‘ผ้าขาวม้า’ ผ้าสารพัดประโยชน์ไทย สู่มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/715972

‘ผ้าขาวม้า’ ผ้าสารพัดประโยชน์ไทย สู่มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมโลก

‘ผ้าขาวม้า’ ผ้าสารพัดประโยชน์ไทย สู่มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.35 น.

หากเอ่ยถึงเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของความเป็นไทย “ผ้าขาวม้า” คือหนึ่งในความภาคภูมิใจที่อยู่กับคนไทยมานานหลายยุคสมัย เกือบทุกท้องถิ่นใช้ผ้าขาวม้าเป็นผ้าอเนกประสงค์ใช้ในชีวิตประจำวัน และถึงแม้ผ้าขาวม้าจะแสดงถึงความธรรมดา แต่เบื้องหลังของความพื้นๆ นั้น มีความเป็นมารวมถึงมีพัฒนาการจากอดีตถึงปัจจุบันที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

ความเป็นมาของผ้าขาวม้า มีข้อสมมุติฐานที่มาหลากหลาย แต่ก็มีข้อที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดคือ ผ้าขาวม้า เป็นคำเพี้ยนมาจากภาษาอิหร่าน โดยคำว่า “ขาวม้า” เพี้ยนมาจากคำว่า “คามาร์ บันด์” (Kamar Band) ซึ่งแปลว่าผ้าคาดเอว ผ้าขาวม้า
เริ่มเข้าสู่ดินแดนไทยมาแต่โบราณ หลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดบ่งชี้ว่าเริ่มมีการใช้ผ้าขาวม้าในอาณาจักรโยนกนาคนครหรือโยนกเชียงแสน ราวพุทธศตวรรษที่ 11-12 หลักฐานดังกล่าวคือภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วัดภูมินทร์ จังหวัดน่าน เป็นภาพการแต่งกายของชาวบ้านโดยผู้ชายใช้ผ้าขาวม้าพาดบ่าหรือเคียนเอว ซึ่งแตกต่างจากชนชั้นสูงที่แต่งกายคล้ายขอมโบราณ

ต่อมาในสมัยกรุงศรีอยุธยา ภาพเขียน “ไตรภูมิ อยุธยา” ในราวพุทธศตวรรษที่ 22 ปรากฏว่า ชาวอโยธยานิยมใช้ผ้าขาวม้าพาดบ่า คาดเอว นิยมนุ่งโจงกระเบนแล้วใช้ผ้าขาวม้าคล้องคอ ตลบห้อยชายทั้งสองไว้ด้านหลัง นอกจากนี้ยังพบว่ามีการใช้ผ้า “คาดเกี้ยว” ในกลุ่มชนชั้นสูงและขุนนาง เป็นผ้าหน้าแคบกว่าผ้านุ่ง มีลายเป็นดอกโตสีต่างๆคาดทับเอวเพื่อให้กระชับแน่นขึ้นคล้ายกับที่ชาวบ้านใช้คาดเอว แต่ผ้าคาดเกี้ยวจะมีลวดลายสีสันที่สวยงามกว่าผ้าคาดเอวของชาวบ้านทั่วไปในสมัยรัตนโกสินทร์ ชาวบ้านทั้งชายหญิงนิยมใช้ผ้าขาวม้ามาทำประโยชน์มากยิ่งขึ้น โดยไม่ได้จำกัดไว้เพียงเป็นเครื่องแต่งกายเท่านั้น แต่นำมาใช้ทำประโยชน์อย่างอื่นด้วย ตั้งแต่ใช้พาดบ่าเคียนเอว โพกศีรษะ เช็ดเหงื่อ ใช้ปูนั่งปูนอน นุ่งอาบน้ำ ผูกเปลนอนให้เด็กทารก ใช้เป็นผ้าบังเมื่อให้นมลูก เป็นผ้าม่านกันแดด เป็นต้น

ผ้าขาวม้าในไทยปัจจุบัน มีหลากหลายลวดลาย หลายรูปแบบตามแต่ละท้องที่ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละชุมชน ไม่ว่าจะเป็นผ้าขาวม้าพระนครศรีอยุธยา ผ้าขาวม้าชัยนาท ผ้าขาวม้าศรีสะเกษ ผ้าขาวม้าสุรินทร์ ผ้าขาวม้ามหาสารคาม ผ้าขาวม้าน่าน ผ้าขาวม้ากาญจนบุรี ฯลฯ แสดงให้เห็นว่าผ้าขาวม้านั้นเป็นที่นิยมใช้กันในแทบทุกพื้นที่ในประเทศไทย แต่ละที่ก็มีการใช้วัตถุดิบ หรือการใช้สีสันที่แตกต่างกันหลายๆ แห่งอาจจะใช้เส้นใยสังเคราะห์ หรือเส้นด้ายย้อมสีจากธรรมชาติ เพื่อเข้าถึงความต้องการของตลาดในหลากหลายกลุ่มเป้าหมาย

นอกเหนือจากการใช้งานดังที่กล่าวมา ยังมีการใช้ผ้าขาวม้าประยุกต์ใช้เป็นวัตถุดิบเพื่อสร้างสรรค์ผลงานเป็นสินค้าอื่นๆ อีกมากมาย เช่น เครื่องแต่งกายอย่าง เสื้อ กระโปรง หมวก หรือของใช้อื่นๆ อย่างกระเป๋าสะพาย ผ้าพันคอ กระเป๋าใส่แว่น ร่ม สะท้อนให้เห็นถึงความนิยมในการใช้งานผ้าขาวม้าที่ยังคงไม่เสื่อมคลายไปตามยุคสมัย

เมื่อปี 2556 ผ้าขาวม้าได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของไทย และผ้าขาวม้าได้มีความสอดคล้องกับลักษณะของมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ตามเกณฑ์ขององค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ตามนิยามในอนุสัญญาฯใน 3 ลักษณะคือ การปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรมงานเทศกาล, ความรู้และการปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล และงานช่างฝีมือดั้งเดิม กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) จึงได้นำเสนอรัฐบาลเพื่อพิจารณา และเมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบให้เสนอผ้าขาวม้า ขึ้นทะเบียนเป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ โดยกระทรวงวัฒนธรรมจะนำเสนอไปยังยูเนสโกภายในเดือนมีนาคม 2566 นี้ โดยเป็นไปตามเอกสารแนวทางการอนุวัติตามอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (Operational Directives for the implementation of the Convention for the Safeguarding of the Intangible Cultural Heritage) หัวข้อที่ 1.15 กำหนดให้รัฐภาคียื่นเสนอรายการมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้

กระทรวงวัฒนธรรมได้ขับเคลื่อนการนำเสนอมรดกวัฒนธรรมไทยให้ไปสู่การเป็นมรดกโลกเสมอมา มีผลงานที่สำเร็จและปรากฏออกมาเป็นรูปธรรม ได้แก่ การนำเสนอมรดกวัฒนธรรมไทยจนได้เป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติได้แก่ โขน (พ.ศ. 2561) นวดไทย (พ.ศ. 2562) และโนรา (พ.ศ. 2564) และได้นำเสนอพิจารณา ได้แก่ สงกรานต์ ในประเทศไทย ต้มยำกุ้ง และผ้าขาวม้าดังกล่าว

จุฬาฯ เปิดตัวถุงมือพาร์กินสันรุ่นล่าสุด ใช้ง่ายเบา ลดอาการมือสั่นได้อัตโนมัติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/715968

จุฬาฯ เปิดตัวถุงมือพาร์กินสันรุ่นล่าสุด  ใช้ง่ายเบา ลดอาการมือสั่นได้อัตโนมัติ

จุฬาฯ เปิดตัวถุงมือพาร์กินสันรุ่นล่าสุด ใช้ง่ายเบา ลดอาการมือสั่นได้อัตโนมัติ

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ทีมวิจัยของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำโดยศาสตราจารย์ นายแพทย์รุ่งโรจน์ พิทยศิริ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.แพทย์หญิงอรอนงค์ โพธิ์แก้ววรางกูล พัฒนา “ถุงมือพาร์กินสันลดสั่นรุ่นที่ 5” นวัตกรรมล่าสุด ที่มีน้ำหนักเบาสวมใส่ง่าย มีความปลอดภัยสูง ลดอาการมือสั่นได้ดีอย่างเป็นอัตโนมัติได้ผลอย่างชัดเจน คืนชีวิตทางสังคมให้ผู้ป่วยพาร์กินสัน ลดผลข้างเคียงจากการรับประทานยาหลายชนิดและโอกาสเสี่ยงจากการผ่าตัดสมอง และมีต้นทุนการผลิตต่ำ และราคาย่อมเยากว่าอุปกรณ์ประเภทเดียวกันที่นำเข้าจากต่างประเทศและสามารถนำมาใช้เพื่อลดอาการมือสั่นของโรคอื่นได้ด้วย

ผศ.ดร.แพทย์หญิงอรอนงค์ โพธิ์แก้ววรางกูล นักวิจัยเปิดเผยว่า ถุงมือพาร์กินสันลดสั่นเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ชิ้นแรกที่ช่วยลดอาการมือสั่นในผู้ป่วยโรคพาร์กินสันด้วยการกระตุ้นกล้ามเนื้อมือด้วยกระแสไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ ซึ่งช่วยให้คนไข้พาร์กินสันมีอาการสั่นลดลง โดย ทีมวิจัยได้พัฒนาต้นแบบถุงมือพาร์กินสันลดสั่น (Prototype model) มาตั้งแต่ปี 2557 และได้ทำการจดสิทธิบัตรการประดิษฐ์ ภายใต้ชื่อ เครื่องวัดอาการสั่นและระงับอาการสั่นด้วยการกระตุ้นกล้ามเนื้อด้วยไฟฟ้าแบบพกพา ตั้งแต่มกราคม 2560 และในปีประจำปี 2565 ได้รับรางวัลชนะเลิศรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ประเภทหน่วยงานภาคเอกชน จากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)ฯ มีผลงานวิจัยทางคลินิกรองรับ มีการตีพิมพ์ผลงานวิจัยในวารสารวิชาการทางการแพทย์ระดับนานาชาติ โดยปัจจุบันต้นทุนการผลิตอยู่ที่ราว 3-4 หมื่นบาทต่อชุด และถุงมือดังกล่าวได้ถูกนำมาใช้กับคนไข้พาร์กินสันที่โรงพยาบาลจุฬาฯ แล้ว จำนวนกว่า 50 ราย และพิสูจน์ประสิทธิภาพได้ว่าช่วยลดอาการมือสั่นได้ดี

“ทีมผู้วิจัยยังคงตั้งเป้าเดินหน้าการพัฒนานวัตกรรมให้เป็นประโยชน์และใช้งานง่ายกับคนไข้อย่างต่อเนื่อง ยังเปิดรับคนไข้ให้ได้ทดลองใช้อุปกรณ์นี้ ซึ่งถ้าใช้แล้ว อาการดีขึ้นทางศูนย์ฯ ก็ยินดีที่จะสนับสนุนอุปกรณ์นี้ให้ผู้ป่วยได้ใช้ต่อเนื่อง และกำลังเปิดรับความร่วมมือจากผู้ประกอบการที่มีศักยภาพมาพัฒนาต่อยอดและผลิตจำหน่ายเชิงพาณิชย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อคนไข้พาร์กินสันจะได้รับประโยชน์จากอุปกรณ์ทางการแพทย์มากที่สุด” ผศ.ดร.แพทย์หญิงอรอนงค์ กล่าว

หน่วยงานและผู้สนใจ ถุงมือพาร์กินสันลดสั่น สามารถติดต่อ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ รุ่งโรจน์ พิทยศิริ ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์โรคพาร์กินสันฯ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ตึกผู้สูงอายุ หรือ ตึกสธ. ชั้น 7
โทร.02-2564000 ต่อ 70702-3 โทรสาร 02-2564000 ต่อ 70704 โทรศัพท์มือถือ 081-1079999 Website : http://www.chulapd.org

สพฐ. อบรมครู 4 ภาค เพื่อพัฒนาความรู้ ด้านพัฒนาความเป็นเลิศของเยาวชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/715971

สพฐ. อบรมครู 4 ภาค เพื่อพัฒนาความรู้  ด้านพัฒนาความเป็นเลิศของเยาวชน

สพฐ. อบรมครู 4 ภาค เพื่อพัฒนาความรู้ ด้านพัฒนาความเป็นเลิศของเยาวชน

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.ภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินงานตามยุทธศาสตร์และแผนการศึกษาชาติเรื่องการส่งเสริมและสนับสนุนเยาวชนมีความเป็นเลิศในด้านต่างๆ ให้ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่ ตามศักยภาพ และความถนัดของแต่ละบุคคล โดย ดร.อัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้มอบหมายให้ตนเองมาพบปะกับผู้บริหาร ศึกษานิเทศก์ และคณะครูผู้ได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมการอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาองค์กรแห่งการเรียนรู้สู่การต่อยอดเยาวชนไทยในศตวรรษที่ 21 ประจำปี 2566 จุดภาคเหนือ ณ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่ง สพฐ. และองค์กรแห่งการเรียนรู้เครือข่ายทุกแห่งที่เข้าร่วมโครงการ มีความคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ศึกษานิเทศก์ ครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่ผ่านการอบรมจะนำความรู้ ทักษะ และกระบวนการคิด ที่ได้รับ กลับไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาตนเองและโรงเรียนในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อการต่อยอดนักเรียนให้เต็มที่ตามศักยภาพและความต้องการที่หลากหลาย อันนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่อไป

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาองค์กรแห่งการเรียนรู้สู่การต่อยอดเยาวชนไทยในศตวรรษที่ 21 ประจำปี 2566 4 ภูมิภาค ได้แก่ จุดภาคกลางและตะวันออก ณ โรงแรมเอวาน่า กรุงเทพมหานคร
ภาคใต้ โรงแรมไดมอนด์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ภาคเหนือ โรงแรมคุ้มภูคำ จังหวัดเชียงใหม่ และจุดสุดท้าย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โรงแรมเจริญธานี จังหวัดขอนแก่น

ผู้เชี่ยวชาญ สจล. แนะวิธีออกแบบ และปรับปรุงอาคารรับมือแผ่นดินไหว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/715963

ผู้เชี่ยวชาญ สจล. แนะวิธีออกแบบ  และปรับปรุงอาคารรับมือแผ่นดินไหว

ผู้เชี่ยวชาญ สจล. แนะวิธีออกแบบ และปรับปรุงอาคารรับมือแผ่นดินไหว

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้างอาคารต้านทานแผ่นดินไหว สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)  แนะแนวทางในการรับมือแผ่นดินไหวทั้งด้านการออกแบบ และวิธีการปรับปรุงแก้ไขอาคารสิ่งปลูกสร้างเก่าก่อนที่จะมีกฎหมายกำหนดเพื่อลดความเสี่ยงจากความเสียหายด้วย4 แนวทาง คือ การเสริมกำลังด้วยคอนกรีตและเหล็กเสริมที่เสาให้มีขนาดใหญ่ขึ้นจากเดิม การเสริมกำลังด้วยแผ่นเหล็กที่เสาจะทำให้อาคารมีการรับแรงด้านข้างได้มากขึ้น การเสริมกำลังโดยให้กำแพงสามารถรองรับแรงเฉือน และการเสริมกำลังด้วยโครงแกงแนง

ดร.ภาณุมาศ ไทรงาม อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. ผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้างอาคารต้านทานแผ่นดินไหว กล่าวว่า ส่วนสำคัญในการออกแบบโครงสร้างเพื่อรับมือกับเหตุแผ่นดินไหวนั้น คือการออกแบบให้เสามีขนาดใหญ่ขึ้นจากเมื่อก่อน เพราะผลกระทบโดยตรงของอาคาร สิ่งปลูกสร้างจากแผ่นดินไหวจะเป็นแรงที่กระทำจากด้านข้าง นั้นคือจะส่งผลกระทบไปที่เสา เวลาออกแบบก่อสร้าง จึงต้องออกแบบให้เสามีขนาดใหญ่ขึ้นโดยที่เราจะใช้ระบบที่เรียกว่า “เสาแข็งคานอ่อน” เพราะถ้าเสามีความแข็งแรงมากๆ โอกาสที่เสาจะเอนก็จะน้อยลง รวมถึงทำอาคารให้มีความเหนียวมากขึ้นโดยการเพิ่มรายละเอียดเหล็กเสริม และเหล็กปลอกของโครงสร้างอาคาร

สำหรับอาคารเก่าที่เจ้าของมีความกังวล ในหลักการของทางวิศวกรรมอาจต้องทำการวิเคราะห์อาคารเหล่านั้นได้ และถ้าผลออกมาพบว่าเป็นอาคารที่ไม่สามารถรับแรงแผ่นดินไหวได้ เราก็จะทำการเสริมกำลังอาคารเพื่อต้านทานแผ่นดินไหว โดยมี 4 แนวทาง ดังนี้ 1.เสริมกำลังด้วยคอนกรีตและเหล็กเสริมที่เสาให้มีขนาดใหญ่ขึ้นจากเดิม (Concrete jacketing) ซึ่งเป็นวิธีการเสริมแรงแบบดั้งเดิม เหมาะสำหรับอาคารที่ต้องการเสริมความแข็งแรงของอาคารเพื่อรองรับแผ่นดินไหวในพื้นที่ที่มีผู้เชี่ยวชาญในงานก่อสร้างด้านการเสริมกำลังด้วยโครงคอนกรีตเสริมเหล็ก โดยเป็นวิธีดังเดิมที่ถูกใช้ในหลายประเทศ 2.เสริมกำลังด้วยแผ่นเหล็กที่เสาจะทำให้อาคารมีการรับแรงด้านข้างได้มากขึ้น (Steel jacketing) แทนการเอาเหล็กเสริมและคอนกรีตเข้าไปพอกที่เสาเพียงอย่างเดียว เหมาะสำหรับอาคารที่ต้องการเสริมความแข็งแรงของอาคารเพื่อรองรับแผ่นดินไหว และมีผู้เชี่ยวชาญในการก่อสร้างงานด้านการเสริมกำลังด้วยโครงสร้างเหล็ก 3.เสริมกำลังโดยให้กำแพงสามารถรองรับแรงเฉือน (Shear wall) ซึ่งอาคารสูง หรืออาคารสาธารณะในประเทศไทย โดยเฉพาะกรุงเทพฯมีการออกแบบรับแรงด้านข้างมานานแล้ว จากปกติที่ผนัง หรือกำแพงจะเป็นแค่อิฐเพียงอย่างเดียว ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้วิธีนี้กับอาคารสูง เนื่องจากจะได้รับผลกระทบทั้งแรงลม หรือแผ่นดินไหวมากกว่าอาคารต่ำวิธีการคือใส่เหล็กเพื่อช่วยรับแรงด้านข้างดังกล่าว หรือเรียกว่าเป็น ผนังคอนกรีตเสริมเหล็ก กำแพงแบบนี้จะไม่มีโครงสร้างเสาคานให้เห็น ซึ่งเกิดจากการออกแบบให้มันรับน้ำหนักแทนเสาและคาน ผนังแบบนี้แข็งแรงกว่าผนังก่ออิฐฉาบปูน แต่มีข้อเสียตรงที่เราไม่สามารถปรับแต่ง ต่อเติม หรือเจาะผนังได้ เพราะจะเกิดความเสียหาย 4.เสริมกำลังด้วยโครงแกงแนง (Bracing) ซึ่งจะช่วยรับแรงด้านข้างได้ดี มีลักษณะของการเสริมกำลังด้วยการใช้เหล็กแท่งเสริมเข้าไประหว่างเสา 2 ต้น เพื่อเพิ่มการรับแรงกระทำจากด้านข้าง การยึดรั้งและเพิ่มเสถียรภาพและความแข็งแรงทางด้านข้าง ซึ่งเป็นระบบที่ถูกใช้เสริมกำลังอาคารเพื่อต้านทานแผ่นดินไหวในหลายประเทศ

สำหรับอาคารยุคเก่า กลุ่มแรกที่ควรได้รับการตรวจสอบ และวิเคราะห์ เป็นกลุ่มอาคารสาธารณะที่มีผู้คนใช้งานเป็นจำนวนมากเพื่อหาแนวทางป้องกัน และเสริมกำลังให้ต้านทานแผ่นดินไหวต่อไป ดร.ภาณุมาศ สรุปในตอนท้าย

ฝรั่งทึ่ง!‘อภัยภูเบศร’จับมือ ททท. บุกเยอรมัน โชว์สมุนไพรไทยในงานระดับโลก ITB 2023

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/715904

ฝรั่งทึ่ง!‘อภัยภูเบศร’จับมือ ททท. บุกเยอรมัน โชว์สมุนไพรไทยในงานระดับโลก ITB 2023

ฝรั่งทึ่ง!‘อภัยภูเบศร’จับมือ ททท. บุกเยอรมัน โชว์สมุนไพรไทยในงานระดับโลก ITB 2023

วันพุธ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2566, 13.26 น.

‘อภัยภูเบศร’ จับมือ ททท. บุกเยอรมัน จัดนิทรรศการสมุนไพรภูมิปัญญาในไทยในงานระดับโลก ITB 2023 ‘ฝรั่งทึ่ง’ แห่ร่วมกิจกรรมคับคั่ง คาดเป็นลูกค้าไทยเวลเนสในอนาคต

ในระหว่างวันที่ 7-9 มีนาคม 2566 โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร และ การท่องเที่ยวเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมจัดบูทนิทรรศการ ในงาน International Tourism Berlin (ITB) 2023 ณ The Messe Berlin กรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมณี โดยงานนี้ถือเป็นงานแสดงสินค้าด้านการท่องเที่ยว ที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดในโลก

พญ.โศรยา ธรรมรักษ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า งานนี้ถือเป็นการเข้าร่วมงานใหญ่ระดับโลกเป็นครั้งแรก ภายหลังเกิดวิกฤตโควิดเราก็ไม่มีกิจกรรมเผยแพร่สมุนไพรในต่างประเทศเลย เมื่อสถานการณ์ดีขึ้น ทางโรงพยาบาลจึงได้เตรียมกิจกรรมที่น่าสนใจมานำเสนอในงาน International Tourism Berlin (ITB) 2023 ร่วมกับ ททท. และ คาดหวังว่าจะเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศได้ โดยการเน้นอัตลักษณ์ความเป็นไทย และ นำภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยมาใช้ ผสมผสานกับแนวคิดของการท่องเที่ยวเชิงส่งเสริมสุขภาพ หรือ Wellness ซึ่งเป็นตลาดที่น่าสนใจ มีความต้องการสูง รวมถึง ประเทศไทยเองก็เป็นพื้นที่มีศักยภาพในการรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวได้”

ผู้อำนวยการ กล่าวต่อว่า ภายในงานมีการจัดกิจกรรมสาธิต ภายใต้แนวคิด Sustainable Wellness เน้นความยั่งยืน วัสดุปลอดภัย ใช้ซ้ำได้ โดยกิจกรรมที่นำเสนอได้แก่ Tailor made น้ำมันนวดที่ใช้กลิ่นน้ำมันหอมระเหยจากสมุนไพรไทย เน้นที่เป็นกลิ่นหอมจากดอกไม้ไทย โดยใช้หลักการสร้างกลิ่นเฉพาะบุคคล ตามเจ้าเรือนของแต่ละบุคคล ช่วยปรับสมดุลอารมณ์ ช่วยผ่อนคลาย นอกจากนี้ยังมีสอนนวดตนเอง รวมถึง การทำชาขิง เพิ่มความอบอุ่น เสริมการย่อยอาหาร และ การทำลูกประคบสมุนไพรด้วยตนเอง เพื่อช่วยประคบ คลายกล้ามเนื้อ

สำหรับการมาร่วมงานในครั้งนี้ทางผู้บริหารของโรงพยาบาลก็ได้พบกับผู้ประกอบการสปาและเวลเนสของไทย พบว่า การแพทย์แผนไทยมีศักยภาพมากในการที่จะนำมาผสมผสานกับการให้บริการเวลเนส โดยสามารถใช้หลักการเจ้าเรือนมาจับ ออกแบบการบริการที่ทีความจำเพาะของบุคคล (personalized services) ผ่านการปรับพฤติกรรมด้วยหลักเวชศาสตร์ชีววิถี หรือ lifestyle medicine และวางแผนให้กับผู้รับบริการ ทั้งด้านอาหาร การออกกำลังกาย การนอนหลับที่มีคุณภาพ การจัดการความเครียด  เพื่อป้องกันการเกิดโรคเรื้อรังที่กำลังเป็นปัญหาของคนไทยและคนทั่วโลก  ซึ่งโรงพยาบาลจะพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพในลักษณะนี้ และเผยแพร่ไปให้ผู้ประกอบการไทยได้นำไปใช้ต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการจัดนิทรรศการของโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรในครั้งนี้ มีผู้ร่วมชมงานให้ความสนใจต่อกิจกรรมอย่างมาก ทั้งนักท่องเที่ยว เอเยนซี่ทัวร์ และนักธุรกิจ คาดว่าผู้ร่วมกิจกรรมนี้จะได้เป็นกลุ่มลูกค้าเวลเนสของไทยในอนาคต….-005

‘ปลัดศธ.’ชี้น่ารักดีนทท.จีนฮิตแต่งชุดนักเรียนไทย ห่วงใส่เที่ยวผับบาร์ทำคนเข้าใจผิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/715887

‘ปลัดศธ.’ชี้น่ารักดีนทท.จีนฮิตแต่งชุดนักเรียนไทย ห่วงใส่เที่ยวผับบาร์ทำคนเข้าใจผิด

‘ปลัดศธ.’ชี้น่ารักดีนทท.จีนฮิตแต่งชุดนักเรียนไทย ห่วงใส่เที่ยวผับบาร์ทำคนเข้าใจผิด

วันพุธ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2566, 12.59 น.

‘ปลัดศธ.’ชี้น่ารักดีนทท.จีนฮิตแต่งชุดนักเรียนไทย ห่วงใส่เที่ยวผับบาร์ทำคนเข้าใจผิด

8 มีนาคม 2566 นายอรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) กล่าวถึงกรณีชุดนักเรียนไทยกลายเป็นแฟชั่นยอดฮิตของกลุ่มนักท่องเทียวชาวจีน ที่เดินทางมาบางลำพู เพื่อจัดหาคอสตูมเสื้อขาวกระโปรงน้ำเงิน ปักชื่อไทยเก๋ไก๋ เดินทางท่องเที่ยวไปในสถานที่ต่าง ๆ รวมถึงมีการถ่ายรูปคู่กับนักแสดงไทย ว่า ตนมองว่าเป็นความน่ารัก และถือเป็นเรื่องที่ดี ที่นักท่องเที่ยวชาวจีนนิยมเครื่องแบบนักเรียนของไทย ขณะที่นักเรียนไทยบางแห่งกำลังเรียกร้องให้ยกเลิกเครื่องแบบนักเรียน แต่ ศธ. เองมีความกังวล และอยากทำความเข้าใจ  กรณีนักท่องเที่ยวสวมใส่ชุดนักเรียน เดินทางไปในสถานที่ต่าง ๆ อาจต้องดูความเหมาะสม โดยเฉพาะสถานบันเทิงในยามวิกาล อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด หรือเกิดอันตรายได้  เรื่องนี้มีทั้งด้านดี และด้านที่ต้องควรระวัง  ซึ่งศธ. อาจจะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำความเข้าใจกับนักท่องเที่ยวต่อไป

“ผมมองว่า การที่นักท่องเที่ยวชาวจีน นิยมแต่งชุดนักเรียนไทย เป็นควานน่ารัก ส่วนผิดข้อกฎหมายหรือไม่นั้น ตรงนี้คงต้องมองที่เจตนา รวมถึงไม่ได้มีการปักชื่อแสดงสัญลักษณ์โรงเรียน  เพียงแต่ปักชื่อของตัวเอง ไม่ได้สร้างความเสียหาย ดังนั้น ก็คงไม่มีความผิด  แต่อาจต้องระวังในเรื่องการสวมใส่ชุดดังกล่าวไปในสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งควรจะเป็นสถานที่ที่เหมาะสม ไม่ล่อแหลม ที่สำคัญไม่ควรสวมใส่ชุดนักเรียนในยามวิกาล หรือไปเที่ยวในสถานบันเทิง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด หรือเกิดอันตรายได้ ตรงนี้เป็นสิ่งที่ศธ. ค่อนข้างกังวล และจะต้องหารือเพื่อทำความเข้าใจต่อไป” ปลัด ศธ. กล่าว 

รัฐบาลลุยต่อเฟส 4 ให้ทุนการศึกษา 5 จังหวัดชายแดนใต้เรียนจบปริญญาตรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/715847

รัฐบาลลุยต่อเฟส 4 ให้ทุนการศึกษา 5 จังหวัดชายแดนใต้เรียนจบปริญญาตรี

รัฐบาลลุยต่อเฟส 4 ให้ทุนการศึกษา 5 จังหวัดชายแดนใต้เรียนจบปริญญาตรี

วันพุธ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2566, 09.18 น.

ครม.เห็นชอบโครงการทุนอุดมศึกษาพัฒนาจังหวัดชายแดนใต้ เฟส 4 มอบทุนคนละ 4 หมื่น เพิ่มโอกาสเรียนต่อ ป.ตรี

8 มีนาคม 2566 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2566 ว่า ครม.เห็นชอบโครงการสนับสนุนทุนการศึกษาต่อระดับปริญญาตรีในประเทศให้แก่เยาวชนที่มีภูมิลำเนาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปีการศึกษา 2566 – 2570 วงเงิน 419.5 ล้านบาท สำหรับใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการทุนอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระยะที่ 4 เพื่อให้การดำเนินการโครงการมีความต่อเนื่อง และเพิ่มโอกาสให้เยาวชนในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส จังหวัดสตูล และจังหวัดสงขลา 4 อำเภอ (จะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย) ได้เข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษาในสาขาวิชาที่ขาดแคลนตามความต้องการของพื้นที่ รวมทั้งสามารถนำความรู้ไปพัฒนาท้องถิ่นภูมิลำเนาของตนเองได้

โครงการทุนอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระยะที่ 4 มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)เปิดโอกาสและลดความเลื่อมล้ำทางการศึกษาให้แก่นักเรียนในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 2)สนับสนุนทุนการศึกษาระดับปริญญาตรีในสาขาวิชาขาดแคลนตามความต้องการของพื้นที่ 3)ส่งเสริมให้ผู้รับทุนมีจิตอาสาและจิตสาธารณะ สร้างประโยชน์แก่สถาบันที่ตนเองศึกษา ท้องถิ่น และประเทศชาติ ระยะเวลาโครงการตั้งแต่ปีการศึกษา 2566 – 2570 โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นเยาวชนที่มีภูมิลำเนาในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 3 ปี และจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือเทียบเท่าในเขตพื้นที่

โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 เยาวชนที่ไม่สามารถสอบเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาได้ จะสนับสนุนสถานที่ศึกษาต่อเป็นกรณีพิเศษ กลุ่มที่ 2 เยาวชนที่สามารถสอบเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาได้ จะสนับสนุนทุนค่าครองชีพในสาขาวิชาที่ขาดแคลน ส่วนการสนับสนุนทุนการศึกษานั้น เป็นการสนับสนุนทุนการศึกษารวมทั้งหมด 500 ทุน จำนวน 5 รุ่น รุ่นละ 4 ปี โดยผู้ได้รับทุนกลุ่มที่ 1 จำนวน 250 ทุน ต้องเป็นผู้ที่ผ่านการสอบคัดเลือกลำดับที่ 1 – 250 ได้รับทุน 40,000 บาทต่อปีการศึกษา ตามระยะเวลาของหลักสูตร ส่วนผู้ได้รับทุนกลุ่มที่ 2 จำนวน 250 ทุน ได้รับทุน 40,000 บาทต่อปีการศึกษา ตามระยะเวลาของหลักสูตร

นางสาวรัชดา กล่าวด้วยว่า โครงการทุนอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ดำเนินการมาแล้ว 3 ระยะ เริ่มตั้งแต่ปีการศึกษา 2550 มีเยาวชนในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนใต้ได้รับทุนการศึกษาแล้ว 5,795 คน จากการติดตามและประเมินผลสัมฤทธิ์ของโครงการ พบว่า ผู้รับทุนโครงการระยะที่ 1 มีงานทำร้อยละ 70.3 ศึกษาต่อร้อยละ 1.9 ผู้รับทุนโครงการระยะที่ 2 มีงานทำร้อยละ 71.9 ศึกษาต่อร้อยละ 6.5 ส่วนผู้รับทุนโครงการระยะที่ 3 อยู่ระหว่างการประเมินโครงการ

นโยบาย‘ผู้หญิง-เด็ก-ครอบครัว’ 9 พรรคร่วมแสดงวิสัยทัศน์‘วันสตรีสากล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/715767

นโยบาย‘ผู้หญิง-เด็ก-ครอบครัว’  9 พรรคร่วมแสดงวิสัยทัศน์‘วันสตรีสากล’

นโยบาย‘ผู้หญิง-เด็ก-ครอบครัว’ 9 พรรคร่วมแสดงวิสัยทัศน์‘วันสตรีสากล’

วันพุธ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.30 น.

“8 มีนาคม” ของทุกปี ตรงกับ“วันสตรีสากล (International Women’s Day)” ย้อนไปในวันที่ 8 มี.ค. 2400 แรงงานหญิงโรงงานทอผ้าในเมืองนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ชุมนุมเรียกร้องสิทธิแรงงาน เนื่องจากสภาพการจ้างงานในยุคนั้นที่นายจ้างค่อนข้างเอารัดเอาเปรียบ ยังไม่มีการกำหนดชั่วโมงการทำงาน วันหยุด-วันลา อีกทั้งยังกดค่าจ้าง รวมถึงความเสี่ยงเฉพาะของแรงงานหญิงที่มากกว่าแรงงานชาย คือเมื่อตั้งครรภ์ก็จะถูกเลิกจ้างทันที

จากการเรียกร้องสิทธิแรงงานวันสตรีสากล ยกระดับไปสู่การเรียกร้องความเสมอภาคระหว่างชาย-หญิง ในทุกมิติ ทั้งโอกาสในการศึกษา สาธารณสุข การแก้ไขปัญหาการถูกล่วงละเมิดทางเพศ ความรุนแรงในครอบครัว ฯลฯ มีการจัดกิจกรรมทุกปีในหลายประเทศทั่วโลก และเนื่องในโอกาสที่วันสตรีสากล ประจำปี 2566 นี้ ประเทศไทยกำลังนับถอยหลังสู่การเลือกตั้งใหญ่ ที่จะนำมาซึ่งการมีรัฐบาลและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ชุดใหม่ สิทธิสตรีจึงเป็นอีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อให้พรรคการเมืองต่างๆ แสดงวิสัยทัศน์

ดังเช่นเมื่อวันที่ 2 มี.ค.2566 ที่ผ่านมา มูลนิธิเพื่อนหญิง ร่วมกับภาคีเครือข่ายเด็กและสตรี จัดกิจกรรมนำเสนอ 8 นโยบายด้านสตรีต่อพรรคการเมือง เนื่องในวันสตรีสากล ณ โรงแรมเอเชีย ราชเทวี โดยมีตัวแทนจาก 9 พรรคการเมือง ร่วมเสนอนโยบายของพรรคในด้านนี้ ประกอบด้วย มนัส โกศล พรรคแรงงานสร้างชาติ กล่าวว่า นับตั้งแต่เริ่มตั้งพรรคแรงงานสร้างชาติ หนึ่งในนโยบายที่พยายามขับเคลื่อนมาตลอดคือ ผ้าอนามัยฟรีสำหรับเด็กและเยาวชนหญิง” ในวัยที่ยังไม่สามารถทำงานหาเลี้ยงตนเองได้

“ด่านแรกที่สุดของสุขภาพหญิงก็คือช่องคลอด ก็คือด่านแรกที่จะติดเชื้อ เรารณรงค์ให้แจกผ้าอนามัยฟรี เราจะมีการแจกผ้าอนามัยฟรีตั้งแต่เด็กที่มีรอบเดือนจนถึงจบปริญญาตรี เพราะเราดูแล้วผ้าอนามัยที่เป็นต้นทุนสิ่งหนึ่งคือแพงมาก เราไปสำรวจมา น้องๆ หนูๆ ลูกหลานเราบางคนใช้ผ้าอนามัยเดือนหนึ่งเกิน 3 กล่องก็มี 1 กล่อง 2 กล่อง 3 กล่อง จะเห็นว่าต่างกัน ถ้าลูกกรรมกร รายได้น้อยอาจจะใช้ที่โลว์เกรด (Low Grade-คุณภาพต่ำ) ด้วยซ้ำไป สิ่งเหล่านี้เราต้องมีนโยบายชัดเจน” มนัส กล่าว

รัตเกล้า สุวรรณคีรี พรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงการแก้ไขปัญหา “การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น”
ยกกรณีที่เป็นข่าวใหญ่ล่าสุด คือแม่วัยรุ่นทิ้งศพลูกวัย 8 เดือน ซึ่งปัญหาดังกล่าวอยู่กับสังคมไทยมานานและจะต้องเดินหน้าแก้ไขต่อไป ทั้งนี้ ร้อยละ 85 ของการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นเกิดจากการขาดการวางแผนที่ดี” อีกทั้งแม่วัยรุ่นยังเผชิญปัญหา “การหลุดออกจากระบบการศึกษา” ซ้ำเติมด้วยอีกเรื่องหนึ่ง

ขณะเดียวกัน “การสอนเพศศึกษาในไทยต้องมากกว่าเป็นแค่ตัวหนังสือ และต้องสอนกันทั้งระบบนิเวศ (Ecosystem)” เพราะการที่เด็กคนหนึ่งเกิดขึ้นมา มีทั้งพ่อแม่ มีคนอื่นๆ ในชุมชน ไปจนถึง “การทำให้แม่วัยรุ่นยังได้รับการศึกษาในระบบโรงเรียนต่อไปก็ต้องทำอย่างจริงจัง” อนึ่ง ในช่วงสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ที่ผ่านมา ทำให้การศึกษาไทยคุ้นเคยกับการเรียนออนไลน์มากขึ้น เรื่องนี้นำมาใช้กับแม่วัยรุ่นที่ต้องเรียนอยู่กับบ้านได้ แต่ทางโรงเรียนก็ต้องให้ครูช่วยติดตามเยี่ยมบ้านด้วย เพื่อให้เด็กเรียนหนังสือตามทันเพื่อนๆ

“เรามองว่าการที่โรงเรียนจะต้องสนับสนุนเป็นพิเศษ ทางรัฐเองก็ต้องสนับสนุนทางโรงเรียนเป็นกรณีพิเศษด้วยสำหรับกรณีโรงเรียนที่ดูแลในเรื่องนี้ อย่างที่สองเห็นด้วยกับแนวคิดเรื่องการยกระดับการสร้างนักสังคมสงเคราะห์ที่เป็นวิชาชีพ แต่เราเสริมว่าอยากให้มีในระดับชุมชน เพราะถ้าเป็นในระดับชุมชนสิ่งที่เราทำได้คือ 1.เฝ้าสอดส่องรับรู้ถึงปัญหา ยื่นมือเข้าช่วยเหลือให้คำแนะนำได้ก่อนที่ปัญหามันจะเกิดเพราะถ้าเขาอยู่ใกล้ชิดบางทีเขาเห็นก่อนด้วยซ้ำว่าเด็กกลุ่มนี้จะมีปัญหา

2.ให้ความรู้กับวัยรุ่นเกี่ยวกับเพศศึกษาที่เหมาะสม เรื่องการคุมกำเนิดก็ตาม รวมถึงการติดตามเพื่อลดโอกาสการตั้งครรภ์ซ้ำซ้อน 3.การจัดอบรมให้กับพ่อแม่ ให้กับชุมชน ให้มีความเข้าใจไม่ว่าในเรื่องเพศศึกษาหรือว่าบทบาทของสตรี นักสังคมสงเคราะห์ชุมชนเพื่อให้เขาสามารถทำงานได้เต็มที่ ต้องมีการดูแลเขาด้วย บรรจุให้เขาเป็นข้าราชการจะได้รับเงินเดือนคงที่ มีบทบาทมีสวัสดิการที่ดี” รัตเกล้า กล่าว

ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงนโยบาย “ฉีดวัคซีนHPV สำหรับเด็กหญิงอายุ 9-11 ปี” เพื่อเป็นการป้องกัน “มะเร็งปากมดลูก” โรคร้ายที่คร่าชีวิตประชากรเพศหญิงทั่วโลก โดยทุกๆ 2 นาทีจะมีผู้หญิงเสียชีวิตจากโรคนี้ 1 คน ซึ่งอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 11 รายต่อประชากรหญิง 1 แสนคน เพราะการป้องกันย่อมลดต้นทุนที่ต้องใช้ไปกับการรักษาเมื่อผู้หญิงป่วยแล้ว และหากเพิ่มการเข้าถึงวัคซีนจะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตลงเหลือเพียง 4 ราย ต่อประชากรหญิง 1 แสนคน เรื่องนี้จึงไม่อาจมองข้าม

“วันนี้มะเร็งปากมดลูกถูกพบเป็นอันดับที่ 2 รองจากมะเร็งเต้านม แต่มะเร็งปากมดลูกทำให้มีผู้หญิงเสียชีวิตเป็นอันดับ 1 ในประเทศไทย นี่คือสิ่งที่เราให้ความสำคัญ เราจะขยายสิทธิก่อนการรักษา จาก 30 บาท ไม่ใช่แค่รอรักษาอย่างเดียวแล้ว แต่จะต้องครอบคลุมถึงการป้องกันก่อนที่จะเกิดโรคนั้นด้วย นี่คือสิ่งที่เราตั้งใจและตั้งมั่นว่าถ้าหากเรามีโอกาสได้เข้ามาบริหารประเทศ นอกจากการฉีดวัคซีน HPV เรายังมีการป้องกันทั้งสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ บางคนถามว่าฉีดให้9-11 ปี แล้วนอกจากนั้นจะทำอย่างไร พรรคเพื่อไทยเราคิดไว้รอบคอบแล้ว เราจะมีการตรวจหาสตรีทุกวัยที่ยังไม่เคยได้รับวัคซีน ว่าใครที่ยังไม่ติดเชื้อเราก็ฉีดวัคซีนให้ได้” ธีรรัตน์ กล่าว

เยาวภา บุรพลชัย พรรคชาติพัฒนากล้า กล่าวว่า เนื่องจากทางเครือข่ายสตรีจัดงานครั้งนี้เพื่อยื่นข้อเสนอ 8 ข้อ ดังนั้นในฐานะที่เป็นผู้หญิง จึงอยากเสนอเรื่อง “สุขภาพจิตครอบครัว (Family Mental
Health)”
 เพิ่มเติมอีกข้อหนึ่ง “ทุกวันนี้ทุกคนคาดหวังครอบครัวที่อบอุ่นและมีความสุข คิดว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา แต่ให้ผู้หญิงลองถามตนเองว่าเรามีความสุขน้อยลงเรื่อยๆ หรือเปล่า” ผู้หญิงคนหนึ่งในวัยสาวสะพรั่ง ยังสวยและอยากทำอะไรก็ตาม แต่วันหนึ่งเมื่อต้องแต่งงานมีครอบครัว ต้องอุ้มท้องคลอดลูก สภาพร่างกายก็เปลี่ยนไป

นอกจากตั้งท้องคลอดแล้วผู้หญิงก็ต้องเลี้ยงลูกพร้อมกับการทำงานหาเงิน แต่เมื่อต้องทำงานก็ไม่มีเวลาเลี้ยงลูกเอง ก็ต้องไปใช้บริการสถานรับเลี้ยงเด็ก เมื่อลูกโตขึ้นมาอีกนิดก็ต้องส่งลูกเข้าโรงเรียน เพราะในฐานะแม่ที่ดีก็ต้องทำงานหาเงินส่งลูกเรียน ภาระจะยิ่งหนักขึ้นหากเป็น “แม่เลี้ยงเดี่ยว” ทำงานหาเลี้ยงลูกเองเพียงคนเดียว ต่อมาเมื่อลูกเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น ด้วยความที่ไม่เคยใกล้ชิดลูกเลยในช่วงวัยเด็ก ทำให้เปิดปัญหาในครอบครัวอย่างลูกติดเพื่อน หรือพ่อแม่คุยกับลูกไม่รู้เรื่อง สุดท้ายเมื่อลูกจบการศึกษาระดับสูงๆ บางคนก็ไม่ได้ผูกพันกับพ่อแม่

“ดังนั้นควรให้ความสำคัญกับเรื่อง Mental Health (สุขภาพจิต) แล้วก็เรื่องความรุนแรงในครอบครัวด้วยเช่นกัน ทะเลาะกันเรื่องเงิน เรื่องลูก เรื่องทางเพศที่เข้ากันไม่ได้ก็ทำให้เกิดความรุนแรงในครอบครัวได้เหมือนกัน ดังนั้นลองคิดดู พออายุมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้หญิงเรามีอัตราการเป็นโรคซึมเศร้ามากกว่าเพศชาย เพราะว่าภาระทุกอย่างมันหนักอึ้งพรรคชาติพัฒนากล้าให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เราไม่ได้ใช้เงินจัดการปัญหาอย่างเดียว เราต้องลงไปให้ลึกกว่านั้นถึงรายละเอียด ชีวิตคนเราถ้าเราเริ่มจากครอบครัว เราสามารถทำให้ครอบครับอบอุ่นและมีความสุขได้ โดยการทำกิจกรรมร่วมกันวันละเล็กละน้อย

อาจจะเป็นกีฬา ดนตรี ศิลปะ หรืออะไรก็ได้ที่เราจะใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวเราได้ เราหันกลับมามองเรื่องเล็กๆ จะทำให้ครอบครัวอบอุ่นขึ้น แล้วถ้าหากครอบครัวมีความสุขอบอุ่น ความรักจะทำให้เด็กและเยาวชนไม่ไปทำอะไรที่ไม่ดีกับชีวิตตัวเอง จะทำให้เขาขับเคลื่อนตัวเองไปในสิ่งที่ถูกต้อง จะทำให้เขาไม่สร้างความรุนแรงในครอบครัว ดังนั้นวันนี้พรรคชาติพัฒนากล้า ขอเสนอเรื่อง Family Mental Health (สุขภาพจิตครอบครัว) เป็นวาระแห่งชาติ และพรรคเราจะผลักดันเพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่สังคมไทยต้องการมากที่สุดในตอนนี้” เยาวภา กล่าว

ดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการออกแบบนโยบายเพื่อ “ผู้หญิงสูงอายุ”ซึ่งก็จำเป็นเช่นกัน เพราะปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่ภาวะ “สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ (Aged Society Completed)” เรียบร้อยแล้ว หากดูจากสถิติประชากรในเดือนม.ค. 2566 มีจำนวนผู้สูงอายุอยู่ที่ 1 ใน 5 ของประชากรทั้งประเทศไทย นำไปสู่แนวคิด “กองทุนช่วยเหลือผู้สูงอายุ”ในลํกษณะ Segmentation (การแบ่งส่วน) ที่เกิดจากการรวมตัวกันสร้างอาชีพ

“สิ่งเหล่านี้ประชาธิปัตย์คิดบนหลักจะต้องไม่กระทบกับระบบงบประมาณของประเทศ หมายความว่า เงินที่ใส่เข้าไปจะต้องสามารถสร้าง Productivity (ผลผลิต) ที่มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงวัย แล้วก็เน้นนโยบายที่ก่อให้เกิดการจ้างงาน เพราะว่าพอเป็น Aging Society (สังคมสูงวัย) จะต้องมีการขยายเวลาอายุที่จะเกษียณจากการประกอบอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นอาชีพอะไรก็ตาม” ดรุณวรรณ กล่าว

ณัฐวุฒิ บัวประทุม พรรคก้าวไกล กล่าวถึงนโยบาย ไล่ตั้งแต่ การลาคลอดควรขยายจาก 90 วัน เป็น 180 วัน แบ่งวันลาได้ระหว่างพ่อ-แม่ มีของขวัญแรกเกิดมูลค่าไม่เกิน 3,000 บาท นำไปสู่การซื้ออุปกรณ์ดูแลเด็กหรือการเสริมทักษะต่างๆ เงินอุดหนุนถ้วนหน้า 1,200 บาท/เดือน มีระบบติดตามคัดกรองเด็กแต่ละครอบครัว ส่งเสริมการพัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในการดูแลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ภาษีผ้าอนามัยและการแจกผ้าอนามัยฟรี

การฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก การมีสถานพยาบาลยุติการตั้งครรภ์อย่างน้อยจังหวัดละ
1 แห่ง ในวัยทำงานต้องมีค่าจ้างขั้นต่ำที่ 450 บาท/วัน โดยค่อยๆ ปรับขึ้นแบบขั้นบันไดตามอัตราเงินเฟ้อ กำหนดมาตรฐานชั่วการทำงานไม่เกิน 40 ชั่วโมง/สัปดาห์ สนับสนุนการตั้งสหภาพแรงงาน การเข้าถึงประกันสังคมแบบถ้วนหน้า นโยบายบำนาญถ้วนหน้า 3,000 บาท/เดือน การเพิ่มจำนวนผู้ดูแล (Caregiver) เพื่อดูแลผู้สูงอายุ การเข้าถึงที่อยู่อาศัย สนับสนุนบทบาทของท้องถิ่นในการดูแลประชาชน ลดความกังวลถูกตรวจสอบเรื่องการใช้งบประมาณ เป็นต้น

“การส่งเสริมการเรียนรู้ทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ของคนทุกช่วงวัย ผ่านระบบคูปองต่างๆ ซึ่งเป็นคูปองที่เด็กประถม มัธยม อุดมศึกษา มีขั้นบันไดในการเลือกว่าเขาจะใช้ระบบอย่างไร แล้วก็รวมถึงกรณีการฝึกทักษะอาชีพต่างๆ ให้กับผู้สูงอายุที่มากขึ้น ทั้งในเรื่องของเทคโนโลยี เศรษฐกิจสีเขียว เศรษฐกิจสร้างสรรค์ต่างๆ ประเด็นความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพนักงานสอบสวนหญิงที่มีแค่ 700 คน ในสถานีตำรวจกว่า 1,400 แห่ง ในพนักงานสอบสวนหมื่นกว่าคนมีผู้หญิงแค่ 700 คน เราสนับสนุนให้มีผู้หญิงอย่างน้อยที่สุดสถานีละ 1 คน ในเชิงของการสอบสวน” ณัฐวุฒิ กล่าว

ธิดารัตน์ ยิ่งเจริญ พรรคไทยสร้างไทย กล่าวว่า หากดูค่าเฉลี่ยนักการเมืองระดับชาติ หรือสมาชิกรัฐสภา ทั้งที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ค่าเฉลี่ยของทั่วโลกอยู่ที่ร้อยละ 26 ของสมาชิกทั้งหมด แต่ที่ประเทศไทยจะอยู่ที่เพียงร้อยละ 15 ของสมาชิกทั้งหมด อยู่ที่อันดับ 138 จาก 187 ประเทศ สำหรับพรรคไทยสร้างไทยจึงมีจุดยืนต้องการเพิ่มจำนวนนักการเมืองหญิงในสภาให้มากขึ้น

นโยบายสร้างศูนย์ดูแลผู้หญิงและเด็ก อย่างน้อยต้องมีทุกอำเภอทั่วประเทศ เพื่อดูแลผู้หญิงและเด็กโดยเฉพาะที่เป็นกลุ่มเปราะบาง ยังมีนโยบายสร้างความเข้มแข็งให้แม่เลี้ยงเดี่ยว ต้องมีกองทันสนับสนุน ซึ่งสัดส่วนระหว่างแม่เลี้ยงเดี่ยวกับพ่อเลี้ยงเดี่ยว จะอยู่ที่ 80 : 20 อาจเป็นเพราะเมื่อครอบครัวหย่าร้างลูกมักอยู่กับแม่ต่อไปเพราะชินกับที่แม่เคยเป็นผู้เลี้ยงดูมา หรือเด็กเล็กๆ ก็จะผูกพันกับแม่มากกว่า ทั้งนี้ในสถานการณ์โควิด-19 ผู้หญิงเป็นหนึ่งในกลุ่มเปราะบาง หลายคนตกงานแล้วยังต้องเลี้ยงลูก และแม้จะกลับไปทำงานในภายหลังก็ไม่ง่ายแล้ว

“สถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไปโลกปัจจุบันเปลี่ยนทุกๆ 2-3 ปีไม่เหมือนเมื่อก่อนที่เปลี่ยนทุกๆ 5-6 ปี ตอนนี้ถึงเราจะมีทักษะในการทำงานอย่างหนึ่ง แต่พอเวลาผ่านไป2-3 ปี ทักษะในการทำงาน ในตลาดแรงงาน กลายเป็นทักษะอย่างอื่นที่โลกต้องการ ก็เลยคิดว่าต้องมีการมาช่วย Upskill-Reskill ผู้หญิง ความจริงก็เข้ากับ Theme ของวันสตรีสากล 8 มีนา ปีนี้ด้วย เขาใช้ Theme ว่า จะทำอย่างไรให้ดิจิทัลมาทำให้เกิดความเท่าเทียมทางเพศได้ ซึ่งเราก็คิดว่าถ้ามีการมาช่วย Upskill-Reskill ตรงนี้ เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะทำให้ผู้หญิงเข้าสู่ตลาดแรงงานของโลกได้อย่างดี ก็จะช่วยทำให้เกิดความเท่าเทียมในการทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัว และในการเติบโตในสังคมที่ดีขึ้น” ธิดารัตน์ กล่าว

ปาติเมาะ เปาะอิแตดาโอะ พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงประเด็น “ภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง” ซึ่งทำให้ทางพรรคออกนโยบายตั๋วร่วมรถเมล์-เรือ และค่ารถไฟฟ้าตลอดสายไม่เกิน 55 บาท เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปประกอบอาชีพของคนในครอบครัว “ความเครียดจากหนี้สิน” นำไปสู่นโยบายพักชำระหนี้สิน 3 ปี มูลค่าหนี้ไม่เกิน 1 ล้านบาท “ภาระค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงน้ำสะอาดและกระแสไฟฟ้า” จึงมีนโยบายติดตั้งเครื่องกรองน้ำทุกหมู่บ้าน และนโยบายส่งเสริมการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์รับพลังงานแสงอาทิตย์

“ไม่เพียงแต่การติดตั้งแผ่นโซลาร์เซลล์อย่างเดียวเพื่อลดค่าใช้จ่ายที่มันเกิดขึ้น สิ่งที่ตามมาคือเรามีนโยบายมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าให้กับทุกหลังคาเรือนที่ติดตั้งแผ่นโซลาร์เซลล์ รถไฟฟ้านี้มีการผ่อน 60 งวดเดือนละ 100 บาท เท่ากับ 6,000 บาท เพื่อที่จะให้คนสามารถรับ-ส่งลูกไปโรงเรียน ใช้ดำเนินชีวิตไปได้ ที่สำคัญที่สุด เราบอกประเทศไทยเป็นประเทศของอุตสาหกรรม คนในประเทศไทยส่วนใหญ่ทำสวน ทำนา ทำไร่ ฉะนั้นเกษตรกรต้องร่ำรวยและไม่ผูกขาดกับนายทุน ก่อนปลูกเราต้องรู้ราคาก่อน แล้วก็ควรรู้ว่าเราขายได้จำนวนเท่าไร สิ่งเหล่านี้ทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น” ปาติเมาะ กล่าว

ณิรินทร์ เงินยวง พรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า ทางพรรคกำลังรวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำนโยบาย ดังนั้นครั้งนี้ขอพูดในฐานะคนเองเป็นคุณแม่ลูกสอง ชีวิตหย่าร้างแม้ยังไม่ถึงขั้นเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวเพราะสามียังช่วยดูแลลูก จึงมองเห็นประเด็น “สุขภาพจิตเด็ก” ซึ่งส่งผลกระทบกับเด็กในระยะยาว เด็กเติบโตมาในครัวเรือนแบบไหน เห็นอะไรบ้างที่บ้าน เห็นการทารุณกรรม เห็นพ่อแม่แสดงกิริยา
ไม่ดีต่อกัน ซึ่งเด็กก็เหมือนผ้าขาวและต้องเติบโตมาเป็นอนาคตของชาติ การให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตจะทำให้เด็กเติบโตขึ้นมาอย่างมีคุณภาพ

“อยากให้มีศูนย์ อยากให้มีคลินิก ไม่ว่าจะของเอกชนเอง ของรัฐบาลเอง ในโรงเรียน ในชุมชนต่างๆ อยากให้เรื่องศูนย์สุขภาพจิตเด็กเป็นอะไรที่คนไม่ควรมองข้าม เพราะมันคือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง แล้วมันก็จะแก้ไขปัญหาอาชญากรในอนาคต” ณิรินทร์ กล่าว

มทร.ธัญบุรี พร้อมรับ นศ.พิการ ภายใน 5 ปี รับแล้วกว่า 135 คน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/715811

วันพุธ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) เปิดเผยว่า ในแต่ละปีมหาวิทยาลัยมีนโยบายรับนักศึกษาพิการเข้าศึกษาต่อในมทร.ธัญบุรี เพื่อเป็นการเปิดโอกาสทางการศึกษา โดยตั้งแต่ปี 2561-2565 มีการรับนักศึกษาพิการเข้าเรียนต่อทั้งสิ้น 135 คน ส่วนในปีการศึกษา 2565 มีนักศึกษาพิการศึกษาอยู่ 23 คน แบ่งเป็น ผู้พิการทางการได้ยิน 7 คน ผู้พิการทางการเคลื่อนไหว 13 คน ออทิสติก 2 คน พิการทางการเรียนรู้ 1 คน ส่วนในการศึกษา 2566 มีแผนที่จะรับนักศึกษาพิการ จำนวน 45 คน 8 คณะโดยในแต่ละคณะที่มีความพร้อมจะรับนักศึกษาพิการจะทำการพิจารณาคัดเลือกผู้พิการที่สนใจเข้าศึกษาต่อ เพื่อดูความพร้อมในการเรียน และการใช้ชีวิต ซึ่งในแต่ละปีจำนวนรับนักศึกษาพิการเข้าเรียนอาจมีการปรับเปลี่ยนขึ้นอยู่ความพร้อมของคณะสำหรับการรับนักศึกษาพิการเข้าเรียนต่อ จะเปิดรับผ่าน ระบบ TCAS สำหรับ กลุ่ม ม. 6 / กศน. สายสามัญ และ กลุ่ม ปวช. / ปวส. /กศน.สายอาชีพ ดูรายละเอียดได้ที่ http://www.oreg.rmutt.ac.th เมนูสมัครเข้าศึกษาต่อ

ทั้งนี้ การรับนักศึกษาพิการเข้าศึกษาต่อนั้น มทร.ธัญบุรีได้มีการจัดตั้งศูนย์บริการนักศึกษาพิการขึ้น เพื่อเป็นศูนย์ช่วยเหลือด้านสิ่งอำนวยความสะดวกสื่อ บริการ การให้คำปรึกษา และความช่วยเหลืออื่นๆ ทางการศึกษา ซึ่งการบริการสนับสนุนทางการศึกษาสำหรับนักศึกษาพิการนั้น จะพิจารณาจากลักษณะเฉพาะของแต่ละความพิการและความจำเป็นอย่างสมเหตุสมผล ส่วนแผนการดูแลนักศึกษานั้น มทร.ธัญบุรีมีการวางแผนพัฒนาศักยภาพของนักศึกษา ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพเพิ่มเติมองค์ความรู้ในด้านต่างๆ เพื่อให้นักศึกษาได้รับประสบการณ์ระหว่างศึกษา หลังจบการศึกษา รวมถึงส่งเสริมการมีงานทำโดยดูแลช่วยเหลือ ให้คำปรึกษาด้านการเรียน การใช้ชีวิตและการจัดหางานให้กับนักศึกษาพิการ รวมถึงเตรียมความพร้อมให้กับนักศึกษาพิการก่อนออกไปทำงานจริง

“การรับนักศึกษาพิการเข้าเรียนต่อเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของมหาวิทยาลัยที่มีต่อสังคม ที่ทุกคนจะต้องมีความเสมอภาคด้านการศึกษา เป็นการสร้างความเข้มแข็งให้สังคมไทยและสร้างอนาคตให้กับเด็ก เพราะเด็กพิการจะได้รับโอกาสที่ไม่เท่าเทียมกับเด็กปกติ การที่มทร.ธัญบุรีส่งเสริม สร้างศักยภาพให้เด็กพิการจะทำให้เด็กประสบความสำเร็จ แต่การรับนักศึกษาพิการเข้าเรียนต่อจะต้องขึ้นอยู่ภายใต้ศักยภาพที่มทร.ธัญบุรีจะต้องดำเนินการให้ได้คุณภาพด้วยเช่นกัน” อธิการบดี มทร.ธัญบุรี กล่าวในที่สุด

คิกออฟใหญ่ 11 มี.ค. ‘นายกฯ’ร่วมกิจกรรมรณรงค์’ปิดเทอมสร้างสรรค์ อัศจรรย์วันว่าง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/715669

คิกออฟใหญ่ 11 มี.ค. 'นายกฯ'ร่วมกิจกรรมรณรงค์'ปิดเทอมสร้างสรรค์ อัศจรรย์วันว่าง'

คิกออฟใหญ่ 11 มี.ค. ‘นายกฯ’ร่วมกิจกรรมรณรงค์’ปิดเทอมสร้างสรรค์ อัศจรรย์วันว่าง’

วันอังคาร ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2566, 15.18 น.

นายกรัฐมนตรี ร่วมกิจกรรมรณรงค์ “ปิดเทอมสร้างสรรค์ อัศจรรย์วันว่าง” สสส. สานพลัง ภาคี-เยาวชน นำตัวอย่างศักยภาพเด็กไทยที่ค้นพบช่วงปิดเทอมโชว์ ครม. เตรียมคิกออฟใหญ่ 11 มี.ค. ต่อยอดสู่เมืองแห่งการเรียนรู้ 4 จังหวัดนำร่อง 25 จังหวัดเครือข่าย ครอบคลุมทุกภูมิภาค

เมื่อวันที่ 7 มี.ค. 2566 ที่ทำเนียบรัฐบาล ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เยี่ยมชมกิจกรรมรณรงค์ “ปิดเทอมสร้างสรรค์ อัศจรรย์วันว่าง” โดยมี ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ ผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) น.ส.ศศิวิมล เสียงแจ้ว กรรมการผู้จัดการ Daywork และตัวแทนเด็ก เยาวชน เข้าพบนายกรัฐมนตรี รณรงค์กิจกรรมปิดเทอมสร้างสรรค์ อัศจรรย์วันว่าง โดย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขอบคุณ สสส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ร่วมกันทำให้ช่วงปิดเทอมของเด็กและเยาวชนเป็นช่วงเวลาที่สร้างสรรค์ ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ และสร้างรายได้เพื่อตนเองและครอบครัว ขณะที่รัฐบาลเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างหลายด้านเพื่อรองรับความก้าวหน้าของประเทศ พร้อมฝากเยาวชนให้ช่วยกันดูแลเพราะนี่คือประเทศไทยอของเรา

ดร.สุปรีดา กล่าวว่า สสส. ร่วมกับภาคีเครือข่าย สนับสนุนให้เด็กไทยใช้วันว่างกว่า 150 วันต่อปี มีทางเลือกทำกิจกรรมนอกเวลาเรียนตามความสนใจ เปลี่ยนวันว่างให้กลายเป็นโอกาสแห่งการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ มีการพัฒนาแพลตฟอร์ม http://www.ปิดเทอมสร้างสรรค์.com รวบรวมข้อมูลและเชื่อมร้อยกิจกรรมจากทุกหน่วยงานไว้ในที่เดียวกัน ทลายข้อจำกัดเรื่องเวลา (time) และขั้นตอนต่างๆ ที่เป็นช่องว่าง (SPACE) ให้กิจกรรมสร้างสรรค์เข้าถึงตัวเด็กได้โดยตรง มีกิจกรรมสร้างสรรค์ กว่า 2,000 กิจกรรมต่อปี มีพื้นที่เรียนรู้กว่า 500 แหล่งทั่วประเทศ มีเด็ก เยาวชนเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 100,000 คน ฝึกอาชีพ ฝึกงาน ทำงานพาร์ทไทม์ กว่า 1,000 ตำแหน่ง และปีนี้จะมีกิจกรรมเปิดตัวในวันที่ 11 มี.ค. ต่อยอดสู่เมืองแห่งการเรียนรู้ 4 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ กรุงเทพฯ อุตรดิตถ์ นครราชสีมา และยะลา กับ 25 จังหวัดเครือข่าย ครอบคลุมทุกภูมิภาค เป็นพื้นที่ที่มีความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และแหล่งเรียนรู้ในชุมชน ขับเคลื่อนกิจกรรมดังกล่าวอย่างต่อเนื่องด้วยตัวเอง ซึ่งจะทำให้กิจกรรมเกิดความยั่งยืน

จากนั้น นายกรัฐมนตรี เยี่ยมชมผลงานของเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการฯ โดยมี นายณภัทร อัสสันตชัย ศิลปิน Doodle Art ที่เปลี่ยนวันว่างทำงานศิลปะขายออนไลน์ มาโชว์ภาพวาด “ปิดเทอมสร้างสรรค์X Doodle Art” และมอบให้ นายกรัฐมนตรี เพื่อเป็นตัวแทนเยาวชนส่งสัญญาณขอโอกาสเข้าถึงพื้นที่ทำกิจกรรมสร้างสรรค์ของเด็ก เยาวชนไทย น.ส.ธัญญรัตน์ วัฒนธรรม tiktoker ที่มีผู้ติดตามหลักแสน ขอถ่ายรูปเซลฟี่กับนายกรัฐมนตรีพร้อมทั้งทำท่า “ปิดเทอมสร้างสรรค์” มีกลุ่มเยาวชนที่ได้ฝึกงาน หารายได้เสริมจากกิจกรรมวันว่างที่สนใจ เช่น พนักงานเสิร์ฟในร้านอาหาร พนักงานในโรงภาพยนตร์ ในห้างสรรพสินค้า และแม่ค้าขายอาหาร เครื่องดื่มตามตลาดนัด แต่งกายด้วยเครื่องแบบในอาชีพของตน ร่วมกิจกรรมและถ่ายรูปกับนายกรัฐมนตรีด้วย-001