‘ตรีนุช’แจงใช้เงิน’สกสค.’ แก้ปัญหาหนี้สินครู ตรงตามภารกิจ-โปร่งใส-ตรวจสอบได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/713632

‘ตรีนุช’แจงใช้เงิน'สกสค.' แก้ปัญหาหนี้สินครู ตรงตามภารกิจ-โปร่งใส-ตรวจสอบได้

‘ตรีนุช’แจงใช้เงิน’สกสค.’ แก้ปัญหาหนี้สินครู ตรงตามภารกิจ-โปร่งใส-ตรวจสอบได้

วันเสาร์ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 19.37 น.

“ตรีนุช” ใช้เงิน สกสค.จัดกิจกรรมแก้หนี้สินครู ตรงตามภารกิจ-เป้าหมาย-โปร่งใส-ตรวจสอบได้

25 ก.พ.2566 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับการใช้เงินของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 วงเงิน 100 ล้านบาท เพื่อมาดำเนินโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาอาจจะไม่ถูกต้อง นั้น ตนได้มอบหมายให้ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี รองปลัด ศธ. รักษาการเลขาธิการ สกสค.ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวแล้ว และนายพิเชฐ ได้รายงานเบื้องต้นว่า การอนุมัติใช้วงเงินดังกล่าว เป็นไปอย่างถูกต้องตรงตามเป้าหมาย เพราะ สกสค.เป็นหน่วยงานในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ มีภารกิจในการส่งเสริมสวัสดิการ สวัสดิภาพ สิทธิประโยชน์เกื้อกูลและความมั่นคง ส่งเสริมความสามัคคีและผดุงเกียรติครูและบุคลาการทางการศึกษา เพื่อให้ครูฯ มีคุณภาพชีวิตที่ดี อีกทั้งดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูก็เป็นนโยบายรัฐบาล นโยบายกระทรวงศึกษาธิการ ที่ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องและให้ความสำคัญมาโดยตลอด ดังนั้น เมื่อสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) ได้เสนอโครงการมาขอสนับสนุนงบประมาณจาก สกสค. และ สกสค.ได้วิเคราะห์ทั้ง 2 กิจกรรมแล้ว   เห็นว่ามีเป้าหมายที่ตรงกัน ครูจะได้รับประโยชน์จริง จะมีผลดีทั้งการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูทั้งในระยะสั้นและระยะยาว 

รมว.ศธ กล่าวต่อว่า ทาง สกสค.ได้วิเคราะห์ว่าโครงการที่เสนอมาสอดคล้องกับภารกิจของ สกสค. สอดคล้องนโยบายกระทรวง และสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล เป็นไปตาม พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 มาตรา 62 และตามข้อบังคับคณะกรรมการ สกสค. ว่าด้วยเงินสนับสนุนพิเศษและส่งเสริมความมั่นคงตามโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค.และ ช.พ.ส. พ.ศ. 2565 ประกอบกับเห็นว่ากระทรวงศึกษาธิการเป็นหน่วยงานหลัก และมีเอกภาพในการบังคับบัญชาหน่วยงานด้านการศึกษาทั่วประเทศทั้งภาครัฐและเอกชน มีการจัดตั้งสถานีแก้หนี้ทุกจังหวัด และลงไปถึงระดับเขตพื้นที่การศึกษา และ สกสค. มีภารกิจในการจัดสวัสดิการ สวัสดิภาพ แก่ครูฯ จึงเห็นสมควรบูรณาการความร่วมมือในการดำเนินโครงการดังกล่าว เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อคุณภาพชีวิตครูฯ อันจะส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียน ดังนั้น สกสค.จึงเสนอโครงการในร่างแผนปฏิบัติการและแผนการใช้จ่ายงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ต่อคณะกรรมการ สกสค.และได้รับอนุมัติให้ดำเนินการจากคณะกรรมการฯ โดยมี 2 กิจกรรม ดังนี้ 1. การอบรมพัฒนาครูฯ เพื่อสร้างวินัยทางการเงินสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนภายใต้แนวคิดตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 2. อุดหนุนกิจกรรมป้องกันและแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯ ภายใต้โครงการการจัดงานมหกรรมการเงินเพื่อครูไทย “Unlock a better life ” สร้างโอกาสใหม่ เพื่อชีวิตครูไทยที่ดีกว่า การส่งเสริมสนับสนุนสวัสดิการ และสวัสดิภาพครู การพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา และบอร์ด สกสค.อนุมัติให้ดำเนินโครงการ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้มีการเบิกจ่ายงบประมาณเลย

“ในการดำเนินโครงการ สกสค. ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารโครงการ เพื่อทำหน้าที่กำกับ ติดตามผลการดำเนินงานให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการ และเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล ซึ่งขณะนี้การอบรมพัฒนาครูฯ อยู่ระหว่างการจัดทำ (ร่าง) ขอบเขตของงาน หรือ TOR ของคณะกรรมการ ซึ่งมีองค์ประกอบ จากหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความรอบคอบ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อครูฯ ส่วนการอุดหนุนกิจกรรมป้องกันและแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯภายใต้โครงการการ      จัดงานมหกรรมการเงินเพื่อครูไทย “Unlock a better life” สร้างโอกาสใหม่ เพื่อชีวิตครูไทยที่ดีกว่า สป.ศธ.ได้จัดทำแผนการดำเนินงานในโครงการดังกล่าวเสนอ สกสค.แล้ว ซึ่งดิฉันได้กำชับไปว่าในการดำเนินงานตามโครงการนี้ทั้ง 2 กิจกรรม ขอให้ดำเนินการอย่างถูกต้อง คุ้มค่า โปร่งใส ตรวจสอบได้” นางสาวตรีนุช กล่าว

‘วิษณุ’ ชมคุณหญิงกัลยา สร้างผลงาน 4 ปี เป็นที่ประจักษ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/713593

'วิษณุ' ชมคุณหญิงกัลยา สร้างผลงาน 4 ปี เป็นที่ประจักษ์

‘วิษณุ’ ชมคุณหญิงกัลยา สร้างผลงาน 4 ปี เป็นที่ประจักษ์

วันเสาร์ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 17.31 น.

“วิษณุ” ชมคุณหญิงกัลยา สร้างผลงาน 4 ปี เป็นที่ประจักษ์ งานเด่นดัน CODING เป็นวาระแห่งชาติช่วยสร้างภูมิคุ้มกันเด็กไทย “คุณหญิงกัลยา”มั่นใจ แม้ยุบสภา งานก็ยังคงยั่งยืน

25 กุมภาพันธ์ 2566 ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกล่าวเปิดงาน “สร้างภูมิคุ้มกัน ด้วยวิทยาศาสตร์และ CODING” พร้อมด้วย ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และผู้บริหารหน่วยงานในกำกับ กระทรวงศึกษาธิการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานวิชาการ ศักยภาพ และขีดความสามารถในการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ให้กับประชาชนทั่วไปได้ทราบ รวมไปถึงผลการดำเนินงานในการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาภายใต้การกำกับดูแลของคุณหญิงกัลยาตลอดระยะเวลา 4 ปี โดยมีนางสาวพุทธชาด ศรีนิศากร ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการตลาด บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) ให้การต้อนรับ ณ ลานกิจกรรม ชั้น G Avenue Zone A (ใต้ลาน Skywalk) MBK Center 

ดร.วิษณุ  กล่าวว่า ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ ได้ติดตามการทำงานของ ดร.คุณหญิงกัลยา  มาโดยตลอดตั้งแต่ปีแรกที่คุณหญิงกัลยารับตำแหน่งจนถึงวันนี้ ได้เห็นถึงความตั้งใจและความมุ่งมั่นของคุณหญิงในการทำงานขับเคลื่อนนโยบายสำคัญด้านการศึกษาต่าง ๆ ให้สำเร็จลุล่วง จนมีผลงานปรากฏเด่นชัดอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะนโยบาย CODING ที่คุณหญิงกัลยาเป็นผู้นำให้เป็นนโยบายของรัฐบาล และแถลงต่อรัฐสภา ผลักดันให้ CODING เป็นวาระแห่งชาติ จนประสบความสำเร็จ ถือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเด็กไทยและคนไทยทุกคนให้สามารถเผชิญหน้าและอยู่กับโลกยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนโยบาย CODING คุณหญิงกัลยายังขับเคลื่อนนโยบายและโครงการอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปการศึกษาอีกมากมาย อาทิ การพลิกโฉมอาชีวะเกษตร ด้วยโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ซึ่งขับเคลื่อนผ่านวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี (วษท.) จนเกิดหลักสูตร “ชลกร” นโยบายการศึกษาพิเศษ โครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ โครงการ “คนละเครื่อง พี่แบ่งให้…น้องได้เรียน” เพื่อแบ่งปัน Smart Device สร้างการศึกษาไทยให้เท่าเทียม นโยบายการอ่าน เขียน เรียนประวัติศาสตร์ผ่านการสื่อสารร่วมสมัย รวมไปถึงการปรับหลักสูตรการเรียนรู้ รูปแบบการเรียนการสอน และวัดผล และการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เพื่อให้การศึกษาเป็นไปตามรูปแบบที่เหมาะต่อสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้เยาวชนไทยได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมและมีประสิทธิภาพสูงสุด เป็นต้น

“ 4 ปีในการทำหน้าที่ของดร.คุณหญิงกัลยา  ที่เข้ามาทำงานด้านการศึกษา ผมไม่รู้ว่าคุณหญิงจะคุ้มหรือไม่ แต่ผมรู้ว่าประเทศคุ้มที่ได้คุณหญิงกัลยามาช่วยขับเคลื่อนงานการศึกษา ผมอยากเอาสิ่งที่คุณหญิงทำทั้งหมดเหล่านี้ไปให้รัฐมนตรีคนอื่นเขาได้เห็น อยากเอาสิ่งเหล่านี้ไปให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้ดู อยากเอาสิ่งเหล่านี้ไปให้ครูบาอาจารย์ทั่วประเทศได้รับรู้ ว่ามีตัวอย่างให้เห็นว่ามีเด็กที่เรียกว่าห่างไกลความเจริญ เช่น อมก๋อย เขาได้ทดลองทำให้เห็นและประสบผลสำเร็จแล้ว ซึ่งถ้าใครมีสติปัญญาช่วยเอาไปสานต่อ เอาไปขับเคลื่อนต่อน่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ต้องขอขอบคุณคุณหญิงกัลยาที่ได้ทำสิ่งเหล่านี้ และเป็นกำลังใจให้คุณหญิงกัลยาและผู้ปฏิบัติงานทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนการศึกษาไทยให้ไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง ประสบผลสำเร็จตามเจตจำนงที่วางไว้ทุกประการ” ดร.วิษณุ กล่าว

ด้าน ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า ตั้งแต่วันแรกที่ตนมาดำรงตำแหน่ง รมช.ศธ.ได้ตระหนักดีถึงความรับผิดชอบและความท้าทายในการทำหน้าที่ และทราบดีว่านี่คือภารกิจอันยิ่งใหญ่ของคนไทยรุ่นเราที่ต้องสร้างเด็กไทยและคนไทยให้มีความพร้อม มีภูมิคุ้มกัน ในการดำรงชีวิตภายใต้ยุคดิจิทัล ที่มีทั้งความผันผวน ไม่แน่นอน ซับซ้อน คลุมเครือ  ซึ่งเรียกรวมกันสั้น ๆ ว่า VUCA WORLD โดยได้ขับเคลื่อนนโยบาย และโครงการสำคัญเพื่อมุ่งสู่การปฏิรูปการศึกษาในศตวรรษที่ 21 และสอดคล้องกับเป้าหมายของการศึกษาโลก ที่จำเป็นต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กไทยพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว อาทิ การขับเคลื่อนนโยบาย CODING ซึ่งไม่เพียงแต่จะมุ่งเน้นการเรียนการสอน CODING ไปที่ครูและนักเรียนเท่านั้น แต่จะกระจายการเรียนรู้ให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม ทุกอาชีพ และทุกช่วงวัย ภายใต้แนวคิด “CODING FOR ALL” การนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาใช้ในกระบวนการการเรียนการสอน ซึ่งได้ขยายโอกาสให้เด็กนักเรียนทุกคนต้องได้เรียนวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างทั่วถึง  รวมไปถึงโครงการอัจฉริยะเกษตรประณีต เป็นการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ CODING มาประยุกต์กับด้านการเกษตรให้เกิดผลผลิตในเชิงพาณิชย์ภายใต้พื้นที่ที่จำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จในเวลาอันรวดเร็วเพียง 6 เดือนเท่านั้น หลังจากเริ่มต้นโครงการในปี 2562  และการยกระดับวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี เพื่อสร้างผู้ประกอบการภาคการเกษตรให้สอดคล้องกับสังคมโลกในศตวรรษที่ 21 โดยผ่านโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ซึ่งเชื่อมั่นว่าเมื่อเยาวชนไทย หรือคนไทยมีองค์ความรู้เรื่องการบริหารจัดการน้ำที่เป็นมาตรฐานในระดับสากลแล้วก็จะสร้างความมั่นคงและยั่งยืนด้านเศรษฐกิจให้กับประเทศชาติอย่างแน่นอน 

รมช.ศธ. กล่าวต่อว่า งานการศึกษาเปรียบเสมือนการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ที่ต้องใช้เวลา เสียสละ และมีความตั้งใจ ตนจึงอยากขอบคุณทุกฝ่ายที่ได้สนับสนุนการทำงานมาโดยตลอดระยะเวลา 4 ปี ที่ผ่านมาทั้งท่านผู้บริหารของกระทรวงศึกษาธิการ คณะที่ปรึกษาฯ คณะทำงาน ข้าราชการ รวมถึงสื่อมวลชนที่ได้ร่วมถ่ายทอดนโยบายไปยังสาธารณชน ทำให้ได้รับเสียงสะท้อนเพื่อนำมาปรับปรุง เปลี่ยนแปลงแก้ไขระหว่างทางเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ต่อทั้งตัวผู้เรียน ครูผู้สอน และผู้เกี่ยวข้องในทุกภาคส่วน

“ขณะนี้โครงการสำคัญต่าง ๆ ที่ดิฉันทำ เช่น โครงการวิทยาศาสตร์พลัง 10  และ โคชดิ้ง ถือว่าติดลมบนแล้ว และมีคนรับผิดชอบ เพื่อนำไปประยุกค์ใช้  ดังนั้น หากจะยุบสภาในเร็ว ๆนี้ และถ้าดิฉันไม่ได้อยู่ดูแลงานกระทรวงศึกษาธิการแล้ว โครงการเหล่านี้ก็ยังคมอยู่ เพราะการศึกษามีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหมายถึงความมั่นคงของประเทศ เพราะฉะนั้นแต่ละคนคือกลไกลขับเคลื่อนการศึกษาให้เราสามารถก้าวข้ามวิกฤติได้ ดังนั้น โครงการต่าง ๆเหล่านี้จะยังคงอยู่และไม่หายไปไหนและจะพัฒนาให้มากขึ้นดีขึ้น เพราะคนเข้าใจแล้วและจะได้รับความร่วมมือจากทุกหน่วยงาน อยากให้สนับสนุนการศึกษาเพื่อให้คนไทยมีความสุข ในศตวรรษที่ 21 โลกที่มีความผันผวนไม่แนานอน” ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าว 
 

บพท.จับมือ มฟล.ร่วมจัดแสดงทุนวัฒนธรรมผ่านงานวิจัย’ฟื้นใจเมือง’ รมว.อว.รุดชมหนุนเต็มที่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/713583

บพท.จับมือ มฟล.ร่วมจัดแสดงทุนวัฒนธรรมผ่านงานวิจัย'ฟื้นใจเมือง' รมว.อว.รุดชมหนุนเต็มที่

บพท.จับมือ มฟล.ร่วมจัดแสดงทุนวัฒนธรรมผ่านงานวิจัย’ฟื้นใจเมือง’ รมว.อว.รุดชมหนุนเต็มที่

วันเสาร์ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 16.19 น.

หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) จับมือ มฟล. ร่วมจัดแสดงทุนวัฒนธรรมผ่านงานวิจัย”ฟื้นใจเมือง” รมว.อว.รุดชมพร้อมชี้หนุนเต็มที่

วันที่ 25 ก.พ.66 ที่อาคารพลเอกสำเภา ชูศรี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) จ.เชียงราย ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีเปิดงานมหกรรมทุนทางวัฒนธรรมฟื้นใจเมือง จากงานวิจัยสู่การพัฒนาพื้นที่ (ภาคเหนือ) โดยมี ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ กระทรวง อว. ศาตราจารย์พิเศษ ดร.วันชัย ศิริชนะ นายกสภา มฟล. รศ.ดร.ชยาพร วัฒนศิริ อธิการบดี มฟล. พร้อมด้วยฝ่ายที่เกี่ยวข้องโดยกิจกรรมมีการจัดแสดงผลิตภัณฑ์ในภาคเหนือ ณ ลานมหกรรมฟื้นใจเมือง ภายในมีผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่เกิดจากภูมิปัญญาพื้นบ้านซึ่งได้รับการวิจัยและพัฒนาตามหลักวิชาการ จนมีคุณภาพมาตรฐานและเป็นที่ต้องการของตลาด เช่น ข้าว ผ้าทอ เสื้อผ้า สมุนไพรฯลฯ ระหว่างวันที่ 24-26 ก.พ.นี้

ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ บพท.กล่าวว่า เนื่องจากประเทศไทยมีความร่ำรวยด้วยฐานทุนวัฒนธรรมมากมาย บพท.จึงได้ร่วมกับเครือข่ายศิลปิน ท้องถิ่น มหาวิทยาลัย ฯลฯ ตลอดจนภาคีที่เกี่ยวข้อง ครอบคลุม 60 จังหวัด จำนวนกว่า 6,000 ราย ในการต่อยอดขยายผลทุนทางวัฒนธรรม ทั้งในมิติการเรียนรู้ อนุรักษ์ และการนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก กล่าวว่า ปัจจุบันการท่องเที่ยวของไทยฟื้นตัวขึ้นอย่างรวดเร็วและคนทั่วโลกต้องการเดินทางไปเยือนประเทศไทย เช่น คนจีนรุ่นใหม่ที่เดินทางมาเองโดยไม่มากับทัวร์ท่องเที่ยวแล้วเข้าไปท่องเที่ยวตามหมู่บ้านและชุมชนต่างๆ  จึงจำเป็นที่แต่ละพื้นที่จะต้องมีผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพมาตรฐานโดยอาศัยการวิจัยดังกล่าวรวมทั้งพยายามให้อาศัยอยู่ในประเทศไทยนานถึงตั้งแต่ 6 เดือนถึง1 ปีต่อไป 

ศาสตร์จารย์พิเศษ ดร.เอนก กล่าวอีกว่าตนมีตัวอย่างกรณีประเทศอิสราเอลซึ่งมีพื้นที่เป็นทะเลทรายกว่า60% แต่มีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และชาวอิสราเอลนิยมเดินทางมาประเทศไทยเพราะค่าครองชีพต่ำ ดังนั้นตนจึงได้ชักชวนให้เข้ามาร่วมกันทำการวิจัยในประเทศไทยซึ่งมีความพร้อมโดยเฉพาะภูมิศาสตร์ ภูมิอากาศ ทุนทางวัฒนธรรมในแต่ละพื้นที่ที่มีคุณค่าคาดว่าในอนาคตก็คงจะมีความคืบหน้าต่อไปอีก

ด้าน รศ.ดร.วันชัย กล่าวว่า นับเป็นมิติใหม่ที่มีการส่งเสริมทุนทางด้านวัฒนธรรมเพื่อเป็นกำลังสำคัญของประเทศไทย ซึ่งเคยมีอยู่อย่างหลากหลายแต่ที่ผ่านมาบางอย่างถูกละทิ้งและบางอย่างได้สูญหายไปดังนั้นการกระตุ้นเพื่อให้สามารถนำมาใช้ในยุคปัจจุบันจึงเป็นเรื่องที่ดีอย่างมาก โดยทาง มฟล.รับเป็นเจ้าภาพโดยร่วมกับมหาวิทยาลัยพะเยาในการจัดงานครั้งนี้และน่ายินดีที่ทางกระทรวง อว.ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่

รศ.ดร.ชยาพร กล่าวว่า ที่ผ่านมา มฟล.ได้ขับเคลื่อนทำงานวิจัยจากทุนทางวัฒนธรรมมาโดยตลอด 10 ปีมานี้ ทั้งที่ไม่ได้รับทุนการวิจัยและได้รับทุนการวิจัย กระทั่งปัจจุบันสามารถจดทรัพย์สินทางปัญญาด้านวัฒนธรรมได้ถึง 82 รายการ ทำให้กลายเป็นห้องทดลองเรียนรู้โดยมีวัตถุประสงค์คือให้ทุนทางวัฒนธรรมนั้นๆ สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จริง – 003

เคลียร์‘หักโหด’!ผู้กู้ยืม‘กยศ.’แจ้งขอลดหักเงินเหลือ 100 บาทต่อเดือนได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/713519

เคลียร์‘หักโหด’!ผู้กู้ยืม‘กยศ.’แจ้งขอลดหักเงินเหลือ 100 บาทต่อเดือนได้

เคลียร์‘หักโหด’!ผู้กู้ยืม‘กยศ.’แจ้งขอลดหักเงินเหลือ 100 บาทต่อเดือนได้

วันเสาร์ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 10.03 น.

รองโฆษกรัฐบาล ย้ำ ผู้กู้ยืม กยศ. สามารถแจ้งขอลดการหักเงินเหลือ 100 บาทต่อเดือนได้ ยืนยัน กยศ. ไม่หักโหดตามที่มีการเผยแพร่ข่าว

25 กุมภาพันธ์ 2566 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนมาอย่างต่อเนื่อง ตามข้อสั่งการของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งแก้ไขปัญหาให้เกิดผลเป็นรูปธรรม อย่างมีประสิทธิภาพ  โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)  ได้ดำเนินการช่วยเหลือลูกหนี้แล้วในหลายด้าน เช่น การปรับปรุงรูปแบบการจ่ายชำระคืน การปรับปรุงลำดับการตัดชำระหนี้ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ การปรับโครงสร้างหนี้ให้กับผู้ที่มีปัญหา  เพื่อให้ลูกหนี้มีภาระที่ลดลง

นางสาวรัชดา กล่าวถึง กรณีที่มีประเด็นในสื่อสังคมออนไลน์โพสต์ ข้อความเกี่ยวกับการหักเงินเดือนของลูกหนี้ กยศ. พร้อมเอกสารแสดงตัวอย่างโดยระบุว่า กยศ. หักเงินเดือนลูกหนี้อย่างโหด ทางกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)  ได้ชี้แจงว่า จากกรณีที่มีหนังสือของกองทุนปรากฏในข่าวนั้น เป็นหนังสือที่กองทุนได้ส่งถึงหน่วยงานนายจ้างเพื่อแจ้งวิธีการคำนวณเงินรายเดือนเพื่อชำระหนี้คืนกองทุนด้วยการหักเงินเดือน ซึ่งตัวเลขที่ระบุในหนังสือเป็นตัวเลขตัวอย่างของผู้กู้ยืมที่มียอดผิดนัดชำระหนี้สูง แต่ในทางปฏิบัติเมื่อผู้กู้ยืมได้รับหนังสือดังกล่าว ผู้กู้ยืมสามารถยื่นขอปรับโครงสร้างหนี้หรือขอไกล่เกลี่ยกับกองทุนแล้วแต่กรณี และสามารถขอปรับลดจำนวนที่หักเงินเดือน โดยชำระขั้นต่ำ 100 บาทต่อเดือนได้

ทั้งนี้ รัฐบาลพร้อมดำเนินการช่วยเหลือและให้โอกาสเด็กทุกคน ได้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาได้ทุกคน สำหรับผู้กู้ยืมที่ต้องการเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยหนี้ กยศ ขอเชิญร่วมงาน “พร้อมใจไกล่เกลี่ย แก้หนี้ครัวเรือน” ซึ่งจัดขึ้นโดย กรมบังคับคดี และ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงาน และสถาบันการเงินกับลูกหนี้ได้เจรจาไกล่เกลี่ยและหาทางออกร่วมกัน เพื่อช่วยลดปริมาณคดีที่จะขึ้นสู่ศาล  โดยผู้กู้ยืมที่เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย สามารถกลับเข้ามาสู่ระบบการชำระหนี้ให้เป็นปกติได้  โดยกำหนดจัดกิจกรรมจะจัดขึ้น ณ ชั้น 1 อาคารที่ทำการกระทรวงยุติธรรม (แจ้งวัฒนะ) ตามกำหนดการดังนี้ วันเสาร์ที่ 25 มีนาคม 2566  วันเสาร์ที่ 8 เมษายน 2566 วันเสาร์ที่ 13 พฤษภาคม 2566  วันเสาร์ที่ 10 มิถุนายน 2566  วันเสาร์ที่ 8 กรกฎาคม 2566 วันเสาร์ที่ 5 สิงหาคม 2566 และวันเสาร์ที่ 9 กันยายน 2566

สกสว.ประสานกรมพลศึกษา ขับเคลื่อนการวิจัยยกระดับด้านกีฬาของประเทศสู่ระดับนานาชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/713394

สกสว.ประสานกรมพลศึกษา ขับเคลื่อนการวิจัยยกระดับด้านกีฬาของประเทศสู่ระดับนานาชาติ

สกสว.ประสานกรมพลศึกษา ขับเคลื่อนการวิจัยยกระดับด้านกีฬาของประเทศสู่ระดับนานาชาติ

วันศุกร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 17.05 น.

สกสว. และ กรมพลศึกษา ร่วมหารือการขับเคลื่อนการวิจัยด้านกีฬา และ นันทนาการ สร้างความสุข และ สุขภาพที่ดี พร้อมยกระดับความสามารถทางด้านกีฬาสู่ระดับนานาชาติ

เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2566 ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)โดย ผศ.ดร.แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง ผู้อำนวยการกลุ่มภารกิจการพัฒนา ววน. ด้านสังคม สิ่งแวดล้อม เชิงพื้นที่ และลดความเหลื่อมล้ำ สกสว. พร้อมด้วย ผศ. สุภาวดี โพธิยะราช ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส สกสว. และเจ้าหน้าที่ สกสว.ร่วมประชุม หารือ และ ติดตามการดำเนินงานด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ของ กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาโดยมีดร.วนิดา พันธ์สอาดผู้อำนวยการสำนักวิทยาศาสตร์การกีฬา กรมพลศึกษาพร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และนักวิจัย ให้การต้อนรับและนำเสนอผลการดำเนินงานโครงการ และกิจกรรมที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

โอกาสนี้ ผศ.ดร.แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง กล่าวว่า สกสว.มีพันธกิจในการจัดทำนโยบาย แผนยุทธศาสตร์ และกรอบงบประมาณด้านววน. ของประเทศ รวมถึงบริหารระบบงบประมาณด้าน ววน. ผ่านการจัดสรรงบประมาณจากกองทุนส่งเสริม ววน. ให้กับหน่วยงานในระบบ ววน. ซึ่งแบ่งออกงบประมาณเป็น 2 ส่วน ได้แก่ งบประมาณเพื่อสนับสนุนงานเชิงกลยุทธ์ (Strategic Fund-SF) ตามแนวนโยบายระดับชาติ ยุทธศาสตร์ชาติ ยุทธศาสตร์การอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ แผนด้าน ววน. หรือ ประเด็นเร่งด่วนตามนโยบายรัฐบาล รวมทั้งประเด็นที่เกิดจากความต้องการของผู้ใช้ประโยชน์โดยตรงซึ่งสร้างผลกระทบในวงกว้าง ให้กับหน่วยบริหารจัดการทุน (PMU) ทั้ง 9 แห่งและ งบประมาณสนับสนุนงานมูลฐาน (Fundamental Fund-FF) โดยจัดสรรในรูปแบบงบประมาณแบบวงเงินรวม (Block Grant) เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของหน่วยงานตามพันธกิจการพัฒนาประเทศ ทั้ง 190 หน่วยงาน

ทั้งนี้ สกสว. หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การจัดสรรงบประมาณสำหรับแผนงาน หรือ โครงการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี หรือ โครงการวิจัยและนวัตกรรม ตามพันธกิจของหน่วยงาน ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการพัฒนาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และสามารถตอบสนองแนวนโยบายระดับชาติ ที่จะนำไปสู่การพัฒนาบุคลากรของหน่วยงาน และ ประเทศต่อไป  

ด้าน ดร.วนิดา พันธ์สอาดกล่าวว่า การส่งเสริมและพัฒนาและเผยเเพร่องค์ความรู้ นวัตกรรมด้านการออกกำลังกาย กีฬา นันทนาการ และวิทยาศาสตร์การกีฬา เป็นพันธกิจหนึ่งของกรมพลศึกษา ที่จะต้องมีการศึกษาและวิจัยพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมด้านการกีฬาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบัน สกสว. ได้จัดสรรงบประมาณ จากกองทุน ววน. ให้ดำเนินการศึกษาและวิจัย ในปี 64-65 อาทิ การวิจัยเรื่องตัวบ่งชี้ของการมีสุขภาพสมองที่ดี : การพัฒนาเกณฑ์ปกติของแบบทดสอบความสามารถทางสมองของวัยรุ่นไทยซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการส่งเสริมและพัฒนาทางด้านสุขภาพ ความคิด ร่างกาย จิตใจ ของวัยรุ่นไทยได้อย่างเหมาะสมการวิจัยเรื่อง อิทธิพลของความสามารถทางสมองที่มีต่อระดับความสามารถทางการกีฬาของนักกีฬาเยาวชนชายไทย : เครื่องมือสำหรับค้นหานักกีฬาที่มีพรสวรรค์ การวิจัยเรื่อง การศึกษารูปแบบกิจกรรมนันทนาการที่มีผลต่อความสามารถทางสมองในผู้สูงอายุ

รวมถึงการวิจัยเรื่อง คุณลักษณะนักกีฬาระดับโลกสำหรับอนาคต : การค้นหาเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษในกีฬาฟุตบอลเพื่อเป็นต้นแบบในการค้นหาและคัดเลือกนักฟุตบอลในระดับเยาวชนและสามารถพัฒนานักฟุตบอลให้มีศักยภาพสูง ทำให้เกิดความต่อเนื่องในการพัฒนาฟุตบอลอย่างยั่งยืนและมีโอกาสประสบความสำเร็จในอนาคต อีกทั้งยังสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในกระบวนการคัดเลือกนักกีฬาทีมชาติ  และ การวิจัยเรื่อง ตัวบ่งชี้ความฉลาดจากกิจกรรมนันทนาการ : การศึกษาและพัฒนาคะแนนเกณฑ์มาตรฐานความฉลาดในการเล่นของวัยรุ่นไทย

สำหรับการวิจัย ใน ปี 2566อยู่ระหว่างดำเนินการ คือ 1. การวิจัยเรื่อง คุณลักษณะสำคัญของการเป็นนักกีฬาเยาวชนศักยภาพสูง : การศึกษาตัวแปรทางสรีรวิทยาสัดส่วนร่างกายทักษะกีฬาและความสามารถทางการรู้คิดของสมองของนักกีฬาฟุตบอล2. การวิจัยเรื่อง คุณลักษณะสำคัญของการเป็นนักกีฬาอาชีพ : การศึกษาตัวแปรทางสรีรวิทยา สัดส่วนร่างกาย ทักษะกีฬาและความสามารถทางการรู้คิดของสมองของนักกีฬาฟุตบอล และ 3. การวิจัยเรื่อง การสร้างและพัฒนาเกณฑ์ปกติของแบบวัดความสุขที่เกิดจากการประกอบกิจกรรมนันทนาการ ซึ่งคาดว่า จะแล้วเสร็จในปี 2567 และ สามารถนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ สร้างผลกระทบด้านความสุข และสุขภาพที่ดีของคนไทย อีกทั้งยกระดับความสามารถของนักกีฬาไทยให้เทียบเท่าระดับนานาชาติ และระดับโลก 

เตรียมเปิดตัวครั้งแรก‘นวัตกรรมงานวิจัย ศาสตร์มงคลไทย เทอราปี นวดไทยไร้ระบม’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/713106

เตรียมเปิดตัวครั้งแรก‘นวัตกรรมงานวิจัย ศาสตร์มงคลไทย เทอราปี นวดไทยไร้ระบม’

เตรียมเปิดตัวครั้งแรก‘นวัตกรรมงานวิจัย ศาสตร์มงคลไทย เทอราปี นวดไทยไร้ระบม’

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 14.47 น.

‘คณะสหเวชศาสตร์ ม.บูรพา’ ลงนามความร่วมมือ สถาบันวิจัยและพัฒนาเศรษฐกิจการพาณิชย์ ‘พัฒนาบุคลากรรองรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ’ พร้อมเปิดตัวครั้งแรกของไทย ‘นวัตกรรมงานวิจัย ศาสตร์มงคลไทย เทอราปี นวดไทยไร้ระบม’ ที่มีการรวมศาสตร์นวดสองสัญชาติ ไทย-จีน รักษาเชิงลึก เตรียมเปิดอบรมหลักสูตร เดือนมีนาคม 2566 นี้

ที่โรงแรม โนโวเทล มารีน่า ศรีราชา จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2565 มีพิธีลงนามความร่วมมือ เพื่อพัฒนาบุคลากรรองรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ : Wellness Tourism ระหว่าง คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา โดย ผศ.ดร.มารุต   ตั้งวัฒนาชุลีพร คณบดีคณะสหเวชศาสตร์  กับ สถาบันวิจัยและพัฒนาเศรษฐกิจการพาณิชย์ (IBERD) โดยนางนที ชวนสนิท ผู้อำนวยการบริหารสถาบันIBERD  โดยมีนายสุรชัย  ชัยตระกูลทอง ผู้ช่วยรมว.กระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธี และมี ผศ.ดร. ณยศ  คุรุกิจโกศล รองอธิการบดี ฝ่ายกิจการเขตพัฒนาพิเศษ และคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ ประธานหอการค้า จากจังหวัดชลบุรี ระยอง และ จันบุรี นายกสมาคมสปาและเวลเนสภาคตะวันออก นายกสมาคมโรงแรมภาคตะวันออก ร่วมเป็นสักขีพยาน  

นายสุรชัย กล่าวว่า กระทรวงแรงงานมีนโยบายในการส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับการท่องเที่ยวของประเทศไทย หลังสถานการณ์โควิดคลี่คลาย โดยเฉพาะท่องเที่ยวเชิงสุขภาพนั้น ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศว่า ประเทศไทยมีความเข้มแข็งทางด้านการดูแลสุขภาพเป็นองค์รวม ทั้งแพทย์แผนปัจจุบัน และแพทย์แผนไทย รวมถึงผลิตภัณฑ์ด้านสมุนไพรไทย ที่ทรงคุณค่า จนโหวตให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะผลิตบุคลากรด้านดังกล่าวเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับ นักท่องเที่ยวจะเดินทางมาเพิ่มมากขึ้นในอนาคต

ผศ.ดร.ณยศ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยบูรพา  ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม มีการเปิดหลักสูตร และสาขา ที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลิตบัณฑิตที่หลากหลาย ตอบสนองทักษะงานแห่งอนาคตในศตวรรษที่ 21 ตั้งแต่การส่งเสริมสุขภาพ ดูแล ป้องกัน จนถึงการรักษา ด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย และแผนปัจจุบัน  ความร่วมมือในครั้งนี้ จึงเป็นจังหวะก้าวสำคัญที่จะพัฒนากำลังคนที่มีศักยภาพ รองรับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ที่ประเทศไทยเป็นเป้าหมายลำดับต้น ๆ ของการเดินทางมาท่องเที่ยว ภายหลังจากวิกฤตโควิดผ่านพ้น

ผศ.ดร.มารุต   กล่าวว่า  คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เป็นแหล่งผลิตบุคลากรทางการแพทย์ชั้นนำของประเทศไทย ซึ่งมีความโดดเด่นทางด้านศาสตร์เวลเนส (Wellness) โดยได้ทำการจัดการเรียนการสอนด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และวิทยาศาสตร์สุขภาพทั้งในระดับปริญญาตรี โท และ เอก เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการแพทย์ (medical hub) ในภาคตะวันออก ความร่วมมือในครั้งนี้ ยังนำไปสู่การพัฒนาบุคลากรด้านการแพทย์แผนไทย โดยจะมีการเปิดอบรมหลักสูตร “นวัตกรรมการนวดไร้ระบมและเสริมภูมิคุ้มกัน” ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ถูกพัฒนาโดยนายมงคล ศริวัฒน์ ที่ได้พัฒนาจากการศึกษาวิจัยและใช้รักษาผ็ป่วยมากว่า 20 ปี นอกจากนี้ยังมีการผสมผสานศาสตร์ของพลังชี่ (chi) ของมวยไทเก็กเข้าด้วย และนำเอาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการแพทย์ตะวันตกตอบเพื่อการรักษาและการให้บริการที่ตอบโจทย์ตลาดผู้สูงอายุ และผู้ป่วยที่ต้องการการบำบัดรักษาด้วยการนวดแบบไม่เจ็บปวดทรมาน โดยจะเปิดการอบรมในเดือนมีนาคม 2566 นี้

นางนที กล่าวว่า สถาบัน IBERD เป็นองค์กรอิสระ ไม่แสวงหากำไร  ก่อตั้งขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาส่งเสริม งานวิจัยเชิงนโยบาย และการพัฒนาด้านเศรษฐกิจการพาณิชย์ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ  การริเริ่มโครงการ กิจกรรมพัฒนาส่งเสริมศักยภาพบุคลากร ด้านการส่งเสริมโครงการพัฒนา Thailand Global Health and Wellness Destinations เพื่อรองรับ ธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของประเทศไทย โดยเฉพาะหลังจากวิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 ทั่วโลกให้ความสนใจด้านสุขอนามัยและสุขภาพมากขึ้น ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้ จะสามารถต่อยอดทางการตลาด ทั้งด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ และนวัตกรรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เพื่อนำไปสู่การยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพให้เป็น Global Wellness ในระดับสากล ตั้งแต่การพัฒนาคุณภาพมาตรฐานที่พัก มาตรการความปลอดภัยด้านสาธารณสุขผนวกกับมาตรฐานการให้บริการที่มีคุณภาพ พัฒนาบุคลากรในธุรกิจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพทั้งระบบเพื่อให้มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล และต่อยอดความเป็นไทย โดยได้รับการฝึกอบรมหลักสูตรขั้นสูง จากหน่วยงานหรือสถาบันการศึกษาที่มีสาขาสหเวชศาสตร์การแพทย์บูรณาการ ซึ่งมหาวิทยาลัยบูรพา ตอบโจทย์การต่อยอดไปสู่เป้าหมายดังกล่าว และสามารถพัฒนากำลังคนรองรับได้อย่างยั่งยืน

ด้านนายมงคล ศริวัฒน์ เจ้าของศาสตร์มงคลไทย เทอราปี (Mongkol Thai Therapy) กล่าวว่า ตนได้ศึกษาและวิจัยงานนวัตกรรมนวดไทยมากว่า 20 ปี และเป็นผู้พัฒนาและคิดค้น “ศาสตร์มงคลไทย เทราปี” หรือ ที่เรียกกันโดยศัพท์ชาวบ้านว่า “นวดไร้ระบม” ซึ่งเป็นการนวดที่พัฒนาขึ้นมาใหม่จากการบูรณาการระหว่าง ศาสตร์นวดจับเส้นของไทย กับการใช้พลัง ชี่ (Chi) ของมวยไทเก๊กของจีน เป็นการกระตุ้นเส้นโดยไม่ทำร้ายผิวหนังและชั้นเนื้อ ลด เลิกอาการช้ำ ระบม เพิ่มผลในการรักษา ฟื้นฟูเส้น กระตุ้นเส้นหลักโดยธาตุทั้ง 4 (ดิน น้ำ ลม ไฟ) โดยใช้พลังจากภายในและลมหายใจ นอกจากนี้ยังได้ผลิตนักนวดบำบัดมาหลายรุ่น โดยรับสอนเฉพาะผู้ที่ผ่านการอบรมหลักสูตรนวดมาแล้ว เพื่อต่อยอดทักษะในการประกอบวิชาชีพต่อไป

“นวดไร้ระบม เป็นการนวดที่เพิ่มมูลค่าทางการตลาด และตรงความต้องการของลูกค้า ที่ไม่สร้างอาการปวดระบมที่เป็นผลข้างเคียงที่ไม่จำเป็น อีกทั้งสามารถรักษาโรคเส้นที่ลูกค้าปวดทรมานอยู่ให้หายไปได้ ปัจจุบันมีการขยายโปรแกรมการนวดสู่ สปาเพื่อการรักษาซึ่งสามารถทำราคาค่าบริการได้สูงกว่าสปาทั่วไป และสามารถขยายการให้บริการไปสู่การนวดดูแลผู้สูงอายุตามความต้องการของตลาดที่มีมากขึ้นในปัจจุบัน ที่ยังขาดนักนวดบำบัดบนวิถีนวดไร้ระบมอีกจำนวนมาก” นายมงคล กล่าว

สำหรับผู้สนใจเข้ารับการอบรม รุ่นที่ 1  สามารถ ติดต่อได้ที่ คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา หรือ เว็บไซด์ IBERD THAILAND.com ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ศกนี้

ชื่นชม!!! คณะสงฆ์ไทย-ญาติโยม 139 ชีวิต ร่วมเดินเท้า 3,100 กม.มุ่งสู่พุทธคยา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/713051

ชื่นชม!!! คณะสงฆ์ไทย-ญาติโยม 139 ชีวิต ร่วมเดินเท้า 3,100 กม.มุ่งสู่พุทธคยา

ชื่นชม!!! คณะสงฆ์ไทย-ญาติโยม 139 ชีวิต ร่วมเดินเท้า 3,100 กม.มุ่งสู่พุทธคยา

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 10.51 น.

“รมต.อนุชา”ชื่นชมคณะสงฆ์ไทยและญาติโยม 139 ชีวิต ร่วมเดินเท้า 3,100 กม.เส้นทาง”โคราช-พุทธคยา” ชี้เป็นแบบอย่างพลังศรัทธาทางพระพุทธศาสนา

เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2566 นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชื่นชมพลังศรัทธาทางพระพุทธศานาของคณะสงฆ์ จำนวน 120 รูป ญาติโยมและคนงาน จำนวน 19 คน รวม 139 ชีวิต เข้าร่วมโครงการธุดงค์ธรรมยาตรา ตามรอยบาทพระศาสดา อินเดีย-เนปาล รุ่นที่ 8 ระหว่างวันที่ 13 พฤศจิกายน 2565 ถึงวันที่ 5 เมษายน 2566 ใช้ระยะเวลา 112 วัน ระยะทาง 3,100 กิโลเมตร โดยย้ำว่าเป็นแบบอย่างที่ดีในการแสดงออกถึงความเลื่อมใสและความดีงามในพระพุทธศาสนา อีกทั้งยังได้ศึกษาและนมัสการพุทธสถานที่พระบรมศาสดาทรงประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา และเสด็จดับขันธปรินิพพาน เพื่อให้พระสงฆ์ได้ปฏิบัติธุดงควัตร น้อมอุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก และถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

โครงการนี้ เป็นโครงการที่จัดโดยกองงานพระธรรมทูต อินเดีย-เนปาล ซึ่งพระเดชพระคุณพระธรรมโพธิวงศ์ (วีรยุทธ์ วีรยุทฺโธ Ph.D) , หัวหน้าพระธรรมทูต สายประเทศอินเดีย-เนปาล , เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา ประเทศอินเดีย เป็นประธานอำนวยการจัดโครงการฯ มอบหมายให้ พระวิเทศวชิรญาณ วิ. (สมพงศ์ ญาณธีโร) เจ้าอาวาสวัดป่าบรมธาตุราชสักการ , ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ , ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ เป็นผู้ดูแลโครงการฯ โดยโครงการนี้เป็นการเดินธุดงค์ ในประเทศไทยจากสำนักปฏิบัติธรรมหุบกระทิง วังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ถึง วัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี และเดินที่ประเทศอินเดีย-เนปาล ซึ่งเป็นดินแดนพุทธภูมิ โดยจะเดินไปยังสังเวชนียสถานทั้ง 4 และสถานที่สำคัญๆ รวมระยะเวลาทั้งสิ้น 112 วัน ระยะทาง 3,100 กิโลเมตร

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ทุกวันนี้มีการนำเสนอข่าวที่สร้างความเสื่อมเสียทางพระพุทธศาสนาเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีทั้งที่จริงและไม่จริง จึงขอให้ประชาชนศึกษาข้อเท็จจริงก่อนเชื่อในข่าวที่ได้รับรู้มา ในส่วนของความดีงามทางพระพุทธศาสนามีให้เห็นเป็นจำนวนมาก อย่างเช่น โครงการธุดงค์ธรรมยาตรา ตามรอยบาทพระศาสดา อินเดีย-เนปาล และโครงการอื่นๆ ที่คณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนได้ร่วมแรงร่วมใจจัดทำ เพื่อเป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศานา และให้ความช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ จึงขอเขิญชวนให้ประชาชนโดยเฉพาะชาวพุทธร่วมปกป้องพระพุทธศาสนามิให้เกิดความเสื่อมเสียและเสื่อมศรัทธาอีกต่อไป

ผู้นำทั่วโลกบริจาคเงิน 826 ล้านดอลลาร์ ช่วยเหลือเด็กได้รับผลกระทบจากวิกฤต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712906

ผู้นำทั่วโลกบริจาคเงิน 826 ล้านดอลลาร์  ช่วยเหลือเด็กได้รับผลกระทบจากวิกฤต

ผู้นำทั่วโลกบริจาคเงิน 826 ล้านดอลลาร์ ช่วยเหลือเด็กได้รับผลกระทบจากวิกฤต

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผู้นำทั่วโลกประกาศบริจาคเงิน 826 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่กองทุนโลกเพื่อการศึกษาในภาวะฉุกเฉิน (Education Cannot Wait หรือ ECW) เพื่อสนับสนุนการศึกษาของเด็กและเยาวชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตจำนวน 222 ล้านคนในการประชุมด้านการเงินระดับสูงของกองทุนโลกเพื่อการศึกษาในภาวะฉุกเฉิน(ECW High-Level Financing Conference) โดยสวิตเซอร์แลนด์เป็นเจ้าภาพร่วมกับกองทุนโลกเพื่อการศึกษาในภาวะฉุกเฉิน รัฐบาลประเทศโคลอมเบีย เยอรมนี ไนเจอร์ นอร์เวย์ และเซาท์ซูดาน ระหว่างวันที่ 16-17 กุมภาพันธ์ ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

สำหรับผู้บริจาคในครั้งนี้ มีทั้งสิ้น 17 ราย จากผู้บริจาครายใหม่ 5 ราย ได้แก่ อิตาลี, กาตาร์, สเปน, โกลบอล บิสสิเนส โคลลิชัน (Global Business Coalition) และ ซูเชอร์ แคนโทนัลแบงก์ (Zürcher Kantonalbank) ทั้งนี้ กองทุนพหุภาคี
ดังกล่าวเพิ่งเริ่มแผนยุทธศาสตร์ปี 2566-2569 ได้เพียงหนึ่งเดือนกว่าๆ เท่านั้นแต่ก็มียอดบริจาคเกินครึ่งหนึ่งของเป้าหมาย1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สามารถช่วยเหลือเด็กและเยาวชนได้ถึง 20 ล้านคน

มจธ.พัฒนาเครื่องผลิตสาหร่ายสไปรูลิน่า สำหรับกินสด เมนูสุขภาพสำหรับคนทั่วไป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712907

มจธ.พัฒนาเครื่องผลิตสาหร่ายสไปรูลิน่า  สำหรับกินสด เมนูสุขภาพสำหรับคนทั่วไป

มจธ.พัฒนาเครื่องผลิตสาหร่ายสไปรูลิน่า สำหรับกินสด เมนูสุขภาพสำหรับคนทั่วไป

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รศ.รัตนา ชัยกล้าหาญ นักวิจัยสังกัดกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพสาหร่าย (Algal Biotechnology) สถาบันพัฒนาและฝึกอบรมโรงงานต้นแบบ (สรบ.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า สาหร่ายเกลียวทอง หรือสาหร่ายสไปรูลิน่า(Spirulina) มีคุณค่าทางโภชนาการสูงอาทิ มีกรดอะมิโนจำเป็น (essential amino acid) ครบทั้ง 9 ชนิดมีโปรตีนสูงถึงร้อยละ 55-70 และมีกรดไขมันจำเป็น เช่น กรดลิโนเลอิก และกรดแกมมาลิโนเลนิค (GLA) รวมทั้งมีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด แต่กระบวนการนำสาหร่ายไปทำแห้งด้วยความร้อนทำให้สารสำคัญมีปริมาณและคุณภาพลดลง หรือสูญหายไป โดยเฉพาะสารไฟโคไซยานิน ที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ต้านการอักเสบและช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ เป็นต้น ดังนั้น การรับประทานสาหร่ายสไปรูลิน่า แบบสดๆ จะทำให้ผู้บริโภคได้รับคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนมากกว่าการรับประทานสาหร่ายแห้งอัดเม็ดหรือแคปซูล

ด้วยเหตุนี้กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพสาหร่ายฯ จึงนำองค์ความรู้เกี่ยวกับสาหร่ายสไปรูลิน่าที่ทำวิจัยมากว่า 30 ปี มาต่อยอดพัฒนาเครื่องผลิตสาหร่ายระดับครัวเรือนสำหรับบริโภคแบบสด และโดยเลี้ยงสาหร่ายสไปรูลิน่าได้เอง และนำไปผสม
อาหาร ขนม หรือเครื่องดื่มได้ตามต้องการ โดยเครื่องผลิตสาหร่ายดังกล่าวออกแบบโดย ดร.ชีวิน อรรถสาสน์ สังกัดห้องปฏิบัติการวิจัย Aquaculture Engineering (ACE) สรบ. มีส่วนประกอบคือ โหลเลี้ยงสาหร่าย ที่ภายในติดตั้งหลอด LED มีระบบปั๊มอากาศด้านบนมีช่องเปิดสำหรับนำสาหร่ายออก รวมถึงไว้เปิดสำหรับเติมน้ำและปุ๋ย นอกจากการนำข้อมูลที่จำเป็นทั้งปริมาณสารอาหาร ความเข้มข้นเซลล์สาหร่าย ความเข้มแสง และการกวนด้วยปั๊มให้อากาศที่เหมาะสม มาใช้ในการออกแบบเครื่องนี้แล้ว ทางกลุ่มวิจัยจัดทำคู่มือการเลี้ยง การดูแล และข้อควรสังเกตในการเลี้ยง ผู้บริโภคสามารถเลี้ยงและเก็บผลผลิตสาหร่ายที่สะอาดและมีคุณภาพได้เป็นประจำทุกวัน

รศ.รัตนา กล่าวต่อไปว่า เครื่องต้นแบบ มีต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 8,000 บาท หากมีความร่วมมือในการพัฒนาและต่อยอดสู่การผลิตในเชิงพาณิชย์ ก็จะเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรม ที่ทำให้ผู้บริโภคสามารถมีเมนูสุขภาพที่เลี้ยงได้ด้วยตัวเองในราคาจับต้องได้ โดยผู้ประกอบการ หรือนักลงทุนที่สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพสาหร่าย สถาบันพัฒนาและฝึกอบรมโรงงานต้นแบบ (สรบ.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ. บางขุนเทียน) โทร.02-4707469,02-4707471

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712905

นศ.ม.ศรีปทุม ได้รับคัดเลือกเข้าร่วม  โครงการป้องกันยาเสพติดฯลุ่มแม่น้ำโขง

นศ.ม.ศรีปทุม ได้รับคัดเลือกเข้าร่วม โครงการป้องกันยาเสพติดฯลุ่มแม่น้ำโขง

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นางสาวนนัชชา สินจินดาวงศ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะการออกแบบและสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ได้รับคัดเลือก เป็น 1 ใน 6 ตัวแทนเยาวชน เข้าร่วมโครงการพัฒนาเครือข่ายเยาวชนระหว่างประเทศ เพื่อป้องกันยาเสพติดในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ครั้งที่ 2 (The 2nd Youth Network ON Drugs Prevention Program) ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์-9 มีนาคม 2566

โครงการพัฒนาเครือข่ายเยาวชนระหว่างประเทศ เพื่อป้องกันยาเสพติดในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Youth Network On Drugs Prevention Program) จัดขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) เพื่อให้เยาวชนที่เรียนระดับมหาวิทยาลัย ที่อยู่ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง6 ประเทศ ได้แก่ จีน ลาว เวียดนาม กัมพูชา เมียนมาเข้าร่วมศึกษาและแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ และสร้างความร่วมมือในการป้องกันยาเสพติดในภูมิภาค