นักวิจัย มจธ. และ ม.คานาซาวา ร่วมมือผลิต เครื่องคัดกรองมวลกระดูกแบบพกพา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/711350

นักวิจัย มจธ. และ ม.คานาซาวา ร่วมมือผลิต เครื่องคัดกรองมวลกระดูกแบบพกพา

นักวิจัย มจธ. และ ม.คานาซาวา ร่วมมือผลิต เครื่องคัดกรองมวลกระดูกแบบพกพา

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รศ.ดร.อนรรฆ ขันธะชวนะ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ และหัวหน้าห้องปฏิบัติการวัสดุฉลาด (SMART LAB) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เปิดเผยว่า การพัฒนาเครื่องคัดกรองโรคกระดูกพรุนด้วยการวัดความหนาแน่นของมวลกระดูกแบบพกพาด้วยการเรียนรู้ผ่านปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยความร่วมมือระหว่างภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกลคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และมหาวิทยาลัยคานาซาวา (Kanazawa University) ประเทศญี่ปุ่น ถือเป็นนวัตกรรมเครื่องแรกของโลกเพื่อตรวจวัดมวลกระดูกที่มีราคาถูก น้ำหนักเบา เคลื่อนที่สะดวก ง่ายต่อการใช้งาน ทุกคนสามารถใช้ได้ไม่อันตราย ระบบแสงพลังงานต่ำที่ปลอดภัย และไม่ต้องมีนักรังสีเทคนิค เหมาะสำหรับผู้สูงวัยและกลุ่มเสี่ยงมีฐานะยากจน หรืออยู่ในพื้นที่ห่างไกลที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการเครื่องเอกซเรย์ที่มีขนาดใหญ่ ที่มีเฉพาะในโรงพยาบาลขนาดใหญ่หรือโรงพยาบาลหัวเมืองได้

เครื่องคัดกรองมวลกระดูกแบบพกพาที่พัฒนาขึ้นยังอยู่ในระดับงานวิจัย โดยปัจจุบันทำการผลิตเครื่องต้นแบบ 5 เครื่อง หากผลิตจำนวนมากต้นทุนจะถูกลงคาดว่าจะมีราคาเครื่องละ 7-8 หมื่นบาทขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาต่อยอดให้มีระบบการใช้งานที่ง่าย สามารถให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผู้มาใช้งาน หรือส่งต่อข้อมูลได้ ล่าสุดเครื่องคัดกรองโรคกระดูกพรุน ด้วยการวัดความหนาแน่นของมวลกระดูกแบบพกพาด้วยการเรียนรู้ผ่านปัญญาประดิษฐ์ (AI) นี้ ได้รับรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติประจำปี 2565 ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ประเภทหน่วยงานภาครัฐ นอกจากนี้ ยังได้รับรางวัลเหรียญทอง เวที International Trade Fair Ideas Innovation New Products (iENA) สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และได้รับความสนใจอย่างมากในหลายประเทศ

อย่างไรก็ตาม เป้าหมายสุดท้ายของการพัฒนา รศ.ดร.อนรรฆย้ำว่า “เครื่องมือนี้สามารถใช้งานเป็นการแพทย์ทางไกล ที่จะถูกนำไปใช้ในโรงพยาบาลตามต่างจังหวัดที่ห่างไกล หรือ รพ.สต. ในพื้นที่ที่มีอินเตอร์เนต สามารถใช้งานได้ง่าย ซึ่งจะเป็นการเปิดโอกาสให้คนที่ไม่เคยรู้ตัวเองว่า มีความเสี่ยงเรื่องกระดูกพรุนหรือไม่นั้น จะมีโอกาสเข้าถึงการตรวจวัดมวลกระดูกได้มากยิ่งขึ้นและเตรียมพร้อมที่จะรักษาได้รวดเร็วยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุได้”

คุณหญิงกัลยาลงนามร่วม 8 ฝ่าย พัฒนาองค์ความรู้การจัดการน้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/711353

คุณหญิงกัลยาลงนามร่วม 8 ฝ่าย พัฒนาองค์ความรู้การจัดการน้ำ

คุณหญิงกัลยาลงนามร่วม 8 ฝ่าย พัฒนาองค์ความรู้การจัดการน้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ เป็นประธานลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) การพัฒนาองค์ความรู้ด้านบริหารทรัพยากรน้ำ ระหว่างมูลนิธินโยบายสาธารณะไทย กับเทศบาลเมืองมาบตาพุด จ.ระยอง และหน่วยงานส่วนท้องถิ่น 6 แห่ง พร้อมด้วยดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขนายโชติ โสภณพนิช ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะไทย โดยมีผู้บริหารเทศบาลเมืองมาบตาพุด ส่วนท้องถิ่น และผู้บริหารจากบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ต้อนรับและนำลงพื้นที่ชมตัวอย่างธนาคารน้ำใต้ดินในพื้นที่การเกษตรของชุมชน จ.ระยอง

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช กล่าวว่า การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในภารกิจและแผนการขับเคลื่อนนโยบายด้านการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงเป็นการสนองพระราชปณิธานของในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่พระองค์ทรงห่วงใยพสกนิกรเพื่อให้มีน้ำกินน้ำใช้และแก้ปัญหาความยากจนนับเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญที่จะสร้างคุณประโยชน์อย่างมหาศาลให้กับประเทศชาติ เพราะได้บูรณาการความร่วมมือสนับสนุนการพัฒนาและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำโดยชุมชนตามแนวพระราชดำรินำศาสตร์พระราชามาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วม แก้ปัญหาความยากจน และเพิ่มรายได้ให้แก่ชุมชน อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมการสร้างศักยภาพ การผลิตชลกร การฝึกงานในหน่วยงานและถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ท้องถิ่นและสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำโดยชุมชนอย่างยั่งยืน

“ความร่วมมือในวันนี้ นับเป็นการขยายการมีส่วนร่วมของประชาชน และชุมชน ในการที่จะร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมพัฒนา องค์ความรู้ด้านบริหารทรัพยากรน้ำ ผ่านการวางรากฐานโดยสถานศึกษาเพื่อให้เกิดองค์ความรู้ที่เป็นสากล และนำหลักวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ รวมถึงสามารถตอบโจทย์เรื่อง World Education ที่ทำให้เด็กมีรายได้ระหว่างเรียน จบมาแล้วมีงานทำ มีศักยภาพและแข่งขันได้” ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าว

ม.สวนดุสิต ให้ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม ลดคาร์บอนและก๊าซเรือนกระจก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/711356

ม.สวนดุสิต ให้ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม  ลดคาร์บอนและก๊าซเรือนกระจก

ม.สวนดุสิต ให้ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม ลดคาร์บอนและก๊าซเรือนกระจก

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผศ.ดร.พิทักษ์ จันทร์เจริญ รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร ในฐานะประธานคณะกรรมการความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน (คปอ.) มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวถึง การจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ“สู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนด้วยกลไกการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก” ว่า การมีเป้าหมายให้หน่วยงานต่างๆ มีส่วนร่วมในการพัฒนากลไกการลดก๊าซเรือนกระจก และสร้างความรู้ความเข้าใจในการพัฒนากระบวนการสนับสนุนด้านความเป็นกลางทางคาร์บอนของมหาวิทยาลัย นำไปสู่การขับเคลื่อนความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งบุคลากร และนักศึกษาของมหาวิทยาลัย วิทยาเขต และศูนย์การศึกษา ทั้งยังสนับสนุนการพัฒนามหาวิทยาลัยที่สวยงาม สะอาด ปลอดภัย (Green & Clean University)ตามทิศทางของมหาวิทยาลัยสวนดุสิต :จิ๋ว แต่ แจ๋ว (SDU direction : Small but Smart) ด้านการลดก๊าซเรือนกระจกโดยมหาวิทยาลัยฯ ได้ดำเนินงานอย่างต่อเนื่องภายใต้การดำเนินงานของคณะกรรมการความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน (คปอ.)

“การสร้างสรรค์พื้นที่ให้เป็นสังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Society) เป็นเรื่องที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ โดยเฉพาะเพื่อมุ่งสู่ความเป็น
กลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ Net Zero Emission ซึ่งกิจกรรมในวันนี้ จะมีทั้งการอบรมเผยแพร่องค์ความรู้ด้านความเป็นกลางทางคาร์บอน และ T-VER เป็นกลไกในการลดและกักเก็บก๊าซเรือนกระจกที่ได้รับการรับรองและสามารถขายคาร์บอนเครดิตได้ อีกทั้งยังเป็นการต่อยอดองค์ความรู้ในการพัฒนาโครงการ LESS ของมหาวิทยาลัยอีกด้วย และกิจกรรมที่ 2 เป็นการตั้งบูธรับบริจาคขยะพลาสติกภายใต้โครงการพลาสติกแบงก์ โดยศูนย์สิ่งแวดล้อม เพื่อส่งต่อไปใช้ประโยชน์ต่อไป อีกทั้งกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้นในวันนี้มีการประเมินปริมาณก๊าซเรือนกระจก จากกิจกรรม โดยการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของงานอีเว้นท์และทำการชดเชยก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาทำให้กิจกรรมในวันนี้เป็น “Carbon Neutral Event” หรืองานอีเว้นท์ที่ไม่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่สิ่งแวดล้อม” ผศ.ดร.พิทักษ์ กล่าว

ยอดตายพุ่งไม่หยุด เหยื่อแผ่นดินไหวทะลุ4.1หมื่นศพ ‘ทอ.’เชิญสิ่งของพระราชทาน ไปช่วยตุรกีประสบภัยครั้งใหญ่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/711440

ยอดตายพุ่งไม่หยุด เหยื่อแผ่นดินไหวทะลุ4.1หมื่นศพ  ‘ทอ.’เชิญสิ่งของพระราชทาน ไปช่วยตุรกีประสบภัยครั้งใหญ่

ยอดตายพุ่งไม่หยุด เหยื่อแผ่นดินไหวทะลุ4.1หมื่นศพ ‘ทอ.’เชิญสิ่งของพระราชทาน ไปช่วยตุรกีประสบภัยครั้งใหญ่

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“ในหลวง-พระราชินี”พระราชทานสิ่งของช่วยเหลือชาวตุรกี ที่ประสบเหตุภัยพิบัติแผ่นดินไหวโดยกองทัพอากาศจัดเที่ยวบินพิเศษเชิญสิ่งของพระราชทานไปให้ทางการตุรกี ด้านยูเอ็นร้องขอความช่วยเหลือนานาชาติ สมทบทุน มูลค่า 397 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ13,544ล้านบาท ให้เหยื่อแผ่นดินไหวในซีเรีย ส่วนตุรกี รอประเมินตัวเลขที่ชัดเจน ขณะยอดผู้เสียชีวิตเหตุดินไหว‘ตุรกี-ซีเรีย’ทะลุ4.1หมื่นศพแม้ภารกิจค้นหาผู้รอดชีวิตใต้ซากปรักหักพังใกล้ยุติ แต่ทีมกู้ภัยยังเดินหน้าสำรวจต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา องคมนตรี เชิญสิ่งของพระราชทาน ได้แก่ เครื่องปั่นไฟขนาดเล็ก ซึ่งมีความจำเป็นในสถานการณ์ปัจจุบัน ถุงนอนกันหนาว ที่กันความเย็นได้ถึงอุณหภูมิติดลบ 24 องศาเซลเซียส เต็นท์นอนขนาดใหญ่ สำหรับ 5-6 คน ผ้านวมกันหนาว อาหารแห้ง นม และน้ำดื่ม ไปมอบแก่นางแซรัป แอร์ซอย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐตุรกี ประจำประเทศไทย ที่โรงเก็บอากาศยาน ฝูงบิน 601 กองบิน 6 กองทัพอากาศ เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร โดยกองทัพอากาศ เป็นผู้ดำเนินการจัดส่งสิ่งของพระราชทานไปยังสาธารณรัฐตุรกี เพื่อนำไปช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์แก่ประชาชนชาวตุรกีต่อไป

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงติดตามสถานการณ์แผ่นดินไหวในสาธารณรัฐตุรกีอย่างใกล้ชิด ทรงมีพระราชสาส์นแสดงความเสียพระราชหฤทัยไปยังประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐตุรกี กรณีเกิดแผ่นดินไหว ที่จังหวัดคาห์รามันมาราช สาธารณรัฐตุรกี ด้วยน้ำพระราชหฤทัยห่วงใยในการนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ในการจัดหาสิ่งของที่จำเป็น เพื่อพระราชทานความช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์แก่ประชาชนชาวตุรกีที่ประสบเหตุภัยพิบัติแผ่นดินไหว

ทั้งนี้ สาธารณรัฐตุรกี เกิดเหตุแผ่นดินไหว ที่จังหวัดคาห์รามันมาราช เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2566 ความเสียหายอันเกิดจากแผ่นดินไหวขนาด 7.8 แมกนิจูด และการสั่นสะเทือนที่ตามมานั้น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ ผู้สูญหาย และผู้ไร้ที่อยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก ทั้งยังก่อให้เกิดความเสียหายต่อบ้านเรือน ทรัพย์สิน และโครงสร้างพื้นฐานเป็นวงกว้าง

ด้าน พล.อ.ต.ประภาส สอนใจดี โฆษกกองทัพอากาศเปิดเผยว่า กองทัพอากาศจัดเที่ยวบินพิเศษเครื่องบินลำเลียงแบบที่ 19 (Airbus 340-500) 1 เครื่อง เชิญสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ไปยังสาธารณรัฐตุรกี เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งรุนแรง กำหนดออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมืองคืนนี้ (วันที่ 15 กุมภาพันธ์) เวลา 23.20 น. ไปสนามบินอังการา สาธารณรัฐตุรกี ซึ่งในเที่ยวขากลับ เครื่องบินลำดังกล่าวจะรับคนไทย ที่ต้องการเดินทางกลับประเทศ และลำเลียงร่างผู้เสียชีวิตกลับประเทศไทยตามที่ได้รับการประสานจากกระทรวงต่างประเทศ โดยมีกำหนดเดินทางกลับถึงไทยวันที่ 16 กุมภาพันธ์ เวลา 21.10 น.ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง

ขณะที่สำนักข่าวต่างประเทศยังรายงานความคืบหน้าภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวในตุรกีและซีเรียต่อเนื่องโดยนายอันโตนีโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ประกาศขอความช่วยเหลือจากนานาชาติมูลค่า 397 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 13,544 ล้านบาทให้ผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวในซีเรีย เพื่อนำไปใช้บรรเทาทุกข์ช่วยชีวิตชาวซีเรียเกือบ 5 ล้านคนเป็นเวลา 3 เดือน ส่วนชาวตุรกีที่ประสบภัยแผ่นดินไหวขนาด 7.8 เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์เช่นเดียวกัน ยูเอ็นใกล้สรุปตัวเลขความช่วยเหลือได้เร็ววันนี้

ขณะนี้คนหลายล้านในภูมิภาคดังกล่าวกำลังดิ้นรนให้มีชีวิตรอดในสภาพที่ไร้ที่อยู่อาศัย ท่ามกลางสภาพอากาศหนาวเหน็บ ขอให้สมาชิกยูเอ็นให้เงินสนับสนุนอย่างเต็มที่และทันที เพื่อช่วยประชาชนหลายล้านคนที่ชีวิตต้องพลิกผันเพราะภัยพิบัตินี้ที่ร้ายแรงที่สุดในหนึ่งชั่วอายุคน

เลขาธิการยูเอ็น ยังร้องขอต่อทางการซีเรีย ให้เจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์สามารถปฏิบัติภารกิจในซีเรียได้อย่างเสรี หลังจากนักเคลื่อนไหวและเจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์ในพื้นที่ตะวันตกเฉียงเหนือของซีเรียตำหนิยูเอ็นว่า มีความล่าช้าในการช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยที่อยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายต่อต้าน

ส่วนประธานาธิบดี บาชาร์ อัล-อัสซาดของซีเรีย ยอมเปิดจุดผ่านแดนที่ชายแดนติดกับตุรกีอีก 2 จุดเพื่อให้สหประชาชาติสามารถจัดส่งความช่วยเหลือข้ามพรมแดนจากตุรกีสู่พื้นที่กบฏในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของซีเรียไปถึงผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวได้รวดเร็วขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รถบรรทุกสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยขบวนแรกจากองค์การสหประชาชาติและนานาชาติ เดินทางจากตุรกีถึงดินแดนภายใต้การควบคุมของกลุ่มกบฏในซีเรียที่จุดผ่านแดนเปิดใหม่ 2 แห่ง บับ อัล-ซาลาม และ อัล-ลาอีร์แล้ว โดยขบวนรถบรรทุก 11 คัน ประกอบด้วย สิ่งของบรรเทาทุกข์เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหว เช่น เต็นท์ที่พัก เวชภัณฑ์ ผ้าห่มกันหนาว และน้ำยาทำความสะอาด ซึ่งจุดผ่านแดนทั้งสองแห่งถูกร้องขอจากสหประชาชาติให้กลับมาเปิดใช้อีกครั้ง เพื่อเป็นช่องทางลำเลียงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรรมไปยังซีเรีย หลังถูกปิดไปตั้งแต่ปี 2563

ด้านกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (ยูนิเซฟ) เผยว่า แม้ยังไม่ทราบจำนวนเด็กได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวในตุรกีและซีเรียที่แน่ชัด แต่มีข้อมูลว่า เด็ก 4.6 ล้านคนอาศัยอยู่ใน 10 จังหวัดที่ได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหว และเด็กอีกมากกว่า 2.5 ล้านคนในซีเรีย นอกจากนี้ ครอบครัวจำนวนมากต้องไร้ที่อยู่อาศัย ต้องอาศัยในศูนย์พักพิงชั่วคราว ท่ามกลางสภาพอากาศหนาวสร้างความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสให้ผู้ประสบภัย ขณะที่ปัญหาการเข้าถึงน้ำสะอาดและสุขอนามัย รวมถึงการรักษาพยาบาลเป็นอีกประเด็นที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

สอดคล้องกับความกังวลของหลายฝ่ายว่า ภารกิจค้นหากู้ภัยใกล้จะสิ้นสุดแล้ว เพื่อปรับเปลี่ยนสู่การบรรเทาทุกข์เพื่อให้ความช่วยเหลือเร่งด่วนแก่ผู้ประสบภัย แต่หน่วยกู้ภัยยังคงพยายามค้นหาผู้รอดชีวิตใต้ซากปรักหักพังในพื้นที่ในจังหวัดฮาทัย คาห์รามันมาราส ที่เป็นศูนย์กลางแผ่นดินไหว และอาดิยามาน ของตุรกี เนื่องจากยังได้ยินเสียงของผู้รอดชีวิตใต้ซากปรักหักพัง

สำหรับจำนวนผู้เสียชีวิตจากแผ่นดินไหวทั้งในตุรกีและซีเรียเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยมีผู้เสียชีวิต 41,218 ราย ในตุรกี 35,418 และอีกอย่างน้อย 5,800 รายในซีเรีย

ม.มหาสารคาม จัดวิ่งส่งการกุศล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/711347

ม.มหาสารคาม จัดวิ่งส่งการกุศล

ม.มหาสารคาม จัดวิ่งส่งการกุศล

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สมาคมศิษย์เก่า คณะการบัญชีและการจัดการ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) จัดกิจกรรมวิ่ง MBS Alumni Run 2023 โดยมีรศ.ดร.เภสัชกรหญิง จันทร์ทิพย์ กาญจนศิลป์ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและนวัตกรรมการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นประธานปล่อยตัวนักวิ่ง โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนกิจกรรมสมาคม มอบทุนการศึกษา ภายใต้ทุนพี่ให้น้อง และกิจกรรมช่วยเหลือสังคม เช่น อุทกภัยน้ำท่วม อัคคีภัย เป็นต้น

‘ธนุ’ตั้งเป้าปรับภาพลักษณ์อาชีวะ เป็นองค์กรคุณธรรมความโปร่งใส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/711431

'ธนุ'ตั้งเป้าปรับภาพลักษณ์อาชีวะ เป็นองค์กรคุณธรรมความโปร่งใส

‘ธนุ’ตั้งเป้าปรับภาพลักษณ์อาชีวะ เป็นองค์กรคุณธรรมความโปร่งใส

วันพุธ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 21.22 น.

“ธนุ”ตั้งเป้าปรับภาพลักษณ์อาชีวะเป็นองค์กรคุณธรรมความโปร่งใส (ITA) ระดับคะแนน 90 ขึ้น

เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2566 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เป็นประธานมอบโล่ห์รางวัลสถานศึกษาอาชีวศึกษาต้นแบบการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (ITA) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 ให้แก่สถานศึกษา 9 แห่ง (เรียงตามลำดับคะแนน) ได้แก่ วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุตรดิตถ์ วิทยาลัยอาชีวศึกษาร้อยเอ็ด วิทยาลัยอาชีวศึกษาสระบุรี วิทยาลัยเทคนิคบุรีรัมย์ วิทยาลัยเทคนิคนครโคราช วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุพรรณบุรี วิทยาลัยการอาชีพลอง วิทยาลัยเทคนิคสงขลา และวิทยาลัยอาชีวศึกษาชลบุรี ในการประชุมส่งเสริมและพัฒนาการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงาน (Integrity and Transparency Assessment : ITA) ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และสถานศึกษาอาชีวศึกษาภาครัฐ ภายใต้โครงการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรมและธรรมาภิบาลในสถานศึกษา แผนงานบูรณาการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ ณ โรงแรมชูชัยบุรี ศรีอัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ เปิดเผยว่า สอศ.มีความตระหนักและให้ความสำคัญกับการบริหารงานด้วยความโปร่งใสไร้ทุจริต ตามนโยบายของรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในการส่งเสริมการบริหารราชการแผ่นดินที่มีธรรมาภิบาล และป้องกันปราบปรามการทุจริต ประพฤติมิชอบในภาครัฐ ซึ่งในปีงบประมาณ 2565 สอศ.มีผลการประเมิน ITA 88.92 คะแนน อยู่ในระดับ A และในปีงบประมาณ 2566 ได้มีแผนตามนโยบายหลักเพื่อให้มีผลคะแนนที่เพิ่มขึ้นและขับเคลื่อนไปสู่สถานศึกษาอาชีวศึกษา โดยคาดหวังว่าจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างพื้นฐานให้ข้าราชการและบุคลากรสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โดยเฉพาะกลุ่มผู้แทนจากส่วนงานต่างๆ ที่ได้เข้าร่วมประชุม จะมีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับเกณฑ์การประเมิน ซึ่งจะนำไปสู่การขับเคลื่อนการประเมิน (ITA ) ให้สามารถบรรลุเป้าหมายสู่คะแนน ร้อยละ 90 ขึ้นไป

เลขาธิการ กอศ.กล่าวต่อว่า สอศ.ได้ให้หน่วยศึกษานิเทศก์ ร่วมกับศูนย์นิติการและธรรมาภิบาลอาชีวศึกษา (กลุ่มงานวินัย) และวิทยาลัยอาชีวศึกษานครปฐม จัดกิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงาน (Integrity and Transparency Assessment : ITA) ภายใต้โครงการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรมและธรรมาภิบาลในสถานศึกษา แผนงานบูรณาการการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในหน่วยงานภาครัฐ (ITA) และชี้แจงแนวทางการปฏิบัติที่ถูกต้อง สอดคล้องตามแผนแม่บทที่ 21 ประเด็นการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ และเป็นการยืนยันในการไม่ยอมรับการทุจริตคอรัปชันและร่วมกันสร้างวัฒนธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต ให้เกิดขึ้นในสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ซึ่งกิจกรรมในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ การต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น ที่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือร่วมแรงกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อประโยชน์สุข ความเท่าเทียม โดยทั้งองค์กรทุกคนต้องเข้าใจ ช่วยกัน มองให้เป็นภาพเดียวกัน และไปให้ถึงเป้าหมายด้วยกัน

– 006

‘พระวิสุทธิวงส์’โรงเรียนสุดล้ำ กับหลักสูตรนักประดิษฐ์นวัตกรรมที่ใครๆก็อยากส่งลูกไปเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/711352

'พระวิสุทธิวงส์'โรงเรียนสุดล้ำ กับหลักสูตรนักประดิษฐ์นวัตกรรมที่ใครๆก็อยากส่งลูกไปเรียน

‘พระวิสุทธิวงส์’โรงเรียนสุดล้ำ กับหลักสูตรนักประดิษฐ์นวัตกรรมที่ใครๆก็อยากส่งลูกไปเรียน

วันพุธ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 16.58 น.

‘พระวิสุทธิวงส์’ โรงเรียนสุดล้ำ กับหลักสูตรนักประดิษฐ์นวัตกรรมที่ใครๆก็อยากส่งลูกไปเรียน 

ที่โรงเรียนพระวิสุทธิวงส์แห่งนี้จัดการศึกษาแตกต่างจากการศึกษาแบบสมัยก่อน คือ เราไม่ได้สอนเด็กเพื่อไปสอบ แต่เราสอนให้เด็กทุกคนสามารถสร้างและทำงานร่วมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ในอนาคตได้ เราสอนเด็กให้ใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อแก้ไขปัญหา โดยการใช้ความรู้ด้านโค้ดดิ้ง ,ระบบอัตโนมัติ, หุ่นยนต์ และปัญญาประดิษฐ์ มาสร้างนวัตกรรมที่มีประโยชน์ต่อสังคม โดยเปรียบเสมือนเราเป็นโรงเรียนแห่ง Silicon Valley ของเมืองไทย 

โดยในวันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พศ.2566 บาทหลวงเอกรัตน์ หอมประทุม ผู้อำนวยการฝ่ายการศึกษาอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ มาเป็นประธานในพิธี  และ นายกฤษณะ เลิศวิชานันท์ ศึกษาธิการจังหวัดปทุมธานี  บาทหลวงธนันชัย กิจสมัคร ผู้แทนผู้รับใบอนุญาติโรงเรียนพระวิสุทธิวงส์ ซิสเตอร์มยุรา วาปีโส ผู้อำนวยการโรงเรียนพระวิสุทธิวงส์  รวมถึงคณะผู้บริหารโรงเรียนต่างๆ ผู้ปกครอง คณะครู ได้เยี่ยมชมงาน PV. Innovation Fair 2022 โดยนักเรียนทุกระดับชั้นจัดแสดงโชว์ผลงานนวัตกรรมที่ตนเองสร้างขึ้น อาทิ เครื่องยิงลูกฟุตบอลอัตโนมัติ , ตู้อบฝักลูกเจี๊ยบ , เครื่องเก็บรองเท้าอัจฉริยะ , Automatic Water Dipenser เป็นต้น ทั้งนี้ตลอดงานได้รับความสนใจจากผู้ร่วมงานและผู้ปกครองเป็นจำนวนมาก 

นายกฤษณะ  เลิศวิชานันท์ ศึกษาธิการจังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า ทึ่งในความสามารถด้านนวัตกรรมของเด็กนักเรียนโรงเรียนพระวิสุทธิวงส์ ที่สามารถนำความรู้จากที่เรียน นำมาบูรณาการสร้างเป็นสิ่งประดิษฐ์อย่างสร้างสรรค์ ต้องยอมรับว่าโรงเรียนพระวิสุทธิวงส์ เป็นโรงเรียนเอกชนที่มีคุณภาพในการจัดการเรียนการสอนแบบสมัยใหม่ และพร้อมที่จะผลิตนักเรียนให้เป็นนวัตกรหรือผู้นำแห่งอนาคตได้ไม่ยาก และจะนำประสบการณ์ที่ประทับใจในวันนี้ไปเผยแพร่ต่อยังบุคคลภายนอก 

นายเอกสิทธิ์ เกิดกฤษฎานนท์ กรรมการผู้จัดการ หจก.เอ็มม่า อลิส ผู้ดูแลหลักสูตรนวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์โรงเรียนพระวิสุทธิวงส์ และอีกหลายโรงเรียนทั่วประเทศ กล่าวว่า หลักสูตรของโรงเรียนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยนักเรียนทุกคนจะต้องเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีที่จำเป็นและภาคปฏิบัติผ่านการทำโครงงานสิ่งประดิษฐ์ที่นักเรียนสนใจ (Project based learning : PBL) เพื่อให้นักเรียนได้บูรณาการความรู้และความคิดผ่านการลงมือทำ เพื่อนำผลลัพธ์ไปใช้แก้ปัญหาต่างๆ และเกิดสมรรถนะแก่ตัวผู้เรียนและสามารถนำไปความรู้ที่ได้รับไปประกอบอาชีพในอนาคตได้ โดยเราคาดหวังว่านักเรียนที่จบจากโรงเรียนแห่งนี้ 1 คนจะต้องมีผลงานด้านนวัตกรรมอย่างน้อย 1 ชิ้นและงานวิจัยอย่างน้อย 1 เล่ม เพื่อเป็นเครื่องหมายการันตีคุณภาพให้แก่ตัวนักเรียนและผู้ปกครอง

ทอ.จัดเที่ยวบินลำเลียงสิ่งของพระราชทานช่วยตุรกี พร้อมอพยพคนไทยกลับ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/711257

ทอ.จัดเที่ยวบินลำเลียงสิ่งของพระราชทานช่วยตุรกี พร้อมอพยพคนไทยกลับ

ทอ.จัดเที่ยวบินลำเลียงสิ่งของพระราชทานช่วยตุรกี พร้อมอพยพคนไทยกลับ

วันพุธ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 12.56 น.

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2566 พล.อ.ต.ประภาส สอนใจดี โฆษกกองทัพอากาศ เปิดเผยว่า กองทัพอากาศจัดเครื่องบินแบบ Airbus A-340-500 ลำเลียงสิ่งของพระราชทานช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ชาวตุรกี พร้อมอพยพคนไทยกลับจากพื้นที่ประสบเหตุแผ่นดินไหว ณ สาธารณรัฐตุรกี (ทูร์เคีย) การปฏิบัติการในครั้งนี้ กองทัพอากาศเตรียมการ

ให้เหมาะสมสอดคล้องกับความต้องการของสาธารณรัฐตุรกีและสถานการณ์โดยรวม ด้วยการใช้เครื่องบิน Airbus A340-500 ซึ่งสามารถบินเดินทางในระยะไกล สามารถบรรทุกบุคคล อุปกรณ์และสัมภาระได้จำนวนมาก สามารถแยกพื้นที่ (Zoning) ให้ผู้ประสบภัยและผู้เสียชีวิต รวมทั้งผู้ติดเชื้อโควิด-19 ร่วมเดินทางได้พร้อมกัน อีกทั้งยังง่ายต่อการส่งแผนการบินข้ามน่านฟ้าหลายประเทศ เนื่องจากมีการจดทะเบียนในรูปแบบอากาศยานพลเรือน

โฆษกกองทัพอากาศ กล่าวอีกว่า กองทัพอากาศยังจัดหน่วยปฏิบัติการพิเศษและทีมแพทย์ร่วมเดินทาง เพื่อรักษาความปลอดภัยในการปฏิบัติและดูแลสุขภาพของประชาชนระหว่างการอพยพกลับประเทศไทย ทั้งยังจัดเตรียมอาหาร (รวมทั้งอาหารฮาลาล) และน้ำดื่มบริการประชาชน นอกจากนี้ ยังได้เตรียมของเล่นสำหรับเด็กๆ ที่ร่วมเดินทางในครั้งนี้ด้วย

‘ปลัด มท.’ เปิดการแสดงโขนพระราชทานเชียงราย เรื่องรามเกียรติ์ ชุดหนุมานชาญกำแหง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/711250

‘ปลัด มท.’ เปิดการแสดงโขนพระราชทานเชียงราย เรื่องรามเกียรติ์ ชุดหนุมานชาญกำแหง

‘ปลัด มท.’ เปิดการแสดงโขนพระราชทานเชียงราย เรื่องรามเกียรติ์ ชุดหนุมานชาญกำแหง

วันพุธ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 12.42 น.

‘ปลัดมท.’ เปิดการแสดงโขนพระราชทานจังหวัดเชียงราย ประจำปี 2566 เรื่อง รามเกียรติ์ ชุด “หนุมานชาญกำแหง” สุดยอดนาฏกรรมอันวิจิตรตระการตา สืบสาน รักษา ต่อยอด เพื่อธำรงอัตลักษณ์วัฒนธรรมของชาติให้ยั่งยืน 

15ก.พ.2566 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ตนได้เป็นประธานเปิดงานและร่วมรับชมการแสดงโขนพระราชทานจังหวัดเชียงราย ประจำปี 2566 เรื่องรามเกียรติ์ ชุด “หนุมานชาญกำแหง” ที่สนามหน้าศาลากลางจังหวัดเชียงราย อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย โดยมี คุณหญิงจันทนี ธนรักษ์ ผู้ช่วยราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ว่าที่ร้อยตรี ณรงค์ โรจนโสทร ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน นายชุติเดช มีจันทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ คุณนฤมล ล้อมทอง กรรมการผู้จัดการโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง นายศิริชัย ทหรานนท์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ THEATRE และผู้ทรงคุณวุฒิโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย หัวหน้าส่วนราชการ นักเรียน นักศึกษา และประชาชน ร่วมรับชมกว่า 3,000 คน 

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังได้ร่วมประกอบพิธีคำนับครูเพื่อความเป็นสิริมงคล และนำผู้ร่วมรับชมเปิดกรวยกระทงดอกไม้ถวายราชสักการะเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีอย่างกึกก้อง ก่อนทำการแสดง รวมถึง มอบช่อดอกไม้ให้แก่ตัวแทนนักแสดง ตัวแทนนักดนตรี ผู้เขียนบท ผู้กำกับ และผู้อำนวยการแสดง และรับมอบของที่ระลึกจากคุณหญิงจันทนี ธนรักษ์ ผู้ช่วยราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

“ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระมหากรุณาให้คณะนักแสดงโขนจากโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุงมาทำการแสดงที่จังหวัดเชียงรายในครั้งนี้ นับเป็นความโชคดีของชาวเชียงรายและจังหวัดใกล้เคียง ที่ได้รับโอกาสในการชมอย่างใกล้ชิดได้สัมผัสกลิ่นอายของนาฏยกรรมโบราณ และเป็นการร่วมสืบสานจารีตธำรงเอกลักษณ์แห่งความเป็นไทย “โขน” ถือเป็นสุดยอดศิลปะการแสดงชั้นสูงและได้รับการประกาศจากองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติหรือยูเนสโก ได้ประกาศให้ขึ้นบัญชีการแสดงโขนในประเทศไทย “Khon masked dance drama in Thailand” ในรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2561″ นายสุทธิพงษ์ กล่าว

นายสุทธิพงษ์ กล่าวอีกว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อประชาชนชาวไทยอย่างหาที่สุดมิได้ทรงมีพระอัจฉริยภาพทั้งทางด้านอักษรศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และดาราศาสตร์ ด้วยพระราชกรณียกิจที่พระองค์ทรงมีต่อแผ่นดินไทยนานับประการ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญาแด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่า “พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช” เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2562 เพื่อสนองพระเดชพระคุณ เฉลิมพระเกียรติยศให้ปรากฏแผ่ไพศาล ด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชปณิธานสืบสานพระราชกรณีกิจ ทำนุบำรุงศาสนาและศิลปวัฒนธรรม รวมทั้งทรงพระราชทานให้คณะนักแสดงโขนจากโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุงมาแสดงที่จังหวัดเชียงราย เป็นจังหวัดที่ 4 หรือเป็นจังหวัดแรกหลังจากประเทศต้องประสบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (โควิค-19) เป็นปฐมฤกษ์ของปี 2566 นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ของชาวเชียงราย 

“ขอขอบคุณหน่วยงานหลักที่ให้การสนับสนุนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง มูลนิธิศาลาเฉลิมกรุง สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ จังหวัดเชียงราย องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เทศบาลนครเชียงราย มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย กระทรวงวัฒนธรรม และทุกหน่วยงาน ที่มีส่วนในการจัดการแสดงโขนพระราชทานในครั้งนี้” นายสุทธิพงษ์กล่าว

ด้านนายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า เนื่องในโอกาสที่พ่อขุนเม็งรายมหาราชทรงสร้างเมืองเชียงรายครบรอบ 761 ปี และครบรอบ 50 ปี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ในฐานะสถาบันอุดมศึกษาแห่งแรกของจังหวัดเชียงรายได้ขอพระราชทานคณะโขนศาลาเฉลิมกรุง เพื่อสมโภชน์เมืองเชียงรายและเฉลิมฉลองในสองโอกาส ข้างต้น จังหวัดเชียงรายจึงขอพระราชทานพระมหากรุณาให้คณะโขนจากโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง ซึ่งเป็นการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยที่มีความสวยงาม มีเอกลักษณ์โดดเด่น และเป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงประจำชาติไทย มาจัดแสดง ณ จังหวัดเชียงราย เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินตามรอยพระยุคลบาท ในการอนุรักษ์ทำนุบำรุงและสืบสานนาฏศิลป์ชั้นสูงของชาติ และร่วมสร้างจิตสำนึกและปลูกฝังให้เด็กเยาวชนและประชาชนชาวไทยเกิดความรัก และความภาคภูมิใจในคุณค่าแห่งศิลปะการแสดงชั้นสูงประจำชาติไทย โดยราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระมหากรุณาให้คณะโขนศาลาเฉลิมกรุงมาจัดการแสดงโขนพระราชทาน เรื่อง รามเกียรติ์ ชุดหนุมานชาญกำแหง ในระหว่างวันที่ 14-15 กุมภาพันธ์ 2566 ณ ศาลากลางจังหวัดเชียงราย 

นายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การแสดงโขนพระราชทานจังหวัดเชียงราย แสดงโดยคณะนักแสดงจากโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุงในครั้งนี้ เป็นคณะโขนที่ได้คัดเลือกนักแสดงกว่า 100 คน ได้รับการฝึกฝนนาฏศิลป์ชั้นสูงของไทย จากหลากหลายสถาบัน อำนวยการแสดงโดย คุณนฤมล ล้อมทอง กรรมการผู้จัดการโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง ควบคุมการแสดงโดย รศ.ดร.ศุภชัย จันทร์สุวรรณ์ (ศิลปินแห่งชาติ) กำกับการแสดงโดยอาจารย์เฉลิมศักดิ์ ปัญญวัตวงศ์ บรรเลงดนตรีโดยวงโรหิตาจล ศิลปะการแสดงชั้นสูงการแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ชุด “หนุมานชาญกำแหง” จับตอนตั้งแต่กำเนิดหนุมานจนได้เป็นข้าทหารของพระราม ช่วยพระรามรบกับทศกัณฐ์จนชนะ และได้รับประทานสมญาศักดิ์เป็นพระยาอนุชิตจักรกฤษณ์พิพรรธพงศา ครองเมืองนพบุรี ประกอบด้วยการแสดง 8 องก์ องก์ 1 กำเนิดหนุมานชาญกำแหง องก์ 2 วานรอ่อนแรงด้วยต้องสาป องก์ 3 ขุนทหารรับอาสาสืบหนทาง องก์ 4 ช่วยสีดา-ล้างสหัสกุมาร องก์ 5 คุมทหารถมศิลา จับมัจฉาอรทัย  องก์ 6 ลวงเอาดวงใจทศกัณฐ์ องก์ 7 กุมภัณฑ์พ่ายแพ้หนุมาน และองก์ 8 ขุนทหารครองพารา ถ่ายทอดผ่านการแสดงอันวิจิตรงดงามตระการตา และถูกต้องตามขนบจารีตแบบแผนดำเนินเรื่องด้วยการพากย์และเพลงหน้าพาทย์แบบโบราณ เรื่องราวสั้นกระชับด้วยการพากย์เจรจาที่สนุกสนานตื่นเต้นไปกับลีลากระบวนท่าของลิงที่หาชมยากยิ่งในปัจจุบัน 

“ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวเชียงรายและจังหวัดใกล้เคียงร่วมสวมใส่ชุดผ้าไทยและผ้าประจำถิ่น ร่วมรับชมการแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ชุด “หนุมานชาญกำแหง” ในวันนี้ (15 กุมภาพันธ์ 2566) เวลา 19:00 น. ซึ่งเป็นรอบสุดท้าย ณ สนามหน้าศาลากลางจังหวัดเชียงราย โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย” นายพุฒิพงศ์ กล่าว

////

เปิดวิสัยทัศน์‘ณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์’ ปรับบทบาท‘กรมการข้าว’ หนุนชาวนาเข้าถึง‘เมล็ดพันธุ์คุณภาพ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/711044

เปิดวิสัยทัศน์‘ณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์’ ปรับบทบาท‘กรมการข้าว’ หนุนชาวนาเข้าถึง‘เมล็ดพันธุ์คุณภาพ’

เปิดวิสัยทัศน์‘ณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์’ ปรับบทบาท‘กรมการข้าว’ หนุนชาวนาเข้าถึง‘เมล็ดพันธุ์คุณภาพ’

วันพุธ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว

“ข้าว” อาหารหลักของคนไทยและเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศไทย ตามรายงานจากฐานข้อมูลเกษตรกลาง (farmer ONE) โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สืบค้นเมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2566) พบว่า มีจำนวนครัวเรือน 4,176,059 ครัวเรือน ปลูกข้าวนาปี คิดเป็นเนื้อที่เพาะปลูก 53,119,681 ไร่ ขณะที่จำนวนครัวเรือน 396,292 ครัวเรือน ปลูกข้าวนาปรัง คิดเป็นเนื้อที่เพาะปลูก 6,682,624 ไร่ อย่างไรก็ตาม ระยะหลังๆ เริ่มมีข่าวหลายชาติสามารถส่งออกข้าวได้ดีกว่า กลายเป็นความคาดหวังในการปรับปรุงทั้งเชิงคุณภาพและปริมาณ เพื่อให้ไทยแข่งขันได้ดีขึ้น

“เมล็ดพันธุ์เราไม่มีปัญหา แต่มีปัญหาเรื่องของการปฏิบัติของพี่น้องชาวนา งานวิจัยของเราเป็นประโยชน์และผลผลิตเราก็ทำต่อเนื่อง เมล็ดพันธุ์ข้าวเราก็จะออกมาเรื่อยๆ ทยอยออกมา 2-3-4-5 พันธุ์ มันไม่ได้มีปัญหาของสายพันธุ์เรา แต่มีปัญหาภาคปฏิบัติที่เกษตรกรในการใช้เมล็ดพันธุ์ที่ดี 1.ที่ปัญหามากที่สุดคือการกระจายเมล็ดพันธุ์ดีไปสู่พี่น้องเกษตรกร มันค่อนข้างจะลำบาก เราก็เห็นช่องทางว่าตรงนี้มันมีปัญหาแล้ว เราก็จะต้องแก้ไขเรื่องนี้ ถ้าเราแก้ไขเรื่องการเข้าถึงเมล็ดพันธุ์สายพันธุ์ที่ดีของพี่น้องเกษตรกรได้สำเร็จ เราก็จะง่ายต่อการปฏิบัติในหลายเรื่อง”

ณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึง “จุดอ่อน” สำคัญอย่างหนึ่งของชาวนาไทย นั่นคือ “การเข้าถึงเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ” เพราะแม้กรมการข้าวจะมีงานวิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์ขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็มีข้อจำกัดเรื่องการกระจายเมล็ดพันธุ์ไปให้ถึงมือเกษตรกร “ซึ่งตามหลักวิชาการที่ถูกต้องแล้ว..เกษตรกรควรเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ทุกๆ 3 ปี” เพราะเมื่อเกินจากนั้นเมล็ดพันธุ์ก็จะมีคุณภาพด้อยลง โดยความต้องการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวทั่วประเทศอยู่ที่ประมาณ 7-7.5 แสนตัน

จึงเป็นที่มาของการก่อตั้ง “ศูนย์ข้าวชุมชน” ขึ้นในระดับตำบล เพื่อเป็นแหล่งกระจายเมล็ดข้าวจากกรมการข้าว ศูนย์นี้จะทำหน้าที่คัดเลือกกันภายในว่าชุมชนไหนสมควรแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ หรือชุมชนไหนสมควรเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้ในปีถัดไป โดยการใช้กลไกศูนย์ข้าวชุมชนจะทำให้จัดลำดับความสำคัญได้ดีกว่าการให้เกษตรกรมาขอกันเองโดยตรง ซึ่งแต่ละชุมชนต้องไปบริหารจัดการกันเอง ว่าชุมชนใดควรเปลี่ยนแปลง และหากจำเป็นต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ก็จะได้นำเมล็ดพันธุ์ที่ราคาไม่แพงไปจำหน่ายช่วยเหลือเกษตรกร

“ทั้งเอกชน ทั้งสหกรณ์ ปีหนึ่งเขาจะผลิตเมล็ดข้าวประมาณ 5 แสนตันที่เหลือก็จะเป็นศูนย์ข้าวชุมชนทั่วประเทศอีกประมาณ 2 แสนตันที่ได้รับการสนับสนุนจากกรมเราไป แต่เกษตรกรก็ยังต้องซื้ออยู่ดีไม่ได้ให้ ก็ต้องลงทุนอยู่เหมือนกันแต่วันนี้ผมมีโครงการ ผมก็มีนโยบายว่าถ้าเป็นไปได้ เราจะทำอย่างไรให้เมล็ดพันธุ์ข้าวเราราคาต่ำ ไม่สูงมาก ให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเมล็ดพันธุ์ที่ดีได้” ณัฏฐกิตติ์ กล่าว

ทั้งนี้ หากย้อนไปในอดีตก่อนจะมีการตั้งศูนย์ข้าวชุมชนขึ้นจะมีเพียง “ศูนย์เมล็ดพันธุ์” ที่เป็นตัวแทนจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ของกรมการข้าว แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ “ต้นทุนการเดินทางของเกษตรกร” เพราะศูนย์เมล็ดพันธุ์มักจะอยู่ในตัวอำเภอบ้าง ตัวจังหวัดบ้าง ซึ่งไม่สะดวกกับเกษตรกรที่ต้องการซื้อเมล็ดพันธุ์ โดยเกษตรกรบางรายต้องเดินทางไกลเป็นร้อยกิโลเมตรเพื่อไปซื้อเมล็ดพันธุ์ในศูนย์ดังกล่าว

และเพื่อให้เมล็ดพันธุ์เข้าถึงเกษตรกรที่ต้องการได้ง่ายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ จากศูนย์ข้าวชุมชนที่ตั้งขึ้นในทุกตำบลที่มีการปลูกข้าว “กรมการข้าวจะทำงานร่วมกับสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ เพื่อขยายการกระจายเมล็ดพันธุ์ลงไปสู่ระดับหมู่บ้าน” เพราะทุกหมู่บ้านมีกลไกกองทุนหมู่บ้านอยู่แล้ว หากสามารถใช้ช่องทางนี้ได้ก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสในการกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวไปให้ถึงมือเกษตรกร

“ผมไปขอความร่วมมือกับกองทุนหมู่บ้าน ฉะนั้น พี่น้องไม่ต้องมาที่ตำบลก็ได้ มาที่กองทุนหมู่บ้านก็จะมีเมล็ดพันธุ์จำหน่ายให้เกษตรกร ฉะนั้นการเข้าถึงเมล็ดพันธุ์มันจะง่ายขึ้น เร็วขึ้น แล้วก็เป็นประโยชน์กับผู้ส่งออก ผู้ส่งออกไม่ต้องไปคิดอะไรมาก วันนี้ข้าวก็จะมีความบริสุทธิ์ แล้วเราก็สามารถแยกโซนได้ว่าตำบลนี้-หมู่บ้านนี้ เป็นข้าวชนิดนี้อย่างเดียวนะ เราก็จะสามารถแบ่งโซนไปได้ในตัว

อย่างภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะเอาพันธุ์ข้าวไวต่อช่วงแสงไปปลูกนี่ไมได้แล้ว จะเอาข้าว กข85 จะเอา 95 ไปปลูก แล้วอีกทีหนึ่งเก็บผลผลิตเสร็จก็หันมาปลูกข้าวหอมมะลิหรือข้าวเหนียว กข ต่างๆ มันก็ปลอมปน ฉะนั้น เราต้องแยกโซนให้ได้ แต่ถ้าของโคราช พื้นที่แถวปักธงชัยเขาจะทำนาปรังน้ำเขาดี เขาไม่ได้ปลูกข้าวหอมมะลิอันนี้เราก็ไม่ว่ากัน แต่บางพื้นที่โดยทั่วไป พอมีน้ำก็อยากจะปลูกข้าวนาปรัง เสร็จแล้วก็ปลูกข้าวหอมมะลิ การปลอมปนมันก็สูง” อธิบดีกรมการข้าว ระบุ

ประการต่อมา “กรมการข้าวได้รับมอบหมายจาก กระทรวงพาณิชย์ ให้เป็นหน่วยงานตรวจสอบพันธุกรรม (DNA) สำหรับข้าวเพื่อการส่งออก” ในอดีตประเทศไทยมีศูนย์ตรวจสอบแห่งเดียวอยู่ที่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (วิทยาเขตกำแพงแสน จ.นครปฐม) ซึ่งผู้ที่ประสงค์จะส่งออกข้าวจากไทยไปขายยังต่างประเทศต้องนำข้าวไปตรวจสอบก่อน การที่กรมการข้าวได้รับภารกิจนี้มาก็จะช่วยสนับสนุนให้เกิดการส่งออกข้าวได้มากขึ้น และเมื่อผู้ส่งออกสามารถส่งออกข้าวได้ง่ายขึ้นเกษตรกรก็พลอยได้รับประโยชน์ไปด้วย

ณัฏฐกิตติ์ ยกตัวอย่าง “ศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี จ.อุบลราชธานี” ซึ่งตนเพิ่งเดินทางไปเปิด “หน่วยปฏิบัติการตรวจสอบเอกลักษณ์พันธุกรรมข้าวหอมมะลิไทย” เมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2566 ที่ผ่านมา ว่า ที่นี่คือห้องปฏิบัติการ (Lab) แห่งแรกของกรมการข้าวที่ได้รับการรับรอง แต่ในอนาคตจะขยายไปยัง สถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ จ.สุพรรณบุรี เพิ่มขึ้นอีกแห่งหนึ่งด้วย

อนึ่ง ในปี 2565 ที่ผ่านมา กรมการข้าว เปิดตัวเมล็ดพันธุ์ 4 สายพันธุ์ ได้แก่ กข93 (พุ่มพวงเมืองสองแคว), กข95 (ดกเจ้าพระยา), กช97 (หอมรังสิต) และ กข101(ทุ่งหลวงรังสิต) ซึ่ง อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยความคืบหน้าเพิ่มเติมว่า เกษตรกรมีความต้องการข้าวพันธุ์ กข95 สูงมาก ซึ่งคาดว่าจะสามารถส่งเมล็ดพันธุ์ถึงมือเกษตรกรได้อย่างเต็มที่หลังจากเดือนเม.ย. 2566 เป็นต้นไป เนื่องจากที่ผ่านมา กรมการข้าวสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ในชั้นเมล็ดพันธุ์ขยายได้ราว 4-5 พันตัน แต่ยังไม่นำออกจำหน่ายในทันทีเพราะต้องการให้นำไปขยายเพื่อให้ได้จำนวนเพิ่มขึ้น

ซึ่งคาดว่าจะได้เมล็ดพันธุ์ถึง 1 หมื่นตัน เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสเข้าถึงได้มากขึ้น โดยข้าวพันธุ์ กข95 นั้นให้ผลผลิตต่อไร่ค่อนข้างสูงและใช้เวลาปลูกไม่นานเมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่นๆ ก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม สำหรับข้าวที่อายุการเก็บเกี่ยวเร็วนั้นก็ต้องอาศัยการดูแลรักษาอย่างมีวินัยพอสมควร เพราะการตอบสนองของข้าวต่อปุ๋ยจะค่อนข้างเร็วใช้ระยะเวลาค่อนข้างจำกัด ดังนั้นการเตรียมพื้นที่ปลูกจึงต้องทำให้ดี หากปล่อยปละละเลยผลผลิตที่ได้ก็จะต่ำลง

อธิบดีกรมการข้าว ยังกล่าวอีกว่า ในส่วนของการวิจัยพันธุ์ข้าว เพิ่งได้งบประมาณจากรัฐบาลมา 1,256 ล้านบาท เพื่อให้ปรับปรุงศูนย์วิจัยซึ่งขาดการปรับปรุงมานานถึง 40 ปี เครื่องมือที่มีอยู่เป็นของเก่าสมัยที่โอนย้ายมาจากกรมวิชาการเกษตร หากแล้วเสร็จการวิจัยพันธุ์ข้าว ซึ่งถือเป็น “ต้นน้ำ” ก็จะทำได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการผลิตเมล็ดข้าว ซึ่งเป็น “กลางน้ำ” ที่ก็เพิ่งได้รับงบประมาณมาเมื่อปี 2565 จากเงินกู้ฟื้นฟูเศรษฐกิจช่วงโควิด และ “ปลายน้ำ” คือศูนย์ข้าวชุมชนทั่วประเทศจำนวน ราว 6,500 แห่ง ตลอดจนชาวนาอาสา

โดย “ชาวนาอาสา” นั้นหมายถึงอาสาสมัครภาคประชาชนเช่นเดียวกับ หมอดินอาสา (เกษตรกรที่สนใจการพัฒนาที่ดิน จึงเข้าร่วมกับกรมพัฒนาที่ดิน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรด้วยกัน) หรืออาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.-บุคคลที่ได้รับการยอมรับจากคนในชุมชน และได้รับการอบรมจากกระทรวงสาธารณสุข จนสามารถทำงานส่งเสริมสุขภาพคนในชุมชนได้) เป็นต้น ซึ่ง ชาวนาอาสา คือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่มีจิตอาสาต้องการช่วยเหลือเพื่อนร่วมอาชีพ เช่น การรวบรวมข้อมูล การถ่ายทอดข้อมูล เป็นต้น

ที่ผ่านมา ชาวนาอาสา กำหนดให้มีได้เพียงหมู่บ้านละ 1 คน แต่ในความเป็นจริงจำนวนพื้นที่นาในแต่ละหมู่บ้านไม่เท่ากัน บางหมู่บ้านมีที่นา 500 ไร่ แต่บางหมู่บ้านก็มีมากกว่า 5,000 ไร่ จึงปรับแก้แนวปฏิบัติโดยหากเป็นหมู่บ้านที่มีที่นามากกว่า 5,000 ไร่ ให้มีชาวนาอาสาได้ 3 คน หรือต่ำกว่า 5,000 ไร่มีได้ 2 คน โดยคาดว่า ณ สิ้นเดือน ก.พ. 2566 น่าจะมีชาวนาอาสาทั่วประเทศราว 1.5-1.8 แสนคน ทำหน้าที่ประสานระหว่างเกษตรกรและกรมการข้าว สื่อสารความรู้ด้านการใช้เมล็ดพันธุ์ที่ดีและการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนการผลิตก็จะขับเคลื่อนได้เร็วขึ้น

“ท่านคิดดูว่า องคาพยพครั้งนี้มันจะประสบผลสำเร็จและมันสามารถชี้นำอะไรได้ เราไม่จำเป็นต้องใช้บุคลากรอะไรมากมาย เราใช้เฉพาะไอทีเข้ามาช่วย แล้วก็อาสาข้าวที่อยู่ในพื้นที่เราอย่าลืมว่าชุมชนต้องแก้ปัญหาชุมชนด้วยชุมชนของเขาเอง รัฐบาลเพียงแต่เป็นพี่เลี้ยงคอยประคองสนับสนุนเขาแค่นั้น เขาจะรู้ปัญหาดีกว่าเรา” อธิบดีกรมการข้าว กล่าวในตอนท้าย

10 ก.พ. 2566 ณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดหน่วยปฏิบัติการตรวจสอบเอกลักษณ์พันธุกรรมข้าวหอมมะลิไทย ณ ศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี จ.อุบลราชธานี

10 ก.พ. 2566 ณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดหน่วยปฏิบัติการตรวจสอบเอกลักษณ์พันธุกรรมข้าวหอมมะลิไทย ณ ศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี จ.อุบลราชธานี

4 ม.ค. 2565 ณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้า โครงการก่อสร้างศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุพรรณบุรี ต.รั้วใหญ่ อ.เมืองสุพรรณบุรี จ.สุพรรณบุรี

4 ม.ค. 2565 ณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้า โครงการก่อสร้างศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุพรรณบุรี ต.รั้วใหญ่ อ.เมืองสุพรรณบุรี จ.สุพรรณบุรี

9 ธ.ค. 2565 ณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว (ที่ 2 จากซ้าย) ร่วมแถลงข่าวการขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธ์ุข้าว ปี 2566 ณ ห้องประชุมจักรพันธุ์ กรมการข้าว

9 ธ.ค. 2565 ณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว (ที่ 2 จากซ้าย) ร่วมแถลงข่าวการขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธ์ุข้าว ปี 2566 ณ ห้องประชุมจักรพันธุ์ กรมการข้าว