มทร.รัตนโกสินทร์ ประชุมวิชาการ โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712378

มทร.รัตนโกสินทร์ ประชุมวิชาการ  โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ

มทร.รัตนโกสินทร์ ประชุมวิชาการ โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ

วันอังคาร ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล รัตนโกสินทร์ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยมี นายวันชัย คงเกษม ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี เป็นประธานเปิดงาน และ รศ.ดร.อุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติ อธิการบดี, รศ.ดร.อาคีรา ราชเวียง รองอธิการบดี ต้อนรับ เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2566 ที่ผ่านมาที่ โรงแรมเวลาดี จ.อุดรธานี

การประชุมครั้งนี้ มีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ ดร.พรชัย จุฑามาศ รองผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ และหัวหน้าสำนักงานโครงการฯ และ รศ.ดร.ไพบูลย์ กวินเลิศวัฒนา ประธานกรรมการบริษัทไทยออร์คิดส์แล็บ จำกัด ที่ปรึกษามูลนิธิอนุรักษ์พันธุกรรมพืช สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (มูลนิธิ อพ.สธ.) มาร่วมบรรยายให้ความรู้ความเข้าใจแนวทางและมาตรการดำเนินงานในโครงการฯ รวมถึงได้ศึกษาดูงานศูนย์เรียนรู้ อนุรักษ์ พัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร และเพื่อให้ผู้เข้าร่วมการประชุมได้รับความรู้เกี่ยวกับบทบาทมหาวิทยาลัยกับโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มทร.รัตนโกสินทร์ ระยะ 5 ปีที่ 7

ม.มหิดล เปิดรับ ป.ตรี ควบป.โท สอนด้านดนตรีควบการบริหาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712379

ม.มหิดล เปิดรับ ป.ตรี ควบป.โท  สอนด้านดนตรีควบการบริหาร

ม.มหิดล เปิดรับ ป.ตรี ควบป.โท สอนด้านดนตรีควบการบริหาร

วันอังคาร ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รศ.ดร.วิชิตา รักธรรม คณบดีวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า จากการพิจารณาเทียบข้อมูลเมื่อปี 2561 โดย Creative Economy Agency ระบุว่า อุตสาหกรรมดนตรีของไทยมีมูลค่าสูงถึง 1,478 ล้านบาท และยังสะท้อนอีกว่าอุตสาหกรรมนี้สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้ มีช่องทางให้เติบโต นอกจากนี้ยังสามารถพัฒนาสู่การส่งออกผลงานสร้างสรรค์ของเด็กไทยในโลกดิจิทัลผ่านแพลตฟอร์มการสตรีมมิง และเด็กไทยสามารถปล่อยของโชว์ผลงานสู่สายตาชาวโลกได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม เด็กที่เชี่ยวชาญทักษะดนตรีส่วนใหญ่ ได้เริ่มมองหาวิธีการพัฒนาทักษะด้านการบริหารที่เป็นทักษะสำคัญในยุคปัจจุบัน มหาวิทยาลัยจึงจับมือกับวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ผลิตบัณฑิตแบบบูรณาการทั้ง 2 ศาสตร์ เพื่อตอบรับความต้องการแบบมัลติทาส์กกิ้งในตลาดแรงงาน โดยพัฒนา“โครงการปริญญาตรีควบปริญญาโท หรือหลักสูตรนักดนตรีผู้ประกอบการและนวัตกรรม (Music Entrepreneurship and Innovation : MEI)”

รศ.ดร.วิชิตากล่าวต่อไปว่า โครงการ MEI เป็นหลักสูตร 2 ปริญญาที่ให้ผู้เรียนได้ปริญญาตรีทางด้านดนตรีควบคู่กับปริญญาโททางด้านสาขาภาวะผู้ประกอบการและนวัตกรรม ภายในระยะเวลา 4 ปีครึ่ง โดยผู้เรียนจะได้เรียนรายวิชาในสาขาภาวะผู้ประกอบการและนวัตกรรมตั้งแต่ปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 เป็นต้นไปจนถึงภาคฤดูร้อนในปีที่ 4 บัณฑิตที่จบการศึกษาจะได้รับวุฒิการศึกษาจากหลักสูตรการจัดการมหาบัณฑิต (กจ.ม.) (Master of Management) สาขาภาวะผู้ประกอบการและนวัตกรรม (Entrepreneurship and Innovation) วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล และหลักสูตรดุริยางคศาสตร์บัณฑิต (ดศ.บ.) (Bachelor of Music) วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยมหิดล ที่ตั้งเป้าในการสร้างบัณฑิตที่มีความรู้ความสามารถแบบบูรณาการทั้ง 2 ศาสตร์ที่สามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้กันได้

ผู้สมัครเข้าเรียนในโครงการ MEI ต้องเป็นผู้ที่จบการศึกษาในระดับชั้นมัธยมปลาย และมีความสนใจทางด้านดนตรีและด้านการจัดการธุรกิจ โดยต้องผ่านการออดิชันจากวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ และวิทยาลัยการจัดการ โดยเปิดรับ
จำนวน 30 คน ในแต่ละปีการศึกษา ผู้สนใจ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.music.mahidol.ac.th/

วธ. ยกระดับ 16 เทศกาลประเพณีไทย สู่ระดับชาติและนานาชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712383

วธ. ยกระดับ 16 เทศกาลประเพณีไทย สู่ระดับชาติและนานาชาติ

วธ. ยกระดับ 16 เทศกาลประเพณีไทย สู่ระดับชาติและนานาชาติ

วันอังคาร ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ประเทศไทยปัจจุบัน มีการส่งเสริมภาคการท่องเที่ยวผ่านการใช้เอกลักษณ์ความเป็นไทย วิถีชีวิต ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรม นับเป็น Soft Power ที่โดดเด่นของไทยผ่าน 5F คือ อาหาร(Food) ภาพยนตร์และวีดิทัศน์(Film) การออกแบบแฟชั่นไทย(Fashion) ศิลปะการป้องกันตัวแบบไทย(Fighting) และเทศกาลประเพณีไทย (Festival) มาเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยว

ปี 2566 การจัดงานเทศกาล เป็นหนึ่งในแผนงานที่รัฐบาลนำมาใช้เพื่อสร้างกระแสและดึงดูดให้ชาวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวไทย ได้แก่ การจัดงานด้านอาหาร “ปีแห่งอาหารไทย” (Year of Thai Gastronomy) และโปรโมท ตลาดถนนคนเดิน (Walking Street) การจัดงานเทศกาลอาหารนานาชาติ (Bangkok International Food Festival) ด้านภาพยนตร์และวีดิทัศน์ เตรียมเปิดตัวเส้นทางท่องเที่ยว Film City Tour Package ตามรอยภาพยนตร์และซีรี่ส์ชื่อดัง ด้านศิลปะการป้องกันตัวแบบไทย เน้นนำเสนอการต่อสู้มวยไทย ซึ่งจัดไปเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2566 ที่ผ่านมา มีการจัดงานไหว้ครูมวยไทยครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก (Amazing Muay Thai Festival 2023) บันทึกสถิติโลกโดยกินเนสส์บุ๊ก เรคคอร์ดส์
มีผู้มาร่วมงานกว่า 3,500 คน ด้านเทศกาลงานเทศกาลตรุษจีนที่เยาวราช ก็ได้จัดประดับไฟเป็นเวลา1 เดือนเต็ม เพื่อต้อนรับการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีน และงานเย็นทั่วหล้ามหาสงกรานต์ที่เตรียมจัดขึ้นหลายพื้นที่ สำหรับด้านเทศกาลประเพณี ปีนี้ได้มีการเตรียมจัดงาน “เทศกาลเที่ยวเมืองไทย Limited Edition 2566”

ในส่วนของกระทรวงวัฒนธรรมที่มีหน้าที่สำคัญในการยกระดับงานวัฒนธรรมไทยสู่เวทีโลก ในปี 2566 นี้ ได้ดำเนินการด้านส่งเสริมงานเทศกาลประเพณี ได้แต่งตั้งคณะทำงานยกระดับเทศกาลและประเพณีไปสู่ระดับชาติและนานาชาติของสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 เป็นผู้คัดเลือก โดยสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงในการพิจารณาคัดเลือกคือ ต้องเป็นเทศกาลประเพณีที่มีศักยภาพ มีความโดดเด่น เพื่อส่งเสริมให้เป็นที่รู้จักและสร้างภาพลักษณ์ที่ดี รวมถึงเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สร้างรายได้แก่ชุมชน และประเทศชาติ

เมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงวัฒนธรรม ได้ประกาศผลการคัดเลือกงานเทศกาลประเพณี จำนวน 16 เทศกาลประเพณี ได้แก่ 1.ประเพณีกตัญญูคู่ฟ้า มหาสมโภชเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว จังหวัดปัตตานี 2.เทศกาลมรดกโลกบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี 3.ประเพณีหกเป็งนมัสการพระมหาธาตุเจ้าภูเพียงแช่แห้ง จังหวัดน่าน 4.ประเพณีแห่มาลัยข้าวตอก “มาฆบูชา อารยธรรมอีสาน” จังหวัดยโสธร 5.ประเพณีแห่ผ้าพระบฏพระราชทานถวายพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช 6.เทศกาลโคราชเมืองศิลปะ KORAT Street Art จังหวัดนครราชสีมา 7.เทศกาลตามรอยอารยธรรมขอมโบราณ ปราสาทศิลา “สด๊กก๊อกธม” จังหวัดสระแก้ว 8.เทศกาลเมืองคราม สกลนคร (KRAM & CRAFT SAKON FESTIVAL) นครหัตถศิลป์โลก เจ้าแห่งครามธรรมชาติ จังหวัดสกลนคร 9.เทศกาลอาหารอร่อย เมืองภูเก็ต เมืองสร้างสรรค์ แห่งวิทยาการอาหาร จังหวัดภูเก็ต10.ประเพณีบุญกลางบ้าน สืบสานตำนานเมืองพนัส จังหวัดชลบุรี 11.เทศกาล “นาฏยแห่งศรัทธากิ่งกะหร่า น้อมบูชา วิสาขปุรณมี” จังหวัดแม่ฮ่องสอน 12.ประเพณีตักบาตรดอกไม้เข้าพรรษา จังหวัดสระบุรี 13.ประเพณีบวงสรวงพญาศรีสัตตนาคราช เลาะตลาดคนเมืองไทนคร จังหวัดนครพนม 14.เทศกาลไทลื้อ “โฮ่มฮีต โตยฮอย ร้อยใจไทลื้อ” จังหวัดพะเยา 15.เทศกาลอาหารผสานศิลป์ เมืองเพชร เมืองสร้างสรรค์ จังหวัดเพชรบุรี และ 16.เทศกาลโคมแสนดวงที่เมืองลำพูน จังหวัดลำพูน

ทั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรม โดยสำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม จะดำเนินการจัดสรรงบประมาณให้สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดที่ได้รับการคัดเลือกเทศกาลประเพณี โดยให้นำไปบูรณาการจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อยกระดับเทศกาลประเพณีให้มีความพร้อม และสามารถแข่งขันกับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดอื่นๆในไทย และประเทศอื่นๆ ได้ เมื่อพัฒนาได้ก็จะสามารถสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน ผู้ประกอบการ ผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยว อาหาร ที่พัก การเดินทาง ผลิตภัณฑ์และบริการทางวัฒนธรรมอื่นๆ ได้ตามที่ประเทศชาติได้ตั้งเป้าหมายไว้อย่างแน่นอน

‘คุณหญิงกัลยา’หารือปรับกลยุทธ์ยกระดับการศึกษาไทยสู่เวทีโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712441

'คุณหญิงกัลยา'หารือปรับกลยุทธ์ยกระดับการศึกษาไทยสู่เวทีโลก

‘คุณหญิงกัลยา’หารือปรับกลยุทธ์ยกระดับการศึกษาไทยสู่เวทีโลก

วันจันทร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 21.26 น.

เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2566 ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เป็นประธานการประชุมสภาการศึกษา ครั้งที่ 1/2566 ร่วมกับกรรมการสภาการศึกษา โดยมี ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการสภาการศึกษา เป็นกรรมการและเลขานุการสภาการศึกษา ร่วมหารือแนวทางการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการสภาการศึกษา 9 คณะ เพื่อวางแผนการยกระดับความสามารถในการแข่งขันทางการศึกษาไทยในเวทีโลกเพื่อขับเคลื่อนการศึกษาไทยในยุคที่มีการปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว

คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า ในปี 2565 IMD ได้จัดอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านการศึกษา ประเทศไทย มีอันดับด้านการศึกษาอยู่ในอันดับที่ 53 มีอันดับดีขึ้น 3 อันดับ เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2564 และอันดับดีที่สุดในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ดังนั้น คณะกรรมการสภาการศึกษา จึงเร่งศึกษาแนวทางการยกระดับความสามารถในการแข่งขันทางการศึกษาของไทย โดยได้กำหนดกรอบแนวคิดไว้ 3 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1) ยกระดับผลการประเมิน PISA เป้าหมายคือ เด็กไทยสามารถอ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็น มีทักษะการคิดวิเคราะห์ และสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ที่ได้จากการศึกษามาใช้ในชีวิตประจำวันและการประกอบอาชีพได้ 2) ยกระดับผลการจัด IMD เพื่อให้เด็กไทยทุกคนสามารถเข้าถึงระบบการศึกษาที่มีคุณภาพได้อย่างเท่าเทียม ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาลดลง และการจัดการศึกษามีคุณภาพเพิ่มมากขึ้น 3) ยกระดับผลการจัดอันดับ WEF โดยจัดการศึกษาให้สามารถผลิตกำลังคนสมรรถนะสูงได้เพียงพอต่อความต้องการของตลาดแรงงาน และเด็กไทยทุกคนมีงานทำ มีทักษะที่ตรงต่อความต้องการของตลาดแรงงาน

ทั้งนี้ คณะกรรมการสภาการศึกษา จะติดตามผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องโดยใช้จุดเน้นในการสื่อสารเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้กลุ่มเป้าหมายและสร้าง Dash Board เพื่อการติดตามและปรับปรุงการดำเนินงานดังกล่าว

คุณหญิงกัลยา กล่าวต่อว่า คณะกรรมการสภาการศึกษา ได้จัดตั้งอนุกรรมการจำนวน 9 คณะ ได้แก่ 1) ด้านนโยบายและแผน 2) ด้านประเมินผลการจัดการศึกษา 3) ด้านกฎหมาย 4) ด้านมาตรฐานการศึกษา 5) ด้านเครือข่ายการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา 6) ด้านวิจัย เทคโนโลยีดิจิทัล และนวัตกรรมด้านการศึกษา 7) ด้านคุณธรรมจริยธรรม จิตอาสาและสำนึกสาธารณะ 8) ด้านการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการศึกษาพิเศษ และ 9) ด้านอำนวยการ เพื่อรองรับการดำเนินงานตามนโยบายของคณะกรรมการสภาการศึกษา โดยในปี 2566 นี้ มีโครงการน่าสนใจ เช่น การขับเคลื่อนมาตรการส่งเสริมการลงทุนด้านการศึกษาด้วยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน การพัฒนาครูและผู้ทำหน้าที่ครูทุกช่วงวัย การจัดประชุมสมัชชาการศึกษาระดับภูมิภาคและระดับชาติ ปูทางสานพลังเครือข่ายร่วมก่อนถึงเวที “Educational Policy of Political Party for All : นโยบายการศึกษาที่ประเทศต้องการ” เพื่อออกแบบการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์พื้นที่และทันการเปลี่ยนแปลงของโลก และระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) มาเป็นปัจจัยเร่งความสำเร็จของการสร้างสังคมการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่แท้จริงต่อไป

– 006

สกสว.จัดประชุมสรุปผลจากการระดมสมอง 12 หน่วยงานภายใต้กระทรวง อว.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712393

สกสว.จัดประชุมสรุปผลจากการระดมสมอง 12 หน่วยงานภายใต้กระทรวง อว.

สกสว.จัดประชุมสรุปผลจากการระดมสมอง 12 หน่วยงานภายใต้กระทรวง อว.

วันจันทร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 16.13 น.

สกสว. จัดประชุมสรุปผลจากการระดมสมอง 12 หน่วยงานภายใต้กระทรวง อว. ก่อนยื่นข้อเสนอโครงการ เพื่อยกระดับสถาบันด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้ตอบโจทย์เป้าหมายของประเทศและสามารถเทียบเคียงระดับนานาชาติ

เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2566 ที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จัดประชุมคณะทำงานผู้แทนหน่วยงานด้านกลยุทธ์และพัฒนาองค์กรในการขับเคลื่อนเพื่อการยกระดับองค์กรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ ครั้งที่ 1/2566 โดยเชิญผู้บริหาร/ผู้แทนหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทยจำนวน 12 หน่วยงานที่สังกัดกระทรวง อว. ร่วมรับฟังผลสรุปและความเห็นจากการประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกันในหัวข้อ“การขับเคลื่อนเพื่อการยกระดับองค์กรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ ครั้งที่ 2”รวมถึงนโยบายและแนวทางการสนับสนุนทุนวิจัยของ บพค. ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-15 กุมภาพันธ์  2566ณ โรงแรมแมนดารินกรุงเทพ (สามย่าน)

รศ.ดร.พงศ์พันธ์ แก้วตาทิพย์ กล่าวว่า หน่วยงานวิจัยถือเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศ จึงเห็นความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาสถาบันด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทาง สกสว. จึงได้เชิญผู้แทนหน่วยงานด้านกลยุทธ์และพัฒนาองค์กรจากสถาบันด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในสังกัดกระทรวง อว.รวมถึงหน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม(บพค.)ร่วมเป็นคณะทำงานชุดนี้ เพื่อร่วมกันพัฒนาและสนับสนุนข้อมูลเพื่อใช้ในการวางแผนพัฒนา ทั้งทางด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและนวัตกรรม โครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพ กำลังคนและความเชี่ยวชาญ ตลอดจนทำความเข้าใจและมีข้อตกลงร่วมกันในบทบาทหน้าที่และเป้าหมายสถาบันด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแต่ละแห่งผ่าน 3 กลไกคือ (1) การทำงานร่วมกันในระดับผู้บริหาร (2) ความร่วมมือและสนับสนุนข้อมูลในการออกแบบและพัฒนากลไกให้สถาบันด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสามารถยกระดับให้เทียบเคียงกับระดับนานาชาติ และเป็นที่ยอมรับในระดับสากลและ (3) การยกระดับองค์กรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ ผ่านการสนับสนุนงบประมาณเชิงกลยุทธ์(Strategic Fund; SF)และการสนับสนุนงานมูลฐาน(Fundamental Fund; FF) ซึ่งจะทำให้หน่วยงานสามารถยกระดับให้เกิดการพัฒนาประเทศได้ โดยการประชุมนี้จะเน้นการนำเสนอผลสรุปและรับฟังความเห็นจากที่ประชุมที่นำไปสู่เป้าหมายการยกระดับหน่วยงานให้เทียบเคียงกับหน่วยงานคู่เทียบในต่างประเทศให้หน่วยงานเห็นช่องว่างของการพัฒนา(Room of improvement)และสามารถจัดทำข้อเสนอโครงการของหน่วยงานต่อไป

ด้านรองศาสตราจารย์ ดร.เริงชัย ตันสุชาติ หัวหน้าโครงการวิจัย“โครงการขับเคลื่อนการรยกระดับสถาบันด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้ตอบโจทย์เป้าหมายของประเทศและสามารถเทียบเคียงระดับนานาชาติ”ได้สรุปผลการประชุมเชิงปฏิบัติการระดมสมองร่วมกับสถาบันด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทยจำนวน 12 แห่งที่สังกัดกระทรวง อว.พบว่าการจัดกลุ่มหน่วยงานแต่ละกลุ่มมีลำดับความสำคัญไปในแนวทางเดียวกันและได้นำแนวทางการพัฒนาที่ได้มาวิเคราะห์เพิ่มเติม เพื่อให้ตรงตามกรอบแนวทางการพัฒนาเพื่อยกระดับสถาบันฯ ที่นำไปสู่ผลสัมฤทธิ์(Key result)ของแผนงานพัฒนาและยกระดับสถาบันด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมให้ตอบโจทย์เป้าหมายของประเทศอย่างชัดเจนและสามารถเทียบเคียงนานาชาติ (P22)ตัวอย่างเช่น แนวทางการยกระดับในกลุ่มหน่วยงานเฉพาะทางสารสนเทศและองค์การส่งเสริมความรู้ทางวิทยาศาสตร์คือ การจัดตั้ง Academy Center ด้านการบริหารและจัดการน้ำที่เชื่อมโยงและเข้าถึงได้ในระดับพื้นที่กลุ่มหน่วยงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีครบวงจรเน้นแนวทางการยกระดับเพื่อปรับปรุงข้อมูลการให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้าน ววน. แบบ open scienceการเพิ่มจำนวนห้องปฏิบัติการและสถานีวิจัยเพื่อการวิเคราะห์สำหรับงานวิจัยขั้นสูงและการยกระดับการถ่ายทอดองค์ความรู้จากการทำงานวิจัยร่วมกับองค์กรในต่างประเทศ การเตรียมความพร้อมในการยกระดับเป็นผู้ผลิตสารอ้างอิงมาตรฐานเพื่อให้ได้การรับรองตามมาตรฐาน ISO 17034 และการพัฒนามาตรฐานการวัดปฐมภูมิดิจิทัลเป็นต้น

เช่นเดียวกับ ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณที่ปรึกษากลุ่มภารกิจพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ ดร.พสุโลหารชุน ที่ปรึกษาคณะทำงานฯให้ข้อคิดเห็นว่า การยกระดับหน่วยงานให้เทียบเคียงกับหน่วยงานที่เป็นคู่เทียบ จำเป็นต้องเดินให้ถูกทาง ต้องปรับความต้องการ(need) ตามพันธกิจหน่วยงานให้ตรงกับความต้องการของประเทศให้ได้  ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงประเทศในอนาคต และ การสนับสนุนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมที่เชื่อมต่อกับการทำงานของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)เพื่อให้กลุ่มผู้ประกอบการไทยเข้าถึงในด้านการทดสอบมาตรฐานโดยมีกลไกการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบโจทย์ให้ภาคเอกชนสามารถขยับผลิตภาพการผลิตจากร้อยละ 35 เป็นร้อยละ 40 GDP ของประเทศรวมถึงการพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่องในเรื่องconnectingskill setเพื่อให้เข้าใจ pain point ของผู้ประกอบการ

ขณะที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรจิตต์  เศรษฐพรรค์  รองผู้อำนวยการบพค. กล่าวถึงนโยบายและแนวทางการสนับสนุนแผนงานพัฒนาและยกระดับสถาบันด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้ตอบโจทย์เป้าหมายของประเทศอย่างชัดเจนและสามารถเทียบเคียงระดับนานาชาติ ว่าภายใต้แผนงานย่อยมีเป้าหมายเพื่อการยกระดับระบบนิเวศ ววน. สู่สากล (reinventing to excellence)  การเข้าถึงบริการ ววน. (Utilization)และกลไกภาคีเครือข่าย ววน. (Strengthen Network) ซึ่งการเข้าถึงบริการ ววน. จะเชื่อมให้เกิดการเข้าถึงของผู้ประกอบการได้อย่างไร บพค. จึงจะแบ่งการทำงานเป็น 4 ระยะด้วยกัน โดยในระยะแรกนี้จะเน้นการจัดลำดับความสำคัญโดยการวางแผนร่วมกัน การสร้างเครือข่ายร่วมกัน หลังจากนี้จะเน้นการสร้าง Strategic Pilot โดยการใช้งานข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน การให้บริการระดับชาติ (National facility)ที่นำไปสู่ Global facilityโดยสร้าง Global excellence ในรูปแบบการใช้ประโยชน์ให้มากขึ้น

ในส่วนนี้ ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ ผู้อำนวยการกลุ่มภารกิจพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สกสว. กล่าวเสริมและย้ำว่าการพัฒนาข้อเสนอโครงการที่แต่ละหน่วยงานเสนอในการประชุมระดมสมองในครั้งนี้ ขอให้หน่วยงานนำไปพัฒนาเพิ่มเติมให้เกิดความชัดเจนก่อนและเน้นย้ำว่าข้อเสนอโครงการที่หน่วยงานนำส่งมายัง บพค. นั้นจะต้องเป็นงานที่มีกลยุทธ์ที่สามารถส่งมอบผลลัพธ์สำคัญโดยใช้ตัวชี้วัด (Key result) ของแผนด้าน ววน. ปี พ.ศ.2566-2570 ในโปรแกรมที่ 22 เป็นตัวตั้งเพื่อให้ได้ผลในระยะ 5 ปีเพื่อไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้

เลขาธิการ กพฐ.ย้ำผอ.สพท.ต้องบอกได้โรงเรียนในพื้นที่มีกี่แห่ง-พัฒนาผู้เรียนมี 5 สมรรถนะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712330

เลขาธิการ กพฐ.ย้ำผอ.สพท.ต้องบอกได้โรงเรียนในพื้นที่มีกี่แห่ง-พัฒนาผู้เรียนมี 5 สมรรถนะ

เลขาธิการ กพฐ.ย้ำผอ.สพท.ต้องบอกได้โรงเรียนในพื้นที่มีกี่แห่ง-พัฒนาผู้เรียนมี 5 สมรรถนะ

วันจันทร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 13.45 น.

เลขาธิการ กพฐ.ย้ำผอ.สพท.ต้องบอกได้โรงเรียนในพื้นที่มีกี่แห่ง-พัฒนาผู้เรียนมี 5 สมรรถนะ

20 กุมภาพันธ์ 2566 ที่โรงแรมปรินซ์พาเลซ กรุงเทพฯ  นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวตอนหนึ่งในการประชุมผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) จำนวน 245 เขต ทั่วประเทศ ว่า ขอเน้นย้ำผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ ทุกคน ให้ความสำคัญเรื่องการจัดการเรียนการสอน แม้ปัจจุบันเราสอนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ซึ่งในหลักสูตรนั้น กำหนดให้ผู้เรียนมี 5 สมรรถนะ ดังนี้ ความสามารถในการสื่อสาร, ความสามารถในการคิด ,ความสามารถในการแก้ปัญหา , ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต และ ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี แต่ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ สามารถบอกได้หรือไม่ ว่า โรงเรียนในพื้นที่ของตนมีกี่แห่ง ที่มีหลักสูตรที่สามารถพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะทั้ง 5 นี้ได้แล้ว  และมีการบูรณาการจัดการเรียนการสอนอย่างไร หรือพูดกันแค่ในเอกสาร  แต่ในความจริงการจัดการเรียนการสอนยังเหมือนเดิม  ยังไม่เป็นรูปธรรม และครูมีความรู้ความเข้าใจ สามารถจัดการเรียนการสอนให้เด็กมีสมรรถนะได้กี่คน  ซึ่งตนมองว่า ถ้าเรากำหนดแผนการจัดการเรียนการสอนไม่ได้  เราก็ไม่สามารถขับเคลื่อนเขตพื้นที่ฯ ได้ ดังนั้น เขตพื้นที่ฯ จะต้องจัดทำแผนการขับเคลื่อนและยกระดับการศึกษาในพื้นที่ของตน ให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาในปัจจุบัน  ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาในยุคหลังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 และภาวะการเรียนรู้ถดถอย (Learning Loss)

นายอัมพร กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องการบริหารงานบุคคล ขณะนี้เรามีคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษา 245 เขตทั่วประเทศแล้ว  จึงมอบหมายให้ ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ ดำเนินการสำรวจอัตรากำลังในเขตพื้นที่ของตน ว่ามีโรงเรียนขาดแคลนครูกี่แห่ง  เกินอัตรากี่แห่ง และวางแผนจัดอัตรากำลัง เพื่อให้มีอัตรากำลังเพียงพอและตอบโจทย์การศึกษาในพื้นที่  โดยผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯจะต้องทำการสำรวจและจัดสรรข้อมูลอัตรากำลังคนให้เสร็จภายในเดือนมีนาคม นี้

“สิ่งที่ผมห่วงใย คือ จะบริหารงาน อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ อย่างไรถึงจะประทับใจครู บริหารงานอย่างไรไม่ให้เกิดคำครหา เพราะวันนี้มีคนจ้อง  ทำดีแค่อยู่ตัว ทำผิดพลาดได้ขึ้นข่าวหน้าหนึ่งแน่นอน  อำนาจการบริหารงานบุคคลเคยไปอยู่ที่คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) เพราะเหตุผลใด ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ ทุกคนก็ทราบดีอยู่แล้ว  ดังนั้น ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ จึงอยากให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ  ทำความเข้าใจกับ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯให้ดี ทุกวันนี้เราจะเห็นข่าวเกี่ยวข้องกับครูและนักเรียนเป็นประจำเกือบทุกวัน  ที่ผ่านมาเขตพื้นที่ฯ จะรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นให้ผมทราบหลังจากเป็นข่าวแล้วเสมอ  ไม่มีเขตพื้นที่ไหนรับรู้ปัญหาก่อนที่จะเป็นข่าวแม้แต่ครั้งเดียว  ซึ่งภัยต่างๆ เราห้ามไม่ได้  แต่เราสามารถบริหารจัดการได้ คือ ต้องมีมาตรการป้องกันให้เพียงพอ เมื่อเกิดเหตุขึ้นแล้วจะต้องบริหารจัดการปัญหาเฉพาะหน้าอย่างรวดเร็ว เข้าถึงปัญหาให้ไว และจะระงับเหตุอย่างไร  รายงานผู้บังคับบัญชาทราบ และให้ความช่วยเหลือเด็กอย่างรวดเร็ว ทำความเข้าใจและดูแลผู้ปกครอง” นายอัมพร กล่าว

ย้ายครูตบหน้าเด็กนักเรียนหญิง 7 ขวบ ‘ศธ.พังงา’ สั่งตรวจสอบข้อเท็จจริง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712305

ย้ายครูตบหน้าเด็กนักเรียนหญิง 7 ขวบ 'ศธ.พังงา' สั่งตรวจสอบข้อเท็จจริง

ย้ายครูตบหน้าเด็กนักเรียนหญิง 7 ขวบ ‘ศธ.พังงา’ สั่งตรวจสอบข้อเท็จจริง

วันจันทร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 12.14 น.

ศึกษาธิการจังหวัดพังงา สั่งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจังหวัดพังงา ลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีเด็กหญิง 7 ขวบถูกครูตบหน้า เบื้องต้นสั่งย้ายครูมาช่วยราชการที่เขตพื้นที่ก่อน ยืนยันให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย

ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีนายจีรวัฒน์ (ขอสงวนนามสกุล) พ่อของเด็กนักเรียนหญิง 7 ขวบที่ได้นำข้อมูลไปโพสต์ในโลกโซเชียลว่า ลูกสาวอายุ 7 ขวบอยู่โรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอตะกั่วป่าถูกครูสาวคนหนึ่งตบใบหน้าจนเป็นรอยนิ้วมือบนใบหน้า ซึ่งทางพ่อได้พาไปตรวจร่างการที่โรงพยาบาลตะกั่วป่าและได้เข้าแจ้งความที่ สภ.ตะกั่วป่า เพื่อลงโทษกับครูคนดังกล่าวตามขั้นตอนกระบวนการตามกฎหมาย หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ลูกสาวไม่กล้าไปโรงเรียน เหตการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงบ่ายของวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2566 ที่ผ่านมา 

ล่าสุดเช้าวันนี้ (20 ก.พ.66) ที่สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดพังงา มีรายงานว่า นายนันท์ สังข์ชุม ศึกษาธิการจังหวัดพังงาได้สั่งการให้ทางเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเดินทางลงพื้นที่โรงเรียนดังกล่าวเพื่อไปสอบถามเรื่องราวที่เกิดขึ้น ซึ่งทางศึกษาธิการจังหวัดพังงา บอกว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นตามข่าวดังกล่าว เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง ในพื้นที่อำเภอตะกั่วป่า ทางสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดพังงาก็ได้ประสานกับทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจังหวัดพังงา ก็ทราบว่าขณะนี้ได้ดำเนินการสอบสวนอยู่ และในวันนี้ทางผู้อำนวยการเขตพื้นที่ได้แจ้งว่าจะให้ครูท่านนี้มาช่วยราชการที่เขตก่อน และจะดำเนินการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง 

“สำหรับวันนี้ทางเขตพื้นที่ได้ส่งรองผู้อำนวยการเขตลงพื้นที่ไปตรวจสอบข้อเท็จจริง รวมทั้งสหวิชาชีพ สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นจะมีการสืบสวนสอบสวนเพื่อให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย หากคุณครูทำผิดก็จะมีมาตรการลงโทษต่อไป” นายนันท์ สังข์ชุม ศึกษาธิการจังหวัดพังงา – 003

‘กสม.‘นับถอยหลังติดตามเป้าหมาย ‘ขจัดการไร้รัฐ’ในประเทศไทยปี2567

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712158

‘กสม.‘นับถอยหลังติดตามเป้าหมาย ‘ขจัดการไร้รัฐ’ในประเทศไทยปี2567

‘กสม.‘นับถอยหลังติดตามเป้าหมาย ‘ขจัดการไร้รัฐ’ในประเทศไทยปี2567

วันจันทร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ในการแถลงข่าวประจำสัปดาห์ของ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เมื่อวันที่ 16 ก.พ. 2566 ที่ผ่านมา นายชนินทร์ เกตุปราชญ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า กสม. ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการไร้รัฐ ไร้สัญชาติ มาอย่างต่อเนื่อง โดย กสม. ชุดปัจจุบัน กำหนดให้สถานะบุคคล เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่จะขับเคลื่อนและสร้างผลสัมฤทธิ์ในการดำเนินงานของ กสม.

ซึ่งจากการติดตามการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลในประเทศไทย พบว่า ตั้งแต่ปี 2548 รัฐบาลไทยใช้ความพยายามอย่างยิ่งในการดำเนินการต่างๆ เพื่อขจัดหรือลดการไร้รัฐไร้สัญชาติอย่างเป็นระบบ โดยมีพัฒนาการเชิงบวกทั้งการรับแจ้งเกิดและออกสูติบัตรแบบถ้วนทั่ว (Universal Birth Registration) การพิจารณากำหนดสถานะบุคคลและให้สัญชาติกับบุตรของบุคคลที่เดินทางเข้าเมืองและมีความผสมกลมกลืนกับสังคมไทยในลักษณะต่างๆ และการอนุญาตให้สิทธิในการอยู่อาศัยและการเข้าถึงสวัสดิการขั้นพื้นฐานโดยเฉพาะการศึกษาและสุขภาพ

โดยในปี 2557 รัฐบาลไทยได้ประกาศเป็นหุ้นส่วนที่ดีของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) และองค์กรระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) โดยได้รับการหยิบยกเป็นตัวอย่างของภูมิภาคในการแก้ไขปัญหาและป้องกันการเกิดปัญหาบุคคลไร้รัฐในประเทศ พร้อมกับเข้าเป็นประเทศร่วมก่อตั้งและเป็นผู้นำในกลุ่ม Group of Friends (GoF) ของโครงการ Global Campaign to End Statelessness by 2024 (#IBelong Campaign) ของ UNHCR ซึ่งมีเป้าหมายขจัดปัญหาการไร้รัฐให้หมดไปภายใน 10 ปี คือ ในปี 2567 (ค.ศ. 2024) ด้วย

ในการประชุมสมัชชาสิทธิมนุษยชนครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 1-2 ก.ย. 2565 กสม. และภาคีเครือข่ายด้านสถานะบุคคล ได้ร่วมกันติดตามและประเมินสถานการณ์สถานะบุคคล และพบข้อจำกัดหลัก 2 ส่วน ได้แก่ 1.ปัญหาต้นน้ำ จากการขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนการขอพิสูจน์หรือแก้ไขสถานะบุคคล รวมถึงทัศนคติและความเข้าใจที่ผิดพลาดทั้งของประชาชนผู้ทรงสิทธิที่ยื่นคำขอพิสูจน์สถานะบุคคลและหน่วยปฏิบัติงานโดยตรง ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้บางครั้ง มีการใช้ดุลพินิจ หรือสร้างภาระการพิสูจน์สถานะบุคคลเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

2.ปัญหาความล่าช้าของการตรวจพิสูจน์และการกำหนดสถานะบุคคล ทั้งจากขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ไม่คล่องตัว จำนวนบุคลากรผู้ปฏิบัติงานไม่เพียงพอ รวมถึงการสับเปลี่ยนโยกย้ายบุคลากรผู้ปฏิบัติงานที่ทำให้ระบบการทำงานสะดุดและขาดการฝึกฝนความเชี่ยวชาญต่อเนื่อง ทั้งนี้ กสม. ภาคีเครือข่ายด้านสถานะบุคคล ได้มีมติขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยติดตามเป้าหมายการขจัดการไร้รัฐ ในปี 2567 ผ่านการประสานพลังภาคีเครือข่ายเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานแก้ไขปัญหาสถานะบุคคล

เช่น การประสานความร่วมมือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการพิจารณาสถานะให้กับผู้ที่มีคุณสมบัติ การเสริมสร้างกระบวนการแก้ไขปัญหาสำหรับกลุ่มชายขอบ (อาทิ กลุ่มเด็กนักเรียนกลุ่ม G กลุ่มบุตรหลานติดตามแรงงาน กลุ่มภิกษุและสามเณรและกลุ่มผู้เฒ่าไร้รัฐไร้สัญชาติ) เพื่อให้เข้าถึงสิทธิทางสุขภาพ การเดินทาง และสิทธิขั้นพื้นฐานต่างๆ รวมทั้งมีแผนการสร้างเสริมศักยภาพในการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลในประเทศไทย

อาทิ การเร่งรัดกระบวนการกำหนดสถานะบุคคล การเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจและทัศนคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับสิทธิในสถานะบุคคลและสัญชาติรวมถึงขั้นตอนการยื่นคำขอพิสูจน์สถานะบุคคลการนำเสนอการปรับปรุงโครงสร้างและกระบวนการงานทะเบียนและงานสถานะบุคคลที่กรมการปกครองรับผิดชอบ และการนำเทคโนโลยีเชื่อมโยงฐานข้อมูลด้านสถานะบุคคลมาปรับใช้ในการขับเคลื่อนงานด้านสถานะบุคคล

นายชนินทร์ กล่าวต่อไปว่า ภายหลังจากการออกมติดังกล่าว ตั้งแต่เดือน ก.ย. 2565 กสม. และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินงานขับเคลื่อนมติในหลากหลายรูปแบบ ได้แก่ 1.การตรวจสอบกรณีร้องเรียนและจัดทำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับสถานะและสิทธิของกลุ่มประชากรไร้รัฐไร้สัญชาติ 2.การจัดทำคลินิกงานสถานะบุคคลในลักษณะกิจกรรมเคลื่อนที่และเข้าถึงประชากรกลุ่มเป้าหมาย ทั้งในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก ภาคใต้ และสามจังหวัดชายแดนใต้

3.การศึกษาวิจัยปัญหาและประชากรกลุ่มเป้าหมายที่มีปัญหาเฉพาะ อาทิ กรณีคนไทยพลัดถิ่น และกรณีพระสงฆ์และสามเณรไร้รัฐไร้สัญชาติ 4.การดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนศึกษา ในการสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับความแตกต่างหลากหลายของประชากร กลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงสิทธิในสถานะบุคคล และ 5.การประชุมหารือเชิงนโยบายกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและระหว่างประเทศ

“ในโอกาสที่ปี 2567 เป็นปีเป้าหมายขจัดปัญหาการไร้รัฐให้หมดไปภายใน 10 ปี ตามโครงการ Global Campaign to End Statelessness by 2024 หรือ #IBelong แคมเปญ กสม. จะได้ร่วมเป็นอีกหนึ่งแรงในการขับเคลื่อนและติดตามความคืบหน้าการดำเนินการเรื่องดังกล่าวของประเทศไทย ซึ่งในการจัดงานสมัชชาสิทธิมนุษยชน ครั้งที่ 2 ซึ่งมีกำหนดจัดในเดือนกรกฎาคม 2566 จะมีการติดตามสถานการณ์ และนำเสนอตัวเลขของการแก้ไขปัญหาการไร้รัฐไร้สัญชาติในภาพรวมของประเทศไทย นำเสนอต่อสาธารณะชนต่อไป” รองเลขาธิการ กสม. กล่าว

‘ทรู ดิจิทัล อคาเดมี’จับมือ‘ม.ธรรมศาสตร์’ พัฒนาหลักสูตร‘TU x TDA Co-Certificate’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712165

‘ทรู ดิจิทัล อคาเดมี’จับมือ‘ม.ธรรมศาสตร์’ พัฒนาหลักสูตร‘TU x TDA Co-Certificate’

‘ทรู ดิจิทัล อคาเดมี’จับมือ‘ม.ธรรมศาสตร์’ พัฒนาหลักสูตร‘TU x TDA Co-Certificate’

วันจันทร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป จำกัด ร่วมกันพัฒนาหลักสูตร TU x TDA Co-Certificate ยกระดับทักษะด้านดิจิทัลให้คนไทยมีความรู้ความสามารถพร้อมเข้าสู่โลกธุรกิจยุคใหม่ ประเดิมเปิด คอร์สด้าน Business Data Analytics หลักสูตรระยะสั้นที่จะเสริมทักษะด้านการวิเคราะห์ข้อมูล เรียนรู้หลักการแนวคิด และทฤษฎี ตลอดจนเครื่องมือที่สำคัญในการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ สร้างบุคลากรที่สามารถใช้ข้อมูลที่มีอยู่มหาศาล เพื่อสร้างประโยชน์และความได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจ สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน

รศ.เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวว่า บนโลกของเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบสารสนเทศในปัจจุบัน เป็นที่ทราบดีถึงความสำคัญของศาสตร์ด้านข้อมูล (Data Science) ไม่ว่าจะเป็นการเก็บรวบรวม การวิเคราะห์ หรือการนำไปใช้งาน ทั้งในเชิงธุรกิจการตลาด การศึกษา รวมไปถึงในทุกๆ วงการ ทำให้มีแนวโน้มความต้องการบุคลากรที่มีทักษะในด้านนี้มากยิ่งขึ้น อันนำมาซึ่งการขาดแคลนบุคลากรกลุ่มดังกล่าว มธ.ในฐานะสถาบันการศึกษาชั้นนำที่ผลิตบัณฑิตเพื่อตอบโจทย์สังคมและประเทศ

มีเป้าหมายที่จะพัฒนาขีดความสามารถให้แก่นักเรียน นักศึกษา รวมทั้งประชาชนทุกคนเพื่อสร้างโอกาสและลดช่องว่างของทักษะที่ตลาดแรงงานกำลังต้องการ โดยร่วมกับทรู ดิจิทัล อคาเดมี พัฒนาหลักสูตร “TU x TDA Co-Certificate Program in Business Data Analytics” ซึ่งเป็นหลักสูตรแรกที่เปิดตัวในรูปแบบคอร์สเรียนระยะสั้นที่มีความทันสมัย ผสมผสานการเรียนรู้จากบทเรียนที่น่าสนใจ และมุ่งเน้นการปฏิบัติจริงมากขึ้น

ทั้งยังจะได้รับใบรับรองที่เป็น Co-Certification ซึ่งเป็นเสมือนตราประทับที่จะช่วยรับรองความรู้ความสามารถของบุคลากรที่มีทักษะในด้านนี้ เชื่อว่าจุดแข็งด้านวิชาการของมธ. เมื่อรวมกับประสบการณ์ของ ทรู ดิจิทัล อคาเดมีจะช่วยเติมเต็มช่องว่างกันได้เป็นอย่างดี ยิ่งไปกว่านั้น ภายใน 1 ปี จะเปิดหลักสูตร mini MBAProgram หรือคอร์สเรียนรวม 200 ชั่วโมง ที่จะเพิ่มความเข้มข้นของเนื้อหาในเชิงลึกมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

นายณัฐวุฒิ อมรวิวัฒน์ ประธานกรรมการบริษัท ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในการพัฒนาหลักสูตร TU x TDA Co-Certificate เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจที่ทรู ดิจิทัล ได้มีโอกาสนำความรู้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลไปปรับใช้ในโลกธุรกิจ ผสานกับองค์ความรู้จากสถาบันการศึกษาชั้นนำของไทย

โดย ทรู ดิจิทัล อคาเดมี สถาบันการเรียนรู้ที่มุ่งส่งเสริมทักษะด้านดิจิทัล ได้นำประสบการณ์จากการจัดหลักสูตรเสริมทักษะที่ทันสมัยและหลากหลาย ร่วมออกแบบคอร์สระยะสั้นด้าน Business Data Analytics ที่มีจุดเด่นในการพัฒนาหลักสูตรแบบครบองค์ ครอบคลุมตั้งแต่แนวคิด ทฤษฎี รวมถึงกรณีศึกษาต่างๆ ทำให้ผู้เรียนมีความเข้าใจและสามารถประยุกต์ใช้ในการทำงานได้จริง โดยผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้โดยตรงจากคณาจารย์และนักวิชาการที่ร่วมเป็นวิทยากรในหลักสูตร

รวมถึงผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่มีประสบการณ์การทำงานในองค์กรชั้นนำ ซึ่งจะช่วยเติมเต็มความสมบูรณ์ของหลักสูตรได้เป็นอย่างดี เชื่อมั่นว่า คอร์ส “TU x TDA Co-Certificate Program in Business Data Analytics” จะเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างบุคลากรที่มีทักษะด้านการวิเคราะห์ และนำไปสู่การต่อยอดความร่วมมือในการพัฒนาหลักสูตรใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาศักยภาพของคนไทย ให้ประเทศไทยมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศให้เติบโตและแข่งขันในกับนานาประเทศทั่วโลก

คอร์ส “TU x TDA Co-Certificate Program in Business Data Analytics” มีระยะเวลาเรียนรวม 49 ชั่วโมง เรียนทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 09.00-16.00 น. ระหว่างวันที่ 4-26 มี.ค. 2566 ณ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) ผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้หลักการ แนวคิดและทฤษฎี ตลอดจนเครื่องมือที่สำคัญในการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อกำหนดกลยุทธ์ทางธุรกิจ สอนโดยผู้เชี่ยวชาญทั้งด้านวิชาการและเฉพาะด้านที่มากด้วยประสบการณ์การทำงานจริงในองค์กรชั้นนำ

เรียนจบรับใบประกาศนียบัตรรับรองทักษะมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ทรู ดิจิทัล อคาเดมี โดยหลักสูตรครอบคลุมหัวข้อต่างๆ อาทิ Introduction to Data Science and its Application, Real Case Studies, Basic Statistics and Foundation of Business and Marketing, Data Acquisition and Cleaning with SQL, Data Analysis and Interpretation with Excel, Data Mining and Visualization in Tableau, Basic Text Analytics with Python, Project Consulting and Project Presentation

สำหรับคนรุ่นใหม่ นักธุรกิจ และบุคคลทั่วไป ที่สนใจ Big Data สมัครเรียนคอร์ส “TU x TDA Co-Certificate Program in Business Data Analytics” ผ่านช่องทางของศูนย์ให้คำปรึกษาและพัฒนาผู้บริหารทางธุรกิจแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือ CONC ได้แล้ว ตั้งแต่วันนี้ ถึง 1 มี.ค. 2566 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://conc.tbs.tu.ac.th/index.php/program/detailenrollment/701

ทีมวิจัยแพทย์รามาฯ ม.มหิดล วิจัยปรับสมดุลจุลชีพในทารกเกิดก่อนกำหนด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712164

ทีมวิจัยแพทย์รามาฯ ม.มหิดล วิจัยปรับสมดุลจุลชีพในทารกเกิดก่อนกำหนด

ทีมวิจัยแพทย์รามาฯ ม.มหิดล วิจัยปรับสมดุลจุลชีพในทารกเกิดก่อนกำหนด

วันจันทร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ด้วยสมมุติฐานที่มักพบว่า “ทารกเกิดก่อนกำหนด” มีโอกาสติดเชื้อ หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังเกิดได้ง่ายกว่าทารกเกิดครบกำหนด ซึ่งอาจสัมพันธ์กับการเสียสมดุลของจุลชีพในทางเดินอาหาร (gut dysbiosis) จึงนำไปสู่การวิจัยเพื่อค้นหาวิธีการปรับสมดุลทางจุลชีพในทางเดินอาหารที่เป็นสิ่งท้าท้ายศักยภาพวงการสาธารณสุขของประเทศไทย โดย รศ.นพ.พรเทพ ตั่นเผ่าพงษ์ อาจารย์ประจำสาขาโรคทางเดินอาหาร ภาควิชากุมารเวชศาสตร์คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ทีมวิจัยของคณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดีฯ พยายามพิสูจน์สมมุติฐานดังกล่าวข้างต้นว่าอาจสัมพันธ์กับการเสียสมดุลของจุลชีพในทางเดินอาหาร

จึงนำไปสู่การวิจัยเพื่อค้นหาวิธีการปรับสมดุลทางจุลชีพในทางเดินอาหารที่เป็นสิ่งท้าท้ายศักยภาพวงการสาธารณสุขของประเทศไทย เนื่องจากทารกเกิดก่อนกำหนดมีรูปแบบของสมดุลจุลชีพในทางเดินอาหารที่อาจเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ทีมวิจัยจึงได้ทดลองปรับสมดุลจุลชีพให้กลับมาใกล้เคียงปกติได้ด้วยโพรไบโอติกส์ (probiotics) หรือจุลชีพเพื่อสุขภาพบางชนิดมาทำหน้าที่ปรับสมดุลดังกล่าว เพื่อสร้างโอกาสที่จะทำให้สมดุลของจุลชีพกลับมาใกล้เคียงปกติ

ซึ่งจุลชีพในโพรไบโอติกส์ที่นำมาใช้ในการทดลองปรับสมดุลร่างกายของทารกเกิดก่อนกำหนด เป็นเชื้อแบคทีเรียในกลุ่มโพรไบโอติกส์จำนวน 2 ชนิด ได้แก่ Bifidobacterium bifidum ร่วมกับ Lactobacillus acidophilus ปัจจุบันโครงการวิจัยดังกล่าวอยู่ระหว่างการเก็บข้อมูล และลงทะเบียนผู้ป่วย ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในอีก 9 เดือนข้างหน้า ก่อนเตรียมส่งตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารทางวิชาการ เพื่อขยายผลการศึกษาวิจัยให้เป็นที่ประจักษ์ในปีต่อไป

มหาวิทยาลัยมหิดล