มูลนิธิโรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ ประเทศไทย มอบห้องสันทนาการเด็กให้โรงพยาบาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/701133

มูลนิธิโรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ ประเทศไทย  มอบห้องสันทนาการเด็กให้โรงพยาบาล

มูลนิธิโรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ ประเทศไทย มอบห้องสันทนาการเด็กให้โรงพยาบาล

วันพฤหัสบดี ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

มูลนิธิโรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ ประเทศไทย ส่งมอบห้องสันทนาการเด็กแก่โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา โดย นายวิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการ เป็นประธานส่งมอบห้องสันทนาการเด็ก และนายแพทย์สมยศ โล่ห์จินดาพงศ์ รองผู้อำนวยการ โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา เป็นประธานรับมอบ ในการนี้นางสาวกิตติวรรณ อนุเวชสกุล รองประธานกรรมการมูลนิธิโรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ พร้อมด้วย แพทย์หญิงวรากร ประเสริฐสิน หัวหน้าฝ่ายกุมารเวชกรรม ร่วมทำพิธีเปิดห้องสันทนาการดังกล่าว โดยมีคณะแพทย์ พยาบาลฝ่ายกุมารเวชกรรม ของโรงพยาบาลคณะผู้บริหาร จิตอาสาจาก บริษัท แมคไทย จำกัด และบริษัทเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ปจํากัด (มหาชน) ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ชั้น 5 อาคารศรีสวรินทิรานุสรณ์ 150 ปีโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา ณ ชั้น 5

นางสาวกิตติวรรณ อนุเวชสกุล รองประธานกรรมการ มูลนิธิ โรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ ประเทศไทย และประธานกรรมการบริหารบริษัท แมคไทย จำกัด กล่าวว่า “ห้องสันทนาการเด็กโรนัลด์ แมคโดนัลด์ (Ronald McDonald Playroom) เป็นหนึ่งในภารกิจของมูลนิธิโรนัลด์แมคโดนัลด์ เฮาส์ ประเทศไทยมุ่งหวังเป็นสถานที่สำหรับให้เด็กที่เจ็บป่วยได้ใช้ผ่อนคลายหรือทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัวระหว่างเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาล หรือรอพบแพทย์ ห้องสันทนาการแห่งนี้ เป็นห้องลำดับที่ 39 ของโครงการมีพื้นที่ 24 ตารางเมตร สำหรับทำกิจกรรมสันทนาการ เพื่อให้ผู้ป่วยเด็กคลายความกังวลระหว่างรอพบแพทย์ อีกทั้งยังใช้เป็นห้องสำหรับฝึกพัฒนาการให้แก่เด็กและเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยกระตุ้นพัฒนาการให้สมวัย

นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังมี โครงการบ้านพักพิง เพื่อผู้ป่วยเด็กและครอบครัว ที่ให้บริการที่พักชั่วคราวแก่ครอบครัวผู้ป่วยเด็กที่เจ็บป่วยขั้นวิกฤต โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย 4 แห่ง ได้แก่ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (โรงพยาบาลเด็ก) โรงพยาบาลนพรัตนราชธานีโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และโรงพยาบาลศิริราช ให้บริการแก่ผู้เข้าพักไปแล้วมากกว่า 26,000 คน และหน่วยรถทันตกรรมเคลื่อนที่ ภายใต้โครงการ “สุขภาพดีใต้ร่มพระบารมี” โดยมูลนิธิฯ ร่วมกับมูลนิธิสงเคราะห์เด็กของสภากาชาดไทย และพันธมิตรหลายหน่วยงาน ให้บริการด้านทันตกรรมฟรีแก่เด็กที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศอีกด้วย

มทร.ธัญบุรี ให้ทุนการศึกษา 30 ล้านบาท พร้อมมาตรการแบ่งเบาภาระผู้ปกครอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/701134

มทร.ธัญบุรี ให้ทุนการศึกษา 30 ล้านบาท พร้อมมาตรการแบ่งเบาภาระผู้ปกครอง

มทร.ธัญบุรี ให้ทุนการศึกษา 30 ล้านบาท พร้อมมาตรการแบ่งเบาภาระผู้ปกครอง

วันพฤหัสบดี ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา ประกอบกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันทำให้หลายครอบครัวประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน เพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้ปกครอง มทร.ธัญบุรี จึงมีการจัดสรรทุนการศึกษาให้กับนักศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยในปีการศึกษา 2565 มทร.ธัญบุรี มีนโยบายจัดสรรทุนการศึกษาทุกประเภท รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท โดยในภาคการศึกษา 1/2565 เฉพาะกองทุนพัฒนานักศึกษา ได้มอบทุนสำหรับนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ จำนวน 266 ทุน โดยคณะที่มีนักศึกษาขอทุนการศึกษามากที่สุด 5 อันดับแรก ประกอบด้วย คณะวิศวกรรมศาสตร์ 141 ทุน คณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน 57 ทุน ครุศาสตร์อุตสาหกรรม 31 ทุนคณะศิลปกรรมศาสตร์ 25 ทุน และคณะพยาบาล 12 ทุน นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังได้จัดสรรทุนการศึกษาให้กับคณะ เพื่อไปจัดสรรทุนการศึกษาให้กับนักศึกษาในแต่ละคณะเอง รวมเป็นเงิน 5,838,000 บาท ทั้งนี้ 3 คณะที่ได้รับการจัดสรรมากที่สุด ได้แก่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ วงเงิน 1,315,500 บาท คณะบริหารธุรกิจ วงเงิน 1,349,000 บาท และคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน วงเงิน 511,500 บาท

รศ.ดร.สมหมาย กล่าวต่อไปว่า ในส่วนกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ปีการศึกษา 2564 มีนักศึกษากู้ยืม 6,266 คน จำนวน 150,349,543 บาท ส่วนภาคการศึกษา 1/2565 จำนวน 6,107 คน วงเงิน 97,079,900 บาท ทั้งนี้ มทร.ธัญบุรี ยังได้มีการผ่อนผันให้กับนักศึกษาที่กู้ยืมจาก กยศ. ไม่ต้องชำระค่าเล่าเรียนก่อน สามารถรอกระบวนการกู้ยืมจาก กยศ.แล้วเสร็จจึงนำมาชำระค่าเทอมได้ ในส่วนของนักศึกษาอื่นๆ มหาวิทยาลัยได้เปิดโอกาสให้แบ่งชำระค่าเทอมออกเป็น 3 งวดรวมถึงยกเลิกการเก็บค่าธรรมเนียมต่างๆ

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือนักศึกษาที่ต้องการหารายได้เสริม แบ่งเบาภาระผู้ปกครอง มทร.ธัญบุรีได้มีการสนับสนุนเงินงบประมาณจัดสรรเงินให้โครงการสนับสนุนการหารายได้พิเศษระหว่างเรียน จำนวน 3 ล้านบาท โดยให้นักศึกษาปฏิบัติงานในหน่วยงานของมหาวิทยาลัย เป็นการปลูกฝังให้นักศึกษารู้จักการพึ่งพาตนเอง ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ รวมถึงขณะนี้มหาวิทยาลัยมีแนวโน้มได้รับทุนวิจัยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อาจารย์จึงมีการจ้างงานนักศึกษาให้เป็นผู้ช่วยนักวิจัย ซึ่งส่วนนี้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของนักศึกษาได้อีกทางหนึ่ง อีกทั้งยังมีการประสานยังหน่วยงานต่างๆ รอบมหาวิทยาลัยส่งนักศึกษาไปทำงานพิเศษอีกด้วย

ทีมเพื่อนพึ่ง(ภา)อาสาปฏิบัติการภัยพิบัติ คณะบุคคล-ปชช.พร้อมใจถวายพระพร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/701161

ทีมเพื่อนพึ่ง(ภา)อาสาปฏิบัติการภัยพิบัติ คณะบุคคล-ปชช.พร้อมใจถวายพระพร

ทีมเพื่อนพึ่ง(ภา)อาสาปฏิบัติการภัยพิบัติ คณะบุคคล-ปชช.พร้อมใจถวายพระพร

วันพุธ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 16.32 น.

เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2565 สำนักพระราชวัง เปิดให้ลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ที่บริเวณโถงชั้น 1 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ตั้งแต่ เวลา 08.00 – 16.00 น.ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ โดยวันนี้ได้มีบุคคลสำคัญ คณะบุคคลและผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐภาคเอกชน มูลนิธิ ผู้บริหารสถานศึกษา ครู นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด นำแจกันดอกไม้พวงมาลัยและสิ่งของต่างๆ มาทูลเกล้าถวาย พร้อมลงนามถวายพระพรขอให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา มีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงทรงหายจากพระอาการประชวรในเร็ววัน

สำหรับบรรยาการการลงนามถวายพระพร ตลอดวันนี้ได้มีบุคคลสำคัญ คณะบุคคลและผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐภาคเอกชน มูลนิธิ ผู้บริหารสถานศึกษา ครู นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด นำแจกันดอกไม้พวงมาลัยและสิ่งของต่าง ๆมาทูลเกล้าถวาย พร้อมลงนามถวายพระพรขอให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา มีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงทรงหายจากพระอาการประชวรในเร็ววัน อาทิ มูลนิธิเต๋าธรรมะสยาม, คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ โรงพยาบาลมหาวชิราลงกรณธัญบุรี กรมการแพทย์, โรงเรียนมัธยมวัดบึงทองหลาง เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ, สมาคมผู้ปกครองและครู โรงเรียนนวมินทราชูทิศ กรุงเทพมหานคร, คณะสงฆ์วัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี,

ทีมเพื่อนพึ่ง(ภา)อาสาปฏิบัติการภัยพิบัติ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภา)ยามยาก สภากาชาดไทย, คณะอาสาสมัครกาชาด สภากาชาดไทย, โรงเรียนสันติราษฎร์วิทยาลัย, สถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คณะกรรมการพัฒนาชุมชน กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย, โรงเรียนภัทรญาณวิทยา จ.นครปฐม, คณะพยาบาลและอาสาสมัครสาธารณสุข ศูนย์บริการสาธารณสุข 14 แก้วสีบุญเรือง, สมาคมคุรุสัมพันธ์อิสลามแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, บริษัทสยามดนตรียามาฮา จำกัด (สำนักงานใหญ่), สมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, ทีมเพื่อนพึ่ง(ภา)อาสาปฏิบัติการภัยพิบัติ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภา)ยามยาก สภากาชาดไทย, มูลนิธิวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ประเทศอินเดีย, บ้านนายเลิศ, กลุ่มคนปราจีนปกป้องสถาบัน จ.ปราจีนบุรี, ชุมชนท่านน้ำสามเสน, Bank of China สาขาสาธร, สมาคมนักเรียนเก่าอังกฤษ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นต้น

ด้าน นายศุภมงคล รัตนวิจิตร ผู้จัดการปฏิบัติการ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)ยามยาก สภากาชาดไทย กล่าวว่า ตนและทีมเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)อาสาปฏิบัติการภัยพิบัติ จะเป็นส่วนล่วงหน้า เพื่อลงพื้นที่ไปช่วยเหลือในการอพยพขนย้ายผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ  ก่อนที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา จะเสด็จลงไปช่วยเหลือชาวบ้าน พระองค์ท่านจะไม่เสด็จไปในช่วงน้ำท่วมเพราะท่านเกรงว่าประชาชนที่ลำบากอยู่แล้วต้องมารอเฝ้า รับเสด็จ พระองค์จึงเสด็จไปในช่วงฟื้นฟูโดยไปมอบถุงยังชีพพระราชทานเพื่อให้กำลังใจชาวบ้านที่ประสบอุทกภัย เช่น จ.นครศรีธรรมราช  และจังหวัดต่างๆ

“ในนามตัวแทนของทีมเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)อาสาปฏิบัติการภัยพิบัติ อยากให้พระองค์ภาฯ ทรงหายจากพระอาการประชวรในเร็ววัน มีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง เพื่อเป็นมิ่งขวัญให้กับพวกเราและพสกนิกรชาวไทยทุกคนที่รักและคิดถึงพระองค์ เพราะจากที่ทีมงานลงพื้นที่นำถุงยังชีพพระราชทานไปมอบให้ชาวบ้านพอรู้ว่าถุงยังชีพพระราชทานจากพระองค์โสมฯ พระองค์ภาฯ ชาวบ้านถึงกับน้ำตาไหล เพราะประชาชนรักพระองค์ท่าน” นายศุภมงคล กล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ

โอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จิตอาสาพระราชทาน นำอาหารพระราชทานมื้อกลางวัน ซึ่งในวันนี้เป็นเมนูไก่อบไข่ดาว , หมูอบไข่ดาว พร้อมน้ำดื่ม และอาหารว่างมื้อบ่าย มามอบให้กับประชาชนที่มาลงนามถวายพระพร และมารับบริการภายในโรงพยาบาลจุฬาฯ ซึ่งเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 22 ธ.ค.เป็นต้นไป ที่ชั้น 1 หน้าอาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

– 006

‘สปสช.’เพิ่มบริการแพทย์ทางไกล42กลุ่มโรค เตือนอย่าหลงเชื่อร่วมกลุ่มโอเพ่นแชท‘@nhso’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/700962

‘สปสช.’เพิ่มบริการแพทย์ทางไกล42กลุ่มโรค เตือนอย่าหลงเชื่อร่วมกลุ่มโอเพ่นแชท‘@nhso’

‘สปสช.’เพิ่มบริการแพทย์ทางไกล42กลุ่มโรค เตือนอย่าหลงเชื่อร่วมกลุ่มโอเพ่นแชท‘@nhso’

วันพุธ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) โดยรองเลขาธิการและโฆษก ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ ฝากเตือนประชาชน ระบุว่า ตามที่มีผู้ดำเนินการจัดตั้งกลุ่มไลน์โอเพ่นแชท (Open Chat) ในชื่อ@nhso ที่เป็นชื่อไลน์ไอดีเดียวกับไลน์ออฟฟิเชียล แอคเคาท์ (Line officialaccount) ของ สปสช. ที่ถือเป็นการแอบอ้างและทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นไลน์ที่ถูกจัดตั้งโดย สปสช. ส่งผลให้ขณะนี้มีประชาชนจำนวนมากหลายร้อยคนได้เข้าร่วมกลุ่มไลน์โอเพ่นแชทดังกล่าว

ทั้งนี้ ด้วย สปสช. มีความเป็นห่วงประชาชนที่อาจถูกหลอกลวงโดยมิจฉาชีพผู้ไม่หวังดีได้ เนื่องจาก สปสช.ไม่ได้มีการจัดตั้งโอเพ่นแชทในชื่อ @nhso ดังกล่าว และไม่มีเจ้าหนาที่ สปสช. คอยให้บริการในไลน์โอเพ่นแชทนี้ จึงขอเตือนให้ประชาชนระมัดระวังอย่าหลงเข้ากลุ่มไลน์นี้โดยเด็ดขาดในกรณีท่านใดหากเข้าร่วมกลุ่มแล้ว ขออย่าหลงเชื่อส่งข้อมูลส่วนตัวใดๆ ไม่ว่าจะเป็นชื่อบัตรประจำตัวประชาชน และเบอร์ติดต่อ เป็นต้น และขอแนะนำให้ท่านออกจากกลุ่มโดยทันที

“ขอแจ้งให้ประชาชนทราบว่า สปสช.ไม่เคยมีการจัดตั้งกลุ่มไลน์โอเพ่นแชท@nhso ไลน์ สปสช. คือไลน์ออฟฟิเชียล แอคเคาท์ ในชื่อ สปสช. ไลน์ไอดีคือ @nhso สำหรับใช้ในการแอดไลน์หรือเพิ่มเพื่อนไม่ใช่ชื่อกลุ่มไลน์โอเพ่นแชท ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าเข้าร่วมกลุ่ม และอย่าหลงเชื่อการแจ้งข้อมูลหรือขอข้อมูลจากท่านใดๆ เพราะอาจถูกหลอกลวงได้” โฆษก สปสช. กล่าว

ทพ.อรรถพร กล่าวต่อว่า สปสช.ขอเชิญชวนประชาชนมาเป็นเพื่อนทางไลน์ออฟฟิเชียล แอคเคาท์ (Line officialaccount) ของ สปสช.หรือแอดไลน์ สปสช. โดยวิธีการขอให้ดำเนินการดังนี้ 1.ทำการแอดไลน์โดยไปที่เพิ่มเพื่อน 2.ค้นหาโดยพิมพ์คำว่า @nhso ซึ่งเป็นไลน์ไอดีของ สปสช. หลังจากนั้นจะปรากฏชื่อไลน์ “สปสช.” และ 3.กดเป็นเพื่อนกับ สปสช. ท่านจะสามารถใช้บริการในเมนูต่างๆ กับไลน์ สปสช.ได้ ไม่ว่าจะเป็นสอบถามเรื่องการใช้สิทธิหรือประสานขอความช่วยเหลือต่างๆ กับเจ้าหน้าที่ ก็สามารถพิมพ์คำถามสอบถามได้เลย

หรือใช้บริการตามเมนูต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เมนูการตรวจสอบสิทธิการรักษาพยาบาลด้วยตนเอง การเปลี่ยนหน่วยบริการหรือสถานพยาบาลประจำด้วยตนเอง นอกจากนั้นยังมี เมนูขอรหัสรับบริการ เป็นฟังก์ชั่นที่ใช้ยืนยันตัวตนก่อนรับบริการ เพื่อยืนยันว่าเป็นผู้ใช้สิทธิ์ตัวจริง ไม่ใช่คนอื่นแอบอ้างมาสวมสิทธิ์ รวมทั้งมีประวัติการเข้ารับบริการทำให้ทราบว่าเคยไปตรวจคัดกรองหรือรับการรักษาที่ไหนบ้าง และยังมีเมนูเช็คสิทธิ์ตรวจสุขภาพฟรี โดยเมื่อกรอกข้อมูลต่างๆ แล้ว ท่านจะทราบว่าได้รับบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคประเภทใดบ้าง

ขณะที่ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. เปิดเผยว่า ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าในปัจจุบัน โดยเฉพาะระบบการสื่อสารที่รวดเร็ว ฉับไว และมีประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดประโยชน์ในวงกว้างรวมถึงต่อระบบสุขภาพ ส่งผลให้เกิด “บริการสาธารณสุขระบบทางไกล” หรือ “บริการการแพทย์ทางไกล” (Telemedicine) ที่เข้ามาช่วยเติมเต็มช่องว่าง เพิ่มการเข้าถึงบริการ ลดความแออัดหน่วยบริการ ลดเวลารอคอย และอำนวยความสะดวกในการรับบริการสอดคล้องกับวิถีชีวิตใหม่ (New Normal)

ที่ผ่านมา สปสช.ได้เล็งเห็นประโยชน์ต่อผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ บัตรทอง 30 บาท ในปีงบประมาณ 2563 บอร์ด สปสช.จึงได้เห็นชอบบรรจุ “บริการแพทย์ทางไกล” เป็นสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง 30 บาท โดยในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ในปีที่ผ่านมาสปสช.ยังได้จับมือกับผู้ให้บริการแอปพลิเคชั่นด้านสุขภาพดิจิทัล ดูแลผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มสีเขียวที่ไม่มีอาการหรือมีอาการเล็กน้อย เพื่อช่วยลดความแออัดผู้ป่วยรับบริการที่โรงพยาบาล

ซึ่งจากประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการดูแลผู้ป่วยผ่านระบบการแพทย์ทางไกลที่ผ่านมา สปสช. จึงได้ขยายการให้ “บริการการแพทย์ทางไกลในลักษณะผู้ป่วยนอกทั่วไป” (OP Telemedicine) ครอบคลุมรักษา 42 กลุ่มโรคและอาการ โดยร่วมมือกับผู้ให้บริการแอปพลิเคชั่นด้านสุขภาพดิจิทัล จำนวน 4 แห่ง ได้แก่1.แอปพลิเคชั่น Good Doctor Technology(กู๊ด ด็อกเตอร์) โดยจีดีทีคลินิกเวชกรรม 2.แอปพลิเคชั่น Clicknic (คลิกนิก) โดยคลิกนิกเฮลท์คลินิกเวชกรรม 3.แอปพลิเคชั่นMordee (หมอดี) โดยชีวีบริรักษ์ คลินิกเวชกรรม

และ 4.แอปพลิเคชั่น Saluber MD (ซาลูเบอร์ เอ็ม ดี) โดยสุขสบายคลินิกเวชกรรม เพื่อเป็นการดูแลประชาชนผู้มีสิทธิ์บัตรทอง 30 บาท เบื้องต้นกำหนดนำร่องบริการให้ผู้ป่วยที่เจ็บป่วยเป็นโรคทั่วไปเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 26 ธ.ค. 2565 ใน 2 แอปพลิเคชั่นก่อนคือ 1.แอปพลิเคชั่น Good Doctor Technology (กู๊ด ด็อกเตอร์) โดยจีดีทีคลินิกเวชกรรม สอบถามเพิ่มเติม ไลน์ไอดี@gdtt และ 2.แอปพลิเคชั่น Clicknic (คลิกนิก) โดยคลิกนิกเฮลท์คลินิกเวชกรรม สอบถามเพิ่มเติม ไลน์ไอดี @clicknic

“ประชาชนสิทธิบัตรทองที่พักอาศัยอยู่ในพื้นที่ กทม. หากมีอาการเจ็บป่วยตาม 42 กลุ่มโรคและอาการ ท่านสามารถเลือกใช้บริการทั้ง 2 แอปนี้ได้ โดยติดต่อผ่านไลน์ของทั้ง 2 แอป จะมีเจ้าหน้าที่แนะนำขั้นตอน เมื่อพบแพทย์ออนไลน์แล้ว ก็จะมีการจัดส่งยาไปให้ที่บ้านหรือที่อยู่ที่ท่านพักอาศัย ทั้งนี้ ผู้มีสิทธิบัตรทองที่มีหน่วยบริการประจำอยู่ต่างจังหวัด แต่หากเดินทางมาทำธุระใน กทม.เป็นระยะเวลาหนึ่ง แล้วเกิดอาการเจ็บป่วยตาม 42 กลุ่มโรคหรืออาการดังกล่าว ก็สามารถใช้สิทธิได้ ขอให้ท่านมีที่อยู่สำหรับการจัดส่งยาก็รับยาและรักษาตัวตามคำแนะนำของแพทย์ผ่านระบบออนไลน์ได้” นพ.จเด็จ กล่าว

เลขาธิการ สปสช. กล่าวต่อไปว่าบริการการแพทย์ทางไกล ที่ สปสช. ดำเนินการนี้เป็นการให้บริการด้านสุขภาพที่มีมาตรฐานบริการ โดยผู้ที่ร่วมให้บริการจะต้องได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาล (ส.พ.7) ที่ระบุ “มีการบริการการแพทย์ทางไกล” และสามารถให้บริการการแพทย์ทางไกลได้ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง มาตรฐานการให้บริการของสถานพยาบาลโดยใช้ระบบบริการการแพทย์ทางไกล พ.ศ.2564 ของกองสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข

พร้อมมีระบบพิสูจน์ตัวตนยืนยันการใช้สิทธิผู้ป่วยก่อนรับบริการ มีแพทย์ที่พร้อมให้บริการและมีระยะเวลาของการให้บริการประมาณ 10-15 นาทีต่อครั้ง หรือจนกว่าแพทย์จะสามารถวินิจฉัยและสั่งการรักษาได้ นอกจากนี้ ผู้ให้บริการต้องมีร้านยาเครือข่ายบริการที่จัดส่งยาพร้อมทั้งให้คำแนะนำและติดตามการใช้ยาให้กับผู้ป่วยได้ตามมาตรฐานวิชาชีพเภสัชกรรมที่สภาเภสัชกรรมกำหนด โดยส่งยาถึงผู้ป่วยภายใน 24 ชั่วโมงหลังเข้ารับบริการ

เลขาธิการ สปสช. ยังกล่าวอีกว่าในส่วนของหน่วยบริการนั้น มีการจัดระบบ AMED Telehealth ซึ่งเป็นระบบบริการทางการแพทย์ทางไกลที่ดำเนินการโดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) รองรับ เพื่อให้ผู้ให้บริการฯ บันทึกข้อมูลการให้บริการผู้ป่วย และข้อมูลใช้ในการเบิกจ่ายชดเชยค่าบริการจาก สปสช. ซึ่งผู้ป่วยจะได้รับตรวจวินิจฉัยและให้คำปรึกษาผ่านการแพทย์ทางไกลค่ายาและเวชภัณฑ์ รวมถึงจัดส่งยาให้ผู้ป่วย

“บริการแพทย์ทางไกลเป็นบริการสุขภาพวิถีใหม่ที่มาหนุนเสริมระบบสุขภาพหลัก โดยให้บริการรักษาพยาบาลในระดับบริการปฐมภูมิ นอกจากเพิ่มการเข้าถึงบริการให้กับผู้ป่วยแล้ว ยังเพิ่มความสะดวก ช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาล ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการบริการสุขภาพในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติให้กับประชาชน” เลขาธิการ สปสช. กล่าวในตอนท้าย

ทั้งนี้บริการแพทย์ทางไกลครอบคลุม42 กลุ่มโรคและอาการ ดังนี้ 1.ข้อเสื่อมหลายข้อ 2.ตาแดงจากไวรัส 3.ตาแดงจากไวรัส ที่มิได้มีรหัสระบุรายละเอียด 4.ข้อเสื่อมโดยทั่วไปปฐมภูมิ 5.เนื้อเยื่ออักเสบ 6.วิงเวียนมึน 7.ปวดศีรษะ 8.อาหารเป็นพิษจากเชื้อแบคทีเรียอื่น 9.อาการท้องร่วง 10.กระเพาะและลำไส้อักเสบจากการติดเชื้อ 11.ไข้ไม่ทราบสาเหตุ 12.ความผิดปกติของระบบการทรงตัวของหู 13.โรคตากุ้งยิงและตุ่มอักเสบเรื้อรังที่หนังตา

14.การอักเสบของเยื่อบุตา 15.การติดเชื้อไวรัส ที่มิได้ระบุรายละเอียด 16.กล้ามเนื้อเคล็ด 17.ติดเชื้อไวรัสไม่ระบุตำแหน่งที่เป็น 18.ข้ออักเสบข้อเดียว ที่มิได้มีระบุรายละเอียด 19.เยื่อบุจมูกและลำคออักเสบเฉียบพลัน (หวัดธรรมดา) 20.ไข้ไม่ระบุชนิด 21.เวียนศีรษะบ้านหมุนเฉียบพลันแบบไม่รุนแรง 22.ปวดท้องช่วงบน 23.การติดเชื้อทางเดินหายใจในส่วนบนแบบเฉียบพลันหลายแห่งพร้อมกัน

24.ลมพิษ 25.ปวดท้อง และปวดอุ้งเชิงกราน 26.เยื่อบุตาอักเสบเฉียบพลัน ที่มิได้ระบุรายละเอียด 27.ลมพิษ ที่มิได้ระบุรายละเอียด 28.ปวดหลังส่วนล่าง 29.คออักเสบเฉียบพลัน 30.ต่อมทอนซิลอักเสบเฉียบพลัน 31.คออักเสบเฉียบพลัน ที่มิได้ระบุรายละเอียด 32.การติดเชื้อทางเดินหายใจในส่วนบนแบบเฉียบพลัน 33.กระเพาะอาหารอักเสบ ที่มิได้ระบุ
รายละเอียด

34.อาการปวดท้องอื่นๆ และอาการปวดท้องที่ไม่ระบุ 35.ข้ออักเสบหลายข้อที่มิได้ระบุรายละเอียด 36.ต่อมทอลซิลอักเสบเฉียบพลัน ที่มิได้ระบุรายละเอียด 37.เยื่อจมูกอักเสบจากการแพ้ ที่มิได้ระบุรายละเอียด ปวดกล้ามเนื้อ 38.เยื่อจมูกอักเสบจากการแพ้หรือการเปลี่ยนอากาศ 39.ข้ออักเสบแบบอื่น 40.ไซนัสอักเสบเฉียบพลัน 41.ไซนัสอักเสบเฉียบพลัน ที่มิได้ระบุรายละเอียด และ 42.การติดเชื้อโควิด-19 กลุ่มสีเขียว ที่มีอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย

ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยด้านการใช้สิทธิบัตรทอง ให้ติดต่อสอบถามช่องทางสื่อสารของ สปสช. ได้ที่ 1.สายด่วน สปสช.1330 2.ช่องทางออนไลน์ ประกอบด้วย ไลน์สปสช. พิมพ์ไลน์ไอดี @nhso หรือคลิก https://lin.ee/zzn3pU6 และเฟซบุ๊ก สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติhttps://www.facebook.com/NHSO.Thailand

15หน่วยงาน ลงนาม MOU‘โคราชเมืองสร้างสรรค์’ สร้างสุขภาพและการเรียนรู้รับมือยุค‘VUCA World’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/700960

15หน่วยงาน ลงนาม MOU‘โคราชเมืองสร้างสรรค์’  สร้างสุขภาพและการเรียนรู้รับมือยุค‘VUCA World’

15หน่วยงาน ลงนาม MOU‘โคราชเมืองสร้างสรรค์’ สร้างสุขภาพและการเรียนรู้รับมือยุค‘VUCA World’

วันพุธ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรมโคราชเมืองยิ้ม เมืองสร้างสรรค์ สร้างสุขภาพ เพื่อเด็กและเยาวชนทุกคน เปิดเวทีพลังเครือข่ายพลเมือง “ร่วมเปลี่ยนสร้างเมือง” พร้อมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง 15 หน่วยงาน ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ออกแบบเมืองสร้างสรรค์ ณ Art Gallery Korat อ.เมือง จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2565 ที่ผ่านมา

นายภูมิสิทธิ์ วังคีรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ประธานในพิธี กล่าวว่า การพัฒนาเมืองต้องเกิดจากการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายในการแก้ปัญหา เมืองโคราชเห็นความสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน ขอบคุณ สสส. และภาคีเครือข่ายที่ช่วยการสร้างพื้นที่ปลอดภัย เพื่อทำให้ที่นี่เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ ลดช่องว่างระหว่างวัย และขับเคลื่อนเมืองให้เกิดระบบสื่อสร้างสรรค์และสื่อสุขภาวะ

นายชัชวาล วงศ์จร รองนายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้มีเป้าหมายส่งเสริมการออกแบบเมืองสร้างสรรค์ ด้วยระบบนิเวศสื่อสุขภาวะหลากหลาย ผ่านสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย และเอื้อประโยชน์ต่อการเรียนรู้เพิ่มพื้นที่สื่อสารให้ทุกคนสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ เพื่อบ่มเพาะให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว ชุมชน และสังคม จนเป็นฐานทุนสำคัญของพื้นที่ ที่ได้นำภูมิปัญญา วัฒนธรรม สื่อ ศิลปะร่วมสมัย และพลังการสื่อสารมาเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่สร้างสรรค์

ซึ่งการทำให้เด็กมีสุขภาพดีทุกมิติ ช่วยสร้างเสริมพัฒนาการเด็กให้เหมาะสมตามวัย และทำให้มีทักษะชีวิตเท่าทันศตวรรษที่ 21 ที่ต้องรับมือการเปลี่ยนแปลงของสังคม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีดิจิทัลได้ การให้ความรู้และแก้ปัญหาสุขภาวะเร่งด่วนในเด็กปฐมวัย และเยาวชน กับพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู แกนนำ อาสาสมัคร ให้ตระหนักเรื่องระบบนิเวศสื่อที่ดี จะช่วยเป็นส่วนหนึ่งในการออกแบบเมืองสร้างสรรค์ได้

นางเบญจมาภรณ์ ลิมปิษเฐียร ผู้ช่วยผู้จัดการ สสส. กล่าวว่า ปัจจุบันโลกอยู่ในสภาวะที่มีความผันผวน ไม่แน่นอน สลับซับซ้อนและคลุมเครือ หรือเรียกสั้นๆ ว่า VUCA World ที่พบการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วหลายด้าน เช่น เทคโนโลยี โรคอุบัติใหม่ ภัยพิบัติ สิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจไม่เอื้อต่อการพัฒนาเมืองหรือการใช้ชีวิตของผู้คน และการใช้ความรู้แบบเดิมกับเรื่องเดิม อาจใช้ไม่ได้อีกต่อไป จนกระทบกับวิถีชีวิต สุขภาพ และเศรษฐกิจในชุมชน

โดยการลงนามความร่วมมือระหว่าง15 หน่วยงานครั้งนี้ สสส. เชื่อว่าจะมีส่วนช่วยพัฒนาเมือง ให้มีระบบนิเวศสื่อสุขภาวะด้วยพลังเยาวชน พลังชุมชนและพลังเครือข่าย ที่จะช่วยพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสส่งเสริมการเรียนรู้ สู่การพัฒนาเมืองโคราชทิศทางที่ดีขึ้นเพราะหากประชาชนรู้เท่าทันสื่อและเทคโนโลยี จะช่วยให้เกิดสุขภาวะด้านต่างๆ ในชีวิต ทั้งกาย จิต ปัญญา และสังคม ดีขึ้น หนึ่งในภารกิจของ สสส. คือการบ่มเพาะ “นักสื่อสารสุขภาวะ” ที่ช่วยให้สังคมรู้จักใช้ รู้เท่าทัน และใช้สื่อได้สร้างสรรค์

น.ส.ปรัชทิพา หวังร่วมกลาง ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อนเยาวชนเพื่อการพัฒนา (มยพ.) กล่าวว่า พบปัญหาในเด็กและเยาวชน ขาดการส่งเสริมและการสร้างสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการเรียนรู้สู่การพัฒนาสร้างสรรค์ จนทำให้มีโอกาสเข้าถึงปัจจัยเสี่ยงง่าย จากช่องว่างระหว่างวัย ถูกทิ้งขว้างแปลกแยก ขาดการเรียนรู้และพัฒนาตนเองไม่เท่าทันสื่อเทคโนโลยี ส่งผลกระทบต่อสุขภาวะหลายด้าน

โดยการขับเคลื่อนครั้งนี้มี 7 เป้าหมาย 1.พัฒนาความรู้ ทักษะเพื่อเติบโตอย่างสร้างสรรค์ มีทักษะเท่าทันตนเอง เท่าทันสื่อ เท่าทันสังคม เป็นพลเมืองจิตอาสา เข้าใจสิทธิเด็กขั้นพื้นฐาน และเคารพในสิทธิผู้อื่น 2.พัฒนาศักยภาพ เสริมพลัง และยกระดับครู แกนนำพลเมืองอาสา แกนนำสภาเด็กและเยาวชน แกนนำชุมชน เป็นนักปฏิบัติการขับเคลื่อนสังคม รวมถึงครอบครัว โรงเรียน และพื้นที่สาธารณะ

3.ส่งเสริมพลเมืองจิตอาสา เป็นนักสร้างสรรค์นักสื่อสาร พลเมืองคนรุ่นใหม่ ที่ร่วมออกแบบปฏิบัติการเมืองสร้างสรรค์ ชุมชนสร้างสรรค์ 4.พัฒนาสร้างสรรค์ ยกระดับองค์ความรู้และเครื่องมือด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชน สอดคล้องบริบทและความต้องการของเด็กเยาวชน ชุมชน ท้องถิ่น 5.พัฒนาพื้นที่เรียนรู้ แบ่งปันและจัดการความรู้ ขยายผลการดำเนินงานด้านเด็กและเยาวชน

6.สานพลัง 15 องค์กร กำหนดเป้าหมาย ออกแบบ ขับเคลื่อน สนับสนุน ติดตาม เสริมพลังร่วมสร้างนิเวศสื่อสุขภาวะ เพื่อเด็กและทุกคนมีพื้นที่ปลอดภัยสร้างสรรค์ พื้นที่เรียนรู้ พื้นที่สื่อสาร ทั้งทางนโยบาย ครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และพื้นที่สาธารณะ และ 7.พัฒนาและขับเคลื่อนนโยบายสร้างกระแสความตระหนักต่อสังคม ส่งเสริมพัฒนาการเด็กและเยาวชน สร้างสิ่งแวดล้อม ผ่านงานสื่อสารหลายช่องทาง รูปแบบออนไลน์ เทศกาลชุมชน เทศกาลโคราชเมืองสร้างสรรค์

‘ม.มหิดล’จัดทำฐานข้อมูลดิจิทัลเอกสารโบราณ อนุรักษ์ภาษา-วัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ไทภาคกลาง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/700961

‘ม.มหิดล’จัดทำฐานข้อมูลดิจิทัลเอกสารโบราณ  อนุรักษ์ภาษา-วัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ไทภาคกลาง

‘ม.มหิดล’จัดทำฐานข้อมูลดิจิทัลเอกสารโบราณ อนุรักษ์ภาษา-วัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ไทภาคกลาง

วันพุธ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ยุทธพร นาคสุข อาจารย์ประจำหลักสูตรภาษาศาสตร์ สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชียมหาวิทยาลัยมหิดล ได้ทุ่มเทเวลาให้กับงานด้านภาษาถิ่นจารึกและเอกสารโบราณตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ดังมีผลงานวิจัยและบทความด้านนี้เผยแพร่อยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลงานด้านภาษาจารึก และเอกสารโบราณของไทยยวนหรือของล้านนา จึงอาจกล่าวได้ว่าเป็น “กำลังสำคัญ” คนหนึ่งในการอนุรักษ์ภาษาและวัฒนธรรมของชาวไทยยวนในเขตภาคกลางของประเทศ

ด้วยเหตุนี้ ดร.ยุทธพร จึงได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติในฐานะผู้มีคุณูปการต่อการใช้ภาษาไทย เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ พุทธศักราช 2563 ทั้งนี้ ชาวไทยยวนในเขตภาคกลางมีบรรพบุรุษอพยพมาจากเมืองเชียงแสนเมื่อสองร้อยกว่าปีมาแล้ว โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) ได้โปรดเกล้าฯให้คนกลุ่มนี้มาตั้งถิ่นฐานในเมืองสระบุรี และเมืองราชบุรี ต่อมาก็ได้กระจายไปตั้งถิ่นฐานยังจังหวัดอื่นๆ ด้วย เช่นนครปฐม ลพบุรี พิษณุโลก ฯลฯ

โครงการวิจัยของ ดร.ยุทธพร มีชื่อว่า “อนุรักษ์เอกสารโบราณของชาวไทยยวนในเขตภาคกลาง” ดำเนินงานอยู่ในพื้นที่จังหวัดภาคกลางโดยรอบมหาวิทยาลัยมหิดล โดยในปี 2564- 2565 มีพื้นที่วิจัยอยู่ที่ชุมชนไทยยวนบ้านท่าเสา ตำบลห้วยม่วง อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม และในปี 2566 มีพื้นที่วิจัยอยู่ที่ชุมชนไทยยวนบ้านนาหนอง และหมู่บ้านทุ่งหญ้าคมบางตำบลดอนแร่ อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี

อันที่จริงความตั้งใจในการดำเนินโครงการของอาจารย์ คือเพื่ออนุรักษ์เอกสารของกลุ่มชาติพันธุ์ทุกกลุ่มในเขตภาคกลาง แต่เหตุที่เลือกจะอนุรักษ์เอกสารของคนไทยยวนก่อนกลุ่มอื่นๆ เพราะภาษาและวัฒนธรรมของคนกลุ่มนี้เริ่มจางลงไปเรื่อยๆ ภาษาและวัฒนธรรมไทยยวนถูกแทรกแซงจากภาษาและวัฒนธรรมไทยกลางค่อนข้างมาก คนไทยยวนรุ่นใหม่พูดภาษาไทยยวนไม่ค่อยได้กันแล้ว

และในส่วนของภาษาเขียนพบว่ามีความวิกฤตยิ่งกว่า กล่าวคือเอกสารใบลานไทยยวนที่จารด้วยอักษรธรรมล้านนาแทบจะไม่มีคนในชุมชนอ่านได้แล้ว หากไม่อนุรักษ์โดยเร่งด่วนเอกสารเหล่านี้อาจสูญหายไปตลอดกาล ไม่ว่าจะด้วยน้ำมือมนุษย์ หรือเสื่อมสภาพไปตามอายุการใช้งานของใบลานเอง โดยโครงการนี้เป็นการทำงานร่วมกับชุมชน เนื่องจากต้องการให้คนในชุมชนได้ตระหนักถึงคุณค่าของเอกสารโบราณที่มีอยู่ และร่วมกันอนุรักษ์ภาษาและวัฒนธรรมของตน

นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานภาคีเครือข่ายเข้ามาช่วยในโครงการนี้ด้วย 2 หน่วยงาน คือ คณะโบราณคดีมหาวิทยาลัยศิลปากร และศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ตลอดจนยังมีนักศึกษาในหลักสูตรและบุคคลทั่วไปที่เคยเข้าอบรมกับ ดร.ยุทธพร มาร่วมทำกิจกรรมในโครงการนี้ด้วย เช่น พระภิกษุสงฆ์อาจารย์มหาวิทยาลัย นักวิจัย นักวิชาการ นักศึกษา นักเรียนทั้งระดับชั้นมัธยมศึกษาและประถมศึกษา กระบวนการอนุรักษ์เอกสารโบราณเริ่มตั้งแต่การทำความสะอาด การทำทะเบียน การทำสำเนาดิจิทัล การซ่อมแซมและการจัดเก็บ

การทำสำเนาดิจิทัลจะช่วยยืดอายุของเอกสารต้นฉบับให้ยาวนานขึ้น เพราะสามารถอ่านจากสำเนาได้โดยไม่ต้องหยิบจับ
เอกสารต้นฉบับ และถึงแม้ต้นฉบับจะสูญสลายหรือเสียหาย สำเนาดิจิทัลนี้ก็ยังจะคงอยู่ต่อไป ขณะนี้มีเอกสารโบราณที่ได้รับการทำสำเนาดิจิทัลไปแล้วกว่า 400 รายการ และอยู่ระหว่างการดำเนินการอีกประมาณ 1,000 รายการ พบอักษรที่ใช้บันทึกถึง 5 ชนิด ได้แก่ อักษรธรรมล้านนา อักษรไทยสมัยรัตนโกสินทร์ อักษรขอมไทย อักษรธรรมลาว และอักษรไทยน้อย

เป้าหมายปลายทางของโครงการ คือ การสร้างฐานข้อมูลดิจิทัลเอกสารโบราณของกลุ่มชาติพันธุ์ในเขตภาคกลางให้มีสำเนาดิจิทัลมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจสามารถสืบค้นและดาวน์โหลดไปใช้ประโยชน์ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายขณะนี้อยู่ระหว่างการนำข้อมูลเข้าสู่ระบบ คาดว่าฐานข้อมูลของโครงการจะแล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม 2566

ดร.ยุทธพร กล่าวว่า ตนเป็นเพียงฟันเฟืองเล็กๆ ที่ดำเนินการอยู่ในพื้นที่ภาคกลางของประเทศเท่านั้น แต่ยังมีอีกหลายหน่วยงานที่ทำงานแบบเดียวกันนี้ในภูมิภาคอื่นๆ ด้วย รวมถึงมีฐานข้อมูลเอกสารโบราณที่สังกัดหน่วยงานเหล่านี้อีกไม่น้อย แต่ปัจจุบันมีลักษณะต่างคนต่างทำ จึงหวังว่าน่าจะมีหน่วยงานเจ้าภาพที่บูรณาการงานด้านนี้เข้าด้วยกัน เพื่อให้การอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาของชาติแขนงนี้มีความเป็นเอกภาพและมีประสิทธิภาพกว่าที่เป็นอยู่

มหาวิทยาลัยมหิดล

‘ตรีนุช’ สั่ง สพฐ.ตั้ง กก.สอบลงลึก ผอ.รร.-ผอ.เขตพื้นที่ฯ กรณีครูสอนพาดพิง ‘พล.อ.เปรม’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/700981

'ตรีนุช' สั่ง สพฐ.ตั้ง กก.สอบลงลึก ผอ.รร.-ผอ.เขตพื้นที่ฯ กรณีครูสอนพาดพิง 'พล.อ.เปรม'

‘ตรีนุช’ สั่ง สพฐ.ตั้ง กก.สอบลงลึก ผอ.รร.-ผอ.เขตพื้นที่ฯ กรณีครูสอนพาดพิง ‘พล.อ.เปรม’

วันอังคาร ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 17.32 น.

วันที่ 27 ธันวาคม 2565 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า ตามที่ พล.อ.พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้สั่งการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐมนตรีว่าการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เฝ้าระวังเรื่องการเผยแพร่ความคิดที่เป็นอันตรายในสถานศึกษา และให้ดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทุกเรื่อง ทุกประเด็น ทุกกรณี ตั้งแต่ระดับผู้ปฏิบัติ ผู้อำนวยการ ผู้รับผิดชอบเขตพื้นที่ โดยรายงานให้ทราบเป็นระยะ นั้น 

ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ กรณีครูรายหนึ่ง ซึ่งผู้ปกครองได้ส่งคลิปวิดีโอการสอนเนื้อหาวิชาประวัติศาสตร์ ในวิชาสังคมศึกษาระดับชั้น ม.4 โดยพาดพิง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ รัฐบุรุษและอดีตประธานองคมนตรี ซึ่งทางโรงเรียนได้แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง และสรุปลงความเห็นว่ามีมูลกรณีความผิดชัดแจ้งสมควรพิจารณาแต่งตั้งกรรมการสอบสวนดำเนินการทางวินัย  และขณะนี้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 2 (สพม.2 กทม.)ได้ออกคำสั่งให้ ครูรายนี้ไปปฏิบัติหน้าที่ที่ สพม.2 กทม.โดยไม่ให้ปฏิบัติการสอนจนกว่าจะดำเนินการเสร็จสิ้น และได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงไปแล้ว ซึ่งตนได้กำชับให้เร่งรัดดำเนินการให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า จากเหตุการณ์ของโรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัยที่เกิดขึ้นตนได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง  เพื่อตรวจสอบว่าทางโรงเรียนและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ได้มีการดำเนินการในการป้องกันและแก้ไขปัญหากรณีที่มีครู หรือ บุคคลภายนอกมาให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องในสถานศึกษาหรือไม่และดำเนินการอย่างไร ทั้งในส่วนของผู้อำนวยการโรงเรียน ครู และบุคลากรในโรงเรียน รวมถึงผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 2 ด้วย

‘บิ๊กป้อม’นำ พปชร.สวดมนต์เจริญจิตภาวนาถวายพระพรชัยมงคลแด่’พระองค์ภา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/700980

'บิ๊กป้อม'นำ พปชร.สวดมนต์เจริญจิตภาวนาถวายพระพรชัยมงคลแด่'พระองค์ภา'

‘บิ๊กป้อม’นำ พปชร.สวดมนต์เจริญจิตภาวนาถวายพระพรชัยมงคลแด่’พระองค์ภา’

วันอังคาร ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 17.32 น.

“บิ๊กป้อม”นำ พปชร.สวดมนต์เจริญจิตภาวนาถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

เมื่อเวลา 15.30 น.วันที่ 27 ธันวาคม 2565 ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เป็นประธานพิธีเจริญพระพุทธมนต์และเจริญจิตภาวนา เพื่อถวายพระพรชัยมงคลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมี นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง และเลขาธิการพรรค น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดีอีเอส นายวิรัช รัตนเศรษฐ รองหัวหน้าพรรค นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรค คณะผู้บริหาร ส.ส.และสมาชิกพรรค ร่วมพิธีฯ อย่างพร้อมเพรียง ณ อาคารรัชดา วัน ที่ทำการพรรคพลังประชารัฐ

โดยอันเชิญบทสวดบูชาพระรัตนตรัย, บทชุมนุมเทวดา, บทพระไตรสรณคมน์, บทนะโมการะอัฏฐกะคาถา, บทระตะนะสูตร, บทอังคุลิมาละปริตร, บทโพชฌังคะปริตร, บทอภยปริตร, บทอาฏานาฏิยะปริตร, บทสวดมงคลจักรงาฬใหญ่, บทเทวะตาอุยโยชะนะคาถา, บทพุทธชัยมงคลคาถา (พาหุง) และบทถวายพระพรชัยมงคล โดยร่วมอธิษฐานจิตถวายพระพร ด้วยหัวใจแห่งความจงรักภักดี

กิจกรรมครั้งนี้ได้นิมนต์พระราชพิพัฒนาภรณ์ (นิพนธ์ เขมโก ป.ธ.๗) ที่ปรึกษาเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร และเจ้าอาวาสวัดหลักสี่ พระอารามหลวง พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ รวมทั้งสิ้น 10 รูป เพื่อเจริญพระพุทธมนต์ เจริญจิตภาวนาถวายพระพรชัยมงคล แด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายประชวรโดยเร็ววัน ให้พระองค์มีพระพลานามัยที่แข็งแรง เพื่อทรงเป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทย พร้อมกันนี้ ยังได้ร่วมถวายสังฆทาน และปัจจัยไทยธรรมแด่พระภิกษุสงฆ์ เพื่อเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

– 006

เปิดตัวโครงการพัฒนากำลังคน สำหรับระบบการทวนสอบก๊าซเรือนกระจกในประเทศและระดับสากล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/700942

เปิดตัวโครงการพัฒนากำลังคน สำหรับระบบการทวนสอบก๊าซเรือนกระจกในประเทศและระดับสากล

เปิดตัวโครงการพัฒนากำลังคน สำหรับระบบการทวนสอบก๊าซเรือนกระจกในประเทศและระดับสากล

วันอังคาร ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 15.18 น.

เปิดตัว “โครงการพัฒนากำลังคนสำหรับระบบการทวนสอบก๊าซเรือนกระจกในประเทศและระดับสากล เพื่อตอบสนองเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศ”

หน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาการวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) ร่วมกับ ศูนย์ความเป็นเลิศทางด้านพลังงานเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Center of Excellence for Eco-Energy: CEEE) ภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ได้ดำเนินการเปิดตัว “โครงการพัฒนากำลังคนสำหรับระบบการทวนสอบก๊าซเรือนกระจกในประเทศและระดับสากลเพื่อตอบสนองเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศ” เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ.2565 ที่ผ่านมา ณ ห้อง Eternity Ballroom โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพ

โดยในพิธีเปิดตัวโครงการฯ นี้ ได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) มาเป็นประธานในพิธีเปิด ซึ่งวัตถุประสงค์ของโครงการฯ คือ เพื่อพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะด้านการประเมินการรายงานก๊าซเรือนกระจก​ พัฒนาบุคลากรให้มีทักษะด้านการทวนสอบก๊าซเรือนกระจกให้มีคุณสมบัติพร้อมเป็นผู้ทวนสอบได้และเพิ่มขีดความสามารถให้หน่วยงานในประเทศไทยสามารถรับรองระบบเพื่อรับรองรายงานก๊าซเรือนกระจก​ที่เป็นมาตรฐานสากล หรือ เทียบเท่าได้ การดำเนินการโครงการฯ ประกอบไปด้วยการอบรมหลักสูตรทั้งหมด 4 หลักสูตร ได้แก่

1.หลักสูตร 1: อบรมหลักสูตรพื้นฐาน​

เหมาะสำหรับผู้เข้าร่วมโครงการฯ ที่มาจากภาคอุตสาหกรรม และองค์กรที่มีความประสงค์ในการอนุเคราะห์กรณีศึกษา (Case Study) เพื่อประเมินก๊าซเรือนกระจกระดับองค์กร (Carbon Footprint of Organization: CFO) หรือ โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER)

2.หลักสูตร 1: อบรมหลักสูตรพื้นฐาน ร่วมกับ หลักสูตร 2: อบรมผู้ทวนสอบ

เหมาะสำหรับผู้เข้าร่วมโครงการฯ ที่มาจากองค์กรที่มีความประสงค์ในการพัฒนาเป็นที่ปรึกษาและผู้ทวนสอบ เช่น บุคลากรที่มาจากหน่วยงานภาครัฐ/เอกชน หน่วยงานอุดมศึกษา หน่วยงานอิสระ เป็นต้น​

3.หลักสูตร 3: พัฒนาผู้ทวนสอบให้มีองค์ความรู้พร้อมสำหรับการรับรองระบบงาน

เหมาะสำหรับผู้เข้าร่วมโครงการฯ ที่มาจากองค์กร/หน่วยงานที่ต้องการพัฒนาเป็นหน่วยตรวจสอบความใช้ได้และทวนสอบ ​(Validation and Verification Body: VVB) ที่ได้รับการรับรองระบบงาน และมีความรู้เทียบเท่าหลักสูตร 1 และหลักสูตร 2​

4.หลักสูตร 4: หลักสูตรขยายขอบเขตการตรวจรับรองมาตรฐานสากล

เหมาะสำหรับผู้เข้าร่วมโครงการฯ ที่มาจากองค์กร/หน่วยงานที่อยู่ในหน่วยตรวจสอบความใช้ได้และทวนสอบ (VVB) ที่ได้รับรองระบบงาน ISO 14065 แล้ว และมีความรู้เทียบเท่าหลักสูตร 1 และหลักสูตร 2​

การดำเนินงานภายใต้โครงการฯ ได้รับความร่วมมือจากองค์กรภาคต่าง ๆ มากมาย อาทิเช่นองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน (อาร์อี 100) สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการสื่อสารพัฒนาที่ยั่งยืน (สทสย.) หน่วยวิจัยเพื่อการจัดการพลังงานและเศรษฐนิเวศ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และหน่วยงานเอกชน

ในวันงานเปิดตัวโครงการฯ มีการบรรยายจากวิทยากรหลายภาคส่วน ได้แก่ การบรรยายในหัวข้อ “ความสำคัญของการรายงานก๊าซเรือนกระจก และมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง” โดย คุณธาดา วรุณโชติกุล อบกฯ การบรรยายในหัวข้อ “การรับรองระบบงานของมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับก๊าซเรือนกระจก” โดย คุณรัฏฐา ศรีเจริญ นักวิชาการมาตรฐานชำนาญการ สำนักงานคณะกรรมการการมาตรฐานแห่งชาติ สมอฯ และแนะนำรายละเอียดของโครงการฯ โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ไพรัช อุศุภรัตน์ รองหัวหน้าศูนย์ CEEE โดยมีผู้เข้าร่วมจากภาคส่วนต่าง ๆ กว่า 100 ท่านสำหรับบุคลากรที่ผ่านโครงการนี้ จะมีทักษะด้านการประเมินการรายงานก๊าซเรือนกระจก​ ทักษะด้านการทวนสอบก๊าซเรือนกระจกและมีความสามารถเป็นหน่วยตรวจสอบความใช้ได้และทวนสอบ ​(Validation and Verification Body: VVB) ที่ได้รับการรับรองระบบงาน เพื่อรับรองรายงานก๊าซเรือนกระจก​ที่เป็นมาตรฐานสากล หรือ เทียบเท่าได้

ผู้แทนหน่วยงาน-ปชช.พร้อมใจลงนามถวายพระพร ‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/700901

ผู้แทนหน่วยงาน-ปชช.พร้อมใจลงนามถวายพระพร 'เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา'

ผู้แทนหน่วยงาน-ปชช.พร้อมใจลงนามถวายพระพร ‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’

วันอังคาร ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 13.05 น.

ผู้แทนหน่วยงาน ประชาชน พร้อมใจลงนามถวายพระพร ‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’ ให้ทรงหายจากพระอาการประชวร

27 ธ.ค.65 ที่ชั้น 1 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โดยมีบุคคลสำคัญ คณะบุคคลและผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน มูลนิธิ ผู้บริหารสถานศึกษา ครู นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด นำแจกันดอกไม้พวงมาลัยและสิ่งของต่างๆ มาทูลเกล้าถวาย พร้อมลงนามถวายพระพรขอให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา มีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงทรงหายจากพระอาการประชวรในเร็ววัน อาทิ

นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี,  นางอาร์มิดา  ซัลเซียะฮ์ อามิสจะฮ์บานา เลขาธิการบริหาร คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมสำหรับเอเชียและแปซิฟิก(ESCAP), กรมอิเล็กทรอนิกส์ทหารเรือ, กรมการอุตสาหกรรมทหาร, วิทยาลัยนวัตกรรมและการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา, วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล, บัณฑิตวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, โรงเรียนสารสาสน์ สมุทรปราการ, บริษัทเจบีพี จำกัด, สำนักงานพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, 

โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษา, สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 2, นายกเทศมนตรี เทศบาลเมืองกะดี จ.สมุทรปราการ, สมาคมโรงเรียนนานาชาติ แห่งประเทศไทย, กรมกำลังพลทหารอากาศ, สหภาพแรงงานธนาคารกรุงไทย, วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม (สยามเทค), บริษัทผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน), โรงเรียนกง ลี้ จง ซัน กรุงเทพฯ, องค์การบริหารส่วนตำบลบางพลี จ.สมุทรปราการ, คณะกรรมการกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านขอนขว้าง และคณะกรรมการจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ ต.ดงขี้เหล็ก อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี, มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น วัชรพล กรุงเทพฯ, วิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ งามวงศ์วาน กรุงเทพฯ, สโมสรโรตารีนิรมิตงามราชพฤกษ์, สมาคมสงเคราะห์เด็กกำพร้า แห่งประเทศไทย เป็นต้น

โอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จิตอาสาพระราชทาน นำอาหารพระราชทานมื้อกลางวัน ซึ่งในวันนี้เป็นเมนู “ข้าวเหนียวไก่ทอด” พร้อมน้ำดื่ม และอาหารว่างมื้อบ่าย มามอบให้กับประชาชนที่มาลงนามถวายพระพร และมารับบริการภายในโรงพยาบาลจุฬาฯ ซึ่งเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 22 ธ.ค.เป็นต้นไป ที่ชั้น 1 หน้าอาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

ทั้งนี้ สำนักพระราชวัง เปิดให้ลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ ชั้น 1 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เวลา 08.00 – 18.00 น. สำหรับวันที่ 29 ธันวาคม 2565 จะเปิดให้ลงนามถวายพระพร เวลา 09.30 – 18.00 น.

ทั้งนี้ สำนักพระราชวัง  เปิดให้ลงนามถวายพระพร  สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ  เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร  มหาวัชรราชธิดา  ณ อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ ชั้น1  โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย  เวลา 08.00 – 18.00 น.  สำหรับวันที่ 29 ธันวาคม 2565  จะเปิดให้ลงนามถวายพระพร  เวลา 09.30 -18.00 น.