‘เชื่อมฐานข้อมูล’ทุกหน่วยงานเกี่ยวข้อง บูรณาการแก้ปัญหาสถานะบุคคล‘เด็กรหัสจี’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/707468

‘เชื่อมฐานข้อมูล’ทุกหน่วยงานเกี่ยวข้อง  บูรณาการแก้ปัญหาสถานะบุคคล‘เด็กรหัสจี’

‘เชื่อมฐานข้อมูล’ทุกหน่วยงานเกี่ยวข้อง บูรณาการแก้ปัญหาสถานะบุคคล‘เด็กรหัสจี’

วันจันทร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ในการแถลงข่าวประจำสัปดาห์ของสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2566 ที่ผ่านมา ผศ.สุชาติ เศรษฐมาลินี กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า กสม. ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเรื่องการแก้ไขปัญหาสิทธิสถานะให้แก่กลุ่มคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ โดยปัจจุบันมีกลุ่มเด็กนักเรียนไร้รัฐ ไร้สัญชาติมากกว่าหนึ่งแสนคนที่มีถิ่นกำเนิดและหรืออาศัยอยู่ในประเทศไทยที่ยังไม่ได้รับสถานะทางทะเบียนหรือไม่มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ซึ่งเรียกเด็กกลุ่มนี้ว่า “เด็กนักเรียนกลุ่มจี (G)”

โดยการไม่มีสถานะทางทะเบียนหรืออยู่ระหว่างรอการพิสูจน์สถานะส่งผลให้เด็กนักเรียนกลุ่ม G ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการขั้นพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนพึงมีได้ โดยเฉพาะสิทธิในการรักษาพยาบาล การศึกษาต่อ การมีงานทำ การเดินทางออกนอกพื้นที่ รวมทั้งสิทธิในการเข้าถึงบริการต่างๆ ที่ต้องใช้เลขประจำตัว 13 หลัก เช่น การทำธุรกรรมทางการเงิน การทำใบขับขี่ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่หลายหน่วยงานต้องร่วมกันแก้ไข

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2566 ที่ผ่านมา ตนได้ลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ร่วมกับองค์การแพลนอินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เพื่อหารือถึงแนวทางและกระบวนการแก้ไขปัญหาให้แก่เด็กนักเรียนกลุ่ม G กว่า 1,000 ราย ของสำนักทะเบียน อ.แม่อาย เบื้องต้นทางอำเภอได้เร่งรัดพิจารณาอนุมัติการกำหนดสถานะ และจัดทำเลขบัตรประจำตัว 13 หลัก ให้นักเรียนชุดแรกจำนวน 11 ราย แล้ว โดยจำนวนที่เหลือกำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ

อีกทั้งได้เข้าร่วมโครงการมอบบัตรประจำตัว13 หลักให้กับเด็กนักเรียนกลุ่ม G ที่ได้รับการแก้ไขสถานะในพื้นที่ อ.ฝาง ประจำปี 2565 จำนวนทั้งสิ้น 285 คน จาก 19 โรงเรียนในเขต อ.ฝาง ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเป็นผลสำเร็จจากความร่วมมือของอำเภอฝาง องค์การแพลนฯ และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเขต 3 เชียงใหม่ ทั้งนี้ กรมการปกครอง ได้กำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาสถานะทางทะเบียนของเด็กนักเรียนกลุ่ม G ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ โดยให้จังหวัดและอำเภอแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อแก้ไขกรณีดังกล่าวเป็นการเฉพาะด้วย

ผศ.สุชาติ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2566 นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ประชุมร่วมกับผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เพื่อหารือถึงการจัดทำระบบฐานข้อมูลสารสนเทศที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลของนักเรียนในระบบการศึกษาทุกรูปแบบ ซึ่งหมายรวมถึงเด็กนักเรียนกลุ่ม G เพื่อป้องกันเด็กทุกคนหลุดจากระบบการศึกษา ซึ่งต้องมีการเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงมหาดไทยต่อไป

ขณะที่ก่อนหน้านี้ กสม. ได้หารือร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และกรมการปกครอง ในการพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันเพื่อพิสูจน์สัญชาติ ซึ่งจะช่วยให้กระบวนการพิสูจน์สถานะมีความคล่องตัว รวดเร็ว และลดอุปสรรคเรื่องอัตรากำลังของเจ้าหน้าที่สำนักทะเบียนไม่เพียงพอต่อปริมาณงาน ได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งปัญหาเรื่องสิทธิสถานะของเด็กนักเรียนกลุ่ม G เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือและเชื่อมโยงข้อมูลกันระหว่างหลายหน่วยงาน ทั้ง ศธ. กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย (มท.) องค์กรภาคประชาสังคม รวมทั้งหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

“ในส่วนของ กสม. ได้เดินหน้าแก้ไขปัญหาเชิงรุกผ่านกลไกคลินิกสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นการลงพื้นที่เพื่อพบกลุ่มเป้าหมายที่มีปัญหาสถานะบุคคล เพื่อให้คำปรึกษาและประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ และดำเนินการแก้ไขปัญหาเชิงนโยบายโดยรวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำเป็นข้อเสนอแนะเชิงระบบต่อไปเพื่อให้เด็กนักเรียนกลุ่ม G ซึ่งถือเป็นกลุ่มเปราะบางทับซ้อนคือเป็นทั้งเด็กและเป็นทั้งผู้ไร้สิทธิสถานะได้เข้าถึงสิทธิและสวัสดิการขั้นพื้นฐานเช่นเดียวกับเด็กในประเทศไทยทุกคน” ผศ.สุชาติ กล่าว

ผศ.สุชาติ ยังกล่าวอีกว่า รัฐบาลไทยหลายยุคที่ผ่านมาให้ความสำคัญกับเรื่องการศึกษา ดังนั้นเด็กทุกคนบนผืนแผ่นดินไทยไม่ว่าจะมีสถานะเป็นคนไทยหรือไม่ก็ตามจึงได้รับโอกาสด้านการศึกษา ดังนั้นเด็กที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน หรือไม่มีเลขประจำตัวประชาชนเหมือนคนไทยทั่วไป เมื่อเข้าสู่ระบบการศึกษา ทาง ศธ. จะให้รหัสจีกับเด็กกลุ่มนี้ แต่ยังไม่ถือว่าครบถ้วนในด้านสถานะบุคคล จึงมีการหารือร่วมกับทาง มท. โดยกรมการปกครอง

จนต่อมาทาง มท. กำหนดแนวทางให้ออกบัตรประจำตัวผู้ที่ไม่มีสถานะทางบุคคล โดยเลขประจำตัว 13 หลักของคนกลุ่มนี้จะขึ้นต้นด้วยเลขศูนย์ (0) ซึ่งไม่ได้หมายความว่าให้คนกลุ่มนี้เป็นคนไทย แต่อย่างน้อยให้มีการรับรองความมีตัวตนว่าเป็นบุคคลที่อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินไทย เพียงแต่ปัญหาที่พบคือยังไม่มีการเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่าง มท. กับ ศธ. โดยอัตโนมัติ จึงต้องอาศัยการนำหลักฐานการรับรองจากโรงเรียนไปยื่นกับพื้นที่ปกครองที่นักเรียนนั้นอาศัยอยู่ ทำให้เกิดความยุ่งยากลำบาก หรือบางพื้นที่ยังพบปัญหารายชื่อซ้ำซ้อน

ด้าน นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวเสริมว่า ในการไปหารือกับทาง ศธ. นั้นมีการพูดคุยประเด็นการเชื่อมฐานข้อมูลผู้เรียนในระบบการศึกษาทุกประเภททั้งในระบบโรงเรียนแบบปกติ บ้านเรียน (Home School) การศึกษานอกระบบและตามอัธยาศัย (กศน.) ตลอดจนสถาบันการศึกษาของเอกชน เพื่อที่จะรับรู้ได้ว่า ณ ขณะนั้นผู้เรียนอยู่ในการศึกษาแบบใด ระดับชั้นใด อันเป็นการลดปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา โดยคาดว่าระบบจะเชื่อมได้ภายในกลางปี 2566 นี้

โดยทาง กสม. ได้เสนอแนะเพิ่มเติมว่า น่าจะมีการเชื่อมฐานข้อมูลกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น มท. โดยกรมการปกครอง อันเป็นการทำให้ปัญหาสถานะบุคคลได้รับการคลี่คลาย ไม่ใช่ปล่อยให้เรียนจบมาแล้วอยู่แบบเคว้งคว้างเพราะไม่สามารถไปหางานทำได้ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลไทยนั้นทำได้ดีแล้วเรื่องนโยบายด้านการศึกษาที่ให้กับเด็กทุกคน แต่จะทำอย่างไรให้เกิดความต่อเนื่อง

“เมื่อเขาจบการศึกษาแล้ว เขาอาจจะเป็นทรัพยากร เป็นแรงงานที่สำคัญสำหรับบ้านเราด้วย การเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างหน่วยงานก็เป็นเรื่องสำคัญ ตรงนี้ กสม. ให้ความสำคัญแล้วก็จะพยายามคุยกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่จะให้มีการเชื่อมโยงระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทยกระทรวงแรงงาน แล้วก็หน่วยงานต่างๆ”นายวสันต์ กล่าว

‘ตรีนุช’เป็นประธานพิธีเททองหล่อตราเสมาธรรมจักร ประจำ ศธ.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/707442

'ตรีนุช'เป็นประธานพิธีเททองหล่อตราเสมาธรรมจักร ประจำ ศธ.

‘ตรีนุช’เป็นประธานพิธีเททองหล่อตราเสมาธรรมจักร ประจำ ศธ.

วันอาทิตย์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2566, 22.05 น.

เมื่อที่ 29 มกราคม 2566 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานฝ่ายฆารวาสในพิธีเททองหล่อตราเสมาธรรมจักร ประจำกระทรวงศึกษาธิการ ไปประดิษฐานในหอพระพุทธรูปประจำกระทรวงศึกษาธิการ “พระพุทธบารมีศักดิ์สิทธิ์ สยามมิศรจักรีสัฏฐีอนุสรณ์ ศึกษาทรรังสรรค์” โดยมี เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และ อาจารย์วิจักษณ์ สองจันทร์ เป็นเจ้าพิธีบวงสรวง ที่บริเวณลานจอดรถ สพฐ. กระทรวงศึกษาธิการ ในโอกาสนี้ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายอรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ตลอดจนข้าราชการ เข้าร่วมพิธีด้วยความพร้อมเพรียง

โดย รมว.ศธ.ประธานฝ่ายฆราวาส ได้จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย บูชาพระสยามเทวาธิราชและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จากนั้นร่วมกล่าวนมัสการบูชาพระรัตนตรัย ต่อด้วยการบวงสรวงสักการะ ปักธูปบนเครื่องสังเวยและโปรยดอกไม้มงคล ประธานฝ่ายสงฆ์และคณะสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ จากนั้นประกอบพิธีเททองหล่อตราเสมาธรรมจักร ประพรมน้ำพระพุทธมนต์ และโปรยดอกไม้มงคลทองนำฤกษ์ฯ โดย รมว.ศธ. , รมช.ศธ.และผู้บริหาร ศธ.ได้ร่วมถวายจตุปัจจัยไทยธรรมแด่ประธานฝ่ายสงฆ์ ก่อนพระสงฆ์อนุโมทนา เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีฯ

ทั้งนี้ การเททองหล่อตราเสมาธรรมจักร ประจำ ศธ.เป็นส่วนหนึ่งของการบูรณปฏิสังขรณ์หอพระพุทธรูปประจำ ศธ.โดยฝ่ายช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ได้เข้ามาดำเนินการมีความคืบหน้าในหลายส่วน อาทิ เตรียมพร้อมเขียนภาพจิตรกรรมด้านหลังพระประธาน การขัดสีจิตรกรรมเพดานด้านบนเพื่อลงสีใหม่ วางโครงสร้างเหล็กประกอบหินอ่อนบันไดทางขึ้นด้านข้าง โดยคาดว่าการบูรณปฏิสังขรณ์ฯ จะแล้วเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ สำหรับผู้ที่มีจิตศรัทธาสามารถร่วมบริจาคฯ ได้ที่ธนาคารกรุงไทย สาขากระทรวงศึกษาธิการ เลขที่บัญชี 059-0-41277-9 ชื่อบัญชี “ร่วมบริจาคเพื่อซ่อมแซมหอพระพุทธรูป”

– 006

สวนดุสิตโพลเปิด‘จุดเด่น-ข้อกังวล’ เยาวชนไทยกับอนาคตการพัฒนาประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/707407

สวนดุสิตโพลเปิด‘จุดเด่น-ข้อกังวล’ เยาวชนไทยกับอนาคตการพัฒนาประเทศ

สวนดุสิตโพลเปิด‘จุดเด่น-ข้อกังวล’ เยาวชนไทยกับอนาคตการพัฒนาประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2566, 07.51 น.

สวนดุสิตโพลเปิด‘จุดเด่น-ข้อกังวล’ เยาวชนไทยกับอนาคตการพัฒนาประเทศ

29 มกราคม 2566 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศทั้งในกลุ่มผู้ใหญ่และกลุ่มเยาวชน หัวข้อ “เยาวชนไทยกับอนาคตการพัฒนาประเทศ” จำนวนทั้งสิ้น 1,014 คน (สำรวจทางออนไลน์) ระหว่างวันที่ 22-26 มกราคม 2566 สรุปผลได้ ดังนี้

1. ความคิดเห็นที่มีต่อ “เยาวชนไทยคนรุ่นใหม่” ณ วันนี้

อันดับ 1 เป็นตัวเองสูง มั่นใจ กล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออก 70.86%

อันดับ 2 มีค่านิยมที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย ไม่ยึดติดกับวัฒนธรรมเดิม ๆ 69.47%

อันดับ 3 ควรเปิดโอกาสให้ได้แสดงความคิดเห็นมากขึ้น ผู้ใหญ่ควรรับฟัง 67.20%

2. จุดเด่นของ “เยาวชนไทย” ณ วันนี้ คือ

อันดับ 1 เก่งเทคโนโลยี การใช้สื่อโซเชียลต่าง ๆ 74.31%

อันดับ 2 เป็นคนรุ่นใหม่ กล้าคิด กล้าพูด กล้าทำ กล้าตัดสินใจ 72.42%

อันดับ 3 รักอิสระ รักความเป็นส่วนตัว เชื่อมั่นในตัวเองสูง 71.83%

3. สิ่งที่เป็นห่วง/กังวลเกี่ยวกับ “เยาวชนไทย” คือ

อันดับ 1 การใช้สื่อในทางที่ไม่เหมาะสม ใช้ในทางที่ผิด 71.70%

อันดับ 2 การบูลลี่กัน การใช้ความรุนแรง การทะเลาะวิวาท 69.53%

อันดับ 3 มีความอดทนน้อย ไม่ชอบรออะไรนาน ๆ 63.71%

4. ปัจจัยใดที่ส่งผลต่อการพัฒนา “เยาวชนไทย”

อันดับ 1 การเลี้ยงดูของพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครอบครัว   76.16%

อันดับ 2 การนำเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อต่าง ๆ 68.64%

อันดับ 3 ทุกฝ่ายควรมีส่วนร่วมในการพัฒนาร่วมกัน 60.24%

5. สิ่งที่อยากบอกกับ “เยาวชนไทย” คือ

อันดับ 1 เป็นคนดี ทำในสิ่งที่รักและเป็นสิ่งที่ดี 47.97%

อันดับ 2 รู้หน้าที่ ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน 24.35%

อันดับ 3 เป็นคนเก่ง กล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออก 15.13%

6. ความเชื่อมั่นต่อ “เยาวชนไทย” ณ วันนี้ ที่จะเป็นอนาคตของชาติในการพัฒนาประเทศ   

อันดับ 1 เชื่อมั่น 84.22%

อันดับ 2 ไม่เชื่อมั่น 15.78%

นางสาวพรพรรณ บัวทอง นักวิจัย สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีปัญหาสังคมที่เด็กและเยาวชนเข้าไปเกี่ยวข้องมากขึ้น ทั้งเป็นผู้ก่อเหตุและผู้ได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นการทะเลาะวิวาท ทำร้ายร่างกาย ความรุนแรงทางเพศ การบูลลี่จนถึงแก่ชีวิต หรือเป็นเหยื่อคดีทางการเมือง จากผลโพลพบผลที่น่าสนใจว่ากลุ่มตัวอย่างมีความเชื่อมั่นต่อเยาวชนคนรุ่นใหม่สูงถึงร้อยละ 84 สะท้อนให้เห็นว่าเยาวชนคนรุ่นใหม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะฝากอนาคตของชาติไว้ได้ ดังนั้นทุกฝ่ายจึงควรร่วมมือกันในการสนับสนุน และสร้างพื้นฐานอนาคตที่ดีให้กับเขาเหล่านั้น เนื่องจากประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ดังนั้นเยาวชนในวันนี้คือผู้ใหญ่ที่ต้องแบกภาระในวันหน้า ดังนั้นเขาจึงควรมีสิทธิที่จะได้รับการดูแลอบรมเลี้ยงดู ส่งเสริมสนับสนุนอย่างเหมาะสม รวมไปถึงการเปิดโอกาสรับฟังความคิดเห็นในมุมมองด้านต่าง ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา สังคม วัฒนธรรม หรือการเมือง

ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์นพพร แพทย์รัตน์ ผู้จัดการโรงเรียนสาธิตละอออุทิศ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ศูนย์การศึกษาลำปาง เปิดเผยว่า จากเวทีเสวนาในหัวข้อ “เยาวชนไทยกับอนาคตการพัฒนาประเทศ” วันที่ 12 มกราคม 2566 พบว่า เยาวชนเป็นรากฐานและอนาคตของประเทศ ความท้าทายคือ การพัฒนาเยาวชนให้เป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพและเป็นผู้นำในการพัฒนาประเทศให้มีความเจริญก้าวหน้า เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสภาพทางสังคม เศรษฐกิจ ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมการใช้ชีวิตและครอบครัว ทั้งนี้ครอบครัวเป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลสูงสุด ทางด้านความคิด ทัศนคติ ค่านิยม และแนวคิดของเยาวชน ดังนั้น การทำให้ครอบครัวมีความอบอุ่น การส่งต่อความรัก การรับฟังความคิดเห็นและการเป็นแบบอย่างที่ดีจึงเป็นแนวทางการพัฒนาเยาวชนที่สำคัญที่สุด

นอกจากนั้น สถาบันการศึกษา ต้องส่งเสริมให้เยาวชนค้นพบศักยภาพของตนเอง มีทักษะชีวิต ทักษะการทำความดีจนสามารถค้นพบอาชีพที่ดีในอนาคต รวมถึงสร้างกระแสสังคมผ่านโลกออนไลน์เพื่อให้เยาวชนใช้เป็นแบบอย่างและเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม    

‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี’เสด็จเป็นการส่วนพระองค์ทรงติดตามพระอาการประชวร’เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/707377

'เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี'เสด็จเป็นการส่วนพระองค์ทรงติดตามพระอาการประชวร'เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา'

‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี’เสด็จเป็นการส่วนพระองค์ทรงติดตามพระอาการประชวร’เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’

วันเสาร์ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2566, 18.32 น.

“เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี”เสด็จเป็นการส่วนพระองค์ทรงติดตามพระอาการประชวร “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา”

เมื่อวันที่ 28 ม.ค.2566 เวลา 14.13 น. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จฯเป็นการส่วนพระองค์ โดยรถยนต์พระที่นั่ง มายังอาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ทรงเยี่ยมติดตามพระอาการประชวรของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

เมื่อขบวนรถยนต์พระที่นั่งเคลื่อนผ่านด้านหน้าอาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ มีประชาชนจำนวนมากตั้งแถวเฝ้ารับเสด็จถวายกำลังใจก่อนรถยนต์พระที่นั่งเลี้ยวเข้าชั้นใต้ดินอาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์

สำหรับบรรจยากาศการลงนามถวายพระพรที่ชั้น 1 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ตลอดทั้งวันได้มีประชาชนทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน มูลนิธิ ผู้นำท้องถิ่น พระสงฆ์ ผู้บริหารสถานศึกษา ครู นักเรียน นักศึกษาพร้อมใจนำแจกันดอกไม้พวงมาลัยและสิ่งของต่าง ๆมาทูลเกล้าถวายหน้าพระรูปสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พร้อมลงนามถวายพระพรขอให้ทรง มีพระพลานามัยที่สมบูรณ์แข็งแรง หายจากพระอาการประชวรโดยเร็ววัน อาทิ  กองทุนหมู่บ้านห้วยไทร ต.ช่องไม้แก้ว อ.ทุ่งตระโก จ.ชุมพร, ผู้บริหาร และครู โรงเรียนรัตนบัณฑิตวิทยา, ผู้บริหาร บุคลากรเทศบาลตำบลยะรัง อ.ยะรัง จ.ปัตตานี, นายสิริพงศ์ ลวสุต นายกสโมสรลูกเสือราชาธิวาส พร้อมคณะ, ผู้บริหาร ครู โรงเรียนพนมศึกษา จ.สุราษฎร์ธานี, 

ดร.สายสม วงศาสุลักษณ์ ประธานกรรมการมูลนิธิศรีอยุธยา โรงเรียนศรีอยุธยาฯ เขตราชเทวี กรุงเทพฯ, อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และ อาสาสมัครสาธารณสุข เขตจตุจักร กรุงเทพฯ, น.ส.มานิดา ภู่เจริญ เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ, สมาคมนักเรียนเก่า สุทธิวราราม,  ชมรมแอโรบิกสวนราชพฤกษ์ กรุงเทพฯ,  เหล่าพสกนิกรปกป้องสถาบัน,  ผู้บริหาร ครู นักเรียน โรงเรียนกฤตศิลป์วิทยา, ตัวแทนนักเรียน และลูกเสือ โรงเรียนวัดสุทธิวราราม กรุงเทพฯ, สโมสรนักศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย,  มูลนิธิสถาบันศึกษาและพัฒนาการจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธี, ชมรมผู้สูงอายุรักษ์สุขภาพ ชมชนแสนสุข  เขตดินแดง กรุงเทพฯ,กลุ่มอาชีวะปกป้องสถาบัน เป็นต้น

ทั้งนี้ สำนักพระราชวัง จะเปิดให้ประชาชนลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ที่ชั้น 1 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ถึงวันที่ 31 ม.ค.2566 นี้  ซึ่งประชาชนสามารถลงนามถวายพระพรผ่านทางระบบออนไลน์ที่ เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์  https://wellwishes.royaloffice.th ได้ทุกวัน
 

‘พระพยอม’ติงแรง! พระสงฆ์ลามก ชวนญาติโยมขัดจรวด ไร้ยางอาย ถ้าบวชแล้วดีไม่ได้ก็ไปสึก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/707347

'พระพยอม'ติงแรง!  พระสงฆ์ลามก ชวนญาติโยมขัดจรวด ไร้ยางอาย ถ้าบวชแล้วดีไม่ได้ก็ไปสึก

‘พระพยอม’ติงแรง! พระสงฆ์ลามก ชวนญาติโยมขัดจรวด ไร้ยางอาย ถ้าบวชแล้วดีไม่ได้ก็ไปสึก

วันเสาร์ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2566, 17.09 น.

วันที่ 28 มกราคม 2566 จากกรณีผู้ใช้ทวิตเตอร์รายหนึ่งได้โพสต์ภาพพระสงฆ์ถ่ายรูปเซลฟี่โชว์หุ่นและขนหน้าอก และอวัยวะเพศชาย โดยโพสต์พร้อมระบุข้อความว่า “หน้าอกผมพร้อมให้คุณซบเวลาพักเบรคได้นะครับ” และ “อาบน้ำกันครับพี่น้องสาย” 

ต่อมาเพจเฟซบุ๊กชื่อดัง อีซ้อขยี้ข่าว2 ได้แชร์รูปพระสงฆ์ดังกล่าวพร้อมระบุข้อความว่า “พระอธิการนักเทศน์ มีตำแหน่งเป็นถึงพระนักการทูต เจ้าอาวาสวัดป่าชื่อดัง นอกจากชวนญาติโยมมาช่วยขัดจรวด ท่านยังชอบโชว์หุ่น โชว์ขนบน ขนล่างเป็นประจำ” ทำให้ชาวเน็ตได้เข้ามาแสดงความคิดเห็นในกรณีดังกล่าวว่าไม่เหมาะสมรวมถึงเสื่อมเสียศาสนาพุทธ ส่วนชาวเน็ตบางรายก็แสดงความคิดเห็นว่าเลิกทำบุญกับพระสงฆ์และหมดศรัทธากับพระสงฆ์ในยุคสมัยนี้

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปที่ วัดสวนแก้ว ต.บางเลน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี เข้าพบพระพยอม กลฺยาโณ เจ้าอาวาส วัดสวนแก้ว เพื่อสอบถามกรณีดังกล่าวในเรื่องราวของพระสงฆ์ที่เชิญชวนญาติโยมช่วยขัดจรวด และโชว์อวัยวะเพศลงโซเชี่ยล รวมถึงสอบถามวงการสงฆ์ที่เป็นประเด็นในด้านลบมีการโพสต์ลงบนโซเชี่ยลทุกวันอย่างต่อเนื่อง

พระพยอม กล่าวว่า ในกรณีดังกล่าวในภาษาธรรมมะเรียกว่า “ภิกษุ ทุมมังกุ” แปลว่าพวกเก้อยาก หน้าด้าน ไร้ยางอาย นำภาพลามกมาเปิดเผยลงบนโซเชี่ยล ในสมัยก่อนในวงการพระสงฆ์ไม่เคยมีแบบนี้เคยมีเพียงแต่เตะตระก้อ ต่อนก ในยุคสมัยนี้มันถึงขั้นโชว์อวัยวะเพศกันแล้ว เรียกได้ว่า คึกคะนอง ทำไปโดยไม่มีความหมายรู้ว่าตัวเองเป็นนักบวช ในกรณีนี้ยังเป็นแค่เพียง”โลกวัชชะ” ชาวโลกติเตียน หากไปเสพเมถุนเมื่อไหร่ก็ขาดจากความเป็นพระทันที  จึงอยากฝากถึงพระสงฆ์องค์ดังกล่าว ทำตัวให้แลดูดีกว่านี้ ทำตัวเป็นเนื้อนาบุญ อย่าทำตัวเป็นเนื้อนรก ช่วยสืบทอดศาสนาไม่ใช่ไปสืบทอดความลามกไร้ยางอายไม่มีความสำรวม หากทำตัวดีไม่ได้ก็ขอให้สึกออกไปอย่าอยู่ให้ถ่วงความเจริญศาสนา 

พระพยอม กล่าวต่ออีกว่า ตอนนี้วงการพระสงฆ์หรือศานาพุทธถือได้ว่ามีเรื่องเสื่อมเสียลงในโซเชี่ยลมากขึ้นทุกวัน อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือสำนักพุทธแต่ละจังหวัดให้ช่วยทำหน้าที่กันหน่อยปกป้องศาสนา ตรวจสอบดูแลเรื่องในการทำผิดของพระสงฆ์ สุดท้ายอยากฝากถึงชาวพุทธที่ตอนนี้กำลังสับสนหรือหมดศรัทธาในศาสนาพุทธว่า ให้ญาติโยมแยกแยะอย่าเหมารวมพระสงฆ์ที่ไม่ดีส่วนน้อยมาเปรียบกับพระสงฆ์ที่ปฏิบัติตนตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า ก็ให้ถือว่าเป็นกรรมของคนพวกนี้จึงเปรียบได้ว่าคนพวกนี้เป็นเศษขยะสักวันก็จะถูกคลื่นทะเลซัดปลิวขึ้นฝั่ง และญาติโยมก็คิดว่าอย่าให้ความชั่วของคนอื่นมาตัดรอนความดีของเราความศรัทธาของเรา กรรมชั่วอยู่ที่เขา ตัวเราก็ต้องมุ่งมั่นปฏิบัติปกป้องคุ้มครองอย่างถูกต้อง คนดีคนชั่วมันมีปะปนกันไปในทุกองค์กรเพราะคนตอนนี้ห่างจากศีลธรรมจึงเกิดเรื่องวิปริตต่างๆเกิดขึ้น 

กองทัพบกลุยสานฝันการศึกษาให้นักเรียนและประชาชนชาวตรัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/707304

กองทัพบกลุยสานฝันการศึกษาให้นักเรียนและประชาชนชาวตรัง

กองทัพบกลุยสานฝันการศึกษาให้นักเรียนและประชาชนชาวตรัง

วันเสาร์ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2566, 14.52 น.

ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 43 ค่ายเทพสตรีศรีสุนทร ตำบลกะปาง อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมคณะ ส่งมอบสิ่งของตามนโยบายกองทัพบก ในโครงการ “ถุงยังชีพเพื่อการศึกษา” และโครงการ “จักรยานสานฝัน ปันสุข” โดยมีผู้มีจิตศรัทธาทั้งประชาชน กำลังพลและครอบครัวของมณฑลทหารบกที่ 43 ได้ร่วมบริจาคทุนการศึกษา สิ่งของและอุปกรณ์การเรียน ให้กับนักเรียน รวมถึงการรักษาผู้ป่วย การตัดผมให้นักเรียนและประชาชนฟรี 

วันที่ 28 ม.ค.66 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่โรงเรียนบ้านคลองลำปริง ต.ละมอ อ.นาโยง จ.ตรัง พลตรี รักชาติ รัตนาศักดิ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 43 และคุณสุมาลี รัตนาศักดิ์ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา มณฑลทหารบกที่ 43 เป็นประธานในพิธี ส่งมอบสิ่งของตามนโยบายกองทัพบก ในโครงการ “ถุงยังชีพเพื่อการศึกษา” และโครงการ “จักรยานสานฝัน ปันสุข” โดยผู้มีจิตศรัทธาทั้งประชาชน กำลังพลและครอบครัวของมณฑลทหารบกที่ 43 ได้ร่วมบริจาคสิ่งของและอุปกรณ์การเรียน นำมาจัดทำถุงยังชีพเพื่อการศึกษา และรถจักรยานเก่า เพื่อซ่อมปรับปรุงให้มีสภาพใช้งานได้ ส่งมอบให้เด็กนักเรียนเพื่อมอบถุงยังชีพฯ

ทั้งนี้โรงเรียนบ้านคลองลำปริง ต.ละมอ อ.นาโยง จ.ตรัง เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลถึงระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีนักเรียน 106 คน  สำหรับโครงการ “ถุงยังชีพเพื่อการศึกษา” และโครงการ “จักรยานสานฝัน ปันสุข” นั้นทางกองทัพบกต้องการช่วยเหลือนักเรียนที่อยู่ห่างไกล  ต้องการความช่วยเหลือ เพื่อให้เด็กนักเรียนและประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ในส่วนของการมอบตามโครงการในครั้งนี้มีการมอบรถจักรยานจำนวน 3 คัน ถุงยังชีพเพื่อการศึกษา 10 ชุดและทุนการศึกษาจำนวน 43 ทุน โดยทุนการศึกษานั้นทางพลตรีรักชาติ รัตนาศักดิ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 43 ค่ายเทพสตรีศรีสุนทร ได้นำงบประมาณส่วนหนึ่งมาช่วยเหลือ และมีทุนการศึกษาจากกองพันทหารราบที่ 4 กรมทการราบที่ 15 ค่ายพระยารัษฎานุประดิษฐ์ จังหวัดตรัง ผู้นำชุมชนในพื้นที่ ตำรวจภูธรนาโยง สำนักงานเขตการศึกษาประถมศึกษา ตรัง เขต1 สโมสรโรตารีตรัง 

ซึ่งทุนการศึกษาที่มอบนั้นต้องการช่วยเหลือนักเรียนและลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง ทั้งนี้ ชุดปฏิบัติการกิจการพลเรือน มณฑลทหารบกที่ 43 ค่ายเทพสตรีศรีสุนทร จัดกิจกรรมดนตรี “กองทัพบกเพื่อประชาชน” เพื่อรณรงค์เสริมสร้างความรักชาติความรักความสามัคคีในหมู่คณะ รวมถึงประชาสัมพันธ์การรับสมัครทหารกองประจำการ แบบออนไลน์และ แนวทางการรับราชการของกองทัพบก พร้อมทั้งจัด ชุดปฏิบัติการช่างตัดผม เพื่อบริการตัดผมให้น้องนักเรียนรวมถึงประชาชนในพื้นที่การจัดกิจกรรมฯ 

อีกทั้ง รพ.ค่ายเทพสตรีศรีสุนทรได้จัดชุดแพทย์เคลื่อนที่ เพื่อตรวจรักษาโรคเบื้องต้นให้กับประชาชน และน้องๆ นักเรียนที่มาเข้าร่วมกิจกรรมฯ  อย่างไรก็ตามกองทัพบกยังคงดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง จึงขอเชิญชวน พี่น้องประชาชน ร่วมบริจาคสิ่งอุปกรณ์การเรียน และรถจักรยานมือสอง เพื่อน้องๆนักเรียนในโรงเรียนที่อยู่ในถิ่นทุรกันดาร ร่วมกับกองทัพบก ผ่านมณฑลทหารบกที่ 43 โดยประสานงานผ่าน ร.ท.โชคชัย เอกศรีวิชัย โทร. 093-2955553 หรือบริจาคผ่านสัสดีจังหวัด/อำเภอในท้องที่ของท่าน – 003

พศ.เผยผลตรวจสอบ! ภาพ’ครูบาไก่’นั่งเจ็ตสกี-แช่น้ำตก เป็นอาบัติเบา ได้ว่ากล่าวตักเตือนแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/707272

พศ.เผยผลตรวจสอบ!  ภาพ'ครูบาไก่'นั่งเจ็ตสกี-แช่น้ำตก เป็นอาบัติเบา ได้ว่ากล่าวตักเตือนแล้ว

พศ.เผยผลตรวจสอบ! ภาพ’ครูบาไก่’นั่งเจ็ตสกี-แช่น้ำตก เป็นอาบัติเบา ได้ว่ากล่าวตักเตือนแล้ว

วันเสาร์ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2566, 09.08 น.

วันที่ 28 มกราคม 2566 จากกรณีมีการร้องเรียนถึงพฤติกรรมไม่เหมาะสม ของครูบาไก่ เช่น นั่งขี่เจ็ตสกี นอนแช่น้ำตก ไปร้องเรียนยังหน่วยงานต่างๆ ตามที่นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุด นายอินทพร จั่นเอี่ยม รองผู้อำนวยการรักษาราชการแทน ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เผยว่า ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดขอนแก่น (พศจ.ขอนแก่น) รายงานมาแล้วว่า กรณีภาพนั่งเจ็ตสกี และภาพนอนเล่นน้ำตกนั้น ทางเจ้าคณะจังหวัดขอนแก่น (ธรรมยุต) ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนไปแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 11 มกราคม และเรียกครูบาไก่ มาสอบถามเมื่อวันที่ 13 มกราคม ซึ่งครูบาไก่ ยอมรับว่าเป็นรูปตัวเองจริง แต่เนื่องจากพฤติกรรมดังกล่าว ทางพระธรรมวินัยถือเป็นอาบัติเบา สามารถปลงอาบัติได้ จึงได้มีการว่ากล่าวตักเตือนไปแล้ว และครูบาไก่ก็น้อมรับคำตักเตือน

ส่วนเรื่องคลิปวิดีโอที่เป็นภาพชายหัวโล้นแต่งกายคล้ายพระกำลังร่วมรักกับชายหนุ่มนั้น ทาง พศจ.ขอนแก่น พยายามติดต่อไปที่ผู้ร้องเรียนแล้ว เพื่อนำมาให้ทางคณะสงฆ์พิจารณาลงโทษ แต่กลับไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้ร้องเรียน จึงยังไม่สามารถดำเนินการตรวจสอบเรื่องคลิปวิดีโอได้

สกสว.ชู4ยุทธศาสตร์ ขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรม ดันไทยสู่ประเทศรายได้สูง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/707228

สกสว.ชู4ยุทธศาสตร์ ขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรม ดันไทยสู่ประเทศรายได้สูง

สกสว.ชู4ยุทธศาสตร์ ขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรม ดันไทยสู่ประเทศรายได้สูง

วันศุกร์ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2566, 19.17 น.

สกสว. พบสื่อมวลชน สื่อสาร สร้างความเข้าใจ ต่อบทบาทหน้าที่ และ พันธกิจสำคัญต่อการ ยกระดับศักยภาพและขับเคลื่อนระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) อย่างมีส่วนร่วม เพื่อส่งมอบคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืนนำไปสู่การผลักดันให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2566 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จัดกิจกรรมพบปะสื่อมวลชน เพื่อสื่อสารบทบาทหน้าที่ของ สกสว. ภายใต้พันธกิจการส่งเสริม สนับสนุน และขับเคลื่อนระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศอย่างสหวิทยาการ เพื่อสร้างองค์ความรู้ พัฒนานโยบายสาธารณะและสนับสนุนการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ในเชิงเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้เกิดการพัฒนาประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืน โดยการกำหนดแผนกลยุทธ์องค์กร และ วิสัยทัศน์ ให้ สกสว. “เป็นองค์กรหลักในการยกระดับศักยภาพและขับเคลื่อนระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) อย่างมีส่วนร่วม เพื่อส่งมอบคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืนนำไปสู่การผลักดันให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว” เป็นกรอบแนวทางในการนำองค์กรไปสู่องค์กรสมรรถนะสูงในการขับเคลื่อนนโยบายด้าน ววน. และจัดการงบประมาณของกองทุน ววน. ให้เกิดความคุ้มค่าอย่างมีประสิทธิภาพและธรรมาภิบาล

โอกาสนี้ รศ.ดร.ปัทมาวดี  โพชนุกูล ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า ปี พ.ศ. 2562 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการปฏิรูประบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมครั้งสำคัญ ทั้งในมิติของการพัฒนาระบบวิจัยและนวัตกรรม และการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยได้มีการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  (อว.) รวมถึงปรับเปลี่ยนบทบาทหน้าที่ ของ “สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย”  หรือ “สกว.” มาเป็น “สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เพื่อรับภารกิจสำคัญในการส่งเสริม สนับสนุน และขับเคลื่อนระบบวิจัยและนวัตกรรม (ระบบ ววน.) ของประเทศ ให้ครอบคลุมทุกสาขาการวิจัยและวิทยาการทุกแขนง ตลอดจนสร้างองค์ความรู้พัฒนานโยบายสาธารณะ และสนับสนุนการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ในเชิงเศรษฐกิจและสังคมเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน 

โดยการจัดทำแผนด้าน ววน. เพื่อเป็นเครื่องมือกำหนดเป้าหมายการพัฒนาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมให้สอดคล้องกับเป้าหมายของการพัฒนา “พลิกโฉมให้ประเทศมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและยั่งยืน ยกระดับความสามารถในการแข่งขันด้วยเศรษฐกิจสร้างคุณค่า และยกระดับคุณภาพชีวิต ก้าวเข้าสู่ประเทศพัฒนาแล้ว และพร้อมสำหรับโลกอนาคต ด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมไทย โดยการสานพลังหน่วยงานในระบบ ววน. รวมทั้งสถาบันอุดมศึกษา สถาบันวิจัย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาสังคม” ซึ่งปัจจุบัน คณะรัฐมนตรี ได้มีการอนุมัติ แผนด้าน ววน. ปี 2566-70 ประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 

ยุทธศาสตร์ที่ 1 การพัฒนาเศรษฐกิจไทยด้วยเศรษฐกิจสร้างคุณค่าและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ให้มี ความสามารถในการแข่งขัน และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน พร้อมสู่อนาคต โดยใช้วิทยาศาสตร์ การวิจัยและ นวัตกรรม 

ยุทธศาสตร์ที่ 2 การยกระดับสังคมและสิ่งแวดล้อม ให้มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน สามารถแก้ไขปัญหาท้าทายและปรับตัวได้ทันต่อพลวัตการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยใช้วิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรม 

ยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและนวัตกรรมระดับขั้นแนวหน้าที่ ก้าวหน้าล้ำยุค เพื่อสร้างโอกาสใหม่และความพร้อมของประเทศในอนาคต และ 

ยุทธศาสตร์ที่ 4 การพัฒนากำลังคนและสถาบันด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้เป็นฐานการ ขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศแบบก้าวกระโดดและอย่างยั่งยืน โดยใช้วิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรม
รวมถึงการบริหารและจัดสรรงบประมาณ ววน. อย่างมีธรรมาภิบาล ภายใต้การกำกับทิศทางของคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) โดยการจัดทำกรอบงบประมาณด้านววน. ของประเทศ ล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบกรอบงบประมาณกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ปี 2567 จำนวน 31,100 ล้านบาท เพื่อจัดสรรงบประมาณสนับสนุนงานเชิงกลยุทธ์ (Strategic Fund) จำนวนร้อยละ 60-65 ที่ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ของประเทศ ตามแผนด้าน ววน. แก่หน่วยบริหารจัดการทุน (PMU) ทั้ง 9  แห่ง และ งบประมาณเพื่อสนับสนุนงานมูลฐาน (Fundamental Fund) จำนวนร้อยละ 35-40 เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของหน่วยงานตามพันธกิจการพัฒนาประเทศ ทั้ง 188 หน่วยงาน ตามที่ สกสว. เสนอผ่านสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ  

นอกจากนี้ สกสว. ยังได้พัฒนาระบบติดตามและประเมินผลการสนับสนุน ววน. ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญในหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงจัดทำกลไกและมาตรการเพื่อพัฒนาระบบ ววน. กลไกและมาตรการสำคัญด้านการพัฒนาระบบ ววน. ที่สำคัญ อาทิ การพัฒนาหลักการของมาตรการสนับสนุนทุนสำหรับภาคเอกชน เพื่อพัฒนาผลงานวิจัยและนวัตกรรมตามความต้องการของภาครัฐหรือตามอุปสงค์ของตลาด (Thailand Business Innovation Research, TBIR / Thailand Technology Transfer Research, TTTR) เพื่อเป็นกลไกการให้ทุนไปยังภาคเอกชนโดยอาศัยหลักการของการแข่งขัน (Competitive based) ส่งเสริมให้ได้โครงการที่มีคุณภาพและมีศักยภาพสูง ภายใต้โจทย์ความต้องการจากภาครัฐ หรือภาคเอกชนที่มีตลาดขนาดใหญ่ ให้เกิดผลลัพธ์และผลกระทบสูงต่อประเทศ 

ตลอดจนการผลักดันพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม ให้เป็นกฎหมายที่มีความสำคัญเพื่อส่งเสริมให้เกิดการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ อันจะเป็นประโยชน์ทั้งการต่อยอดการวิจัย และต่อการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมของประเทศในภาพรวม และท้ายสุดแล้ว การจัดแผนและกรอบงบประมาณด้าน ววน. และการพัฒนากลไกในการดำเนินการต่างๆ จะช่วยชี้นำ และ ขับเคลื่อนให้ประเทศไทย ก้าวพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง กับดักความเหลื่อมล้ำของความมั่งคั่ง และกับดักความไม่สมดุลของการพัฒนา ทั้งในประเด็นการพัฒนาเชิงพื้นที่และการพัฒนาที่ตอบโจทย์สังคม การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยื่น การพัฒนาคนและองค์ความรู้สู่อนาคต 

อย่างไรก็ตาม ผลสำเร็จจากการดำเนินงานของ สกสว. ในปีที่ผ่านๆ มานั้น เกิดขึ้นจากการสนับสนุนเป็นอย่างดียิ่งจากระดับนโยบาย อันได้แก่ สภานโยบายการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ รัฐมนตรีกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ตลอดจนคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) และคณะกรรมการอำนวยการ สกสว. และพลังความร่วมมือจากภาคีหน่วยงานในระบบ ววน. ร่วมขับเคลื่อน สนับสนุนส่งเสริม และขับเคลื่อนระบบ ววน. ให้เกิดการส่งมอบผลผลิต ผลลัพธ์ และผลกระทบจากงานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าต่อไป

‘กลุ่มคนไทยรักสถาบัน’-‘นก สินใจ’ คณะสงฆ์45รูป ร่วมลงนามถวายพระพร’พระองค์ภา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/707204

'กลุ่มคนไทยรักสถาบัน'-'นก สินใจ' คณะสงฆ์45รูป ร่วมลงนามถวายพระพร'พระองค์ภา'

‘กลุ่มคนไทยรักสถาบัน’-‘นก สินใจ’ คณะสงฆ์45รูป ร่วมลงนามถวายพระพร’พระองค์ภา’

วันศุกร์ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2566, 18.43 น.

“กลุ่มคนไทยรักสถาบัน” “นก สินใจ” พร้อมคณะ สงฆ์ที่อุปสมบทหมู่ 45 รูป ร่วมเจริญจิตภาวนาและลงนามถวายพร ถวายพระพร “พระองค์ภา” 

27 ม.ค.2566 ที่ชั้น 1 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ตลอดวันนี้ได้มีประชาชนทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน มูลนิธิ ผู้นำท้องถิ่น พระสงฆ์ ผู้บริหารสถานศึกษา ครู นักเรียน นักศึกษาพร้อมใจนำแจกันดอกไม้พวงมาลัยและสิ่งของต่าง ๆมาทูลเกล้าถวายหน้าพระรูปสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พร้อมลงนามถวายพระพรขอให้ทรงหายจากพระอาการประชวรโดยเร็ววัน มีพระพลานามัยที่สมบูรณ์แข็งแรง อาทิ  เครือข่ายกองทุนแม่ของแผ่นดินเทศบาลเมืองทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช, พลอากาศโท สุชาติ ผิวสอาด เจ้ากรมสรรพาวุธทหารอากาศ, ดร.ฐิติ์ผาสุข จรัสเจษฎา นายกสโมสรโรตารีสายไหม, คณะผู้บริหาร ครู และนักเรียนโรงเรียนอัสสัมชัญบางรัก, คณะครู นักเรียนโรงเรียนไผทอุดมศึกษา เขตหลักสี่, คณะผู้บริหารโรงเรียนนานาชาติเวอร์โซ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ, คณะผู้บริหารเทศบาลบางศรีเมือง อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี, นายแพทย์ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน และคณะ,  คณะผู้บริหาร ครู และนักเรียนโรงเรียนม่วงสามสิบอัมพวันวิทยา จ.อุบลราชธานี, องค์การบริหารส่วนตำบลตะเสะ และคณะกรรมการศูนย์พัฒนาครอบครัว ต.ตะเสะ จ.ตรัง,  เครือข่ายกองทุนแม่ของแผ่นดิน เขตสวนหลวง, คณะพระสงฆ์และสามเณรวัดหนองหูช้าง จังหวัดกาญจนบุรี ที่บรรชาและอุปสมบทถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ร่วมเจริญจิตภาวนาและลงนามถวายพร, 

ท่านผู้หญิงวรามาส สุนทรภัค คุณข้าหลวงในพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง, นายอัศวิน  นางฐาปณี เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี,  คณะพยาบาล สมาคมศิษย์เก่า วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ, หม่อมหลวง ชโยทิต กฤดากร ผู้แทนการค้าไทย สำนักนายกรัฐมนตรี, หม่อมหลวง สุภสิทธิ์ ชุมพล, โรงเรียนม่วงสามสิบอัมพันวิทยา จ.อุบลราชธานี, นายทวีป ผูกโพธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบนบ้านหม้อ จ.สิงห์บุรี, สมาคมนักรบนิรนาม 333 เขตสายไหม กรุงเทพฯ, กลุ่มคนไทยรักสถาบัน นำโดย นก สินใจ เปล่งพานิช พร้อมคณะ และพระสงฆ์ที่อุปสมบทหมู่ 45 รูป ถวายเป็นพระกุศล “พระองค์ภา” มาร่วมเจริญจิตภาวนาและลงนามถวายพร และถวายพระพร เป็นต้น

ทั้งนี้ สำนักพระราชวัง จะเปิดให้ประชาชนลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ที่ชั้น 1 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ถึงวันที่ 31 ม.ค.2566 นี้  ซึ่งประชาชนสามารถลงนามถวายพระพรผ่านทางระบบออนไลน์ที่ เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์  https://wellwishes.royaloffice.th ได้ทุกวัน
 

สป.ตท.ร่วมงานวันคล้ายวันสถาปนารร.เตรียมทหาร-งานเกียรติยศจักรดาวปี66

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/707200

สป.ตท.ร่วมงานวันคล้ายวันสถาปนารร.เตรียมทหาร-งานเกียรติยศจักรดาวปี66

สป.ตท.ร่วมงานวันคล้ายวันสถาปนารร.เตรียมทหาร-งานเกียรติยศจักรดาวปี66

วันศุกร์ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2566, 18.37 น.

สป.ตท.ร่วมงานวันคล้ายวันสถาปนารร.เตรียมทหาร-งานเกียรติยศจักรดาวปี66

27 มกราคม 2566 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี/รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานงานวันคล้ายวันสถาปนาโรงเรียนเตรียมทหาร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ครบรอบปีที่ 65 และงานเกียรติยศจักรดาว ประจำปี 2566 โดยมี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้แทนศิษย์เก่าโรงเรียนเตรียมทหาร เข้าร่วมงาน ณ โรงเรียนเตรียมทหาร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ตำบลศรีกะอาง อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก

 ทั้งนี้ พลตรี คม วิริยเวชกุล นายกสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนเตรียมทหาร , พลตรี ดำรงค์ สิมะขจรบุญ , นางธมนภรภคมน สุวรรณทรรภ , นางนิตยา เชิดชู , พันเอก เลิศรบ ศรีกิตตยากรณ์ , พันตำรวจโท ธีระวัฒน์ อ้นกลิ้ง และนายวีรพล บัวชาติ ที่ปรึกษาสมาคมฯ และกรรมการบริหาร ร่วมงานดังกล่าวข้างต้น พร้อมร่วมแสดงความยินดีกับ พันโท หนุน  ศันสนาคม ที่ปรึกษาสมาคมฯ ที่ได้รับรางวัลเกียรติยศจักรดาว ประจำปี 2566

“รางวัลเกียรติยศจักรดาว” ถือเป็นการเชิดชูและยกย่องศิษย์เก่านักเรียนเตรียมทหารที่มีความรู้ ความสามารถ และได้อุทิศกำลังกาย กำลังความคิด ปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์ ทำคุณประโยชน์ต่อสังคมให้เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชน และสร้างเกียรติยศชื่อเสียงให้แก่สถาบัน สมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนเตรียมทหาร ขอแสดงความยินดีกับ รร.ตท.สปท. ที่ครอบรอบ 65 ปี และขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับรางวัลเกียรติยศจักรดาวทุกท่าน