‘ปลัด มท.’ เปิดการแสดงโขนพระราชทานเชียงราย เรื่องรามเกียรติ์ ชุดหนุมานชาญกำแหง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/711250

‘ปลัด มท.’ เปิดการแสดงโขนพระราชทานเชียงราย เรื่องรามเกียรติ์ ชุดหนุมานชาญกำแหง

‘ปลัด มท.’ เปิดการแสดงโขนพระราชทานเชียงราย เรื่องรามเกียรติ์ ชุดหนุมานชาญกำแหง

วันพุธ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 12.42 น.

‘ปลัดมท.’ เปิดการแสดงโขนพระราชทานจังหวัดเชียงราย ประจำปี 2566 เรื่อง รามเกียรติ์ ชุด “หนุมานชาญกำแหง” สุดยอดนาฏกรรมอันวิจิตรตระการตา สืบสาน รักษา ต่อยอด เพื่อธำรงอัตลักษณ์วัฒนธรรมของชาติให้ยั่งยืน 

15ก.พ.2566 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ตนได้เป็นประธานเปิดงานและร่วมรับชมการแสดงโขนพระราชทานจังหวัดเชียงราย ประจำปี 2566 เรื่องรามเกียรติ์ ชุด “หนุมานชาญกำแหง” ที่สนามหน้าศาลากลางจังหวัดเชียงราย อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย โดยมี คุณหญิงจันทนี ธนรักษ์ ผู้ช่วยราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ว่าที่ร้อยตรี ณรงค์ โรจนโสทร ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน นายชุติเดช มีจันทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ คุณนฤมล ล้อมทอง กรรมการผู้จัดการโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง นายศิริชัย ทหรานนท์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ THEATRE และผู้ทรงคุณวุฒิโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย หัวหน้าส่วนราชการ นักเรียน นักศึกษา และประชาชน ร่วมรับชมกว่า 3,000 คน 

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังได้ร่วมประกอบพิธีคำนับครูเพื่อความเป็นสิริมงคล และนำผู้ร่วมรับชมเปิดกรวยกระทงดอกไม้ถวายราชสักการะเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีอย่างกึกก้อง ก่อนทำการแสดง รวมถึง มอบช่อดอกไม้ให้แก่ตัวแทนนักแสดง ตัวแทนนักดนตรี ผู้เขียนบท ผู้กำกับ และผู้อำนวยการแสดง และรับมอบของที่ระลึกจากคุณหญิงจันทนี ธนรักษ์ ผู้ช่วยราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

“ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระมหากรุณาให้คณะนักแสดงโขนจากโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุงมาทำการแสดงที่จังหวัดเชียงรายในครั้งนี้ นับเป็นความโชคดีของชาวเชียงรายและจังหวัดใกล้เคียง ที่ได้รับโอกาสในการชมอย่างใกล้ชิดได้สัมผัสกลิ่นอายของนาฏยกรรมโบราณ และเป็นการร่วมสืบสานจารีตธำรงเอกลักษณ์แห่งความเป็นไทย “โขน” ถือเป็นสุดยอดศิลปะการแสดงชั้นสูงและได้รับการประกาศจากองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติหรือยูเนสโก ได้ประกาศให้ขึ้นบัญชีการแสดงโขนในประเทศไทย “Khon masked dance drama in Thailand” ในรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2561″ นายสุทธิพงษ์ กล่าว

นายสุทธิพงษ์ กล่าวอีกว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อประชาชนชาวไทยอย่างหาที่สุดมิได้ทรงมีพระอัจฉริยภาพทั้งทางด้านอักษรศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และดาราศาสตร์ ด้วยพระราชกรณียกิจที่พระองค์ทรงมีต่อแผ่นดินไทยนานับประการ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญาแด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่า “พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช” เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2562 เพื่อสนองพระเดชพระคุณ เฉลิมพระเกียรติยศให้ปรากฏแผ่ไพศาล ด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชปณิธานสืบสานพระราชกรณีกิจ ทำนุบำรุงศาสนาและศิลปวัฒนธรรม รวมทั้งทรงพระราชทานให้คณะนักแสดงโขนจากโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุงมาแสดงที่จังหวัดเชียงราย เป็นจังหวัดที่ 4 หรือเป็นจังหวัดแรกหลังจากประเทศต้องประสบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (โควิค-19) เป็นปฐมฤกษ์ของปี 2566 นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ของชาวเชียงราย 

“ขอขอบคุณหน่วยงานหลักที่ให้การสนับสนุนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง มูลนิธิศาลาเฉลิมกรุง สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ จังหวัดเชียงราย องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เทศบาลนครเชียงราย มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย กระทรวงวัฒนธรรม และทุกหน่วยงาน ที่มีส่วนในการจัดการแสดงโขนพระราชทานในครั้งนี้” นายสุทธิพงษ์กล่าว

ด้านนายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า เนื่องในโอกาสที่พ่อขุนเม็งรายมหาราชทรงสร้างเมืองเชียงรายครบรอบ 761 ปี และครบรอบ 50 ปี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ในฐานะสถาบันอุดมศึกษาแห่งแรกของจังหวัดเชียงรายได้ขอพระราชทานคณะโขนศาลาเฉลิมกรุง เพื่อสมโภชน์เมืองเชียงรายและเฉลิมฉลองในสองโอกาส ข้างต้น จังหวัดเชียงรายจึงขอพระราชทานพระมหากรุณาให้คณะโขนจากโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง ซึ่งเป็นการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยที่มีความสวยงาม มีเอกลักษณ์โดดเด่น และเป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงประจำชาติไทย มาจัดแสดง ณ จังหวัดเชียงราย เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินตามรอยพระยุคลบาท ในการอนุรักษ์ทำนุบำรุงและสืบสานนาฏศิลป์ชั้นสูงของชาติ และร่วมสร้างจิตสำนึกและปลูกฝังให้เด็กเยาวชนและประชาชนชาวไทยเกิดความรัก และความภาคภูมิใจในคุณค่าแห่งศิลปะการแสดงชั้นสูงประจำชาติไทย โดยราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระมหากรุณาให้คณะโขนศาลาเฉลิมกรุงมาจัดการแสดงโขนพระราชทาน เรื่อง รามเกียรติ์ ชุดหนุมานชาญกำแหง ในระหว่างวันที่ 14-15 กุมภาพันธ์ 2566 ณ ศาลากลางจังหวัดเชียงราย 

นายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การแสดงโขนพระราชทานจังหวัดเชียงราย แสดงโดยคณะนักแสดงจากโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุงในครั้งนี้ เป็นคณะโขนที่ได้คัดเลือกนักแสดงกว่า 100 คน ได้รับการฝึกฝนนาฏศิลป์ชั้นสูงของไทย จากหลากหลายสถาบัน อำนวยการแสดงโดย คุณนฤมล ล้อมทอง กรรมการผู้จัดการโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง ควบคุมการแสดงโดย รศ.ดร.ศุภชัย จันทร์สุวรรณ์ (ศิลปินแห่งชาติ) กำกับการแสดงโดยอาจารย์เฉลิมศักดิ์ ปัญญวัตวงศ์ บรรเลงดนตรีโดยวงโรหิตาจล ศิลปะการแสดงชั้นสูงการแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ชุด “หนุมานชาญกำแหง” จับตอนตั้งแต่กำเนิดหนุมานจนได้เป็นข้าทหารของพระราม ช่วยพระรามรบกับทศกัณฐ์จนชนะ และได้รับประทานสมญาศักดิ์เป็นพระยาอนุชิตจักรกฤษณ์พิพรรธพงศา ครองเมืองนพบุรี ประกอบด้วยการแสดง 8 องก์ องก์ 1 กำเนิดหนุมานชาญกำแหง องก์ 2 วานรอ่อนแรงด้วยต้องสาป องก์ 3 ขุนทหารรับอาสาสืบหนทาง องก์ 4 ช่วยสีดา-ล้างสหัสกุมาร องก์ 5 คุมทหารถมศิลา จับมัจฉาอรทัย  องก์ 6 ลวงเอาดวงใจทศกัณฐ์ องก์ 7 กุมภัณฑ์พ่ายแพ้หนุมาน และองก์ 8 ขุนทหารครองพารา ถ่ายทอดผ่านการแสดงอันวิจิตรงดงามตระการตา และถูกต้องตามขนบจารีตแบบแผนดำเนินเรื่องด้วยการพากย์และเพลงหน้าพาทย์แบบโบราณ เรื่องราวสั้นกระชับด้วยการพากย์เจรจาที่สนุกสนานตื่นเต้นไปกับลีลากระบวนท่าของลิงที่หาชมยากยิ่งในปัจจุบัน 

“ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวเชียงรายและจังหวัดใกล้เคียงร่วมสวมใส่ชุดผ้าไทยและผ้าประจำถิ่น ร่วมรับชมการแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ชุด “หนุมานชาญกำแหง” ในวันนี้ (15 กุมภาพันธ์ 2566) เวลา 19:00 น. ซึ่งเป็นรอบสุดท้าย ณ สนามหน้าศาลากลางจังหวัดเชียงราย โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย” นายพุฒิพงศ์ กล่าว

////

เปิดวิสัยทัศน์‘ณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์’ ปรับบทบาท‘กรมการข้าว’ หนุนชาวนาเข้าถึง‘เมล็ดพันธุ์คุณภาพ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/711044

เปิดวิสัยทัศน์‘ณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์’ ปรับบทบาท‘กรมการข้าว’ หนุนชาวนาเข้าถึง‘เมล็ดพันธุ์คุณภาพ’

เปิดวิสัยทัศน์‘ณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์’ ปรับบทบาท‘กรมการข้าว’ หนุนชาวนาเข้าถึง‘เมล็ดพันธุ์คุณภาพ’

วันพุธ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว

“ข้าว” อาหารหลักของคนไทยและเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศไทย ตามรายงานจากฐานข้อมูลเกษตรกลาง (farmer ONE) โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สืบค้นเมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2566) พบว่า มีจำนวนครัวเรือน 4,176,059 ครัวเรือน ปลูกข้าวนาปี คิดเป็นเนื้อที่เพาะปลูก 53,119,681 ไร่ ขณะที่จำนวนครัวเรือน 396,292 ครัวเรือน ปลูกข้าวนาปรัง คิดเป็นเนื้อที่เพาะปลูก 6,682,624 ไร่ อย่างไรก็ตาม ระยะหลังๆ เริ่มมีข่าวหลายชาติสามารถส่งออกข้าวได้ดีกว่า กลายเป็นความคาดหวังในการปรับปรุงทั้งเชิงคุณภาพและปริมาณ เพื่อให้ไทยแข่งขันได้ดีขึ้น

“เมล็ดพันธุ์เราไม่มีปัญหา แต่มีปัญหาเรื่องของการปฏิบัติของพี่น้องชาวนา งานวิจัยของเราเป็นประโยชน์และผลผลิตเราก็ทำต่อเนื่อง เมล็ดพันธุ์ข้าวเราก็จะออกมาเรื่อยๆ ทยอยออกมา 2-3-4-5 พันธุ์ มันไม่ได้มีปัญหาของสายพันธุ์เรา แต่มีปัญหาภาคปฏิบัติที่เกษตรกรในการใช้เมล็ดพันธุ์ที่ดี 1.ที่ปัญหามากที่สุดคือการกระจายเมล็ดพันธุ์ดีไปสู่พี่น้องเกษตรกร มันค่อนข้างจะลำบาก เราก็เห็นช่องทางว่าตรงนี้มันมีปัญหาแล้ว เราก็จะต้องแก้ไขเรื่องนี้ ถ้าเราแก้ไขเรื่องการเข้าถึงเมล็ดพันธุ์สายพันธุ์ที่ดีของพี่น้องเกษตรกรได้สำเร็จ เราก็จะง่ายต่อการปฏิบัติในหลายเรื่อง”

ณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึง “จุดอ่อน” สำคัญอย่างหนึ่งของชาวนาไทย นั่นคือ “การเข้าถึงเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ” เพราะแม้กรมการข้าวจะมีงานวิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์ขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็มีข้อจำกัดเรื่องการกระจายเมล็ดพันธุ์ไปให้ถึงมือเกษตรกร “ซึ่งตามหลักวิชาการที่ถูกต้องแล้ว..เกษตรกรควรเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ทุกๆ 3 ปี” เพราะเมื่อเกินจากนั้นเมล็ดพันธุ์ก็จะมีคุณภาพด้อยลง โดยความต้องการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวทั่วประเทศอยู่ที่ประมาณ 7-7.5 แสนตัน

จึงเป็นที่มาของการก่อตั้ง “ศูนย์ข้าวชุมชน” ขึ้นในระดับตำบล เพื่อเป็นแหล่งกระจายเมล็ดข้าวจากกรมการข้าว ศูนย์นี้จะทำหน้าที่คัดเลือกกันภายในว่าชุมชนไหนสมควรแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ หรือชุมชนไหนสมควรเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้ในปีถัดไป โดยการใช้กลไกศูนย์ข้าวชุมชนจะทำให้จัดลำดับความสำคัญได้ดีกว่าการให้เกษตรกรมาขอกันเองโดยตรง ซึ่งแต่ละชุมชนต้องไปบริหารจัดการกันเอง ว่าชุมชนใดควรเปลี่ยนแปลง และหากจำเป็นต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ก็จะได้นำเมล็ดพันธุ์ที่ราคาไม่แพงไปจำหน่ายช่วยเหลือเกษตรกร

“ทั้งเอกชน ทั้งสหกรณ์ ปีหนึ่งเขาจะผลิตเมล็ดข้าวประมาณ 5 แสนตันที่เหลือก็จะเป็นศูนย์ข้าวชุมชนทั่วประเทศอีกประมาณ 2 แสนตันที่ได้รับการสนับสนุนจากกรมเราไป แต่เกษตรกรก็ยังต้องซื้ออยู่ดีไม่ได้ให้ ก็ต้องลงทุนอยู่เหมือนกันแต่วันนี้ผมมีโครงการ ผมก็มีนโยบายว่าถ้าเป็นไปได้ เราจะทำอย่างไรให้เมล็ดพันธุ์ข้าวเราราคาต่ำ ไม่สูงมาก ให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเมล็ดพันธุ์ที่ดีได้” ณัฏฐกิตติ์ กล่าว

ทั้งนี้ หากย้อนไปในอดีตก่อนจะมีการตั้งศูนย์ข้าวชุมชนขึ้นจะมีเพียง “ศูนย์เมล็ดพันธุ์” ที่เป็นตัวแทนจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ของกรมการข้าว แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ “ต้นทุนการเดินทางของเกษตรกร” เพราะศูนย์เมล็ดพันธุ์มักจะอยู่ในตัวอำเภอบ้าง ตัวจังหวัดบ้าง ซึ่งไม่สะดวกกับเกษตรกรที่ต้องการซื้อเมล็ดพันธุ์ โดยเกษตรกรบางรายต้องเดินทางไกลเป็นร้อยกิโลเมตรเพื่อไปซื้อเมล็ดพันธุ์ในศูนย์ดังกล่าว

และเพื่อให้เมล็ดพันธุ์เข้าถึงเกษตรกรที่ต้องการได้ง่ายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ จากศูนย์ข้าวชุมชนที่ตั้งขึ้นในทุกตำบลที่มีการปลูกข้าว “กรมการข้าวจะทำงานร่วมกับสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ เพื่อขยายการกระจายเมล็ดพันธุ์ลงไปสู่ระดับหมู่บ้าน” เพราะทุกหมู่บ้านมีกลไกกองทุนหมู่บ้านอยู่แล้ว หากสามารถใช้ช่องทางนี้ได้ก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสในการกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวไปให้ถึงมือเกษตรกร

“ผมไปขอความร่วมมือกับกองทุนหมู่บ้าน ฉะนั้น พี่น้องไม่ต้องมาที่ตำบลก็ได้ มาที่กองทุนหมู่บ้านก็จะมีเมล็ดพันธุ์จำหน่ายให้เกษตรกร ฉะนั้นการเข้าถึงเมล็ดพันธุ์มันจะง่ายขึ้น เร็วขึ้น แล้วก็เป็นประโยชน์กับผู้ส่งออก ผู้ส่งออกไม่ต้องไปคิดอะไรมาก วันนี้ข้าวก็จะมีความบริสุทธิ์ แล้วเราก็สามารถแยกโซนได้ว่าตำบลนี้-หมู่บ้านนี้ เป็นข้าวชนิดนี้อย่างเดียวนะ เราก็จะสามารถแบ่งโซนไปได้ในตัว

อย่างภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะเอาพันธุ์ข้าวไวต่อช่วงแสงไปปลูกนี่ไมได้แล้ว จะเอาข้าว กข85 จะเอา 95 ไปปลูก แล้วอีกทีหนึ่งเก็บผลผลิตเสร็จก็หันมาปลูกข้าวหอมมะลิหรือข้าวเหนียว กข ต่างๆ มันก็ปลอมปน ฉะนั้น เราต้องแยกโซนให้ได้ แต่ถ้าของโคราช พื้นที่แถวปักธงชัยเขาจะทำนาปรังน้ำเขาดี เขาไม่ได้ปลูกข้าวหอมมะลิอันนี้เราก็ไม่ว่ากัน แต่บางพื้นที่โดยทั่วไป พอมีน้ำก็อยากจะปลูกข้าวนาปรัง เสร็จแล้วก็ปลูกข้าวหอมมะลิ การปลอมปนมันก็สูง” อธิบดีกรมการข้าว ระบุ

ประการต่อมา “กรมการข้าวได้รับมอบหมายจาก กระทรวงพาณิชย์ ให้เป็นหน่วยงานตรวจสอบพันธุกรรม (DNA) สำหรับข้าวเพื่อการส่งออก” ในอดีตประเทศไทยมีศูนย์ตรวจสอบแห่งเดียวอยู่ที่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (วิทยาเขตกำแพงแสน จ.นครปฐม) ซึ่งผู้ที่ประสงค์จะส่งออกข้าวจากไทยไปขายยังต่างประเทศต้องนำข้าวไปตรวจสอบก่อน การที่กรมการข้าวได้รับภารกิจนี้มาก็จะช่วยสนับสนุนให้เกิดการส่งออกข้าวได้มากขึ้น และเมื่อผู้ส่งออกสามารถส่งออกข้าวได้ง่ายขึ้นเกษตรกรก็พลอยได้รับประโยชน์ไปด้วย

ณัฏฐกิตติ์ ยกตัวอย่าง “ศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี จ.อุบลราชธานี” ซึ่งตนเพิ่งเดินทางไปเปิด “หน่วยปฏิบัติการตรวจสอบเอกลักษณ์พันธุกรรมข้าวหอมมะลิไทย” เมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2566 ที่ผ่านมา ว่า ที่นี่คือห้องปฏิบัติการ (Lab) แห่งแรกของกรมการข้าวที่ได้รับการรับรอง แต่ในอนาคตจะขยายไปยัง สถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ จ.สุพรรณบุรี เพิ่มขึ้นอีกแห่งหนึ่งด้วย

อนึ่ง ในปี 2565 ที่ผ่านมา กรมการข้าว เปิดตัวเมล็ดพันธุ์ 4 สายพันธุ์ ได้แก่ กข93 (พุ่มพวงเมืองสองแคว), กข95 (ดกเจ้าพระยา), กช97 (หอมรังสิต) และ กข101(ทุ่งหลวงรังสิต) ซึ่ง อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยความคืบหน้าเพิ่มเติมว่า เกษตรกรมีความต้องการข้าวพันธุ์ กข95 สูงมาก ซึ่งคาดว่าจะสามารถส่งเมล็ดพันธุ์ถึงมือเกษตรกรได้อย่างเต็มที่หลังจากเดือนเม.ย. 2566 เป็นต้นไป เนื่องจากที่ผ่านมา กรมการข้าวสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ในชั้นเมล็ดพันธุ์ขยายได้ราว 4-5 พันตัน แต่ยังไม่นำออกจำหน่ายในทันทีเพราะต้องการให้นำไปขยายเพื่อให้ได้จำนวนเพิ่มขึ้น

ซึ่งคาดว่าจะได้เมล็ดพันธุ์ถึง 1 หมื่นตัน เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสเข้าถึงได้มากขึ้น โดยข้าวพันธุ์ กข95 นั้นให้ผลผลิตต่อไร่ค่อนข้างสูงและใช้เวลาปลูกไม่นานเมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่นๆ ก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม สำหรับข้าวที่อายุการเก็บเกี่ยวเร็วนั้นก็ต้องอาศัยการดูแลรักษาอย่างมีวินัยพอสมควร เพราะการตอบสนองของข้าวต่อปุ๋ยจะค่อนข้างเร็วใช้ระยะเวลาค่อนข้างจำกัด ดังนั้นการเตรียมพื้นที่ปลูกจึงต้องทำให้ดี หากปล่อยปละละเลยผลผลิตที่ได้ก็จะต่ำลง

อธิบดีกรมการข้าว ยังกล่าวอีกว่า ในส่วนของการวิจัยพันธุ์ข้าว เพิ่งได้งบประมาณจากรัฐบาลมา 1,256 ล้านบาท เพื่อให้ปรับปรุงศูนย์วิจัยซึ่งขาดการปรับปรุงมานานถึง 40 ปี เครื่องมือที่มีอยู่เป็นของเก่าสมัยที่โอนย้ายมาจากกรมวิชาการเกษตร หากแล้วเสร็จการวิจัยพันธุ์ข้าว ซึ่งถือเป็น “ต้นน้ำ” ก็จะทำได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการผลิตเมล็ดข้าว ซึ่งเป็น “กลางน้ำ” ที่ก็เพิ่งได้รับงบประมาณมาเมื่อปี 2565 จากเงินกู้ฟื้นฟูเศรษฐกิจช่วงโควิด และ “ปลายน้ำ” คือศูนย์ข้าวชุมชนทั่วประเทศจำนวน ราว 6,500 แห่ง ตลอดจนชาวนาอาสา

โดย “ชาวนาอาสา” นั้นหมายถึงอาสาสมัครภาคประชาชนเช่นเดียวกับ หมอดินอาสา (เกษตรกรที่สนใจการพัฒนาที่ดิน จึงเข้าร่วมกับกรมพัฒนาที่ดิน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรด้วยกัน) หรืออาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.-บุคคลที่ได้รับการยอมรับจากคนในชุมชน และได้รับการอบรมจากกระทรวงสาธารณสุข จนสามารถทำงานส่งเสริมสุขภาพคนในชุมชนได้) เป็นต้น ซึ่ง ชาวนาอาสา คือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่มีจิตอาสาต้องการช่วยเหลือเพื่อนร่วมอาชีพ เช่น การรวบรวมข้อมูล การถ่ายทอดข้อมูล เป็นต้น

ที่ผ่านมา ชาวนาอาสา กำหนดให้มีได้เพียงหมู่บ้านละ 1 คน แต่ในความเป็นจริงจำนวนพื้นที่นาในแต่ละหมู่บ้านไม่เท่ากัน บางหมู่บ้านมีที่นา 500 ไร่ แต่บางหมู่บ้านก็มีมากกว่า 5,000 ไร่ จึงปรับแก้แนวปฏิบัติโดยหากเป็นหมู่บ้านที่มีที่นามากกว่า 5,000 ไร่ ให้มีชาวนาอาสาได้ 3 คน หรือต่ำกว่า 5,000 ไร่มีได้ 2 คน โดยคาดว่า ณ สิ้นเดือน ก.พ. 2566 น่าจะมีชาวนาอาสาทั่วประเทศราว 1.5-1.8 แสนคน ทำหน้าที่ประสานระหว่างเกษตรกรและกรมการข้าว สื่อสารความรู้ด้านการใช้เมล็ดพันธุ์ที่ดีและการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนการผลิตก็จะขับเคลื่อนได้เร็วขึ้น

“ท่านคิดดูว่า องคาพยพครั้งนี้มันจะประสบผลสำเร็จและมันสามารถชี้นำอะไรได้ เราไม่จำเป็นต้องใช้บุคลากรอะไรมากมาย เราใช้เฉพาะไอทีเข้ามาช่วย แล้วก็อาสาข้าวที่อยู่ในพื้นที่เราอย่าลืมว่าชุมชนต้องแก้ปัญหาชุมชนด้วยชุมชนของเขาเอง รัฐบาลเพียงแต่เป็นพี่เลี้ยงคอยประคองสนับสนุนเขาแค่นั้น เขาจะรู้ปัญหาดีกว่าเรา” อธิบดีกรมการข้าว กล่าวในตอนท้าย

10 ก.พ. 2566 ณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดหน่วยปฏิบัติการตรวจสอบเอกลักษณ์พันธุกรรมข้าวหอมมะลิไทย ณ ศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี จ.อุบลราชธานี

10 ก.พ. 2566 ณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดหน่วยปฏิบัติการตรวจสอบเอกลักษณ์พันธุกรรมข้าวหอมมะลิไทย ณ ศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี จ.อุบลราชธานี

4 ม.ค. 2565 ณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้า โครงการก่อสร้างศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุพรรณบุรี ต.รั้วใหญ่ อ.เมืองสุพรรณบุรี จ.สุพรรณบุรี

4 ม.ค. 2565 ณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้า โครงการก่อสร้างศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุพรรณบุรี ต.รั้วใหญ่ อ.เมืองสุพรรณบุรี จ.สุพรรณบุรี

9 ธ.ค. 2565 ณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว (ที่ 2 จากซ้าย) ร่วมแถลงข่าวการขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธ์ุข้าว ปี 2566 ณ ห้องประชุมจักรพันธุ์ กรมการข้าว

9 ธ.ค. 2565 ณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว (ที่ 2 จากซ้าย) ร่วมแถลงข่าวการขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธ์ุข้าว ปี 2566 ณ ห้องประชุมจักรพันธุ์ กรมการข้าว

‘ตรีนุช’ตรวจเยี่ยม รพ.ครู เตรียมยกระดับพลิกโฉมการดูแลสุขภาพครูทั่วประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/711111

'ตรีนุช'ตรวจเยี่ยม รพ.ครู เตรียมยกระดับพลิกโฉมการดูแลสุขภาพครูทั่วประเทศ

‘ตรีนุช’ตรวจเยี่ยม รพ.ครู เตรียมยกระดับพลิกโฉมการดูแลสุขภาพครูทั่วประเทศ

วันอังคาร ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 22.02 น.

เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2566 ที่โรงพยาบาลครู กระทรวงศึกษาธิการ นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ได้เยี่ยมชมให้กำลังใจบุคลากรทางการแพทย์ โดยมี นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี รองปลัด ศธ.รักษาการแทน เลขาธิการ สกสค., แพทย์หญิงฤทัย วรรธนวินิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลครู ให้การต้อนรับ

รมว.ศธ.เปิดเผยว่า วันนี้ตั้งใจมาตรวจเยี่ยมให้กำลังบุคลากรทางการแพทย์ในแผนกต่างๆ เช่น ห้องฉุกเฉิน เวชระเบียน ตรวจโรค จ่ายยา ตรวจเลือด และห้อง X-RAY ของโรงพยาบาลครู ซึ่งเปิดให้บริการ 3 ชั้น ซึ่งถือว่าปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างดียิ่ง ทั้งในสถานการณ์ปกติ และภาวะวิกฤตโควิด-19

ทั้งนี้ ศธ.ได้วางแผนดำเนินการที่จะพลิกโฉมด้านการดูแลรักษาสุขภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ โดยจะปรับปรุงโรงพยาบาลครู ด้วยการยกระดับห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ นำเครื่องมือที่ทันสมัยมาใช้ เช่น เครื่องตรวจตับ เครื่องฟอกไต ซึ่งจะทำให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับการบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ ไม่ต้องไปเสียเวลาต่อคิวที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่ รวมไปถึงการพัฒนาแอปพลิเคชันบนมือถือ เพื่อดูประวัติการรักษาพยาบาลผ่านระบบออนไลน์

“ได้มอบหมายให้ สกสค.เร่งดำเนินการ เป็นไปตามนโยบายของ สกสค.ที่จะพลิกโฉมการตรวจสุขภาพให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ ให้ทันสมัย ทัดเทียม หรือใกล้เคียงกับโรงพยาบาลรัฐอื่นๆ ให้ได้มากที่สุด คาดว่าจะดำเนินการรีโนเวทโรงพยาบาลครูแล้วเสร็จ ภายในเดือนพฤษภาคม 2566 นี้”

– 006

38 มรภ. เปิดโมเดลผลิตพัฒนาครูฐานสมรรถนะ ตอบโจทย์กำลังคนสู่ศตวรรษที่ 21

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/711091

38 มรภ. เปิดโมเดลผลิตพัฒนาครูฐานสมรรถนะ ตอบโจทย์กำลังคนสู่ศตวรรษที่ 21

38 มรภ. เปิดโมเดลผลิตพัฒนาครูฐานสมรรถนะ ตอบโจทย์กำลังคนสู่ศตวรรษที่ 21

วันอังคาร ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 16.54 น.

เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2566 เนื่องใน “วันราชภัฏ” น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมด้วย  ผศ.ดร.ลินดา เกณฑ์มา อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ, นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา และ รศ.ดร.พาสิทธิ์ หล่อธีรพงศ์ รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (รองปลัด อว.) ได้ร่วมแถลงข่าว “การผลิตบัณฑิตและพัฒนาครูฐานสมรรถนะเพื่อพัฒนากำลังคนสำหรับศตวรรษที่ 21” (PTRU Model : Professional Teacher of Rajabhat University) โดยมี พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรี ประธานที่ปรึกษา (กิตติมศักดิ์) ที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ ร่วมรับฟังด้วย

น.ส.ตรีนุช กล่าวตอนหนึ่งว่า การพัฒนาครูถือเป็นหนึ่งในแผนยุทธศาสตร์ชาติ อีกทั้งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ได้พูดถึงกลไกระบบพัฒนาวิชาชีพครูด้วย ดังนั้น ครู จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่วันนี้ เราต้องยอมรับว่าโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก จะทำอย่างไรให้การศึกษาสามารถปรับเปลี่ยนเพื่อให้เด็กและเยาวชนสามารถอยู่ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ได้ ครูถือเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการศึกษา เกือบ 2 ปี ที่ตนเข้ามาทำงานใน ศธ.ได้เห็นความท้าทายหลาย ๆเรื่อง เช่น ที่ผ่านมาเรามักจะพูดว่าต้องเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอน ให้สอดรับกับศตวรรษที่ 21 แต่การจะเปลี่ยนโดยฉับพลันนั้นอาจจะทำไม่ได้ จึงต้องกลับมามองที่หน่วยผลิตครู ซึ่ง มรภ. ถือเป็นหน่วยใหญ่ในการผลิตครู ซึ่งตนดีใจที่ มรภ.ทั้ง 38 แห่ง ได้จัดทำโมลเดลผลิตบัณฑิตครู (PTRU Model) โดยกำหนกสมรรถนะบัณฑิตราชภัฎ ไว้ 17 สมรรถนะ ซึ่งโมเดลนี้ ถือเป็นแกนกลางที่ให้ มรภ. สามารถนำไปใช้ ซึ่งแต่ละแห่งก็สามารถนำโมเดลนี้ไปปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของตนได้อีกด้วย

“ซึ่งนอกจากสมรรถนะครูทั้ง 17 สมรรถนะแล้ว ปัจจุบันทักษะด้านภาษาก็เป็นสิ่งจำเป็นเช่นกัน โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ซึ่งดิฉันพบข้อมูลว่า ในการทดสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู วิชาที่มีผู้ผ่านน้อยที่สุด คือ วิชาภาษาอังกฤษ ซึ่งในมุมมองของดิฉัน มองว่าครูควรจะมีความรู้ศัพท์เฉพาะในวิชาที่ตนสอน และสามารถใช้ภาษาอังกฤษขั้นพื้นฐานได้ เพราะวันนี้เราต้องยอมรับว่าเรื่องภาษาเราทิ้งไม่ได้ ครูจะต้องอัพเดทองค์ความรู้ของตนอยู่ตลอดเวลา การมีความรู้ด้านภาษาก็จะช่วยให้ครูได้เข้าถึงความรู้เพิ่มมากขึ้น และสามารถนำความรู้ มาสอนนักเรียนต่อไปได้ รวมทั้งความรู้ด้านเทคโนโลยี  และการพัฒนาในเรื่องของจิตวิทยาเด็ก จากการลงพื้นที่ พบสิ่งสำคัญคือ ครูจะต้องทราบว่าจะพัฒนาการสอน และใช้เทคโนโลยีให้สอดคล้องกับเด็กแต่ละช่วงวัยได้อย่างไร ต่อไป ศธ.จะเร่งให้คุรุสภาทำการรับรองโมลเดลผลิตบัณฑิตครู เพื่อนำไปสู่แนวปฏิบัติต่อไป” น.ส.ตรีนุช กล่าว

ด้าน ผศ.ดร.ลินดา กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของการยกระดับคุณภาพการผลิตครู และการพัฒนาครูของ มรภ.เริ่มตั้งแต่ปี 2561 โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทำการศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้าน และได้ยกร่างโมเดลการผลิตและพัฒนาบัณฑิตครู มรภ.ในปี 2563 และได้นำโมเดลไปใช้โดยทำการทดลองควบคู่ไปกับการวิจัย และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งที่ผ่านมาได้รับการตรวจเยี่ยมจาก พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรี มาอย่างต่อเนื่อง และจากที่องคมนตรี ได้ตรวจติดตามผลการดําเนินงานตามยุทธศาสตร์ มรภ.ประจําปี 2565 พบว่า มรภ.แต่ละแห่งได้รายงานถึงการสร้างรูปแบบร่วมในการผลิตบัณฑิตครูให้มีสมรรถนะและอัตลักษณ์เฉพาะ มหาวิทยาลัย กล่าวคือ ทดลองใช้หลักสูตรแกนกลางในการผลิตบัณฑิตครู ที่ถูกเติมเต็มความเชี่ยวชาญเฉพาะทางตามบริบทของแต่ละ มรภ.เพิ่มขึ้นเข้าไปอีก

สำหรับโมลเดลผลิตบัณฑิตครู มีสมรรถนะบัณฑิตราชภัฏ 17 สมรรถนะ ดังนี้ 1.ปฏิบัติงานครูอย่างมืออาชีพ 2.ภาวะผู้นำและสัมพันธ์ชุมชน 3.บริหารจัดการชั้นเรียน 4.ทำงานเป็นทีม 5.ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล 6.สื่อสารอย่างมีกลยุทธ์ 7.บุคลิกภาพความเป็นครูและทัศนคติในการปรับตัว 8.จิตอาสา จิตสาธารณะ 9.ศิลปะการใช้สื่อ 10.อไนวยการเรียนรู้ 11.วัดและประเมิน 12.ประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 13.ออกแบบและพัฒนาหลักสูตร 14.เป็นผลเมืองดี 15.บูรณาการศาสตร์สู่การสอน 16.นวัตกรรมทางการศึกษา และ 17.จิตวิญญาณความเป็นครู

“มั่นใจและภูมิใจอย่างยิ่งว่า โมลเดลผลิตบัณฑิตครู จะมีความสมบูรณ์และสอดคล้องกับความต้องการบัณฑิตครูในศตวรรษที่ 21 อย่างแท้จริง ที่จะทําให้คุรุสภาในฐานะผู้กํากับมาตรฐานวิชาชีพครูมั่นใจได้ว่าจะได้ครู มืออาชีพตามมาตรฐาน และเพิ่มจากมาตรฐานในส่วนของบริบทความสอดคล้องกับความหลากหลายเชิงพื้นที่ของประเทศไทย รวมทั้งทําให้สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในฐานะผู้ใช้บัณฑิตมั่นใจได้ว่าท่านจะได้บุคลากรครูที่ท่านพึง ประสงค์จากกระบวนการผลิตของ มรภ.อย่างแน่นอน” ผศ.ดร.ลินดา กล่าว

ขณะที่ ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวว่า โมลเดลผลิตบัณฑิตครู ที่ มรภ.ทั้ง 38 แห่ง ร่วมกันออกแบบได้สอดคล้องกับนโยบายของ ศธ.ที่ต้องการผลิตครูคุณภาพสู่สังคม ในส่วนของคุรุสภา มี่ทำหน้าที่เป็นสภาวิชาชีพ มองว่าโมเดลผลิตบัณฑิตครูนี้ จะเป็นโมเดลที่สามารถตอบโจทย์มาตรฐานวิชาชีพได้เป็นอย่างดี เชื่อว่าบัณฑิตที่ผ่านการบ่มเพาะจาก มรภ.ทั้ง 38 แห่ง จะเป็นครูมืออาชีพได้ และจากพี่คุรุสภาได้ทำการตรวจสอบ โมลเดลผลิตบัณฑิตครู จำนวน 17 สมรรถนะในเบื้องต้น พบว่า เป็นไปตามตามข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2562 ทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ, มาตรฐานการปฏิบัติงาน และมาตรฐานการปฏิบัติตน จึงเชื่อว่าหากนำโมเดลนี้ไปใช้จะทำให้เราได้ครูมืออาชีพ ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศได้

ส่วน นายอัมพร กล่าวว่า เป็นเรื่องดีที่ มรภ.ได้คิดค้นโมเดลผลิตครูขึ้นมา เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของประเทศในหลายๆมิติ เมื่อ มรภ.กำหนดโมเดลผลิตบัณฑิตครู หากทุกฝ่าย คือ ผู้ผลิตและผู้ใช้ครู จะสามารพัฒนาครูร่วมกันได้ จะทำให้เราได้ครูที่ฝเข้าใจบริบทความแตกต่างของเด็ก เข้าใจความแตกต่างของโรงเรียรแต่ละแห่งที่มีความแตกต่างกันได้ ในส่วนของ สพฐ.มีแผนการใช้ครูล่วงหน้าเป็น 10 ปี ซึ่งทำให้ สพฐ.ทราบว่า อีก 5 ปีข้างหน้าต้องการใช้ครูเอกอะไรบ้าง ซึ่งจะต้องโจทย์สถาบันผลิตครูว่า ควรจะผลิตครูเอกไหน จำนวนเท่าใด

– 006

ชาวบ้านเอือม! ‘หลวงเจ๊’วัดดังย่านสามเสน ถอดจีวรใส่วิก แต่งหญิงเที่ยวผับ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710970

ชาวบ้านเอือม! 'หลวงเจ๊'วัดดังย่านสามเสน ถอดจีวรใส่วิก แต่งหญิงเที่ยวผับ

ชาวบ้านเอือม! ‘หลวงเจ๊’วัดดังย่านสามเสน ถอดจีวรใส่วิก แต่งหญิงเที่ยวผับ

วันอังคาร ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 12.06 น.

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2566 เฟซบุ๊ก กัน จอมพลัง ได้โพสต์ภาพพระสงฆ์สวมวิกเที่ยวสถานบันเทิงในยามราตรี พร้อมเขียนข้อความระบุว่า ชาวบ้านทนไม่ไหวส่งหลักฐาน พระ และ เณร วัดดังย่านสามเสน ถอดจีวรแปรงร่างเป็นหญิงเที่ยวผับเป็นกลุ่ม กลุ่มนี้ชอบรวมตัวที่ร้านกาแฟแถววัด และ เปลี่ยนชุดที่ปั้ม ชาวบ้านเอือมมากพิจารณาตัวเองกันนะครับ

คืนชีพ ‘ตลาดน้ำ’ ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สร้างรายได้ยั่งยืนให้ชุมชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710822

คืนชีพ ‘ตลาดน้ำ’ ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สร้างรายได้ยั่งยืนให้ชุมชน

คืนชีพ ‘ตลาดน้ำ’ ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สร้างรายได้ยั่งยืนให้ชุมชน

วันอังคาร ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.50 น.

การท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมการบริการที่สร้างรายได้และการจ้างงานให้กับประเทศไทยมาเป็นเวลานาน ในปัจจุบันกระแสการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมได้รับความนิยมมากขึ้นเป็นลำดับ และสามารถสร้างรายได้เป็นสัดส่วนค่อนข้างมากเมื่อเปรียบเทียบกับรายได้จากการท่องเที่ยวทุกประเภทที่เกิดขึ้นทั่วโลก ขณะเดียวกัน รัฐบาลไทยก็ได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริม Soft Power ความเป็นไทยมิติวัฒนธรรมเพื่อสร้างรายได้ให้ประเทศและส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน และแหล่งท่องเที่ยวและมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศไทยมีเสน่ห์และมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีการถ่ายทอดสืบเนื่องมาเป็นเวลานาน จึงทำให้การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของไทยได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ

“ตลาดน้ำ” นอกจากเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์อันโดดเด่นของเมืองไทยแล้ว ยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ชื่นชอบในรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เพราะจะได้สัมผัสกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมดั้งเดิมของชุมชนชาวสวน จากการค้าขายผลผลิตทางเกษตรทางน้ำของชาวบ้านที่หาดูได้ยากในปัจจุบัน

ตลาดน้ำของไทย คือพื้นที่ชุมชนเพื่อการซื้อขายของต่างๆ ทางน้ำ ที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ ช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 ถือเป็นยุคสมัยทองของตลาดน้ำและชุมชนเกษตรกรรม ภายหลังมีการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมแบบตะวันตก มีการตัดถนนเข้าสู่ชุมชน การพัฒนาระบบชลประทาน ตลอดจนระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ทำให้พื้นที่เกษตรกรรมลดลง วิถีชีวิตทางน้ำจึงไม่จำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิตอีกต่อไป ตลาดน้ำทุกแห่งปิดตัวลง จนกระทั่งมีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศไทย ทำให้มีการฟื้นฟูตลาดน้ำขึ้นมาใหม่ในมิติของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

ปัจจุบัน มีตลาดน้ำหลายแห่งทั่วไทยที่ได้รับความนิยม แต่ก็ยังมีอีกหลายแห่งที่เป็นสถานที่เก่าแก่ที่มีอัตลักษณ์ไทยที่น่าสนใจ ประกอบกับนโยบายของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่มอบหมายให้กระทรวงวัฒนธรรมร่วมกับทุกภาคส่วน ฟื้นฟูวิถีชีวิตริมน้ำ กระทรวงวัฒนธรรม จึงได้ร่วมกับองค์กรปกครองท้องถิ่น เครือข่ายประชาชน ภาคีเครือข่ายทางวัฒนธรรม ทำการพัฒนาตลาดน้ำในมิติของการนำทุนวัฒนธรรมเพื่อสร้างคุณค่าทางสังคม และเศรษฐกิจ ภายใต้แนวคิด ตลาดน้ำสืบสานวัฒนธรรมไทย เพื่อเป็นแหล่งจำหน่ายสินค้าทางวัฒนธรรม ฟื้นฟูวิถีชีวิต ประเพณี การละเล่นทางน้ำเป็นแหล่งเรียนรู้วิถีชุมชน สร้างแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม เป็นต้น

การพัฒนาตลาดน้ำสืบสานวัฒนธรรมไทย เริ่มมาตั้งแต่ปี 2565 ปัจจุบันมีทั้งหมด 6 แห่ง ได้แก่ ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง ต.บางน้ำผึ้ง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ, ตลาดน้ำอัมพวา ตำบลน้ำอัมพวา สมุทรสงคราม, ตลาดน้ำเหล่าตั๊กลัก ปากคลองลัดพลี อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี, ตลาดน้ำกลางป่าน้ำตกกวางโจว ตำบลน้ำกลัดเหนือ อำเภอหนองหญ้าปล้อง เพชรบุรี, ตลาดน้ำกรุงเก่า วัดท่าการ้อง ตำบลบ้านป้อม อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา และตลาดน้ำคลองแห ตำบลเมืองคลองแห อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และยังมีโครงการพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ

“ตลาดน้ำสืบสานวัฒนธรรมไทย” ถือเป็นต้นแบบตลาดน้ำที่ วธ. มีหลักการคือบริหารคือให้ทุกภาคส่วนในชุมชนเข้ามาร่วมในการพัฒนาและฟื้นฟู แต่จะให้มีชื่อเสียงโด่งดังมีผู้มาเยือนมากมายเหมือนตลาดน้ำที่มีชื่อเสียง คงต้องใช้เวลาในการพัฒนาอีกสักพักใหญ่ ทั้งทางด้านมาตรฐานของตลาดน้ำ การพัฒนาคุณภาพสินค้า การพัฒนาสถานที่มีความพร้อมเปิดให้บริการนักท่องเที่ยว การพัฒนาสินค้าสู่ผลิตภัณฑ์ชุมชนไทย (CCPOT) จัดเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม ในการพัฒนาฟื้นฟูตลาดน้ำ อาจจะสร้างผลที่ต้องควรคำนึงต่อท้องถิ่น เช่น สภาพแวดล้อมอาจเปลี่ยนไป หรือการมุ่งเน้นการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคมากกว่าการวางแผนใช้ประโยชน์ทรัพยากรในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน วิถีชีวิตชุมชนและประเพณีวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นของชุมชน เปลี่ยนแปลงไป การทำลายมรดกทางวัฒนธรรมโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ฯลฯ

ดังนั้นจึงชุมชนควรร่วมกันดูแลและพัฒนาตลาดน้ำ มีการจัดการมรดกทางวัฒนธรรมชุมชนที่สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของชุมชน เพื่อจะสามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน อย่างแท้จริง

มทร.รัตนโกสินทร์ จัดแข่งขันวิชาการ วิศวกรรมโยธา ชิงแชมป์ประเทศไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710830

มทร.รัตนโกสินทร์ จัดแข่งขันวิชาการ วิศวกรรมโยธา ชิงแชมป์ประเทศไทย

มทร.รัตนโกสินทร์ จัดแข่งขันวิชาการ วิศวกรรมโยธา ชิงแชมป์ประเทศไทย

วันอังคาร ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.กิตวิชัย ไชยพรศิริ นายอำเภอพุทธมณฑล เป็นประธานเปิดโครงการการแข่งขันเพื่อสร้างสรรค์วิชาการด้านโครงสร้าง สายงานวิศวกรรมโยธา ชิงแชมป์ประเทศไทย ประจำปีการศึกษา 2565 ครั้งที่ 16 ชิงถ้วยรางวัลพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี, โครงการการแข่งขันเพื่อสร้างสรรค์วิชาการด้านโครงสร้างด้วยไม้และเหล็ก สายงานวิศวกรรมโยธาชิงแชมป์ประเทศไทย ครั้งที่ 8 และ โครงการการแข่งขันเพื่อสร้างสรรค์วิชาการ ด้านโครงสร้างด้วยตะเกียบไม้ไผ่ สายงานวิศวกรรมโยธา ครั้งที่ 4ชิงถ้วยรางวัลประทาน พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เมื่อวันที่ 9-10 กุมภาพันธ์ 2566

อ.ประพัฒน์ สีใส รองอธิการบดีกล่าวว่า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ (มทร.รัตนโกสินทร์) ร่วมกับวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และ สภาวิศวกร ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันด้านวิชาการวิศวกรรมโยธา เพื่อให้นักเรียน นักศึกษา ได้นำวิชาความรู้ที่ได้จากการศึกษาในรายวิชาต่างๆ มาบูรณาการและประยุกต์ใช้ เพื่อให้เกิดการพัฒนาทางด้านความคิด และเป็นการบ่มเพาะลักษณะนิสัย ในการวางแผนและการทำงานร่วมกันเป็นหมู่คณะ ตลอดจนสร้างความสัมพันธ์ที่ดีทางด้านวิชาการ ระหว่างสถาบันการศึกษาต่างๆ โดยมีผู้ร่วมแข่งขันมีนักเรียน นักศึกษา ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ระดับอาชีวศึกษา และระดับอุดมศึกษา จำนวน 40 สถาบัน รวม 92 ทีม

นักเรียน สพป.พิษณุโลก เขต 2 ได้รับรางวัลอันดับ 3 ศิลปหัตถกรรมฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710826

นักเรียน สพป.พิษณุโลก เขต 2 ได้รับรางวัลอันดับ 3 ศิลปหัตถกรรมฯ

นักเรียน สพป.พิษณุโลก เขต 2 ได้รับรางวัลอันดับ 3 ศิลปหัตถกรรมฯ

วันอังคาร ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.ผกาภรณ์ พลายสังข์ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2 (สพป.พิษณุโลก เขต 2) เปิดเผยว่า สพป.พิษณุโลก เขต 2 ได้นำนักเรียนเข้าร่วมการแข่งขันงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ระดับชาติ (ภาคเหนือ) ครั้งที่ 70 ปีการศึกษา 2565 เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2566 ณ จังหวัดน่าน จำนวนทั้งสิ้น 218 รายการ ผลการแข่งขันได้รับรางวัลเหรียญทอง จำนวน 143 รายการ เหรียญเงิน จำนวน 44 รายการ เหรียญทองแดง จำนวน 22 ราย และเข้าร่วมจำนวน 9 รายการ ได้รับรางวัลเป็นอันดับที่ 3 ของภาคเหนือ จาก 42 เขตพื้นที่การศึกษา และเป็นอันดับที่ 10 ของภาคเหนือ จากรางวัลเหรียญทองชนะเลิศ 10 รายการ

“ขอขอบคุณ ชื่นชม ผู้บริหารสถานศึกษา คณะครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่ถ่ายทอดวิชาความรู้ หมั่นฝึกฝน ฝึกซ้อมนักเรียน ตลอดจนผู้ส่งเสริม สนับสนุนทุกท่าน ทำให้ผลการแข่งขันงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ระดับชาติครั้งนี้ ประสบผลสำเร็จ นำชื่อเสียงมาสู่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2 โรงเรียน ตนเอง และครอบครัว” ดร.ผกาภรณ์กล่าว

มจธ. พัฒนาเครื่องแปรรูปไชโป้ว ให้วศช. แปรรูปผักกาดหัว จ.ราชบุรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710825

มจธ. พัฒนาเครื่องแปรรูปไชโป้ว  ให้วศช. แปรรูปผักกาดหัว จ.ราชบุรี

มจธ. พัฒนาเครื่องแปรรูปไชโป้ว ให้วศช. แปรรูปผักกาดหัว จ.ราชบุรี

วันอังคาร ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผศ.ดร.ใหม่ น้อยพิทักษ์ นักวิจัยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (ราชบุรี) (มจธ.ราชบุรี) กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของการผลิตเครื่องมือช่วยกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปผักกาดหัวบ้านคา อ.บ้านคา จ.ราชบุรี เนื่องจากที่นี่มีปัญหาผลิตสินค้าไม่ทันกับความต้องการของลูกค้า และอยากพัฒนากระบวนการผลิตให้ได้มาตรฐานที่จากเดิมทั้งอันตรายและใช้แรงงานคนจึงได้ออกแบบและผลิตเครื่องแปรรูปผลิตภัณฑ์ไชโป้วประกอบด้วย เครื่องหั่น และเครื่องบีบอัดน้ำ

เครื่องหั่นไชโป้ว พัฒนาขึ้นเป็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ มีส่วนประกอบที่สำคัญ คือ ใบมีดสเตนเลส กว่า 100 เล่มวางเรียงซ้อนๆ กัน เพื่อให้หั่นหัวไชโป้วเป็นเส้นๆ ได้ขนาดตามที่ต้องการ ส่วนเครื่องบีบอัดน้ำไชโป้ว ใช้หลักการมวลน้ำหนักจากด้านบนทับหัวผักกาดให้คายน้ำออกมา โดยด้านบนจะทำเป็นกล่องสเตนเลสบรรจุก้อนน้ำหนักที่ทำจากคอนกรีตมีคานรับน้ำหนักทั้งสองด้าน สามารถปรับให้มีน้ำหนักอยู่ในช่วง 60-80 กิโลกรัม และเครื่องสามารถรองรับการบีบหัวผักกาดได้มากถึง 50-100 กิโลกรัม หากต้องการปรับน้ำหนักเพิ่มหรือลดก็สามารถทำได้ตามที่ต้องการ ควบคุมการขึ้นลงของมวลน้ำหนักด้วยรอกไฟฟ้าผ่านการกดสวิตช์ ใช้งานสะดวก รวดเร็ว ช่วยทุ่นแรง และปลอดภัย ลดอุบัติเหตุของแรงงาน

ม.มหิดล มอบรางวัลอาจารย์ตัวอย่าง ให้อาจารย์ผู้มีจรรยาบรรณและความเป็นครู

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710828

วันอังคาร ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหิดล โดยสภาคณาจารย์ ได้พิจารณาคัดเลือกอาจารย์ ผู้ที่ถ่ายทอดความรู้อย่างเต็มความสามารถ ด้วยจิตวิญญาณของความเป็นครูและมีคุณธรรมจริยธรรมอันดีงาม เป็นแบบอย่างที่ดี มีความรับผิดชอบ อุทิศตนให้กับการเรียนการสอน การวิจัยและการบริการวิชาการ และประพฤติปฏิบัติตนตามแนวทางจรรยาบรรณอาจารย์ มีความรู้ความสามารถในเชิงวิชาการ มีความโดดเด่นด้านวิชาการ วิจัย หรือด้านบริการวิชาการแก่สังคม

ในปี 2565 ได้มีการพิจารณาผู้สมควรได้รับรางวัล “อาจารย์ตัวอย่าง” ในสาขาต่างๆ จำนวน 6 รายสาขาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี คือรองศาสตราจารย์ ดร.ดวงใจ นาคะปรีชา,สาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ได้แก่รองศาสตราจารย์ นายแพทย์เชิดศักดิ์ ไอรมณีรัตน์ ศาสตราจารย์ ดร.เภสัชกรหญิง วราภรณ์ จรรยาประเสริฐ คณะเภสัชศาสตร์ รองศาสตราจารย์ ดร.อาภาวรรณ หนูคง คณะพยาบาลศาสตร์, สาขาสังคมศาสตร์ รองศาสตราจารย์ ดร.นันทิยาดวงภุมเมศ, สาขารับใช้สังคม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นงนุชสังข์อยุทธ โดยจะเข้ารับรางวัล “อาจารย์ตัวอย่าง” ในงาน 54 ปี วันพระราชทานนาม และ 134 ปี มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งกำหนดจัดวันที่ 2 มีนาคม 2566 ณ มหาวิทยาลัยมหิดลศาลายา