เปิดวิสัยทัศน์‘ประมุข เจิดพงศาธร’ มองเศรษฐกิจ‘สหรัฐอเมริกา’ และโอกาสของ‘ข้าวหอมมะลิไทย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/716823

เปิดวิสัยทัศน์‘ประมุข เจิดพงศาธร’ มองเศรษฐกิจ‘สหรัฐอเมริกา’ และโอกาสของ‘ข้าวหอมมะลิไทย’

เปิดวิสัยทัศน์‘ประมุข เจิดพงศาธร’ มองเศรษฐกิจ‘สหรัฐอเมริกา’ และโอกาสของ‘ข้าวหอมมะลิไทย’

วันจันทร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ไทยได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่โดดเด่นด้าน “อาหาร” ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ “ข้าว” จากยอดการส่งออกเป็นอันดับต้นๆ ของโลกในทุกปี และโดยเฉพาะ “ข้าวหอมมะลิ” ที่มีชื่อเสียงในระดับสากล ล่าสุดเมื่อเร็วๆ นี้ ทีมงาน “นสพ.แนวหน้า”มีโอกาสได้พูดคุยกับ นายประมุข เจิดพงศาธร ประธานบริษัท PJUS GROUP, USA นักธุรกิจชาวไทยผู้จัดหาสินค้าไทยส่งให้กับห้างสรรพสินค้าและซูเปอร์มาร์เก็ตในสหรัฐอเมริกาเนื่องในโอกาสที่ คุณประมุข เดินทางกลับมาเมืองไทยเพื่อหารือกับ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ในการนำข้าวหอมมะลิที่มีตราเครื่องหมายรับรองข้าวหอมมะลิไทย “(Thai Hom Mali Rice)” โดยกรมการค้าต่างประเทศบุกตลาดสหรัฐฯ

– ก่อนอื่นอยากให้ท่านแนะนำว่า บริษัทของท่านทำอะไรบ้าง? : ตอนนี้ทำข้าวทุกชนิด ข้าวแบรนด์ Premium Queen Elephant ข้าว Long Grain Rice ก็คือข้าวขาว ข้าวขาวกล้อง ข้าวนึ่ง แล้วก็มาข้าวหอมประเภทธรรมดา ก็คือใช้ข้าวหอมปทุม แล้วก็ข้าวหอมมะลิพรีเมียม ข้าวนี่ผมใช้ 2-3 โรงงาน เพราะทางเป้าหมายเราคิดจะทำ 1,000 ตู้ หรือประมาณ 2 หมื่นตัน แล้วต่อไปจะเพิ่มขึ้นเป็น 4-5 หมื่นตัน

แล้วตัวอื่นที่ผมทำก็คือสินค้าเกี่ยวกับมะพร้าว ก็มีน้ำมะพร้าว มีกะทิ ซึ่งเป็นสินค้าที่มีความหลากหลายพอสมควร เนื้อมะพร้าวก็ยังนำมาทำมะพร้าวอบแห้ง อีกหลายๆ ชนิดต่อๆ มาหลังจากน้ำมะพร้าวเรายังมีทำเครื่องดื่มชนิดอื่น พวกน้ำว่านหางจระเข้ น้ำมะขาม น้ำแตงโม แล้วกำลังจะเพิ่มไปเป็นชาเขียว แล้วอาหารกระป๋องก็ตั้งแต่สับปะรด ฟรุ๊ตสลัด ฟรุ๊ตค็อกเทล มีพวกมะม่วง ก็เป็นส่วนของกระป๋องทั้งสิ้น แล้วก็มาสัก 3 ปีนี้ก็เป็นของขบเคี้ยว

– อะไรทำให้ท่านมาสนใจและอยากส่งเสริมข้าวหอมมะลิอย่างจริงจัง? : ก็คือข้าวทุ่งกุลาร้องไห้ ในส่วนนี้ทำไมเขาถึงเน้นคำว่าทุ่งกุลาร้องไห้? ผมก็บังเอิญไปค้นพบ เราก็ชอบศึกษา ชอบถาม ว่าแล้วทุ่งกุลาร้องไห้มันดีอย่างไร? ก็บังเอิญวันหนึ่งผมอยู่กรุงเทพฯ นี่ละ ผมก็ถามแท็กซี่ว่ารายได้เป็นอย่างไรบ้าง? ตั้งแต่เข้ามาจนถึงปัจจุบัน เจอลุงคนนี้แกบอกว่าขับแล้วได้ 2,100 บาท ผมถามว่าต้องเสียค่าเช่าไหม? เขาบอกไม่! เพราะเป็นรถของเขาเอง ขับวันละกี่ชั่วโมง? เขาบอก 14 ชั่วโมง ไม่หยุดสักวัน

เราก็นึกในใจ เราก็ทำงานเยอะแล้วนะ ก็เท่ากับเป็นการเสริมสร้างกำลังใจเสียด้วยซ้ำไป แต่ทีนี้คือข้าวออร์แกนิก เท่าที่ทราบคือข้าวหอมมะลิปลูกกันอยู่แถว จ.ร้อยเอ็ด คนขับแท็กซี่ก็บอกว่าแกขับรถปีหนึ่งต้องกลับบ้านไปเพื่อที่จะไปดำนา หมายความว่าแกมีนาของตัวเอง ผมถามเรื่องดำนาเขาก็บอกว่าอันนี้เก็บไว้กินเอง แต่ในขณะเดียวกัน ที่ของแก 7-8 ไร่ แล้วก็ส่วนอื่นซึ่งไม่ใช่ของแก แกบอกว่าเขาใช้นาหว่าน ใช้เครื่องจักรหมดแล้ว ไม่ต้องมานั่งดำนาทีละต้นเหมือนในอดีต

เราก็เลยมาถึงบางอ้อ เขาใช้นาหว่านนี่เขาผสมสารเคมีก็คือปุ๋ย หว่านออกไป นั่นคือสิ่งที่จะเรียกว่าเป็นออร์แกนิกไม่ได้ ในส่วนของแกเนื่องจากไม่ได้ใช้ยากำจัดศัตรูพืชหรือฆ่าแมลง มันก็สามารถ Declare (ประกาศ) ว่าเป็นออร์แกนิกได้ถ้าหากเรียกหน่วยงานมาตรวจสอบ เขาก็บอกว่าตรงทุ่งกุลาร้องไห้เนื่องจากมันเป็นดินปนทราย ซึ่งมันปลูกได้แต่ข้าว ปลูกพืชอื่นมันก็ไม่ได้เท่าไร ตรงนี้จะดีที่สุด

“เอาข้าวพันธุ์ทุ่งกุลาร้องไห้ไปปลูกที่ภาคกลาง มันก็จะออกผลมาเป็นแบบอื่น มันจะไม่ได้มีกลิ่นหอม ตรงนี้เป็นจุดที่เรียกว่าข้าวที่ดีที่สุดของประเทศไทย ที่ประเทศไทยถึงขั้นออกโลโก้ว่าหอมมะลิ ถึงเป็นที่ไปที่มาว่าข้าวทุ่งกุลาร้องไห้คือปลูกได้เฉพาะตรงนี้ แล้วที่นี่ก็ไม่เหมือนภาคกลางที่มีเขื่อนมีน้ำ ที่นี่ปีหนึ่งฝนก็จะตกครั้งหนึ่ง ฉะนั้นก็จะเป็นข้าวนาปี อันนี้ก็เป็นความรู้”

– ท่านทำธุรกิจในสหรัฐฯ มานาน อยากทราบว่าชาวอเมริกันรู้จักข้าวหอมมะลิมาก-น้อยเพียงใด? และเท่าที่ทราบขณะนี้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ก็ไม่ค่อยดีนักอันเป็นผลกระทบต่อเนื่องลากยาวมาตั้งแต่สถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 จนถึงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ผู้คนก็ต้องระมัดระวังการใช้จ่าย แต่ก็เป็นที่รู้กันว่าข้าวหอมมะลิถือเป็นข้าวเกรดสูง ข้าวระดับพรีเมียม อะไรทำให้ท่านมองเห็นโอกาสในการผลักดันข้าวหอมมะลิไทยในเวลานี้? : เราย้อนประวัติข้าวหอมมะลิกันนิด อเมริกาก็เห็นว่าทำไมไทยเอาแต่ข้าวหอมมะลิมาเยอะ? ปีหนึ่งๆ ก็ 4-5 แสนตัน

เราต้องยอมรับว่าคนที่บริโภคข้าวหอมมะลิมาดั้งเดิมคือชาวเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวเวียดนาม ชาวเวียดนามโพ้นทะเลตั้งแต่สงครามเวียดนามแล้วก็มีกลุ่มอพยพเข้าไป แล้วทางไทยเราก็ส่งข้าวนี้เข้าไป เขาก็เป็นกลุ่มบริโภคที่แพงเท่าไรเขาก็กิน แล้วก็มีชาวจีน คือสิ่งที่ดีขึ้นมาจากประสบการณ์ผมเองใน 3 ปีมานี้ คือบังเอิญแบรนด์ยักษ์ใหญ่ในอเมริกาก็ใช้ข้าวอเมริกา อเมริกาสร้างข้าวหอมมะลิขึ้นมา แรกเริ่มเดิมทีใช้คำว่าแจสแมน แต่ทำอย่างไรก็สู้ข้าวของเราไม่ได้ ถึงได้มีการตรวจกันถึง DNA

จากแจสแมนเขาก็เริ่มปลูกข้าวธรรมดาแล้วก็เรียกว่าจัสมิน เขาก็กินของเขาอย่างนั้น คำว่าจัสมินก็คือชื่อกลางที่ทั่วๆ ไป ซึ่งตอนหลังเวียดนามเขาก็มาทำข้าวแต่เขาก็ปลูกไม่ได้เพราะภูมิประเทศของเขาเจอมรสุมหนักมาก แล้วข้าวพันธุ์ของเขาปลูกออกมาก็สู้พันธุ์ของไทยไม่ได้ อันนี้จากตัวเอง ตลาดฮิสแปนิก กินข้าวจะเอาไปคลุกกับมะเขือเทศบ้างอะไรบ้าง ข้าวอะไรก็เหมือนกันหมดก็ทำแบบนั้น แต่ตอนหลังเขาเริ่มรู้จักความแตกต่างของข้าวหอมมะลิจริงๆ แล้ว อันนี้จากคู่ค้าผมเอง มันเริ่มกระจายออกไป

ส่วนหนึ่งก็ยังไม่รู้ แต่ส่วนที่รู้เขาเน้นแล้วว่าต้องเป็นข้าวทุ่งกุลาร้องไห้ ฮิสแปนิกก็จะเป็นกลุ่มโซนลาติน อย่างสเปน เปอร์โตริโก บราซิล อาร์เจนตินา เม็กซิโก เป็นต้น ก็จะมี 2 พวกอย่างแถวไมอามี (รัฐฟลอริดา สหรัฐฯ) ก็จะเป็นโซนลาตินอเมริกาพวกนี้จะกินข้าวหอมมะลิที่เหมือนข้าวขาวไม่คลุกอะไร ส่วนฮิสแปนิกฝั่งเม็กซิโกจะกินข้าวที่พูดง่ายๆ ขอให้ราคาถูกก่อน แต่คนที่มีอันจะกินก็อยากจะกินที่มีตราหอมมะลิแล้ว อันนี้จากการที่สัมผัสโดยตรง

“อาจจะเป็นอานิสงส์ที่เราสร้างมานาน สร้างความเชื่อถือคือการค้าหากมีความเชื่อถือในเรื่องของแบรนด์ นอกนั้นยังไม่พอ ต้องมีความรู้ มีประสบการณ์ ตั้งแต่ปีที่แล้วผมบอกว่าถ้าหากไม่มั่นใจจะทำ ผมไม่ทำ เพราะนโยบายของห้างพวกนี้คือ Zero Mistake หรือความผิด 0 เปอร์เซ็นต์ เพราะถ้าทำผิดนิดสิ่งที่ผมทำมามันพังหมด ผมก็ไม่ทำ แล้วข้าวสิ่งที่เราทำไว้แล้วพอดีเขายังอยากให้เราทำ ผมก็เลยเรียกว่ามันสวนกระแส แต่พอผมได้ทำข้าว เนื่องจากตัวผมเขาให้ความมั่นใจ เขาก็เลยให้ทำอย่างอื่นด้วย”

– อีกประเด็นที่น่าสนใจ โดยปกติเรามักจะเข้าใจกันว่าการขนส่งในประเทศราคาต้องถูกกว่าการขนส่งข้ามประเทศ แต่ท่านบอกว่าวันนี้ไทยมีโอกาสส่งข้าวหอมมะลิไปขายในสหรัฐฯ เพราะค่าขนส่งทางเรือจากไทยไปสหรัฐฯ ยังถูกกว่าค่าขนส่งทางบกในสหรัฐฯ ระหว่างมลรัฐต่างๆ เสียอีก ตรงนี้สาเหตุมาจากอะไร? : อเมริกาถ้าผมจะบินจากซานฟรานซิสโก (รัฐแคลิฟอร์เนีย) ไปฝั่งตะวันออก ไกลว่าญี่ปุ่นอีก 8 ชั่วโมง แล้วอเมริกามีถึง 50 รัฐ ฉะนั้นรัฐหนึ่งก็เท่ากับ 1 ประเทศ

ดังนั้นข้าวที่ปลูกในรัฐเท็กซัส ใช้รถบรรทุกวิ่งมายังแอลแอ (ลอสแองเจลิส) รัฐแคลิฟอร์เนีย เสียค่ารถ 3,000 เหรียญ แต่ในขณะเดียวกันจากกรุงเทพฯ ไปแอลเอ 1,200 เหรียญ คือจากเท็กซัสจะวิ่งมาแอลเอมันวิ่งมาด้วยเรือไม่ได้ มันมีแต่บนรถเท่านั้น อันนี้จะเห็นภาพชัดเจนว่าทำไมในประเทศถึงแพง คือมันจะสู้กันได้ตรงนี้ ทุกอย่างมันมีเหตุผลในตัวของมันเอง

– ทราบว่าที่ท่านเดินทางมาประเทศไทยครั้งนี้ มีแผนจะนำคู่ค้าจากสหรัฐฯ เข้าหารือกับทางกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ในการโปรโมทสินค้าข้าวหอมมะลิของไทย ที่มีตราเครื่องหมายรับรองข้าวหอมมะลิไทย (Thai Hom Mali Rice)จากกรมการค้าต่างประเทศที่ถุงบรรจุ ผ่านเครือข่ายห้างสรรพสินค้าพันธมิตรของบริษัท ตรงนี้พอจะเล่าความคืบหน้าหลังการหารือได้หรือไม่ว่าเป็นอย่างไรบ้าง? : โอเคเลย! เพราะว่าในส่วนของผมเวลามาประเทศไทยผมก็ลงทุนด้วยตัวเอง พาคู่ค้ามา ในฐานะที่ผมเป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของกระทรวงฯ มาทุกยุคสมัยมาร่วม 20 ปีแล้ว คู่ค้ามาอย่างน้อยที่สุดเขาสามารถเล่าให้อธิบดีทราบได้ว่ามีอะไรบ้าง

ผมเห็นว่าคนนี้เก่งมาก ผมก็นำเขาเข้าพบอธิบดีที่กระทรวงฯ จากนั้นผมก็พาเขาไปที่โรงงานที่มีหุ้นส่วนกันที่ อ.ปราณบุรี(จ.ประจวบคีรีขันธ์) เขาทำครบวงจรเลย หลังจากนั้นก็มีการที่จะขยายในส่วนของข้าว ซึ่งผมเอาห้าง 5-6 แห่ง หลายหัวเมืองเข้ามาเพื่อที่จะโปรโมททางธุรกิจ หรือการโปรโมทสินค้าข้าวไทย ซึ่งขณะนี้ก็จะมีที่ ซาคราเมนโต (รัฐแคลิฟอร์เนีย) ซึ่งจะทำกันเป็นเดือนหลายครั้งเลย

มีทั้งลงโฆษณาหนังสิอพิมพ์ มีการโชว์สินค้าที่ห้าง โชว์สินค้าข้าวหอมมะลิ บางห้างก็อาจจะมีการมาหุงข้าวหอมมะลิแล้วก็ให้คนชิม ที่รัฐเท็กซัส อันนี้หลายรอบ ทำทั้งปีเลย แล้วก็มีห้างที่ลาสเวกัส (รัฐเนวาดา) นี่ก็เอาสินค้าโชว์มาแล้ว แล้วก็มีที่แอลเออีก 2 ห้าง มีที่ซีแอตเทิล (รัฐวอชิงตัน) กลับไป (สหรัฐฯ) นี่ก็ต้องบินเป็นลูกข่าง นี่คือในส่วนที่โปรโมท ภาระผมค่อนข้างที่จะเยอะ แต่ตราบใดที่เป็นสิ่งที่เราทำแล้วสนุกกับมันก็โอเค

– ไหนๆ มีโอกาสได้พูดคุยกับคนไทยที่ทำธุรกิจอยู่ในสหรัฐฯ ทั้งที ก็อยากให้ท่านเล่าหน่อยว่าสถานการณ์เศรษฐกิจในสหรัฐฯ ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง? : โดยภาพรวมก็ยังย่ำแย่อยู่ ทุกคนก็ระมัดระวังในการใช้จ่าย เนื่องจากว่าที่นั่นก็จะมีงบประมาณในการใช้ชีวิตประจำวัน มันมีเงินจำกัดตรงนั้นอยู่ค่าเช่า ค่าเล่าเรียนลูก ค่าใช้จ่ายประจำวัน ถ้าไม่จำเป็นเขาหยุดใช้เงิน เพราะน้ำมันก็แพง แล้วภาวะเงินเฟ้อ (Inflation) มันสูงขึ้นหมด ต้นทุนสูงขึ้นหมด แล้วก็เป็นผลจากค่าระวางเรือปีที่แล้ว ช่วง 6-8 เดือน ตั้งแต่ 1,000 เหรียญ ขึ้นไปเป็น 1.5-2 หมื่นเหรียญ ก็ทำให้หลายๆ อย่างราคาขึ้นสูงมาก พอกระทบอยู่

สงครามรัสเซีย-ยูเครนยิ่งไปกันใหญ่ ช่วงนี้มีงานแสดงสินค้า ที่อนาไฮม์ (รัฐแคลิฟอร์เนีย) งาน Expo West ก่อนจะมาให้ข่าวนี่ผมก็ลองสอบถามดู แย่มากๆ ล่าช้าในการใช้จ่ายใช้สอย ยกเว้นในส่วนของสินค้าที่เป็นอาหาร แล้วก็ต้องเป็นอาหารพวกที่ยังจำเป็นจริงๆ ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ค่อยจะซื้อกัน อย่างพวกอาหารห้างพรีเมียม เป็นออร์แกนิกหรืออะไรเหล่านี้ เราก็สังเกตดู คนจะน้อยเลย คนย้ายไปซื้อห้าง Discount Store (ห้างค้าปลีก) ที่ราคาถูกโชคดีที่ผมมองเรื่องนี้ตั้งแต่ปีกว่ามาแล้ว ตอนนั้นก็พยายามจะจับตลาดนี้ให้ได้ แล้วผมก็จับได้มันก็เลยต่อยอดไปเรื่อยๆ

ทีนี้มาพูดถึงเรื่องเศรษฐกิจ ตอนนี้ใหญ่หรือเล็กก็แย่หมด ชีวิตประจำวันทุกคนก็ยังแย่อยู่แล้ว จะเดินทางจะบินอะไรก็ลำบากกันหมด เรื่องการค้าจะดีมันเป็นไปไม่ได้ ก็อยู่ที่ว่าทางใครทางมัน พวกที่ทำในสายอาหารแล้วก็ทำอยู่ถูกช่องทาง มีคู่ค้าที่ดี ข้อย้ำเลย! คู่ค้าที่ดี คู่ค้าที่มั่นคง พวกนี้ก็จะได้เปรียบ อย่างตัวผมเอง ผมคิดว่าอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบเพราะผมทำข้าว แล้วข้าวนี่ก็กำลังอยู่ในนโยบายของรัฐบาลที่ตอนนี้กำลังส่งเสริมข้าวหอมมะลิจากทุ่งกุลาร้องไห้ ผมก็ทำโครงการนั้นอยู่

สภาวะการเงินมันก็แปลกๆ ที่อเมริกาเวลานี้ มีคนถอนเงินจากหลายๆ ธนาคาร เราก็มองดูว่าจะมีบริษัทล้มหายตายจากไปฉะนั้นต้องจับตามองอย่างดีเลย เพราะการค้าชั่วโมงนี้ไม่สามารถที่จะกำหนดความแน่นอนได้ มันมีปัจจัยเสี่ยงเยอะเหลือเกิน อย่างเช่น ค่าเงิน 3 เดือนวิ่งขึ้น-วิ่งลง 20 เปอร์เซ็นต์ อย่างผมตอนจะมาเมืองไทย เงินบาทอยู่ที่ 38 บาท มาถึงยังไม่กี่วันก็เหลือ32.50 บาท ผมก็คิดว่าจะเอากลับไปอเมริกา ยังไม่ทันไรมันก็วิ่งขึ้นมาที่ 35 บาทกว่าๆ ตอนนี้อยู่แถวๆ 35 บาท วิ่งอยู่ตรงนี้ คือผมไม่ใช่นักเก็งกำไรค่าเงิน แล้วก็ไม่ได้ยุ่งกับหุ้น เราค้าขายจริงสร้างแบรนด์ ได้กำไรจาก Value Added หรือมูลค่าเพิ่มจากแบรนด์ที่เราสร้าง ตรงนี้ผมก็คิดว่า 35 บาท ก็พอใจแล้ว

– ในส่วนของธุรกิจของท่านเป็นอย่างไรบ้าง? : ความรู้และประสบการณ์ที่ผ่านมา เราจะพอรู้ได้ว่าอะไรควรและไม่ควรทำสิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าผมทำได้ดีมาก อันนี้ผมพูดถึงตัวผม สินค้ามันค่อนข้างจะ Diversified ก็คือหลากหลาย เรารู้ว่าสิ่งนี้เราทำไปแล้วมันจะมีปัญหาเราก็หยุดดีกว่า อันนี้หมายถึงตัวสินค้า แล้วในขณะเดียวกันคู่ค้าที่อยู่ประเทศไทย ถ้าหากว่ามีคู่ค้าที่
ไม่มั่นคงเป็นหุ้นส่วนกันมันก็จะค้าลำบากมาก

เนื่องจากมีปัจจัยที่จะทำให้เข้าใจผิดแล้วก็ทะเลาะกันได้ทุกวันเลย เอาง่ายๆ วันนี้ค่าเงิน 34 บาท พรุ่งนี้ 35 บาท ตกลงกันแล้ว ซื้อขายกันแล้ว โห! วันเดียวบาทนึง ขอเปลี่ยนราคา ถ้าไม่ใช่นั่นก็เรียบร้อย พอเถียงกันปุ๊บทางนั้นจัดการตกลงกับตลาดแล้ว จะต้องส่งมอบแล้ว ไปถึงของไม่มีก็เสร็จ เพราะเซ็นสัญญากับคู่ค้าเรียบร้อย มันก็เรียบร้อยหมด ทั้งๆ ที่มันจะเป็นผลสะท้อนกลับมาเป็นทอดๆ

– มองเศรษฐกิจอย่างไรในระยะยาว? : ผมอยากจะเทียบกับปี 2540 (วิกฤตต้มยำกุ้ง) สถาบันการเงินพังไม่กี่บริษัท แต่ปัจจุบันมันพังถ้วนหน้าเลย อันนี้ในฐานะที่ผมอยู่ในไทยมา 1-2 เดือน ขอพูดกันแบบตรงๆ ไม่เอาใจข้างใดข้างหนึ่ง ปัจจุบันมันเป็นประเภทซึมลึกและทรมาน เราอาจจะเห็นความหวือหวาในช่วงไม่กี่วันนี้เนื่องจากจีนเปิดประเทศ นักท่องเที่ยวแห่กันเข้ามา ผมอยู่โรงแรม 1,200 ห้องเต็มหมด เป็นนิมิตหมายอันดีกับกิจการบางอย่างที่เหมาะสม แต่ต้องอย่าลืมว่าเขาทรมานกันมานานเหลือเกิน

แต่การใช้จ่ายเงินต้องมองอย่างนี้ คนมีเงินเขาออกมาใช้แค่วูบเดียว ไม่ใช่ว่าใช้กันทุกวัน ก็เหมือนปีใหม่ที่เราออกมาเที่ยวกันเพราะฉะนั้นเราก็ต้องมองเหมือนกัน ทีนี้ธุรกิจคุณอยู่ในแนวไหน อย่างที่อเมริกา ถ้าดูท่าไม่รอดบริษัทเขาล้มก่อนแล้ว คือแจ้งตัวเองไม่ให้ใครทวงหนี้ ซึ่งมันก็ไม่ดี ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้มันก็ไม่ดี แล้วอีกอย่างหนึ่ง ขณะนี้สงคราม ไม่ทราบมีคนเคยคิดหรือเปล่า แต่ผมคิดว่าหลายคนก็คิดว่ามันจะจบอย่างไร?

– จากสถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังพอมีช่องว่างสำหรับนักธุรกิจไทยบ้างหรือไม่? : มีแน่นอน เวลานี้ผมอยากจะร่วมมือกับบริษัทหรือองค์กรที่ใหญ่ๆ ในประเทศไทยเพื่อที่จะต่อยอดเข้าไป เพราะนโยบายของผมที่ผ่านมาคือ Combining Strength รวบรวมความแข็งแกร่ง ผมมองดูว่า Combining Superpower คือเพาเวอร์ใหญ่ๆ ในประเทศไทยไม่ใช่แค่ใหญ่เฉพาะที่นี่ ก็ควรที่จะฉายแสงออกไปที่โน่นด้วย

ยกตัวอย่างอสังหาริมทรัพย์ พวกที่ดินหรือบ้าน เนื่องจากดอกเบี้ยแพงราคามันเลยลง แต่ในขณะเดียวกัน คลังสินค้าพวกเป็นแสนๆ ตารางฟุต ควรจะไปซื้อคลังสินค้าไว้เลย อย่างไรมันก็เป็นหลักทรัพย์ แต่ในขณะเดียวกันคลังสินค้าความต้องการมันสูงคราวนี้มันเฉพาะคนมีประสบการณ์ มีความรู้ในการบริหาร มีทีมงาน ของบางอย่างคุณมีมาแต่คุณไม่มีความรู้ในเรื่องบริหารจัดการ หรือไม่มีทีมงานที่ดีก็ไม่มีประโยชน์

“มูลค่าธุรกิจเราตั้งเป้าไป 50 ล้านเหรียญต่อปี แล้วเราต้องการกระโดดไป 100 ล้านเหรียญ แต่ก็ทำด้วยความระมัดระวัง” นายประมุข กล่าวในตอนท้าย

‘ตรีนุช’เร่งแก้หนี้ครู 8จว.ภาคตะวันออก มูลหนี้พุ่ง4.2พันล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/716717

‘ตรีนุช’เร่งแก้หนี้ครู  8จว.ภาคตะวันออก  มูลหนี้พุ่ง4.2พันล้าน

‘ตรีนุช’เร่งแก้หนี้ครู 8จว.ภาคตะวันออก มูลหนี้พุ่ง4.2พันล้าน

วันอาทิตย์ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

‘ตรีนุช’เร่งแก้หนี้ครู 8จว.ภาคตะวันออก มูลหนี้พุ่ง4.2พันล้าน

“ตรีนุช” เดินหน้าแก้หนี้ครูภาคตะวันออก 8 จังหวัด มูลหนี้ 4,252 ล้านบาท มั่นใจลดหนี้ครูได้จริง

วันที่ 11 มีนาคม 2566 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานในพิธีเปิดงานมหกรรมการเงินเพื่อครูไทย “Unlock a Better Life” สร้างโอกาสใหม่เพื่อชีวิตครูไทยที่ดีกว่า ครั้งที่ 3 ในภาคตะวันออก ระหว่างวันที่ 11-12 มีนาคม พ.ศ.2566 ณมหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว สำหรับครูในภาคตะวันออก 8 จังหวัด ได้แก่ สระแก้ว ปราจีนบุรี นครนายก จันทบุรี ตราด ชลบุรี ฉะเชิงเทรา และระยอง

โดยตั้งเป้าหมายแก้ไขปัญหาหนี้สินครูในภูมิภาคนี้กว่า 4,252 ล้านบาท เพื่อให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายแก้ไขหนี้ภาคครัวเรือนนั้นกระทรวงศึกษาธิการที่มีบทบาทในการดูแลสวัสดิการและสวัสดิภาพแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้เร่งรัดการขับเคลื่อนตามนโยบายแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างเต็มที่ ด้วยกลไกเจรจาลดดอกเบี้ยกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครู การปรับโครงสร้างหนี้กับสถาบันการเงิน การจัดตั้งสถานีแก้หนี้ร่วมช่วยแก้ปัญหาลดหนี้สิน และการให้ความรู้ทางด้านวินัยการเงินและการลงทุน เพื่อสร้างความแข็งแรงให้กับครูไทยได้มีสุขภาพทางการเงินที่ดี โดยได้ดำเนินการจัดงานมหกรรมการเงินเพื่อครูไทยในส่วนกลาง เมื่อช่วงสิ้นปี 2565 และขยายผลสู่ทั่วประเทศด้วยงานมหกรรมการเงินเพื่อครูไทย 4 ภูมิภาค ซึ่งได้จัดขึ้นครั้งแรกที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สำหรับกลุ่ม 4 จังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม และขอนแก่น ซึ่งสามารถช่วยแก้ไขปัญหาหนี้ครูแบบพุ่งเป้าที่กลุ่มลูกหนี้วิกฤติได้กว่า 784,661,570.43 บาท

นางสาวตรีนุช กล่าวต่อว่า การจัดงานมหกรรมการเงินเพื่อครูไทย สำหรับครูไทยภาคตะวันออกในครั้งนี้ ตั้งเป้าหมายช่วยเหลือครูที่มีปัญหาหนี้สินกว่า 2,000 ราย จำนวนมูลหนี้ประมาณ 4,252 ล้านบาท โดยเป็นกลุ่มลูกหนี้วิกฤติ 205 ราย จำนวนมูลหนี้ประมาณ 173.4 ล้านบาท ซึ่งจะพุ่งเป้าหมายให้ความช่วยเหลือกลุ่มลูกหนี้วิกฤติเป็นสำคัญ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนที่สุด ซึ่งที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการมีการจัดการแก้ไขปัญหาหนี้ครูอย่างเต็มที่ เช่น การเจรจาขอลดดอกเบี้ยจากสหกรณ์ออมทรัพย์ครูที่เป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของครูทั้งประเทศ มีการตั้งสถานีแก้หนี้ครู 558 สถานีเพื่อเป็นกลไกช่วยเหลือครูในระดับเขตพื้นที่ ฯลฯซึ่งได้ดำเนินการมาก่อนหน้านี้แล้ว ทำให้เป้าหมายการแก้ไขปัญหาหนี้ครูในภูมิภาคนี้โดยเฉพาะกลุ่มลูกหนี้วิกฤติมีจำนวนไม่มาก การจัดงานมหกรรมการเงินเพื่อครูไทยในครั้งนี้ จึงเป็นการจัดการปัญหาหนี้ในเชิงรุก ที่จะช่วยให้ครูในกลุ่มที่ยังต้องการความช่วยเหลือสามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ทางการเงินสำหรับครูมากยิ่งขึ้น

“ปัญหากนี้สินครูเป็นปัญหาที่เรื้อรังมานาน เชื่อมั่นว่าการดำเนินกิจกรรมการเงินนี้จะช่วยลดหนี้ให้ครูไทยที่มีปัญหามานานได้จริง เพื่อให้ครูไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีความรู้ทางการเงินที่ดี และสามารถปฏิบัติหน้าที่ในการถ่ายทอดองค์ความรู้และจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งเป็นการเสริมสร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน และเป็นการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพครูอีกด้วย” รมว.ศธ. กล่าว

ทั้งนี้ สำหรับกิจกรรมภายในงาน มีการให้บริการเจรจาไกล่เกลี่ยหนี้ที่อยู่ระหว่างขั้นตอนของการฟ้องร้องดำเนินคดีและการปรับโครงสร้างหนี้กับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูและสถาบันการเงิน สำหรับลูกหนี้ครูกลุ่มวิกฤติและกลุ่มทั่วไป เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาหนี้สินครูให้มีเงินเดือนเหลือสุทธิหลังหักชำระหนี้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 และควบคุมยอดหนี้ใหม่ไม่ให้เกินความสามารถในการชำระหนี้

ปลัด มท.ทำพิธีมอบหนังสือและเสวนาพิเศษเรื่อง’ประวัติศาสตร์เมืองตราดฯ’ผู้ว่าฯตราด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/716682

ปลัด มท.ทำพิธีมอบหนังสือและเสวนาพิเศษเรื่อง'ประวัติศาสตร์เมืองตราดฯ'ผู้ว่าฯตราด

ปลัด มท.ทำพิธีมอบหนังสือและเสวนาพิเศษเรื่อง’ประวัติศาสตร์เมืองตราดฯ’ผู้ว่าฯตราด

วันเสาร์ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2566, 16.10 น.

ปลัดกระทรวงมหาดไทยทำพิธีมอบหนังสือและเสวนาพิเศษเรื่อง “ประวัติศาสตร์เมืองตราด History of Trat” ให้กับผู้ว่าฯตราด และส่วนราชการและองค์กรปกครองท้องถิ่นสถานการศึกษาจังหวัดตราดบอกคนไทยและคนตราดต้องรู้ประวัติศาสตร์

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 11 มีนาคม 2566 ที่ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนจังหวัดตราด อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราดนายชำนาญวิทย์ เตรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด รองผู้ว่าราชการจ.ตราด ทั้ง 2 ท่าน ปลัดจังหวัดตราด นายกอบจ.ตราด หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้บริหารการศึกษา ให้การต้อนรับนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ที่เดินทางมาทำพิธีมอบหนังสือและเสวนาพิเศษเรื่อง “ประวัติศาสตร์เมืองตราด History of Trat”

นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า มีความยินดีและรู้สึกเป็นเกียรติ ที่ได้มาเป็นประธานในพิธีมอบหนังสือ”และเสวนา เรื่อง”ประวัติศาสตร์เมืองตราด History of Trat” ในวันนี้ ซึ่งหนังสือเล่มนี้เป็นความปรารถนาของตนเองในฐานะคนตราดที่อยากอนุรักษ์สืบสานต่อยอดให้เรื่องราวของเมืองตราดถูกบันทึกไว้ เป็นหลักฐานให้ลูกหลานไทยได้ตระหนักและเรียนรู้ รวมถึงประวัติศาสตร์ของจังหวัดอื่นๆ ด้วยเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท คนที่ 52 ได้ขอให้คณะทำงานนิตยสารศิลปวัฒนธรรมช่วยเรียบเรียงจัดพิมพ์ประวัติศาสตร์ชัยนาทไปจังหวัดหนึ่งแล้ว ครั้งนี้ก็เช่นกันที่คณะทำงานฯ ได้ช่วยชำระประวัติศาสตร์เมืองตราดจนหนังสือเล่มนี้ได้เกิดขึ้น

จึงขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูง โดยเฉพาะ ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่ข้านมหาดไทย ภรรยาอันเป็นที่รักยิ่งของผมที่ได้สนับสนุน หวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่ภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไปรวมถึงวงการวิชาการด้านการศึกษา ของจังหวัดอื่น ๆ ตามมาด้วย จึงขอมอบหนังสือนี้จำนวน 4,192 เล่ม ให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดตราดห้องสมุด ศูนย์การเรียนรู้ และสถานศีกษาในจังหวัดตราดทุกแห่ง เพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอน ตลอดจนประชาชนที่สนใจได้ศึกษาค้นคว้าต่อไป

นายชำนาญวิทย์ กล่าวว่า ขอกราบขอบคุณท่านสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่เดินทางมาเป็นประธานในพิธีมอบหนังสือและเสวนาพิเศษ เรื่อง “ประวัติศาสตร์เมืองตราด History of Trat” ในวันนี้ หนังสือดังกล่าวนี้ได้จัดทำขึ้น โดยท่านปลัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นคนตราดที่มีเจตจำนงเพื่อสืบสานให้เรื่องราวของเมืองตราดให้ลูกหลานชาวจังหวัดตราดได้อนุรักษ์ สืบสานต่อยอดเรียนรู้ เข้าใจ เข้าถึง ความเป็นคนตราด และเป็นประโยชน์ต่อวงการศึกษาทางวิชาการต่อไป จึงได้มอบหนังจังหวัดตราดจำนวน 4,192 เล่ม เพื่อประโยชน์ดังกล่าว ในการนี้จังหวัดตราดจึงได้จัดพิธีมอบหนังสือดังกล่าว ให้แก่สถานศึกษาในจังหวัดตราด ห้องสมุด และศูนย์การเรียนรู้ทุกแห่ง จำนวน 141 แห่งเพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอนรวมถึงประชาชนที่สนใจได้ศึกษาค้นคว้าประวัติศาสตร์เมืองตราด รวมทั้งได้จัดเสวนาพิเศษ “ประวัติศาสตร์เมืองตราด History of Trat” เพื่อเป็นแนวทาง ในการศึกษาประวัติศาสตร์เมืองตราดที่ถูกต้อง ของประชาชนชาวตราดอย่างดียิ่ง

‘ตรีนุช’เดินหน้าแก้หนี้ครูภาคตะวันออก 8 จังหวัด มูลหนี้ 4,252 ล้านบาท มั่นใจลดหนี้ครูได้จริง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/716648

'ตรีนุช'เดินหน้าแก้หนี้ครูภาคตะวันออก 8 จังหวัด มูลหนี้ 4,252 ล้านบาท มั่นใจลดหนี้ครูได้จริง

‘ตรีนุช’เดินหน้าแก้หนี้ครูภาคตะวันออก 8 จังหวัด มูลหนี้ 4,252 ล้านบาท มั่นใจลดหนี้ครูได้จริง

วันเสาร์ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2566, 14.40 น.



                   วันที่ 11 มีนาคม 2566 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานในพิธีเปิดงานมหกรรมการเงินเพื่อครูไทย “Unlock a Better Life” สร้างโอกาสใหม่เพื่อชีวิตครูไทยที่ดีกว่า ครั้งที่ 3 ในภาคตะวันออก ระหว่างวันที่ 11-12 มีนาคม พ.ศ.2566 ณมหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว 

วันที่ 11 มีนาคม 2566 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานในพิธีเปิดงานมหกรรมการเงินเพื่อครูไทย “Unlock a Better Life” สร้างโอกาสใหม่เพื่อชีวิตครูไทยที่ดีกว่า ครั้งที่ 3 ในภาคตะวันออก ระหว่างวันที่ 11-12 มีนาคม พ.ศ.2566 ณมหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว  สำหรับครูในภาคตะวันออก 8 จังหวัด ได้แก่ สระแก้ว ปราจีนบุรี นครนายก จันทบุรี ตราด ชลบุรี ฉะเชิงเทรา และระยอง โดยตั้งเป้าหมายแก้ไขปัญหาหนี้สินครูในภูมิภาคนี้กว่า 4,252 ล้านบาท เพื่อให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยมีผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานในพื้นที่เข้าร่วม อาทิ นายสุทิน แก้วพนา รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นายเชาวเนตร ยิ้มประเสริฐ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว รวมถึงผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษา เข้าร่วมกว่า 2,000 คน

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายแก้ไขหนี้ภาคครัวเรือนนั้น กระทรวงศึกษาธิการที่มีบทบาทในการดูแลสวัสดิการและสวัสดิภาพแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้เร่งรัดการขับเคลื่อนตามนโยบายแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างเต็มที่ ด้วยกลไกเจรจาลดดอกเบี้ยกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครู การปรับโครงสร้างหนี้กับสถาบันการเงิน การจัดตั้งสถานีแก้หนี้ร่วมช่วยแก้ปัญหาลดหนี้สิน และการให้ความรู้ทางด้านวินัยการเงินและการลงทุน เพื่อสร้างความแข็งแรงให้กับครูไทยได้มีสุขภาพทางการเงินที่ดี โดยได้ดำเนินการจัดงานมหกรรมการเงินเพื่อครูไทยในส่วนกลาง เมื่อช่วงสิ้นปี 2565 และขยายผลสู่ทั่วประเทศด้วยงานมหกรรมการเงินเพื่อครูไทย 4 ภูมิภาค ซึ่งได้จัดขึ้นครั้งแรกที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สำหรับกลุ่ม 4 จังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม และขอนแก่น ซึ่งสามารถช่วยแก้ไขปัญหาหนี้ครูแบบพุ่งเป้าที่กลุ่มลูกหนี้วิกฤติได้กว่า 784,661,570.43 บาท 

นางสาวตรีนุช กล่าวต่อว่า การจัดงานมหกรรมการเงินเพื่อครูไทย สำหรับครูไทยภาคตะวันออกในครั้งนี้ ตั้งเป้าหมายช่วยเหลือครูที่มีปัญหาหนี้สินกว่า 2,000 ราย จำนวนมูลหนี้ประมาณ 4,252 ล้านบาท โดยเป็นกลุ่มลูกหนี้วิกฤติ 205 ราย จำนวนมูลหนี้ประมาณ 173.4 ล้านบาท ซึ่งจะพุ่งเป้าหมายให้ความช่วยเหลือกลุ่มลูกหนี้วิกฤติเป็นสำคัญ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนที่สุด ซึ่งที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการมีการจัดการแก้ไขปัญหาหนี้ครูอย่างเต็มที่ เช่น การเจรจาขอลดดอกเบี้ยจากสหกรณ์ออมทรัพย์ครูที่เป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของครูทั้งประเทศ มีการตั้งสถานีแก้หนี้ครู 558 สถานีเพื่อเป็นกลไกช่วยเหลือครูในระดับเขตพื้นที่ ฯลฯซึ่งได้ดำเนินการมาก่อนหน้านี้แล้ว ทำให้เป้าหมายการแก้ไขปัญหาหนี้ครูในภูมิภาคนี้โดยเฉพาะกลุ่มลูกหนี้วิกฤติมีจำนวนไม่มาก การจัดงานมหกรรมการเงินเพื่อครูไทยในครั้งนี้ จึงเป็นการจัดการปัญหาหนี้ในเชิงรุก ที่จะช่วยให้ครูในกลุ่มที่ยังต้องการความช่วยเหลือสามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ทางการเงินสำหรับครูมากยิ่งขึ้น

“ปัญหากนี้สินครูเป็นปัญหาที่เรื้อรังมานาน เชื่อมั่นว่าการดำเนินกิจกรรมการเงินนี้จะช่วยลดหนี้ให้ครูไทยที่มีปัญหามานานได้จริง เพื่อให้ครูไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีความรู้ทางการเงินที่ดี และสามารถปฏิบัติหน้าที่ในการถ่ายทอดองค์ความรู้และจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งเป็นการเสริมสร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน และเป็นการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพครูอีกด้วย” รมว.ศธ. กล่าว

ทั้งนี้ สำหรับกิจกรรมภายในงาน มีการให้บริการเจรจาไกล่เกลี่ยหนี้ที่อยู่ระหว่างขั้นตอนของการฟ้องร้องดำเนินคดีและการปรับโครงสร้างหนี้กับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูและสถาบันการเงิน สำหรับลูกหนี้ครูกลุ่มวิกฤติและกลุ่มทั่วไป เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาหนี้สินครูให้มีเงินเดือนเหลือสุทธิหลังหักชำระหนี้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 และควบคุมยอดหนี้ใหม่ไม่ให้เกินความสามารถในการชำระหนี้ โดยพันธมิตรสถาบันการเงินได้มอบสิทธิพิเศษช่วยเหลือลูกหนี้ครูกลุ่มวิกฤติ ทั้งผู้กู้และผู้ค้ำประกัน ที่เข้าร่วมงานมากมาย เช่น กรณีปิดบัญชี พิจารณายกเว้นดอกเบี้ยผิดนัดและดอกเบี้ยค้างชำระเป็นพิเศษ กรณีผ่อนชำระ พิจารณาขยายเวลาไม่เกิน 10 ปี ตั้งพักดอกเบี้ยค้างชำระ, ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเป็นพิเศษ 3 ปีแรก, ผ่อนชำระได้ตามเงื่อนไข ยกเว้นดอกเบี้ยผิดนัดทั้งจำนวนดอกเบี้ยค้างชำระเป็นพิเศษ กรณีปลดภาระหนี้ค้ำประกัน เงินต้นคงเหลือแบ่งชำระตามจำนวนผู้ค้ำประกัน, ยกเว้นดอกเบี้ยค้างชำระให้เป็นพิเศษ, ยกเว้นค่าใช้จ่ายอื่น เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการให้บริการวางแผนและให้คำปรึกษาการออม การกู้ยืม และการลงทุน รวมถึงการอบรมให้ความรู้ด้านการเงินและการบริหารจัดการหนี้สิน สำหรับกลุ่มลูกหนี้ครูทั่วไปและครูที่ยังไม่มีหนี้ เพื่อป้องกันการเกิดหนี้เสียใหม่ในอนาคตและเป็นการจัดการแก้ไขปัญหาหนี้สินให้แก่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาแบบครบวงจร

สกสว.ร่วมถกการตั้งโจทย์พัฒนางานวิจัยเชิงมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/716585

สกสว.ร่วมถกการตั้งโจทย์พัฒนางานวิจัยเชิงมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์

สกสว.ร่วมถกการตั้งโจทย์พัฒนางานวิจัยเชิงมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์

วันศุกร์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2566, 20.53 น.

สกสว. ร่วมถกการตั้งโจทย์พัฒนางานวิจัยเชิงมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มุ่งตอบโจทย์สังคม ท่ามกลางภาวะของความไม่แน่นอน

เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2566, รศ. ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) พร้อมด้วย นายแพทย์โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) และ ศ.เกียรติคุณ ดร.อานันท์ กาญจนพันธุ์ ภาควิชาสังคมศาสตร์และมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมเสวนาในหัวข้อ “วิจักษ์ วิพากษ์ วิจัย: การตั้งโจทย์ และทิศทางมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ในภาวะความไม่แน่นอน” รวมทั้งแลกเปลี่ยนในประเด็น “พลังสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์กับทิศทางการจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนงานมูลฐาน (Fundamental Fund; FF)” เพื่อเป็นการยกระดับและส่งเสริมให้เกิดผลงานวิจัยด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่มีศักยภาพมากขึ้น ณ ห้องประชุม BEC อาคารคณะบริหารธุรกิจ เศรษฐศาสตร์และการสื่อสาร มหาวิทยาลัยนเรศวร

รศ. ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า เมื่อมีการพัฒนาด้านเทคโนโลยีที่เร็วขึ้น ทำให้เกิดแรงกระแทกต่อสังคมโดยตรง เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อประชาชนอย่างรวดเร็ว ทำให้งานวิจัยอาจยังไปไม่ทัน รวมถึงการตั้งโจทย์ที่ยังไม่คมพอ ดังนั้น นักวิจัยต้องฝึกการตั้งโจทย์ ฝึกตั้งคำถามซึ่งยังเป็นสิ่งที่ขาด โดยการตั้งโจทย์และทิศทางมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ในภาวะความไม่แน่นอน ที่แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ 1. งานวิจัยพื้นฐานที่เน้นความเป็นเลิศทางวิชาการและเกาะติดพัฒนาการของศาสตร์ 2. งานวิจัยเชิงอนุรักษ์เน้นการศึกษาและสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น และ 3. งานวิจัยเชิงประยุกต์ที่เน้นการทำร่วมศาสตร์ อื่นๆ ในการแก้ปัญหาของสังคม โดยเฉพาะท่ามกลางวิกฤตปัญหาของความขัดแย้งในสังคมไทย ที่อาจจะมีความต้องการมนุษยศาสตร์มากกว่าในอดีตที่ผ่านมา เพื่อทำความเข้าใจและจัดการกับความซับซ้อนของมนุษย์ ร่วมตอบโจทย์หรือเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการแก้ไข

ขณะที่ ประเด็นสาธารณะที่สังคมศาสตร์สามารถร่วมขับเคลื่อนในฐานะการวิจัยได้ ประกอบด้วย การลดความเหลื่อมล้ำและการขจัดความยากจน, การส่งเสริมสุขภาวะและความพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร, การส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรมและการแก้ปัญหาความรุนแรงโดยสันติวิธี, การปฏิรูปการศึกษาและการเสริมสร้างพัฒนามนุษย์, การสร้างสังคมเปิดและประชาธิปไตย, การสร้างความรู้เท่าทันและความสามารถในการปรับตัวต่อภูมิรัฐศาสตร์ใหม่, การสร้างความสามารถในการกำกับการพลิกผันทางเทคโนโลยีและรับมือความเสี่ยงอุบัติใหม่, และการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนอยู่ในแผนงานด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ภายใต้ยุทธศาสตร์ที่ 2 ที่มีเป้าประสงค์ในการพัฒนาสังคมไทยอย่างยั่งยืน

ด้าน นายแพทย์โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) กล่าวว่า จากตัวอย่างช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา ความรู้ทางด้านสังคมศาสตร์ได้เข้ามาช่วยในการควบคุมสถานการณ์ 6 ประเด็น คือ 1. การรับรู้ความเสี่ยง 2. ความเข้าใจภาวะผู้นำ 3. การจัดการระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวกับผลประโยชน์ส่วนรวม 4. การสื่อสารสร้างความเข้าใจ 5. การเข้าใจบริบทของสังคมที่เกิดขึ้น และ 6. ปัญหาเรื่องความเครียดจากการกักตัวนานเกินไป เช่น ทำให้เกิดโรคซึมเศร้า เป็นต้น

“ขณะที่ การใช้งานวิจัยในโลกการเปลี่ยนแปลงที่มีการใช้ความรู้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว ส่วนระบบบริหารงานวิจัย ระบบสนับสนุนและจัดการศักยภาพงานวิจัย ต้องมีการบริหารจัดการที่พอดี ให้มีความเสมอกันในแต่ละด้าน ซึ่งประโยชน์ของการวิจัยทางสังคมศาสตร์ ประกอบด้วย 10 ข้อ คือ 1. การใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้แบบ Slow Knowledge และ Fast Knowledge 2. การเข้าใจความซับซ้อนของปรากฎการณ์ทางสังคม 3. การตระหนักถึงความเหลื่อมล้ำ อำนาจและปัจจัยเชิงโครงสร้าง 4. การเคารพในความเป็นมนุษย์ที่แสดงออกแตกต่างหลากหลาย 5. การรู้เท่าทันอคติที่มีอยู่และอาจเกิดขึ้น 6. การระมัดระวังผลพวงที่คาดไม่ถึง 7. การเข้าใจในชะตากรรมหรือความทุกข์ของคนอื่น 8. การเคารพในความคิดเห็นแตกต่างและสามารถแลกเปลี่ยน 9. การสามารถคิดในเชิงตรรกะเชิงซ้อนและเข้าใจข้อจำกัดของเหตุผล และ 10. การให้ความสำคัญกับความคิดสร้างสรรค์ การมองนอกกรอบ” นายแพทย์โกมาตร กล่าวเสริม

ศ.เกียรติคุณ ดร.อานันท์ กาญจนพันธุ์ ภาควิชาสังคมศาสตร์และมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า การวิจัยเชิงวิพากษ์ทางสังคมศาสตร์ด้วยวิธีคิดเชิงซ้อน หากไม่นำความคิดเชิงซ้อนมาใช้ จะทำให้ไม่สามารถนำมาใช้กับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงได้ ส่วนทฤษฎี นั้น เป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่ต้องเน้นที่ปรากฎการณ์ ประเด็น และปัญหา โดยมองว่าประเด็นทางการวิจัยสังคมศาสตร์ ต้องประกอบด้วย การวิพากษ์วิจารณ์ ด้วยการถกเถียงจากมุมมองที่แตกต่าง เพราะความรู้ที่มีอยู่อาจตายตัว หรือขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่ปรากฎ เพื่อปรับเปลี่ยนมุมมองใหม่ ๆ ให้รู้เท่าทันสถานการณ์ สร้างความเข้าใจ ทิศทาง และกระบวนการเปลี่ยนแปลง เพื่อผลักดันทิศทางการเปลี่ยนแปลงที่หลากหลาย ให้คนทุกกลุ่มในสังคมให้สามารถมีส่วนร่วมมากขึ้น

“ก่อนที่จะตั้งโจทย์ จะต้องตั้งประเด็นปัญหากับความรู้หรือความเข้าใจสามัญ หรือมายาคติต่าง ๆ เพราะความรู้ในปัจจุบันอาจมีลักษณะเป็นเพียงวาทกรรมที่ขัดแย้งหรือย้อนแย้ง โดยเฉพาะในช่วงของภาวะความไม่แน่นอน หรือวิกฤติต่าง ๆ ขณะที่ คีย์สำคัญในการยกระดับนามธรรมของปรากฎการณ์ คือ การรับรู้ว่านามธรรมนั้นทับซ้อนอยู่หลายระดับ ต้องมองลึกลงไปมากกว่าเท่าที่เห็น มองหาเงื่อนไขเชิงโครงสร้าง กระบวนการทางสังคม และพลังในการขับเคลื่อนสังคม เพื่อเปิดพื้นที่ให้เกิดการถกเถียงใหม่ ๆ รื้อถอนมายาคติ ให้เกิดการปรับเปลี่ยนมุมมอง และผลักดันการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง” ศ.เกียรติคุณ ดร.อานันท์ กล่าวสรุป

กมว.ลดขั้นตอนพิจารณาโทษ ‘ครู’ ผิดจรรยาบรรณ เน้นรวดเร็วขึ้น-ลงดาบ9ราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/716445

กมว.ลดขั้นตอนพิจารณาโทษ 'ครู' ผิดจรรยาบรรณ เน้นรวดเร็วขึ้น-ลงดาบ9ราย

กมว.ลดขั้นตอนพิจารณาโทษ ‘ครู’ ผิดจรรยาบรรณ เน้นรวดเร็วขึ้น-ลงดาบ9ราย

วันศุกร์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2566, 14.33 น.

กมว.ลดขั้นตอนพิจารณาโทษครูทำผิดจรรยาบรรณ เน้นกระชับรวดเร็วขึ้น ลงดาบ 9 ราย

10 มีนาคม 2566 นายศิริเดช สุชีวะ คณบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะประธานคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาและอนุมัติหลักการ การลดขั้นตอนของการพิจารณาดำเนินการในการประพฤติผิดจรรยาบรรณวิชาชีพ ให้มีความกระชับและรวดเร็วขึ้น แต่ยังคงความยุติธรรมเหมือนเดิม เช่น กรณีครูกระทำผิดชัดแจ้ง และถูกศาลตัดสินลงโทษถึงที่สุดแล้ว หรือ ลงโทษทางวินัยถึงที่สุดแล้ว ทาง กมว.ก็ไม่ต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนอีก สามารถนำผลการตัดสินมาเข้าที่ประชุม กมว.อนุมัติการพิจารณาลงโทษได้เลย หรือ กรณีมีความผิดไม่ร้ายแรง ลงโทษขั้นต้น และผู้กระทำผิดรับสารภาพหรือเป็นเรื่องเล็กน้อย โทษเพียงการตักเตือน กมว.ก็ไม่ต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนเป็นกรณีพิเศษเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งก่อนนี้ ความผิดทุกกรณีจะต้องมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทำให้เสียเวลากับเรื่องเหล่านี้เยอะมากทำให้การพิจารณาเกิดความล่าช้า

นายศิริเดช กล่าวต่อว่า ต่อไปนี้ หากเคสไหนมีความผิดชัดแจ้ง ทุกอย่างมีองค์ประกอบหลักฐานครบถ้วนและได้รับการพิจารณาตัดสินมาแล้วและเคสที่มีความผิดไม่ร้ายแรง กมว.ก็ไม่ต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนอีก สามารถนำเข้าพิจารณาใน กมว.ได้เลย เพราะ กมว.ก็มีชุดอนุกรรมการที่คอยกรั่นกรองเรื่องการทำผิดมาก่อนอยู่แล้ว ว่าแต่ละคดีมีการวินิจฉัยมาว่าอย่างไร

“สำหรับวันนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาโทษครูทำผิด โดยโทษตักเตือนมีจำนวน 3 ราย เพิกถอนใบอนุญาตใบประกอบวิชาชีพ  4 ราย เนื่องจากกระทำชำเลาเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ซึ่งเป็นนักเรียนที่อยู่ในความดูแล พกพาอาวุธปืนหรือแสดงอาวุธปืนต่อหน้านักเรียนและครู ค้าประเวณี, พักใช้ใบอนุญาต จำนวน 2 ราย เนื่องจากมีสือลามกอนาจารไว้ในครอบครอง การทำร้ายเด็ก ซึ่งผู้ที่ถูกพักใช้ใบอนุญาตคดียังไม่ถึงที่สุด ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีความ นอกจากนี้ ยังมีผู้ที่อยู่ในขบวนการพิจารณาโทษอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งต้องการพิจารณาด้วยละเอีนดรอบครอบ” นายศิริเดช กล่าว -009

กยศ.ร่วมมหกรรมการเงินเพื่อครูไทย 4 ภูมิภาค 11-12 มี.ค.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/716390

กยศ.ร่วมมหกรรมการเงินเพื่อครูไทย 4 ภูมิภาค 11-12 มี.ค.นี้

กยศ.ร่วมมหกรรมการเงินเพื่อครูไทย 4 ภูมิภาค 11-12 มี.ค.นี้

วันศุกร์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2566, 11.30 น.

กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เชิญชวนผู้กู้ยืมที่เป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเข้าร่วมงานมหกรรมการเงินเพื่อครูไทย 4 ภูมิภาค “Unlock a better life” สร้างโอกาสใหม่ เพื่อชีวิตครูไทยที่ดีกว่า จัดโดยกระทรวงศึกษาธิการและพันธมิตรกลุ่มสถาบันการเงินต่างๆ พร้อมให้คำแนะนำในการวางแผนการออมการลงทุน วันที่ 11 – 12 มีนาคม 2566 นี้ ณ มหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตสระแก้ว อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2566 นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่า กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ร่วมจัดงานมหกรรมการเงินเพื่อครูไทย 4 ภูมิภาค “Unlock a better life” สร้างโอกาสใหม่ เพื่อชีวิตครูไทยที่ดีกว่า วันที่ 11 – 12 มีนาคม 2566 เวลา 08.30 – 16.00 น. ณ หอประชุมศานิตย์ นาคสุขศรี ชั้น 2 อาคาร ศ.ดร.สุชาติ อุปถัมภ์ มหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตสระแก้ว อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว จัดโดยกระทรวงศึกษาธิการ และพันธมิตร กลุ่มสถาบันการเงินต่างๆ เพื่อเปิดโอกาสให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่ภูมิภาคจังหวัดสระแก้ว จังหวัดปราจีนบุรี และจังหวัดนครนายก ที่ประสบปัญหาหนี้สินได้รับการช่วยเหลือ โดยจะมีการเปิดการเจรจาแก้ไขปัญหาหนี้ร่วมกัน ตลอดจนการให้บริการอบรมความรู้ทางการเงิน โดยบูรณาการความร่วมมือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ กองทุนฯ ขอเชิญชวนข้าราชการครูหรือบุคลากรทางการศึกษาที่เป็นผู้กู้ยืม กยศ.เข้าร่วมงาน โดยสามารถติดต่อขอรับคำปรึกษาการชำระหนี้ได้ที่บูธ กยศ.

‘สกสว.’ผนึก มรภ.มหาสารคาม นำงานวิจัยมาใช้จริง-ยกระดับคุณภาพชีวิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/716349

'สกสว.'ผนึก มรภ.มหาสารคาม นำงานวิจัยมาใช้จริง-ยกระดับคุณภาพชีวิต

‘สกสว.’ผนึก มรภ.มหาสารคาม นำงานวิจัยมาใช้จริง-ยกระดับคุณภาพชีวิต

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2566, 22.52 น.

สกสว. ผนึก มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม นำงานวิจัยมาใช้จริง ยกระดับคุณภาพชีวิต

เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2566 ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) โดย ผศ.ดร.แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง ผู้อำนวยการกลุ่มภารกิจการพัฒนาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ด้านสังคม สิ่งแวดล้อม เชิงพื้นที่ และลดความเหลื่อมล้ำ พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ สกสว. ร่วมประชุม หารือนโยบายและทิศทางการสนับสนุนงบประมาณด้าน ววน. ของมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม (มรภ.มหาสารคาม)

โดยมี ผศ.ดร.ภาคย์ สนธเสาวภาคย์ รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา มรภ.มหาสารคาม และนักวิจัย ให้การต้อนรับและนำเสนอผลการดำเนินงานโครงการ และกิจกรรม ที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 6 โครงการ ได้แก่ 

1. แผนงานการบูรณาการเทคโนโลยีและการพัฒนาระบบการเพาะเลี้ยงกบครบวงจร, โครงการการ พัฒนาระบบการเลี้ยงกบสู่เกษตรอัจฉริยะ โดย ผศ.ดร.จุฑารัตน์ แก่นจันทร์ และคณะ  

2. แผนงานการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงมหาชนกเพื่อการส่งออก จังหวัด มหาสารคาม โดย ผศ.ทวีทรัพย์ ไชยรักษ์ และคณะ  

3. โครงการศักยภาพของเห็ด Phellinus ที่มีประสิทธิภาพในการยับยั้งเชื้อก่อโรคในสัตว์, โครงการการ พัฒนาดีเอ็นเอบาร์โค๊ดเห็ดที่มีฤทธิ์ทางยาเพื่อใช้เป็นอาหารเสริมสมุนไพรในประเทศไทย โดย ผศ.ดร.ยุวดี อินสำราญ 

4. โครงการการพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการผลิตปอเทืองครบวงจรสู่การสร้างชุมชนนวัตกรรม ต้นแบบจังหวัดมหาสารคาม โดย ผศ.นภาพร เวชกามา และคณะ  

5. โครงการการพัฒนาการผลิตเมล็ดพันธุ์ปอเทืองคุณภาพและผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ ชุมชนจากปอเทือง โดย ผศ.ดร.ณภาภัช ไชยน้ำอ้อม และคณะ  

6. โครงการพัฒนาและยกระดับผลิตภัณฑ์กลุ่มสมุนไพรบ้านโคกกลาง อ.บรบือ จ.มหาสารคาม โดย อาจารย์ ดร.กัลยาณี เจริญโสภารัตน์ และคณะ 

โอกาสนี้ ผศ.ดร.แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง กล่าวว่า สกสว. มีพันธกิจในการจัดทำนโยบาย แผนยุทธศาสตร์ และกรอบงบประมาณด้าน ววน. ของประเทศ รวมถึงบริหารระบบงบประมาณด้าน ววน. ผ่านการจัดสรรงบประมาณจากกองทุนส่งเสริม ววน. ให้กับหน่วยงานในระบบ ววน. ซึ่งแบ่งออกงบประมาณเป็น 2 ส่วน ได้แก่ งบประมาณเพื่อสนับสนุนงานเชิงกลยุทธ์ (Strategic Fund-SF) ให้กับหน่วยบริหารจัดการทุน (PMU) ทั้ง 9 แห่ง ตามแนวนโยบายระดับชาติ ยุทธศาสตร์ชาติ ยุทธศาสตร์การอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ แผนด้าน ววน. หรือ ประเด็นเร่งด่วนตามนโยบายรัฐบาล รวมทั้งประเด็นที่เกิดจากความต้องการของผู้ใช้ประโยชน์โดยตรงซึ่งสร้างผลกระทบในวงกว้าง และงบประมาณสนับสนุนงานมูลฐาน (Fundamental Fund-FF) โดยจัดสรรในรูปแบบงบประมาณแบบวงเงินรวม (Block Grant) เพื่อเสริมสร้างศักยภาพตามพันธกิจของหน่วยงาน ให้แก่ กระทรวง กรม มหาวิทยาลัย ทั้งในและนอกกระทรวง อว. รวม 190 หน่วยงาน ซึ่ง มรภ.มหาสารคาม เป็นหนึ่งในจำนวนนี้

อย่างไรก็ตาม นอกจากงบประมาณ FF เพื่อดำเนินการตามพันธกิจแล้ว นักวิจัย มรภ.มหาสารคาม ยังสามารถ เสนอของบประมาณ เพื่อสนับสนุนงานเชิงกลยุทธ์ และ การนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ โดยอิงตามแผนด้าน ววน. ปี 2566-70 ภายใต้ 4 ยุทธศาสตร์ คือ ยุทธศาสตร์ที่ 1 การพัฒนาเศรษฐกิจไทยด้วยเศรษฐกิจ สร้างคุณค่าและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ให้ มีความสามารถในการแข่งขัน และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน พร้อมสู่อนาคต ยุทธศาสตร์ที่ 2 การยกระดับสังคมและสิ่งแวดล้อม ให้มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน สามารถแก้ไขปัญหาท้าทายและปรับตัวได้ทันต่อพลวัตการเปลี่ยนแปลงของโลก ยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและนวัตกรรมระดับขั้นแนวหน้าที่ก้าวหน้าล้ำยุค เพื่อสร้างโอกาสใหม่และความพร้อมของประเทศในอนาคต ยุทธศาสตร์ที่ 4 การพัฒนากำลังคนและสถาบัน ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้เป็นฐานการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมของประเทศแบบก้าวกระโดดและอย่างยั่งยืน  
ทั้งนี้ สกสว. หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การจัดสรรงบประมาณสำหรับแผนงานหรือโครงการวิจัยและนวัตกรรม ตามพันธกิจของหน่วยงาน ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการพัฒนาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และสามารถตอบสนองแนวนโยบายระดับชาติ จะนำไปสู่การนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ต่อการพัฒนาของพื้นที่ และประเทศ ทั้งในมิติของการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การลดปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำและอื่นๆ ต่อไป

‘มท.’จัดพิธีมอบแบบลายผ้าพระราชทาน ‘ผ้าลายดอกรักราชกัญญา’ แก่ผู้ว่าฯ-ปธ.แม่บ้านมหาดไทยทุกจังหวัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/716312

‘มท.’จัดพิธีมอบแบบลายผ้าพระราชทาน ‘ผ้าลายดอกรักราชกัญญา’ แก่ผู้ว่าฯ-ปธ.แม่บ้านมหาดไทยทุกจังหวัด

‘มท.’จัดพิธีมอบแบบลายผ้าพระราชทาน ‘ผ้าลายดอกรักราชกัญญา’ แก่ผู้ว่าฯ-ปธ.แม่บ้านมหาดไทยทุกจังหวัด

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2566, 19.45 น.

‘มท.’ จัดพิธีมอบแบบลายผ้าพระราชทาน ‘ผ้าลายดอกรักราชกัญญา’ ให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ส่งต่อช่างทอผ้าทุกกลุ่ม-ประชาชนคนไทยนำไปทอผ้า ผลิตผ้าตามอัตลักษณ์ภูมิปัญญาของแต่ละท้องถิ่นทั่วประเทศ

วันที่ 9 มีนาคม 2566 ที่โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทารา ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์แจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานพิธีมอบแบบลายผ้าพระราชทาน “ผ้าลายดอกรักราชกัญญา” ให้กับผู้ว่าราชการจังหวัด ทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยมีนายสมคิด จันทมฤก นายโชตินรินทร์ เกิดสม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายสุภกิณห์ แวงชิน ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายชยาวุธ จันทร อธิบดีกรมที่ดิน นายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายขจร ศรีชวโนทัย อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายประสพโชค อยู่สำราญ ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทย นางกุลทรัพย์ ชื่นโกสุม นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ นางวรสุดา รัตนสุคนธ์ อุปนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทยและผู้เชี่ยวชาญการย้อมสีธรรมชาติ นางศรินดา จามรมาน นักวิชาการอิสระ นายศิริชัย ทหรานนท์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านผ้าไทย นักออกแบบและเจ้าของแบรนด์ THEATRE นายภูภวิศ กฤตพลนารา นักออกแบบและเจ้าของแบรนด์ ISSUE สื่อมวลชน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมพิธี

โอกาสนี้ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดกรวยถวายเครื่องราชสักการะเบื้องหน้าพระรูป สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และกล่าวสำนึกในพระกรุณาธิคุณ ใจความว่า “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้อุทิศพระองค์ปฏิบัติบำเพ็ญพระกรณียกิจนานัปการ เพื่ออำนวยประโยชน์สุขแก่อาณาประชาราษฎร์ ทรงมุ่งมั่นที่จะสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาหัตถกรรมไทย ให้ดำรงอยู่ยั่งยืนตลอดไปด้วยพระอัจฉริยภาพ พระองค์ทรงต่อยอดผสมผสานมุมมองด้านแฟชั่น แต่ยังคงไว้ซึ่งการสืบสานอัตลักษณ์ เรื่องราวประจำภูมิภาค เป็นคุณูปการอย่างยิ่งแก่ปวงชนคนไทย 

“เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2566 ครั้งเสด็จไปทรงเปิดอาคารเฉลิมพระเกียรติ 36 พรรษา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา วิชชาลัยดอนกอยวิถี แห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน ณ อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร เนื่องในโอกาสที่ทรงเจริญพระชนมายุครบ 3 รอบ เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2566 กระทรวงมหาดไทยโดยกรมการพัฒนาชุมชนได้น้อมนำแนวพระดำริ เพื่อเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ และการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับประชาชนในชุมชนบ้านดอนกอย ชุมชนใกล้เคียง และผู้ที่สนใจ เพื่อทำให้ผ้าไทยเป็นเครื่องมือในการสร้างอาชีพที่มั่นคงและยั่งยืนและเป็นสัญลักษณ์แห่งความจงรักภักดีของชาวบ้านดอนกอย อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร อีกทั้งเพื่อประกาศพระเกียรติคุณที่ทรงมีพระเมตตาต่อประชาชนคนไทย ที่ได้พระราชทานโครงการพระดำริแห่งแรก ซึ่งก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ และสร้างคุณประโยชน์กับประชาชนอย่างอเนกอนันต์ โดยสามารถสร้างรายได้ให้กับสมาชิกในกลุ่มทอผ้าภายใต้โครงการดอนกอยโมเดลและคนในชุมชนใกล้เคียงมากกว่า 200% นำไปสู่ “การสร้างงาน สร้างรายได้ กระจายสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน” นายสุทธิพงษ์ กล่าว

นายสุทธิพงษ์ กล่าวด้วยว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2566 ทรงเสด็จทอดพระเนตรโครงการจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาผ้าไทย และงานหัตถกรรมชุมชน ในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ศิลปหัตถกรรมภูมิปัญญาไทยของแต่ละจังหวัด  โดยมีผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP และกลุ่มสมาชิกโครงการศิลปาชีพ ประเภทผ้าและหัตถกรรม เข้าร่วม จัดงานแสดงผลิตภัณฑ์ และมีคณะผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย ผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน ข้าราชการในสังกัดกรมการพัฒนาชุมชน และกลุ่มผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP เฝ้ารับเสด็จฯ ณ มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง อำเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง ทรงพระราชทานแบบลายผ้า “ผ้าลายดอกรักราชกัญญา” ให้แก่ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน และประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน เพื่อเป็นของขวัญแก่ช่างทอผ้าทุกกลุ่ม ทุกเทคนิค เยาวชนคนรุ่นใหม่ และประชาชนคนไทยทุกคน เพื่อการสร้างงาน สร้างอาชีพ เพิ่มพูนรายได้แก่พี่น้องประชาชน รวมถึงการสืบสาน ต่อยอดภูมิปัญญาและงานหัตถศิลป์พื้นถิ่น ให้ดำรงคงอยู่คู่แผ่นดินไทยอย่างยั่งยืน

“เนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญาทรงเจริญพระชนมายุครบ 3 รอบ 36 พรรษา “ผ้าลายดอกรักราชกัญญา” ซึ่งเป็นลายผ้าที่พระองค์ทรงศึกษาค้นคว้าลวดลายพื้นถิ่นภาคใต้ แล้วนำมาออกแบบผสมผสานกับ “ลายดอกรัก” ที่สื่อถึงความรักและกำลังใจที่พระองค์ทรงสร้างสรรค์ขึ้น ประกอบด้วย 3 ประเภท ได้แก่ ประเภทที่ 1 ผ้าลายพระราชทาน ผ้าลายดอกรักราชกัญญา ประเภทผ้าบาติก ประเภทที่ 2 ผ้าลายพระราชทาน ผ้าลายดอกรักราชกัญญา ประเภทผ้ามัดหมี่ ประเภทที่ 3 ผ้าลายพระราชทาน ผ้าลายดอกรักราชกัญญา ประเภทผ้ายก และผ้าบาติกลายพระราชทาน ลายที่ 3 ซึ่งสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา โปรดเกล้าฯ ให้พัฒนา “ผ้าบาติกลายพระนามาภิไธยสิริกิติ์” ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้รับการทูลเกล้าฯ ถวาย เมื่อครั้งโดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซีย เมื่อปี พ.ศ. 2503 เพื่อให้มีความร่วมสมัยและเป็นสากล ทั้งนี้ ด้วยสำนึกในพระกรุณาธิคุณ ที่ทรงมีต่อเหล่าปวงชนชาวไทย “กระทรวงมหาดไทย ขอน้อมนำแนวพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในการเพิ่มคุณค่าและมูลค่า ยกระดับผลิตภัณฑ์ผ้าไทย ให้สามารถก้าวสู่ระดับสากล เพื่อวิถีชุมชนที่ยั่งยืน และสร้างสรรค์คุณประโยชน์แก่ประเทศชาติอย่างยั่นยืนสืบไป”” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวในช่วงท้าย

‘ตรีนุช’ไม่หวั่น! ชี้นทท.จีนแต่งชุดนักเรียนได้ เป็นเรื่องดี อาจเป็นซอฟต์ พาวเวอร์ใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/716173

‘ตรีนุช’ไม่หวั่น! ชี้นทท.จีนแต่งชุดนักเรียนได้ เป็นเรื่องดี อาจเป็นซอฟต์ พาวเวอร์ใหม่

‘ตรีนุช’ไม่หวั่น! ชี้นทท.จีนแต่งชุดนักเรียนได้ เป็นเรื่องดี อาจเป็นซอฟต์ พาวเวอร์ใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2566, 14.57 น.

“ศธ.”ไม่หวั่น ชุดนักเรียนไทยเป็นแฟชั่นยอดฮิดของนัก ทท.จีน ชี้อาจเป็นซอฟต์ พาวเวอร์ใหม่ได้

วันที่ 9 มีนาคม 2566 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยกรณีชุดนักเรียนไทย กลายเป็นแฟชั่นยอดฮิต ในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีน ถึงขั้นจัดหาคอสตูมเสื้อขาวกระโปรงน้ำเงิน ปักชื่อไทยเก๋ไก๋ เดินทางท่องเที่ยวไปในสถานที่ต่าง ๆ นั้น ว่า เรื่องดังกล่าวอย่างให้มองที่เจตนา หากใส่เพื่อการท่องเที่ยวก็เป็นเรื่องดี ไม่ได้สร้างความเสียหายอะไร ถือเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้ประเทศไทย และอาจจะทำให้ชุดนักเรียนไทยเราเป็นซอฟต์ พาวเวอร์ได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่นักท่องเที่ยวใส่ชุดนักเรียน จะเป็นการสร้างความเข้าใจผิดหรือไม่ หากใส่ชุดนักเรียนไปในสถานที่อโคจร  น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ตนยังไม่ได้รับรายงานว่ามีการใส่ชุดนักเรียนไปเที่ยวในสถานที่ที่ไม่เหมาะสม หรือทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่เสียหาย  ตนมองว่าเรื่องดังกล่าว ก็เหมือนกับที่เราไปเที่ยวต่างประเทศก็อยากจะใส่ชุดแฟนชั่นตามความนิยมของประเทศนั้น เช่น ในประเทศญี่ปุ่น ก็มีแฟชั่นชุดนักเรียนญี่ปุ่น เราก็สามารถใส่ได้  ดังนั้น การที่นักท่องเที่ยวชาวจีนใส่ชุดนักเรียนไทย ก็สามารถทำได้ ไม่เสียหายอะไร

ด้านนายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า  การแต่งชุดนักเรียนของนักท่องเที่ยวชาวจีน โดยไม่มีตราสัญลักษณ์บอกชื่อโรงเรียนหรือสังกัด ถือว่าเป็นชุดแฟชั่นทั่วไป นักท่องเที่ยวสามารถใส่ได้  เป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยว ทำแล้วเป็นแฟชั่นติดเทรนด์ทั่วโลก ก็อาจเป็นซอฟต์ พาวเวอร์ใหม่ เป็นสินค้าที่ไทยสามารถผลิตชุดนักเรียนขายทั่วโลกได้  แต่ถ้านักท่องเที่ยวใส่ชุดนักเรียนที่ปักอักษรย่อของโรงเรียนใดโรงเรียนหนึ่ง หรือใส่ชุดนักเรียนเข้าไปในสถานที่ที่ไม่เหมาะสม ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์หน่วยงานหรือโรงเรียน ก็อาจจะมีความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องแบบนักเรียน พ.ศ.2551 ของกระทรวงศึกษาธิการ