เทศบาลลาดสวาย-ม.ธรรมศาสตร์’ใช้งบ กปท. ตรวจคัดกรองสุขภาพ‘ผู้สูงอายุ-คนวัยทำงาน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712162

เทศบาลลาดสวาย-ม.ธรรมศาสตร์’ใช้งบ กปท. ตรวจคัดกรองสุขภาพ‘ผู้สูงอายุ-คนวัยทำงาน’

เทศบาลลาดสวาย-ม.ธรรมศาสตร์’ใช้งบ กปท. ตรวจคัดกรองสุขภาพ‘ผู้สูงอายุ-คนวัยทำงาน’

วันจันทร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เทศบาลเมืองลาดสวาย จ.ปทุมธานี โดยกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับคณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ดำเนินโครงการตรวจสุขภาพผู้สูงอายุประจำปี 2566 พร้อมให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพ รวมถึงโครงการตรวจคัดกรองสุขภาพกลุ่มเสี่ยงจากการประกอบอาชีพ โดยตรวจหาสารปรอท ตะกั่ว สารหนู ในกลุ่มพนักงานที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เทศบาลเมืองลาดสวาย รวมทั้งหมด 752 คน เมื่อช่วงกลางเดือนม.ค. 2566 ที่ผ่านมา ณ สำนักงานเทศบาลเมืองลาดสวาย อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี

นางจีรนันท์ ปิติฤกษ์ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลเมืองลาดสวาย เปิดเผยว่า โครงการตรวจสุขภาพผู้สูงอายุประจำปีพบว่าประชากรผู้สูงอายุในเขตเทศบาลเมืองลาดสวาย มีจำนวน 9,907 คนคิดเป็น 14% ของประชากรทั้งหมด และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งวัยสูงอายุ เป็นวัยที่อวัยวะต่างๆ มีความเสื่อมถอย ร่างกายทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกิดการเจ็บป่วยได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังมีผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยที่มาทราบถึงความเจ็บป่วยเมื่อมีอาการในระยะที่รุนแรง

ดังนั้นการตรวจสุขภาพประจำปีถือเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับผู้สูงวัย เพื่อประคับประคองสุขภาพให้อยู่ในเกณฑ์ปกติและยังเฝ้าระวังไม่ให้โรคที่เป็นอยู่รุนแรงขึ้น ขณะเดียวกันในพื้นที่ยังมีผู้ประกอบอาชีพที่หลากหลาย และพบว่ามีความเสี่ยงต่อสุขภาพด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะกลุ่มอาชีพที่ต้องทำงานร่วมกันกับสารเคมี ทั้งการทำความสะอาดที่ต้องฉีดพ่นฆ่าเชื้อ การสัมผัสสิ่งปนเปื้อน-สารเคมี หรือแม้แต่โลหะหนัก เช่น สารตะกั่ว ปรอท ที่เข้าสู่ร่างกาย ทำให้มีอาการเจ็บป่วยตามมา

“เทศบาลได้ร่วมกับทีมแพทย์จากคณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต) และทีมพยาบาลวิชาชีพ จากเทศบาลเมืองลาดสวายตรวจสุขภาพผู้สูงอายุและตรวจสุขภาพกลุ่มเสี่ยง พร้อมกับให้ความรู้ คำแนะนำและให้บริการปรึกษาสุขภาพ ซึ่งหากเป็นกรณีที่พบความผิดปกติ จะมีการแนะนำการปฏิบัติตัว และการไปรักษาต่อตามสิทธิการรักษา โดยจะส่งต่อข้อมูลผลตรวจสุขภาพไปยังโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ในพื้นที่”นางจีรนันท์ กล่าว

ด้าน รศ.ดร.ไพลวรรณ สัทธานนท์ คณบดีคณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ปัญหาการกระจายบุคลากรและจำนวนบุคลากรด้านสาธารณสุขที่ไม่สอดคล้องกับปริมาณความต้องการทางสุขภาพ ทำให้เป็นเรื่องยากหากจะพึ่งพาสถานพยาบาลเพียงอย่างเดียว ฉะนั้นการดูแลรักษาที่บ้านหรือในชุมชนจึงเป็นสิ่งที่ดีและเป็นทางออกของประเทศ ซึ่งหลักการสร้างนำซ่อม หรือการดูแลไม่ให้เจ็บป่วยจะมีต้นทุนที่ต่ำกว่าการรักษาเมื่อเจ็บป่วยแล้ว ถือเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความมั่นคงทางสุขภาพของประชาชน นำไปสู่การสร้างความมั่งคั่งให้ประเทศ

“สหวิชาชีพด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพจะมีส่วนสำคัญในการดูแลสุขภาพของประชาชนในระดับชุมชนทุกช่วงวัยให้มีสุขภาพที่ดี โดยเฉพาะการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (P&P) รวมถึงการฟื้นฟูสมรรถภาพของร่างกาย ซึ่ง มธ. สนับสนุนให้บุคลากรและนักศึกษาได้มีส่วนลงไปปฏิบัติงานในสายวิชาชีพของตนเพื่อร่วมดูแลคนในชุมชน ในแต่ละหลักสูตรของคณะฯ ของเรามีข้อกำหนดให้นักศึกษามีการฝึกปฏิบัติทางวิชาชีพ มีการส่งนักศึกษาฝึกปฏิบัติงานในโรงพยาบาล ทุกระดับทั้งขนาดขนาดใหญ่ และเล็กระดับชุมชน” รศ.ดร.ไพลวรรณ กล่าว

สำหรับโครงการของเทศบาลเมืองลาดสวาย ดำเนินการโดยใช้งบประมาณจากกองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น (กปท.) ซึ่งเป็นงบประมาณจากการสมทบร่วม 2 ฝ่าย คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สำหรับส่งเสริม ป้องกันโรค และดูแลประชาชนให้เข้าถึงบริการสุขภาพในทุกพื้นที่ ซึ่ง นพ.สาธิต ทิมขำผู้อำนวยการ สปสช. เขต 4 สระบุรี กล่าวว่า ในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 4 ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ของกลุ่มจังหวัดปริมณฑลที่มีลักษณะพิเศษเป็นส่วนต่อขยายของเมืองหลวง และมีประชากรหนาแน่น

โดยเฉพาะจังหวัดปทุมธานี ซึ่งการให้บริการสุขภาพปฐมภูมิมีหน่วยบริการที่หลากหลาย ทั้งของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน อย่างไรก็ตามอปท. ที่ปัจจุบันได้มีบทบาทในการจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิให้กับประชาชนหลังจากที่หลายจังหวัดมีการถ่ายโอน รพ.สต. จาก กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) มายัง อปท. เนื่องจากท้องถิ่นจะมีความใกล้ชิดกับประชาชนอย่างมาก ทั้งนี้ ในส่วนพื้นที่จ.ปทุมธานี อปท. อย่างเทศบาลเมืองลาดสวาย มีรูปแบบการจัดการที่แตกต่างออกไป และมุ่งหาความร่วมมือจากเครือข่ายต่างๆโดยรอบพื้นที่

เช่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รวมไปถึงโรงพยาบาลระดับมหาวิทยาลัย หน่วยบริการของภาคเอกชน ในการร่วมจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิให้กับประชาชนในพื้นที่ ซึ่งสามารถใช้เป็นตัวอย่างกับท้องถิ่นอื่นๆ ที่มีบริบทของพื้นที่คล้ายกันได้ อนึ่ง ในเขตปริมณฑลประชาชนมักจะเข้าไม่ถึงบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิอย่างที่ควรเป็นเหมือนกับต่างจังหวัด ซึ่งการที่ท้องถิ่นแสวงหาความร่วมมือในการจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิ ตามชุดสิทธิประโยชน์จากสปสช. ก็จะช่วยให้เกิดการเข้าถึงบริการสำหรับเขตเมืองที่เพิ่มมากขึ้น

“สปสช.เข้าไปสนับสนุนเพื่อให้ท้องถิ่นสามารถจัดบริการสุขภาพให้กับประชาชน โดยเฉพาะการส่งเสริมป้องกันโรค การดูแลผู้ป่วยภาวะพึ่งพิง รวมไปถึงการให้บริการสุขภาพปฐมภูมิ เพื่อให้ท้องถิ่นได้สามารถดำเนินการในฐานะผู้จัดบริการสุขภาพได้อย่างดี และให้ระบบบริการสุขภาพมีความยั่งยืน”ผู้อำนวยการ สปสช. เขต 4 สระบุรี กล่าว

ศธ.ลงนามปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนรู้ ใช้การสอนแบบจัดกิจกรรมรับแผนปฏิรูป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712221

ศธ.ลงนามปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนรู้ ใช้การสอนแบบจัดกิจกรรมรับแผนปฏิรูป

ศธ.ลงนามปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนรู้ ใช้การสอนแบบจัดกิจกรรมรับแผนปฏิรูป

วันอาทิตย์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 17.48 น.

15 ก.พ. 2566 ศาสตราจารย์กิตติคุณ   ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือการจัดกระบวนการเรียนรู้ตามแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาและนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการกับทางสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.)  เพื่อปรับเปลี่ยนการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้ตอบสนองแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา โดยมี ดร.อรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการและนายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน

ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) เป็นผู้ร่วมลงนามทางด้านสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ เปิดเผยว่า ความร่วมมือนี้มีเป้าหมายเพื่อปรับเปลี่ยนการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้ตอบสนองแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาและนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ต้องการให้ปรับเปลี่ยนจากการสอนแบบ Passive Learning มาเป็นรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

แบบ Active Learning โดยใช้กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ที่ออกแบบตามแนว Backward Design ตามที่หลักสูตรอิงมาตรฐาน (Competency-based Curriculum) กำหนด

“สมาคมสภาการศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย จะมุ่งเน้นให้ผู้เรียนเป็นผู้ถักทอสร้างความรู้ สร้างผลผลิตในระดับนวัตกรรมด้วยตนเองทั้งในระดับกลุ่ม และระดับแต่ละบุคคล เป็นการปรับปรุงเพิ่มความเข้มข้นในการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่โรงเรียนส่วนใหญ่สอนแบบ Active Learning ใช้กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เป็นเครื่องมือในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้อยู่แล้วในระดับหนึ่ง มาต่อยอดให้ผู้เรียนสามารถสร้างความรู้ และผลผลิตในระดับที่ลุ่มลึกให้เกิดผลเป็นนวัตกรรม เพื่อพัฒนาให้ผู้เรียนเป็นนวัตกรได้ในทุกระดับการศึกษา ตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 และระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 และเป็นของขวัญให้กับนักเรียนและผู้ปกครองทุกคน ว่านักเรียนทุกคนเข้าถึงนวัตกรรม และเกิดความรู้อย่างแท้จริง”

ดร.ศักดิ์สิน กล่าวด้วยว่า นับเป็นการพลิกโฉมคุณภาพการศึกษาไทยด้วยการพัฒนานวัตกรรมครูสู่นวัตกรรมผู้เรียน โดยมีข้อตกลงในหลักการร่วมกันเพื่อพัฒนา ส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ทางวิชาการและวิชาชีพ การร่วมพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาเพื่อเพิ่มพูนศักยภาพทางวิชาการ เทคโนโลยี และนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ซึ่งสอดคล้องกับการวัดและประเมินผลเพื่อการพัฒนาผู้เรียนที่เป็นไปตามสภาพจริง รวมทั้งส่งเสริมให้มีการวิจัยและการบริหารวิชาการ ตลอดจนพัฒนานวัตกรรมของบุคลากรร่วมกันทั้งระบบ ซึ่งในเบื้องต้นจะกำหนดให้มีกิจกรรมจัดสรรทรัพยากรและดำเนินการตามกรอบแนวทางปฏิบัติร่วมกันด้วยการบันทึกความร่วมมือนี้เป็นระยะเวลา 3 ปี

กรมคุ้มครองสิทธิฯ-ม.นอร์ทกรุงเทพ อบรมหลักสูตรไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ลดขัดแย้งทางสังคม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712216

กรมคุ้มครองสิทธิฯ-ม.นอร์ทกรุงเทพ อบรมหลักสูตรไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ลดขัดแย้งทางสังคม

กรมคุ้มครองสิทธิฯ-ม.นอร์ทกรุงเทพ อบรมหลักสูตรไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ลดขัดแย้งทางสังคม

วันอาทิตย์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 17.39 น.

กรมคุ้มครองสิทธิฯ-ม.นอร์ทกรุงเทพ อบรมหลักสูตรไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ลดขัดแย้งทางสังคม

19 กุมภาพันธ์ 2566 นายเรืองศักดิ์ สุวารี อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรม หลักสูตรการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ลดปัญหาความขัดแย้งทางสังคม กล่าวว่า การจัดฝึกอบรมครั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ ร่วมกับ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ร่วมกันจัดการฝึกอบรม หลักสูตรการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ตามพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 รุ่นที่ 1 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2566 โดยมีประชาชนให้ความสนใจ สมัครเข้าฝึกอบรมเต็มจำนวนการรับต่อรุ่นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างผู้ไกล่เกลี่ยในการยุติข้อพิพาท ก่อนที่จะมีการฟ้องคดีต่อศาล ซึ่งสามารถช่วยลดงบประมาณรายจ่ายภาครัฐได้เป็นจำนวนมาก และนำมาซึ่งการสร้างความสมานฉันท์ในสังคมต่อไป

ทั้งนี้ การฝึกอบรมดังกล่าวได้มีการเชิญวิทยากรผู้บรรยายซึ่งมีชื่อเสียงระดับชาติ เฉพาะด้านมาให้ความรู้กับผูึกกอบรมและได้รับเกียรติจาก พ.ต.ท.ดร.พงษ์ธร ธัญญสิริ ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม เป็นประธานปิดการฝึกอบรมและให้ความรู้ ด้วย โดยในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2566 ผู้ผ่านการฝึกอบรม จำนวน 50 ราย ได้รับวุฒิบัตรจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สิทธิพร ประวัติรุ่งเรือง อธิการบดี มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ

มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ จะจัดหลักสูตรฝึกอบรมดังกล่าว เป็นรุ่นที่ 2 ในช่วงเดือนมิถุนายน 2566 ท่านที่สนใจสามารถติดต่อโดยตรงได้ที่ โทรศัพท์หมายเลข 080-7352096 หรือสมัครโดยตรงได้ที่มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ วิทยาเขตรังสิต : เลขที่ 59 ม.2 ต.บึงยี่โถ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี 12130 โทร. 02-5331000 ต่อ 401

รัฐบาลออกประกาศ‘เด็กท้องต้องได้เรียน’ แม่วัยรุ่นต้องได้โอกาสทางการศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712124

รัฐบาลออกประกาศ‘เด็กท้องต้องได้เรียน’ แม่วัยรุ่นต้องได้โอกาสทางการศึกษา

รัฐบาลออกประกาศ‘เด็กท้องต้องได้เรียน’ แม่วัยรุ่นต้องได้โอกาสทางการศึกษา

วันอาทิตย์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 09.00 น.

รัฐบาลออกประกาศ‘เด็กท้องต้องได้เรียน’ แม่วัยรุ่นต้องได้โอกาสทางการศึกษา

19 กุมภาพันธ์ 2566 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ราชกิจจานุเบกษา (18 กุมภาพันธ์ 2566) ได้เผยแพร่กฎกระทรวงกำหนดประเภทของสถานศึกษาและการดำเนินการของสถานศึกษา ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2566 โดยมีความว่า อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 4 วรรคหนึ่ง และมาตรา 6 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.2559 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้

ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของข้อ 7 แห่งกฎกระทรวงกำหนดประเภทของสถานศึกษา และการดำเนินการของสถานศึกษาในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.2561 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

ข้อ 7 สถานศึกษาตามข้อ 2 ที่มีนักเรียนหรือนักศึกษาซึ่งตั้งครรภ์อยู่ในสถานศึกษา ต้องไม่ให้นักเรียนหรือนักศึกษานั้นออกจากสถานศึกษาดังกล่าว เว้นแต่เป็นการย้ายสถานศึกษา ตามความประสงค์ของนักเรียนหรือนักศึกษานั้น

ทั้งนี้ ในท้ายกฎกระทรวง ได้ระบุเหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงเอาไว้ด้วยว่า…

ปัจจุบันพบว่ามีนักเรียนหรือนักศึกษาซึ่งตั้งครรภ์ถูกสถานศึกษาให้ย้ายสถานศึกษาโดยมิได้สมัครใจสมควรแก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์การดำเนินการของสถานศึกษาเพื่อเป็นการคุ้มครองวัยรุ่นชึ่งตั้งครรภ์ขณะที่เป็นนักเรียนหรือนักศึกษาให้มีสิทธิได้รับการศึกษาในสถานศึกษาด้วยรูปแบบที่เหมาะสมและต่อเนื่องตามความประสงค์ของนักเรียนหรือนักศึกษานั้น จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้

น.ส.รัชดา กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับเยาวชนซึ่งจะเป็นอนาคตชาติ โดยเฉพาะเรื่องการศึกษา นับเป็นเรื่องน่ายินดีที่กระทรวงศึกษาธิการออกกฎกระทรวงให้สถานศึกษาทุกระดับที่มีเด็กตั้งครรภ์ ต้องไม่ให้เด็กออกจากสถานศึกษา โดยต้องจัดระบบดูแลช่วยเหลือที่เหมาะสมและต่อเนื่อง แต่ยังคงมีบุคลากรทางการศึกษารวมถึงผู้ปกครองอีกเป็นจำนวนมากที่เข้าใจผิดว่า การให้เด็กตั้งครรภ์เรียนร่วมกับเด็กทั่วไป เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม เพราะอาจเกิดพฤติกรรมเลียนแบบ แต่ผลการศึกษาในต่างประเทศพิสูจน์แล้วว่า เด็กคนอื่นๆ จะเกิดความตื่นตัวมากขึ้นในการดูแลป้องกันตนเองไม่ให้ตั้งครรภ์ ขณะเดียวกันจะเกิดความรู้สึกเห็นใจเพื่อนที่กำลังท้อง และให้การช่วยเหลือเป็นอย่างดีในขณะที่เรียนร่วมกัน

ทั้งนี้ การปรับเปลี่ยนทัศนคติของครูผู้สอนเป็นเรื่องสำคัญมาก ครูต้องมีจรรยาบรรณในวิชาชีพ ต้องไม่ปฏิบัติใดๆ ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อความเจริญทางกาย สติปัญญา จิตใจ อารมณ์ และสังคมของศิษย์ ทุกฝ่ายต้องช่วยกันประคับประคองเด็กให้ได้เรียนต่อเนื่องโดยไร้ความกังวล

ผู้ใหญ่ใจดีมอบสนามเด็กเล่น อุปกรณ์กีฬา ทุนการศึกษาให้โรงเรียนบ้านปากน้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712061

ผู้ใหญ่ใจดีมอบสนามเด็กเล่น อุปกรณ์กีฬา ทุนการศึกษาให้โรงเรียนบ้านปากน้ำ

ผู้ใหญ่ใจดีมอบสนามเด็กเล่น อุปกรณ์กีฬา ทุนการศึกษาให้โรงเรียนบ้านปากน้ำ

วันเสาร์ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 17.15 น.

ผู้ใหญ่ใจดีมอบสนามเด็กเล่น อุปกรณ์กีฬาและทุนการศึกษาให้โรงเรียนบ้านปากน้ำ สพป.อุบลราชธานีเขต 1

วันที่ 18 ก.พ.65 ที่โรงเรียนบ้านปากน้ำ สพป.อุบลราชธานีเขต 1 นางเยาวณี แสงหิรัญ ประธานชมรมบานเย็น ลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร นายสมศักดิ์ สมหวัง ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดสุทธาโภชน์ เขตลาดกระบัง และคณะ จัดโครงการสำนึกรักบ้านเกิด “พี่ปันน้อง” ด้วยการมอบสนามเด็กเล่น อุปกรณ์การกีฬาและทุนการศึกษาให้กับนักเรียน พร้อมจัดเลี้ยงอาหารกลางวันให้กับนักเรียน ผู้ปกครองและชาวบ้านที่มาร่วมงานอีกด้วย

ขณะเดียวกัน พ.ท.สมชาติ มุขธรรม รองหัวหน้ากองยุทธการ มณฑลทหารบากที่ 22 ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ อุบลราชธานี ประธานชมรม Bravo – 26 พร้อมนาวาอากาศโทเก่ง โพนสุวรรณ หัวหน้าแผนกการข่าว กองบังคับการกองบิน 21 รองประธานชมรมฯและคณะ ยังได้มอบทุนการศึกษาและเงินพัฒนาโรงเรียนอีก 43,000 บาท

นอกจากนั้น นายสุรศักดิ์ โทสวัสดิ์ ตัวแทนนายชนะ รุ่งแสง คณะกรรมการน้ำแห่งชาติและคณะทำงานของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ยังได้มอบทุนเพื่อพัฒนาการเรียนให้กับทางโรงเรียนอีกจำนวน 10,000 บาท

ในงานยังมี “น้องเปียโน” น.ส.มุทิตา โทสวัสดิ์ นักร้องตัวแทนวงดนตรีลูกทุ่งจากโรงเรียนเทพศิรินทร์ร่มเกล้า กทม.ที่คว้ารางวัลชนะเลิศ ถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ รายการลูกทุ่งเมืองน้ำดำ ณ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ มาร้องเพลงโชว์ให้ฟังอีกด้วย เป็นการสร้างความสุข สร้างความประทับใจ ให้กับแขกที่มาร่วมงานเป็นอย่างยิ่ง โดยมีนายประเสริฐ วงศ์เสนา ผอ.โรงเรียนบ้านปากน้ำ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา นักเรียน ผู้ปกครอง ตลอดทั้งชาวบ้านและคณะกรรมการสถานศึกษา มาร่วมต้อนรับกันเป็นจำนวนมาก – 003

‘ตรีนุช’ลุยหน้าแก้หนี้ครู 5 ภูมิภาค Kick-off มหกรรมการเงินเพื่อครูไทย จ.กาฬสินธุ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712023

'ตรีนุช'ลุยหน้าแก้หนี้ครู 5 ภูมิภาค Kick-off มหกรรมการเงินเพื่อครูไทย จ.กาฬสินธุ์

‘ตรีนุช’ลุยหน้าแก้หนี้ครู 5 ภูมิภาค Kick-off มหกรรมการเงินเพื่อครูไทย จ.กาฬสินธุ์

วันเสาร์ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 15.35 น.

“ตรีนุช” เดินหน้าแก้หนี้ครู 5 ภูมิภาค Kick-off มหกรรมการเงินเพื่อครูไทย จ.กาฬสินธุ์ เจ้าหนี้-ลูกหนี้ร่วมไกล่เกลี่ยแน่นงาน

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2566 ณ ห้องประชุมนิลปัทม์ โรงเรียนกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานเปิดงาน
มหกรรมการเงินเพื่อครูไทย “Unlock a better life” สร้างโอกาสใหม่ เพื่อชีวิตครูไทยที่ดีกว่า เพื่อเปิดโอกาสให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกกลุ่มได้เข้าถึงมาตรการความช่วยเหลือการแก้ไขปัญหาหนี้สินภายใต้เงื่อนไขพิเศษของสถาบันการเงิน และสหกรณ์ออมทรัพย์ครู โดยมี นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายสุทิน แก้วพนา รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมคณะผู้บริหาร ศธ. ผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษา นายศุภศิษย์ กอเจริญยศ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ และสถาบันการเงินต่าง ๆเข้าร่วมงานกว่า 2,000 คน

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ ต้องการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูอย่างจริงจังเต็มที่ เพราะการเป็นหนี้ ทำให้ครูและครอบครัวมีความเดือดร้อนต่อการดำเนินชีวิต ส่งผลกระทบต่อคุณภาพในการเรียนการสอนที่อาจทำได้ไม่เต็มที่ สำหรับภายในงานวันนี้มีกิจกรรมให้คำปรึกษาปรับโครงสร้างหนี้ ไกล่เกลี่ยหนี้ ส่งเสริมการออมและการลงทุน และให้ความรู้ด้านการบริหารจัดการการเงิน จากหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ กระทรวงการคลัง, กระทรวงยุติธรรม, กรมส่งเสริมสหกรณ์, ธนาคารแห่งประเทศไทย, สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์, กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ, บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ, สมาคมธนาคารไทย, สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ, ธนาคารออมสิน, ธนาคารอาคารสงเคราะห์, ธนาคารกรุงไทย, กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา, สกสค, สคบศ. และสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาฬสินธุ์และพื้นที่จังหวัดใกล้เคียงเข้าร่วมงาน

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า การจัดกิจกรรมในระดับภูมิภาคจะช่วยเปิดโอกาสให้ครูทุกพื้นที่ได้เข้าถึงมาตรการความช่วยเหลือการแก้ไขปัญหาหนี้สินภายใต้เงื่อนไขพิเศษของสถาบันการเงินและสหกรณ์ออมทรัพย์ครูมากยิ่งขึ้น “ในปีงบประมาณ 2566 กระทรวงศึกษาธิการ ได้บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด ในการกำหนดรูปแบบแนวทางในการแก้ไขหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยใช้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูฯเป็นฐาน เปิดช่องทาง หรือกิจกรรมการเจรจาแก้ไขปัญหาหนี้ร่วมกันระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ลงถึงพื้นที่ ทั้งการไก่ล่เกลี้ย เจรจา ปรึกษา ปรับโครงสร้างหนี้ หาข้อยุติ การบังคับคดีและแก้ไขปัญหาหนี้สินร่วมกัน ซึ่งจะได้รับสิทธิประโยชน์พิเศษภายในงาน โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ย ซึ่งปัจจุบันมีแนวโน้มและทิศทางที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ กลุ่มครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ และผู้ที่ถูกฟ้องร้องดำเนินคดี ซึ่งมีจำนวนกว่า 85,000 รายทั่วประเทศ จะเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่ต้องดำเนินการช่วยเหลือ ไกล่เกลี่ยปัญหาหนี้สินให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเร่งด่วน เพื่อให้ครูมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีเงินเดือนเพียงพอที่จะดำรงชีวิตอยู่ใด้ ซึ่งไม่เพียงเป็นการลดภาระหนี้สินครู แต่ยังส่งต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ที่ทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบ เกิดสภาพคล่องทางเศรษฐกิจโดยรวมด้วย

“รัฐบาลและกระทรวงศึกษาฯตั้งใจที่จะช่วยลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เดือดร้อนเพื่อให้มีกำลังใจในการทำงานด้านการศึกษาต่อไป จึงได้จัดมหกรรมแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯ ขึ้นใน 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ ศธ.ตั้งเป้าว่าจะสามารถแก้หนี้สินครูที่เป็นหนี้วิกฤติได้จำนวน 16,500 คน ยอดหนี้ 28,000 ล้านบาท จากยอดหนี้ที่ครูมีทั้งหมดกว่า 31,000 ล้านบาท จึงเปิดโอกาศให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาลงทะเบียนไกล่เกลี่ยเพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้ การลดดอกเบี้ย หรือการยืดหนี้หรือผ่อนผันกรณีมีคดีความต่างๆโดยมีกระทรวงยุติธรรมเข้ามาร่วมโครงการด้วย และในวันนี้จากที่ได้สอบถามคุณครูที่มาเข้าร่วมโครงการฯ ครูก็ดีใจที่ศธ.จัดมหกรรมนี้ขึ้น” น.ส.ตรีนุช กล่าว

ขณะที่ นายสุทิน แก้วพนา รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงภาพรวมของ “โครงการเงินเพื่อครูไทย “Unlock a better ife” สร้างโอกาสใหม่ เพื่อชีวิตครูไทยที่ดีกว่า ในครั้งนี้ว่า เป็นครั้งแรกของการนำร่องในที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดกาฬสินฯ รวมจังหวัดใกล้เคียง โดยมีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯ กว่า 5,000 คน หนี้รวมกว่า 8,000 ล้านบาท การแก้ไขปัญหาหนี้ของ ศธ.ครั้งนี้ จะทำให้ครูทุกคนได้รับการดูแลช่วยเหลือแก้ไขปัญหาหนี้สินได้อย่างทั่วถึงและเป็นระบบ ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาและคุณภาพสังคม ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

สำหรับ โครงการ มหกรรมการเงินเพื่อครูไทย “Unlock a better life” สร้างโอกาสใหม่ เพื่อชีวิตครูไทยที่ดีกว่า จัดขึ้นทั้งหมด 4 ภูมิภาค 5 จังหวัด ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, ภาคตะวันออก, ภาคเหนือ, ภาคใต้ โดยครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 18-19 กุมภาพันธ์ 2566 ณ หอประชุมโรงเรียนกมลาไสย อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ ครั้งที่ 2 วันที่ 4-5 มีนาคม 2566 ณ หอประชุมราชภัฏอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ครั้งที่ 3 วันที่ 11-12 มีนาคม 2566 ณ จังหวัดสระแก้ว ครั้งที่ 4 วันที่ 18-19 มีนาคม 2566 ณ หอประชุมชิรโชติ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม จังหวัดพิษณุโลก ครั้งที่ 5 วันที่ 25-26 มีนาคม 2566 ณ หอประชุมสุราษฎธานีวชิราลงกรณ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี สำหรับข้าราชการครู ฯและผู้ที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมงานผ่านระบบออนไลน์ได้ ทาง unlock.moe.go.th โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
 

สอศ.เตรียมจัดงาน’มหกรรมเกษตรอินทรีย์ วิถีอีสาน อาชีวะเกษตรแฟร์ 65′

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/711871

สอศ.เตรียมจัดงาน'มหกรรมเกษตรอินทรีย์ วิถีอีสาน อาชีวะเกษตรแฟร์ 65'

สอศ.เตรียมจัดงาน’มหกรรมเกษตรอินทรีย์ วิถีอีสาน อาชีวะเกษตรแฟร์ 65′

วันศุกร์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 21.07 น.

สอศ.เตรียมจัดงาน อกท.ระดับชาติ ครั้งที่ 43 “มหกรรมเกษตรอินทรีย์ วิถีอีสาน อาชีวะเกษตรแฟร์ 65” ณ วษท.ยโสธร

เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2566 เรืออากาศโทสมพร ปานดำ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นประธานแถลงข่าว การจัดงาน “มหกรรมเกษตรอินทรีย์ วิถีอีสาน อาชีวะเกษตรแฟร์ 65” การประชุมวิชาการระดับชาติองค์การเกษตรในอนาคตแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อกท.) ระดับชาติ ครั้งที่ 43 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 กุมภาพันธ์ – 3 มีนาคม 2566 น. ณ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยียโสธร โดยมี นายสุวัฒน์ เข็มเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร ร่วมแถลงข่าวการจัดงาน

เรืออากาศโทสมพร กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการจัดงาน อกท.ระดับชาติ ครั้งที่ 43 เป็นกิจกรรมของนักเรียนนักศึกษาอาชีวเกษตรจากทั่วประเทศที่ได้มาประชุมเพื่อแสดงผลงานทางวิชาการ แข่งขันทักษะวิชาชีพ ประกวดผลผลิตทางการเกษตร และสิ่งประดิษฐ์ด้านการพัฒนาการเกษตร และการแสดงผลงานความก้าวหน้าทางวิชาการ ของหน่วยงานราชการและภาคเอกชนทั่วประเทศ ตลอดการเชิดชูเกียรติสมาชิก อกท.และหน่วย อกท. ที่มีผลงานดีเด่นในปีการศึกษานี้ ซึ่งทางองค์กรการเกษตรในอนาคตแห่งประเทศไทย และสำนักคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้รับพระกรุณาธิคุณ จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพพระรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเปิดการประชุมวิชาการ ระดับชาติ ของสมาชิกองค์การเกษตรในอนาคตแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ฯ  (อกท.) ครั้งที่ 43 และทรงทอดพระเนตรกิจกรรมต่างๆ ในวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยียโสธร จังหวัดยโสธร ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (ออนไลน์) ณ วังสระปทุม เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566

ด้าน นายสุวัฒน์ กล่าวว่า งานในครั้งนี้มีความสำคัญกับจังหวัดยโสธร เป็นการรวมพลังของสถาบันอาชีวะการเกษตรทั่วประเทศ ทั้งในภาครัฐและเอกชน ได้นำผลงานทางวิชาการทางการเกษตรและผลงานความสามารถทางด้านการพัฒนาเกษตรของชาติมาแสดงที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยียโสธร ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของการพัฒนาจังหวัดเป็นเมืองเกษตรอินทรีย์วิถีอีสาน และนอกจากผลประโยชน์จะเกิดกับน้องๆนักเรียนนักศึกษาแล้ว ยังมีผลประโยชน์ต่อประชาชน ที่มาร่วมชมงาน ที่จะได้นำความรู้ไปพัฒนาอาชีพของตัวเองแล้วยังขยายผลต่อไปยังชุมชนซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของคนในจังหวัดและเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดยโสธร

การจัดงานในครั้งนี้ประกอบด้วยนิทรรศการผลงานดีเด่น นิทรรศการทางการเกษตร 12 หน่วย นิทรรศการเทิดพระเกียรติ ร.9/ร.10 และนิทรรศการเจ้าฟ้านักอนุรักษ์
การแข่งขันทักษะโคนม ทักษะสัตว์ปีก ทักษะโคเนื้อ ทักษะช่างก่อสร้าง ทักษะช่างไฟฟ้า ทักษะช่างกลการเกษตร ทักษะพืชไร่ ทักษะผลไม้ ทักษะการเพราะเห็ด และแข่งขันทักษะจัดสวนต่างๆ ทั้งนี้ ขอเชิญนักเรียน นักศึกษาและประชาชนเข้าร่วมงาน “มหกรรมเกษตรอินทรีย์ วิถีอีสาน อาชีวะเกษตรแฟร์ 65” ระหว่างวันที่ 26 กุมภาพันธ์ – 3 มีนาคม 2566 ณ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยียโสธร จังหวัดยโสธร

เด็กไทยสุดยอด! ‘Awesome Juniors’ นักเต้นแชมป์โลก เข้าพบนายกฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/711890

เด็กไทยสุดยอด! 'Awesome Juniors' นักเต้นแชมป์โลก เข้าพบนายกฯ

เด็กไทยสุดยอด! ‘Awesome Juniors’ นักเต้นแชมป์โลก เข้าพบนายกฯ

วันศุกร์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 16.45 น.

“ตรีนุช”นำทีมเด็กเก่ง ทีม Awesome Juniors นักเต้นแชมป์โลก เข้าพบนายกฯ

17 กุมภาพันธ์ 2566 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) นำ ดร.สงกรานต์ พันธุ์พินิจ ผู้อำนวยการโรงเรียนทศพรวิทยา คณะผู้บริหาร ครูผู้ฝึกสอน และนักเรียนทีม Awesome Juniors โรงเรียนทศพรวิทยา จังหวัดบุรีรัมย์ เข้าพบเพื่อรับโอวาทจาก พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในโอกาสที่ได้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ และเป็นแบบอย่างทางการศึกษาในการสนับสนุนและส่งเสริมกิจกรรมให้กับเด็กและเยาวชนไทย ณ ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล 

รมว.ศธ. กล่าวว่า นักเรียน ทีม Awesome Juniors ของโรงเรียนทศพรวิทยา จังหวัดบุรีรัมย์ ได้แสดงออกถึงความสามารถ และศักยภาพตามความชอบ และความถนัด โดยได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มกำลังจากคุณครู และทางโรงเรียน จนได้รับรางวัลระดับนานาชาติและระดับประเทศเป็นจำนวนมาก อาทิ ระดับนานาชาติ รางวัลชนะเลิศแชมป์โลก ในการแข่งขัน World Hip Hop Dance Championship Finals สหรัฐอเมริกา ปี 2561 ปี 2564 และปี 2565 รางวัลชนะเลิศแชมป์โลก ในการแข่งขัน AGC (A-G-C) ALL GENERATION CHAMPIONSHIP HIGH TEEN DIVISION CHAMPION 2022 สาธารณรัฐเกาหลี ปี 2565 รวมทั้งในระดับประเทศ ในรางวัลชนะเลิศ การแข่งขัน TO BE NUMBER ONE TEEN DANCERCISE THAILAND CHAMPIONSHIP ปี 2566 รางวัลชนะเลิศในการแข่งขัน Doraemon Singing & Dancing Contest ปี 2561 และรางวัลชนะเลิศการแข่งขันเชียร์ลีดดิ้งชิงแชมป์ประเทศไทย ครั้งที่ 25  ประจำปี 2563

“กระทรวงศึกษาธิการ รู้สึกยินดีที่เด็กและเยาวชนดีเด่นของเราได้รับรางวัลอันภาคภูมิใจ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเด็กไทย นอกจากความรู้ทางการศึกษาแล้ว การร่วมกิจกรรมสันทนาการถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะกิจกรรมการเต้นช่วยให้นักเรียนพัฒนาในด้าน EQ คลายความเครียดจากการเรียนในห้องเรียน และเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างเพื่อนร่วมทีม ทั้งยังเป็นการค้นหาความถนัดและความชอบในตัวตนของนักเรียนอีกด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่กระทรวงศึกษาธิการพยายามส่งเสริมให้นักเรียนได้ลองค้นหาตนเองในหลากหลายสาขา” รมว.ศธ. กล่าว
 

ตร.สันติบาลฉะเชิงเทราจัดโครงการอบรมสร้างจิตสำนึกต่อสถาบันพระมหากษัตริย์รุ่นที่ 2

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/711828

ตร.สันติบาลฉะเชิงเทราจัดโครงการอบรมสร้างจิตสำนึกต่อสถาบันพระมหากษัตริย์รุ่นที่ 2

ตร.สันติบาลฉะเชิงเทราจัดโครงการอบรมสร้างจิตสำนึกต่อสถาบันพระมหากษัตริย์รุ่นที่ 2

วันศุกร์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 15.21 น.

วันนี้ (17 ก.พ.66) ที่โรงเรียนวัดโสธรวรารามวรวิหาร นางสาวฉัตรประอร นิยม รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นประธานพิธีเปิดโครงการอบรมสร้างจิตสำนึกต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ รุ่นที่ 2 พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมโครงการ ตามที่กองกำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจสันติบาล 1 ได้มอบหมายให้หน่วยตำรวจสันติบาลจังหวัดฉะเชิงเทรา จัดโครงการ สร้างจิตสำนึกต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ สำหรับนักเรียนนักศึกษา จำนวน 4 รุ่น รุ่นละ 120 คน เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจและสร้างจิตสำนึกให้คนไทยมีความเคารพรัก เทิดทูนปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และเพื่อให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยจัดตั้งเป็นเครือข่ายภาคประชาชนครอบคลุมทุกสาขาอาชีพ ในพื้นที่เป้าหมาย

อว.เผย 34 มหา’ลัย ส่งผลสอบ’ชอปผลงาน’ ส่อผิดจรรยาบรรณ 33 คน ใน 8 มหา’ลัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/711808

อว.เผย 34 มหา’ลัย ส่งผลสอบ'ชอปผลงาน' ส่อผิดจรรยาบรรณ 33 คน ใน 8 มหา’ลัย

อว.เผย 34 มหา’ลัย ส่งผลสอบ’ชอปผลงาน’ ส่อผิดจรรยาบรรณ 33 คน ใน 8 มหา’ลัย

วันศุกร์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 14.37 น.

อว.เผย 34 มหา’ลัย ส่งผลสอบการซื้อตีพิมพ์ผลงาน เบื้องต้นพบเข้าข่ายต้องสงสัยผิดจรรยาบรรณการวิจัยและการตีพิมพ์ผลงาน 33 คน ใน 8 มหา’ลัย

17 ก.พ.2566 ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวง อว. ให้มหาวิทยาลัยทุกแห่งทำการตรวจสอบอาจารย์หรือนักวิจัยในสังกัด ว่ามีการกระทำที่เข้าข่ายการผิดจรรยาบรรณการวิจัย การเผยแพร่ผลงานจากการซื้อผลงานตีพิมพ์ และให้รายงาน ผลมายังสำนักงานปลัดกระทรวง อว. นั้น ขณะนี้มีสถาบันอุดมศึกษาได้แจ้งผลการตรวจสอบมาแล้ว จำนวน 34 มหาวิทยาลัย โดยได้รายงานจำนวนบุคลากรที่มีข้อสังเกตเข้าข่ายในการผิดจรรยาบรรณการตีพิมพ์ผลงานวิจัย จำนวน 33 คนใน 8 มหาวิทยาลัย ซึ่งมหาวิทยาลัยตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือได้ตั้งกรรมการสอบโดยละเอียดแล้ว

ปลัด อว. กล่าวต่อว่า นอกจากการที่มหาวิทยาลัยส่งข้อมูลแล้ว ทางสำนักงานปลัดกระทรวง อว. ยังได้รับแจ้งข้อมูลเพิ่มเติมในช่องทางอื่น รวมทั้งการสืบค้นจากฐานข้อมูลภายใน ซึ่งมีรายชื่อบุคลากรที่เข้าข่ายตรวจสอบกว่า 100 คน โดยขณะนี้สำนักงานปลัดกระทรวง อว. กำลังดำเนินการตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวอย่างเร่งด่วนและรัดกุม ทั้งการตรวจทานข้อมูลกับมหาวิทยาลัยและแหล่งต่างๆ ทั้งภายในและต่างประเทศ

“กระทรวง อว. ขอขอบคุณมหาวิทยาลัยที่ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบและได้ส่งข้อมูลรายงานตามเวลาที่กำหนด และสำนักงานปลัดกระทรวง อว. ขอย้ำให้ทุกมหาวิทยาลัยที่ยังไม่ส่งข้อมูลให้ดำเนินการโดยทันที ซึ่งเป็นการแสดงความโปร่งใสของสถาบันเอง และไม่ปกป้องผู้ที่เข้าข่ายการกระทำความผิดจรรยาบรรณ ผิดวินัยหรือผิดกฏหมาย โดยหากมีข้อมูลบุคลากรที่เข้าข่ายที่ต้องพิจารณาหาข้อเท็จจริงเรื่องการผิดจริยธรรมตามที่ได้รับแจ้งข้อมูลจากแหล่งต่างๆแล้ว ทางมหาวิทยาลัยต้องรับผิดชอบการดำเนินงาน และรายงานผลมายัง อว. โดยทันที” ปลัด อว. กล่าว