรงเรียนให้ได้ 2,000 แห่ง และเด็กไทยมีความรู้พื้นฐานในการช่วยชีวิตเบื้อต้นได้จำนวน 1 ล้านคน และสำหรับในส่วนของวิทยาลัยในสังกัด สอศ.นอกจากจะให้ทุกวิทยาลัยอาชีวะฯมีครูอนามัยประจำวิทยาลัยทุกแห่งแล้ว ศธ.ตั้งเป้าสร้างฮีโร่อาชีวะ และให้ความรู้ครูและเรียนนักศึกษาเข้าใจเรื่องการดูแลสุขภาพตนเองได้อย่างเหมาะสม และสามารถทำ CPR เป็น ตามนโยบายสถานศึกษาปลอดภัย และมีจิตอาสาช่วยเหลือสังคม

ด้าน ว่าที่ร้อยตรี กล่าวว่า การจัดโครงการ “1 วิทยาลัย 1 ครูอนามัย สร้าง HERO อาชีวะ” มีวัตถุประสงค์เพื่อฝึกทักษะนักเรียน นักศึกษาให้สามารถปฐมพยาบาล ให้สามารถช่วยเหลือผู้ที่หยุดหายใจหรือหัวใจหยุดเต้นได้ (Cardiopulmonary Resuscitation : CPR) และพัฒนาศักยภาพผู้บริหาร ครู ให้สามารถดูแล ให้คำปรึกษา ช่วยเหลือ ผู้เรียน ด้านสุขภาพกาย สุขภาพจิต และสุขภาพสังคมได้ โดยแนวทาง กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญถึงความปลอดภัยของผู้เรียนอาชีวศึกษา กำหนดเป็นนโยบายด้านการจัดการศึกษาเพื่อความปลอดภัย ให้มีรูปแบบ วิธีการ หรือกระบวนการในการดูแลช่วยเหลือนักเรียน นักศึกษา เกิดการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ มีความสุข และได้รับการปกป้อง คุ้มครอง ความปลอดภัยทั้งด้านร่างกาย และจิตใจ รวมถึงการเสริมสร้างทักษะให้ผู้เรียน มีความสามารถ ในการดูแลตนเองจากภัยอันตรายต่างๆ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางสังคม ภายใต้หลัก 3 ป “ป้องกัน ปลูกฝัง และปราบปราม” เพื่อเป้าหมายของการจัดการศึกษา มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนเป็นสำคัญ

“สอศ.จึงเร่งสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษาอันนำไปสู่ “สถานศึกษาแห่งความสุข” ภายใต้นโยบายเสริมสร้างอาชีวศึกษาปลอดภัย สร้างความร่วมมือกับสาธารณสุขในพื้นที่เพื่อสร้าง 1 วิทยาลัย 1 ครูอนามัย สร้าง HERO อาชีวะ โดยมีบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการคู่เครือข่ายดูแลจิตใจ ก้าวสู่คนไทยคุณภาพ ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กับกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้สถานศึกษามีการคัดกรองและดูแลช่วยเหลือผู้เรียนที่เหมาะสมและบูรณาการกับระบบสาธารณสุข พร้อมทั้งกำหนดโครงสร้าง บทบาทหน้าที่ครูอนามัย (ครูสวัสดิการนักเรียน นักศึกษา) และผู้ช่วยครูอนามัย (นักเรียน นักศึกษา) ในกรอบแนวคิด 4 คานงัด (MIDA) ได้แก่  M = MISSION : กำหนดที่มาและภารกิจงานของครูอนามัยและจิตอาสาอนามัยในสถานศึกษา I = Implement : มีรูปแบบการขับเคลื่อนและประสานงานระหว่างสถานศึกษากับหน่วยงานสาธารณสุข D = Development : มีแผนการผลิตและพัฒนาทักษะความรู้ความสามารถของครูอนามัยและจิตอาสาอนามัย และ A = Activities : มีแผนงานโครงการกิจกรรมของงานอนามัย” เลขาธิการ กอศ.กล่าว

– 006

สกสว.หารือสภาอุตสาหกรรมฯเสริมทัพ สร้างผลกระทบจากการนำผลวิจัย-นวัตกรรมไปใช้ประโยชน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/717354

สกสว.หารือสภาอุตสาหกรรมฯเสริมทัพ สร้างผลกระทบจากการนำผลวิจัย-นวัตกรรมไปใช้ประโยชน์

สกสว.หารือสภาอุตสาหกรรมฯเสริมทัพ สร้างผลกระทบจากการนำผลวิจัย-นวัตกรรมไปใช้ประโยชน์

วันอังคาร ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2566, 18.14 น.

สกสว. ประชุมร่วมสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หารือแนวทางความร่วมมือในการจัดงาน “มหกรรมส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยและนวัตกรรม ประจำปี 2566 (TRIUP FAIR 2023)” ภายใต้แนวคิด “Journey to Impact : เส้นทางจากงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การยกระดับเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ” ชูให้การจัดงานครั้งนี้เป็น One Stop Service ด้านการใช้ประโยชน์สำหรับภาคเอกชน และผู้ประกอบการ 

เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2566, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จัดประชุมหารือแนวทางความร่วมมือในการจัดงาน “มหกรรมส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยและนวัตกรรม ประจำปี 2566 (TRIUP FAIR 2023)” ร่วมกับประธานกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ ภายใต้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยมี คุณวนัส แต้ไพสิฐพงษ์ ประธานคณะอนุกรรมการด้านการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ เป็นประธาน พร้อมด้วย รศ. ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการ สกสว. และคณะผู้บริหาร สกสว. เข้าร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดการจัดงานฯ และวางเป้าหมายร่วมระยะยาวในการขับเคลื่อนการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ให้สามารถสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ 

รศ. ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า หนึ่งในบทบาทหลักของ สกสว. คือ การสร้างระบบการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ (Research Utilization; RU) โดย สกสว. ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนด้านการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่เกิดขึ้นในระบบ ววน. ไปใช้ประโยชน์ในมิติต่าง ๆ ตลอดจนพัฒนากลไกหนุนเสริมเพื่อให้สามารถสร้างผลลัพธ์ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้ ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2564 โดยที่ผ่านมา สกสว. ได้มีความร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมในโครงการ “กองทุนอินโนเวชั่นวัน” ในการสร้างกลไกและแนวทางการสนับสนุนอุตสาหกรรม และ startup ให้เกิดการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน รวมทั้งเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ startup และความต้องการของ SME ในการนำเทคโนโลยีมายกระดับความสามารถในการแข่งขันของตัวเอง

อย่างไรก็ตาม เส้นทางไปสู่การเกิดผลลัพธ์และผลกระทบที่เป็นรูปธรรมนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในการร่วมกันทำให้กลไกที่มีอยู่ขยับไปข้างหน้า และสร้างผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศให้ได้ และเพื่อเป็นการเน้นย้ำให้ทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญของการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อพัฒนาประเทศ สกสว. ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ตลอดจนหน่วยงานภาคีต่าง ๆ ได้มีกำหนดจัดงาน “มหกรรมส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยและนวัตกรรม ประจำปี 2566 (TRIUP Fair 2023)” ขึ้นภายใต้แนวคิด “Journey to Impact : เส้นทางจากงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การยกระดับเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ” ระหว่างวันที่ 18-19 กรกฎาคม 2566 ณ รอยัลพารากอนฮอลล์ 1-3 ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน มุ่งเน้นการนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1. ววน. กับ การยกระดับสุขภาพคนไทยและอุตสาหกรรมการแพทย์ 2. ววน. กับ การนำไทยสู่อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารมูลค่าสูง 2. ววน. กับ การสนับสนุน Net Zero Carbon นอกจากนี้ภายในงานยังจัดให้มีการออกบูธของหน่วยงานในระบบนิเวศที่เอื้อให้เกิดการใช้ประโยชน์ อาทิ แหล่งทุนวิจัย หน่วยงานผู้กำกับมาตรฐาน หน่วยงานด้านทรัพย์สินทางปัญญา และสถาบันการเงิน เป็นต้น 

การจัดงาน TRIUP Fair ครั้งนี้ มีเป้าหมายที่จะเชิญชวนหน่วยงานในระบบนิเวศมาร่วมกันขับเคลื่อนใน 3 ธีมเป้าหมาย โดยจะร่วมกันส่งมอบผลกระทบภายใน 5 ปี ในการประชุมหารือครั้งนี้ ได้มีการรับฟังความคิดเห็นจากตัวแทนสภาอุตสาหกรรม อาทิ ประธานสถาบันนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรม ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมสมุนไพร ประธานกลุ่มเครื่องจักรกลการเกษตร ประธานกลุ่มเทคโนโลยีชีวภาพ ประธานกลุ่มยา ประธานกลุ่มน้ำตาล รองประธานอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน เลขาธิการกลุ่มอุตสาหกรรมผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ และกรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เกี่ยวกับแนวทางในการเลือกประเด็นย่อยของแต่ละธีมมาทดลองขับเคลื่อนร่วมกัน 

โดยการจัดงาน TRIUP FAIR 2023 นอกจากจะเป็นการร่วมกันของหน่วยงานในระบบนิเวศในการขับเคลื่อนนำ ววน. ไปยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจแก่ประเทศแล้ว ในมุมของผู้ประกอบการต่าง ๆ จะได้รับประโยชน์เนื่องจากภายในงานจะเป็นการเปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชน กลุ่มผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้พบ Solution ที่ตอบโจทย์ความต้องการในภาคอุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งการจัดงานครั้งนี้ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในเส้นทางการสร้างผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ  

สอศ. คิก ออฟ ‘1 วิทยาลัย 1 ครูอนามัย สร้าง HERO อาชีวะ’ มุ่งสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/717296

สอศ. คิก ออฟ '1 วิทยาลัย 1 ครูอนามัย สร้าง HERO อาชีวะ' มุ่งสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษา

สอศ. คิก ออฟ ‘1 วิทยาลัย 1 ครูอนามัย สร้าง HERO อาชีวะ’ มุ่งสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษา

วันอังคาร ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2566, 16.30 น.

สอศ. คิก ออฟ ‘1 วิทยาลัย 1 ครูอนามัย สร้าง HERO อาชีวะ’ มุ่งสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษา

เมื่อวันที่ 14 มีนาคม ที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานในพิธีการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ โครงการ “1 วิทยาลัย 1 ครูอนามัย สร้าง HERO อาชีวะ”  โดยมีว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) และคณะผู้บริหาร สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) ผู้อำนวยการวิทยาลัย ครู และนักเรียน นักศึกษา ในสังกัด สอศ. พร้อมด้วยผู้บริหารจากกรมสุขภาพจิต กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เข้าร่วม 

น.ส.ตรีนุช กล่าวตอนหนึ่ง ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอยากให้เด็กไทยทุกคนมีสภาพร่างกาย สภาพจิตใจ ที่เข้มแข็ง ศธ.ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผลักดันให้มี โครงการ “1 โรงเรียน 1 ครู อนามัย” โดยตั้งเป้าว่าในปีนี้ โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จะต้องมีครูอนามัยประจำโรงเรียนให้ได้ 2,000 แห่ง และเด็กไทยมีความรู้พื้นฐานในการช่วยชีวิตเบื้อต้นได้จำนวน 1 ล้านคน  และสำหรับในส่วนของวิทยาลัยในสังกัด สอศ. นอกจากจะให้ทุกวิทยาลัยอาชีวะฯมีครูอนามัยประจำวิทยาลัยทุกแห่งแล้ว ศธ.ตั้งเป้าสร้างฮีโร่อาชีวะ และให้ความรู้ครูและเรียนนักศึกษาเข้าใจเรื่องการดูแลสุขภาพตนเองได้อย่างเหมาะสม และสามารถทำ CPR เป็น ตามนโยบายสถานศึกษาปลอดภัย และมีจิตอาสาช่วยเหลือสังคม ​

ด้านว่าที่ร้อยตรี กล่าวว่า การจัดโครงการ “1 วิทยาลัย 1 ครูอนามัย สร้าง HERO อาชีวะ” มีวัตถุประสงค์เพื่อฝึกทักษะนักเรียน นักศึกษาให้สามารถปฐมพยาบาล ให้สามารถช่วยเหลือผู้ที่หยุดหายใจหรือหัวใจหยุดเต้นได้ (Cardiopulmonary Resuscitation : CPR) และพัฒนาศักยภาพผู้บริหาร ครู ให้สามารถดูแล ให้คำปรึกษา ช่วยเหลือ ผู้เรียน ด้านสุขภาพกาย สุขภาพจิต และสุขภาพสังคมได้ โดยแนวทาง กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญถึงความปลอดภัยของผู้เรียนอาชีวศึกษา กำหนดเป็นนโยบายด้านการจัดการศึกษาเพื่อความปลอดภัย ให้มีรูปแบบ วิธีการ หรือกระบวนการในการดูแลช่วยเหลือนักเรียน นักศึกษา เกิดการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ มีความสุข และได้รับการปกป้อง คุ้มครอง ความปลอดภัยทั้งด้านร่างกาย และจิตใจ รวมถึงการเสริมสร้างทักษะให้ผู้เรียน มีความสามารถ ในการดูแลตนเองจากภัยอันตรายต่างๆ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางสังคม ภายใต้หลัก 3 ป “ป้องกัน ปลูกฝัง และปราบปราม” เพื่อเป้าหมายของการจัดการศึกษา มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนเป็นสำคัญ

“สอศ. จึงเร่งสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษาอันนำไปสู่ “สถานศึกษาแห่งความสุข” ภายใต้นโยบายเสริมสร้างอาชีวศึกษาปลอดภัย สร้างความร่วมมือกับสาธารณสุขในพื้นที่เพื่อสร้าง 1 วิทยาลัย 1 ครูอนามัย สร้าง HERO อาชีวะ โดยมีบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการคู่เครือข่ายดูแลจิตใจ ก้าวสู่คนไทยคุณภาพ ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กับกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้สถานศึกษามีการคัดกรองและดูแลช่วยเหลือผู้เรียนที่เหมาะสมและบูรณาการกับระบบสาธารณสุข พร้อมทั้งกำหนดโครงสร้าง บทบาทหน้าที่ครูอนามัย (ครูสวัสดิการนักเรียน นักศึกษา) และผู้ช่วยครูอนามัย (นักเรียน นักศึกษา) ในกรอบแนวคิด 4 คานงัด (MIDA) ได้แก่  M = MISSION : กำหนดที่มาและภารกิจงานของครูอนามัยและจิตอาสาอนามัยในสถานศึกษา I = Implement : มีรูปแบบการขับเคลื่อนและประสานงานระหว่างสถานศึกษากับหน่วยงานสาธารณสุข D = Development : มีแผนการผลิตและพัฒนาทักษะความรู้ความสามารถของครูอนามัยและจิตอาสาอนามัย และ A = Activities : มีแผนงานโครงการกิจกรรมของงานอนามัย” เลขาธิการ กอศ. กล่าว 
 

‘ตรีนุช’เผยมติครม. ไฟเขียวให้มีผอ.ร.ร.ขนาดเล็ก ที่นักเรียนน้อยกว่า120คน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/717292

'ตรีนุช'เผยมติครม. ไฟเขียวให้มีผอ.ร.ร.ขนาดเล็ก ที่นักเรียนน้อยกว่า120คน

‘ตรีนุช’เผยมติครม. ไฟเขียวให้มีผอ.ร.ร.ขนาดเล็ก ที่นักเรียนน้อยกว่า120คน

วันอังคาร ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2566, 16.22 น.

“ตรีนุช” เผย มติ ครม.ไฟเขียวให้มีผอ. ร.ร.ขนาดเล็กที่นักเรียนน้อยกว่า 120 คน

14 มีนาคม 2566 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ( ครม.)  ว่า ครม.ได้ให้ความเห็นชอบมาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาศรัฐ (พ.ศ. 2566-2570) ตามที่คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) เสนอ   โดยในส่วนของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่เกี่ยวกับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีสาระสำคัญแตกต่างไปจากมาตรการฉบับเดิม (พ.ศ.2562-2565) ที่ ครม.มีมติ เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2562 ในส่วนของการกำหนดตำแหน่งที่คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) สามารถพิจารณาจัดสรรตามเงื่อนไขเฉพาะกรณีได้นั้น  ในมาตรการใหม่ ในส่วนของตำแหน่งซึ่งมีหน้าที่เป็นผู้สอนในโรงเรียนระดับประถมศึกษา โรงเรียนขยายโอกาส และโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา ที่มีจำนวนนักเรียนตั้งแต่ 120 คนขึ้นไป และไม่อยู่ในแผนการถ่ายโอนให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)ได้ขยายเงื่อนไขให้ครอบคลุมตำแหน่งซึ่งมีหน้าที่เป็นผู้สอนในกลุ่มสถานศึกษา ที่มีการจัดการเรียนการสอนแบบรวมสถานศึกษา ที่มีจำนวนนักเรียน ตั้งแต่ 120 คนขึ้นไป ในพื้นที่ปกติและไม่อยู่ในแผนการถ่ายโอนให้แก่ อปท.ด้วย

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มมาตรการในการจัดสรรอัตรากำลังตามเงื่อนไขเฉพาะกรณี โดยให้ ก.ค.ศ.พิจารณานำตำแหน่งที่มีอัตรากำลังครูผู้สอนเกินเกณฑ์อัตรากำลังของ ก.ค.ศ. มากำหนดเป็นตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาให้กับโรงเรียนที่มีนักเรียน 61-119 คน ที่จำเป็นต้องมีผู้บริหารสถานศึกษาในระหว่างดำเนินการตามแผนควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก และปรับวิธีการจัดสรรตามเงื่อนไขเฉพาะกรณีสำหรับตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค. (2.) เฉพาะตำแหน่งที่ ก.ค.ศ. กำหนดเป็นตำแหน่งประเภทวิชาการและตำแหน่งประเภททั่วไป โดยกำหนดแนวทางการจัดสรรเช่นเดียวกับข้าราชการพลเรือนสามัญ

“การเพิ่มมาตรการในการจัดสรรอัตรากำลังตามเงื่อนไขเฉพาะกรณี ตามมติ ครม.นี้ จะทำให้กระทรวงศึกษาธิการ สามารถบริหารงานของสถานศึกษาในการขับเคลื่อนภารกิจการปฏิรูปการศึกษา และนโยบายสำคัญของรัฐบาลด้านการศึกษาได้ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาให้แก่โรงเรียนขนาดเล็กที่มีจำนวนนักเรียนต่ำกว่า 120 คน ซึ่งปัจจุบันมีโรงเรียนที่มีนักเรียน 61-119 คน จำนวน 7,969 โรงเรียน ในจำนวนนี้ ไม่มีผู้อำนวยการอยู่ 1,760 โรงเรียน ดิฉันจึงได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ สำนักงานคณะกรรมการราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ร่วมกันจัดทำรายละเอียดการดำเนินการตามมติ ครม.ได้เลย เพื่อให้โรงเรียนขนาดเล็กดังกล่าว มีผู้อำนวยการโรงเรียนโดยเร็วที่สุด ขณะเดียวกัน ศธ. จะนำมติ ครม.นี้ มาปฏิบัติเพื่อให้การกำกับดูแล การควบคุมขนาดกำลังคนและภาระค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรภาครัฐเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมตามเป้าหมายของ คปร.และ นโยบายของรัฐบาล“ นางสาวตรีนุช กล่าว

รมว.ศธ.กล่าวด้วยว่า สำหรับผลการดำเนินการตามมาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาศรัฐ (พ.ศ. 2562-2565) ในส่วนของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา มีอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุ รวม 69,134 อัตรา โดยจัดสรรคืนให้ส่วนราชการ 69,019 อัตรา คิดเป็นร้อยละ 99.83 และทดแทนด้วยการจ้างงานรูปแบบอื่น จำนวน 115 อัตรา คิดเป็นร้อยละ 9.72 จากจำนวนผลการเกษียณอายุของตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ในหน่วยงานการศึกษา สังกัด ศธ.จำนวน 1,183 อัตรา  -009

ประกาศ‘กิมิทาเทวี’ นางสงกรานต์ปี66-เกณฑ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/717283

ประกาศ‘กิมิทาเทวี’ นางสงกรานต์ปี66-เกณฑ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์

ประกาศ‘กิมิทาเทวี’ นางสงกรานต์ปี66-เกณฑ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์

วันอังคาร ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2566, 15.57 น.

ประกาศ‘กิมิทาเทวี’ นางสงกรานต์ปี66-เกณฑ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์

14 มีนาคม 2566 นายโกวิท ผกามาศ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) กระทรวงวัฒนธรรม ได้จัดทำภาพวาดนางสงกรานต์ ประจำปี 2566 พร้อมเผยแพร่ประกาศสงกรานต์ ปีพุทธศักราช 2566 จากฝ่ายโหรพราหมณ์ กองพระราชพิธี สำนักพระราชวัง ดังนี้

ปีเถาะ (มนุษย์ผู้หญิง ธาตุไม้) เบญจศก จุลศักราช ๑๓๘๕ ทางจันทรคติ เป็น อธิกมาส ทางสุริยคติ เป็น ปกติสุรทิน วันที่ ๑๔ เมษายน เป็น วันมหาสงกรานต์ ทางจันทรคติตรงกับวันศุกร์ แรม ๙ ค่ำ เดือน ๕ เวลา ๑๖ นาฬิกา ๐๑ นาที ๐๒ วินาที

นางสงกรานต์ ทรงนามว่า “กิมิทาเทวี” ทรงพาหุรัดทัดดอกจงกลนี อาภรณ์แก้วบุษราคัม ภักษาหารกล้วยน้ำ พระหัตถ์ขวาทรงขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายทรงพิณ เสด็จนั่งมาเหนือหลังมหิงสา (ควาย) เป็นพาหนะ

ด้านคำทำนาย วันที่ ๑๖ เมษายน เวลา ๒๐ นาฬิกา ๑๒ นาที ๒๔ วินาที เปลี่ยนจุลศักราชใหม่เป็น ๑๓๘๕ ปีนี้ วันเสาร์ เป็น ธงชัย , วันพุธ เป็น อธิบดี , วันศุกร์ เป็น อุบาทว์ , วันศุกร์ เป็น โลกาวินาศ ปีนี้ วันจันทร์ เป็นอธิบดีฝน บันดาลให้ฝนตก ๕๐๐ ห่า ตกในโลกมนุษย์ ๕๐ ห่า ตกในมหาสมุทร ๑๐๐ ห่า ตกในป่าหิมพานต์ ๑๕๐ ห่า ตกในเขาจักรวาล ๒๐๐ ห่า นาคให้น้ำ ๒ ตัว

เกณฑ์ธัญญาหาร ได้เศษ ๖ ชื่อ ลาภะ ข้าวกล้าในภูมินาจะได้ ๙ ส่วน เสีย ๑ ส่วน ธัญญาหาร พลาหาร มัจฉมังษาหาร จะบริบูรณ์ อุดมสมบูรณ์ เกณฑ์ธาราธิคุณ ตกราศีปัถวี ( ดิน ) น้ำงามพอดี

สกสว. และ มรภ.บุรีรัมย์ ชู ววน.ขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ สู่ สังคมสร้างสุข สร้างรายได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/717123

สกสว. และ มรภ.บุรีรัมย์ ชู ววน.ขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ สู่ สังคมสร้างสุข สร้างรายได้

สกสว. และ มรภ.บุรีรัมย์ ชู ววน.ขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ สู่ สังคมสร้างสุข สร้างรายได้

วันจันทร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2566, 20.08 น.

สกสว.ร่วมหารือ มรภ.บุรีรัมย์ เตรียมขับเคลื่อน ววน. สร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อยกระดับรายได้ชุมชนของกลุ่มเกษตรไทยบ้าน การประยุกต์ใช้ฐานทุนทรัพยากรชุมชนเพื่อเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ กลไกการสร้างเสริมชุมชนพึ่งพาตนเองบนฐานศิลปวัฒนธรรม สู่ สังคมสร้างสุข สร้างรายได้

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) โดย ผศ.ดร.แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง ผู้อำนวยการกลุ่มภารกิจการพัฒนาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ด้านสังคม สิ่งแวดล้อม เชิงพื้นที่ และลดความเหลื่อมล้ำ พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ สกสว. ร่วมประชุม หารือนโยบายและทิศทางการสนับสนุนงบประมาณด้าน ววน. ของมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ (มรภ.บุรีรัมย์) โดยมี ผศ.ดร.กระพัน ศรีงาน รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ อาจารย์ ดร.พิสมัย ประชานันท์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิจัยและพัฒนานวัตกรรมท้องถิ่น อาจารย์ ดร.เชาวลิต สิมสวย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา และ นักวิจัย มรภ.บุรีรัมย์ ให้การตอนรับ พร้อมนำเสนอผลการดำเนินงานโครงการ และกิจกรรม ที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) จำนวน 3 โครง ประกอบด้วย 

1. ชุดโครงการ การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากถั่วลิสงในการสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อยกระดับรายได้ชุมชนของกลุ่มเกษตรไทยบ้าน ตำบลหูทำนบ อำเภอปะคำ จังหวัดบุรีรัมย์ โดย ผศ.ดร.ผกามาศ บุตรสาลี

2. ชุดโครงการ การประยุกต์ใช้ฐานทุนทรัพยากรชุมชนเพื่อเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ภายใต้  การจัดการสิ่งแวดล้อมในชุมชน อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ โดย ผศ.สุธีรา สุนทรารักษ์ 

3. ชุดโครงการ กลไกการสร้างเสริมชุมชนพึ่งพาตนเองบนฐานศิลปวัฒนธรรมชาติพันธุ์ไทยเชื้อสายเขมรเพื่อสร้างแรงยึดเหนี่ยวทางสังคมทุกช่วงวัยพร้อมรับการเป็นเมืองสังคมสูงวัย จังหวัดบุรีรัมย์ โดย อาจารย์ ดร.สรรเพชร  เพียรจัด และคณะ  

โอกาสนี้ ผศ.ดร.แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง กล่าวว่า สกสว. มีพันธกิจในการจัดทำนโยบาย แผนยุทธศาสตร์ และกรอบงบประมาณด้าน ววน. ของประเทศ รวมถึงบริหารระบบงบประมาณด้าน ววน. ผ่านการจัดสรรงบประมาณจากกองทุนส่งเสริม ววน. ให้กับหน่วยงานในระบบ ววน. ซึ่งแบ่งออกงบประมาณเป็น 2 ส่วน ได้แก่ งบประมาณเพื่อสนับสนุนงานเชิงกลยุทธ์ (Strategic Fund-SF) ให้กับหน่วยบริหารจัดการทุน (PMU) ทั้ง 9 แห่ง ตามแนวนโยบายระดับชาติ ยุทธศาสตร์ชาติ ยุทธศาสตร์การอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ แผนด้าน ววน. หรือ ประเด็นเร่งด่วนตามนโยบายรัฐบาล รวมทั้งประเด็นที่เกิดจากความต้องการของผู้ใช้ประโยชน์โดยตรงซึ่งสร้างผลกระทบในวงกว้าง และงบประมาณสนับสนุนงานมูลฐาน (Fundamental Fund-FF) โดยจัดสรรในรูปแบบงบประมาณแบบวงเงินรวม (Block Grant) เพื่อเสริมสร้างศักยภาพตามพันธกิจของหน่วยงาน ให้แก่ กระทรวง กรม มหาวิทยาลัย ทั้งในและนอกกระทรวง อว. รวม 190 หน่วยงาน ซึ่ง มรภ.บุรีรัมย์ เป็นหนึ่งในจำนวนนี้

นอกจากงบประมาณ FF เพื่อดำเนินการตามพันธกิจแล้ว นักวิจัย มรภ.บุรีรัมย์ ยังสามารถ เสนอของบประมาณ เพื่อสนับสนุนงานเชิงกลยุทธ์ ทั้งในส่วนของการต่อยอดจากโครงการวิจัยเดิม และการนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ โดยอ้างอิงตามแผนด้าน ววน. ปี 2566-70 ภายใต้ 4 ยุทธศาสตร์ 14 แผนงานสำคัญ ตามจุดมุ่งเน้นของนโยบาย และ 25 แผนงานหลัก อาทิ การพัฒนาผู้สูงอายุในภาคชนบทและเมืองให้มีศักยภาพในการพึ่งตนเอง มีคุณค่าและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สังคม การขจัดความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ โดยการเพิ่มโอกาสและลดช่องว่างของกา เข้าถึงการพัฒนาอาชีพ การศึกษาเรียนรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม การเพิ่มความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ ให้พึ่งพาตนเองได้และมีการกระจายรายได้สู่ชุมชน/ท้องถิ่นมากขึ้น การยกระดับการผลิตและการส่งออก Functional Ingredients, Functional Food, Novel Food ให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง การพัฒนาการผลิตและการส่งออกอาหารและผลไม้ไทยคุณค่าสูงและมูลค่าสูง ตลอดจนการพัฒนาและยกระดับการท่องเที่ยวโดยใช้แนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เน้นคุณค่า เพิ่มรายได้ของประเทศที่ยั่งยืน เป็นต้น

อย่างไรก็ดี สกสว. หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การจัดสรรงบประมาณสำหรับแผนงาน หรือ โครงการวิจัยและนวัตกรรม ตามพันธกิจของหน่วยงานจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการ และ สร้างความเข้มแข็งให้กับจังหวัดบุรีรัมย์ และ จังหวัดใกล้เคียง สู่กายกระดับเป็นสังคมสร้างสุขและสร้างรายได้ต่อไป

สำนักงานอาชีวศึกษาอุบลฯขานรับนโยบายเร่งด่วนยกระดับอาชีวศึกษาทวิภาคีคุณภาพสูง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/717108

สำนักงานอาชีวศึกษาอุบลฯขานรับนโยบายเร่งด่วนยกระดับอาชีวศึกษาทวิภาคีคุณภาพสูง

สำนักงานอาชีวศึกษาอุบลฯขานรับนโยบายเร่งด่วนยกระดับอาชีวศึกษาทวิภาคีคุณภาพสูง

วันจันทร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2566, 19.22 น.

สำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดอุบลราชธานี ขานรับนโยบายเร่งด่วน ยกระดับอาชีวศึกษาทวิภาคีคุณภาพสูง จับมือ 7 สถานประกอบการ MOU พัฒนาผู้เรียนด้านวิชาชีพสู่การแข่งขันในประชาคมโลก ตอบโจทย์ประเทศไทยมั่นคง ร่ำรวย ด้วยมืออาชีวะ

วันที่ 13 มีนาคม 2566  สำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดอุบลราชธานี นำโดย นายธาตรี พิบูลมณฑา ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคอุบลราชธานี ผู้อำนวยการสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดอุบลราชธานี นำคณะผู้บริหารสังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดอุบลราชธานี ได้แก่ นางสุวนิจ สุริยพันตรี  ผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพวารินชำราบ ว่าที่ ร.ท.จิรายุศ จินาวัลย์  ผู้อำนวยการ วิทยาลัยเทคนิคพิบูลมังสาหาร  นายแปลก  ภีระคำ  ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคตระการพืชผล นางชัญญนัท  จันเทพา ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคเขมราฐ ดร.นิรันดร์ สมมุติ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคนครอุบลราชธานี นายรุ่งวิจักษ์ หวังมวลกลาง  ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคเดชอุดม พร้อมด้วยสถานศึกษาสังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดอำนาจเจริญ ได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคหัวตะพาน นำโดยนายพรหมพิริยะ  พรหมสูตร  ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคหัวตะพานร่วมบันทึกลงนามความร่วมมือ MOU กับสถานประกอบการที่ได้คุณภาพมาตรฐานชั้นนำระดับประเทศ มีนายประสิทธิ์ สุรศิลป์ อดีตผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพวารินชำราบ ประธานคณะกรรมการวิทยาลัยการอาชีพวารินชำราบ เป็นประธานและร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ด้วย ณ วิทยาลัยการอาชีพวารินชำราบ อ.วารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี 

ทั้งนี้การลงนามความร่วมมือดังกล่าว ประกอบด้วย 9 สถานศึกษา สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดอำนาจเจริญ กับสถานประกอบการที่ร่วมลงนามความร่วมมือทั้งสิ้นจำนวน 7 แห่ง ในเขตพื้นที่จังหวัดปทุมธานี จังหวัดนนทบุรี และกรุงเทพมหานคร  ได้แก่  1. บริษัท พี.รุ่งเรืองบริการ จำกัด  2. บริษัท เค.รุ่งเรืองบริการ จำกัด  3. บริษัท ควิก แอนด์ แคร์ เซอร์วิสเซ็นเตอร์ จำกัด  4. บริษัท ออโต้ สมาร์ท โบรกเกอร์ จำกัด  5. บริษัท เค คาร์เรนทอล จำกัด  6. ศูนย์บริการ รถยนต์เอ็มจี 824 ราชพฤกษ์  และ 7. ศูนย์บริการ ฟอร์ด อาร์เอ็มเอ ราชพฤกษ์  โดยมีเป้าหมายสำคัญในการร่วมกันแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ทรัพยากรทางการศึกษา ตลอดจนพัฒนาทักษะนักเรียน นักศึกษา สู่ความเป็นมืออาชีพในการเข้าฝึกงานในสถานประกอบการ ให้สามารถผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาให้มีสมรรถนะสูงตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ จึงนับเป็นโอกาสสำคัญของผู้เรียนอาชีวศึกษาที่จะได้รับการสนับสนุนและพัฒนาขีดความสามารถด้านวิชาชีพสู่การแข่งขันในประชาคมโลก สอดคล้องกับเป้าหมายในการพัฒนาประเทศ ภายใต้แนวคิด “ประเทศไทยมั่นคง ร่ำรวย ด้วยมืออาชีวะ” ตามนโยบายเร่งด่วนของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา