รองต่อศักดิ์-จ่าทหารเรือ หน่วยซีล รับรางวัลผู้ปิดทองหลังพระ 65 ศ.วิชา ยกย่องหมอ-พยาบาล ฝ่าวิกฤตโควิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/713805

รองต่อศักดิ์-จ่าทหารเรือ หน่วยซีล รับรางวัลผู้ปิดทองหลังพระ 65 ศ.วิชา ยกย่องหมอ-พยาบาล ฝ่าวิกฤตโควิด

รองต่อศักดิ์-จ่าทหารเรือ หน่วยซีล รับรางวัลผู้ปิดทองหลังพระ 65 ศ.วิชา ยกย่องหมอ-พยาบาล ฝ่าวิกฤตโควิด

วันจันทร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 08.21 น.

รองต่อศักดิ์-จ่าทหารเรือ หน่วยซีล รับรางวัลผู้ปิดทองหลังพระ 2565 ศ.วิชา ยกย่องหมอ-พยาบาล ปิดทองโควิด ย้ำการปิดทองหลังพระ โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ให้ไม่ต้องหิ้วแสงเพื่อให้คนอื่นๆ มาชื่นชม 

สมาคมนักข่าวอาชญากรรมแห่งประเทศไทย เตรียมจัดงาน 26 กุมภาพันธ์นี้ ที่ห้องประชุมมหาวีระวงศ์ อาคารพุทธวิชชาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร มอบรางวัลเกียรติยศผู้ปิดทองหลังพระ คนทำคุณประโยชน์ ผู้เสียสละ เพื่อสังคมต่อเนื่องยาวนาน

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุมมหาวีระวงศ์ อาคารพุทธวิชชาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร สมาคมนักข่าวอาชญากรรมแห่งประเทศไทย จัดมอบรางวัลเกียรติยศผู้ปิดทองหลังพระ ศาสตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ เป็นประธานมอบรางวัล “ผู้ปิดทองหลังพระ ประจำปี 2565” ครั้งที่ 16

โดยมี นายศิโรจน์ มิ่งขวัญ นายกสมาคมนักข่าวอาชญากรรมแห่งประเทศไทย และนายสุทิน บัวตูม ประธานที่ปรึกษาสมาคมนักข่าวฯ พิจารณาคัดเลือกจากประวัติผลงานทำคุณประโยชน์ ผู้เสียสละ เพื่อสังคมต่อเนื่องยาวนาน จำนวน 40 รางวัล อาทิ 

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผบ.ตร. ผู้ปิดทองหลังพระ ที่ดูแลเด็กนักเรียนครอบครัวฐานะยากจน และเด็กกำพร้าที่เรียนดีแต่ยากจน ในพื้นที่ทางภาคเหนือ โดยเฉพาะ อ.แม่พริก จ.ลำปาง ส่งเรียนจนจบการศึกษามีงานทำ , พันจ่าตรีอนุชิต พรมดอนกลอย นายทหารสังกัดหน่วยซีล กองทัพเรือ ที่กระโดดน้ำช่วยชีวิตสองแม่ลูก หลังจากขับรถเสียหลักตกคลองข้างทาง บริเวณสะพานบ้านคำแก้ว ต.คำแก้ว อ.โซ่พิสัย จ.บึงกาฬ

คุณครูจิตอาสา “ครูปัทม์” หรือ น.ส.ปัทมาพร นพรัตน์ ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนบ้านเพชรน้ำผึ้ง อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี ทำอาหารกลางวันพรีเมียมทุกมื้อ จับมือชุมชนและโซเชียล มอบอาหารสุดน่ากินให้นักเรียน ในวันที่วัตถุดิบแพงขึ้นทุกอย่าง

สำหรับหน่วยงาน องค์กร อาทิ กลุ่มจิตอาสาเพื่อชุมชนสังคมนครราชสีมา ที่ออกช่วยเหลือชาวบ้านเดือดร้อนน้ำท่วม ภัยพิบัติ รวมถึงออกตระเวนมอบอุปกรณ์การแพทย์ อาหารให้บุคลากรทางการแพทย์ 32 อำเภอ ในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ผ่านมา รวมถึง ตำรวจทางหลวงนครราชสีมา ที่ออกช่วยเหลือชาวบ้านเดือดร้อนน้ำท่วม ในช่วง 3-4 ปี ที่ผ่านมา และช่วยเหลือชาวบ้านเดือดร้อนโควิด-19 โดยการนำถุงยังชีพมอบให้ใน 32 อำเภอ

ศาสตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ กล่าวว่า ผู้ปิดทองหลังพระ คือให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ให้ไม่ต้องหิ้วแสงเพื่อให้คนอื่นๆ มาชื่นชม โดยเฉพาะ 3 ปี ที่ยากลำบากในชีวิต โรคร้ายโควิด-19 จากคนรวยที่สุดสิ้นเนื้อประดาตัว หมดสิ้น ความเสียสละไม่จบสิ้นกับโรคร้าย บุคคลกรทางแพทย์ และพยาบาล คือผู้เสียสละมากสุด เป็นผู้ปิดทองหลังพระจริงๆ เชิญชวนร่วมจุดเทียนคนละเล่มแห่งความดี เพื่อให้ส่องแสงสว่างความดี ต้องช่วยกันจุด เครื่องกระตุ้นความดีไม่มีสิ้นสุด การทำความดีจากสิ่งเล็กๆ จะยิ่งใหญ่เสมอ

‘โจ๊กใบหม่อนและผักแพว’ชะลอวัยทอง งานวิจัย‘มข.’จับมือ‘อินโนบิก’ร่วมผลิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/713722

‘โจ๊กใบหม่อนและผักแพว’ชะลอวัยทอง งานวิจัย‘มข.’จับมือ‘อินโนบิก’ร่วมผลิต

‘โจ๊กใบหม่อนและผักแพว’ชะลอวัยทอง งานวิจัย‘มข.’จับมือ‘อินโนบิก’ร่วมผลิต

วันจันทร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ร่วมกับ บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด จัดงานแถลงข่าวพิธีลงนามการถ่ายทอดทรัพย์สินทางปัญญาผลิตภัณฑ์ “โจ๊กที่มีส่วนผสมสารสกัดใบหม่อนและผักแพว” ณ ห้องประชุมสารสิน ชั้น 2 อาคารสิริคุณากร มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดย รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า ทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีความมุ่งมั่นผลักดันผลงานวิจัยที่ดีและมีคุณภาพไปสู่การใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ เพื่อยกระดับสินค้าอุปโภค-บริโภคที่มีผลการวิจัยรองรับ

โดยใช้วัตถุดิบในประเทศ และช่วยลดการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ซึ่งที่น่าภาคภูมิใจคือ ผลงานนี้ใช้ใบหม่อนและผักแพวเป็นวัตถุดิบ ซึ่งเป็นพืชที่มีแหล่งเพาะปลูกมากในท้องถิ่นของภาคอีสาน ถือเป็นความตั้งใจอย่างยิ่งของทีมนักวิจัยที่อยากจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับใบหม่อนและผักแพว ซึ่งสำหรับผลงานทรัพย์สินทางปัญญา เรื่องโจ๊กที่มีส่วนผสมสารสกัดใบหม่อนและผักแพวนั้น ทีมนักวิจัยนำโดย ศ.ดร.จินตนาภรณ์ วัฒนธร รักษาการแทนผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาสมรรถนะมนุษย์และการเสริมสร้างสุขภาพ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ซึ่งตั้งใจพัฒนาสูตรขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาสุขภาพของผู้สูงอายุซึ่งมักจะมีปัญหาเรื่องความจำและมีปัญหาเรื่องระบบกระดูก นอกจากนั้น ยังช่วยให้สามารถเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรในรูปแบบผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพซึ่งมีมูลค่าสูงได้ เช่นเดียวกับผู้บริหาร บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด ซึ่งมีวิสัยทัศน์ในการเป็นบริษัทชั้นนำด้านชีววิทยาศาสตร์ในภูมิภาคที่มีวิทยาศาสตร์อันเป็นเลิศ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ก็มีความมุ่งมั่นขับเคลื่อนธุรกิจใหม่ทางด้าน Life Science และสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ มข. คือ มหาวิทยาลัยวิจัยและพัฒนาชั้นนำระดับโลก (A World-Leading Research and Development University) โดยหนึ่งในเป้าหมายคือ การวิจัย พัฒนาและการนำไปใช้ประโยชน์

ศ.ดร.จินตนาภรณ์ วัฒนธร รักษาการแทนผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาสมรรถนะมนุษย์และการเสริมสร้างสุขภาพ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า เมื่อเราอายุมากขึ้น หรือ เข้าสู่วัยทอง สมดุลของการสร้างกระดูก และ การสลายกระดูก จะลดลงไป ทำให้มีการสลายกระดูกมากกว่าการสร้างกระดูก เพราะฉะนั้น การแก้ปัญหาให้ตรงจุด จะต้องไปแก้ไขที่ตัวต้นตอ ซึ่งเราพบว่าผักพื้นเมือง เช่น ผักแพว ใบหม่อนมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงโดยเฉพาะ สารฟีนอลิก และ ฟลาโวนอยด์ รวมทั้งมีปริมาณแคลเซียมสูง

นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพหรือสารสำคัญต่างๆ จำเป็นต้องมีความปลอดภัยต้องมีประสิทธิภาพสูงสุด การที่เราจะทำให้มีประสิทธิภาพสูงสุดก็ต้องคุมตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ซึ่งต้นน้ำของเรา คือ Raw material หมายถึง วัตถุดิบ ต้องมีการคุมการปนเปื้อน ต้องเก็บในส่วนที่ดีที่สุด จึงต้องไปคุมในเรื่อง Good Agricultural Practices หลังนั้นก็ไปเตรียมสารสกัด In Vitro คือ การทดลองในหลอดแก้ว เพื่อมาดูลักษณะของสารสำคัญ

ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งที่เราทำมากกว่าคนอื่น คือทำฤทธิ์ชีวภาพ หมายถึง เลือกตรวจสอบฤทธิ์ชีวภาพที่เกี่ยวข้องกับพยาธิสภาพของโรคที่สนใจ อย่างเช่น กว่าที่จะได้สารสกัดใบหม่อนก็ต้องทำ solvent ต่างๆ หมายถึงตัวทำละลายต่างๆ ตัวไหนดีที่สุดก็เลือกตัวนั้นมา อย่างเช่น ผักแพว ก็จะเลือกอันที่ดีที่สุดพอได้ตัวที่ดีที่สุดก็นำมาผสมกันในอัตราส่วนต่างๆ และก็เลือกอัตราส่วนที่ดีที่สุด เมื่อได้อัตราส่วนที่ดีที่สุด

โดยจะต้องนำไปจำลองในสภาวะที่ใช้จริง จึงนำไปทดสอบในสัตว์ทดลองแล้วมันมีศักยภาพ เราก็จะนำมาทดลองในอาสาสมัครวัยทอง ซึ่งพบว่าอาสาสมัครวัยทองมีความจำขณะทำงานดีขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นเราพบว่าหนูหรือว่าสัตว์ทดลอง มีความหนาของกระดูกเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกัน หลังจากที่อาสาสมัครบริโภคไปแล้วทำให้เซลล์ ที่ทำหน้าที่สร้างกระดูกมีเพิ่มขึ้น และเซลล์ที่ทำหน้าที่เป็นตัวสลายกระดูกลดลง เพราะฉะนั้นมันจึงสอดคล้องกับการทดลองที่เราพบในสัตว์ทดลอง

ต่อจากนั้นจึงทำเป็นสาร functional ingredients หรือ สารสกัดทางธรรมชาติจากพืชและสัตว์ ที่นิยมนำมาใช้ในกลุ่มยา อาหารเสริมและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ และลองมาทำใน prototypeproduct แบบจำลองเพื่อเก็บ Feedback ก่อนการสร้าง Product จริง เอาสารตัวนี้มาผสมในโจ๊กสุขภาพและก็พบว่าดีขึ้น นำเอามาทำในเครื่องดื่มก็ดีขึ้น เพราะฉะนั้นเห็นได้ว่าสาร functional ingredients ที่ทำนี้เอาไปเพิ่มมูลค่าของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มได้

ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และประธานกรรมการ บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด กล่าวว่า นอกเหนือจากการดำเนินธุรกิจด้านยา ด้านวัสดุอุปกรณ์และเทคโนโลยีทางการแพทย์แล้ว ในการดำเนินธุรกิจด้านโภชนเภสัชและโภชนาการ อินโนบิก (เอเซีย) มีวัตถุประสงค์ให้ผู้บริโภคได้รับอาหารที่ดี มีคุณภาพ มีโภชนาการดี

สามารถป้องกันโรคต่างๆ ที่มาพร้อมกับการดำเนินชีวิตตามวิถีสมัยใหม่ได้ โดยมีกลยุทธ์การดำเนินงานร่วมกับพันธมิตร ผู้เชี่ยวชาญ และสนับสนุนงานวิจัยที่มีศักยภาพให้สามารถก้าวไปสู่ระดับเชิงพาณิชย์ ได้รับการยอมรับทั้งในและต่างประเทศได้ เพื่อให้เกิดความมั่นคงด้านโภชนาการแก่คนไทย ซึ่งโจ๊กที่มีส่วนผสมสารสกัดใบหม่อนและผักแพว เป็นหนึ่งในงานวิจัยคุณภาพโดยนักวิจัยไทย ที่นำพืชผักพื้นบ้านของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย มาเป็นวัตถุดิบหลัก คือใบหม่อนและผักแพวที่มีคุณประโยชน์ เสริมสร้างความแข็งแรงของระบบต่างๆ ในร่างกาย

ซึ่งเป็นระบบสำคัญที่มักแสดงความผิดปกติในกลุ่มผู้สูงอายุ สอดคล้องกับแนวโน้มของสังคมไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย โดยวางแผนการจำหน่ายช่วงแรกในรูปแบบซอง ตั้งเป้าออกสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ในไตรมาสที่ 4 ปี 2566 นี้ เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับคนไทย โดยเฉพาะผู้สูงวัยได้รับประทานอาหารที่สะดวกและมีประโยชน์อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบในท้องถิ่นส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน โดยมีแผนที่ต่อยอดสารสกัดใบหม่อนและผักแพวเป็นสินค้าประเภทอื่นๆ อีกในอนาคต

‘ธุรกิจบัณฑิตย์’ลุยเต็มรูปแบบ ‘Smart Campus 5G’ห้องเรียนสุดลํ้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/713723

‘ธุรกิจบัณฑิตย์’ลุยเต็มรูปแบบ  ‘Smart Campus 5G’ห้องเรียนสุดลํ้า

‘ธุรกิจบัณฑิตย์’ลุยเต็มรูปแบบ ‘Smart Campus 5G’ห้องเรียนสุดลํ้า

วันจันทร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หลังจากได้รับเลือกเป็นต้นแบบนำร่องโครงการ Smart Campus ด้วยเทคโนโลยี 5G โดยสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) มาวันนี้มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.-DPU) ก้าวนำอีกขั้น กับการเป็นสถาบันแห่งการสร้างนวัตกร (Innovator) เปิดพื้นที่สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ภายใต้สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ทันสมัย ด้วยโครงข่าย 5G และ WiFi6 พร้อมประยุกต์ใช้เทคโนโลยีพลิกโฉมวงการศึกษา สร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

โดยเมื่อวันที่ 17 ก.พ. 2566 คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) นำโดย นายภุชพงค์ โนดไธสง เลขาธิการฯ และคณะ ลงพื้นที่เยี่ยมชมความคืบหน้าโครงการ Smart Campus ด้วยเทคโนโลยี 5G ณ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ โดยได้ชมการทำงานของห้องเรียน Intelligent Hybrid Classroom และระบบวิเคราะห์ Attention & Learning Engagement รวมถึงการทำงานของนวัตกรรมที่ถูกประยุกต์ใช้กับเทคโนโลยี 5G

ซึ่งผลการดำเนินงานชี้ให้เห็นถึงความพร้อมในการนำร่องให้สถานศึกษาและองค์กรต่างๆ สามารถนําไปทำซ้ำ ทำเสริม พัฒนาต่อยอดต่อไป โดย ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา DPU มีการปรับตัวพัฒนาอย่างต่อเนื่องในการผลิตกำลังคนให้มี Skill Set และ Mindset ที่ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของบริบทโลก มุ่งสร้างบุคลากรที่มีศักยภาพพร้อมด้วยทักษะสำคัญแห่งอนาคต (Future Workforce)

สำหรับโครงการ Smart Campus 5G ที่ได้รับการสนับสนุนจาก สดช. นอกจากจะผลักดันให้ DPU เป็น Smart Campus ต้นแบบนำร่องในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี 5G กับภาคการศึกษา ยังเป็นการสร้างให้นักศึกษามีแรงบันดาลใจในการเป็นนวัตกร (Innovator) รวมทั้งขยายโอกาสทางการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้กับผู้ประกอบการหน่วยงาน และชุมชน ในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลอีกด้วย

“Smart Campus ของ DPU เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการจัดการศึกษา ที่ไม่ใช่แค่นำเทคโนโลยีเข้ามาติดตั้งใช้งานเท่านั้น แต่แสดงให้เห็นถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีแบบบูรณาการ ควบคู่กันกับการเปลี่ยนแปลงกระบวนการจัดการศึกษา (Process) และบุคลากร (People) เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิผลและมีประสิทธิภาพ” ดร.ดาริกา กล่าว

ทั้งนี้ ภายใต้โครงการ Smart Campus มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ได้ออกแบบและพัฒนาโครงข่าย 5G และ WiFi6 ครอบคลุมทั่วพื้นที่ของมหาวิทยาลัย และพัฒนาห้องเรียน Intelligent Hybrid Classroom ที่สนับสนุน Active & Blended Learning พร้อมติดตั้งระบบ AI เพื่อวิเคราะห์ Attention & Learning Engagement เพื่อการวิจัยชั้นเรียน นำไปสู่การปรับปรุงคุณภาพการจัดการเรียนการสอนที่ดีขึ้น และสามารถเชื่อมโยงกับ Gamification ส่งเสริม Positive Learning Behavior ให้กับผู้เรียน

พร้อมกันนี้ ยังจัดพื้นที่มหาวิทยาลัยเป็น Living Lab ให้นักศึกษา อาจารย์ และหน่วยงานพันธมิตร ร่วมกันสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ทั้งภายใน Campus และขยายไปสู่สังคม อาทิ สร้างระบบ IoT (Internet of Things) ที่ใช้ในการบริหารจัดการพลังงานแบบ Real-Time พัฒนาหุ่นยนต์ Security Patrol Robot ที่ใช้ในด้านรักษาความปลอดภัยในพื้นที่มหาวิทยาลัยฯ ไปจนถึงการพัฒนา VR Learning Space และ Online Course เพื่อให้เป็น Active Learning Environment ที่เชื่อมโยงและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ให้กับภาคส่วนต่างๆ ร่วมกันลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ควบคู่กับการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ

นายสัญญา เศรษฐพิทยากุล ผู้ช่วยรองอธิการบดี สำนักดิจิทัลการศึกษาและบริการ มธบ. กล่าวเพิ่มเติมว่า 5G เป็นเทคโนโลยที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย และจะเป็นสิ่งสำคัญที่ขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมต่างๆ โดยในแง่ของความเป็น Smart Campus ควรสร้างประโยชน์ให้ผู้เรียนสามารถ Connect กับการเรียนรู้แบบ Anywhere Anytime ภายใต้การลงทุนที่คุ้มค่า ซึ่งในอนาคตมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์มีแผนพัฒนาต่อยอดและถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับองค์กรต่างๆ รวมถึงสนับสนุนการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ต่อไปในอีกหลายด้าน

“จากผลสัมฤทธิ์ที่ได้จากโครงการทำให้ DPU มีแผนการต่อยอดอีกในอนาคต เช่น การพัฒนาครู รวมทั้งเด็กและเยาวชนให้เป็น Digital Citizen การยกระดับ DPU Makerspace ให้เป็น DPU Innovation Lab เพื่อผสมผสานเทคโนโลยีดิจิทัลกับพื้นฐาน 5G แก้ปัญหาของสังคม โดยให้นักศึกษาได้ลงมือทำจริง มีประสบการณ์จริง สามารถเรียนรู้ ปรับปรุง เพื่อขยายไปสู่การแก้ไขปัญหาชุมชน เมือง และสังคมในวงกว้างมากขึ้นตอบโจทย์ SDGs และ Smart City ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญของสังคมโลกในวันนี้” นายสัญญา กล่าว

‘กายภาพฯมหิดล’จัดทำคู่มือ ‘ดูแลผู้สูงอายุ’ลดภาวะ‘ผู้ดูแล’เหนื่อยล้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/713720

‘กายภาพฯมหิดล’จัดทำคู่มือ ‘ดูแลผู้สูงอายุ’ลดภาวะ‘ผู้ดูแล’เหนื่อยล้า

‘กายภาพฯมหิดล’จัดทำคู่มือ ‘ดูแลผู้สูงอายุ’ลดภาวะ‘ผู้ดูแล’เหนื่อยล้า

วันจันทร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล จัดทำคู่มือ “The Caregiving Manual for Caregivers (CMC) เพื่อการดูแลผู้ป่วยสูงอายุ ลดภาวะผู้ดูแลเหนื่อยล้า” ภายใต้ทุนสนับสนุนจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (International Organization for Migration – IOM) หนึ่งในหน่วยงานขององค์การสหประชาชาติ โดยมี ดร.กภ.รัตนา เพชรสีทอง อาจารย์ประจำสาขาวิชากายภาพบำบัดชุมชน และทีมจากคณะกายภาพบำบัด เป็นผู้สร้างสรรค์ผลงาน

ดร.กภ.รัตนา ได้เปิดเผยถึงกลยุทธ์การดูแลผู้สูงอายุอย่างง่าย “พิชิตภาวะเหนื่อยล้าหมดไฟ” ในคู่มือดังกล่าวเพื่อการดูแลผู้ป่วยสูงอายุสำหรับ “ผู้ดูแล” ที่กำลังประสบปัญหาหมดไฟหรือท้อถอย เมื่อผู้ดูแลถึงจุดที่ต้องมานั่งถามตนเองว่าทำไปเพื่ออะไรหรือต้องทำอีกเท่าไหร่ถึงจะพอ ด้วยความรู้สึกที่เหน็ดเหนื่อยไร้เรี่ยวแรง จนเกิดคำถามในใจว่าการดูแลผู้สูงอายุเป็นภาระ (caregiver burden) กำลังมาเยือน ซึ่งหากเกิดขึ้นกับผู้ดูแลที่เป็นญาติใกล้ชิดอาจส่งผลลุกลามถึงขั้นพาผู้ป่วยสูงอายุล้มตามไปด้วย

ซึ่ง “ตัวช่วย” สำคัญที่จะมาคอยคั่น “โดมิโนชีวิต” ไม่ให้ล้มทับตามกัน คือ การที่นักกายภาพบำบัดให้ข้อมูลการดูแลที่เข้าใจง่ายเข้าถึงง่าย คนในชุมชนคอยสนับสนุน หรือหา“ผู้ดูแลรอง” มาเพื่อ “คั่นเวลาวิกฤติ” จนกว่า“ผู้ดูแลหลัก” จะฟื้นคืนแรง ผ่านพ้นภาวะหมดไฟได้โดย ดร.กภ.รัตนา บอกเล่าจากประสบการณ์ลงพื้นที่จริง ได้พบกับผู้ดูแลซึ่งกำลังประสบภาวะเหนื่อยล้าหมดไฟในการดูแลผู้ป่วยผู้เป็นมารดาสูงวัยที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เนื่องจากต้องใช้แรงเป็นอย่างมากในการประคองเคลื่อนย้ายผู้ป่วยโดยลำพังในแต่ละครั้ง เพราะขาดทักษะและอุปกรณ์ที่จำเป็น

ทีมกายภาพบำบัดชุมชนของคณะกายภาพบำบัดมหาวิทยาลัยมหิดล จึงได้เข้าช่วยเหลือดูแลทางกายภาพบำบัด พร้อมทั้งให้คู่มือ CMC แก่ผู้ดูแล จนผู้ดูแลได้ทราบถึงวิธีเคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่ปลอดภัย วิธีการจัดท่าในการทำกิจวัตรประจำวันที่ถูกต้อง รวมทั้งวิธีอื่นๆ ที่จำเป็นตลอดจนประสานให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) สลับให้การดูแล เนื่องจาก อสม. เคยผ่านการอบรมพัฒนาทักษะการดูแล และใช้คู่มือ CMC มาก่อน ถือเป็นเสมือนเพื่อนช่วยเพื่อนในชุมชน ให้ผู้ดูแลมีความมั่นใจ และกำลังใจที่ดีขึ้นเกิดความเข้มแข็งและยั่งยืนภายในชุมชน

ในช่วงแรก คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล ได้จัดทำคู่มือ The Caregiving Manual for Caregivers (CMC) ในรูปแบบของหนังสือ พร้อม QR Code เชื่อมต่อคลิปวีดีโอสั้นแสดงการดูแลที่ง่ายต่อการเรียนรู้ และสามารถฝึกทำตามด้วยตัวเองได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยมีเป้าหมายเพื่อการฝึกทักษะและอาชีพผู้ใช้แรงงานชาวเมียนมาที่ทำงานในบ้านผู้สูงอายุเพื่อมาทดแทนผู้ดูแลที่เป็นสมาชิกในครอบครัวและต้องออกไปทำงานนอกบ้าน

“คู่มือได้ถูกจัดทำเป็น 2 ภาษา” ได้แก่ คู่มือภาษาไทย ซึ่งผ่านการจดลิขสิทธิ์เรียบร้อยแล้ว และคู่มือภาษาพม่า ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการโดย สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (iNT) มหาวิทยาลัยมหิดล และเนื่องจากคู่มือ CMC ได้มีการขยายผลสู่วงกว้างเพื่อใช้แนะนำผู้ดูแลผู้สูงวัยทุกประชากรในประเทศไทยมหาวิทยาลัยมหิดล โดย คณะกายภาพบำบัด ได้วางแผนจัดทำเป็นภาษาอื่นๆ เช่น ลาว เวียดนาม และกัมพูชา เพื่อให้ครอบคลุมผู้ใช้แรงงานกลุ่มอื่นๆ ที่ทำงานในประเทศไทยต่อไปอีกด้วย

โดยมุ่งหวังให้สังคมได้ตระหนักว่า ระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็งที่สุด ไม่ได้มาจากการที่ผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษาพยาบาลที่ดีที่สุดจากบุคลากรทางการแพทย์แต่เพียงเท่านั้น แต่ยังต้องให้ความสำคัญต่อ “ผู้ดูแล” เพื่อให้เกิดความแข็งแกร่งทั้งทางกายและใจ ในการดูแลผู้ป่วยอย่างยั่งยืน!!!

สช.จัดใหญ่’วันการศึกษาเอกชน’ภาคใต้ จ.สงขลา โชว์ศักยภาพพหุวัฒนธรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/713730

สช.จัดใหญ่'วันการศึกษาเอกชน'ภาคใต้ จ.สงขลา โชว์ศักยภาพพหุวัฒนธรรม

สช.จัดใหญ่’วันการศึกษาเอกชน’ภาคใต้ จ.สงขลา โชว์ศักยภาพพหุวัฒนธรรม

วันอาทิตย์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 21.18 น.

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2566 ที่มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาธิการ กช.) เป็นประธานในพิธีเปิดงานวันการศึกษาเอกชน ภาคใต้ ประจําปี พ.ศ.2566 พร้อมด้วย นายเอกชัย เลิศวิบูลย์ลักษณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นายประพัทธ์ รัตนอรุณ รองเลขาธิการ กช. นายธีระพันธ์ พุทธิสวัสดิ์ ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย ของ สช. ศึกษาธิการจังหวัดพื้นที่ภาคใต้ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจําจังหวัดสงขลา ผศ.ดร.ศุภเสฏฐ์ คณากูล นายกสมาคมคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชน คณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชนจังหวัดภาคใต้ เครือข่ายพัฒนาการศึกษาเอกชน ข้าราชการสํานักงานศึกษาธิการ ผู้อำนวยการสํานักงานการศึกษาเอกชนจังหวัด ข้าราชการสํานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนโรงเรียนเอกชนจาก 14 จังหวัดภาคใต้ กว่า 500 คน เข้าร่วมงาน

นายมณฑล กล่าวว่า ในโอกาสที่วันการศึกษาเอกชนเวียนมาบรรจบครบรอบปีที่ 105 ในวันที่ 10 ก.พ.2566 เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าการศึกษาเอกชนเป็นผู้บุกเบิกการศึกษาของเมืองไทย มาอย่างยาวนาน และมีบทบาทสําคัญในการจัดการศึกษาควบคู่กับการศึกษาของภาครัฐ ช่วยสนองตอบความต้องการของผู้ปกครอง และนักเรียนได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ยังสามารถพัฒนาศักยภาพของเยาวชนให้เป็นพลเมืองท่ีมีประสิทธิภาพของประเทศ

เลขาธิการ กช.กล่าวต่อว่า สช.และหน่วยงานที่ดูแลการศึกษาเอกชนในส่วนภูมิภาค ได้ร่วมกับสมาคม และเครือข่ายทางการศึกษาเอกชน จัดกิจกรรมดังกล่าว โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้ผู้บริหาร ครู ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวิชาการและนวัตกรรมทางการศึกษา รวมทั้งนักเรียนได้มีโอกาสแสดงความสามารถ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ระหว่างกัน และมีการจัดกิจกรรมต่างๆ ภายในงาน ได้แก่ การเสวนาทางวิชาการ การจัดแสดงนิทรรศการ การแข่งขันทักษะทางวิชาการของนักเรียน การยกย่องเชิดชูเกียรติ ผู้บริหารและครูโรงเรียนเอกชน ผู้ทําคุณประโยชน์ต่อการศึกษาเอกชน และนักเรียนผู้สร้างชื่อเสียงระดับประเทศ

“ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าชาวการศึกษาเอกชน จะร่วมมือร่วมใจกันพัฒนาการศึกษาเอกชนให้มีคุณภาพมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับต่อสาธารณชนยิ่งๆ ขึ้นไป ซึ่งจะเป็นส่วนสําคัญในการพัฒนาเยาวชนและการศึกษาของชาติต่อไป” นายมณฑล กล่าว

ทั้งนี้ ในช่วงท้ายของงาน ได้มีพิธีส่งมอบธงวันการศึกษาเอกชนให้กับจังหวัดพัทลุง เพื่อเป็นเจ้าภาพในการจัดงานวันการศึกษาเอกชน ปี 2567 ต่อไป

สำหรับการจัดงานวันการศึกษาเอกชน ประจำปี 2566 กำหนดจัดขึ้นใน 5 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคตะวันออก ระหว่างวันที่ 4 – 5 ก.พ.2566 จังหวัดปราจีนบุรี ภาคกลาง 17 – 18 ก.พ.2566 จังหวัดลพบุรี ภาคเหนือ 18 – 19 ก.พ.2566 จังหวัดลำพูน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 24 – 25 ก.พ.2566 จังหวัดหนองบัวลำภู

และภาคใต้ ระหว่างวันที่ 25 – 26 ก.พ.2566 จังหวัดสงขลา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้บริหาร และครูได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวิชาการและนวัตกรรมทางการศึกษา ครูและผู้สอน ได้เผยแพร่ผลงานด้านการศึกษาสู่สาธารณชนผ่านการประชุมเชิงวิชาการ นักเรียน ได้มีโอกาสแสดงออกถึงความรู้ ความสามารถตามศักยภาพ เป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ค้นพบความถนัดของตนเอง และสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพ และมีการพัฒนาต่อยอดการเรียนรู้ และเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันซึ่งตรงกับนโยบายและเป้าหมายของกระทรวงศึกษาธิการที่มุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนให้สามารถคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา และเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ และทักษะที่จำเป็นในโลกยุคปัจจุบัน และเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของโรงเรียน สมาคม และเครือข่ายทางการศึกษาเอกชน และเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนแนวทางการจัดการศึกษาเอกชนที่ดี มีการแสดงนิทรรศการ การประชุมสัมมนาทางวิชาการ การแสดงนิทรรศการ การแข่งขันทักษะทางวิชาการและการประกวดสิ่งประดิษฐ์ของนักเรียนโรงเรียนเอกชนในระดับประเทศ

– 006

‘ตรีนุช’แจงใช้เงิน’สกสค.’ แก้ปัญหาหนี้สินครู ตรงตามภารกิจ-โปร่งใส-ตรวจสอบได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/713632

‘ตรีนุช’แจงใช้เงิน'สกสค.' แก้ปัญหาหนี้สินครู ตรงตามภารกิจ-โปร่งใส-ตรวจสอบได้

‘ตรีนุช’แจงใช้เงิน’สกสค.’ แก้ปัญหาหนี้สินครู ตรงตามภารกิจ-โปร่งใส-ตรวจสอบได้

วันเสาร์ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 19.37 น.

“ตรีนุช” ใช้เงิน สกสค.จัดกิจกรรมแก้หนี้สินครู ตรงตามภารกิจ-เป้าหมาย-โปร่งใส-ตรวจสอบได้

25 ก.พ.2566 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับการใช้เงินของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 วงเงิน 100 ล้านบาท เพื่อมาดำเนินโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาอาจจะไม่ถูกต้อง นั้น ตนได้มอบหมายให้ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี รองปลัด ศธ. รักษาการเลขาธิการ สกสค.ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวแล้ว และนายพิเชฐ ได้รายงานเบื้องต้นว่า การอนุมัติใช้วงเงินดังกล่าว เป็นไปอย่างถูกต้องตรงตามเป้าหมาย เพราะ สกสค.เป็นหน่วยงานในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ มีภารกิจในการส่งเสริมสวัสดิการ สวัสดิภาพ สิทธิประโยชน์เกื้อกูลและความมั่นคง ส่งเสริมความสามัคคีและผดุงเกียรติครูและบุคลาการทางการศึกษา เพื่อให้ครูฯ มีคุณภาพชีวิตที่ดี อีกทั้งดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูก็เป็นนโยบายรัฐบาล นโยบายกระทรวงศึกษาธิการ ที่ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องและให้ความสำคัญมาโดยตลอด ดังนั้น เมื่อสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) ได้เสนอโครงการมาขอสนับสนุนงบประมาณจาก สกสค. และ สกสค.ได้วิเคราะห์ทั้ง 2 กิจกรรมแล้ว   เห็นว่ามีเป้าหมายที่ตรงกัน ครูจะได้รับประโยชน์จริง จะมีผลดีทั้งการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูทั้งในระยะสั้นและระยะยาว 

รมว.ศธ กล่าวต่อว่า ทาง สกสค.ได้วิเคราะห์ว่าโครงการที่เสนอมาสอดคล้องกับภารกิจของ สกสค. สอดคล้องนโยบายกระทรวง และสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล เป็นไปตาม พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 มาตรา 62 และตามข้อบังคับคณะกรรมการ สกสค. ว่าด้วยเงินสนับสนุนพิเศษและส่งเสริมความมั่นคงตามโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค.และ ช.พ.ส. พ.ศ. 2565 ประกอบกับเห็นว่ากระทรวงศึกษาธิการเป็นหน่วยงานหลัก และมีเอกภาพในการบังคับบัญชาหน่วยงานด้านการศึกษาทั่วประเทศทั้งภาครัฐและเอกชน มีการจัดตั้งสถานีแก้หนี้ทุกจังหวัด และลงไปถึงระดับเขตพื้นที่การศึกษา และ สกสค. มีภารกิจในการจัดสวัสดิการ สวัสดิภาพ แก่ครูฯ จึงเห็นสมควรบูรณาการความร่วมมือในการดำเนินโครงการดังกล่าว เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อคุณภาพชีวิตครูฯ อันจะส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียน ดังนั้น สกสค.จึงเสนอโครงการในร่างแผนปฏิบัติการและแผนการใช้จ่ายงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ต่อคณะกรรมการ สกสค.และได้รับอนุมัติให้ดำเนินการจากคณะกรรมการฯ โดยมี 2 กิจกรรม ดังนี้ 1. การอบรมพัฒนาครูฯ เพื่อสร้างวินัยทางการเงินสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนภายใต้แนวคิดตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 2. อุดหนุนกิจกรรมป้องกันและแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯ ภายใต้โครงการการจัดงานมหกรรมการเงินเพื่อครูไทย “Unlock a better life ” สร้างโอกาสใหม่ เพื่อชีวิตครูไทยที่ดีกว่า การส่งเสริมสนับสนุนสวัสดิการ และสวัสดิภาพครู การพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา และบอร์ด สกสค.อนุมัติให้ดำเนินโครงการ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้มีการเบิกจ่ายงบประมาณเลย

“ในการดำเนินโครงการ สกสค. ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารโครงการ เพื่อทำหน้าที่กำกับ ติดตามผลการดำเนินงานให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการ และเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล ซึ่งขณะนี้การอบรมพัฒนาครูฯ อยู่ระหว่างการจัดทำ (ร่าง) ขอบเขตของงาน หรือ TOR ของคณะกรรมการ ซึ่งมีองค์ประกอบ จากหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความรอบคอบ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อครูฯ ส่วนการอุดหนุนกิจกรรมป้องกันและแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯภายใต้โครงการการ      จัดงานมหกรรมการเงินเพื่อครูไทย “Unlock a better life” สร้างโอกาสใหม่ เพื่อชีวิตครูไทยที่ดีกว่า สป.ศธ.ได้จัดทำแผนการดำเนินงานในโครงการดังกล่าวเสนอ สกสค.แล้ว ซึ่งดิฉันได้กำชับไปว่าในการดำเนินงานตามโครงการนี้ทั้ง 2 กิจกรรม ขอให้ดำเนินการอย่างถูกต้อง คุ้มค่า โปร่งใส ตรวจสอบได้” นางสาวตรีนุช กล่าว

‘วิษณุ’ ชมคุณหญิงกัลยา สร้างผลงาน 4 ปี เป็นที่ประจักษ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/713593

'วิษณุ' ชมคุณหญิงกัลยา สร้างผลงาน 4 ปี เป็นที่ประจักษ์

‘วิษณุ’ ชมคุณหญิงกัลยา สร้างผลงาน 4 ปี เป็นที่ประจักษ์

วันเสาร์ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 17.31 น.

“วิษณุ” ชมคุณหญิงกัลยา สร้างผลงาน 4 ปี เป็นที่ประจักษ์ งานเด่นดัน CODING เป็นวาระแห่งชาติช่วยสร้างภูมิคุ้มกันเด็กไทย “คุณหญิงกัลยา”มั่นใจ แม้ยุบสภา งานก็ยังคงยั่งยืน

25 กุมภาพันธ์ 2566 ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกล่าวเปิดงาน “สร้างภูมิคุ้มกัน ด้วยวิทยาศาสตร์และ CODING” พร้อมด้วย ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และผู้บริหารหน่วยงานในกำกับ กระทรวงศึกษาธิการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานวิชาการ ศักยภาพ และขีดความสามารถในการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ให้กับประชาชนทั่วไปได้ทราบ รวมไปถึงผลการดำเนินงานในการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาภายใต้การกำกับดูแลของคุณหญิงกัลยาตลอดระยะเวลา 4 ปี โดยมีนางสาวพุทธชาด ศรีนิศากร ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการตลาด บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) ให้การต้อนรับ ณ ลานกิจกรรม ชั้น G Avenue Zone A (ใต้ลาน Skywalk) MBK Center 

ดร.วิษณุ  กล่าวว่า ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ ได้ติดตามการทำงานของ ดร.คุณหญิงกัลยา  มาโดยตลอดตั้งแต่ปีแรกที่คุณหญิงกัลยารับตำแหน่งจนถึงวันนี้ ได้เห็นถึงความตั้งใจและความมุ่งมั่นของคุณหญิงในการทำงานขับเคลื่อนนโยบายสำคัญด้านการศึกษาต่าง ๆ ให้สำเร็จลุล่วง จนมีผลงานปรากฏเด่นชัดอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะนโยบาย CODING ที่คุณหญิงกัลยาเป็นผู้นำให้เป็นนโยบายของรัฐบาล และแถลงต่อรัฐสภา ผลักดันให้ CODING เป็นวาระแห่งชาติ จนประสบความสำเร็จ ถือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเด็กไทยและคนไทยทุกคนให้สามารถเผชิญหน้าและอยู่กับโลกยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนโยบาย CODING คุณหญิงกัลยายังขับเคลื่อนนโยบายและโครงการอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปการศึกษาอีกมากมาย อาทิ การพลิกโฉมอาชีวะเกษตร ด้วยโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ซึ่งขับเคลื่อนผ่านวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี (วษท.) จนเกิดหลักสูตร “ชลกร” นโยบายการศึกษาพิเศษ โครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ โครงการ “คนละเครื่อง พี่แบ่งให้…น้องได้เรียน” เพื่อแบ่งปัน Smart Device สร้างการศึกษาไทยให้เท่าเทียม นโยบายการอ่าน เขียน เรียนประวัติศาสตร์ผ่านการสื่อสารร่วมสมัย รวมไปถึงการปรับหลักสูตรการเรียนรู้ รูปแบบการเรียนการสอน และวัดผล และการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เพื่อให้การศึกษาเป็นไปตามรูปแบบที่เหมาะต่อสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้เยาวชนไทยได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมและมีประสิทธิภาพสูงสุด เป็นต้น

“ 4 ปีในการทำหน้าที่ของดร.คุณหญิงกัลยา  ที่เข้ามาทำงานด้านการศึกษา ผมไม่รู้ว่าคุณหญิงจะคุ้มหรือไม่ แต่ผมรู้ว่าประเทศคุ้มที่ได้คุณหญิงกัลยามาช่วยขับเคลื่อนงานการศึกษา ผมอยากเอาสิ่งที่คุณหญิงทำทั้งหมดเหล่านี้ไปให้รัฐมนตรีคนอื่นเขาได้เห็น อยากเอาสิ่งเหล่านี้ไปให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้ดู อยากเอาสิ่งเหล่านี้ไปให้ครูบาอาจารย์ทั่วประเทศได้รับรู้ ว่ามีตัวอย่างให้เห็นว่ามีเด็กที่เรียกว่าห่างไกลความเจริญ เช่น อมก๋อย เขาได้ทดลองทำให้เห็นและประสบผลสำเร็จแล้ว ซึ่งถ้าใครมีสติปัญญาช่วยเอาไปสานต่อ เอาไปขับเคลื่อนต่อน่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ต้องขอขอบคุณคุณหญิงกัลยาที่ได้ทำสิ่งเหล่านี้ และเป็นกำลังใจให้คุณหญิงกัลยาและผู้ปฏิบัติงานทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนการศึกษาไทยให้ไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง ประสบผลสำเร็จตามเจตจำนงที่วางไว้ทุกประการ” ดร.วิษณุ กล่าว

ด้าน ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า ตั้งแต่วันแรกที่ตนมาดำรงตำแหน่ง รมช.ศธ.ได้ตระหนักดีถึงความรับผิดชอบและความท้าทายในการทำหน้าที่ และทราบดีว่านี่คือภารกิจอันยิ่งใหญ่ของคนไทยรุ่นเราที่ต้องสร้างเด็กไทยและคนไทยให้มีความพร้อม มีภูมิคุ้มกัน ในการดำรงชีวิตภายใต้ยุคดิจิทัล ที่มีทั้งความผันผวน ไม่แน่นอน ซับซ้อน คลุมเครือ  ซึ่งเรียกรวมกันสั้น ๆ ว่า VUCA WORLD โดยได้ขับเคลื่อนนโยบาย และโครงการสำคัญเพื่อมุ่งสู่การปฏิรูปการศึกษาในศตวรรษที่ 21 และสอดคล้องกับเป้าหมายของการศึกษาโลก ที่จำเป็นต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กไทยพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว อาทิ การขับเคลื่อนนโยบาย CODING ซึ่งไม่เพียงแต่จะมุ่งเน้นการเรียนการสอน CODING ไปที่ครูและนักเรียนเท่านั้น แต่จะกระจายการเรียนรู้ให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม ทุกอาชีพ และทุกช่วงวัย ภายใต้แนวคิด “CODING FOR ALL” การนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาใช้ในกระบวนการการเรียนการสอน ซึ่งได้ขยายโอกาสให้เด็กนักเรียนทุกคนต้องได้เรียนวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างทั่วถึง  รวมไปถึงโครงการอัจฉริยะเกษตรประณีต เป็นการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ CODING มาประยุกต์กับด้านการเกษตรให้เกิดผลผลิตในเชิงพาณิชย์ภายใต้พื้นที่ที่จำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จในเวลาอันรวดเร็วเพียง 6 เดือนเท่านั้น หลังจากเริ่มต้นโครงการในปี 2562  และการยกระดับวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี เพื่อสร้างผู้ประกอบการภาคการเกษตรให้สอดคล้องกับสังคมโลกในศตวรรษที่ 21 โดยผ่านโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ซึ่งเชื่อมั่นว่าเมื่อเยาวชนไทย หรือคนไทยมีองค์ความรู้เรื่องการบริหารจัดการน้ำที่เป็นมาตรฐานในระดับสากลแล้วก็จะสร้างความมั่นคงและยั่งยืนด้านเศรษฐกิจให้กับประเทศชาติอย่างแน่นอน 

รมช.ศธ. กล่าวต่อว่า งานการศึกษาเปรียบเสมือนการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ที่ต้องใช้เวลา เสียสละ และมีความตั้งใจ ตนจึงอยากขอบคุณทุกฝ่ายที่ได้สนับสนุนการทำงานมาโดยตลอดระยะเวลา 4 ปี ที่ผ่านมาทั้งท่านผู้บริหารของกระทรวงศึกษาธิการ คณะที่ปรึกษาฯ คณะทำงาน ข้าราชการ รวมถึงสื่อมวลชนที่ได้ร่วมถ่ายทอดนโยบายไปยังสาธารณชน ทำให้ได้รับเสียงสะท้อนเพื่อนำมาปรับปรุง เปลี่ยนแปลงแก้ไขระหว่างทางเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ต่อทั้งตัวผู้เรียน ครูผู้สอน และผู้เกี่ยวข้องในทุกภาคส่วน

“ขณะนี้โครงการสำคัญต่าง ๆ ที่ดิฉันทำ เช่น โครงการวิทยาศาสตร์พลัง 10  และ โคชดิ้ง ถือว่าติดลมบนแล้ว และมีคนรับผิดชอบ เพื่อนำไปประยุกค์ใช้  ดังนั้น หากจะยุบสภาในเร็ว ๆนี้ และถ้าดิฉันไม่ได้อยู่ดูแลงานกระทรวงศึกษาธิการแล้ว โครงการเหล่านี้ก็ยังคมอยู่ เพราะการศึกษามีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหมายถึงความมั่นคงของประเทศ เพราะฉะนั้นแต่ละคนคือกลไกลขับเคลื่อนการศึกษาให้เราสามารถก้าวข้ามวิกฤติได้ ดังนั้น โครงการต่าง ๆเหล่านี้จะยังคงอยู่และไม่หายไปไหนและจะพัฒนาให้มากขึ้นดีขึ้น เพราะคนเข้าใจแล้วและจะได้รับความร่วมมือจากทุกหน่วยงาน อยากให้สนับสนุนการศึกษาเพื่อให้คนไทยมีความสุข ในศตวรรษที่ 21 โลกที่มีความผันผวนไม่แนานอน” ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าว 
 

บพท.จับมือ มฟล.ร่วมจัดแสดงทุนวัฒนธรรมผ่านงานวิจัย’ฟื้นใจเมือง’ รมว.อว.รุดชมหนุนเต็มที่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/713583

บพท.จับมือ มฟล.ร่วมจัดแสดงทุนวัฒนธรรมผ่านงานวิจัย'ฟื้นใจเมือง' รมว.อว.รุดชมหนุนเต็มที่

บพท.จับมือ มฟล.ร่วมจัดแสดงทุนวัฒนธรรมผ่านงานวิจัย’ฟื้นใจเมือง’ รมว.อว.รุดชมหนุนเต็มที่

วันเสาร์ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 16.19 น.

หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) จับมือ มฟล. ร่วมจัดแสดงทุนวัฒนธรรมผ่านงานวิจัย”ฟื้นใจเมือง” รมว.อว.รุดชมพร้อมชี้หนุนเต็มที่

วันที่ 25 ก.พ.66 ที่อาคารพลเอกสำเภา ชูศรี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) จ.เชียงราย ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีเปิดงานมหกรรมทุนทางวัฒนธรรมฟื้นใจเมือง จากงานวิจัยสู่การพัฒนาพื้นที่ (ภาคเหนือ) โดยมี ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ กระทรวง อว. ศาตราจารย์พิเศษ ดร.วันชัย ศิริชนะ นายกสภา มฟล. รศ.ดร.ชยาพร วัฒนศิริ อธิการบดี มฟล. พร้อมด้วยฝ่ายที่เกี่ยวข้องโดยกิจกรรมมีการจัดแสดงผลิตภัณฑ์ในภาคเหนือ ณ ลานมหกรรมฟื้นใจเมือง ภายในมีผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่เกิดจากภูมิปัญญาพื้นบ้านซึ่งได้รับการวิจัยและพัฒนาตามหลักวิชาการ จนมีคุณภาพมาตรฐานและเป็นที่ต้องการของตลาด เช่น ข้าว ผ้าทอ เสื้อผ้า สมุนไพรฯลฯ ระหว่างวันที่ 24-26 ก.พ.นี้

ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ บพท.กล่าวว่า เนื่องจากประเทศไทยมีความร่ำรวยด้วยฐานทุนวัฒนธรรมมากมาย บพท.จึงได้ร่วมกับเครือข่ายศิลปิน ท้องถิ่น มหาวิทยาลัย ฯลฯ ตลอดจนภาคีที่เกี่ยวข้อง ครอบคลุม 60 จังหวัด จำนวนกว่า 6,000 ราย ในการต่อยอดขยายผลทุนทางวัฒนธรรม ทั้งในมิติการเรียนรู้ อนุรักษ์ และการนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก กล่าวว่า ปัจจุบันการท่องเที่ยวของไทยฟื้นตัวขึ้นอย่างรวดเร็วและคนทั่วโลกต้องการเดินทางไปเยือนประเทศไทย เช่น คนจีนรุ่นใหม่ที่เดินทางมาเองโดยไม่มากับทัวร์ท่องเที่ยวแล้วเข้าไปท่องเที่ยวตามหมู่บ้านและชุมชนต่างๆ  จึงจำเป็นที่แต่ละพื้นที่จะต้องมีผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพมาตรฐานโดยอาศัยการวิจัยดังกล่าวรวมทั้งพยายามให้อาศัยอยู่ในประเทศไทยนานถึงตั้งแต่ 6 เดือนถึง1 ปีต่อไป 

ศาสตร์จารย์พิเศษ ดร.เอนก กล่าวอีกว่าตนมีตัวอย่างกรณีประเทศอิสราเอลซึ่งมีพื้นที่เป็นทะเลทรายกว่า60% แต่มีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และชาวอิสราเอลนิยมเดินทางมาประเทศไทยเพราะค่าครองชีพต่ำ ดังนั้นตนจึงได้ชักชวนให้เข้ามาร่วมกันทำการวิจัยในประเทศไทยซึ่งมีความพร้อมโดยเฉพาะภูมิศาสตร์ ภูมิอากาศ ทุนทางวัฒนธรรมในแต่ละพื้นที่ที่มีคุณค่าคาดว่าในอนาคตก็คงจะมีความคืบหน้าต่อไปอีก

ด้าน รศ.ดร.วันชัย กล่าวว่า นับเป็นมิติใหม่ที่มีการส่งเสริมทุนทางด้านวัฒนธรรมเพื่อเป็นกำลังสำคัญของประเทศไทย ซึ่งเคยมีอยู่อย่างหลากหลายแต่ที่ผ่านมาบางอย่างถูกละทิ้งและบางอย่างได้สูญหายไปดังนั้นการกระตุ้นเพื่อให้สามารถนำมาใช้ในยุคปัจจุบันจึงเป็นเรื่องที่ดีอย่างมาก โดยทาง มฟล.รับเป็นเจ้าภาพโดยร่วมกับมหาวิทยาลัยพะเยาในการจัดงานครั้งนี้และน่ายินดีที่ทางกระทรวง อว.ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่

รศ.ดร.ชยาพร กล่าวว่า ที่ผ่านมา มฟล.ได้ขับเคลื่อนทำงานวิจัยจากทุนทางวัฒนธรรมมาโดยตลอด 10 ปีมานี้ ทั้งที่ไม่ได้รับทุนการวิจัยและได้รับทุนการวิจัย กระทั่งปัจจุบันสามารถจดทรัพย์สินทางปัญญาด้านวัฒนธรรมได้ถึง 82 รายการ ทำให้กลายเป็นห้องทดลองเรียนรู้โดยมีวัตถุประสงค์คือให้ทุนทางวัฒนธรรมนั้นๆ สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จริง – 003

เคลียร์‘หักโหด’!ผู้กู้ยืม‘กยศ.’แจ้งขอลดหักเงินเหลือ 100 บาทต่อเดือนได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/713519

เคลียร์‘หักโหด’!ผู้กู้ยืม‘กยศ.’แจ้งขอลดหักเงินเหลือ 100 บาทต่อเดือนได้

เคลียร์‘หักโหด’!ผู้กู้ยืม‘กยศ.’แจ้งขอลดหักเงินเหลือ 100 บาทต่อเดือนได้

วันเสาร์ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 10.03 น.

รองโฆษกรัฐบาล ย้ำ ผู้กู้ยืม กยศ. สามารถแจ้งขอลดการหักเงินเหลือ 100 บาทต่อเดือนได้ ยืนยัน กยศ. ไม่หักโหดตามที่มีการเผยแพร่ข่าว

25 กุมภาพันธ์ 2566 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนมาอย่างต่อเนื่อง ตามข้อสั่งการของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งแก้ไขปัญหาให้เกิดผลเป็นรูปธรรม อย่างมีประสิทธิภาพ  โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)  ได้ดำเนินการช่วยเหลือลูกหนี้แล้วในหลายด้าน เช่น การปรับปรุงรูปแบบการจ่ายชำระคืน การปรับปรุงลำดับการตัดชำระหนี้ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ การปรับโครงสร้างหนี้ให้กับผู้ที่มีปัญหา  เพื่อให้ลูกหนี้มีภาระที่ลดลง

นางสาวรัชดา กล่าวถึง กรณีที่มีประเด็นในสื่อสังคมออนไลน์โพสต์ ข้อความเกี่ยวกับการหักเงินเดือนของลูกหนี้ กยศ. พร้อมเอกสารแสดงตัวอย่างโดยระบุว่า กยศ. หักเงินเดือนลูกหนี้อย่างโหด ทางกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)  ได้ชี้แจงว่า จากกรณีที่มีหนังสือของกองทุนปรากฏในข่าวนั้น เป็นหนังสือที่กองทุนได้ส่งถึงหน่วยงานนายจ้างเพื่อแจ้งวิธีการคำนวณเงินรายเดือนเพื่อชำระหนี้คืนกองทุนด้วยการหักเงินเดือน ซึ่งตัวเลขที่ระบุในหนังสือเป็นตัวเลขตัวอย่างของผู้กู้ยืมที่มียอดผิดนัดชำระหนี้สูง แต่ในทางปฏิบัติเมื่อผู้กู้ยืมได้รับหนังสือดังกล่าว ผู้กู้ยืมสามารถยื่นขอปรับโครงสร้างหนี้หรือขอไกล่เกลี่ยกับกองทุนแล้วแต่กรณี และสามารถขอปรับลดจำนวนที่หักเงินเดือน โดยชำระขั้นต่ำ 100 บาทต่อเดือนได้

ทั้งนี้ รัฐบาลพร้อมดำเนินการช่วยเหลือและให้โอกาสเด็กทุกคน ได้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาได้ทุกคน สำหรับผู้กู้ยืมที่ต้องการเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยหนี้ กยศ ขอเชิญร่วมงาน “พร้อมใจไกล่เกลี่ย แก้หนี้ครัวเรือน” ซึ่งจัดขึ้นโดย กรมบังคับคดี และ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงาน และสถาบันการเงินกับลูกหนี้ได้เจรจาไกล่เกลี่ยและหาทางออกร่วมกัน เพื่อช่วยลดปริมาณคดีที่จะขึ้นสู่ศาล  โดยผู้กู้ยืมที่เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย สามารถกลับเข้ามาสู่ระบบการชำระหนี้ให้เป็นปกติได้  โดยกำหนดจัดกิจกรรมจะจัดขึ้น ณ ชั้น 1 อาคารที่ทำการกระทรวงยุติธรรม (แจ้งวัฒนะ) ตามกำหนดการดังนี้ วันเสาร์ที่ 25 มีนาคม 2566  วันเสาร์ที่ 8 เมษายน 2566 วันเสาร์ที่ 13 พฤษภาคม 2566  วันเสาร์ที่ 10 มิถุนายน 2566  วันเสาร์ที่ 8 กรกฎาคม 2566 วันเสาร์ที่ 5 สิงหาคม 2566 และวันเสาร์ที่ 9 กันยายน 2566

สกสว.ประสานกรมพลศึกษา ขับเคลื่อนการวิจัยยกระดับด้านกีฬาของประเทศสู่ระดับนานาชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/713394

สกสว.ประสานกรมพลศึกษา ขับเคลื่อนการวิจัยยกระดับด้านกีฬาของประเทศสู่ระดับนานาชาติ

สกสว.ประสานกรมพลศึกษา ขับเคลื่อนการวิจัยยกระดับด้านกีฬาของประเทศสู่ระดับนานาชาติ

วันศุกร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 17.05 น.

สกสว. และ กรมพลศึกษา ร่วมหารือการขับเคลื่อนการวิจัยด้านกีฬา และ นันทนาการ สร้างความสุข และ สุขภาพที่ดี พร้อมยกระดับความสามารถทางด้านกีฬาสู่ระดับนานาชาติ

เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2566 ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)โดย ผศ.ดร.แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง ผู้อำนวยการกลุ่มภารกิจการพัฒนา ววน. ด้านสังคม สิ่งแวดล้อม เชิงพื้นที่ และลดความเหลื่อมล้ำ สกสว. พร้อมด้วย ผศ. สุภาวดี โพธิยะราช ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส สกสว. และเจ้าหน้าที่ สกสว.ร่วมประชุม หารือ และ ติดตามการดำเนินงานด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ของ กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาโดยมีดร.วนิดา พันธ์สอาดผู้อำนวยการสำนักวิทยาศาสตร์การกีฬา กรมพลศึกษาพร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และนักวิจัย ให้การต้อนรับและนำเสนอผลการดำเนินงานโครงการ และกิจกรรมที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

โอกาสนี้ ผศ.ดร.แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง กล่าวว่า สกสว.มีพันธกิจในการจัดทำนโยบาย แผนยุทธศาสตร์ และกรอบงบประมาณด้านววน. ของประเทศ รวมถึงบริหารระบบงบประมาณด้าน ววน. ผ่านการจัดสรรงบประมาณจากกองทุนส่งเสริม ววน. ให้กับหน่วยงานในระบบ ววน. ซึ่งแบ่งออกงบประมาณเป็น 2 ส่วน ได้แก่ งบประมาณเพื่อสนับสนุนงานเชิงกลยุทธ์ (Strategic Fund-SF) ตามแนวนโยบายระดับชาติ ยุทธศาสตร์ชาติ ยุทธศาสตร์การอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ แผนด้าน ววน. หรือ ประเด็นเร่งด่วนตามนโยบายรัฐบาล รวมทั้งประเด็นที่เกิดจากความต้องการของผู้ใช้ประโยชน์โดยตรงซึ่งสร้างผลกระทบในวงกว้าง ให้กับหน่วยบริหารจัดการทุน (PMU) ทั้ง 9 แห่งและ งบประมาณสนับสนุนงานมูลฐาน (Fundamental Fund-FF) โดยจัดสรรในรูปแบบงบประมาณแบบวงเงินรวม (Block Grant) เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของหน่วยงานตามพันธกิจการพัฒนาประเทศ ทั้ง 190 หน่วยงาน

ทั้งนี้ สกสว. หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การจัดสรรงบประมาณสำหรับแผนงาน หรือ โครงการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี หรือ โครงการวิจัยและนวัตกรรม ตามพันธกิจของหน่วยงาน ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการพัฒนาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และสามารถตอบสนองแนวนโยบายระดับชาติ ที่จะนำไปสู่การพัฒนาบุคลากรของหน่วยงาน และ ประเทศต่อไป  

ด้าน ดร.วนิดา พันธ์สอาดกล่าวว่า การส่งเสริมและพัฒนาและเผยเเพร่องค์ความรู้ นวัตกรรมด้านการออกกำลังกาย กีฬา นันทนาการ และวิทยาศาสตร์การกีฬา เป็นพันธกิจหนึ่งของกรมพลศึกษา ที่จะต้องมีการศึกษาและวิจัยพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมด้านการกีฬาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบัน สกสว. ได้จัดสรรงบประมาณ จากกองทุน ววน. ให้ดำเนินการศึกษาและวิจัย ในปี 64-65 อาทิ การวิจัยเรื่องตัวบ่งชี้ของการมีสุขภาพสมองที่ดี : การพัฒนาเกณฑ์ปกติของแบบทดสอบความสามารถทางสมองของวัยรุ่นไทยซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการส่งเสริมและพัฒนาทางด้านสุขภาพ ความคิด ร่างกาย จิตใจ ของวัยรุ่นไทยได้อย่างเหมาะสมการวิจัยเรื่อง อิทธิพลของความสามารถทางสมองที่มีต่อระดับความสามารถทางการกีฬาของนักกีฬาเยาวชนชายไทย : เครื่องมือสำหรับค้นหานักกีฬาที่มีพรสวรรค์ การวิจัยเรื่อง การศึกษารูปแบบกิจกรรมนันทนาการที่มีผลต่อความสามารถทางสมองในผู้สูงอายุ

รวมถึงการวิจัยเรื่อง คุณลักษณะนักกีฬาระดับโลกสำหรับอนาคต : การค้นหาเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษในกีฬาฟุตบอลเพื่อเป็นต้นแบบในการค้นหาและคัดเลือกนักฟุตบอลในระดับเยาวชนและสามารถพัฒนานักฟุตบอลให้มีศักยภาพสูง ทำให้เกิดความต่อเนื่องในการพัฒนาฟุตบอลอย่างยั่งยืนและมีโอกาสประสบความสำเร็จในอนาคต อีกทั้งยังสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในกระบวนการคัดเลือกนักกีฬาทีมชาติ  และ การวิจัยเรื่อง ตัวบ่งชี้ความฉลาดจากกิจกรรมนันทนาการ : การศึกษาและพัฒนาคะแนนเกณฑ์มาตรฐานความฉลาดในการเล่นของวัยรุ่นไทย

สำหรับการวิจัย ใน ปี 2566อยู่ระหว่างดำเนินการ คือ 1. การวิจัยเรื่อง คุณลักษณะสำคัญของการเป็นนักกีฬาเยาวชนศักยภาพสูง : การศึกษาตัวแปรทางสรีรวิทยาสัดส่วนร่างกายทักษะกีฬาและความสามารถทางการรู้คิดของสมองของนักกีฬาฟุตบอล2. การวิจัยเรื่อง คุณลักษณะสำคัญของการเป็นนักกีฬาอาชีพ : การศึกษาตัวแปรทางสรีรวิทยา สัดส่วนร่างกาย ทักษะกีฬาและความสามารถทางการรู้คิดของสมองของนักกีฬาฟุตบอล และ 3. การวิจัยเรื่อง การสร้างและพัฒนาเกณฑ์ปกติของแบบวัดความสุขที่เกิดจากการประกอบกิจกรรมนันทนาการ ซึ่งคาดว่า จะแล้วเสร็จในปี 2567 และ สามารถนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ สร้างผลกระทบด้านความสุข และสุขภาพที่ดีของคนไทย อีกทั้งยกระดับความสามารถของนักกีฬาไทยให้เทียบเท่าระดับนานาชาติ และระดับโลก