มัดรวมให้แล้ว!!! เช็คโปรแกรม 3 เหล่าทัพจัดเต็มรูปแบบงานวันเด็กปี 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/703553

มัดรวมให้แล้ว!!! เช็คโปรแกรม 3 เหล่าทัพจัดเต็มรูปแบบงานวันเด็กปี 2566

มัดรวมให้แล้ว!!! เช็คโปรแกรม 3 เหล่าทัพจัดเต็มรูปแบบงานวันเด็กปี 2566

วันพุธ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2566, 16.06 น.

รวมมิตรโปรแกรมวันเด็ก“กองทัพ”ไฮไลท์ รร.การบินกำแพงแสน -พล.ม.2 สนามเป้า-ท่าเรือจุกเสม็ด ทอ.จัด “แอร์โชว์”เต็มรูปแบบ ทอ. ขนรถเกราะ Stryker โชว์ครั้งแรก ทร.ยังเปิดให้ชม รล.จักรีนฤเบศร์ แต่ปิดดาดฟ้าช่วงซ่อมทำ

11 ม.ค.66 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า งานวันเด็กประจำปี 2566 เหล่าทัพกลับมากิจกรรมงานวันเด็กแห่งชาติ ในพื้นที่เปิดอย่างเต็มรูปแบบ  โดยในส่วนของกองทัพอากาศย้ายการแสดงการบินไปต่างจังหวัดเพื่อลดผลกระทบต่อเที่ยวบินพาณิชย์ที่ดอนเมือง แต่ได้อำนวยความสะดวกให้เยาวชนที่สนใจเดินทางไปที่ โรงเรียนการบินกำแพงแสน  จ.นครปฐม โดยการจัดรถขนส่งไว้  โดยมีโปรแกรมโชว์เต็มรูปแบบ เพื่อให้เด็กๆ ได้เห็นขีดความสามารถของเครื่องบินรบไทยอย่างครบเครื่อง ส่วนกองทัพเรือ ยังคงจัดกิจกรรมเปิดเรือรบให้เข้าชม ที่บริเวณท่าเรือจุกเสม็ด อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี สำหรับเรือหลวงจักรีนฤเบศร์ เปิดให้เข้าชมได้เฉพาะในพื้นที่ด้านล่าง โรงเก็บอากาศยาน แต่ปิดพื้นที่“ไฮไลท์”คือบริเวณดาดฟ้าของเรือไม่ให้เข้าชมเนื่องจากอยู่ในช่วงซ่อมทำ พร้อมทั้งให้ชมเรือหลวงสิมิลันเช่นทุกปี  ส่วนกองทัพบก เปิดพื้นที่ กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ สนามเป้า  นำ รถถัง รถเกราะ เฮริลคอปเตอร์ หลากหลายแบบ ตั้งแสดงโชว์เหมือนเช่นทุกปี  พร้อมกิจกรรมหลากหลาย

กองทัพอากาศ

-แสดงการบิน (AIR SHOW) ณ โรงเรียนการบิน อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ในวันเสาร์ที่ 14 มกราคม 2566 ระหว่างเวลา     07.00 – 15.00 น.  โดยเครื่องบินแบบต่าง ๆ ได้แก่ การบินผ่านสนามบิน การบินผ่านปล่อยควันสี การบินต่อสู้ในอากาศและการโจมตีทางอากาศ การบินค้นหาและช่วยชีวิต การแสดงบินหมู่ และการบินแสดงสมรรถนะอากาศยาน เป็นต้น

-การตั้งแสดงยุทโธปกรณ์ และการตั้งแสดงอากาศยาน จำนวน 12 แบบ ได้แก่ T-50, F-16 A/B, AU-23A, Gripen, F-5 E/F, Alpha Jet, CT/4E, PC-9, DA-42, T-6C, AT-6 และ H-135 เป็นต้น

-กิจกรรมบนเวที ได้แก่ การแสดงดนตรีของวงดุริยางค์ทหารอากาศและแขกรับเชิญ การเดินแบบโดยนักเรียนนายเรืออากาศและนักเรียนพยาบาลทหารอากาศ การแสดงของนักเรียนโรงเรียนประถมฐานบินกำแพงแสน การเล่นเกมส์แจกของรางวัล เป็นต้น

-กิจกรรมอื่น ๆ ได้แก่ การออกบูธนิทรรศการของหน่วยงานต่าง ๆ  การแสดงเครื่องบินเล็กบังคับวิทยุ การแสดงของสุนัขทหาร และการสาธิตการโดดร่มพาราเซล เป็นต้น

กองทัพอากาศ ได้จัดรถโดยสารปรับอากาศ จากกรมขนส่งทหารอากาศ จำนวน 15 คัน อำนวยความสะดวก รับ-ส่งผู้ร่วมงานจาก โรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช ไปยัง โรงเรียนการบิน อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม โดยมีรายละเอียดดังนี้ ลงทะเบียนสำรองที่นั่ง ในวันที่13 ม.ค.2566 ระหว่างเวลา09.00 – 12.00 น. ได้ที่ https://forms.gle/ffweF35y5z8hfLy78

(จำกัดจำนวน 600 ที่นั่งเท่านั้น) โดยผู้ที่ลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว ให้ตรวจสอบรายชื่อ พร้อมแสดงตนเพื่อรับบัตร ณ จุดจอดรถ (หน้าอาคารรณนภากาศ โรงเรียนนายเรือากาศนวมินทกษัตริยาธิราช) เพื่อยืนยันตัวตน ในวันเสาร์ที่ 14 มกราคม 2566 ระหว่างเวลา 06.00 – 08.00 น. (รถเที่ยวแรกออกเดินทาง 07.00 น.) สำหรับเที่ยวกลับ จะเริ่มตั้งแต่เวลา 13.00 และเที่ยวสุดท้ายเวลา 15.00 น. 

ผู้ที่มีความประสงค์จะเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะ สามารถขึ้นรถได้ที่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน(ประตูงามวงศ์วาน 3), ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต, สถานีขนส่งสายใต้, โลตัส ปิ่นเกล้า และลงรถที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน  (กองทัพอากาศจัดรถบริการรับ-ส่ง ไปยังพื้นที่จัดงาน)

สำหรับผู้ที่เดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว สามารถจอดรถได้ 2 จุด ดังนี้ – จุดจอดรถ โรงเรียนการบิน รองรับได้ประมาณ 3,000 คัน – จุดจอดรถ สนามกีฬา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน รองรับได้ประมาณ 1,500 คัน (กองทัพอากาศจัดรถบริการรับ-ส่ง ไปยังพื้นที่จัดงาน)นอกจากนี้ ยังสามารถรับชมการถ่ายทอดสดการแสดงการบิน (AIR SHOW) ได้ที่ http://www.rtaf.live และเฟซบุ๊ก “กองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force” ระหว่างเวลา 08.00 – 12.00 น.  ทั้งนี้ ขอความร่วมมือไม่บินโดรนเหนือบริเวณพื้นที่จัดงาน รวมถึงไม่นำลูกโป่ง อาวุธและสิ่งของมีคม วัตถุไวไฟ และสัตว์เลี้ยง เข้ามายังบริเวณงาน สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม ติดตามได้ที่ไลน์แอด @RTAF-Children

ส่วนที่ดอนเมืองยังสามารถร่วมกิจกรรมอื่นๆ ได้ที่ พิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศและการบินแห่งชาติ และสนามบินเล็กกองทัพอากาศ (ทุ่งสีกัน) สำหรับในพื้นที่ต่างจังหวัด ก็สามารถร่วมกิจกรรมที่กองบินต่าง ๆ ทั่วประเทศ และกองกำลังทางอากาศเฉพาะกิจที่ 9 (ปัตตานี) ได้เช่นกัน

กองทัพเรือ 

-ท่าเรือน้ำลึกจุกเสม็ด การท่าเรือ ฐานทัพเรือสัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี โดยมี ฐานทัพเรือสัตหีบรับผิดชอบการจัดกิจกรรม
เช่น การสาธิตการปฏิบัติการทางทหารระหว่างอากาศนาวีกับเรือปฏิบัติการพิเศษ (เรือ พ.) เรือยาง และ ชุดปฏิบัติการพิเศษ การแสดงขีดความสามารถของเรือปฏิบัติการพิเศษ (เรือ พ.)  การเยี่ยมชมเรือหลวงบริเวณท่าเทียบเรือจุกเสม็ด โดยปีนี้คาดว่าเรือหลวงจักรีนฤเบศร์จะเปิดให้เยี่ยมชมด้านล่าง เนื่องจากมีการซ่อมทำดาดฟ้าเรือ จึงปิดเข้าการเข้าชม ส่วนเรือหลวงสิมิลัน ยังเปิดเหมือนเดิม , การแสดงท่าอาวุธประกอบดนตรี (Fancy Dril)  การจัดแสดงรถลาดตระเวนหุ้มเกราะ BTR และรถสะเทินน้ำสะเทินบก AAV พร้อมอาวุธประจำการ ,การจัดแสดงอาวุธต่อสู้อากาศยานแบบต่าง ๆ พร้อมระบบควบคุมการยิง

-กองการบินทหารเรือ กองเรือยุทธการ สนามบินอู่ตะเภา อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง โดยมี กองการบินทหารเรือ กองเรือยุทธการ เป็นหน่วยรับผิดชอบการจัดกิจกรรมฯ   มีการแสดง Static Display อากาศยานของกองการบินทหารเรือ กองเรือยุทธการ,การแสดงอาวุธต่อสู้อากาศยานแบบต่าง ๆ ระบบควบคุมการยิง และสาธิตการปฏิบัติงานด้วยระบบอัตโนมัติ ของหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง, การแสดงรถลาดตระเวนสะเทินน้ำสะเทินบก V-150 พร้อมอาวุธปืนประจำรถ ,การแสดงรถสะเทินน้ำสะเทินบก AAV พร้อมอาวุธปืนประจำรถ ปืนกล M2 ขนาด 50 นิ้ว ,การแสดงการปฏิบัติการร่วมทางทหารต่าง ๆ ของ เครื่องบินและเฮลิปคอบเตอร์และหนาวยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ ,กองเรือยุทธการ,การแสดงกระโดดร่ม/ร่มร่อน,การแสดงการบินผาดแผลงของเครื่องเอ็กซ์ตร้า

-พื้นที่ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลกองทัพเรือ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยมี หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง เป็นหน่วยรับผิดชอบจัดกิจกรรมฯ  จัดการแสดงตนตรีจากวงดุริยางค์  หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่งการแสดงบนเวที และมอบของขวัญ/ของรางวัล ให้กับเด็ก ๆ ที่เข้าร่วมกิจกรรม,การเยี่ยมชมและให้อาหารเต่าทะเล กองทัพเรือ

-ทัพเรือภาคที่ 1 จัดกิจกรรมฯ ที่ฐานส่งกำลังบำรุงทหารเรือตราด อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด มีการเล่นเกม การแสดงต่าง ๆ ของเด็ก ,แจกของขวัญของรางวัลสำหรับเด็ก}การเยี่ยมซมเรือหลวง และอากาศยาน บริเวณท่าเทียบเรือ ฐานส่งกำลังบำรุงทหารเรือตราด

-ทัพเรือภาคที่ 2 จัดกิจกรรม 3 พื้นที่ได้แก่  ท่าเทียบเรือ ฐานทัพเรือสงขลา และสนามบินทหารเรือสงขลา อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา สถานีเรือสมุย ฐานทัพเรือสงขลา ทัพเรือภาคที่ 2  อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เช่น การเลี้ยงอาหาร เละเครื่องดื่มสำหรับเด็ก การแสดงตนตรี การสาธิตการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทะเล การสาธิตการบินของ เครื่องบินขับไล่ Gippen ของกองทัพอากาศ,การสาธิตการช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเล

-ทัพเรือภาคที่ 3 จัดกิจกรรมฯ บริเวณท่าเทียบเรือน้ำลึกภูเก็ต อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต และฐานทัพเรือพังงา  อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา มีการแสดงดนตรี และการแสดงบนเวที การเยี่ยมขมเรือ และเฮลิคอปเตอร์ ,การจัดแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ของ กองพ้นต่อสู้อากาศยานที่ 22 กรมต่อสู้อากาศยานที่ 2 หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง,การสาธิตการชวยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเลของศูนย์รักษาความปลอดภัยทางทะเล กองทัพเรือ ฝั่งอันดามัน

โรงเรียนนายเรือ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ โดยมีชื่องานว่า “เทิดไท้องค์ราชัน ตามรอยศาสตร์พระราชา แหล่งเรียนรู้เหล่านาวี รวมใจสร้างสรรค์สิ่งดี ร่วมเป็นกองทัพเรือที่ประชาชนเชื่อมั่นและภาคภูมิใจ”   เปิดสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระอนุสาวรีย์พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ชมนิทรรศการครบรอบ 100 ปี วันสิ้นพระชนม์กรมหลวงชุมพร องค์บิดาทหารเรือไทย เรียนรู้ศาสตร์พระราชากับ โคกหนองนาโมเดล ,เรียนรู้กับนิทรรศการเรือดำน้ำไทย ,เยี่ยมชมเรือหลวงท่าดินแดง เฮลิคอปเตอร์ รถ AAV. รถยานเกราะล้อยาง BTR. นวัตกรรมรถห้อเกราะจากฝีมือคนไทย

กองทัพบก

-พื้นที่ส่วนกลางมีการจัดที่ กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (สนามเป้า) กทม.โดยมีการตั้งแสดง ยุทโธปกรณ์ของ ทบ. เช่น รถถัง รถเกราะ แบบต่างๆ เฮริลคอปเตอร์ ปืนใหญ่ การแสดงบนเวที แจกของรางวัล การแสดงของสุนัขทหาร ออกบูทเล่นเกมส์ชิงรางวัลมากมายก

-ในส่วนภูมิภาค  กองทัพภาคที่ 2 จัดที่ (ค่ายสุรนารี), กองทัพภาคที่ 3 (ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช), กองทัพภาคที่ 4  (ค่ายวชิราวุธ)

-สำหรับการจัดกิจกรรมเนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ผู้บัญชาการทหารบกระบุให้หน่วยดำเนินการในรูปแบบที่เหมาะสม ทันสมัย ให้เด็กมีส่วนร่วมในกิจกรรมอย่างมีความสุข โดยแต่ละกิจกรรมเน้นการพัฒนาทักษะความรู้ให้เยาวชนได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นพร้อมสอดแทรกเนื้อหาความรู้ด้านประวัติศาสตร์ที่เข้าใจง่าย รวมถึงคุณธรรมจริยธรรมและหน้าที่พลเมือง นอกจากนี้ให้หน่วยทหารดูแลเด็กและเยาวชนในชุมชนรอบหน่วยทหารให้ได้มีโอกาสร่วมกิจกรรมและได้รับของขวัญวันเด็กอย่างทั่วถึงด้วย

สำนักพระราชวังแจ้งเปิดลงนามถวายพระพร’เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’ถึงวันที่ 31 ม.ค.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/703519

สำนักพระราชวังแจ้งเปิดลงนามถวายพระพร'เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา'ถึงวันที่ 31 ม.ค.นี้

สำนักพระราชวังแจ้งเปิดลงนามถวายพระพร’เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’ถึงวันที่ 31 ม.ค.นี้

วันพุธ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2566, 13.56 น.

สำนักพระราชวังแจ้งจะเปิดให้ลงนามถวายพระพร “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา” ถึงวันที่ 31 ม.ค.นี้ แต่สามารถลงนามถวายพระพรผ่านระบบออนไลน์ได้

11 ม.ค.66 สำนักพระราชวังแจ้งจะเปิดให้ลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ ชั้น 1 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 31 มกราคม 2566 แต่ยังคงสามารถลงนามถวายพระพรผ่านระบบช่องทางออนไลน์ ที่เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ https://wellwishes.royaloffice.th ได้ทุกวัน

‘อว.’กวาดงบปีงบประมาณ 2567 กว่า 1.46 แสนล้าน พร้อมขับเคลื่อนประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/703472

‘อว.’กวาดงบปีงบประมาณ 2567 กว่า 1.46 แสนล้าน พร้อมขับเคลื่อนประเทศ

‘อว.’กวาดงบปีงบประมาณ 2567 กว่า 1.46 แสนล้าน พร้อมขับเคลื่อนประเทศ

วันพุธ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2566, 08.53 น.

ครม. อนุมัติงบด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ปี 67 รวมกว่า 1.46 แสนล้านบาท พร้อมตอบโจทย์ประเทศทั้งการขับเคลื่อนเศรษฐกิจบีซีจี เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และการพัฒนากำลังคน

11 มกราคม 2566 ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชติ (สอวช.) เปิดเผยว่า ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้เสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณากรอบวงเงินงบประมาณด้านการอุดมศึกษาในความรับผิดชอบของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กรอบวงเงินงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ของประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 และระบบการจัดสรรและบริหารงบประมาณแบบบูรณาการที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ ตามที่สภานโยบายฯ เสนอ

ทั้งนี้ ครม. ได้อนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณด้านการอุดมศึกษา จำนวน 114,970,403,419 บาท และกรอบวงเงินงบประมาณด้าน ววน. จำนวน 31,100,000,000 บาท เป็นจำนวนรวมทั้งสิ้น 146,070,403,419 บาทมุ่งเป้าจัดสรรงบประมาณเพื่อตอบโจทย์สำคัญและเร่งด่วนของประเทศ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนประเทศด้วยโมเดลเศรษฐกิจบีซีจี ทั้งด้านการแพทย์และสุขภาพ ด้านเกษตรและอาหาร เศรษฐกิจฐานรากเพื่อขจัดความยากจน และลดความเหลื่อมล้ำ อุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต เศรษฐกิจสร้างสรรค์เพื่อสร้างคุณค่าและมูลค่าให้กับทุนทางวัฒนธรรม การผลิตและพัฒนากำลังคนเพื่อรองรับการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล

ในส่วนของแผนงานสำคัญภายใต้กรอบวงเงินด้าน อววน. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ในด้านการอุดมศึกษา มุ่งเน้นการผลิตบัณฑิตและพัฒนากำลังคนที่รองรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต (life-long learning) ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงาน และตอบโจทย์อุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อการพัฒนาประเทศ ประกอบด้วย 1) การผลิตบัณฑิตในระบบอุดมศึกษา ในระดับอนุปริญญา ปริญญาตรี และบัณฑิตศึกษา โดยมีเป้าหมายการพัฒนากำลังคนเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมาย จำนวน 415,525 คน 2) การผลิตกำลังแรงงานในหลักสูตรระยะสั้น (non-degree Program) ที่เปิดโอกาสประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไปที่มีคุณวุฒิระดับมัธยมศึกษาหรืออุดมศึกษาสามารถพัฒนาความรู้ในทักษะเดิม (reskill) การยกระดับทักษะเดิม (upskill) และการเพิ่มพูนทักษะใหม่ (new skill) จำนวนไม่น้อยกว่า 25,000 คน และ 3) การพัฒนากำลังคนตลอดช่วงชีวิต ที่เปิดโอกาสให้ประชากรอายุ 25 ปีขึ้นไป สามารถรับการศึกษาทั้งในระบบ degree program และ non-degree program

นอกจากนี้ ยังมีโครงการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย (reinventing university) เพื่อผลิตกำลังคนสมรรถนะสูงที่มีทักษะรองรับอุตสาหกรรมและบริการใหม่แห่งอนาคตที่อยู่บนพื้นฐานของเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมให้แก่ผู้ประกอบการ เพื่อพัฒนาวิสาหกิจชุมชนและระบบเศรษฐกิจฐานราก ตลอดจนการพัฒนาความเป็นเลิศของสถาบันอุดมศึกษาตามอัตลักษณ์และความเชี่ยวชาญ ดำเนินการตามกลไกการพลิกโฉมมหาวิทยาลัยใน 5 แพลตฟอร์ม ได้แก่ การพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน การพัฒนาแสวงหาบุคลากร ความเป็นนานาชาติ การบริหารงานวิจัยและนวัตกรรม และการสร้างแพลตฟอร์มความร่วมมือ

ในด้าน ววน. ประกอบด้วย 4 ส่วนสำคัญ ได้แก่ 1) การพัฒนาเศรษฐกิจไทยด้วยเศรษฐกิจสร้างคุณค่าและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ให้มีความสามารถในการแข่งขัน และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ได้แก่ การพัฒนาและผลิตผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง (advanced therapy medicinal products: ATMPs) การพัฒนาและยกระดับการท่องเที่ยวโดยใช้แนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เน้นคุณค่า สร้างความยั่งยืน และเพิ่มรายได้ของประเทศ พัฒนาและส่งเสริมให้ประเทศเพิ่มธุรกิจฐานนวัตกรรม (innovation-driven enterprises: IDEs) การเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกชั้นนำของโลกด้าน functional ingredients, functional food และ novel food การเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าของอาเซียน เป็นต้น

2) การยกระดับสังคมและสิ่งแวดล้อมให้มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน เช่น การเพิ่มความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก เพื่อการพึ่งพาตนเองและกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น ประเทศไทยสามารถยกระดับการเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ การพัฒนาผู้สูงอายุในชนบทและเมืองให้มีศักยภาพในการพึ่งพาตนเอง มีคุณค่าและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สังคม เป็นต้น

3) การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและนวัตกรรมระดับขั้นแนวหน้าที่ก้าวหน้าล้ำยุค เพื่อสร้างโอกาสใหม่และความพร้อมของประเทศในอนาคต ได้แก่ การพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีระบบโลกและอวกาศ (earth space technology) โดยสามารถสร้างดาวเทียมที่วิจัยและพัฒนาโดยคนไทยและส่งไปโคจรรอบดวงจันทร์ เป็นต้น

4) การพัฒนากำลังคน สถาบันอุดมศึกษา และสถาบันวิจัยให้เป็นฐานการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศแบบก้าวกระโดดและอย่างยั่งยืน ได้แก่ ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของกำลังคนระดับสูง (hub of talent) และศูนย์กลางการเรียนรู้ (hub of knowledge) ของอาเซียน เป็นต้น

ทั้งนี้ กรอบงบประมาณด้าน อววน. ที่เสนอ ครม. ในครั้งนี้ ได้ผ่านการเห็นชอบจากการประชุมสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2565 เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2565 ที่ผ่านมา

ขอ‘โรงเรียนปลอดบุหรี่ไฟฟ้า’ เป็นของขวัญวันเด็กแห่งชาติปีนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/703320

ขอ‘โรงเรียนปลอดบุหรี่ไฟฟ้า’  เป็นของขวัญวันเด็กแห่งชาติปีนี้

ขอ‘โรงเรียนปลอดบุหรี่ไฟฟ้า’ เป็นของขวัญวันเด็กแห่งชาติปีนี้

วันพุธ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.10 น.

รศ.ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า ข้อมูลงานวิจัยบุหรี่ไฟฟ้าในเด็กและเยาวชนไทยระดับมัธยมต้นอายุ 11-16 ปี (อายุเฉลี่ย 13 ปี) พบสาเหตุสำคัญ 5 ประการ ที่ทำให้เด็กไทยติดบุหรี่ไฟฟ้า 1.มีพ่อแม่หรือคนในครอบครัวสูบบุหรี่ไฟฟ้า 2.มีเพื่อนสูบบุหรี่ไฟฟ้า 3.เพื่อนและคนรอบตัวมองว่าการสูบบุหรี่เป็นเรื่องปกติ 4.เคยสูบบุหรี่ธรรมดามาก่อน 5.เข้าใจผิดว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่มีอันตราย โดยเด็กกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะสูบบุหรี่ธรรมดา (บุหรี่มวน) เพิ่มขึ้นถึง 5.3 เท่า

“นอกจากนี้ ยังพบว่าเด็กที่ไม่เคยสูบบุหรี่ใดๆ มาก่อน เมื่อเริ่มลองสูบบุหรี่ไฟฟ้าจนติดต้องสูบเป็นประจำ ภายในระยะเวลา 1 ปี จะมีแนวโน้มที่จะเริ่มลองสูบบุหรี่ธรรมดาเพิ่มขึ้น 5.4 เท่า และมีแนวโน้มที่จะติดทั้งบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่ธรรมดา (dual use) เพิ่มขึ้นถึง 7 เท่า แสดงให้เห็นถึงปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Gateway effects ของบุหรี่ไฟฟ้า หรือประตูสู่สารเสพติดอื่นๆ รวมถึงบุหรี่ธรรมดา” รศ.ดร.พญ.เริงฤดี ระบุ

ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่า จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2564 พบว่า ประชากรไทย อายุ 15 ปีขึ้นไป จำนวน 57 ล้านคน พบมีผู้สูบบุหรี่ 9.9 ล้านคน คิดเป็น 17.4% ผู้ชายสูบบุหรี่มากกว่าผู้หญิงถึง 20 เท่า ขณะที่ข้อมูลการสูบบุหรี่ไฟฟ้าของคนไทย โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ เก็บข้อมูลผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าครั้งแรกเมื่อปี 2557 ซึ่งขณะนั้นประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายห้ามบุหรี่ไฟฟ้า พบคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป สูบบุหรี่ไฟฟ้า 49,180 คน คิดเป็น 0.09%

แต่หลังจาก พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 เริ่มบังคับใช้ และมีการห้ามจำหน่าย นำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าแล้ว การสำรวจในปี 2564 จำนวนคนสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มเป็น 78,742 คนคิดเป็น 0.14% ซึ่งการระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าเข้าสู่โรงเรียนรุนแรงมากขึ้นในปี 2565 ที่ผ่านมาจากการโฆษณาทางอินเตอร์เนต การวางขายตามตลาดนัดและที่อื่นๆ อย่างผิดกฎหมาย อนึ่ง ข้อมูลล่าสุดจากต่างประเทศพบว่า วัยรุ่นที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าเกิดการเสพติดนิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้ารุนแรงและเลิกยากกว่าบุหรี่ธรรมดา ขณะที่การรณรงค์ในโรงเรียนลดอัตราการเสพติดบุหรี่ไฟฟ้าได้

“จากข้อมูลที่นำเสนอไว้ข้างต้น จึงอยากเน้นย้ำและขอเชิญชวนให้ทุกโรงเรียนทั่วประเทศร่วมกันประกาศและสื่อสารรณรงค์ให้โรงเรียนไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้า และร่วมกันขับเคลื่อนงานโรงเรียนปลอดบุหรี่เชิงลึก ดำเนินไปอย่างเป็นรูปธรรม ต่อเนื่อง และยั่งยืน เพื่อแสดงเจตนารมณ์อันมุ่งมั่นในการควบคุมยาสูบในโรงเรียน มุ่งเน้นให้นักเรียนและบุคลากรของโรงเรียนได้มีส่วนร่วมในกระบวนการเฝ้าระวังและป้องกันการสูบบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า ในโรงเรียน เป็นของขวัญในวันเด็กที่จะถึงนี้” ศ.นพ.ประกิต

ทั้งนี้ โรงเรียน หน่วยงานที่ต้องการร่วมรณรงค์ หรือขอสื่อรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ สามารถติดต่อได้ที่ http://www.smokefreezone.or.th หรือ 02-2781828

‘รัฐ-เอกชน-ประชาชน’ร่วมเดินหน้า‘เกษตร 5G’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/703317

‘รัฐ-เอกชน-ประชาชน’ร่วมเดินหน้า‘เกษตร 5G’

‘รัฐ-เอกชน-ประชาชน’ร่วมเดินหน้า‘เกษตร 5G’

วันพุธ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ร่วมมือกับภาคเอกชน สมาคมการค้านวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย สมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร และสมาคมอารักขาพืชไทยพร้อมด้วยกลุ่มเกษตรกรพืชสวนและพืชไร่ทั่วประเทศเดินหน้าโครงการ “เกษตร 5G (KASET5G)” หรือ 5 good คือ เกษตรดี 5 ด้าน โดยจะมุ่งเน้นให้ความรู้กับผู้เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อาหาร โดยเฉพาะกลุ่มต้นน้ำหรือกลุ่มเกษตรกร พร้อมพัฒนาศักยภาพและคุณภาพภาคการเกษตรไทย

โดยกลุ่มเกษตรพืชสวนและพืชไร่ทั่วประเทศ ที่ร่วมโครงการและพัฒนาเครือข่ายเกษตรคุณภาพ ได้แก่ สมาคมเกษตรกรรุ่นใหม่จังหวัดเชียงใหม่ วิสาหกิจชุมชนมังคุดแปลงใหญ่คิชฌกูฎ จังหวัดจันทบุรี (KMK) ศูนย์ทุเรียนลุงแกละ สวนสมโภชน์เกาะช้าง Wild Calling ฟาร์มปาร์ค สวนอินทผลัมคุณไข่ สวนเพชรรุ่งเรือง สวนรวมทองกลุ่มแปลงใหญ่มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบ้านวังน้ำบอกจังหวัดพิษณุโลก สวนลุงเบิร์ด ไร่วิยะศรี เมล่อนคาเฟ่ และ ลาวาน้ำกล้วยหอมพร้อมดื่ม

นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า เกษตรกรไทยเตรียมเข้าสู่ยุค Next Normal นั่นคือ เกษตรกรต้องพึ่งพาตนเอง เนื่องจากโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งในด้านเทคโนโลยีและความต้องการของผู้บริโภค ประเด็นความมั่นคงทางอาหารกลายเป็นเรื่องใหญ่ ใครมี “อาหารที่ดี” จะกลายเป็นผู้มีอำนาจต่อรองมากที่สุด การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้กลายเป็นสิ่งจำเป็นขณะเดียวกัน “อาหารปลอดภัย” เป็นเทรนด์โลก ผู้บริโภคปัจจุบันใส่ใจด้านสุขภาพมากยิ่งขึ้น

ดังนั้น ภาคเกษตรกร จะต้องปรับตนเองให้สามารถผลิต “แหล่งอาหาร” ที่ตอบโจทย์ความต้องการทั้งในด้านคุณภาพ มาตรฐาน และปริมาณการผลิตที่เหมาะสม โดยเป้าหมายสำคัญของเกษตร 5G คือ ยกระดับสินค้าและคุณภาพของผลิตผลทางการเกษตรอย่างยั่งยืน ขับเคลื่อนการดำเนินงานโดยกลุ่มเกษตรกรเป็นหลัก ถ่ายทอดความรู้และสร้างทักษะผ่านการสนับสนุนของภาครัฐและเอกชนใน 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ การเกษตรดี (Good Agriculture) ผลผลิตดี (Good Produce) ชีวิตดี (Good Life) สุขภาพดี (Good Health) และสิ่งแวดล้อมดี (Good Environment)

นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวว่า นโยบายด้านการเกษตรของไทยใช้ “ตลาดนำการผลิต” นั่นคือ ผลิตอย่างไรให้ได้สินค้าเกษตรและอาหารที่ตรงตามความต้องการของตลาด อันประกอบด้วย 3 ประการได้แก่ สินค้าเกษตรปลอดภัยเป็นไปตามมาตรฐาน สินค้าเกษตรมีความมั่นคงทั้งในด้านคุณภาพและปริมาณ

ส่วนสุดท้าย สินค้าเกษตรมีความยั่งยืนและสมดุลกันทั้งระบบจากผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย และผู้บริโภค ทั้งนี้ มกอช. ได้สนับสนุนการดำเนินงานของเกษตรกรอย่างเต็มที่ เพื่อให้ได้การรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรทั้งการให้ความรู้ อำนวยความสะดวกในการยื่นขอใบรับรองระบบออนไลน์ ส่งเสริมระบบการตลาดออนไลน์และการตรวจสอบย้อนกลับ

น.ส.นภาพร รัตนเมตตา ผู้จัดการด้านความปลอดภัยในอาหารจากโครงการระบบอาหาร-เกษตรแบบยั่งยืนแห่งอาเซียน (Global G.A.P) กล่าวว่า มาตรฐานการผลิตทางการเกษตรที่ดีและปลอดภัย หรือ GAP (Good Agricultural
Practice) ในกระบวนการเพาะปลูกหรือการผลิตอาหารของเกษตรกรจะต้องมีความปลอดภัย การผลิตแบบ G.A.P. สามารถใช้ปัจจัยการผลิตทางการเกษตรได้ ไม่ว่าจะเป็น ปุ๋ย สารเคมีกำจัดศัตรูพืช แต่จะต้องใช้อย่างถูกต้อง เป็นไปตาม
คำแนะนำและมาตรฐานที่ได้กำหนดไว้ เพื่อไม่ให้มีการตกค้างเกินมาตรฐาน หากเกษตรกรสามารถปฏิบัติได้ก็จะเอื้อประโยชน์ต่อการจัดจำหน่ายภายในประเทศหรือส่งออกไปยังต่างประเทศ

ดร.เปรม ณ สงขลา ผู้ประกอบการสวนมะพร้าวน้ำหอม กล่าวว่า การรวมกลุ่มของเกษตรกรอย่างเป็นระบบ อาทิ สหกรณ์เกษตรกรจะช่วยให้เกษตรกรสามารถผลิตสินค้าเกษตรได้อย่างมีคุณภาพเป็นมาตรฐานเดียวกัน มีต้นทุนการผลิตที่ลดลง มีระบบการตลาดและการบริหารขนส่งสินค้าที่ดีขึ้น รวมทั้ง เกษตรกรต้องติดตามข้อมูลข่าวสาร สถานการณ์และความต้องการสินค้าเกษตรของโลก เช่น ตลาดยุโรปต้องการสินค้าแบบไหน กำลังแบนสินค้าใด เพื่อให้สามารถปรับตัวและการผลิตได้อย่างเหมาะสม

นายชวการ ช่องชลธาร ไร่ชวการ จังหวัดชลบุรี กล่าวถึง โครงการเกษตร 5G (KASET5G) ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญในกลุ่มเกษตรกรชาวไร่อ้อย จากเดิมการเผาอ้อย ก่อให้เกิดมลพิษ เปลี่ยนมาตัดใบสด ใช้ใบคลุมดิน เพิ่มความชุ่มชื้นประหยัดการใช้ปุ๋ยและสารเคมีเกษตรลง ว่า การเผาจะทำให้เกิดมลพิษ จึงพยายามสื่อสารให้ชาวไร่ใกล้เคียง และในหมู่บ้านเปลี่ยนมาตัดใบสดเพื่อส่งโรงงานไฟฟ้า อีกทั้งใบอ้อยยังใช้คลุมดินได้ เป็นปุ๋ยธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมีในปริมาณมากเกินไป เพราะปัจจุบันมีราคาแพง ซึ่งการตัดใบสดของอ้อยยังเป็นการสนับสนุนนโยบาย BCG เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นด้วยเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

นายพิพัฒนา เต็งเศรษฐศักดิ์ คณะกรรมการวิสาหกิจชุมชนมังคุดแปลงใหญ่คิชฌกูฏจังหวัดจันทบุรี (KMK) แสดงความคิดเห็นว่า เกษตร 5G (KASET5G) ให้กระบวนการ วิธีการ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างเกษตรกรด้วยกันเอง ทำให้ไม่ต้องไปลองผิดลองถูกเอง แต่เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงของเกษตรกรรุ่นพี่ ทำให้สามารถนำไปต่อยอดในการผลิตของตนเองได้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้ง การรวมกันเป็นกลุ่มก้อน ช่วยกันคิดและพัฒนา ทำให้กลุ่มเข้มแข็งยิ่งขึ้น สามารถต่อรองในเรื่องราคาได้ดียิ่งขึ้น

นางชลธิชา ช่างประดิษฐ์ ประธานกลุ่มแปลงใหญ่มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง บ้านวังน้ำบอก จังหวัดพิษณุโลก กล่าวสนับสนุนว่า การรวมกลุ่มเกษตร 5G (KASET5G) ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ไม่เพียงแต่จะเป็นการให้ความรู้ที่สนุกเป็นกันเอง แต่ยังช่วยให้กลุ่มเกษตรกรสามารถนำไปปรับใช้ ควบคุมการผลิตสินค้าเกษตรได้อย่างมีคุณภาพ และเป็นที่ต้องการของตลาดด้วย

ดร.จุฑารัตน์ พัฒนาทร ผู้อำนวยการฝ่ายประกันคุณภาพ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การรวมกลุ่มของเกษตรกรครั้งนี้ถือว่ามาถูกทางแล้ว แม็คโครยินดีให้การสนับสนุนเกษตรกรอย่างเต็มที่ ด้วยการพัฒนาจุดแข็งของแต่ละพื้นที่ แล้วค่อยๆ ยกระดับสินค้าเกษตรของไทยจากความปลอดภัยระดับประเทศไปสู่ระดับสากล โครงการ เกษตร 5G” (KASET5G) จะเป็นต้นแบบการพัฒนาภาคเกษตรอย่างยั่งยืนได้และสามารถใช้ช่องทางของแม็คโครเปิดตลาดโลก นำสินค้าเกษตรไทยไปจำหน่ายที่ต่างประเทศได้

‘ท่องเที่ยวฯมธบ.’แนะ4ข้อ ไทยต้อนรับชาวจีนกลับมาเยือน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/703318

‘ท่องเที่ยวฯมธบ.’แนะ4ข้อ  ไทยต้อนรับชาวจีนกลับมาเยือน

‘ท่องเที่ยวฯมธบ.’แนะ4ข้อ ไทยต้อนรับชาวจีนกลับมาเยือน

วันพุธ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผศ.ดร.มณฑกานติ ชุบชูวงศ์ คณบดีคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ. หรือ DPU) เปิดเผยว่า เมื่อสาธารณรัฐประชาชนจีนประกาศเปิดประเทศ ตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค. 2566 คาดว่านักท่องเที่ยวจีนจะเริ่มเดินมาท่องเที่ยวที่ประเทศไทย และคาดว่าในไตรมาสแรกจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาจำนวนมาก เนื่องจากประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของชาวจีน

แต่เนื่องจากผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ระยะเวลากว่า 3 ปี ทำให้ภาคการท่องเที่ยวขาดแคลนแรงงานไม่น้อย ต่อปัญหาดังกล่าวจึงเสนอ 4 แนวทางหลักในการแก้ปัญหาแรงงานขาด ในช่วงเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวจีน โดยประกอบด้วย 1.การเพิ่มแรงงานเสริม (Additional Non-permanent Staff) การรับนักศึกษาฝึกงานแบบสหกิจศึกษาและการฝึกงานแบบปกติเพื่อเสริมทีมพนักงานประจำ โดยเน้นนักศึกษาที่มีทักษะการบริการและสามารถใช้ทั้งภาษาจีนและภาษาอังกฤษได้

หรือการรับนักศึกษามาทำงานแบบรายวัน (Casual) สำหรับวันหยุดสุดสัปดาห์ หรือระหว่างสัปดาห์แล้วแต่ความต้องการสถานประกอบการ หรือทำงานแบบรายชั่วโมง โดยวิธีการนี้สามารถรับนักศึกษาด้านการท่องเที่ยวและการโรงแรมระดับปริญญาตรีหรือสายอาชีวศึกษา ขึ้นอยู่กับระดับของสถานประกอบการว่าต้องการทักษะภาษาจีนหรือภาษาอังกฤษระดับใด

“หากเป็นโรงแรม 4-5 ดาว อาจเน้นความสามารถด้านภาษามากขึ้น การจ้างแบบนี้จะเป็นการสนับสนุนการฝึกทักษะให้แก่นักศึกษาในระหว่างเรียนแล้วยังเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองด้วย นอกจากนี้ ยังสามารถรับผู้เคยมีประสบการณ์ด้านโรงแรม ท่องเที่ยว บริการที่ลาออกไปแล้ว และมีอาชีพอื่น แต่ยังสามารถมาช่วยงานแบบรายวันหรือรายชั่วโมงเมื่อต้องการ” ผศ.ดร.มณฑกานติ กล่าว

2.การอบรมทักษะเพิ่มเติมหรือเพิ่มทักษะใหม่ (Upskill and New skill) หลังจากการระบาดของโควิด-19 เกือบ 3 ปี ทำให้พนักงานเก่าอาจลาออก หรือย้ายงาน ธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรมและบริการจำเป็นจะต้องจัดอบรมทักษะภาษาจีน อบรมความรู้พื้นฐานวัฒนธรรมจีน การสื่อสารที่ถูกต้อง เช่น อะไรควรหรือไม่ควรทำ (dos and don’ts) และประเด็นละเอียดอ่อนต่างๆ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและควรบริการชาวจีนอย่างไร เป็นต้น

3.การเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารและการบริการ (Effective Communication and Service) ควรมีการสื่อสารและให้ข้อมูลเรื่องการบริการต่างๆ ด้วยภาษาจีนในโรงแรม ร้านอาหาร แหล่งท่องเที่ยวอย่างครบถ้วนและเป็นขั้นเป็นตอน เพื่อให้นักท่องเที่ยวจีนสามารถศึกษาด้วยตนเอง และลดการสอบถามพนักงาน ข้อมูลที่ใช้ในการประชาสัมพันธ์ผ่านทางเว็บไซต์ และสื่อโซเชียลอื่นๆ ควรถูกต้องและตรงกับความเป็นจริง เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาตามมา

รวมถึงควรเพิ่มการบริการด้วยตัวเอง (Self Service) มากขึ้น โดยอาจวางสิ่งอำนวยความสะดวกและอุปกรณ์ที่จำเป็นไว้และใช้ภาษาจีนแบบสั้นๆ หรือสัญลักษณ์ที่เข้าใจง่ายแทนจะช่วยลดความต้องการผู้ให้บริการได้ พร้อมด้วยการจัดเตรียม Facilities (สิ่งอำนวยความสะดวก) และอุปกรณ์ในการบริการให้พร้อมตามจุดต่างๆ โดยคาดคะเนความต้องการล่วงหน้า เพื่อลดการขอบริการเพิ่มเติมจากพนักงาน

นอกจากนี้ ควรมีการจัดระบบคิว (Queueing System) การกำหนดเส้นทางการเดินเข้าและออก เพื่อลดความสับสนในการเดินสวนทางและลดปัญหาการแซง จะทำให้บริการง่ายขึ้นและไม่ส่งผลกระทบกับนักท่องเที่ยวทั่วไป หรือจัดแยกโซนหากคาดว่าจะรับนักท่องเที่ยวเป็นกรุ๊ป ขณะเดียวกัน ในจุดที่มีนักท่องเที่ยวจีนจำนวนมาก เช่น จุดขายบัตรเข้าชมแหล่งท่องเที่ยวสถานบันเทิง จุดขายคูปองตาม Food Courts (ศูนย์อาหาร) ควรมีล่าม หรือนักศึกษาฝึกงานที่สามารถใช้ภาษาจีนได้ดีมาช่วยเป็นล่ามเสริม และให้คำแนะนำแก่นักท่องเที่ยว

และ 4.การใช้เทคโนโลยีมากขึ้น (Use more IT) การใช้เทคโนโลยีมาช่วยด้าน check-in/check-out การตรวจสอบยอดการชำระเงินล่วงหน้า วิธีการชำระเงิน ก็สามารถช่วยลดความต้องการติดต่อผู้ให้บริการในโรงแรมได้ ส่วนในจุดท่องเที่ยว หรือร้านอาหารควรมีระบบ card หรือ QR code มาช่วยในการให้ข้อมูลและการชำระเงิน ทั้งนี้ การวางแผนการจัดการนักท่องเที่ยวจีนจำนวนมากมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะลดปัญหาการขาดพนักงานแล้ว ยังสามารถลดค่าใช้จ่ายการจ้างงานประจำ และสามารถบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ซึ่งภาคธุรกิจควรมีการประสานงานกับสถาบันการศึกษาในท้องถิ่น เพื่อรับนักศึกษามาฝึกงาน และทำงานแบบรายวันและรายชั่วโมง โดยมีค่าตอบแทนตามความเหมาะสม ขณะเดียวกันในแต่ละธุรกิจก็ต้องจัดระบบพี่เลี้ยง เพื่อให้เกิดประโยชน์และให้ความรู้แก่นักเรียนและนักศึกษาด้วย การทำงานแบบนี้จะก่อให้เกิด win-win ทั้ง 2 ฝ่ายและทำให้ธุรกิจสามารถบริหารจัดการได้ในช่วงหลังโควิด-19 ที่ลูกค้าต่างชาติกลับมาแล้ว

คณบดีคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม DPU ยังกล่าวอีกว่า แม้รัฐบาลจะพร้อมเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวจีน แต่ธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม ขนส่ง ร้านอาหาร และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ควรเน้นการบริการโดยใช้ระบบ SHA+ ต่อไป โดยจะต้องยึดแนวทางการดำเนินงานเพื่อป้องกันความเสี่ยงเรื่องการติดเชื้อ เช่น มีเจลแอลกอฮอล์ไว้ล้างมือ การใช้ช้อนกลาง หรือเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวใส่แมสก์เมื่ออยู่ในที่ที่อากาศปิด และพนักงานรวมทั้งแรงงานเสริมควรได้รับการฉีดวัคซีนตามข้อกำหนด

“การช่วยกันดูแลสุขอนามัยและสอดส่องนักท่องเที่ยวผู้มีความเสี่ยงในช่วงการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวจีนยังมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะวิธีการสื่อสารเรื่องมาตรการป้องกันอย่างเหมาะสม จะเป็นการช่วยป้องกันนักท่องเที่ยวจากการเจ็บป่วย หรือหากติดแล้วก็จะช่วยจัดการดูแลรักษาให้หายได้เร็ว ซึ่งจะทำให้นักท่องเที่ยวเกิดความประทับใจและเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทยอย่างมีความสุข ขณะเดียวกันก็ช่วยป้องกันพนักงานขององค์กรและ
ชาวไทยให้ปลอดภัยจากการติดเชื้ออีกด้วย” ผศ.ดร.มณฑกานติกล่าวในตอนท้าย

อดีตหัวหน้าห้องผ่าตัด รพ.จุฬาลงกรณ์ฯ หนึ่งในทีมผ่าตัดถวายพระประสูติกาล ‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’ ถวายพระพร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/703419

อดีตหัวหน้าห้องผ่าตัด รพ.จุฬาลงกรณ์ฯ หนึ่งในทีมผ่าตัดถวายพระประสูติกาล 'เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา' ถวายพระพร

อดีตหัวหน้าห้องผ่าตัด รพ.จุฬาลงกรณ์ฯ หนึ่งในทีมผ่าตัดถวายพระประสูติกาล ‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’ ถวายพระพร

วันอังคาร ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2566, 19.12 น.

อดีตหัวหน้าห้องผ่าตัด รพ.จุฬาลงกรณ์ฯหนึ่งในทีมผ่าตัดถวายพระประสูติกาล “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา” ถวายพระพร 

วันที่ 10 มกราคม 2566 ที่ชั้น 1 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย คณะบุคคลและผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน มูลนิธิ ผู้บริหารสถานศึกษา นักเรียน นิสิต นักศึกษา พระสงฆ์ และประชาชนทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ทยอยนำแจกันดอกไม้ พวงมาลัยและสิ่งของต่าง ๆมาทูลเกล้าถวายหน้าพระรูปสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และลงนามถวายพระพรขอให้ทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงหายจากพระอาการประชวรในเร็ววัน อาทิ บริษัทไทยยานยนตร์ 1950, คณะชาวปัตตานี, คณะนักเรียน จิตอาสา วิทยาลัยพาณิชยการธนบุรี, โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 75 เขตสายไหม กรุงเทพฯ, โรงเรียนนวมินทราชูทิศ เตรียมอุดมศึกษาน้องเกล้า เขตสะพานสูง กรุงเทพฯ,  ประธานกลุ่มโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ, มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จ.ฉะเชิงเทรา,  นายพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา ดรุณสิขาลัย โรงเรียนนวัตกรรมแห่งการเรียนรู้ ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, ศ.พญ.มณี รัตนไชยานนท์ รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล, กรมจเรทหารอากาศ, สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์, กิ่งกาชาดอำเภอบึงสามพัน จังหวัดเพชรบูรณ์, นายกสมาคมยุวเกษตรสากลแห่งประเทศไทย,  นายกสมาคมพลร่มไทย, อะซิมุท ยอทซ์ ประเทศไทย, มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์, สมาคมนักศึกษาเก่า คณะบริหารธุรกิจ ม.รามคำแหง เป็นต้น 

นางฉันทนา ศรีวราพงศ์ อายุ 86 ปี อดีตพยาบาลหัวหน้าห้องผ่าตัด รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โดยนางฉันทนา กล่าวภายหลังลงนามถวายพระพร ว่า  ตนเคยเป็นหนึ่งในทีมผ่าตัดถวายพระประสูติกาลพระองค์ภา วันนี้จึงเดินทางมาพร้อมลูกสาวเพื่อมาลงนามถวายพระพรและถวายกำลังใจให้ “พระองค์ภาฯ” หายจากพระอาการประชวรในเร็ววัน มีพระพลานามัยแข็งแรงเหมือนเดิมเพื่อเป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยนานเท่านาน

ขณะที่ ดร.พระครูสุธี ปริยัติ โกศล เจ้าอาวาสวัดมัชฌิมวัน จ.จราด  ได้สวดบท “โพชฌังคปริตร” ถวาย  พร้อมถวาย “พระพุทธมงคลธรรมบพิตร” หน้าตักกว่าง 7 นิ้ว ซึ่งแกะสลักจากหินเขียวอินเดีย ที่จำลองจากพระพุทธมงคลธรรมบพิตร ของวัดมัชฌิมวัน ที่เริ่มจัดสร้างขึ้นเมื่อปี 2559 แล้วเสร็จในปี 2562 โดยมีขนาดหน้าตักกว้าง 10 เมตร  สูง 20 เมตร เพื่อถวายแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา 

“ตามกำหนดการ “พระองค์ภาฯ” จะเสด็จไปสมโภชพระพุทธมงคลธรรมบพิตร ในปี 2562 แต่ช่วงนั้นเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด 19 จึงยังไม่ได้เดส็จไปสมโภช อาตมาจึงให้แกะสลัก “พระพุทธมงคลธรรมบพิตร” ด้วยหินเขียวอินเดีย หน้าตักกว่าง 7 นิ้ว มาถวายพระองค์ภาฯในวันนี้”

ด้านพระสุธรรม ฐิตธัมโม พระธุดงเพื่อสันติภาพโลก พร้อมคณะพระธุดง ได้เจริญสมธิถวายหน้าพระรูปสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และลงนามถวายพระพร

พระสุธรรม กล่าวภายหลังเจริญสมธิ ว่า “ตั้งใจมาเจริญสมธิเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและลงนามถวายพระพรขอให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงหายจากพระอาการประชวรโดยไวมีพระชนมายุยืนนาน” 

ทั้งนี้ สำนักพระราชวัง เปิดให้ลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ตั้งแต่ เวลา 08.00-16.00 น.ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ ณ ชั้น 1 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย 

‘พระพยอม’จวกยับ! ‘มารผจญ’ ไร้ยางอาย ไม่มีศีลธรรม ปมหญิงเต้นเด้งเอวยั่วนาค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/703383

'พระพยอม'จวกยับ! 'มารผจญ' ไร้ยางอาย ไม่มีศีลธรรม ปมหญิงเต้นเด้งเอวยั่วนาค

‘พระพยอม’จวกยับ! ‘มารผจญ’ ไร้ยางอาย ไม่มีศีลธรรม ปมหญิงเต้นเด้งเอวยั่วนาค

วันอังคาร ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2566, 18.24 น.

วันที่ 10 มกราคม 2566 จากกรณีผู้ใช้ Tiktok รายหนึ่งได้โพสต์คลิปวิดีโอ พิธีแห่นาคเข้าโบสถ์ โดยมีการเปิดเพลงเสียงดังพร้อมหญิงสาวเต้น ยั่วยวนนาค หลังจากคลิปดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไปจึงมีชาวเน็ตมาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก ว่าการกระทำดังกล่าวไม่เหมาะสม

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปที่ วัดสวนแก้ว ต.บางเลน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี เข้าพบพระพยอม กลฺยาโณ เจ้าอาวาส วัดสวนแก้ว เพื่อสอบถามกรณีดังกล่าวว่าเหมาะสมหรือไม่รวมถึงผิดหลักศาสนาพุทธหรือไม่อย่างไร 

พระพยอม กล่าวว่า การเผยแพร่ภาพที่ไม่ควรเผยแพร่ ภาพแบบนี้มันไม่ควรเปิดเผยเพราะเป็นการไปเพิ่มการไร้ยางอาย การเป็นคนหน้าด้าน อาการของผู้หญิงคนนี้ตรงกับคำที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าหญิงใดก็ตามลองได้ลามกแล้วเขาจะลามกได้มากกว่าผู้ชาย เปรียบสมัยก่อนเขาเรียกมารผจญ คนได้บวชจิตใจก็ไม่สงบ ถ้าเต้นที่อื่นหรือเต้นในขบวนกองยาวก็คงจะไม่เป็นไร แต่นี่ไปเต้นเบียดนาคเลยมันไม่เหมาะสม ท่านพระพุทธเจ้าท่านว่าอาการแบบนี้คือโรคจิตทราม คือจิตไม่ประเสริฐ

คนเราควรหาอะไรดีเอาเข้ามาไว้ในจิตใจ ควรมีหิริโอตัปปะให้มันมีในจิตใจ มีความละอายใจบ้าง ไม่ให้ชาวโลกเขาติเตียน ถ้าเป็นวัดอาตมาจะไล่ไปเลยไม่ให้บวช ไปบวชที่อื่น วัดทั้งหลายควรมีการตกลงกับทางญาติของนาคถ้าไปแห่แล้วเต้นแบบนี้จะไม่ให้บวช ถ้าคืนปล่อยไปให้เป็นแบบนี้ต่อไปก็จะมีแต่อะไรแปลกแปลกเกิดขึ้น และก็จะเสื่อมทรามทางศีลธรรมมากขึ้น เริ่มบวชก็มีสิ่งไม่ดีมาผจญแล้ว ญาตินาคต้องตกลงกัน อนุโลมให้แค่เวียนเทียนรอบโบสถ์ จะเต้นจะรำก็ขอให้มันมีวัฒนธรรมหน่อย ขออภัยผู้หญิงทั้งหลาย ขอบิณฑบาตเก็บอาการเถิด ขออภัยนะ เก็บอาการร่านในงานบวชไว้บ้าง และอย่านำภาพแบบนี้มาเผยแพร่เลย โลกเราจะได้มีศีลธรรม ขอให้รักษาความน่ารักน่าเอ็นดูไว้ ให้มันแลดูดีอย่าให้แย่ไปลามกอนาจารไป จะได้เป็นตัวอย่างให้อนุชนรุ่นหลัง ทำอะไรให้ดูดีไว้ก่อน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : โดนจวกยับ! สาวเต้นยั่วเด้งๆใส่นาคในวัด ไม่แคร์สายตาคนทั้งงาน

เปิดทำเนียบจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ไฮไลท์เข้าชมห้องทำงาน-นั่งเก้าอี้นายกฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/703377

เปิดทำเนียบจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ไฮไลท์เข้าชมห้องทำงาน-นั่งเก้าอี้นายกฯ

เปิดทำเนียบจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ไฮไลท์เข้าชมห้องทำงาน-นั่งเก้าอี้นายกฯ

วันอังคาร ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2566, 18.03 น.

เปิดทำเนียบจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ไฮไลท์เข้าชมห้องทำงาน-นั่งเก้าอี้นายกฯ

10 มกราคม 2566 นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้มอบคำขวัญเนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2566 ว่า “รู้หน้าที่ มีวินัย ใฝ่ความดี” นั้น เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เริ่มคลี่คลาย สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีจึงได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เตรียมจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2566 ในวันเสาร์ที่ 14 มกราคม 2566 ระหว่างเวลา 08.00-15.00 น. ที่บริเวณทำเนียบรัฐบาล เพื่อส่งมอบความสุขให้กับเด็กและเยาวชนไทย โดยนายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานในพิธีเปิดงานและร่วมกิจกรรมกับเด็กและเยาวชนที่มาร่วมกิจกรรม โดยมีตัวแทนเด็กและเยาวชนกลุ่มต่าง ๆ เข้าพบ ประกอบด้วย เด็กที่เรียนดีที่มีความกตัญญู เด็กด้อยโอกาส เด็กพิการ เด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศ รวมทั้งเปิดโอกาสให้เด็กได้นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี เข้าเยี่ยมชมตึกไทยคู่ฟ้า ห้องทำงานนายกรัฐมนตรี และตึกภักดีบดินทร์ 

สำหรับกิจกรรมที่จะจัดในปีนี้ภายใต้คำขวัญวันเด็กของนายกรัฐมนตรี และมีกิจกรรมส่งเสริม ความเป็นไทย ใจรักชาติ พลังอำนาจของเด็กไทย โดยเน้นกิจกรรมสร้างสรรค์ทั้งในรูปแบบของนิทรรศการ สถานการณ์จำลอง การแข่งขันกีฬา และเกมส์ต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนไทยในทุกมิติเพื่อปลูกฝังให้รู้หน้าที่ มีวินัย ใฝ่ความดี รักความเป็นไทย รักชาติ เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ตลอดจนมีจิตสำนึกรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างกิจกรรม อาทิ

– ความเป็นไทย ได้แก่ กิจกรรมส่งเสริม Soft power ของไทยในด้านต่าง ๆ การแสดงวัฒนธรรมอาหาร 7 ลุ่มน้ำของไทย การเรียนการสอนประวัติศาสตร์ชาติไทย การส่งเสริมมารยาทไทย และนิทรรศการตามรอยประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม APEC เป็นต้น

– ใจรักชาติ มีกิจกรรมการแสดงเพื่อส่งเสริมความรักชาติผ่านบทเพลงโดยนักศึกษาจากวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล โรงเรียนประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ และมีการเสวนาบทบาทเยาวชนไทยในการพัฒนาประเทศ นอกจากนี้ ยังเปิดตึกภักดีบดินทร์สำหรับกิจกรรมเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ มีการฉายภาพยนตร์เฉลิมพระเกียรติ หนังสั้นบทเพลงเพื่อชาติและบัลลังก์ รถฉายภาพยนตร์เคลื่อนที่ด้วย

– พลังอำนาจของเด็กไทย นอกจาก soft power แล้ว ยังมีการแสดงเทคโนโลยีสมัยใหม่ เทคโนโลยีดิจิทัล การแข่งขันเกมส์ การแข่งขันหุ่นยนต์ การแข่งขันกีฬา E-sport เกมส์เกี่ยวกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทั้งยังมีการจัดแสดงไดโนเสาร์จำลอง หุ่นยนต์และนักบินอวกาศ รถไมโครคาร์ (รถยนต์นั่งขนาดเล็กที่สุด) และรถคาร์ท กิจกรรมการแจกลูกฟุตบอล 7,000 ลูก อีกจุดเน้นคือการสร้างความตระหนักของเยาวชนในการรักษาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ การลดภาวะโลกร้อน กิจกรรมเพื่อโลกสีเขียว ภายใต้แนวคิด “BCG Model” มีกิจกรรมให้เด็กนำขยะ ขวด กระป๋อง ที่สามารถขายได้มาแลกเป็นสิ่งของ และกิจกรรม “เด็กไทยยุคใหม่ ร่วมใจลดโลกร้อน Go Green Go Together” ด้วย

นอกจากนี้ ยังเปิดศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร จำลองห้องแถลงข่าวเพื่อให้เด็กและเยาวชนได้แสดงออกฝึกทดลองอ่านข่าว พร้อมร่วมสนุกเล่นเกมส์และรับแจกของขวัญ/ของที่ระลึก อาหารและเครื่องดื่มอีกมากมาย จึงขอเชิญชวนพ่อแม่ผู้ปกครองพาบุตรหลาน เด็กและเยาวชนเข้าร่วมกิจกรรมการจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2566 ที่ทำเนียบรัฐบาล ตามวัน และเวลาดังกล่าว  

“อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การเข้าร่วมกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2566 ในพื้นที่ต่าง ๆ  ทั้งในส่วนกลางและต่างจังหวัดทั่วประเทศในการส่งมอบความสุข รอยยิ้ม ความสนุกสนานให้แก่เด็กและเยาวชน เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อโควิด-19 ขอให้ทุกคนควรปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยเฉพาะการสวมหน้ากากอนามัยและหน้ากากผ้าเมื่อต้องเข้าไปร่วมกิจกรรมรวมกลุ่มกันจำนวนมาก และหมั่นล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์บ่อย ๆ เมื่อจับต้องสิ่งของหรือก่อนรับประทานอาหาร ทั้งนี้ เพื่อให้ทุกคนอยู่ร่วมกับโควิด-19 ได้อย่างปลอดภัยและสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้เข้าร่วมงานด้วย” นายอนุชา กล่าว

ขณะเดียวกัน เมื่อเวลา 15.00 น.  สนามหญ้าหน้าตึกแดง 3  นางนิชา หิรัญบูรณะ ธุวธรรม รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายบริหาร รับมอบของขวัญวันเด็กจากผู้แทนหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อมอบต่อให้กับเด็กและเยาวชน เนื่องในวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2566

ทั้งนี้ ของขวัญวันเด็กจากผู้แทนหน่วยงานต่าง ๆ ประกอบด้วย ธนาคารกรุงไทย สาขาทำเนียบรัฐบาล สนับสนุน กระเป๋าเป้ ตุ๊กตา และอุปกรณ์เครื่องเขียน , ไปรษณีย์ไทย สาขาทำเนียบรัฐบาล สนับสนุน ของเล่น กระบอกน้ำ พัด , ธนาคารออมสิน สาขาทำเนียบรัฐบาล สนับสนุน กระปุกออมสินวันเด็กปี 2566 , กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สนับสนุนตุ๊กตา

สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สนับสนุน เงินจำนวนหนึ่งเพื่อใช้ในการจัดการ และของที่ระลึกเพิ่มเติม , สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สนับสนุนตุ๊กตาและของเล่น , สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สนับสนุนรถจักรยานและของเล่น , การกีฬาแห่งประเทศไทย สนับสนุนลูกฟุตบอล , กองกำกับการ 4 กองบังคับการตำรวจสันติบาล 3 สนับสนุนของเล่นบังคับวิทยุ , บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด สนับสนุนของขวัญแก่เด็ก นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานอื่นๆที่ได้มอบของขวัญสนับสนุนแล้ว และติดต่อมามอบของขวัญเพิ่มเติมซึ่งจะส่งมอบในโอกาสต่อไป อาทิ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และมูลนิธิเทียนฟ้า

สำหรับของขวัญที่ได้รับมอบในวันนี้ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จะได้นำไปแจกจ่ายให้แก่เด็กและเยาวชนที่มาร่วมงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ในวันเสาร์ที่ 14 มกราคม 2566 ณ ทำเนียบรัฐบาล และแจกจ่ายไปยัง ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่เด็ก ๆ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เด็กนักเรียนผู้พิการทางการได้ยิน โรงเรียนเศรษฐเสถียร ในพระราชูปถัมภ์ และเด็ก ๆ ในชุมชนวัดแคนางเลิ้ง เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่เด็กและเยาวชนต่อไป

วช. จับมือ จ.ชุมพร ม.แม่โจ้-ชุมพร นำร่อง เปลี่ยนเกษียณเป็นพลังจังหวัดชุมพร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/703347

วช. จับมือ จ.ชุมพร ม.แม่โจ้-ชุมพร นำร่อง เปลี่ยนเกษียณเป็นพลังจังหวัดชุมพร

วช. จับมือ จ.ชุมพร ม.แม่โจ้-ชุมพร นำร่อง เปลี่ยนเกษียณเป็นพลังจังหวัดชุมพร

วันอังคาร ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2566, 16.59 น.

วช. จับมือ จ.ชุมพร และ ม.แม่โจ้-ชุมพร นำร่อง “เปลี่ยนเกษียณเป็นพลังจังหวัดชุมพร” เตรียมรับสังคมสูงวัยในอนาคต

วันที่ 10 มกราคม 2566 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ จังหวัดชุมพร และมหาวิทยาลัยแม่โจ้ – ชุมพร จัดพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือทางวิชาการ “โครงการเปลี่ยนเกษียณเป็นพลังจังหวัดชุมพร ระหว่าง มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กับ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และจังหวัดชุมพร” เพื่อขับเคลื่อนแผนงาน “เปลี่ยนเกษียณเป็นพลัง เฟส 2” โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ มอบหมายให้ นายเอนก บำรุงกิจ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ร่วมลงนามกับ นายนิรัช โอบอ้อม ปลัดอำเภอละแม และ ผศ.ดร.ณัฐวุฒิ ดุษฎี รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ณ อาคาร 80 ปี มหาวิทยาลัยแม่โจ้ – ชุมพร จ.ชุมพร

นายเอนก บำรุงกิจ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ภายใต้กระทรวง อว. ได้ดำเนินการขับเคลื่อนแนวทางการวางยุทธศาสตร์ Quick Wins โครงการ “เปลี่ยนเกษียณเป็นพลัง” ในการสร้างกลไกการเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุหรือผู้เกษียณ ได้รับโอกาสและสร้างแรงจูงใจในการเข้าสู่สังคมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อพัฒนาทักษะที่จำเป็นในการดำรงชีวิต และพัฒนาศักยภาพในการทำงานที่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานในภาครัฐและภาคเอกชน เป็นพลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม และสามารถพึ่งพาตนเองได้ไม่เป็นเป็นภาระของครอบครัวหรือภาครัฐ ในปัจจุบันแผนงาน “เปลี่ยนเกษียณเป็นพลัง” ได้ดำเนินการขยายผล เข้าสู่เฟส 2 ผ่านโครงการ “เปลี่ยนเกษียณเป็นพลังจังหวัดชุมพร” โดยมี ผศ.ชลดรงค์ ทองสง แห่งมหาวิทยาลัยแม่โจ้-ชุมพร เป็นผู้รับผิดชอบโครงการดังกล่าว โดยมุ่งเน้นการผลักดันให้เกิดผลสำเร็จและเพิ่มความยั่งยืน เพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่สังคมสูงวัยได้อย่างมีคุณภาพ วช. หวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ จะนำไปสู่การขับเคลื่อนและขยายผลในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนเข้าสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต และนำไปสู่การพัฒนาทักษะในการใช้ชีวิตในโลกยุคใหม่ สามารถดูแลผู้สูงอายุ รวมทั้งผู้สูงอายุเอง ก็สามารถดูแลตัวเองได้ เพื่อเป็นกำลังในการขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

นายนิรัช โอบอ้อม ปลัดอำเภอละแม กล่าวว่า ในนามของ จ.ชุมพร ขอขอบคุณ วช. และ มหาวิทยาลัยแม่โจ้-ชุมพร ที่ได้จัดให้มีโครงการเปลี่ยนเกษียณเป็นพลังขึ้น จ.ชุมพรเป็นเมืองเกษตรกรรม และอุดมไปด้วยผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งโครงการดังกล่าวจะเป็นการสร้างแรงจูงใจของกลุ่มผู้สูงอายุในการพัฒนาทักษะด้านการเกษตร และส่งเสริมการประกอบอาชีพด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตรสมัยใหม่ สร้างกลไกในการเตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมสูงวัยของ จ.ชุมพร 

ผศ.ดร.ณัฐวุฒิ ดุษฎี รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยแม่โจ้-ชุมพร ได้รับการสนับสนุนทุนจาก วช. ผ่านการนำฐานความรู้ทางการเกษตรของ จ.ชุมพร และองค์ความรู้ที่มีอยู่ของมหาวิทยาลัยเข้ามาบูรณาการ เพื่อสร้างโอกาสและสร้างแรงจูงใจในการเข้าสู่สังคมการเรียนรู้ตลอดชีวิต พัฒนาทักษะงานในโลกดิจิทัล Training Up Skill ผ่านการเรียนรู้แบบ E-Learning ทำให้สามารถสร้างอาชีพ สร้างงาน สร้างรายได้ รวมทั้งการสร้างคุณค่าภูมิปัญญาแก่ผู้สูงอายุให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ต่อไป

และภายในงานได้จัดพิธีมอบโล่เชิดชูเกียรติให้แก่ผู้สูงอายุที่ทำความดีให้กับชุมชน กิจกรรมการประกวดผลผลิตและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรจากเกษตรกรในอำเภอต่าง ๆ ในจ.ชุมพร รวมทั้ง มีการแสดงของผู้สูงอายุจากโรงเรียนผู้สูงอายุตำบลเขาทะลุ อำเภอสวี จ.ชุมพร และไฮไลต์การจัดงานในครั้งนี้ คือการแสดงทอล์คโชว์วัยเกษียณ จาก น้าโย่ง เชิญยิ้ม ด้วย