สภาสถาบันพระปกเกล้า มีมติแต่งตั้ง เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าคนใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/700793

สภาสถาบันพระปกเกล้า มีมติแต่งตั้ง  เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าคนใหม่

สภาสถาบันพระปกเกล้า มีมติแต่งตั้ง เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าคนใหม่

วันอังคาร ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สภาสถาบันพระปกเกล้า มีมติแต่งตั้งให้ นายวิทวัส ชัยภาคภูมิ ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า คนที่ 4 ต่อจาก ศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2565 เป็นต้นไป

นายวิทวัส ชัยภาคภูมิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า มีความเชี่ยวชาญ ด้านการบริหารอย่างรอบด้าน มุ่งมั่นที่จะนำสถาบันพระปกเกล้าให้เป็นสถาบันวิชาการชั้นนำ ด้วยวิสัยทัศน์ “สานต่อนโยบาย และพัฒนายุทธศาสตร์สถาบันพระปกเกล้าให้เป็นสถาบันวิชาการชั้นนำ ด้านการพัฒนาประชาธิปไตย ธรรมาภิบาลและสันติวิธี เพื่อประโยชน์ส่วนรวม โดยเน้นการพัฒนาความเข้มแข็งภาคประชาสังคมและเยาวชนให้มีความเป็นพลเมือง เพื่อความยั่งยืนในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ธรรมศาสตร์ รับสมัครอาจารย์ด้านการตลาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/700788

วันอังคาร ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รับสมัครพนักงานมหาวิทยาลัย สายวิชาการ ตำแหน่งอาจารย์ ทางด้านการตลาด จำนวน 2 อัตรา ระดับปริญญาเอก หรืออยู่ระหว่างศึกษาระดับปริญญาเอกโดยผ่านการสอบประมวลวัดผล Ph.D.Candidate ทางด้านหรือสาขาที่เกี่ยวข้อง สมัครได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึง วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2566 ผู้ที่สนใจสามารถ Download ใบสมัคร ได้ที่ https://www.tbs.tu.ac.th/aboutus/job-opportunities สอบถามรายละเอียดได้ที่โทร.02-6965742 หรือ 063-9472614 ในวันและเวลาราชการ

‘ขนมชั้นแห่งอนาคต’ จากคณะวิทย์ จุฬาฯ ชนะเลิศ ‘Future Food For Sustainability 2022’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/700795

‘ขนมชั้นแห่งอนาคต’ จากคณะวิทย์ จุฬาฯ  ชนะเลิศ ‘Future Food For Sustainability 2022’

‘ขนมชั้นแห่งอนาคต’ จากคณะวิทย์ จุฬาฯ ชนะเลิศ ‘Future Food For Sustainability 2022’

วันอังคาร ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

โครงการ “FUTURE FOOD FOR SUSTAINABILITY” เปิดโอกาสให้ผู้สนใจในอาหารแห่งอนาคต ร่วมสร้างสรรค์เมนูอาหารภายใต้แนวคิด BCG ในคอนเซ็ปต์ “Plate to Planet” โดยครั้งนี้ มีผู้ร่วมสมัครแข่งขันทั้งหมด 2,018 ทีม และมีการประกาศผลการแข่งขันไปแล้วเมื่อกลางเดือนธันวาคม 2565 ซึ่งขนมชั้นแห่งอนาคต จากทีมเลอชั้น ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 พิชิตเงินรางวัล 1,000,000 บาท และเมนูนี้ยังได้รับเลือกเป็นหนึ่งในเมนูอาหารที่ใส่ในชะลอมสำหรับเสิร์ฟแก่ผู้นำและแขก ในงานเลี้ยงรับรองของการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก 2022 เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2565 ที่ผ่านมาอีกด้วย

ขนมชั้นแห่งอนาคต เป็นสูตรลดน้ำตาล เสริมใยอาหารและโพรไบโอติก ผลงานของทีมเลอชั้น ซึ่งประกอบด้วยนิสิตและศิษย์เก่าภาควิชาเทคโนโลยีทางอาหารคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แก่ นายนุติ หุตะสิงห นิสิตปริญญาเอก และบัณฑิตปริญญาตรี ปีการศึกษา 2564 อีก 2 คน คือนายศิริวัฒน์ จันทร์ธีรกูร และ น.ส.สุกฤตา สุขสำราญ โดยมี รศ.ดร.ขนิษฐา ธนานุวงศ์ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 จากการแข่งขัน Future Food For Sustainability 2022

ขนมชั้นแห่งอนาคตมีจุดเด่นที่ดีต่อกาย ได้แก่ ลดน้ำตาลลง 40% จากสูตรเดิม โดยไม่ต้องใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล เพราะใช้เทคนิคการปรับโครงสร้างขนมให้มีชั้นหวานสลับชั้นจืด และอาศัยความหวานตกค้าง (sweet aftertaste) จากชั้นหวาน ทำให้ลิ้นยังคงรับรสหวานได้ดังเดิม นอกจากนี้ ยังเสริมใยอาหารกลุ่มพรีไบโอติก (prebiotic) ในเนื้อขนม เสริมจุลินทรีย์โพรไบโอติกสายพันธุ์พิเศษในครัมเบิ้ลมะพร้าว และเสริมโปรตีนมะพร้าวในซอสมะพร้าวเข้มข้นอีกด้วย ดีต่อใจด้วยรูปลักษณ์ที่สวยงามสะดุดตา ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากดอกบัวในสระโบกขรณีจากวรรณคดีไทย นอกจากนี้ ยังมีกลิ่นรส รสชาติและเนื้อสัมผัสที่อร่อยและหลากหลายในจานเดียว เริ่มตั้งแต่เนื้อขนมชั้นที่นุ่มหนึบ หอมกลิ่นน้ำตาลสด เสริมด้วยซอสมะพร้าวเข้มข้นรสเค็ม-หวาน และครัมเบิ้ลมะพร้าวที่กรุบกรอบและหอมมันคล้ายมะพร้าวคั่วซึ่งเข้ากันได้อย่างลงตัว และยังคงเอกลักษณ์ของขนมไทยได้อย่างครบถ้วน และดีต่อโลก สีชมพูของดอกบัวได้มาจากสารสกัดของเปลือกผลแก้วมังกร ส่วนครัมเบิ้ลมะพร้าวถูกเตรียมจากผลพลอยได้จากการเคี่ยวหัวกะทิให้แตกมัน จึงเป็นการนำ food waste มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ยิ่งไปกว่านั้น เมนูนี้ใช้วัตถุดิบจากพืชทั้งหมด (plant-based raw materials) ซึ่งเป็นการลดการปลดปล่อยแก๊ส CO2 ได้มากกว่าการใช้ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ และใช้วัตถุดิบหลักซึ่งผลิตในประเทศไทยจึงช่วยสนับสนุนเกษตรกรไทยได้อย่างเต็มที่

ลาซาด้า มอบคอมพิวเตอร์ 10 เครื่อง โครงการสารสนเทศเพื่อเด็กป่วยในโรงพยาบาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/700790

ลาซาด้า มอบคอมพิวเตอร์ 10 เครื่อง  โครงการสารสนเทศเพื่อเด็กป่วยในโรงพยาบาล

ลาซาด้า มอบคอมพิวเตอร์ 10 เครื่อง โครงการสารสนเทศเพื่อเด็กป่วยในโรงพยาบาล

วันอังคาร ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ลาซาด้า ประเทศไทย มอบคอมพิวเตอร์แล็ปท็อป จำนวน 10 เครื่อง ให้แก่โครงการสารสนเทศเพื่อเด็กป่วยในโรงพยาบาล ภายใต้มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงข้อมูลและสื่อการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ของผู้ป่วยเด็กในสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี โดยมี ดร.ชฎามาศ ธุวะเศรษฐกุล (กลาง) กรรมการและรองเลขาธิการมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริฯ นายแพทย์อัครฐาน จิตนุยานนท์ (ที่ 2 จากขวา) ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กมหาราชินี และ พญ.อดิศร์สุดา เฟื่องฟู(ขวาสุด) หัวหน้าศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเด็กป่วยในโรงพยาบาล และหัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศเฉพาะทางพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก เป็นตัวแทนรับมอบจาก พันโทหญิงดร.ธมกร ศุภธนรังสี (ที่ 2 จากซ้าย) รองประธานฝ่ายรัฐสัมพันธ์ และนางสาวเรณุกา แฟงทอง (ซ้ายสุด) ผู้จัดการฝ่ายรัฐสัมพันธ์ ลาซาด้า ประเทศไทย เมื่อเร็วๆ นี้ ณ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี

โครงการเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเด็กป่วยในโรงพยาบาล มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้เด็กที่ป่วยเรื้อรังซึ่งขาดโอกาสทางการศึกษาในระหว่างการรักษา ได้เรียนรู้โดยใช้ไอทีเป็นสื่อกลาง และสร้างความเพลิดเพลินเพื่อให้เด็กลดความวิตกกังวลจากอาการเจ็บป่วย ปัจจุบันมีผู้ป่วยเด็กได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ราว 100,000 รายต่อปี และส่วนใหญ่ได้รับการศึกษาต่อเนื่องตามหลักสูตรที่กระทรวงศึกษาธิการรับรอง โดยคอมพิวเตอร์ที่ได้รับบริจาคจากลาซาด้า ประเทศไทย จะถูกนำไปใช้ประโยชน์เพื่อผู้ป่วยเด็กในสถาบันฯ ต่อไป

อพท.5 จัดงาน ‘วิถีวัฒนธรรมสู่ธรรมชาติ’ เวทีเจรจาธุรกิจระหว่างชุมชนท่องเที่ยวในเลย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/700789

อพท.5 จัดงาน ‘วิถีวัฒนธรรมสู่ธรรมชาติ’  เวทีเจรจาธุรกิจระหว่างชุมชนท่องเที่ยวในเลย

อพท.5 จัดงาน ‘วิถีวัฒนธรรมสู่ธรรมชาติ’ เวทีเจรจาธุรกิจระหว่างชุมชนท่องเที่ยวในเลย

วันอังคาร ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. โดยสำนักงานพื้นที่พิเศษ 5 (อพท.5) จัดงาน “วิถีวัฒนธรรมสู่ธรรมชาติ” เวทีเจรจาธุรกิจระหว่างชุมชนท่องเที่ยว ที่ อพท.5 เข้าไปพัฒนาในจังหวัดเลย ภายใต้กิจกรรมพัฒนาและยกระดับแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชนสู่การตลาดอย่างยั่งยืน (CBT Market Develop-ment) เมื่อวันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม 2565 ที่ผ่านมา โดยได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม ที่พัก ฯลฯ เข้าร่วมงานจำนวนมาก โดยมีชุมชนเข้าร่วมเจรจาธุรกิจในครั้งนี้ อาทิ ชุมชนไทดำ บ้านนาป่าหนาด กลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเกษตรริมโขง ประมงพื้นบ้านเชียงคาน วิสาหกิจชุมชนการท่องเที่ยวเชิงเกษตรนิเวศ อำเภอภูหลวง ชมรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ภูป่าเปาะ ชุมชนพองหนีบ อำเภอภูกระดึง และอื่นๆ

นายธรรมนูญ ภาคธูป ผู้จัดการสำนักงานพื้นที่พิเศษ 5 กล่าวถึง กิจกรรมการพัฒนาและยกระดับแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชนสู่การตลาดอย่างยั่งยืน หรือ (CBT Market Development) นี้ ว่า เป็นภารกิจสำคัญของ อพท.5 เพื่อยกระดับการเที่ยวชุมชน โดยการนำอัตลักษณ์ของชุมชนนั้นๆ มาเชื่อมโยงตลาดท่องเที่ยวคุณภาพ และเผยแพร่ภาพลักษณ์ที่ดีของการท่องเที่ยวชุมชนออกสู่ภายนอกเพื่อเกิดเป็นกระแสการท่องเที่ยวชุมชนในพื้นที่พิเศษและพื้นที่เชื่อมโยงให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น การท่องเที่ยวชุมชนถือเป็นการพัฒนาศักยภาพชุมชนให้เป็นผู้บริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวโดยตนเอง ในฐานะเจ้าของชุมชน โดยการนำเอาทุนวัฒนธรรม ภูมิปัญญาทรัพยากรธรรมชาติ และอัตลักษณ์ประจำท้องถิ่นนั้นๆ มาเป็นเสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวในจังหวัดเลย

สมศ. ประเมินฯ ปี’65 พบจุดต้องเร่งส่งเสริม ปี’66 เน้นออนไลน์ เพื่อลดภาระสถานศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/700794

สมศ. ประเมินฯ ปี’65 พบจุดต้องเร่งส่งเสริม  ปี’66 เน้นออนไลน์ เพื่อลดภาระสถานศึกษา

สมศ. ประเมินฯ ปี’65 พบจุดต้องเร่งส่งเสริม ปี’66 เน้นออนไลน์ เพื่อลดภาระสถานศึกษา

วันอังคาร ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ รักษาการประธานกรรมการสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา หรือ สมศ. กล่าวว่า การประเมินคุณภาพภายนอกภายใต้สถานการณ์โควิด-19 มีสถานศึกษาเข้ารับการประเมินฯในปีงบประมาณ 2565 จำนวน 19,558 แห่ง เกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้จากเดิม 18,000 แห่ง โดยแบ่งออกเป็นศูนย์พัฒนาเด็ก 7,009 แห่ง การศึกษาขั้นพื้นฐาน 11,341 แห่งการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีวัตถุประสงค์พิเศษ 317 แห่ง การศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีวัตถุประสงค์พิเศษโรงเรียนนานาชาติ 50 แห่ง การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย 415 แห่ง ด้านการอาชีวศึกษา 384 แห่ง และระดับอุดมศึกษา 42 แห่ง รวมสถานศึกษาทั่วประเทศที่ได้รับการประเมินในปีงบประมาณ 2564-2565 ทั้งสิ้น 40,835 แห่ง จากจำนวนทั้งหมด 60,335 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 67.68 และหลังจากที่ได้ประเมินฯ พบจุดที่ควรเร่งส่งเสริมและพัฒนาของสถานศึกษา ทั้ง 3 ประเภทคือ การสร้างโอกาสให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรง เรียนและเล่นอย่างมีความสุข, การสร้างนวัตกรรมของสถานศึกษา และการประเมินพัฒนาการก่อนและหลังการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และการส่งเสริมให้ผู้สอนพัฒนางานวิจัยและขยายผลไปสู่ชุมชน

ด้าน ดร.นันทา หงวนตัด รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษากล่าวว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 สมศ. ตั้งเป้าประเมินคุณภาพภายนอกสถานศึกษาจำนวน 13,212 แห่ง ซึ่งเป็นสถานศึกษาที่เหลืออยู่ทั้งหมดที่ยังไม่ได้รับการประเมินในช่วงที่ผ่านมา โดยยังคงใช้รูปแบบประเมิน 2 ระยะ คือการประเมินและวิเคราะห์รายงานผลการประเมินตนเองของสถานศึกษา(SAR) และการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหรือการตรวจสอบหลักฐานและข้อมูลของสถานศึกษา พร้อมทั้งยังคงเน้นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ และร่วมมือกับหน่วยงานต้นสังกัดจำนวน 27 หน่วยงาน อาทิ กระทรวงศึกษาธิการ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร ฯลฯ ในการพัฒนาและใช้งานระบบบริหารจัดการรายงานประเมินตนเองของสถานศึกษา (e-SAR) เพื่อเป็นการลดภาระให้กับสถานศึกษา

“การประเมินคุณภาพของ สมศ.ในช่วงนี้จะเป็นการประเมินเพื่อพัฒนาให้สถานศึกษาได้ทราบระดับคุณภาพสถานศึกษาของตนเองในปัจจุบัน โดยเทียบกับการประเมินในรอบที่ผ่านมา เพื่อที่จะสามารถพัฒนาต่อไปได้อย่างตรงจุด สอดคล้องกับบริบทของแต่ละสถานศึกษา สำหรับสถานศึกษาที่อยู่ในกระบวนการประเมินนั้น สมศ. ขอย้ำอีกครั้งว่าไม่ต้องกังวลว่าการประเมินคุณภาพภายนอกจะสร้างภาระเพิ่มเติมให้ เพราะการประเมินจะดำเนินการตามบริบทของสถานศึกษาที่สอดคล้องกับการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษาและหน่วยงานต้นสังกัด และในส่วนของสถานศึกษาที่ได้รับการประเมินคุณภาพภายนอกไปแล้วนั้น ขอให้นำข้อเสนอแนะที่ได้รับจาก สมศ. ในด้านต่าง ๆ ไปปรับใช้เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาและต่อยอดพัฒนาไปสู่ระดับสากล ต่อไป” ดร.นันทา กล่าวทิ้งท้าย

‘ตรีนุช’นำทีมผู้บริหาร ศธ. ลงพื้นที่ปัตตานีมอบเงินเยียวยา-ทุนการศึกษาทายาทครูชายแดนใต้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/700848

'ตรีนุช'นำทีมผู้บริหาร ศธ. ลงพื้นที่ปัตตานีมอบเงินเยียวยา-ทุนการศึกษาทายาทครูชายแดนใต้

‘ตรีนุช’นำทีมผู้บริหาร ศธ. ลงพื้นที่ปัตตานีมอบเงินเยียวยา-ทุนการศึกษาทายาทครูชายแดนใต้

วันจันทร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 21.59 น.

“ตรีนุช” นำทีมผู้บริหาร ศธ. ลงพื้นที่ปัตตานีมอบเงินเยียวยา-ทุนการศึกษาทายาทครูชายแดนใต้

วันนี้ (26 ธ.ค. 65) ที่โรงแรมเซาท์เทิร์นวิว จังหวัดปัตตานี นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมด้วย นายอรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และว่าที่ร้อยตรีธนุ วงศ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มอบเงินช่วยเหลือเยียวยาให้แก่ทายาทของครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้เสียชีวิตจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 33 ครอบครัว วงเงินกว่า 85 ล้านบาท และมอบทุนการศึกษารายปีต่อเนื่องแก่ผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบฯ จำนวน 3,132 ราย วงเงินกว่า 36 ล้านบาท 

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ตระหนักถึงผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนใต้ นับตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา ซึ่งส่งผลต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จึงมีการช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่เสียชีวิต โดยเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2556 มติคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบสนับสนุนสวัสดิการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้เสียชีวิตย้อนหลังไปถึงวันที่ 1 มกราคม 2547 จำนวน 162 ราย รายละไม่เกิน 4,000,000 บาท โดยหักลบจากเงินเยียวยาที่เคยได้รับไปแล้ว รวมถึงให้การสนับสนุนทุนการศึกษารายปีต่อเนื่องให้แก่ทายาทผู้ได้รับผลกระทบ ให้ได้รับโอกาสทางการศึกษาและสามารถดำรงตนในสังคมได้ ซึ่งจะเริ่มให้นับตั้งแต่เข้ารับการศึกษาไปจนจบการศึกษาระดับปริญญาตรีภายในประเทศและมีอายุไม่เกิน 25 ปีบริบูรณ์

“กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้มอบเงินช่วยเหลือเยียวยาฯ รอบที่ 1 แล้ว เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2564 จำนวน 14 ครอบครัว เป็นวงเงิน 34,440,000 บาท และในวันนี้ มอบเงินช่วยเหลือเยียวยาฯ รอบที่ 2 จำนวน 33 ครอบครัว เป็นวงเงิน 85,331,999.82 บาท พร้อมมอบทุนการศึกษารายปีต่อเนื่องฯ สำหรับปีการศึกษา 2565 จำนวน 3,132 คน เป็นวงเงิน 36,320,000 บาท ทั้งนี้ ในนามของ ศธ. ขอขอบคุณรัฐบาลที่มีความห่วงใยและเล็งเห็นความสำคัญของครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะบุคลากรด่านหน้า จึงช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานแก่ครูชายแดนใต้ต่อไป” น.ส.ตรีนุช กล่าว

จากนั้น รมว.ศธ. ได้ลงพื้นที่ที่ประสบอุทกภัย ที่โรงเรียนบ้านดอนรัก อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี พร้อมตรวจเยี่ยมหน่วยบริการศูนย์อาชีวะ ช่วยประชาชน (Fix it center) โดยผู้บริหาร ศธ.ได้มอบถุงยังชีพ ให้แก่ ครู นักเรียน และประชาชน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและให้กำลังแก่ผู้ประสบอุทกภัย

-001

สกสว.มหาวิทยาลัยพะเยา พร้อมขับเคลื่อนแผนงานสำคัญยกระดับ การพัฒนาชุมชนนวัตกรรม สู่ความเข้มแข็งที่ยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/700838

สกสว.มหาวิทยาลัยพะเยา พร้อมขับเคลื่อนแผนงานสำคัญยกระดับ การพัฒนาชุมชนนวัตกรรม สู่ความเข้มแข็งที่ยั่งยืน

สกสว.มหาวิทยาลัยพะเยา พร้อมขับเคลื่อนแผนงานสำคัญยกระดับ การพัฒนาชุมชนนวัตกรรม สู่ความเข้มแข็งที่ยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 21.37 น.

สกสว. มหาวิทยาลัยพะเยา พร้อมประสานความร่วมมือในการขับเคลื่อนแผนงานสำคัญ เพื่อยกระดับมหาวิทยาลัยในระดับชาติและนานาชาติ กับการพัฒนาชุมชนนวัตกรรม สู่ความเข้มแข็งที่ยั่งยืน

เมื่อเร็วๆ นี้  สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) นำโดย รองศาสตราจารย์.ดร.คมกฤต เล็กสกุล ผู้อำนวยการกลุ่มภารกิจการพัฒนา ววน. ด้านกําลังคนและสถาบันความรู้ สกสว. เยี่ยมชม และติดตามผลการดําเนินงานโครงการวิจัยที่ได้รับทุนจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) ของ มหาวิทยาลัยพะเยา โอกาสนี้ ศ.ดร.เสมอ ถาน้อย รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยพะเยา รองศาสตราจารย์ ดร.สุรศักดิ์ เสาแก้ว คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ หัวหน้าโครงการหน่วยวิจัย เพื่อความเป็นเลิศด้านการวิจัยผลลัพธ์และบูรณาการทางคลินิก 

รองศาสตราจารย์ ดร.ประสิทธิ์ ช่อลำเจียก คณะวิทยาศาสตร์ หัวหน้าโครงการหน่วยวิจัย เพื่อความเป็นเลิศด้านคณิตศาสตร์ รองศาสตราจารย์ ดร.ฉัตรมงคล สุวรรณภูมิ คณะเกษตรศาสตร์ หัวหน้าโครงการหน่วยวิจัย เพื่อความเป็นเลิศด้านความหลากหลายทางชีวภาพและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ให้การต้อนรับ และ นำเสนอภาพรวมการดำเนินงาน 
รองศาสตราจารย์.ดร.คมกฤต เล็กสกุล กล่าวว่า สกสว. มีพันธกิจในการจัดทำแผนและกรอบงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ของประเทศ รวมถึงบริหารระบบงบประมาณด้าน ววน. ผ่านการจัดสรรงบประมาณจากกองทุนส่งเสริม ววน. ให้กับหน่วยงานในระบบ ววน. ซึ่งแบ่งออกงบประมาณเป็น 2 ส่วน คือ 1. งบประมาณเพื่อสนับสนุนงานเชิงกลยุทธ์ (Strategic Fund-SF) โดยมีหน่วยบริหารจัดการทุนทั้ง 9 แห่ง ทำหน้าที่จัดสรรทุนวิจัย แก่นักวิจัยและหน่วยงานระดับปฏิบัติ เพื่อดำเนินการวิจัยที่ตอบยุทธศาสตร์และแผนด้าน ววน. ของประเทศ ที่ตนรับผิดชอบ และ 2. งบประมาณเพื่อสนับสนุนงานมูลฐาน (Fundamental Fund-FF) ซึ่งเป็นการจัดสรรงบประมาณตรงไปยังหน่วยงานที่มีภารกิจเฉพาะด้าน ววน. และดำเนินการตามพันธกิจของตน รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้าน ววน. ระดับชาติ และโครงการริเริ่มสำคัญของประเทศ

มหาวิทยาลัยพะเยา เป็นหน่วยงานหนึ่งที่ได้งบประมาณด้าน ววน. ของกองทุนส่งเสริม ววน. สนับสนุนงานมูลฐาน เพื่อสร้างความเข้มแข็งของงานวิจัยและการบริหารงานวิจัยขอสถาบันอุดมศึกษา ให้สามารถตอบสนองแนวนโยบายของชาติ และสามารถไปขยายผลต่อยอดตอบสนองงานเชิงกลยุทธ์ เช่น โครงการวิจัยเพื่อสนับสนุนการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ที่สามารถผลิตสินค้านวัตกรรม เพื่อจัดจำหน่ายได้ 12 ผลิตภัณฑ์ และ โครงการเพื่อความเป็นเลิศ (Unit of Excellence) กระทั่งสามารถผลิตผลงานตีพิมพ์เผยแพร่ผลการวิจัยให้กับมหาวิทยาลัย ในปี 2564 จำนวนทั้งสิ้น 370 ผลงาน ซึ่งเป็นสัดส่วน 89% จากผลงานการตีพิมพ์ในระดับนานาชาติ ทำให้มหาวิทยาลัยพะเยา ได้เข้ารับการประเมินในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยนานาชาติ (Ranking) ใน The Impact Ranking โดยปี 2022 อยู่ในอันดับ 10 ของประเทศ และ อันดับที่ 301-400 จาก1,406 สถาบันทั่วโลก ขณะที่ SCImago Institution Rankings 2022 จัดอันดับให้มหาวิทยาลัยพะเยาเป็นอันดับที่ 9 ของประเทศไทย และเป็นอันดับที่ 678 ของโลก

นอกจากการสนับสนุนงานมูลฐานแล้ว มหาวิทยาลัยพะเยา เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่ได้การสนับสนุนการดำเนินงานเชิงกลยุทธ์ และมีผลงานที่โดดเด่น เช่น โครงการ Phayao Learning City ที่สนับสนุนโดยหน่วยบริหารจัดการทุนเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่ (บพท.) ร่วมขับเคลื่อนจังหวัดพะเยาให้เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตบนฐานภูมิปัญญาท้องถิ่นร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้ UNESCO รับรองให้จังหวัดพะเยา เป็นสมาชิกเมืองแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตของโลก

ด้าน ศ.ดร.เสมอ ถาน้อย กล่าวว่า มหาวิทยาลัยพะเยา เป็นมหาวิทยาลัยสร้างปัญญา โดยมีพันธกิจ เพื่อสังคมและชุมชน ที่มีการประเมินตัวชี้วัด 4 ขอบเขตหลัก ได้แก่ 1) งานวิจัย 2) นโยบายและแนวทางปฏิบัติภายในมหาวิทยาลัย 3) การเชื่อมโยงกับสังคมไทยและสังคมโลก และ 4) การเรียนการสอนผ่านการดำเนินงาน 17 เป้าหมายหลักของการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals) เนื่องจากงานวิจัยเป็น 1 ในตัวชี้วัดที่สำคัญ มหาวิทยาลัยจึงได้ผลักดันงานตามเป้าหมายดังกล่าว ภายใต้กลยุทธ์ Supper KPI ในยุทธศาสตร์ที่ 2 การสร้างงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ 4 KPI ของการดำเนินงานในปี 65 คือ 1 จำนวนผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่นำไปใช้ประโยชน์จริงในชุมชน 20 ผลงาน 2 จำนวนผลิตภัณฑ์ อันเกิดจากผลงานวิจัยที่นำไปใช้ขยายผลหรือต่อยอดการใช้ประโยชน์สู่พาณิชย์ จำนวน 3 ผลิตภัณฑ์ 3.จำนวนผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารที่อยู่ในฐานข้อมูลที่ได้รับการยอมรับในระดับชาติและนานาชาติ จำนวน 100 ผลงานและ 200 ผลงาน ตามลำดับ และ 4.ผลการจัดอันดับมหาวิทยาโลก 

รวมถึงการดำเนินงานภายใต้ยุทธศาสตร์ที่ 3 การบริการวิชาการด้วยองค์ความรู้และนวัตกรรม เพื่อความเข้มแข็งของชุมชน ที่ตระหนักถึงการสร้างศูนย์เรียนรู้ใหม่ หรือ แหล่งเรียนรู้ใหม่ ที่เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ที่สำคัญของสังคมและชุมชน ของทุกช่วงวัย จำนวน 10 พื้นที่ และ จำนวนชุมชนที่ได้รับการส่งเสริมพัฒนา 1 คณะ 1 ชุมชนนวัตกรรม จำนวน 10 ชุมชน อย่างไรก็ดี KPI หรือตัวชี้วัดดังกล่าว เปรียบได้กับภาพสะท้อน  ให้เห็นถึงความสำคัญต่อการปรับเปลี่ยนบทบาทของมหาวิทยาลัยในพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศไทย ที่จะต้องก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกลไกความร่วมมือในระดับพื้นที่ ทำงานร่วมกับหน่วยงานภาคีในท้องถิ่น และนำเอาองค์ความรู้ งานวิจัยและนวัตกรรมพร้อมใช้ของมหาวิทยาลัยที่มีอยู่ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจหรือแก้ไขปัญหาของพื้นที่ในบริบทต่าง ๆ ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่อไป

‘บิ๊กป้อม’นำสมาชิกพปชร.ร่วมถวายพระพรชัยมงคลแด่’พระองค์ภา’ 27 ธ.ค.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/700745

'บิ๊กป้อม'นำสมาชิกพปชร.ร่วมถวายพระพรชัยมงคลแด่'พระองค์ภา' 27 ธ.ค.นี้

‘บิ๊กป้อม’นำสมาชิกพปชร.ร่วมถวายพระพรชัยมงคลแด่’พระองค์ภา’ 27 ธ.ค.นี้

วันจันทร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 16.45 น.

“ประวิตร”นำสมาชิกพปชร.ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์และเจริญจิตภาวนา เพื่อถวายพระพรชัยมงคลแด่”เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ” ให้ทรงหายจากพระอาการประชวร 27 ธ.ค.นี้ที่ทำการพรรคฯรัชดา

เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้แจ้งพร้อมเชิญชวนสมาชิกพรรคร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์และเจริญจิตภาวนา เพื่อถวายพระพรชัยมงคลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและมีพระพลานามัยแข็งแรง โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารพรรค และ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ร่วมด้วย ในวันอังคารที่ 27 ธันวาคม 2565 เวลา 15.00 – 16.00 น. ณ ที่ทำการพรรคพลังประชารัฐ อาคารรัชดา วัน 547 ถ.รัชดาภิเษก แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

‘สกสว.’ประสานพลัง’ม.แม่ฟ้าหลวง’ ขับเคลื่อนแผนงานสำคัญด้าน ววน.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/700742

'สกสว.'ประสานพลัง'ม.แม่ฟ้าหลวง' ขับเคลื่อนแผนงานสำคัญด้าน ววน.

‘สกสว.’ประสานพลัง’ม.แม่ฟ้าหลวง’ ขับเคลื่อนแผนงานสำคัญด้าน ววน.

วันจันทร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 16.42 น.

สกสว.Site Visit แม่ฟ้าหลวง ประสานพลังขับเคลื่อนแผนงานสำคัญด้าน ววน. พร้อมหารือกลไกการดำเนินงาน ร่วมกันของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง สร้างศูนย์กลางกําลังคนระดับสูงและ ศูนย์กลางการเรียนรู้ของประเทศ

เมื่อเร็วๆนี้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) นำโดย รองศาสตราจารย์.ดร.คมกฤต เล็กสกุล ผู้อำนวยการกลุ่มภารกิจการพัฒนา ววน. ด้านกําลังคนและสถาบันความรู้ สกสว. เยี่ยมชม และติดตามผลการดําเนินงานโครงการวิจัยที่ได้รับทุนจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) ของ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

โอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร. สุจิตรา วงศ์เกษมจิตต์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภาณุพงษ์ ใจวุฒิ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและนวัตกรรม ให้การต้อนรับ และ นำเสนอภาพรวมการดำเนินงาน ก่อนเยี่ยมชมโครงการวิจัยเด่น ที่ 3 โครงการ คือ 1.โครงการการพัฒนาเทคโนโลยีการปลูกขมิ้นชันปลอดโรคและสารสำคัญสูงด้วยระบบ substrate culture โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ระวิวรรณ์ เจริญทรัพย์ หัวหน้าศูนย์นวัตกรรมสมุนไพรครบวงจร  2.โครงการการพัฒนาขีดความสามารถของเกษตรกรและผู้ประกอบการกาแฟอาราบิก้าในชุมชนจังหวัดเชียงรายตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดย ดร.ชลิดา ธนินกุลภรณ์ หัวหน้าส่วนจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม 3.โครงการการพัฒนาสารสกัดมูลค่าสูงจากชาพันธุ์พื้นเมืองของไทยโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล  หัวหน้าสถาบันชาและกาแฟ 

รองศาสตราจารย์.ดร.คมกฤต เล็กสกุล กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) มีพันธกิจในการจัดทำนโยบาย แผนยุทธศาสตร์ และกรอบงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ของประเทศ รวมถึงบริหารระบบงบประมาณด้าน ววน. ผ่านการจัดสรรงบประมาณจากกองทุนส่งเสริม ววน. ให้กับหน่วยงานในระบบ ววน. ซึ่งแบ่งออกงบประมาณเป็น 2 ส่วน ได้แก่ งบประมาณเพื่อสนับสนุนงานเชิงกลยุทธ์ (Strategic Fund-SF) และ งบประมาณเพื่อสนับสนุนงานมูลฐาน (Fundamental Fund-FF) โดยจัดสรรในรูปแบบงบประมาณแบบวงเงินรวม (Block Grant) ที่มีการระบุผลผลิต ผลลัพธ์ที่จะส่งมอบอย่างชัดเจน อีกทั้งมีการติดตามประเมินผลการดำเนินงานและการใช้จ่ายงบประมาณอย่างต่อเนื่อง โดยมีคำรับรองการปฏิบัติตามเงื่อนไขของการอนุมัติงบประมาณ ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นเครื่องมือที่ในการกำกับติดตามประเมินผลการจัดสรรงบประมาณ

นอกจากการจัดทำแผนด้าน ววน. และ การจัดสรรงบประมาณด้านการวิจัยแล้ว สกสว. ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการขับเคลื่อนการทำงานร่วมกันของหน่วยบริหารจัดการทุน และ หน่วยงานรับงบประมาณ ในทุกมิติ โดยเฉพาะการพัฒนากำลังคนระดับสูง และ ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขา จึงได้สนับสนุนให้มีการดำเนินงาน ภายใต้โครงการธัชชาธัชวิทย์ และ Hub of Talent and of Knowledge โดย สกสว.จะช่วยสนับสนุนการบูรณาการทำงานร่วมกัน กับการสร้างศูนย์กลางกําลังคนระดับสูง (Hub of Talent) ของประเทศ ที่มุ่งเน้นจุดเด่น ที่เป็นข้อได้เปรียบเชิงทรัพยากร(Resource) รวมถึงข้อได้เปรียบอื่นๆ ที่เป็นจุดเด่นของประเทศไทยมาใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยประกอบด้วยนักวิจัย และ ผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆนอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการมองเชิงกลไกที่ดึงดูดให้มีนักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญหรือ นักศึกษาที่เก่ง/มีทักษะสูงจากทั่วโลกให้มาศึกษาที่ประเทศไทย

เช่นเดียวกับการสร้างศูนย์กลางการเรียนรู้ (Hub of Knowledge) เพื่อระดมและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการของศาสตร์หลากหลายแขนงผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมมูลค่าสูงที่ได้จากนักวิชาการและ นักวิจัยของสถาบันอุดมศึกษาและสถาบันวิจัยทั้งใน และต่างประเทศเพื่อนําไปใช้ประโยชน์ในการเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหารวมทั้งขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมของประเทศ ต่อไป

ศาสตราจารย์ ดร. สุจิตรา วงศ์เกษมจิตต์ กล่าวว่า พื้นที่ภาคเหนือและ จังหวัดเชียงราย เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ทางทรัพยากรธรรมชาติ และ ความหลากหลายของสมุนไพรไทย ดังนั้น มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาสมุนไพรไทย ใน 4 มิติ ภายใต้ชื่อย่อว่าFMFC เรียงความหมายตามลำดับ คือ F แรก ย่อมาจาก Farmerหมายถึง การสร้างเกษตรนวัตกรทางด้านสมุนไพร ที่ทางศูนย์สมุนไพรจะเข้าไปช่วยถ่ายทอดเทคโนโลยีการปลูกและการจัดการสมุนไพรแบบอินทรีย์ และ M ย่อมาจากMedicine หมายถึง การพัฒนาสมุนไพร ให้เป็นยาเพื่อนำไปใช้ทางการแพทย์ และ F ตัวที่ 2 ย่อมาจาก Food ซึ่งหมายถึงการนำสมุนไพรไปใช้กับการปรุงอาหาร เช่น ต้มยำ เมนูที่ทั่วโลกต่างชื่นชมว่ารับประทานแล้วรู้สึกผ่อนคลาย และสุดท้าย คือ C ที่ย่อมาจาก Cosmetic หมายถึง การพัฒนาสมุนไพร ให้เป็นเครื่องสำอางต่างๆ

ควบคู่กับการคิดค้นเทคทรานส์เฟอร์ หรือ การคิดค้นนวัตกรรมและการถ่ายทอดเทคโนโลยี รายสาขา ที่นอกจากจะสร้างประโยชน์และสร้างรายได้ให้กับมหาวิทยาลัยยังเปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษา และอาจารย์มีความเชี่ยวชาญในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อทำให้สังคมนั้น ๆ ดีขึ้น อีกทั้งยังสอดคล้องกับพันธกิจในการก่อตั้งศูนย์นวัตกรรมสมุนไพรครบวงจร เพื่อใช้ในการพัฒนานวัตกรรมที่ได้มาตรฐานและให้การรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์สมุนไพรให้เป็นไปตามมาตรฐานในระดับสากล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและเป็นผู้นำการส่งออกวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีคุณภาพ นำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ตลอดจนเป็นแหล่งเรียนรู้ ส่งเสริม สนับสนุนการใช้และการสร้างอาชีพจากสมุนไพรต่อไป