Soft Power ความเป็นไทย ตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ที่สอดคล้องกับยุคสมัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/707665

Soft Power ความเป็นไทย ตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ที่สอดคล้องกับยุคสมัย

Soft Power ความเป็นไทย ตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ที่สอดคล้องกับยุคสมัย

วันอังคาร ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“Soft power” แปลเป็นไทยว่า “อำนาจละมุน” หรือบ้างก็ใช้“อำนาจอ่อน” เริ่มเป็นที่รู้จักและเห็นถึงความทรงพลังหลังจากที่เกิด “ลิซ่า เอฟเฟกต์” ก็ได้ทำให้ร้านลูกชิ้นยืนกินที่บุรีรัมย์ ขายดีถล่มทลาย สร้างยอดขายหมูกระทะย่านโชคชัย 4 พุ่งสูง ผู้คนแห่จองคิวแน่น มะม่วงน้ำปลาหวาน ของโปรดของลิซ่าและโรเซ่ ที่สร้างความสนใจและเป็นไวรัลบนสังคมออนไลน์อย่างรวดเร็ว และที่เห็นได้ชัดอีกปรากฏการณ์หนึ่งคือ “ข้าวเหนียวมะม่วงฟีเวอร์” จากที่ “มิลลิ” นักร้องชาวไทยได้ไปรับประทานบนเวทีดนตรี Coachella ทำให้เกิดกระแสบริโภคข้าวเหนียวมะม่วงที่ขยายตัวขึ้นหลายเท่า เป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ประเทศไทยของเรา มีประวัติศาสตร์ยาวนานมีรากฐานและความพร้อมทางวัฒนธรรมอันงดงามล้ำค่า ที่สามารถนำมาเป็นทรัพยากร Soft Power ที่สะท้อนผ่านอาหาร ศิลปะ วัฒนธรรม บันเทิง เพลง ภาพยนตร์ และสถานที่ท่องเที่ยว ที่เป็นที่รู้จักและสร้างชื่อเสียงในด้านคุณภาพสินค้าและบริการไปทั่วโลก ผลดีที่ตามมาคือประเทศไทยกลายเป็นสถานที่ผู้คนนิยมมาท่องเที่ยวเยี่ยมชม มาลงทุน ซึ่งสามารถสร้างรายได้ สร้างมูลค่าเพิ่ม และอื่นๆ ที่เป็นผลดีอย่างยิ่งต่อคนไทยทุกคน

รัฐบาลได้เห็นถึงจุดแข็งของ Soft Power ความเป็นไทย จึงได้มีนโยบายการส่งเสริมการใช้พลัง Soft Power ความเป็นไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ที่มีศักยภาพ 5 F ได้แก่ อาหาร (Food) ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ (Film) ผ้าไทยและการออกแบบแฟชั่น (Fashion) มวยไทย (Fighting) และเทศกาลประเพณี (Festival) ให้อยู่ในระดับโลก และได้แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศด้วย Soft Power กำกับนโยบาย กำหนดเป้าหมายและวางแผนยุทธศาสตร์การพัฒนา Soft Power ที่มีนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นรองประธานปลัดกระทรวงวัฒนธรรมเป็นกรรมการ

อีกทั้ง ยังแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อน Soft Power ด้วยมิติทางวัฒนธรรม ทำหน้าที่ขับเคลื่อนนโยบายและมาตรการในมิติทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจและสังคม ยกระดับสถานะงานวัฒนธรรม สร้างรายได้และคุณค่าทางสังคม สร้างภาพลักษณ์และความร่วมมือ ของผู้คนในประชาคมโลกบนพื้นฐานความหลากหลายทางวัฒนธรรม เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทย (พ.ศ.2566-2570) โดยมีเรื่องสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการได้แก่ การกำหนดจุดยืนด้าน Soft Power การสังเคราะห์แบรนด์ประเทศไทย และการกำหนดเป้าหมาย ยุทธศาสตร์ บนฐานข้อมูลเชิงสังคมและเศรษฐกิจที่จำเป็น อาทิ การถอดรหัสอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและการเฟ้นหาทุนทางวัฒนธรรมใหม่ๆ การบริหารจัดการทุนทางวัฒนธรรมเพื่อใช้ในการขับเคลื่อน Soft Power ที่ยั่งยืน การจัดทำนโยบายและมาตรการใหม่ๆ ที่ยกระดับและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคศิลปวัฒนธรรมของไทยในระดับสากล การจัดทำและพัฒนาสถิติ ดัชนี ตัวชี้วัดด้านวัฒนธรรม ทั้งในมิติสังคมและเศรษฐกิจให้มีมาตรฐาน กำกับ ติดตาม และประเมินประสิทธิภาพของการนำแผนและนโยบายไปปฏิบัติเพื่อขับเคลื่อนSoft Power ให้สอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) และแผนที่เกี่ยวข้องทุกระดับ

ส่วนการขับเคลื่อน Soft power ความเป็นไทย ในปีนี้ วธ. จะร่วมกับกองทัพบกผลักดันมวยไทย ให้เป็น Soft Power ที่สร้างชื่อเสียงให้ไทย สนับสนุนการต่อยอดเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโกให้เชื่อมโยงกับการพัฒนา Soft Power ไทย สร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าและบริการใหม่
สนับสนุนและต่อยอดการท่องเที่ยวชุมชนที่มีต้นทุน“สุดยอดชุมชนต้นแบบเที่ยวชุมชน ยลวิถี” 20 แห่ง เดินหน้าส่งเสริมอุตสาหกรรม ภาพยนตร์ โดยให้ใช้ทรัพยากรบุคคล สถานที่ถ่ายทำของไทย อีกทั้งเริ่มเก็บข้อมูลเชิงสถิติเพื่อเช็คว่าประเทศของเรามีศักยภาพในด้านใดอีกบ้างนอกเหนือจาก 5 สาขาที่มีอยู่ เพื่อนำไปสู่การวางแผนการขับเคลื่อน Soft Power สู่ระดับโลก

Soft Power ความเป็นไทย ถูกวางตัวให้เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักที่จะสร้างรายได้เลี้ยงดูคนทั้งประเทศ ซึ่งในทุกวันนี้ต้องยอมรับว่าเรายังไปไม่ถึงจุดนั้น แต่เรามี Soft Power ที่มีคุณค่าและโดดเด่นอยู่แล้ว การจะทำให้มีพลังมากที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้นั้น ทุกๆ ฝ่ายต้องร่วมแรงร่วมใจกันขับเคลื่อน ต้องมีการบริหารจัดการที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง และมีการลงทุนในการพัฒนาอย่างเหมาะสม ถึงแม้จะใช้เวลาและทุนทรัพย์มหาศาล แต่ถ้าทำได้ ผลที่ตามมานั้นคุ้มค่าอย่างแน่นอน

จุฬาฯ-อังกฤษ พัฒนาแอปฯภาษาไทย คัดกรองสมองเสื่อมเบื้องต้นด้วยตนเอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/707669

จุฬาฯ-อังกฤษ พัฒนาแอปฯภาษาไทย คัดกรองสมองเสื่อมเบื้องต้นด้วยตนเอง

จุฬาฯ-อังกฤษ พัฒนาแอปฯภาษาไทย คัดกรองสมองเสื่อมเบื้องต้นด้วยตนเอง

วันอังคาร ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าจุฬาฯ ได้รับความร่วมมือในการสร้าง Application ตรวจการได้ยินด้วยคำพูด ฉบับภาษาไทย จากหลายภาคส่วน ทั้งจาก Royal Academy of Engineering สหราชอาณาจักร และจาก University College London (UCL) ประเทศอังกฤษ และได้รับการสนับสนุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และอื่นๆ

“Application ตรวจการได้ยินด้วยคำพูด ฉบับภาษาไทย ทำให้ผู้ที่มีความเสี่ยงสามารถตรวจคัดกรองด้วยตัวเองเบื้องต้นก่อนไปพบแพทย์ ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงสมองเสื่อมที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต ซึ่งเป็นการบูรณาการระหว่างระบบการดูแลผู้สูงอายุที่อาจเกิดสมองเสื่อมในอนาคต ร่วมกับศาสตร์แห่งการวิจัย ทำให้สามารถถ่ายทอดความรู้ไปสู่ชุมชน และเชื่อมต่อองค์ความรู้และเทคโนโลยีจากจุฬาฯ สู่การนำไปใช้งานจริงในอนาคตต่อไป” อธิการบดีจุฬาฯ กล่าว

แอปพลิเคชั่นสำหรับตรวจการได้ยินด้วยคำพูดภาษาไทยเพื่อบ่งชี้ความเสี่ยงสมองเสื่อม ใช้ทดสอบได้ด้วยตนเอง หากพบว่ามีความเสี่ยงที่จะสมองเสื่อม ก็ขอตรวจเพิ่มเติมได้ที่สถานพยาบาลและโรงพยาบาลทั่วประเทศ ทั้งนี้ ผู้ที่รับการทดสอบแล้วพบว่าประสบปัญหาทางด้านการได้ยินสามารถใช้สิทธิ์ในการเบิกเครื่องช่วยฟังได้ ดังนั้นอยากให้ผู้สูงอายุและผู้ที่มีข้อบ่งชี้จากแพทย์ว่าสมควรต้องใส่เครื่องช่วยฟังสามารถใส่เครื่องช่วยฟังเพื่อประโยชน์ในการป้องกันภาวะสมองเสื่อมในอนาคต

แอปพลิเคชั่นสำหรับตรวจการได้ยินด้วยคำพูดภาษาไทยเพื่อบ่งชี้ความเสี่ยงสมองเสื่อม เปิดให้ดาวน์โหลดได้แล้วทางโทรศัพท์ระบบ IOS และ Android ในชื่อว่า “Eartest by Eartone”

นักวิจัย ม.สวนดุสิตสร้างชื่อเสียง คว้า 4 รางวัลในการประกวดที่ใต้หวัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/707673

นักวิจัย ม.สวนดุสิตสร้างชื่อเสียง คว้า 4 รางวัลในการประกวดที่ใต้หวัน

นักวิจัย ม.สวนดุสิตสร้างชื่อเสียง คว้า 4 รางวัลในการประกวดที่ใต้หวัน

วันอังคาร ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รศ.ดร.ชนะศึก นิชานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและพัฒนาการศึกษา พร้อมด้วย ผศ.ดร.ยุธยา อยู่เย็น ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา และทีมนักวิจัย มหาวิทยาลัยสวนดุสิต นำผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่คัดเลือกจาก วช. ในนามประเทศไทยจำนวน 3 ผลงานเข้าร่วมประกวดในงาน Kaohsiung International Invention and Design Expo 2022 (KIDE 2022) ณ เมืองเกาสงประเทศไต้หวัน โดยผลงานทั้งหมดดังกล่าว สามารถสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทย ด้วยการคว้า 4 รางวัล จากการประกวด

ผลงานที่ได้รับรางวัลได้แก่ “ผลิตภัณฑ์พาสตาข้าวกล้องเพื่อสุขภาพเสริมผักใบเขียวแคลเซียมสูง” โดย ผศ.ดร.ปัญญภัสก์ ปิ่นแก้ว อาจารย์สังกัดโรงเรียนการเรือน ได้รับรางวัล Gold Medal และรางวัล Special Award จาก Korea University Invention Association Asia , ผลงาน “การทดแทนไขมันในเค้กไข่ด้วยเจลวุ้นผลสำรอง” โดย ผศ.ดร.ธีรนุช ฉายศิริโชติ อาจารย์สังกัดโรงเรียนการเรือน ได้รับรางวัล Gold Medal, ผลงาน “ผักแผ่นกรอบเสริมแคลเซียมผสมข้าวไรซ์เบอร์รี่” โดย ผศ.ดร.สุวรรณา พิชัยยงค์วงศ์ดี อาจารย์สังกัดโรงเรียนการเรือน ได้รับรางวัล Silver Medal

ผู้บริหาร NDI ประจำสำนักงานใหญ่ เข้าพบเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/707670

ผู้บริหาร NDI ประจำสำนักงานใหญ่ เข้าพบเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า

ผู้บริหาร NDI ประจำสำนักงานใหญ่ เข้าพบเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า

วันอังคาร ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายวิทวัส ชัยภาคภูมิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าพร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ต้อนรับ Mr.Manpreet Singh Anand ผู้อำนวยการโครงการภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกประจำสำนักงานใหญ่ สถาบันส่งเสริมประชาธิปไตย(National Democratic Institute : NDI) ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา และ Mr.Edmond Efendija ผู้อำนวยการประจำสำนักงานประเทศไทย เข้าพบผู้บริหารสถาบันพระปกเกล้า ในโอกาสมาเยือนประเทศไทย

ในการนี้ได้ร่วมแลกเปลี่ยนหารือความร่วมมือทางวิชาการในอนาคต โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับส่งเสริมประชาธิปไตย การมีส่วนร่วมของประชาชน โดย ดร.ถวิลวดี บุรีกุล และ ดร.สติธร ธนานิธิโชติ ได้กล่าวถึงภารกิจของสถาบันพระปกเกล้าในการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ผ่านโครงการ Big Rock 1 และ Big Rock 5 ที่สถาบันพระปกเกล้าได้รับมอบหมายให้ดำเนินการ ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้บริหารของ NDI เป็นอย่างยิ่ง

เบสท์ เอ็กซ์เพรส มอบทุนการศึกษา โรงเรียนต่างจังหวัดในเขตพื้นที่ห่างไกล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/707672

เบสท์ เอ็กซ์เพรส มอบทุนการศึกษา โรงเรียนต่างจังหวัดในเขตพื้นที่ห่างไกล

เบสท์ เอ็กซ์เพรส มอบทุนการศึกษา โรงเรียนต่างจังหวัดในเขตพื้นที่ห่างไกล

วันอังคาร ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

BEST Express (เบสท์ เอ็กซ์เพรส) ผู้ให้บริการรับ-ส่งพัสดุด่วนทั่วไทย ภายใต้การบริหารงาน บริษัท เบสท์ โลจิสติกส์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ฉลองครบรอบ 4 ปี การดำเนินธุรกิจในประเทศไทย โดยออกแคมเปญ “เบสท์ ปันอนาคตที่สดใส (BEST Sharing the Future)” เนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ ช่วยเหลือโรงเรียนในต่างจังหวัดโดยเฉพาะเขตพื้นที่ห่างไกล

ในโอกาสได้ทุนสนับสนุนด้านการศึกษาเพื่อนำไปจัดสรรปันส่วนให้กับนักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ และจัดกิจกรรมเสริมทักษะการวาดภาพและระบายสีกล่องพัสดุในจินตนาการให้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษา โรงเรียนบ้านหาญฮีตำบลดอนแรด อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ ตลอดจนนำทีมวิทยากรเข้าให้ความรู้ด้านการทำธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ พร้อมทั้งแชร์เทคนิคการเขียนคอนเทนต์ออนไลน์ให้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา โรงเรียนรัตนบุรี ตำบลรัตนบุรี อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ เพื่อสอดรับกับการเติบโตของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สกสว.เยี่ยมชมผลการดำเนินงานวิจัย’ตำรวจ’ ชูนวัตกรรมตอบโจทย์สังคม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/707690

สกสว.เยี่ยมชมผลการดำเนินงานวิจัย'ตำรวจ' ชูนวัตกรรมตอบโจทย์สังคม

สกสว.เยี่ยมชมผลการดำเนินงานวิจัย’ตำรวจ’ ชูนวัตกรรมตอบโจทย์สังคม

วันจันทร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2566, 16.46 น.

ผู้บริหาร สกสว. เยี่ยมมชม ผลการวิจัยของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ชูแนวคิดวิจัย ตอบโจทย์สังคม และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ มากกว่าการวิจัยเก็บไว้บนหิ้ง พร้อมยกระดับการวิจัยสู่นานาชาติ

เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2566 ที่ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และ เจ้าหน้าที่ สกสว. เยี่ยมชมและติดตามผลการดำเนินงานการวิจัยและนวัตกรรม ของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ที่ได้รับการสสนับสนุนงบประมาณ Fundamental Fund จากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) โดยมี พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท. เสนิต สำราญสำรวจกิจ ผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ และ คณะผู้บริหาร นักวิจัย ให้การต้อนรับ และ นำเยี่ยมชมนิทรรศการผลการวิจัยเด่นของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ

โอกาสนี้ รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล กล่าวว่า สกสว. เป็นหน่วยงานกลางของประเทศ ที่มีหน้าที่ในการส่งเสริม สนับสนุน และขับเคลื่อนระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศในทุกด้าน เพื่อให้เกิดการพัฒนาประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืน ภายใต้การกำกับของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ตามพระราชบัญญัติสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2562 โดยการจัดทำแผนด้าน ววน. และ จัดสรรงบประมาณ ววน. สนับสนุนงานเชิงกลยุทธ์ (Strategic Fund) ที่ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ของประเทศ ตามแผนด้าน ววน. แก่หน่วยบริหารจัดการทุน (PMU) ทั้ง 9  แห่ง และงานมูลฐาน (Fundamental Fund) เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของหน่วยงานตามพันธกิจการพัฒนาประเทศ ทั้ง 188 หน่วยงาน ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ เป็นหน่วยงานหนึ่ง ที่ สกสว. จัดสรรงบประมาณให้ดำเนินการวิจัยอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา ทั้งนี้หวังเป็นอย่างยิ่งว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ จะสามารถเสริมศักยภาพ สร้างองค์ความรู้ นวัตกรรม ที่ตอบโจทย์ความต้องการของสังคมและประชาชนที่เพิ่มขึ้น   

ด้าน พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า การเยี่ยมชม และติดตามผลการดำเนินการวิจัยและนวัตกรรมในครั้งนี้  เป็นการติดตามการดำเนินงานในเชิงลึกที่เห็นผลเชิงรูปธรรม จากผลการวิจัย ทั้ง 28 โครงการ ที่ได้นำมาจัดแสดงนิทรรศการ  เพื่อขอคำแนะนำ และข้อชี้แนะ กับผู้รับทุนและผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้นักวิจัย และ ผู้รับทุนได้นำไปพัฒนาโครงการวิจัย และพัฒนาระบบบริหารงานวิจัยแบบผลสัมฤทธิ์  โดยส่วนตัวเชื่อว่าการดำเนินการดังกล่าวจะช่วยให้บุคลากรด้านการวิจัยขอหน่วยงานตำรวจพัฒนาศักยภาพมากขึ้น สามารถนำเอาองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ ให้ทันต่อสถานการณ์ และอาชญากรรมที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้เกิดความผาสุกต่อประชาชน

อย่างไรก็ดี การดำเนินการด้านการวิจัย โดยการสนับสนุนของกองทุน ววน. เป็นการสนับสนุนโยบายรัฐบาล อีกทางหนึ่ง ที่มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อแก้ปัญหาของสังคม ตลอดจนบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ที่จะนำสู่การสร้างความน่าเชื่อถือ ความศรัทธา ต่อกระบวนการยุติธรรม  และการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเป็นมืออาชีพ

ขณะที่ พล.ต.ท. เสนิต สำราญสำรวจกิจ เปิดเผยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ได้ปรับแผนการวิจัยครั้งใหญ่ ที่มุ่งเน้นการนำผลการวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ มากกว่าการวิจัยที่ทำแล้วถูกเก็บไว้บนหิ้ง เช่น โครงการพัฒนาบุคลากรวิจัย และ นวัตกรรมตำรวจ เพื่อความปลอกภัยสาธารณะ ที่สามารถนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากโครงการไปใช้ลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุทางถนน อาทิ กรวยยางจราจรไฮเทค การบริหารจัดการจราจร รวมถึงกฎกติกาการขับขี่ปลอดภัย 

นอกจากองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแล้ว ยังสามารถสร้างนักวิจัยที่เป็นบุคลากรวิจัยของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำนวน 28 คน อีกทั้งยังได้นำเสนอผลงานระดับชาติ จำนวน 2 ผล งาน และ ได้นำเสนอผลงานระดับนานาชาติ 3 ครั้ง คือ ที่ประเทศฝรั่งเศส และ ประเทศญี่ปุ่น อย่างไรก็ดีการสนับสนุนดังกล่าว เป็นการเปิดโอกาสให้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ได้แสดงศักยภาพด้านการวิจัย ที่สำคัญเป็นการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม ที่สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน และ สังคมได้อย่างแท้จริง

การสนับสนุนของกองทุน ววน. เป็นการสนับสนุนโยบายรัฐบาล อีกทางหนึ่ง ที่มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อแก้ปัญหาของสังคม ตลอดจนบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ที่จะนำสู่การสร้างความน่าเชื่อถือ ความศรัทธา ต่อกระบวนการยุติธรรม  และการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเป็นมืออาชีพ

ขณะที่ พล.ต.ท. เสนิต สำราญสำรวจกิจ เปิดเผยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ได้ปรับแผนการวิจัยครั้งใหญ่ ที่มุ่งเน้นการนำผลการวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ มากกว่าการวิจัยที่ทำแล้วถูกเก็บไว้บนหิ้ง เช่น โครงการพัฒนาบุคลากรวิจัย และ นวัตกรรมตำรวจ เพื่อความปลอกภัยสาธารณะ ที่สามารถนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากโครงการไปใช้ลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุทางถนน อาทิ กรวยยางจราจรไฮเทค การบริหารจัดการจราจร รวมถึงกฎกติกาการขับขี่ปลอดภัย 

นอกจากองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแล้ว ยังสามารถสร้างนักวิจัยที่เป็นบุคลากรวิจัยของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำนวน 28 คน อีกทั้งยังได้นำเสนอผลงานระดับชาติ จำนวน 2 ผล งาน และ ได้นำเสนอผลงานระดับนานาชาติ 3 ครั้ง คือ ที่ประเทศฝรั่งเศส และ ประเทศญี่ปุ่น อย่างไรก็ดีการสนับสนุนดังกล่าว เป็นการเปิดโอกาสให้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ได้แสดงศักยภาพด้านการวิจัย ที่สำคัญเป็นการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม ที่สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน และ สังคมได้อย่างแท้จริง

คณะบุคคล-ปชช.หลอมรวมใจถวายพระพร’เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/707662

คณะบุคคล-ปชช.หลอมรวมใจถวายพระพร'เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา'

คณะบุคคล-ปชช.หลอมรวมใจถวายพระพร’เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’

วันจันทร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2566, 15.55 น.

คณะบุคคล ประชาชน หลอมรวมใจถวายพระพร”เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา” ให้ทรงหายจากพระอาการประชวร

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2566 ที่ชั้น 1 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ตลอดวันนี้ได้มีประชาชน คณะบุคคลจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน มูลนิธิ ผู้นำท้องถิ่น พระสงฆ์ ผู้บริหารสถานศึกษา ครู นักเรียน นักศึกษาพร้อมใจนำแจกันดอกไม้พวงมาลัยและสิ่งของต่างๆ มาทูลเกล้าถวายหน้าพระรูปสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พร้อมลงนามถวายพระพรขอให้ทรง มีพระพลานามัยที่สมบูรณ์แข็งแรง หายจากพระอาการประชวรโดยเร็ววัน อาทิ รศ.ดร.อนุกูล โรจนสุขสมบูรณ์ พร้อมคณาจารย์ ภาควิชานาฏยศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นางทิพย์อาภา ศรีวรางกูล นายกสโมสรโรตารี่ สวนหลวง ภาค 3350 โรตารี่สากล, นายอดิศักดิ์ ภาณุพงศ์ ที่ปรึกษาพิเศษสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย, ชมรมผู้สูงอายุ โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา, สโมสรไลออนส์รัชโยธิน กรุงเทพฯ,

นายสนธยา คุณปลื้ม ประธานราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (สมาคมกีฬา), พล.อ.หม่อมหลวง สุปรีดี ประวิตร นายกสมาคมอาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัยแห่งประเทศไทย, พล.อ.ท.วรงค์ ลาภานันต์ เจ้ากรมแพทย์ทหารอากาศ กองบัญชาการกองทัพอากาศ, พล.ต.โกญจนาท ธูปเทียนรัตน์ ผู้บัญชาการโรงเรียนเตรียมทหาร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ, สหกรณ์ออมทรัพย์ กรมชลประทาน จำกัด, โรงเรียนผู้สูงอายุ จ.กาญจนบุรี, สมาคมองค์กรการกุศลเชฟประเทศไทย, โรงเรียนกองทุนการศึกษา จ.ลพบุรี, ชมรมผู้สูงอายุปลัดกระทรวงกลาโหม,

นางถ่ายเถา สุจริตกุล นายสมเถา สุจริตกุล โอเปร่า สยาม , พล.ท.ธีรพงศ์ ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา กรมกิจการพลเรือนทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย, บริษัท วีบียอนด์ดีเวลอปเม้นท์ จำกัด, นางมาริสา สุโกศล หนุนภักดี รองประธานกรรมการบริหาร กลุ่มโรงแรมในเครือสุโกศล และ สมาคมโรงแรมไทย, จิดาภา แต่สกุล นายกสมาคมสตรีไทยสากล, สำนักงานชลประทานที่ 11, มูลนิธิภูมิพโลภิกขุ, สภาองค์กรส่งเสริมสร้างสรรค์สมาพันธุ์ฝ่ายพลเรือน, คณะชมรมครูเก่าเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ, สมาคมแม่บ้านสาธารณสุข จ.กาญจนบุรี, นิติบุคคลอาคารชุดชาญอิสระทาวเวอร์, ศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.), ดร.สืบวงษ์ สุขะมงคล ประธานกรรมการบริหารบริษัท PATCO กรุ๊ป, คุณหญิงประไพศรี พิทักษ์ไพวัน นายกสมาคมนักโรคพืช แห่งประเทศไทย, วิทยาลัยพัฒนาชมชนเมือง มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช, ตุ๊ก เดือนเต็ม สาลิตุน, คริสเตียนพระสัญญาสมาคมคริสเตียน กรรมการโปเตสเตน สมุทรปราการ, องค์การบริหารส่วนตำบลโคกเทียน จ.นราธิวาส, คณะกรรมการสภานักเรียน โรงเรียนพญาไท, ผู้บริหารสมาคมธุรกิจสายการบิน เป็นต้น

ทั้งนี้ สำนักพระราชวัง จะเปิดให้ประชาชนลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ที่ชั้น 1 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ถึงวันที่ 31 ม.ค.2566 นี้ โดยประชาชนสามารถลงนามถวายพระพรผ่านทางระบบออนไลน์ที่ เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ https://wellwishes.royaloffice.th ได้ทุกวัน.-006

วช.-มทร.ล้านนา เชียงใหม่ ยกระดับหัตถกรรมท้องถิ่นสู่ทุนวัฒนธรรม ด้วยวิจัย-นวัตกรรม KOYORI Project

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/707551

วช.-มทร.ล้านนา เชียงใหม่ ยกระดับหัตถกรรมท้องถิ่นสู่ทุนวัฒนธรรม ด้วยวิจัย-นวัตกรรม KOYORI Project

วช.-มทร.ล้านนา เชียงใหม่ ยกระดับหัตถกรรมท้องถิ่นสู่ทุนวัฒนธรรม ด้วยวิจัย-นวัตกรรม KOYORI Project

วันจันทร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2566, 07.47 น.

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ พร้อมด้วย คณะผู้ทรงคุณวุฒิ วช. และสื่อมวลชน ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมผลสำเร็จจากกลไกววน. ในการส่งเสริมผลิตภัณฑ์หัตกรรมท้องถิ่นในพื้นที่การดำเนินงาน “โครงการการยกระดับผลิตภัณฑ์หัตถกรรมชุมชนในภาคเหนือตอนบนด้วยนวัตกรรมสร้างสรรค์และทุนทางวัฒนธรรมและทรัพยากรท้องถิ่นสู่การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากในยุควิถีชีวิตใหม่ : KOYORI Project” โดยมี ดร.สุรพล ใจวงศ์ษา แห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เป็นหัวหน้าโครงการฯ ระหว่างวันที่ 27 – 28 มกราคม 2566 ที่ผ่านมา ณ สินค้าหัตถกรรมของกลุ่มเก๊ากล้วยล้านนา ต.ประตูป่า จ.ลำพูน, ศูนย์บริการคนพิการออทิสติกจังหวัดเชียงใหม่ อ.หางดง จ.เชียงใหม่ และกลุ่มทอผ้าไทลื้อ อ.บ้านธิ จ.ลำพูน 

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ได้ให้ความสำคัญต่อการวิจัยและนวัตกรรมโดยยกระดับผลิตภัณฑ์หัตถกรรมชุมชนในภาคเหนือด้วยนวัตกรรมสร้างสรรค์และทุนทางวัฒนธรรมสู่การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก : KOYORI Project สามารถผลักดันการนำเทคนิคและกระบวนการพัฒนาทักษะ เสริมสร้างศักยภาพของผู้ประกอบการหัตถกรรมพื้นเมืองรวมทั้งการใช้กระบวนการเฉพาะในการพัฒนาและเพิ่มทักษะเฉพาะกลุ่มดึงศักยภาพของผู้พิการออทิสติก ให้สามารถมีทักษะและพัฒนาการที่ดี เพื่อให้สามารถมีอาชีพของตนเอง นอกจากนี้ กลุ่มผลิตภัณฑ์หัตถกรรมพื้นเมืองและวัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์ ได้รับการส่งเสริมและสร้างกระบวนการเพิ่มประสิทธิภาพของการบริหารกิจการของกลุ่มหัตถกรรมพื้นเมือง เพื่อยกระดับมูลค่าของผลิตภัณฑ์หัตถกรรม พร้อมกับสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ ได้สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์หรือสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเข้ากับเทรนด์ของโลกในอนาคต

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ประสบผลสำเร็จจากกระบวนการยกระดับการสร้างสรรค์ ที่วช. ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานภายใต้โครงการ KOYORI Project ในครั้งนี้ ได้มีเป้าหมายในการติดตามพัฒนาการและการเพิ่มทักษะทางฝีมือ ในรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่สร้างสรรค์ โดยในกลุ่มผลิตภัณฑ์ Aujaa’ Craft จากศูนย์บริการคนพิการออทิสติกจังหวัดเชียงใหม่ สามารถส่งเสริมให้สมาชิกที่เป็นผู้พิการออทิสติกและผู้ปกครองสร้างรายได้จากทักษะการย้อมสีจากเส้นฝ้ายเพื่อใช้ในงานถัก ภายใต้แนวคิด “ความงามในความไม่สมบูรณ์” 

นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ขะแจ๋หลงตู้ จากกลุ่มทอผ้าไทลื้อ บ้านธิลำพูน เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ไทลื้อ ซึ่งลายขะแจ๋หลงตู้ได้รับการยอมรับจากกระทรวงวัฒนธรรมได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางภูมิปัญญาของชุมชนขะแจ๋ กลไกของโครงการ KOYORI Project ได้นำเสน่ห์ของการสวมใส่ชุดของชาวไทลื้อ มาเป็นวิธีการออกแบบผลิตภัณฑ์ ด้วยขั้นตอนที่เป็นพื้นฐานดั้งเดิมที่เรียบง่ายมีเสน่ห์ ในการเก็บ การห่อ การใส่ของใช้ต่าง ๆ ลงในผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบเป็นบรรจุภัณฑ์และเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถทำให้เสร็จสมบูรณ์ได้จากการนำสิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำวันของชุมชนมาใช้ โดยผลงานชุดนี้จะนำลวดลาย”ขะแจหลงตู้”ซึ่งได้รับการยอมรับจากกระทรวงวัฒนธรรมได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกของชุมชนเป็นลายหลักที่ใช้ในทุกชิ้นงาน

วช.มุ่งสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยและนวัตกรรม ในการพัฒนาทักษะและยกระดับผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น เพื่อนำอัตลักษณ์และภูมิปัญญา เข้าสู่กระบวนการสร้างสรรค์ที่เป็นมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับจากภายในประเทศและต่างประเทศ พร้อมเพิ่มการสร้างและพัฒนาผู้นำที่เป็นครูช่างของท้องถิ่น ให้เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความยั่งยืน ด้วยรูปแบบเฉพาะที่พัฒนาจากงานวิจัยและนวัตกรรมภายใต้ KOYORI Project โดยการดำเนินงานของ มทร.ล้านนา เชียงใหม่

‘สปสช.’พร้อมคณะ‘PMAC’ลงพื้นที่‘น่าน’ ต้นแบบจัดการป่า3ด้าน‘อนุรักษ์-สุขภาพ-รายได้’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/707467

‘สปสช.’พร้อมคณะ‘PMAC’ลงพื้นที่‘น่าน’ ต้นแบบจัดการป่า3ด้าน‘อนุรักษ์-สุขภาพ-รายได้’

‘สปสช.’พร้อมคณะ‘PMAC’ลงพื้นที่‘น่าน’ ต้นแบบจัดการป่า3ด้าน‘อนุรักษ์-สุขภาพ-รายได้’

วันจันทร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

คณะตัวแทนจากหลากหลายองค์กรต่างๆ ทั่วโลก ที่เข้าร่วมประชุมวิชาการรางวัลเจ้าฟ้ามหิดล (Prince Mahidol Award Conference) หรือ PMAC ประจำปี 2566 พร้อมด้วยคณะของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ลงพื้นที่ จ.น่าน เมื่อวันที่ 25 ม.ค. 2566 ที่ผ่านมาเพื่อเยี่ยมชมการบริหารจัดการพื้นที่ป่าไม้อย่างมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนของพื้นที่ และยังเป็นการอนุรักษ์ฟื้นฟูที่ควบคู่ไปพร้อมกับการดูแลสุขภาพของประชาชน โดยใช้สมุนไพรเป็นฐานในการยกระดับคุณภาพชีวิตให้มีสุขภาพดี และมีรายได้จากการปลูกสมุนไพรที่เป็นประโยชน์ทางการแพทย์

ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า การประชุมวิชาการรางวัลเจ้าฟ้ามหิดล หรือ PMAC เป็นการเชิญบุคลากรที่สำคัญจากหลายแวดวงทั่วโลก โดยเฉพาะด้านสาธารณสุขได้เข้าร่วมประชุมเป็นประจำทุกปี โดยในปี 2566มีธีม (Theme) สำคัญของการประชุมคือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่เชื่อมโยกับสุขภาพ

อีกทั้งยังมีความพิเศษมากขึ้น เพราะมีคณะผู้เข้าร่วมประชุมบางส่วนต้องการลงพื้นที่จังหวัดน่าน เพื่อเยี่ยมชมการดำเนินการขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อม ที่เชื่อมโยงเรื่องสาธารณสุข และยังเป็นจุดเชื่อมต่อที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างรายได้ให้กับคนจังหวัดน่าน ผ่านการใช้สมุนไพรจากพื้นที่ป่า การปลูกสมุนไพรที่ไม่ใช่สารเคมีและภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งเป็นทั้งการอนุรักษ์ผืนป่า การอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ และยังส่งผลต่อเรื่องสุขภาพ ซึ่งเป็นประเด็นที่คณะผู้เข้าร่วมประชุมให้ความสนใจ

“ที่ชุมชนบ้านน้ำเกี๋ยนมีการอนุรักษ์พื้นที่ พร้อมไปกับการทำการเกษตรที่ไม่ใช่สารเคมี ซึ่งสำคัญอย่างมากเพราะแต่ละปีจะมีผู้ป่วยที่ได้รับสารเคมีจากการทำเกษตรมากแต่ละปีถึง 3,000 คนและต้องเสียชีวิตเฉลี่ยปีละกว่า 500 คน อีกทั้ง สารเคมีทางการเกษตรยังไหลลงสู่ลำน้ำ โดยเฉพาะแม่น้ำน่านที่มีประชาชนกว่า 40% ได้ใช้ประโยชน์ ซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนเช่นกัน” ทพ.อรรถพร กล่าว

ซูคิย์นา ซิลลา (Soukeyna Sylla) ตัวแทนจาก Global Fund UN ที่ร่วมคณะลงพื้นที่จ.น่าน กล่าวว่า จากประสบการณ์ทำงานทำให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ มีส่วนเชื่อมโยงและมีผลกระทบต่อสุขภาพของผู้คน ซึ่งในพื้นที่จังหวัดน่าน นับได้ว่าเป็นตัวอย่างของความสำเร็จ ที่ชุมชนบ้านน้ำเกี๋ยนสามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนด้วยการใช้สมุนไพร ที่เป็นวัตถุดิบที่หาได้จากพื้นที่อย่างมีองค์ความรู้ เพื่อนำไปใช้เป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพสำหรับชุมชน และยังมีการจำหน่ายทำให้สร้างรายได้เพิ่มเติม

“ความสำเร็จของชุมชนบ้านน้ำเกี๋ยน เป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์ที่สุด และมีความสำคัญอย่างมากต่อการนำไปเผยแพร่ต่อ เพื่อให้นานาประเทศได้เห็นถึงความเข้มแข็งของชุมชน ที่เชื่อมโยงไปถึงการอนุรักษ์พื้นที่ป่า สิ่งแวดล้อม และยังเชื่อมมายังเรื่องสุขภาพ พร้อมทั้งเป็นการยกระดับรายได้ด้วย อีกทั้งยังทำให้อยากนำองค์ความรู้ และประสบการณ์จากจังหวัดน่าน ไปปรับหรือประยุกต์ใช้กับประเทศบ้านเกิดที่ศรีลังกาด้วย เพราะมีสถานการณ์คล้ายกัน”คุณซิลลา กล่าว

งานนี้ยังได้รับเกียรติจาก บัณฑูร ล่ำซำ ซึ่งมาในฐานะประชาชนจังหวัดน่าน พาคณะเยี่ยมชมวัดภูมินทร์ อ.เมือง จ.น่าน ซึ่งมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง “ปู่ม่าน ย่าม่าน” หรือภาพกระซิบบอกรักที่เป็นภาพสัญลักษณ์ของจังหวัด และยังมีพระอุโบสถทรงจตุรมุขที่มีบันไดนาคทั้งสี่ทิศ ข้างในประดิษฐานพระประธานจตุรพักตร์ 4 ด้าน รวมถึงเข้าเยี่ยมชมวิสาหกิจชุมชนชีววิถีตำบลบ้านเกี๋ยน อ.ภูเพียง จ.น่าน ซึ่งมีสมาชิกจาก 5 หมู่บ้าน กว่า 750 คน รวม 250 หลังคาเรือน ที่ได้ร่วมกันนำพืชสมุนไพรที่มีอยู่ในท้องถิ่น เช่น ผักเชียงดา ไพล เป็นต้น

นำมาเป็นวัตถุดิบที่ปราศจากสารเคมีในการทำผลิตภัณฑ์สมุนไพร 35 รายการ และยังผลิตเครื่องสำอางสมุนไพร จำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน และยังสร้างงานให้กับคนในพื้นที่อีกนับร้อยตำแหน่ง โดยเป็นการขับเคลื่อนร่วมกันของชุมชน และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.)บ้านน้ำเกี๋ยน ซึ่งดำเนินการมากว่า 17 ปี และสร้างมูลค่าให้ชุมชนกว่า 30 ล้านบาท

คุณบัณฑูร กล่าวว่า ในฐานะประชาชนคนหนึ่งของจังหวัดน่าน ที่เห็นโจทย์สำคัญร่วมกันกับคนในพื้นที่ในการช่วยกันแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม และด้านสาธารณสุข จึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการได้ช่วยเหลือ สนับสนุน ให้เกิดการพัฒนาโดยเฉพาะการจัดการรป่าต้นน้ำ การสาธารณสุข และการทำมาหากินของผู้คน ให้มีโอกาสที่จะยกระดับรายได้และมีสุขภาพที่ดีซึ่งเชื่อมโยงไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แม้ว่าจังหวัดน่านจะเป็นพื้นที่ห่างไกลก็ตาม

“ความยากลำบากของผู้คนยังมีอยู่ทั่วไป แต่เป็นโจทย์สำคัญของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ กระทรวงสาธารณสุข และภาคประชาชน ที่ต้องเข้ามายกระดับของปัญหา และร่วมกันหาทางแก้ไขปัญหาระหว่างกัน” คุณบัณฑูร กล่าว

มหากาพย์‘หาบเร่แผงลอย’ ความคงเส้นคงวาในการจัดการของ‘กทม.’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/707466

มหากาพย์‘หาบเร่แผงลอย’ ความคงเส้นคงวาในการจัดการของ‘กทม.’

มหากาพย์‘หาบเร่แผงลอย’ ความคงเส้นคงวาในการจัดการของ‘กทม.’

วันจันทร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“ไม่ได้ห้ามขาย ขอแค่ร่วมมือย้ายจุด” เหตุการณ์รื้อย้ายแผงลอยที่ถนนสีลม ไม่ใช่เรื่องใหม่ กรุงเทพมหานคร (กทม.) รื้อย้ายแผงลอยมาตั้งแต่ 50 ปีที่แล้ว (2516) ปีที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนแรกเข้ารับตำแหน่ง จนถึงผู้ว่าราชการคนปัจจุบัน (คนที่ 17) สถานการณ์การค้าหาบเร่แผงลอย ณ ปี 2566 แม้จะแตกต่างอย่างมากจาก 50 ปีที่แล้ว แต่ก็ไม่โดยสิ้นเชิง เหตุผลคลาสสิคของการเบียดขับการค้าริมทาง คือ ความสกปรก ไม่เป็นระเบียบ และเป็นตัวแทนของความไม่ทันสมัย ไม่พัฒนา

กฎหมายสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการหาบเร่แผงลอยในกรุงเทพมหานครมี 4 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ.2535 และ พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 สาระสำคัญ คือ การกำหนดความหมายของทางเท้า ห้ามการกระทำที่เป็นการกีดขวางบนทางเท้าโดยไม่มีเหตุอันควร

กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจออกข้อบัญญัติท้องถิ่นเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การควบคุมการจำหน่ายสินค้าในที่หรือทางสาธารณะและการให้ใบอนุญาต และห้ามขายหรือจำหน่ายสินค้าในสถานสาธารณะเว้นแต่เจ้าหน้าที่ประกาศผ่อนผันโดยความเห็นชอบของเจ้าพนักงานจราจร ทั้งนี้ ยังไม่นับข้อบัญญัติ และ ประกาศของกรุงเทพมหานครเกี่ยวกับการจำหน่ายสินค้าในที่สาธารณะซึ่งบังคับใช้ในช่วงเวลาต่างๆ ฉบับล่าสุดบังคับใช้ในปี 2563 ทั้งนี้ ความท้าทายในการบริหารจัดการหาบเร่แผงลอยใน กทม. เพิ่มขึ้นเป็นลำดับในห้วงเวลา 50 ปีที่ผ่านมา

จำนวนผู้ค้าริมทางเพิ่มขึ้นทั้งจากการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของระบบเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงในกระบวนทัศน์การจ้างงาน โอกาสและความมั่นคงในการทำงานในสถานภาพ “ลูกจ้าง” ลดน้อยลง ในขณะที่ในมิติสังคมคนรุ่นใหม่หรือเจนใหม่หันมาสนใจการประกอบอาชีพอิสระมากขึ้น แม้การแข่งขันจากการขยายตัวของทุนขนาดใหญ่ในรูปของร้านสะดวกซื้อปรากฏชัดเจนขึ้น วิกฤตโรคระบาดเป็นอีกตัวเร่งหนึ่งที่ทำให้เกิดการขยายตัวของการประกอบอาชีพอิสระอย่างชัดเจน

จำนวนที่เพิ่มขึ้นของผู้ค้า เมื่อผนวกกับการปฏิบัติที่ขาดความรับผิดชอบของผู้ค้าในบางพื้นที่ และข้อจำกัดด้านสาธารณูปโภค ทำให้ทัศนะที่เป็นลบต่อหาบเร่แผงลอยถูกนำเสนอในสื่อสังคมชัดเจนขึ้น แม้ว่าจะมีผู้ค้าจำนวนไม่น้อยที่เคารพกฎเกณฑ์ ในระดับท้องถิ่น แนวทางการจัดการคือตรวจตรา จับปรับ เมื่อไม่ได้ผลไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใด มาตรการไล่รื้อจึงถูกนำมาใช้ซ้ำซาก จนถึงขนาดจะไม่ให้มีการค้าหาบเร่แผงลอยในกรุงเทพมหานคร สิทธิในการประกอบอาชีพซึ่งเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานไม่ได้ถูกกล่าวถึงในที่สุดมาตรการไล่รื้อก็ดูจะไม่ได้ผลในหลายพื้นที่

เมื่อสถานการณ์การแข่งขันระหว่างมวยคนละรุ่น คือทุนขนาดจิ๋วและทุนยักษ์ชัดเจนขึ้น เมืองเริ่มฟื้นจากโรคระบาด ประเด็นความไม่เป็นระเบียบ กีดขวางทางสัญจร ปัญหาขยะ สิ่งแวดล้อมคุณภาพสินค้าโดยเฉพาะอาหาร ขยายไปสู่ประเด็นการสร้างภูมิทัศน์ใหม่ให้ย่านและเมือง การเบียดขับการค้าริมทางกลับมาในรูปแบบเดิมคือไล่รื้อ พร้อมๆ กับการรณรงค์เรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนผ่าน Global Compact Network ในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ ด้วยวิสัยทัศน์ “สร้างเศรษฐกิจโลกที่ยั่งยืนและเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการพัฒนาทั้งด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านสิ่งแวดล้อม ให้มีความสมดุล”

ท่ามกลางสถานการณ์นี้ ผู้ว่าฯ กทม. นำเสนอแนวทางการบริหารจัดการหาบเร่แผงลอยใน กทม.ทั้งการทำฐานข้อมูลผู้ค้า หาพื้นที่ประกอบอาชีพ ส่งเสริมให้ภาคประชาชนและเอกชนมีบทบาทในการดูแลพื้นที่การค้า และส่งเสริมความมั่นคงในอาชีพ ฯลฯ น่าติดตามว่า นโยบายหาบเร่แผงลอยของผู้ว่ากรุงเทพมหานครจะเป็นจริงได้อย่างไร!!!

หมายเหตุ : เผยแพร่ครั้งแรกทางเฟซบุ๊ก “Narumol Nirathron” ในชื่อบทความ “มหากาพย์หาบเร่แผงลอย : ความคงเส้นคงวาในการจัดการหาบเร่แผงลอยของกรุงเทพมหานคร” เมื่อวันที่ 25 ม.ค. 2566