เตรียมเปิดตัวครั้งแรก‘นวัตกรรมงานวิจัย ศาสตร์มงคลไทย เทอราปี นวดไทยไร้ระบม’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/713106

เตรียมเปิดตัวครั้งแรก‘นวัตกรรมงานวิจัย ศาสตร์มงคลไทย เทอราปี นวดไทยไร้ระบม’

เตรียมเปิดตัวครั้งแรก‘นวัตกรรมงานวิจัย ศาสตร์มงคลไทย เทอราปี นวดไทยไร้ระบม’

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 14.47 น.

‘คณะสหเวชศาสตร์ ม.บูรพา’ ลงนามความร่วมมือ สถาบันวิจัยและพัฒนาเศรษฐกิจการพาณิชย์ ‘พัฒนาบุคลากรรองรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ’ พร้อมเปิดตัวครั้งแรกของไทย ‘นวัตกรรมงานวิจัย ศาสตร์มงคลไทย เทอราปี นวดไทยไร้ระบม’ ที่มีการรวมศาสตร์นวดสองสัญชาติ ไทย-จีน รักษาเชิงลึก เตรียมเปิดอบรมหลักสูตร เดือนมีนาคม 2566 นี้

ที่โรงแรม โนโวเทล มารีน่า ศรีราชา จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2565 มีพิธีลงนามความร่วมมือ เพื่อพัฒนาบุคลากรรองรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ : Wellness Tourism ระหว่าง คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา โดย ผศ.ดร.มารุต   ตั้งวัฒนาชุลีพร คณบดีคณะสหเวชศาสตร์  กับ สถาบันวิจัยและพัฒนาเศรษฐกิจการพาณิชย์ (IBERD) โดยนางนที ชวนสนิท ผู้อำนวยการบริหารสถาบันIBERD  โดยมีนายสุรชัย  ชัยตระกูลทอง ผู้ช่วยรมว.กระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธี และมี ผศ.ดร. ณยศ  คุรุกิจโกศล รองอธิการบดี ฝ่ายกิจการเขตพัฒนาพิเศษ และคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ ประธานหอการค้า จากจังหวัดชลบุรี ระยอง และ จันบุรี นายกสมาคมสปาและเวลเนสภาคตะวันออก นายกสมาคมโรงแรมภาคตะวันออก ร่วมเป็นสักขีพยาน  

นายสุรชัย กล่าวว่า กระทรวงแรงงานมีนโยบายในการส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับการท่องเที่ยวของประเทศไทย หลังสถานการณ์โควิดคลี่คลาย โดยเฉพาะท่องเที่ยวเชิงสุขภาพนั้น ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศว่า ประเทศไทยมีความเข้มแข็งทางด้านการดูแลสุขภาพเป็นองค์รวม ทั้งแพทย์แผนปัจจุบัน และแพทย์แผนไทย รวมถึงผลิตภัณฑ์ด้านสมุนไพรไทย ที่ทรงคุณค่า จนโหวตให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะผลิตบุคลากรด้านดังกล่าวเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับ นักท่องเที่ยวจะเดินทางมาเพิ่มมากขึ้นในอนาคต

ผศ.ดร.ณยศ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยบูรพา  ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม มีการเปิดหลักสูตร และสาขา ที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลิตบัณฑิตที่หลากหลาย ตอบสนองทักษะงานแห่งอนาคตในศตวรรษที่ 21 ตั้งแต่การส่งเสริมสุขภาพ ดูแล ป้องกัน จนถึงการรักษา ด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย และแผนปัจจุบัน  ความร่วมมือในครั้งนี้ จึงเป็นจังหวะก้าวสำคัญที่จะพัฒนากำลังคนที่มีศักยภาพ รองรับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ที่ประเทศไทยเป็นเป้าหมายลำดับต้น ๆ ของการเดินทางมาท่องเที่ยว ภายหลังจากวิกฤตโควิดผ่านพ้น

ผศ.ดร.มารุต   กล่าวว่า  คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เป็นแหล่งผลิตบุคลากรทางการแพทย์ชั้นนำของประเทศไทย ซึ่งมีความโดดเด่นทางด้านศาสตร์เวลเนส (Wellness) โดยได้ทำการจัดการเรียนการสอนด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และวิทยาศาสตร์สุขภาพทั้งในระดับปริญญาตรี โท และ เอก เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการแพทย์ (medical hub) ในภาคตะวันออก ความร่วมมือในครั้งนี้ ยังนำไปสู่การพัฒนาบุคลากรด้านการแพทย์แผนไทย โดยจะมีการเปิดอบรมหลักสูตร “นวัตกรรมการนวดไร้ระบมและเสริมภูมิคุ้มกัน” ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ถูกพัฒนาโดยนายมงคล ศริวัฒน์ ที่ได้พัฒนาจากการศึกษาวิจัยและใช้รักษาผ็ป่วยมากว่า 20 ปี นอกจากนี้ยังมีการผสมผสานศาสตร์ของพลังชี่ (chi) ของมวยไทเก็กเข้าด้วย และนำเอาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการแพทย์ตะวันตกตอบเพื่อการรักษาและการให้บริการที่ตอบโจทย์ตลาดผู้สูงอายุ และผู้ป่วยที่ต้องการการบำบัดรักษาด้วยการนวดแบบไม่เจ็บปวดทรมาน โดยจะเปิดการอบรมในเดือนมีนาคม 2566 นี้

นางนที กล่าวว่า สถาบัน IBERD เป็นองค์กรอิสระ ไม่แสวงหากำไร  ก่อตั้งขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาส่งเสริม งานวิจัยเชิงนโยบาย และการพัฒนาด้านเศรษฐกิจการพาณิชย์ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ  การริเริ่มโครงการ กิจกรรมพัฒนาส่งเสริมศักยภาพบุคลากร ด้านการส่งเสริมโครงการพัฒนา Thailand Global Health and Wellness Destinations เพื่อรองรับ ธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของประเทศไทย โดยเฉพาะหลังจากวิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 ทั่วโลกให้ความสนใจด้านสุขอนามัยและสุขภาพมากขึ้น ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้ จะสามารถต่อยอดทางการตลาด ทั้งด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ และนวัตกรรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เพื่อนำไปสู่การยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพให้เป็น Global Wellness ในระดับสากล ตั้งแต่การพัฒนาคุณภาพมาตรฐานที่พัก มาตรการความปลอดภัยด้านสาธารณสุขผนวกกับมาตรฐานการให้บริการที่มีคุณภาพ พัฒนาบุคลากรในธุรกิจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพทั้งระบบเพื่อให้มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล และต่อยอดความเป็นไทย โดยได้รับการฝึกอบรมหลักสูตรขั้นสูง จากหน่วยงานหรือสถาบันการศึกษาที่มีสาขาสหเวชศาสตร์การแพทย์บูรณาการ ซึ่งมหาวิทยาลัยบูรพา ตอบโจทย์การต่อยอดไปสู่เป้าหมายดังกล่าว และสามารถพัฒนากำลังคนรองรับได้อย่างยั่งยืน

ด้านนายมงคล ศริวัฒน์ เจ้าของศาสตร์มงคลไทย เทอราปี (Mongkol Thai Therapy) กล่าวว่า ตนได้ศึกษาและวิจัยงานนวัตกรรมนวดไทยมากว่า 20 ปี และเป็นผู้พัฒนาและคิดค้น “ศาสตร์มงคลไทย เทราปี” หรือ ที่เรียกกันโดยศัพท์ชาวบ้านว่า “นวดไร้ระบม” ซึ่งเป็นการนวดที่พัฒนาขึ้นมาใหม่จากการบูรณาการระหว่าง ศาสตร์นวดจับเส้นของไทย กับการใช้พลัง ชี่ (Chi) ของมวยไทเก๊กของจีน เป็นการกระตุ้นเส้นโดยไม่ทำร้ายผิวหนังและชั้นเนื้อ ลด เลิกอาการช้ำ ระบม เพิ่มผลในการรักษา ฟื้นฟูเส้น กระตุ้นเส้นหลักโดยธาตุทั้ง 4 (ดิน น้ำ ลม ไฟ) โดยใช้พลังจากภายในและลมหายใจ นอกจากนี้ยังได้ผลิตนักนวดบำบัดมาหลายรุ่น โดยรับสอนเฉพาะผู้ที่ผ่านการอบรมหลักสูตรนวดมาแล้ว เพื่อต่อยอดทักษะในการประกอบวิชาชีพต่อไป

“นวดไร้ระบม เป็นการนวดที่เพิ่มมูลค่าทางการตลาด และตรงความต้องการของลูกค้า ที่ไม่สร้างอาการปวดระบมที่เป็นผลข้างเคียงที่ไม่จำเป็น อีกทั้งสามารถรักษาโรคเส้นที่ลูกค้าปวดทรมานอยู่ให้หายไปได้ ปัจจุบันมีการขยายโปรแกรมการนวดสู่ สปาเพื่อการรักษาซึ่งสามารถทำราคาค่าบริการได้สูงกว่าสปาทั่วไป และสามารถขยายการให้บริการไปสู่การนวดดูแลผู้สูงอายุตามความต้องการของตลาดที่มีมากขึ้นในปัจจุบัน ที่ยังขาดนักนวดบำบัดบนวิถีนวดไร้ระบมอีกจำนวนมาก” นายมงคล กล่าว

สำหรับผู้สนใจเข้ารับการอบรม รุ่นที่ 1  สามารถ ติดต่อได้ที่ คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา หรือ เว็บไซด์ IBERD THAILAND.com ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ศกนี้

ชื่นชม!!! คณะสงฆ์ไทย-ญาติโยม 139 ชีวิต ร่วมเดินเท้า 3,100 กม.มุ่งสู่พุทธคยา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/713051

ชื่นชม!!! คณะสงฆ์ไทย-ญาติโยม 139 ชีวิต ร่วมเดินเท้า 3,100 กม.มุ่งสู่พุทธคยา

ชื่นชม!!! คณะสงฆ์ไทย-ญาติโยม 139 ชีวิต ร่วมเดินเท้า 3,100 กม.มุ่งสู่พุทธคยา

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 10.51 น.

“รมต.อนุชา”ชื่นชมคณะสงฆ์ไทยและญาติโยม 139 ชีวิต ร่วมเดินเท้า 3,100 กม.เส้นทาง”โคราช-พุทธคยา” ชี้เป็นแบบอย่างพลังศรัทธาทางพระพุทธศาสนา

เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2566 นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชื่นชมพลังศรัทธาทางพระพุทธศานาของคณะสงฆ์ จำนวน 120 รูป ญาติโยมและคนงาน จำนวน 19 คน รวม 139 ชีวิต เข้าร่วมโครงการธุดงค์ธรรมยาตรา ตามรอยบาทพระศาสดา อินเดีย-เนปาล รุ่นที่ 8 ระหว่างวันที่ 13 พฤศจิกายน 2565 ถึงวันที่ 5 เมษายน 2566 ใช้ระยะเวลา 112 วัน ระยะทาง 3,100 กิโลเมตร โดยย้ำว่าเป็นแบบอย่างที่ดีในการแสดงออกถึงความเลื่อมใสและความดีงามในพระพุทธศาสนา อีกทั้งยังได้ศึกษาและนมัสการพุทธสถานที่พระบรมศาสดาทรงประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา และเสด็จดับขันธปรินิพพาน เพื่อให้พระสงฆ์ได้ปฏิบัติธุดงควัตร น้อมอุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก และถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

โครงการนี้ เป็นโครงการที่จัดโดยกองงานพระธรรมทูต อินเดีย-เนปาล ซึ่งพระเดชพระคุณพระธรรมโพธิวงศ์ (วีรยุทธ์ วีรยุทฺโธ Ph.D) , หัวหน้าพระธรรมทูต สายประเทศอินเดีย-เนปาล , เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา ประเทศอินเดีย เป็นประธานอำนวยการจัดโครงการฯ มอบหมายให้ พระวิเทศวชิรญาณ วิ. (สมพงศ์ ญาณธีโร) เจ้าอาวาสวัดป่าบรมธาตุราชสักการ , ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ , ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ เป็นผู้ดูแลโครงการฯ โดยโครงการนี้เป็นการเดินธุดงค์ ในประเทศไทยจากสำนักปฏิบัติธรรมหุบกระทิง วังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ถึง วัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี และเดินที่ประเทศอินเดีย-เนปาล ซึ่งเป็นดินแดนพุทธภูมิ โดยจะเดินไปยังสังเวชนียสถานทั้ง 4 และสถานที่สำคัญๆ รวมระยะเวลาทั้งสิ้น 112 วัน ระยะทาง 3,100 กิโลเมตร

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ทุกวันนี้มีการนำเสนอข่าวที่สร้างความเสื่อมเสียทางพระพุทธศาสนาเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีทั้งที่จริงและไม่จริง จึงขอให้ประชาชนศึกษาข้อเท็จจริงก่อนเชื่อในข่าวที่ได้รับรู้มา ในส่วนของความดีงามทางพระพุทธศาสนามีให้เห็นเป็นจำนวนมาก อย่างเช่น โครงการธุดงค์ธรรมยาตรา ตามรอยบาทพระศาสดา อินเดีย-เนปาล และโครงการอื่นๆ ที่คณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนได้ร่วมแรงร่วมใจจัดทำ เพื่อเป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศานา และให้ความช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ จึงขอเขิญชวนให้ประชาชนโดยเฉพาะชาวพุทธร่วมปกป้องพระพุทธศาสนามิให้เกิดความเสื่อมเสียและเสื่อมศรัทธาอีกต่อไป

ผู้นำทั่วโลกบริจาคเงิน 826 ล้านดอลลาร์ ช่วยเหลือเด็กได้รับผลกระทบจากวิกฤต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712906

ผู้นำทั่วโลกบริจาคเงิน 826 ล้านดอลลาร์  ช่วยเหลือเด็กได้รับผลกระทบจากวิกฤต

ผู้นำทั่วโลกบริจาคเงิน 826 ล้านดอลลาร์ ช่วยเหลือเด็กได้รับผลกระทบจากวิกฤต

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผู้นำทั่วโลกประกาศบริจาคเงิน 826 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่กองทุนโลกเพื่อการศึกษาในภาวะฉุกเฉิน (Education Cannot Wait หรือ ECW) เพื่อสนับสนุนการศึกษาของเด็กและเยาวชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตจำนวน 222 ล้านคนในการประชุมด้านการเงินระดับสูงของกองทุนโลกเพื่อการศึกษาในภาวะฉุกเฉิน(ECW High-Level Financing Conference) โดยสวิตเซอร์แลนด์เป็นเจ้าภาพร่วมกับกองทุนโลกเพื่อการศึกษาในภาวะฉุกเฉิน รัฐบาลประเทศโคลอมเบีย เยอรมนี ไนเจอร์ นอร์เวย์ และเซาท์ซูดาน ระหว่างวันที่ 16-17 กุมภาพันธ์ ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

สำหรับผู้บริจาคในครั้งนี้ มีทั้งสิ้น 17 ราย จากผู้บริจาครายใหม่ 5 ราย ได้แก่ อิตาลี, กาตาร์, สเปน, โกลบอล บิสสิเนส โคลลิชัน (Global Business Coalition) และ ซูเชอร์ แคนโทนัลแบงก์ (Zürcher Kantonalbank) ทั้งนี้ กองทุนพหุภาคี
ดังกล่าวเพิ่งเริ่มแผนยุทธศาสตร์ปี 2566-2569 ได้เพียงหนึ่งเดือนกว่าๆ เท่านั้นแต่ก็มียอดบริจาคเกินครึ่งหนึ่งของเป้าหมาย1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สามารถช่วยเหลือเด็กและเยาวชนได้ถึง 20 ล้านคน

มจธ.พัฒนาเครื่องผลิตสาหร่ายสไปรูลิน่า สำหรับกินสด เมนูสุขภาพสำหรับคนทั่วไป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712907

มจธ.พัฒนาเครื่องผลิตสาหร่ายสไปรูลิน่า  สำหรับกินสด เมนูสุขภาพสำหรับคนทั่วไป

มจธ.พัฒนาเครื่องผลิตสาหร่ายสไปรูลิน่า สำหรับกินสด เมนูสุขภาพสำหรับคนทั่วไป

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รศ.รัตนา ชัยกล้าหาญ นักวิจัยสังกัดกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพสาหร่าย (Algal Biotechnology) สถาบันพัฒนาและฝึกอบรมโรงงานต้นแบบ (สรบ.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า สาหร่ายเกลียวทอง หรือสาหร่ายสไปรูลิน่า(Spirulina) มีคุณค่าทางโภชนาการสูงอาทิ มีกรดอะมิโนจำเป็น (essential amino acid) ครบทั้ง 9 ชนิดมีโปรตีนสูงถึงร้อยละ 55-70 และมีกรดไขมันจำเป็น เช่น กรดลิโนเลอิก และกรดแกมมาลิโนเลนิค (GLA) รวมทั้งมีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด แต่กระบวนการนำสาหร่ายไปทำแห้งด้วยความร้อนทำให้สารสำคัญมีปริมาณและคุณภาพลดลง หรือสูญหายไป โดยเฉพาะสารไฟโคไซยานิน ที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ต้านการอักเสบและช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ เป็นต้น ดังนั้น การรับประทานสาหร่ายสไปรูลิน่า แบบสดๆ จะทำให้ผู้บริโภคได้รับคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนมากกว่าการรับประทานสาหร่ายแห้งอัดเม็ดหรือแคปซูล

ด้วยเหตุนี้กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพสาหร่ายฯ จึงนำองค์ความรู้เกี่ยวกับสาหร่ายสไปรูลิน่าที่ทำวิจัยมากว่า 30 ปี มาต่อยอดพัฒนาเครื่องผลิตสาหร่ายระดับครัวเรือนสำหรับบริโภคแบบสด และโดยเลี้ยงสาหร่ายสไปรูลิน่าได้เอง และนำไปผสม
อาหาร ขนม หรือเครื่องดื่มได้ตามต้องการ โดยเครื่องผลิตสาหร่ายดังกล่าวออกแบบโดย ดร.ชีวิน อรรถสาสน์ สังกัดห้องปฏิบัติการวิจัย Aquaculture Engineering (ACE) สรบ. มีส่วนประกอบคือ โหลเลี้ยงสาหร่าย ที่ภายในติดตั้งหลอด LED มีระบบปั๊มอากาศด้านบนมีช่องเปิดสำหรับนำสาหร่ายออก รวมถึงไว้เปิดสำหรับเติมน้ำและปุ๋ย นอกจากการนำข้อมูลที่จำเป็นทั้งปริมาณสารอาหาร ความเข้มข้นเซลล์สาหร่าย ความเข้มแสง และการกวนด้วยปั๊มให้อากาศที่เหมาะสม มาใช้ในการออกแบบเครื่องนี้แล้ว ทางกลุ่มวิจัยจัดทำคู่มือการเลี้ยง การดูแล และข้อควรสังเกตในการเลี้ยง ผู้บริโภคสามารถเลี้ยงและเก็บผลผลิตสาหร่ายที่สะอาดและมีคุณภาพได้เป็นประจำทุกวัน

รศ.รัตนา กล่าวต่อไปว่า เครื่องต้นแบบ มีต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 8,000 บาท หากมีความร่วมมือในการพัฒนาและต่อยอดสู่การผลิตในเชิงพาณิชย์ ก็จะเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรม ที่ทำให้ผู้บริโภคสามารถมีเมนูสุขภาพที่เลี้ยงได้ด้วยตัวเองในราคาจับต้องได้ โดยผู้ประกอบการ หรือนักลงทุนที่สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพสาหร่าย สถาบันพัฒนาและฝึกอบรมโรงงานต้นแบบ (สรบ.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ. บางขุนเทียน) โทร.02-4707469,02-4707471

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712905

นศ.ม.ศรีปทุม ได้รับคัดเลือกเข้าร่วม  โครงการป้องกันยาเสพติดฯลุ่มแม่น้ำโขง

นศ.ม.ศรีปทุม ได้รับคัดเลือกเข้าร่วม โครงการป้องกันยาเสพติดฯลุ่มแม่น้ำโขง

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นางสาวนนัชชา สินจินดาวงศ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะการออกแบบและสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ได้รับคัดเลือก เป็น 1 ใน 6 ตัวแทนเยาวชน เข้าร่วมโครงการพัฒนาเครือข่ายเยาวชนระหว่างประเทศ เพื่อป้องกันยาเสพติดในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ครั้งที่ 2 (The 2nd Youth Network ON Drugs Prevention Program) ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์-9 มีนาคม 2566

โครงการพัฒนาเครือข่ายเยาวชนระหว่างประเทศ เพื่อป้องกันยาเสพติดในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Youth Network On Drugs Prevention Program) จัดขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) เพื่อให้เยาวชนที่เรียนระดับมหาวิทยาลัย ที่อยู่ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง6 ประเทศ ได้แก่ จีน ลาว เวียดนาม กัมพูชา เมียนมาเข้าร่วมศึกษาและแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ และสร้างความร่วมมือในการป้องกันยาเสพติดในภูมิภาค

สกสว.หนุนเสริมฟิสิกส์จุฬาฯ พาตะลุยมิติควอนตัม หนึ่งในงานวิจัยขั้นแนวหน้ามุ่งพลิกโฉมประเทศไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712961

สกสว.หนุนเสริมฟิสิกส์จุฬาฯ พาตะลุยมิติควอนตัม หนึ่งในงานวิจัยขั้นแนวหน้ามุ่งพลิกโฉมประเทศไทย

สกสว.หนุนเสริมฟิสิกส์จุฬาฯ พาตะลุยมิติควอนตัม หนึ่งในงานวิจัยขั้นแนวหน้ามุ่งพลิกโฉมประเทศไทย

วันพุธ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 19.16 น.

สกสว. หนุนเสริม ฟิสิกส์ จุฬาฯ พาตะลุยมิติควอนตัม หนึ่งในงานวิจัยขั้นแนวหน้า มุ่งพลิกโฉมประเทศไทย

เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2566, คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนาพร้อมรับชมภาพยนตร์ “ควอนตัมฟิสิกส์ ชัวร์หรือมั่ว ในภาพยนตร์ Ant-man” เพื่อใช้ภาพยนตร์เป็นสื่อช่วยให้นิสิต นักศึกษา และสาธารณชนทั่วไป ได้มีโอกาสเรียนรู้หลักการพื้นฐานทางฟิสิกส์ผ่านรูปแบบภาพยนตร์ โดยมี รศ. ดร.คมกฤต เล็กสกุล ผู้อำนวยการกลุ่มภารกิจการพัฒนา ววน. ด้านกำลังคน และสถาบันความรู้ สกสว. เข้าร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนในประเด็นการสนับสนุนงานวิจัยทางด้าน frontier research ในประเทศไทย ณ โรงภาพยนตร์ พารากอนซีนีเพล็ก

ศ. ดร.พลกฤษณ์ แสงวณิช คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ที่ผ่านมา เด็กจำนวนมากประสบปัญหาในการเรียนฟิสิกส์ เนื่องจากมองว่าวิชาฟิสิกส์มุ่งเน้นที่การคำนวณ ท่องจำสูตรต่าง ๆ ที่ปราศจากความเข้าใจในหลักการพื้นฐาน การใช้เหตุผลในการวิเคราะห์ปัญหา ทำให้ตั้งแต่ปีการศึกษา 2560 เป็นต้นมา ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงมีแนวคิดในการปรับเปลี่ยนทัศนคติของนิสิตต่อวิชาฟิสิกส์ ด้วยการเปิดรายวิชาฟิสิกส์ในภาพยนตร์ (Physics in Films) ขึ้น เพื่อใช้ภาพยนตร์เป็นสื่อช่วยให้นิสิตทุกคณะ ได้มีโอกาสได้เรียนรู้หลักการพื้นฐานทางฟิสิกส์

ที่ผ่านมา ทางภาควิชาฟิสิกส์ ได้จัดให้มีกิจกรรม Physics in Films สัญจรขึ้นแล้ว 3 ครั้ง เพื่อเป็นการเสวนาพร้อมกับรับชมภาพยนตร์ โดยหวังให้เป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับคนทั่วไปที่ชื่นชอบการชมภาพยนตร์ ประกอบกับได้เรียนรู้หลักการพื้นฐานทางฟิสิกส์ อีกด้วย ได้แก่ 1.) Interstellar: เสวนาเกี่ยวกับพื้นที่และเวลาในอวกาศ 2.) Tenet: เสวนาเกี่ยวกับการเดินทางย้อนเวลา เอนโทรปี และกฎข้อที่สองทางอุณหพลศาสตร์ 3.) Black Panther: เสวนาเกี่ยวกับวัสดุขั้นสูง (advanced material) และการนำมาประยุกต์ใช้ และ ในครั้งที่ 4 นี้ ได้จัดเสวนาเรื่อง Ant-man เกี่ยวกับฟิสิกส์ควอนตัม ที่หลายคนยังสงสัยว่าคืออะไร

รศ. ดร.คมกฤต เล็กสกุล ผู้อำนวยการกลุ่มภารกิจการพัฒนา ววน. ด้านกำลังคน และสถาบันความรู้ สกสว. กล่าวว่า ประเทศไทยเล็งเห็นถึงความสำคัญของเทคโนโลยีควอนตัมไม่น้อยไปกว่าประเทศชั้นนำอื่น ๆ ซึ่งในยุทธศาสตร์ที่ 3 ของแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2566-2570 ตามกรอบนโยบายและยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2566 – 2570 กล่าวถึง การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและนวัตกรรมระดับขั้นแนวหน้าที่ก้าวหน้าล้ำยุค เพื่อสร้างโอกาสใหม่และความพร้อมของประเทศในอนาคต ที่มีความจำเป็นในการพัฒนาองค์ความรู้และพัฒนากำลังคน สำหรับงานวิจัยระดับขั้นแนวหน้าที่จะยกกระดับให้ประเทศก้าวหน้าล้ำยุคใน 3 ด้าน ได้แก่ 1.)เทคโนโลยีควอนตัม 2.)เทคโนโลยีด้านฟิสิกส์พลังงานสูงและฟิสิกส์พลาสมา และ 3.)เทคโนโลยีเกี่ยวกับโลกและอวกาศ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการเสริมสร้างความเข้มแข็งในงานวิจัยทั้ง 3 ด้าน ของประเทศผู้นำโลกด้านเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ เช่น สหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐประชาชนจีน ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป

ทั้งนี้ การสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแก่สาธารณชน เป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญของโครงการทางวิทยาศาสตร์ใหญ่ในระดับโลก โครงการขนาดใหญ่เหล่านี้ เป็นการลงทุนที่สูงและต้องการความต่อเนื่อง อาทิ สถาบันวิจัยนิวเคลียร์แห่งยุโรป (European Organization for Nuclear Research, CERN) โครงการวิจัยและสร้างแหล่งกำเนิดพลังงานจากปฏิกิริยาฟิวชัน (International Thermonuclear Experimental Reactor, ITER) หรือสถานีอวกาศนานาชาติ (International Space Station, ISS) จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลยหากขาดการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากสาธารณชน การสื่อสารวิทยาศาสตร์เพื่อสร้างความเข้าใจ ความจำเป็น และประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากโครงการเหล่านี้ จึงเป็นประเด็นสำคัญที่องค์กรและนักวิจัยงานวิจัยขั้นแนวหน้าไม่อาจมองข้ามได้เลย

สำหรับ เทคโนโลยีควอนตัม เป็นการนำหลักการของฟิสิกส์ควอนตัม ซึ่งเป็นการศึกษาธรรมชาติของระบบขนาดเล็กในระดับอะตอมหรือเล็กกว่านั้น มาประยุกต์กับเทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นในด้านของการวัด การคำนวณ การประมวลผล การเข้ารหัส การเก็บและส่งผ่านข้อมูล ให้มีประสิทธิภาพสูงกว่าในปัจจุบันหลายเท่าตัว ด้วยความก้าวหน้าในงานวิจัยฟิสิกส์รากฐานและด้านเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้การนำเทคโนโลยีควอนตัมมาใช้ในชีวิตประจำวันใกล้ความจริงมากขึ้น ขณะที่ ในอนาคตอันใกล้นี้ เทคโนโลยีควอนตัมจะเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่จะพลิกโฉมประเทศไทย พลิกโฉมเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม สังคม และวัฒนธรรมการดำเนินชีวิตของประชากรโลก “รศ. ดร.คมกฤต” กล่าวสรุป

‘บอร์ดคุรุสภา’ชู 7 โมดูล หลักสูตรอบรมมาตรฐานความรู้วิชาชีพครู

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712821

‘บอร์ดคุรุสภา’ชู 7 โมดูล หลักสูตรอบรมมาตรฐานความรู้วิชาชีพครู

‘บอร์ดคุรุสภา’ชู 7 โมดูล หลักสูตรอบรมมาตรฐานความรู้วิชาชีพครู

วันพุธ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 14.07 น.

‘บอร์ดคุรุสภา’ชู 7 โมดูล หลักสูตรอบรมมาตรฐานความรู้วิชาชีพครู

22 กุมภาพันธ์ 2566 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ว่า ที่ประชุมรับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงานพัฒนาผู้ได้รับยกเว้นไม่ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพควบคุมเป็นการชั่วคราว ให้มีมาตรฐานความรู้วิชาชีพเพื่อเป็นคุณสมบัติในการรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งการดำเนินงานนี้ มีเป้าหมายว่าจะทำอย่างไรให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถในแต่ละสาขาวิชานั้นๆ  แต่ไม่ได้เรียนจบครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ให้สามารถเป็นครูและได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพได้  ซึ่งที่ผ่านมา ทางคุรุสภาได้ยกเลิกหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต หรือ ป.บัณฑิต ไปแล้ว 

ดังนั้นเพื่อให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น  สำนักงานเลขาธิการครุสภา โดยสถาบันคุรุพัฒนา ได้จัดทำหลักสูตรใหม่  เป็นกรอบแนวคิดและมาตรฐานหลักสูตรอบรมมาตรฐานความรู้วิชาชีพครู จำนวน 7 โมดูล (Module) ดังนี้  1.การเปลี่ยนแปลงบริบทของโลก สังคม และแนวคิดของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  2.จิตวิทยาพัฒนาการ จิตวิทยาการศึกษา และจิตวิทยาให้คำปรึกษาในการวิเคราะห์และพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ 3.เนื้อหาวิชาที่สอน หลักสูตร ศาสตร์การสอน และเทคโนโลยีดิจิทัลในการจัดการเรียนรู้  4.การวัด ประเมินผลการเรียนรู้ และการวิจัยเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาผู้เรียน 5.การใช้ภาษาไทย ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษา 6.การออกแบบและการดำเนินการเกี่ยวกับงานประกันคุณภาพการศึกษา และ 7.จิตวิญญาณความเป็นครู และจรรยาบรรณของวิชาชีพ

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า สถาบันคุรุพัฒนา ได้นำกรอบแนวนี้ ไปเป็นแนวทางในการพัฒนาหลักสูตร ฝึกอบรมที่มีมาตรฐาน มีรูปแบบการเรียนรู้ และการวัดและประเมินผลที่หลากหลาย ทันสมัย และสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง โดยมีหลักการ ดังนี้ เป็นหลักสูตรอบรมฐานสมรรถนะ เนื้อหาสาระครอบคลุมมาตรฐานความรู้ตามประกาศคณะกรรมการคุรุสภา เรื่อง รายละเอียดความรู้และประสบการณ์วิชาชีพครู ตามข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2562 โดยระยะเวลาอบรมแต่ละมาตรฐานความรู้ 7 โมดูล ไม่น้อยกว่า 60 ชั่วโมง รวมแล้ว 420 ชั่วโมง

“หลักสูตรนี้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบรับว่าคนที่จะมาเป็นครูได้นั้นควรจะมีมาตรฐานอะไรบ้าง และจะช่วยแก้ไขปัญหาให้กับกลุ่มครูที่ยังไม่ได้รับอนุญาตประกอบวิชาชีพ ให้สามารถเรียนไปด้วยทำงานไปด้วยได้ และเพื่อผ่อนผันให้กับครูต่างชาติในโรงเรียนเอกชน  ครูสถานศึกษาสังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ครูในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)ในสาขาขาดแคลน  และสถานศึกษาอื่นๆที่ไม่ได้จบสายครูมา แต่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง และทักษะวิชาชีพอื่นที่จำเป็น แต่จะต้องเพิ่มความเป็นครูและขบวนการเรียนการสอน หรือแนวทางการสอน ซึ่งโมดูลทั้ง 7 โมดูลนี้จะตอบโจทย์ให้กับกลุ่มครูเหล่านี้ได้” รมว.ศธ. กล่าว

นักเรียนโรงเรียนตะพานหินร่วมสร้างผลงานวาดภาพสตรีทอาร์ตกำแพงทางเท้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712793

นักเรียนโรงเรียนตะพานหินร่วมสร้างผลงานวาดภาพสตรีทอาร์ตกำแพงทางเท้า

นักเรียนโรงเรียนตะพานหินร่วมสร้างผลงานวาดภาพสตรีทอาร์ตกำแพงทางเท้า

วันพุธ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 12.06 น.

วันที่ 22 ก.พ.66 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 สร้างงานศิลปะ บนกำแพงทางเดินระยะทางกว่า 200 เมตรของโรงเรียนตะพานหิน อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร ให้เกิดความสวยงามหลังจากที่กำแพงรั้วทางเดินปล่อยว่างเปล่า ทางโรงเรียนจึงเกิดแนวคิดในวิชาศิลปศึกษาให้นักเรียนได้ร่วมกันออกแบบพร้อมสร้างงานศิลปะภาพวาดสตรีทอาร์ต ตามความคิดของนักเรียน ในแต่ละห้อง เป็นการสร้างงานศิลปะจนเกิดความสวยงามของโรงเรียน

ภาพวาดแต่ละช่องของกำแพง มีนักเรียนหลายห้อง สร้างงานศิลปะ ในภาพวาดลงสีในรูปแบบภาพวาดสตรีทอาร์ต ที่นำเอาความคิดของนักเรียนตามสาชาที่เรียนนำมาถ่ายทอดบนกำแพงมีรูปแบบทั้งเศรษฐกิจพอเพียง ด้านการกีฬา ทั้งภาพวาดแชมป์ฟุตบอลโลกของทีมชาติอาเจนติน่า ภาพจิตนาการทางวิทยาศาสตร์ ภาพการรณรงค์ความปลอดภัยบนท้องถนน ศิลปวัฒนธรรมในจังหวัดพิจิตร และทั้งประเทศ นำมาไว้บนกำแพง สร้างความสวยงาม ให้กับโรงเรียน

นางสาวชนัญชิตา เครือขอน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนตะพานหิน อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร กล่าวว่า ร่วมกับเพื่อนในชั้นเรียน นำภาพวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นวิชา เอก ที่เรียน นำมาวาดบนกำแพง ซึ่งจะนำความรู้ เรื่องวิทยาศาสตร์ ในความก้าวหน้าของเทคโนโลยี มาแต่งเติมภาพวาดผ่านบนกำแพงของโรงเรียน จากเดิมมีเพียงสีที่ว่างเปล่า สร้างความสวยงามของโรงเรียน รวมถึงได้สร้างสันแนวคิด การแก้ปัญหา ร่วมกับเพื่อนนักเรียนด้วยกัน สร้างความสามัคคี ในชั้นเรียน ต่อยอดการเรียนในอนาคต

ขณะที่นายสมศักดิ์ นิติสกุลชัย ครูชำนาญการแผนกวิชาศิลปะโรงเรียนตะพานหิน อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร กล่าวว่า โครงการนี้เริ่มจากการเรียนการสอนวิชาศิลปะ มองเห็นว่ากำแพงทางเดินยังขาดความสวยงาม จึงมีโครงการรักสิ่งแวดล้อม ผ่านงานศิลปะ จึงนำเอากำแพงทางเดิน มาเป็นวิชา ให้นักเรียนได้ออกแบบงานศิลปะ ผ่านจิตนาการของนักเรียน ซึ่งใช้งบประมาณเพียง 5,000 บาทในการค่าวัสดุสีที่นอกจากจะได้กำแพงที่สวยงามแล้วยังเป็นงานศิลปะที่ออกมาจากใจของนักเรียนที่ร่วมกันวาดภาพด้วย

สอดคล้องกับนายภิญโญ ขาวพราย ผู้อำนวยการโรงเรียนตะพานหิน อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร ที่ต้องการให้นักเรียนใช้เวลาว่างในเป็นประโยชน์ ตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และ ผลทางอ้อมโรงเรียนยังได้ความสวยงาม ความแปลกใหม่ของโรงเรียนให้เกิดความสนใจของนักเรียน เตรียมต่อยอดโครงการภาพวาดยังจุดอื่นของโรงเรียน

สำหรับ ภาพวาดสตรีทอาร์ต ของศิลปินนักเรียนโรงเรียนตะพานหิน อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร อยู่ในระหว่างการดำเนินการวาดภาพ มีความคืบหน้า แล้ว 40 เปอร์เซ็นต์  แต่ยังขาดอุปกรณ์การวาด ทั้งสี ผู้กัน และ อุปกรณ์การวาดอื่นอื่น ซึ่งผุ้ที่สนใจสามารถเข้าชม ความสวยงามของภาพวาด ที่นักเรียนร่วมกันวาด รวมถึง ร่วมบริจาคอุปกรณ์การวาด ได้ ที่ นายสมศักดิ์ นิติสกุลชัย ครูชำนาญการแผนกวิชาศิลปะโรงเรียนตะพานหิน อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร หมายเลขโทรศัพท์ 061-8076999

สกสว.จัดถก’เส้นทางสร้างครู ครูสร้างเด็ก สร้างสังคม’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712669

สกสว.จัดถก'เส้นทางสร้างครู ครูสร้างเด็ก สร้างสังคม'

สกสว.จัดถก’เส้นทางสร้างครู ครูสร้างเด็ก สร้างสังคม’

วันอังคาร ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 18.26 น.

สกสว. จัดการสัมมนาวิชาการ Education Journey Forum ครั้งที่ ๖หัวข้อ “ครูในฐานะนักขับเคลื่อนการเรียนรู้บนความแตกต่างหลากหลาย”พร้อมเปิดพื้นที่ให้เครือข่ายการขับเคลื่อนด้านการศึกษาและการเรียนรู้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ร่วมเสนอแนะและแลกเปลี่ยนความเห็น “เส้นทางสร้างครู ครูสร้างเด็ก สร้างสังคม”

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จัดสัมมนาวิชาการ Education Journey Forum ครั้งที่ ๖ หัวข้อ “ครูในฐานะนักขับเคลื่อนการเรียนรู้บนความแตกต่างหลากหลาย”โดยมี ศาสตราจารย์ นายแพทย์ วิจารณ์ พานิชผู้ก่อตั้งสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยและประธานที่ปรึกษาคณะทำงานบูรณาการประเด็นยุทธศาสตร์ ววน. (Strategic Agenda Team: SAT)  ด้านการศึกษาและการเรียนรู้ ศาสตราจารย์ดร.เจตนา นาควัชระ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ อดีตคณบดีคณะอักษรศาสตร์ และอดีตรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยศิลปากรศาสตราจารย์ ดร.สมพงษ์ จิตระดับกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และที่ปรึกษาคณะทำงานช่วยเหลือเด็กเยาวชนในภาวะวิกฤตทางการศึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง ผู้อำนวยการกลุ่มภารกิจการพัฒนา ววน. ด้านสังคม สิ่งแวดล้อม เชิงพื้นที่และลดความเหลื่อมล้ำ สกสว. ผู้ทรงคุณวุฒิ และ เครือข่ายการขับเคลื่อนด้านการศึกษาและการเรียนรู้ ร่วมการสัมมนา 

โอกาสนี้  ศาสตราจารย์ดร.เจตนา นาควัชระ บรรยายนำ “ข้อคิดว่าด้วยความเป็นครูแห่งยุคสมัย” ตอนหนึ่งว่า กระแสโลกาภิวัตน์ ได้เข้ามาครอบงำสังคมไทย และ โลก ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องมีการศึกษาและเรียนรู้วิธีการเรียนรู้ โดยการเรียนรู้อย่างไทยในกระแสโลกาภิวัตน์ ซึ่งสามารถแบงออกเป็น 2 ส่วน คือ 1.การเรียนรู้วิธีการเรียนรู้ จากสังคมประเพณี อาทิการเรียนรู้เรื่องมนุสัมพันธ์ หรือ การเรียนรู้แบบซึ่งหน้า ซึ่งอาจจะไม่จำเป็นสำหรับปัจจุบัน สัมพันธภาพแนวนอน เช่น ความสัมพันธ์ของพี่น้อง ความสัมพันธ์ ระหว่างเพื่อนร่วมงาน ชุมชน เพราะในแต่ละชุมชนมมีเรื่องดีดีอยู่ วัฒนธรรมระนาดทุ้ม หรือ วัฒนธรรมที่ไม่ต้องการความโดดเด่น  ความสามารถหลากหลายทาง ต่างกับปัจจุบันที่เน้นความสามารถเฉพาะด้าน  กิจกรรมเชิงปฏิบัติการ ความสามารถในการ “ด้น” จากลิเกไทย หรือ การแสดงแบบไทย และ การผลิตที่ใช้เงินตราเป็นเครื่องอำนวยความสะดวก ที่เปลี่ยนจากเงินเพื่อซื้อขาย มาเป็นตัวกำหนดชีวิตและ 2การเรียนรู้วิธีการเรียนรู้ จากโลกาภิวัตน์ อาทิ การเรียนรู้จากสื่อและเทคโนโลยี องค์กรขนาดใหญ่ ที่สั่งการจากบนลงล่าง โลกไร้พรมแดน ประชาสัมพันธ์และโฆษณา (ชวนเชื่อ) ต้องโดดเด่น และ เป็นที่รู้จัก ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน การให้ความสำคัญต่อทฤษฎี การสร้างระบบ และเงินตรากำกับชีวิต

นอกจาก การเรียนรู้อย่างไทยในกระแสโลกาภิวัตน์ศาสตราจารย์ดร.เจตนา ได้นำเสนอ 11 ปรากฎการณ์ระดับโลก ที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ และประสบการณ์ ประกอบด้วย1.ความรวดเร็วของชีวิตในปัจจุบัน ทำให้ผู้คนมีเวลาในการคิด การไตร่ตรองน้อยลง 2. เทคโนโลยีเปลี่ยนจากเครื่องมือไปเป็นวิถีชีวิตเช่น การใช่นโยบาย 4.0 3. ความท่วมท้นของข้อมูลที่ต้องวิจารณญาณ 4. ความล่มสลายของสิ่งแวดล้อม5.ปัญญามนุษย์ไล่ไม่ทันปัญญาประดิษฐ์?ซึ่งจำเป็นต้องหาหนทาง พัฒนาปัญญามนุษย์ ให้เหนือกว่าปัญญาประดิษฐ์ 6.พยาธิสภาพที่มนุษย์ควบคุมไม่ได้7.สงครามในฐานะอัตวิบาตกรรม 8.ความถดถอยของกลไกของรัฐ9. ความยากจนของคนส่วนใหญ่10. ความสับสนและซับซ้อนของกฎหมายและกฎระเบียบ : ความย่อหย่อนนการบังคับใช้ 11. มรณกรรมของวิทยาทาน : การศึกษาในคราบของการผลิตและจำหน่ายสินค้า

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น จะเป็นตัวกำหนดบทบาทของครูปัจจุบัน ที่ต้องปรับตามการเปลี่ยนแปลง เช่น ครูควรรับประสบการณ์อันหลากหลาย, ครุ่นคิด พินิจ นึก รวมมถึงกระบวนการลดความเร็ว, การตีความประสบการณ์, การเชื่อมโยงประสบการณ์, ทวิวัจน์ (dialogue) ในฐานะกลไกในการเสริมสร้างปัญญา, การถางทางไปสู่วัฒนธรรมแห่งการวิจารณ์, สุนทรียภาพแห่งการเรียนรู้

จากนั้น ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภานำเสนอบทสังเคราะห์ : องค์ความรู้ว่าด้วยการผลิตและพัฒนาครู ในการเสวนา “เส้นทางสร้างครู ครูสร้างเด็ก สร้างสังคม”ว่า ปัจจุบันการศึกษาไทยมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยแบ่งพัฒนาการการผลิตครูในประเทศไทยเป็น 4 ยุค คือ ยุคที่ 1 ยุคก่อนผลิตครูระดับประกาศนียบัตร (ก่อนพ.ศ. 2435) ซึ่งเป็นยุคการฝึกหัดครูแบบไม่เป็นทางการและยังไม่มีการจัดตั้งสถาบันผลิตครูยุคที่ 2 ยุคการผลิตครูระดับประกาศนียบัตร (พ.ศ. 2435-2487) หรือยุคของการวางรากฐานการฝึกหัดครู ที่เน้นการผลิตครูระดับประกาศนียบัตรโดยการต่อยอดองค์ความรู้ของการฝึกหัสครูและปรับเปลี่ยนระบบจากTeacher Training เป็น Teacher Education มาจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้ระบบจากต่างประเทศผสมผสานกับความเป็นไทย ยุคที่ 3 ยุคการผลิตครูระดับปริญญา (พ.ศ. 2488-2541) เป็นยุคที่เริ่มให้ความสำคัญกับมาตรฐาน ความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบท อีกทั้งจุดประกายการปฏิรูปการฝึกหัดครู และ ยุคที่ 4การผลิตครูและบุคลากรทางการศึกษาระดับวิชาชีพชั้นสูง (พ.ศ. 2542–ปัจจุบัน) เป็นยุคการผลิตครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีความเป็นมืออาชีพในฐานะผู้ประกอบวิชาชีพชั้นสูง ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 81

อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาการพัฒนาการการผลิตครู ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ได้ข้อค้นพบวิวัฒนาการระบบการผลิตครู ทั้งในส่วนของการคัดคนเข้าเรียนครู ที่จำเป็นต้องมีการออกแบบระบบการคัดเลือกบุคคลที่จะเข้ามาศึกษาเรียนรู้วิชาชีพครูอย่างจริงจังกระบวนการฝึกหัดครู ที่หลากหลายทั้งในและนอกห้องเรียน รวมถึงกระบวนการบ่มเพราะความเป็นครู ตลอดจนกระบวนการประเมินรความเป็นครู หรือวิทยฐานะ ที่ครอบคลุม ทั้งความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะ ที่จำเป็นของครูตลอดจนการออกแบบความร่วมมือของภาคี และเครือข่าย ทั้งภายนอกและภายในสถาบันการศึกษาที่มีหน้าที่ในการผลิตครู ที่จะเข้ามาช่วยการออกแบบ มาช่วยกันออกแบบการขับเคลื่อนการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับยุคสมัยต่อไป

ในวงสัมมนาเดียวกันนี้ ครูธนวรรธน์ สุวรรณปาล (ครูทิว) โรงเรียนราชดำริ กรุงเทพมหานคร ได้นำเสนอบทสังเคราะห์ : บทบาทครูในฐานะนักขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ว่า สามารถแบ่งออกเป็น 3 บทบาท ทั้งในลักษณะของผู้กระทำการเปลี่ยนแปลง (agency) และเป็นนักเคลื่อนไหว (activist) คือ 1. ครูในฐานะผู้ทำงานทางวัฒนธรรม ที่สามารถสร้างวัฒนธรรมใหม่ในชั้นเรียนให้เด็กได้ซึมซับและเรียนรู้ แล้วนำไปแสดงออกทางสังคม โดยครูสามารถส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงทัศนคติและพฤติกรรมในเชิงบวก 2.ครูในฐานะผู้ทำงานทางการเมือง ในลักษณะของนักขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในสังคม (teacher as change agent) ซึ่งครูมีอิทธิพลต่อการพัฒนาความเป็นมนุษย์และกำหนดทิศทางของสังคมด้วยการให้ความรู้และส่งเสริมนักเรียนให้เป็นนักคิดเชิงวิพากษ์ แก้ปัญหา และพลเมืองที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ด้วยการสอนและการสร้างชุดคุณค่าและความยุติธรรมทางสังคม และ 3ครูในฐานะปัญญาชน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง ในตัวผู้เรียนและสังคม โดยการตั้งคำถามกับสิ่งที่ดำรงอยู่ กับสิ่งที่ดีที่สุดกับผู้เรียน ท้ายสุดแล้วความเข้าใจที่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ดี การที่จะสร้างบทบาทครูในฐานะนักขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ครูจะต้องมีความเป็นผู้กระทำการ เปลี่ยนแปลง และเป็นนักเคลื่อนไหวที่มองเห็นบทบาทของตนเองมากกว่าการเป็นผู้ ถ่ายทอด โดยวางตำแหน่งแห่งที่ของตนเองเป็นผู้ทำงานทางการเมือง (teacher as political work) ผู้ทำงาน ทางวัฒนธรรม (teacher as cultural work) และเป็นปัญญาชนเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง (teacher as transform tory intellectuals) ให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในตัวผู้เรียนและสังคม เช่นเดียวกับ สังคมต่างๆทั่วโลก ที่ครูต่างถูกมองว่าเป็นบุคคลที่ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้คน เป็นผู้นำในเรื่องต่างๆในชุมชน ตัวครูในการสร้างการเปลี่ยนแปลงนั้นเคลื่อนผ่านความหมายจากการเป็นวัตถุหรือปัจจัยของการเปลี่ยนแปลง (object of change) มาเป็นผู้กระทำการ หรือผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง (agent) ด้วยบทบาทของครูในฐานะผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนั้นจะช่วยสร้างการเรียนรู้ เชื่อมโยงใกล้ชิดกับการเปลี่ยนแปลงของตัวบุคคลและสังคม

ท้ายสุดแล้วความสำเร็จจากการเปลี่ยนแปลงครู จะนำไปสู่การเป็นต้นแบบที่ดี ในการสร้างการเรียนรู้ เพื่อให้ความรู้ไปสร้างคน และสร้างสังคมที่มีคุณภาพต่อไป

มจธ.-สกาย ไอซีที สร้าง Tech Talent คนรุ่นใหม่ที่มีทักษะ Digital Product

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712381

มจธ.-สกาย ไอซีที สร้าง Tech Talent  คนรุ่นใหม่ที่มีทักษะ Digital Product

มจธ.-สกาย ไอซีที สร้าง Tech Talent คนรุ่นใหม่ที่มีทักษะ Digital Product

วันอังคาร ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) โดย รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย รักษาการแทนอธิการบดี ลงนามความร่วมมือทางวิชาการกับนายสิทธิเดช มัยลาภ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย ผศ.ดร.ปริยกร
ปุสวิโร หัวหน้า Edutainment Socio-Interaction Computing Lab (ESIC Lab) คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจธ.
และ นางสาวขยล ตันติชาติวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการตลาด บริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) ร่วมเป็นสักขีพยาน

นายสิทธิเดช มัยลาภ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การร่วมมือกันในครั้งนี้ จะร่วมกันพัฒนานักศึกษาสู่การเป็น Tech Talent ที่ผ่านการปฏิบัติงานจริง และสนับสนุนทุนวิจัยทางวิชาการด้วยงบประมาณกว่า 20 ล้านบาท เพื่อยกระดับการบริการภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิให้พร้อมก้าวสู่การเป็นท่าอากาศยานอัจฉริยะ (Digital Airport) รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยให้กับผู้ใช้บริการในสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

ด้าน ผศ.ดร.ปริยกร ปุสวิโร ผู้อำนวยการ ESIC Lab มจธ. กล่าวว่า การร่วมมือกันครั้งนี้ สามารถทำให้เกิดการพัฒนาขึ้นอย่างน้อย 3 ด้าน คือ นักศึกษามีประสบการณ์จากการปฏิบัติงานจริง, การนำผลงานวิจัยและเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาพัฒนาบริการภายในท่าอากาศยาน และพัฒนาท่าอากาศยานอัจฉริยะ คือ งานพัฒนาด้าน Activating Space for Digital Airport ซึ่งประกอบไปด้วยเทคโนโลยีที่หลากหลาย เช่น การใช้เครือข่ายการตรวจจับแบบไร้สาย การระบุตำแหน่งผู้โดยสารภายในอาคารท่าอากาศยาน การนำทางผู้โดยสาร การเก็บข้อมูลด้วยเซ็นเซอร์ที่ติดตั้งอยู่หลากหลายในพื้นที่ การศึกษาปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และคอมพิวเตอร์ การประมวลผลแผนที่ด้วยระบบคลาวด์ รวมถึงเทคโนโลยีด้านอื่น ๆ ที่สามารถนำมาพัฒนาต่อยอดเป็นองค์ความรู้ใหม่ๆ รวมไปถึงงานวิจัยในลักษณะสหวิทยาการได้ในอนาคต ทั้งนี้ทุกองค์ความรู้จะเป็นความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีเพื่อยกระดับ Digital Airport Experiences แก่ผู้โดยสารภายในท่าอากาศยานอย่างรอบด้าน