DPU เปิดตัวศูนย์สุขภาพครบวงจร ดีเดย์เปิดให้บริการ 1 พ.ย.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/688407

DPU เปิดตัวศูนย์สุขภาพครบวงจร  ดีเดย์เปิดให้บริการ 1 พ.ย.นี้

DPU เปิดตัวศูนย์สุขภาพครบวงจร ดีเดย์เปิดให้บริการ 1 พ.ย.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

วิทยาลัยการแพทย์บูรณาการ (CIM) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ผนึกกำลังเครือข่ายพันธมิตร 28 สถาบัน ทั้งไทยและต่างประเทศ ลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) เพื่อพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งด้าน Wellness ในงาน “DPU Wellness Showcase” พร้อมเปิดศูนย์บริการด้านสุขภาพแบบครบวงจร “DPU Wellness Center” เพื่อส่งเสริมการเรียนการสอนแก่นักศึกษา และให้บริการแก่บุคคลทั่วไป ณ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า การจัดกิจกรรม DPU Wellness Showcase และการเปิดศูนย์ DPU Wellness Center นอกจากจะเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 55 ปี แล้ว ยังเป็นการฉลองครบรอบ 11 ปี ของหลักสูตรเวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ ซึ่ง Wellness เป็นหนึ่งในแนวทางขับเคลื่อนด้านการศึกษาของ DPU และเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศด้วย โดยประเทศไทยและทั่วโลกได้ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 3 ส่วน คือ Digital Economy, Green Economy และ Care Economy ซึ่ง DPU มีความพร้อมทั้งด้านแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนาผลิตบุคลากรที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรม Wellness และ DPU ยังมีหน้าที่หลัก คือ การผลิตและพัฒนาคนให้สอดรับกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม และกำลังคนของประเทศ ซึ่งไทยยังขาดแคลนบุคลากรด้าน Wellness รวมทั้งงานวิจัยด้านนี้มีจำนวนจำกัด การเปิดศูนย์ DPU Wellness Center จึงจะเป็นแหล่งฝึกปฏิบัติการสำหรับนักศึกษา รวมถึงเป็นแหล่งศึกษาวิจัยร่วมกับเครือข่ายต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน

ด้าน ผศ.ดร.นพ.พัฒนา เต็งอำนวยคณบดีวิทยาลัยการแพทย์บูรณาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยต้องมีการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกเพื่อนำประสบการณ์ องค์ความรู้ให้แก่นักศึกษา การเปิดศูนย์ DPU Wellness Center ซึ่งได้รับความร่วมมือจากกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ที่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โดยจะเริ่มเปิดให้บุคคลภายนอกเข้ามาใช้บริการในส่วนของแพทย์แผนไทย ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2565 ก่อนจะเปิดอย่างเป็นทางการ ด้านการดูแลสุขภาพ (Wellness) อย่างครบวงจรในปี 2566 ซึ่งปัจจุบันวิทยาลัยได้มีการเปิดหลักสูตรปริญญาตรี 3 หลักสูตร คือ หลักสูตรสุขภาพและความงาม หลักสูตรการประกอบอาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งในอนาคตจะเปลี่ยนเป็นหลักสูตรโภชนวิทยาและการประกอบอาหารสุขภาพ และหลักสูตรการแพทย์แผนไทย รวมทั้งนักศึกษาสามารถต่อยอดเรียนปริญญาโท สาขาเวชศาสตร์ชะลอวัย และสาขาแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก นอกจากนี้ยังมีแผนจะเปิดปริญญาโทแพทย์แผนจีนด้วย

นพ.ธงชัย เลิศวิไลรัตนพงศ์ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก กล่าวถึงทิศทาง Wellness ในประเทศไทย ว่า การเรียนการสอนของแพทย์ไม่ได้มีการบรรจุเกี่ยวกับศาสตร์ทางเลือก หรือ Wellness ทำให้การทำหน้าที่ของแพทย์มุ่งไปสู่การรักษามากกว่าการป้องกันและฟื้นฟู ปัจจุบัน สธ. ได้ให้ความสำคัญในการส่งเสริมการป้องกันและฟื้นฟูสุขภาพ และพยายามจะผลักดันให้มีการดูแลสุขภาพที่เป็นบทบาทของทุกคน แต่ต้องยอมรับว่าทิศทางของงบประมาณจะมุ่งเน้นไปที่เรื่องการรักษา

“นโยบายของ สธ. จะมีการส่งเสริมสุขภาพที่ดีเพื่อนำไปสู่เศรษฐกิจที่มั่นคงมากยิ่งขึ้น กรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก จึงได้มีการสนับสนุนและพยายามหาโมเดลในการดำเนินการเรื่อง Wellness Center ซึ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะในส่วนของสถานพยาบาล แต่จะขยับไปสู่โรงแรม ร้านอาหาร สปา และทุกภาคส่วนต้องบูรณาการร่วมกัน โดยใช้ความเป็นไทยบริหารการท่องเที่ยว ทำให้ทุกคนที่มาประเทศไทยมีความมั่นใจในระบบประกันสุขภาพของไทย ที่สำคัญการมีสุขภาพดีสามารถยกระดับเรื่องเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้นได้” นพ.ธงชัย กล่าวในตอนท้าย

‘สามย่าน-ออป’จับมือมูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/688406

'สามย่าน-ออป'จับมือมูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์

‘สามย่าน-ออป’จับมือมูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์

วันพฤหัสบดี ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นางสาวปิยะวัลย์ สร้อยน้อยผู้อำนวยการ สามย่าน โค-ออป ภายใต้การบริหารของ บริษัท เฟรเซอร์สพร็อพเพอร์ตี้ คอมเมอร์เชียล (ประเทศไทย) กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้สอดคล้องการดำเนินงานเพื่อสร้างคุณค่าทางสังคม สนับสนุนให้เกิดการแบ่งปันความรู้ และยกระดับคุณภาพชีวิต เพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้ใช้บริการที่เราทำอย่างต่อเนื่อง เราเชื่อมั่นว่า “มูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์” จะเป็นพันธมิตรคอนเทนต์ (Content Partner)รายสำคัญที่ช่วยส่งต่อคุณค่าของสามย่าน โค-ออป ให้เป็นประโยชน์ในวงกว้างยิ่งขึ้น เกิดเป็นระบบนิเวศเพื่อการเรียนรู้อย่างยั่งยืน และเป็นโครงการที่จะมีส่วนช่วยสนับสนุนความเท่าเทียมทางการศึกษาของประเทศไทยเชื่อมโยง
ระหว่างผู้ให้และผู้รับ ต่อยอดจากความสำเร็จที่เราช่วยสนับสนุนนักเรียน นิสิต นักศึกษา ผู้ใช้บริการสามย่านโค-ออป กว่า 130,000 คน ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา 

นายสรวิศ ไพบูลย์รัตนากรผู้ก่อตั้งมูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์ กล่าวว่ามูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์ดำเนินการมากว่า 8 ปี ในบทบาทการเป็นแหล่งรวมองค์ความรู้และเปิดโอกาสให้ทุกคนในสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาไทย ปัจจุบันเรามีเครือข่ายอาสาสมัครกว่า 7,772 คน ที่เติมอาวุธเรียบร้อยว่าเป็นผู้มีความรู้ความสามารถในแวดวงต่างๆ เพื่อมาสอนวิชานอกหลักสูตร ซึ่งล้วนเป็นเนื้อหาที่นักเรียนสนใจ และต้องการเข้าถึงพื้นที่แห่งการเรียนรู้นี้ จนมีนักเรียนผ่านการเรียนกับโครงการแล้วกว่า 3,500 คน ความร่วมมือกับสามย่าน โค-ออป ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อการพัฒนาการการศึกษาเช่นเดียวกันในครั้งนี้ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของทั้ง 2 พาร์ทเนอร์ให้เกิดประโยชน์กับผู้เข้าร่วมโครงการยิ่งขึ้น โครงการ“SSSS 5.5 Career Exploration” จะเป็นความร่วมมืออย่างเต็มรูปแบบครั้งแรก และเราเชื่อมั่นว่าจะมีความร่วมมือที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ด้านการศึกษาร่วมกันอีกอย่างแน่นอน 

โครงการ “SSSS 5.5 Career Exploration” เปิดรับสมัครนักเรียน และอาสาสมัครที่จะเข้าร่วมกิจกรรมแล้วตั้งแต่วันนี้จนถึงปลายเดือนตุลาคม (หรือจนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติมจากโครงการ) สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่มูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์ Facebook @SaturdaySchoolThailand

เปิดโครงการ‘ส่งความรู้ สร้างความสุข ปี4’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/688403

เปิดโครงการ‘ส่งความรู้ สร้างความสุข ปี4’

เปิดโครงการ‘ส่งความรู้ สร้างความสุข ปี4’

วันพฤหัสบดี ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

อมรินทร์ กรุ๊ป โดยบริษัท อมรินทร์ บุ๊ค เซ็นเตอร์ จำกัด โดยการสนับสนุนจากบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมเปิดโครงการ“ส่งความรู้ สร้างความสุข ปี 4” โครงการส่งเสริมให้เยาวชนไทยรักและเห็นความสำคัญของการอ่าน โดยมี คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธานในงาน ร่วมด้วย นางระริน อุทกะพันธุ์ ปัญจรุ่งโรจน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) และ นายประวิช สุขุมผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด สายกิจการองค์กรประเทศไทย บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยกลุ่มโรงเรียนคุ้งบางกะเจ้า ที่กระทรวง
ศึกษาธิการ รวมถึงกลุ่มโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ “ส่งความรู้ สร้างความสุข”ในปี 1-4 ร่วมงานผ่านระบบ Zoom

ปฏิทินการศึกษา : แจ้งความจำนงเข้าร่วมรับปริญญา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/688404

วันพฤหัสบดี ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ขอเชิญผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และระดับบัณฑิตศึกษา (กทม.) แจ้งความจำนงเพื่อเข้าร่วมพิธีประสาทปริญญาบัตร ประจำปีการศึกษา 2564ได้ตั้งแต่วันนี้-20 พฤศจิกายน 2565

โดยสแกน QR CODE แจ้งความจำนงเพื่อลงทะเบียนเข้าร่วมพิธี กรณีนักศึกษาที่ไม่ประสงค์จะเข้าร่วมพิธีประสาทปริญญาบัตร นักศึกษาต้องสแกน QR CODE เพื่อแจ้งไม่ประสงค์เข้าร่วมพิธี โดยมหาวิทยาลัยศรีปทุม (กทม.) กำหนดจัดพิธีประสาทปริญญา แก่ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และระดับบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยศรีปทุม ประจำปีการศึกษา 2565 ในระหว่างวันที่ 23-25 ธันวาคม 2565 ณ มหาวิทยาลัยศรีปทุม กทม.(บางเขน) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม สำนักงานทะเบียน โทร.02-5791111 ต่อ 1026 และ 1362

‘ครูหื่น’โผล่เชียงใหม่!‘ตรีนุช’เดือดสั่งเช็คบิลเด็ดขาด ถอนใบอนุญาต‘ครูพละ’กาฬสินธุ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/688396

‘ครูหื่น’โผล่เชียงใหม่!‘ตรีนุช’เดือดสั่งเช็คบิลเด็ดขาด ถอนใบอนุญาต‘ครูพละ’กาฬสินธุ์

‘ครูหื่น’โผล่เชียงใหม่!‘ตรีนุช’เดือดสั่งเช็คบิลเด็ดขาด ถอนใบอนุญาต‘ครูพละ’กาฬสินธุ์

วันพุธ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 16.08 น.

‘ครูหื่น’โผล่เชียงใหม่!‘ตรีนุช’เดือดสั่งเช็คบิลเด็ดขาด ถอนใบอนุญาต‘ครูพละ’กาฬสินธุ์

26 ตุลาคม 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาครูล่วงละเมิดนักเรียน ว่า ศธ.มีนโยบายเร่งด่วน (Quick Win) ในการสร้างสถานศึกษาปลอดภัยแต่แรกอยู่แล้ว และตนก็ได้เน้นย้ำกับผู้บริหารมาโดยตลอด ส่วนกรณีครูผู้ชายโรงเรียนแห่งหนึ่ง ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) 34 จ.เชียงใหม่ ทำอนาจารนักเรียนหญิง ซึ่งการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายลวนลามและคุกคามทางเพศนักเรียน ตนทราบว่าขณะนี้ สพม. 34 เชียงใหม่ ได้สั่งให้ครูคนดังกล่าวมาปฏิบัติหน้าที่ที่ สพม.34 เชียงใหม่ แล้ว พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง หากผลการตรวจสอบพบว่าครูรายดังกล่าวทำผิดจริงก็ให้ดำเนินการขั้นเด็ดขาด

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่ผู้ปกครองนักเรียนหญิงชั้น ม.1 อายุ 13 ปี โรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นโรงเรียนในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กระทรวงมหาดไทย ที่ถูกครูชายสอนวิชาพลศึกษาล่วงละเมิดทางเพศ ตนทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว และได้สั่งการให้ น.ส.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เร่งดำเนินการตรวจสอบโดยเร็วว่าครูคนดังกล่าวมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูหรือไม่ หากผลการตรวจสอบแล้วพบว่าครูพละคนดังกล่าวมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ก็ให้เข้าสู่กระบวนการตั้งคณะกรรมการสอบสวนการกระทำผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพครู ถ้าผลการสอบสวนพบว่ากระทำผิดจริง สามารถดำเนินการเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพและไม่สามารถเป็นครูได้อีก

“สถานศึกษาปลอดภัยถือเป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนที่ดิฉันได้เน้นย้ำตั้งแต่วันแรกที่รับตำแหน่ง รมว.ศธ. และที่ผ่านมาได้เน้นย้ำกับผู้บริหารหน่วยงานหลัก โดยเฉพาะสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ให้ผู้อำนวยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ต้องเข้ามาช่วยกำกับดูแลเรื่องดังกล่าวอย่างเต็มที่ หากมีเหตุการณ์ล่วงละเมิดทางเพศ และตรวจสอบแล้วว่ามีความผิดจะต้องดำเนินการทางวินัยให้ถึงที่สุดกับผู้กระทำผิด” น.ส.ตรีนุช กล่าว

ด้าน ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า ตามที่ รมว.ศธ. มอบหมายให้ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ตรวจสอบกรณีนักเรียนหญิงชั้น ม.1 อายุ 13 ปี โรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ ถูกครูชายสอนวิชาพลศึกษา ล่วงละเมิดทางเพศนั้น จากข้อมูลเบื้องต้น พบว่า ครูรายดังกล่าวสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กระทรวงมหาดไทย แต่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ซึ่งเกี่ยวข้องกับคุรุสภาโดยตรง จึงให้เจ้าหน้าที่สอบถามข้อมูลจากทาง อปท. ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในพื้นที่ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่า เรื่องที่เกิดขึ้นมีมูลและจะต้องมีการดำเนินคดีตามกฎหมาย ทางคุรุสภาจึงตั้งคณะอนุกรรมการลงพื้นที่สืบสวนข้อเท็จจริง เพื่อรวบรวมข้อมูลเสนอให้คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) ตั้งคณะกรรมการสอบสวน เพื่อพิจารณาพักใช้ใบอนุญาตฯ จนกว่าคดีจะสิ้นสุด คาดว่าจะได้ข้อสรุปไม่เกิน 1 สัปดาห์นี้

“เรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีตามกฎหมาย เมื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว จะเสนอ กมว.ตั้งกรรมการสอบสวนฯเพื่อพักใบอนุญาตฯ และเมื่อคดีสิ้นสุดแล้ว พบว่ามีความผิดจริง ก็จะดำเนินการเพิกถอนใบอนุญาตฯ ต่อไป ซึ่งกรณีนี้ถือว่ามีความผิดร้ายแรงถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาตฯแน่นอน คุรุสภาให้ความสำคัญกับเรื่องจรรยาบรรณครู โดยปัจจุบันมีคดีที่เกี่ยวข้องกับการทำผิดทางจรรยาบรรณครู ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ กว่า 1,200 คดี ทั้งจากการร้องเรียนมาที่คุรุสภาโดยตรง และกรณีเกิดเป็นข่าวที่รับรู้ในสังคม แบ่งเป็น คดีที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการตามกฎหมาย และพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมกับการประกอบวิชาชีพ ซึ่งส่วนใหญ่ จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศ และการประพฤติผิดทางจรรยาบรรณ อย่างไรก็ตามคุรุสภาไม่ได้นิ่งนอนใจจะเร่งดำเนินการพิจารณาโดยเร็วที่สุด” เลขาธิการคุรุสภา กล่าว

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ตนอยากให้สถาบันผลิตครูให้ความสำคัญกับการผลิตครูที่มีคุณภาพ ไม่เช่นนั้นจะส่งผลเสียกับสังคม และทำให้วิชาชีพครูเสื่อมเสีย เพราะถ้าปล่อยให้คนที่ไม่ดีมาเป็นครู เท่ากับเป็นการทำร้ายเด็ก อยากให้ช่วยกันแก้ไขเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ เพราะไม่อยากให้คนไม่ดีหลุดเข้ามาเป็นครูได้แม้แต่คนเดียว ในส่วนของคุรุสภา จะดำเนินการปรับแก้ระเบียบที่เกี่ยวข้องกับจรรยาบรรณ และปรับขั้นตอนการพิจารณาเพิกถอนและพักใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูให้เร็วขึ้น โดยที่ผ่านมาได้มอบหมายให้ มหาวิทยาลัยบูรพา ทำวิจัยกระบวนการที่เกี่ยวกับการพักหรือเพิกถอนใบอนุญาตฯ ซึ่งทางมหาวิทยาลัยได้เสนองานวิจัยมาให้คุรุสภาแล้ว คาดว่าจะสามารถปรับแก้ระเบียบที่เกี่ยวข้องได้ภายใน 2 เดือน

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวด้วยว่า ส่วนกรณีนักเรียนมัธยม แห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ทีทถูกครูผู้ชายใช้มือโอบกอดจากทางด้านหลังขณะยืนอยู่ข้างๆ แล้วบีบเอวในลักษณะคุกคามทางเพศนั้น คุรุสภาได้ประสานไปยังนางยุพิน บัวคอม ศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่ เบื้องต้นรับทราบว่าสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา 34 (สพม. 34) เขียงใหม่ ได้ดำเนินการรวบรวมและสืบข้อมูลเป็นที่เรียบร้อย ปรากฎว่าครูดังกล่าว มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ จึงสั่งการสำนักจรรยาบรรณและนิติการของคุรุสภาให้เร่งดำเนินการประสานข้อมูลร่วมกับจังหวัดและส่วนงานที่เกี่ยวข้องติดตามเรื่องจรรยาบรรณวิชาชีพฯ อย่างเร่งด่วน หากกรณีดังกล่าวเข้าข่ายมีความผิด คุรุสภา จะตั้งคณะกรรมการสืบสวนต่อไป

‘กรมสมเด็จพระเทพ’พระราชทานพระราชวโรกาสให้ ‘นายโนริอากิ ยามาชิตะ’และคณะเฝ้าฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/688334

'กรมสมเด็จพระเทพ'พระราชทานพระราชวโรกาสให้ 'นายโนริอากิ ยามาชิตะ'และคณะเฝ้าฯ

‘กรมสมเด็จพระเทพ’พระราชทานพระราชวโรกาสให้ ‘นายโนริอากิ ยามาชิตะ’และคณะเฝ้าฯ

วันจันทร์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 11.06 น.

“กรมสมเด็จพระเทพ” พระราชทานพระราชวโรกาสให้ นายโนริอากิ ยามาชิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย และคณะเฝ้าฯ

24 ตุลาคม 2565 เมื่อวันอาทิตย์ 23 ตุลาคม 2565 เวลา 17.33 น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จออก ณ วังสระปทุม พระราชทานพระราชวโรกาสให้ นายโนริอากิ ยามาชิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด นำคณะผู้บริหารบริษัทเข้าเฝ้าฯ เพื่อทูลเกล้าฯถวายเงิน

โดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย ในโอกาสนี้ เยาวชนที่ชนะการประกวดภาพวาดระบายสีโตโยต้า หัวข้อ รถยนต์ในฝัน “โตโยต้า ดรีม คาร์ คอนเทสต์” (TOYOTA DREAM CAR ART CONTEST) ประจำปี 2565 ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพร้ตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมด้วยผู้ปกครองที่ชนะการประกวดฯ ร่วมเข้าเฝ้าฯด้วย.012

‘ไร้บ้าน’แต่ไม่ไร้‘ความหวัง’ จากปัญหาสู่คุณค่า..เป็นไปได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/688214

‘ไร้บ้าน’แต่ไม่ไร้‘ความหวัง’ จากปัญหาสู่คุณค่า..เป็นไปได้

‘ไร้บ้าน’แต่ไม่ไร้‘ความหวัง’ จากปัญหาสู่คุณค่า..เป็นไปได้

วันจันทร์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.10 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ ภาคีเครือข่ายประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร (กทม.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มูลนิธิกระจกเงา และอีกหลายองค์กร เปิดวงเสวนา “Homeless ไม่ Hopeless : เสียงสะท้อน ความหวัง อนาคต และชีวิตในภาวะไร้บ้าน” ณ ลานคนเมือง ศาลาว่าการกทม. (เสาชิงช้า) ชวนผู้เกี่ยวข้องกับการทำงานกับคนไร้บ้าน (หรือคนเร่ร่อน-ผู้ใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะ) ทั้งภาครัฐและภาคประชาสังคม สะท้อนมุมมองและร่วมหาทางออก

ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการ กทม. กล่าวว่า คนไร้บ้านไม่ใช่ปัญหา แต่อาจจะเป็นสังคมหรือเมืองที่ทำให้คนไม่น่าอยู่ หรือทำให้กลุ่มคนไร้บ้านมีสวัสดิการหรือสิทธิไม่เพียงพอ เพราะปัจจุบันอยู่ในสถานการณ์ที่มีบ้านและตึกร้างจำนวนมากแต่ยังมีคนที่ไม่มีบ้าน นอกจากนี้ถึงแม้มีอาหารเหลือทิ้ง (Food Waste) เยอะแยะ แต่บางคนก็ไม่มีอาหารกิน นอกจากนั้นได้ถามผู้ประกอบการหลายคนบอกว่าหาคนทำงานยากมาก แต่บางคนก็กลับไม่สามารถเข้าถึงแหล่งงานได้ จากปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องของการบริหารงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ

“เป็นหน้าที่ของกรุงเทพมหานครที่จะต้องบูรณาการร่วมกับภาคีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐในการปลดล็อกกฎหมาย และต้องบูรณาการกับภาคประชาสังคม มูลนิธิ หรือเครือข่ายต่างๆ เพื่อให้เกิดขึ้นได้ ทุกวันนี้จะเห็นว่ามีเสียงที่พูดถึงคนไร้บ้านมากขึ้นว่ามีจำนวนเยอะขึ้นไหม หรือมีการจัดการที่ดีเพียงพอไหม ซึ่งโจทย์เราอาจจะต้องทำหลายอย่างไปพร้อมกัน ทั้งบริหารจัดการและทำให้คนไม่รู้สึกว่าเรื่องคนไร้บ้านคือปัญหา แต่สังคมที่เราอยู่ด้วยกันสร้างปัญหาบางอย่างที่ทำให้เกิดคนไร้บ้านเกิดขึ้น เราอาจจะต้องช่วยกันมากกว่านี้” รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าว

ธนิต ตันบัวคลี่ รองผู้อำนวยการสำนักพัฒนาสังคม กรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า ปัจจุบัน กทม. มีนโยบายเกี่ยวกับคนไร้บ้านที่ชัดเจน 3-4 ข้อ เช่น “คนไร้บ้านต้องไม่ไร้สิทธิ์” ตอนนี้วางแนวทางการดำเนินงานขั้นพื้นฐานมาพอสมควร และกำลังจะขยายทำต่อในเรื่องการจ้างงานและที่อยู่อาศัย โดยมีต้นแบบที่ทำประสบความสำเร็จอยู่แล้วจากเครือข่ายคนไร้บ้าน

“ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา กทม.ได้เริ่มดำเนินการตามนโยบายดูแลคนไร้บ้านโดยพยายามช่วยเหลือเยียวยาด้วยการตั้งจุดบริการไว้ 4 จุด หรือที่เรียกว่าจุด Drop In เพื่อแก้ไขปัญหาคนเร่ร่อน นอกจากนี้ปัจจุบันมีข้อบัญญัติเงินอุดหนุนให้กับภาคประชาสังคมที่ทำงานช่วย กทม. เครือข่ายสามารถทำได้ตามอำนาจหน้าที่ กทม. เพื่อขับเคลื่อนงานกับเครือข่ายคนไร้บ้านได้ ซึ่งตอนนี้ตั้งคณะกรรมการเรื่องนี้ขึ้นมาแล้ว” รอง ผอ.สำนักพัฒนาสังคม กทม. กล่าว

อุเทน ชนะกุล ผู้อำนวยการกองคุ้มครองสวัสดิภาพและเสริมสร้างคุณภาพชีวิต กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า จากสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา เป็นตัวช่วยให้ได้ทำงานใกล้ชิดกันกับภาคประชาสังคมมากขึ้น ส่วนข้าราชการทำให้มีการพูดคุยร่วมกันมากขึ้น แต่เมื่อพูดคุยกับคนไร้บ้านได้สอบถามถึงความต้องการในพื้นที่ รู้สึกว่ากลุ่มคนไร้บ้านกลัวที่จะให้ข้อมูล แต่เวลาไปกับมูลนิธิต่างๆ กลับได้ความร่วมมืออย่างดีในการจะพูดคุยด้วย

“มองว่าจุดนี้เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญมากต่อมาทาง พม. พยายามที่จะปรับบทบาทให้สอดคล้องกับความต้องการ และวิธีการไปทำงานกับคนไร้บ้าน เช่น เข้าไปคุยกับคนไร้บ้านหลังช่วงเคอร์ฟิว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ ทำให้ได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับกลุ่มคนไร้บ้าน” ผอ.กองคุ้มครองสวัสดิภาพและเสริมสร้างคุณภาพชีวิต กล่าว

ภายในงานมีตัวแทนองค์กรภาคประชาสังคม (NGO) ที่ทำงานด้านคนไร้บ้านมาร่วมนำเสนอข้อค้นพบต่างๆ อาทิ อัจฉรา สรวารี มูลนิธิอิสรชนให้ความเห็นว่า “การทำงานกับกลุ่มคนไร้บ้านจะต้องลงมาเป็นเพื่อนเขา” โดยพยายามเพื่อจะหาข้อมูลให้ได้จริงๆ ว่าสิ่งที่กลุ่มคนไร้บ้านต้องการคืออะไร จึงทำให้เกิดเป็นโครงการต่างๆ เช่น โครงการแบ่งปันอาหาร โครงการถุงปันสุข การพาเขาเข้าสู่สิทธิการรักษา และการขับเคลื่อนให้เกิด พ.ร.บ.การคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง พ.ศ. 2557

“ล่าสุดได้ร่วมกันขับเคลื่อนให้ท้องถิ่นดูแลคนไร้ที่พึ่งให้ได้ เพราะพบว่าเมื่อส่งกลุ่มคนเหล่านี้กลับบ้านหรือคืนสู่สังคม เขาไม่สามารถอยู่ในชุมชนได้และท้องถิ่นไม่สามารถเอางบประมาณลงมาดูแลได้ ทั้งที่กลุ่มคนดังกล่าวน่าจะอยู่ในชุมชนหรือในท้องถิ่นของตนเองได้ ซึ่งบางท้องถิ่นอยากขับเคลื่อนเรื่องนี้ จึงทำอย่างไรให้เกิดระบบในการดูแลกลุ่มคนไร้ที่พึ่งได้ และอยากให้ได้เกิดการพัฒนาตัวเองและช่วยเหลือตัวเองด้วย

ซึ่งบางกรณีที่อยากได้สิทธิคนพิการ ทางมูลนิธิฯได้สนับสนุนด้วยการบอกช่องทาง และให้กลุ่มคนเหล่านี้ไปดำเนินการเอง จะเห็นได้ว่ากลุ่มคนดังกล่าวอยากได้จริงๆ และพร้อมที่จะพัฒนาตัวเอง ซึ่งทำให้เกิดความยั่งยืนในอนาคต ล่าสุดมีการขับเคลื่อนให้สังคมเข้ามามีส่วนร่วม เพราะการขับเคลื่อนจากภาครัฐและเอกชนไม่เพียงพอ ประชาชนควรมีส่วนร่วมให้เรื่องคนไร้บ้านเป็นเรื่องใกล้ตัว เพราะว่าคนทุกคนอาจมีโอกาสเร่ร่อนหรือใช้ชีวิตในที่สาธารณะได้ ซึ่งทุกคนมีความเสี่ยงทำให้การขับเคลื่อนสวัสดิการในอนาคตจึงเป็นเรื่องสำคัญ” อัจฉรา กล่าว

สมพร หารพรม มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย กล่าวว่า แนวทางของมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัยคือ “เน้นให้เข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน” โดยจะมีอยู่ 3-4 เรื่อง ซึ่งมูลนิธิจะเน้นเรื่องของการตั้งหลักชีวิตก็คือ “มีที่พักอาศัย” โดยการมีที่พักจะพูดถึงเรื่องการที่คนไร้บ้านได้หวนกลับมาว่าเขาจะไปต่ออย่างไร ซึ่งเริ่มจากการนำร่องเรื่องการทำศูนย์พักพิงขึ้นมา เพื่อเสนอนโยบายที่อยู่อาศัย นอกจากนั้นยังมีการทำงานกับกลุ่มคนในพื้นที่สาธารณะ โดยพยายามที่จะรวมกลุ่มคนไร้บ้านในพื้นที่สาธารณะ เพื่อที่จะพูดถึงปัญหาของเขาว่ามีปัญหาอยู่กี่เรื่อง

โดยในแต่ละสถานการณ์ เช่น ผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ และล่าสุดคือโรคระบาดโควิด-19 ซึ่งกลุ่มคนไร้บ้านจะเป็นกลุ่มคนที่ถูกให้ความสำคัญหลังสุดที่จะเข้าไปดูแล เช่น จากลงพื้นที่พูดคุยพบว่าคนไร้บ้านเข้าไม่ถึงการป้องกันโควิด จนกลายเป็นที่มาของการผลักดันให้เกิดจุดประสานงานขึ้นมาบนพื้นที่สาธารณะ โดยทำงานร่วมกับกองคุ้มครองสวัสดิภาพและเสริมสร้างคุณภาพชีวิต พม. และไม่ได้ทำเฉพาะในพื้น กทม. เท่านั้น แต่ทำในพื้นที่ต่างจังหวัดด้วย ทำให้เกิดการทำงานร่วมกัน

“จากจุดประสานงานทำให้เกิดความคิดว่าเรื่องศูนย์พักอย่างเดียวไม่พอ เพราะกลุ่มคนไร้บ้านในหลายส่วนคิดเรื่องการทำงาน ซึ่งงานอย่างเดียวยังตอบโจทย์ไม่พอ จะต้องมีที่อยู่อาศัยที่ใกล้แหล่งงานด้วย จึงกลายมาเป็นการพูดคุยและคิดร่วมกันในการทำห้องเช่าราคาถูก กลายเป็นที่มาของโครงการที่อยู่อาศัยคนละครึ่งโดยเริ่มนำร่องในพื้นที่หัวลำโพง จากคนกลุ่มเล็กๆ10 กว่าคน จนปัจจุบันมีสมาชิกประมาณ 40 คน หรือประมาณเกือบ 20 ห้อง

คาดการณ์ว่าถ้าสามารถทำให้คนไร้บ้านออกจากพื้นที่สาธารณะหรือตั้งหลักชีวิตได้จะขยับขยายเพิ่ม เพียงแต่ต้องได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสิ่งที่จะทำต่อไปคือนโยบายเรื่องที่อยู่อาศัยราคาถูก จะเป็นนโยบายที่เข้ามาช่วยเหลือไม่ใช่เฉพาะคนไร้บ้านในพื้นที่สาธารณะอย่างเดียว แต่สามารถช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางด้วย” สมพร กล่าว

นพ.จักกาย เกษมนานา กลุ่มหมอกระเป๋าเล่าว่า ในฐานะแพทย์ที่อยากเข้าใจปัญหาสุขภาพของคนในพื้นที่สาธารณะ จึงลงมาทำงานกับคนเครือข่ายอาสาหลายภาคกับมูลนิธิอิสรชน ได้เห็นถึงที่น่าสลดหดหู่ “เคยเห็นคนไร้บ้านไส้ทะลักนอนจมอุจจาระของเขา” เป็นเรื่องสะเทือนใจมากที่เห็นมนุษย์คนหนึ่งอยู่ในสภาพแบบนี้ จึงทำให้คิดว่า “งั้นรักษากันตรงนี้ละกัน” โดยขนยาใส่กระเป๋าแล้วลงเดินไปกับแฟนที่เป็นแพทย์เช่นกัน

“ตอนหลังเริ่มชวนหมอหลายๆ ท่านจนกลายเป็นทีม และยังมีอาจารย์หลายๆ ท่านลงมาด้วย เมื่อมารักษาก็เริ่มเห็นคนไร้บ้านเข้ามาต่อแถวมากขึ้น จึงตั้งสเตชั่นตรวจทุกวันอังคารที่ 1 และ 3 ของเดือนบริเวณตรอกสาเกเป็นประจำ และอีกเคสที่จะทำต่อจากนี้คือเคสผู้ป่วยจิตเวช เพราะเคสจิตเวชที่มีอาการน้อยและปานกลาง ไม่มีใครรู้ว่าเขาป่วยและคนเหล่าไม่ได้รับการรักษาด้วย” นพ.จักกาย กล่าว

สิทธิพล ชูประจง จากมูลนิธิกระจกเงา กล่าวว่า มูลนิธิกระจกเงาทำงานกับคนในพื้นที่สาธารณะโดยเริ่มจากกลุ่มผู้ป่วยจิตเวชเร่ร่อน เนื่องจากยังไม่มีหน่วยงานไหนทำงานกับคนกลุ่มนี้และไม่มีหน่วยงานไหนมาดูแลว่าจะทำอย่างไรกับกลุ่มผู้ป่วยจิตเวชเร่ร่อน ซึ่งคนไร้บ้านเองยังสามารถดูแลคุณภาพชีวิตของตัวเองได้ในระดับหนึ่ง แต่ตัวผู้ป่วยจิตเวชเร่ร่อนไม่สามารถที่จะดูแลตัวเองได้ในฐานะมือใหม่ที่ทำงานกับคนไร้บ้าน ได้ขอความรู้จากมูลนิธิอิสรชน และดูการทำงานของมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย ที่ทำงานมาก่อนหน้า

จนในที่สุดได้ทดลองทำเอง โดยการทำกิจกรรม “FOOD FOR FRIENDS” หรือ “อาหารเพื่อเพื่อน” โดยใช้รถหมูแดงเป็นเครื่องมือในการทำความเข้าใจและทำความรู้จักกับโลกของคนไร้บ้าน พอมีความเข้าใจและได้รู้จักถึงคนไร้บ้านจะช่วยแก้ปัญหาได้ ทั้งนี้ หลังจากได้ลงพื้นที่ สิ่งที่คนไร้บ้านมาสะท้อนให้เห็นมากที่สุดคือ “ถามหาข้าวกิน” และ “ถามหางานทำ” จึงคิดว่าสิ่งนี้น่าจะเป็นกุญแจที่สำคัญที่สุดในการทำงานกับคนไร้บ้าน นำมาสู่การเกิดขึ้นของโครงการ “จ้างวานข้า”ด้วยความหวังว่า จะทำให้เขาหลุดพ้นจากคนไร้บ้านไปสู่การเป็นคนมีบ้าน

“การมีงานทำมีความหมายมากต่อกลุ่มคนไร้บ้าน เนื่องจากงานจะนำไปสู่เรื่องรายได้ เมื่อรายได้จะนำไปสู่การที่เขาสามารถตัดสินใจ มีกระบวนการในการคิดว่าฉันจะไปอย่างไรต่อ โดยมิติทางเศรษฐกิจเป็นสิ่งสำคัญในการที่ทำให้กลุ่มคนไร้บ้านวางตัวเองว่าจะอยู่ไร้บ้านต่อไป หรือจะเปลี่ยนไปเป็นคนที่มีที่อยู่อาศัย” สิทธิพล กล่าว

ตัวอย่างคนไร้บ้านที่ได้รับประโยชน์จาก “จ้างวานข้า” โครงการดีๆ ที่ทำให้คนไร้บ้านมีโอกาสได้งานทำซึ่งหมายถึงการมีรายได้เลี้ยงตนเอง
“ลุงอดุล” เปิดเผยว่า ชีวิตเมื่อก่อนเป็นคนเร่ร่อนค่ำที่ไหนก็นอนที่นั้น บางทีไม่มีข้าวจะกิน เพราะช่วงโควิดงานหาทำงานยากและไม่มีบ้านเช่า จึงต้องนอนตามสถานีรถไฟวงเวียนใหญ่ ซึ่งบางทีมีคนมาจ้างงานวันสองวัน ทำให้พอประทังชีวิตได้บ้าง แต่เมื่อมาอยู่กับมูลนิธิกระจกเงาชีวิตดีเป็นอย่างมาก

“จากชีวิตที่ไม่มีอะไรจนปัจจุบันมีงานทำและมีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง โดยสามารถเช่าบ้านได้จากการร่วมโครงการจ้างวานข้า ที่จ้างให้ทำงานต่างๆ ทำให้เช่าบ้าน 1,500 บาท มีฝากธนาคารไว้ 1,000 เหลือ 4,000-5,000 เอาไว้ใช้ในชีวิตประจำวัน พอเวลาว่างก็หาอาชีพเสริมเพื่อให้มีรายได้ ทำให้ในปัจจุบันตอนนี้ชีวิตสบายขึ้นมีบ้าน มีที่อาบน้ำ เช้ามาตื่นไปทำงาน เย็นก็กลับมานอน” ลุงอดุล ระบุ

ยังมีเสียงสะท้อนจาก “เครือข่ายคนไร้บ้านหัวลำโพง” เล่าถึงโครงการ “ที่อยู่อาศัยคนละครึ่ง”ว่า เริ่มแรกมีมูลนิธิของคนไร้บ้านเข้าไปตรวจสอบ ดูแล และถามสารทุกข์สุขดิบในช่วงที่เป็นโควิด -19 จึงได้เห็นถึงความต้องการของพี่น้องแต่ละคนว่า “อยากมีห้อง-อยากมีงาน” จึงเกิดโครงการห้องเช่าคนละครึ่งขึ้นมา เริ่มจากคนไร้บ้าน 10 คนแรก เช่าห้องประมาณ 6 ห้อง

เวลาต่อมาเมื่อ 10 คนนี้ได้ทำงานจึงทำให้มีชีวิตที่ดีขึ้น เพราะได้อาบน้ำเหมือนคนปกติ ทำให้มีโครงการห้องเช่าคนละครึ่งเกิดตามมาอีกทีละเฟส จนในปัจจุบันนี้มีประมาณ 40 คน 5 เฟส รวมห้องเช่า20 กว่าห้อง และมีขึ้นอีกในเฟสที่ 6 ในเดือนพฤศจิกายน 2565 ระหว่างนี้คนที่เตรียมจะย้ายเขาต้องดูแลตัวเองไปก่อน นอกจากนี้ยังมีคนไร้บ้านอีกจำนวนมากที่อยู่ในพื้นที่สาธารณะ จากที่อื่นด้วยไม่เฉพาะที่หัวลำโพง ได้ให้ความสนใจเช่นกัน

ภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สสส. กล่าวว่า ในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา มีคนไร้บ้านเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 30 หรือจาก 1,300 กว่าคนเป็น 1,800 กว่าคน และในภาพรวมเป็น 4,000 คน ซึ่งคนกลุ่มนี้จำเป็นต้องได้รับการยกระดับพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างมาก เพราะฉะนั้นภาคประชาสังคมมีบทบาทสำคัญมากในการเข้ามาสนับสนุนในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย มูลนิธิกระจกเงา และมูลนิธิอิสรชน

โดย 3 องค์กรนี้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันขับเคลื่อนเรื่องคุณภาพชีวิตคนไร้บ้านอย่างต่อเนื่อง ถ้าไม่มีภาคประชาสังคมเข้ามาหนุนเสริม เรื่องการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไร้บ้านอาจจะมาไม่ถึงจุดนี้ โดยมีโมเดลเรื่องการเข้าถึงที่อยู่อาศัยและเรื่องอาชีพที่ชื่อว่าที่อยู่อาศัยคนละครึ่ง ที่เป็นไฮไลท์สำคัญที่ได้รับการยกระดับต่อยอดจากทาง กทม. และ พม. ในการที่จะหนุนเสริมกลุ่มคนไร้บ้าน ให้กลุ่มคนดังกล่าวมีที่อยู่อาศัยและได้มีอาชีพ

นอกจากนี้ ภาควิชาการมีความสำคัญเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เป็นพาร์ทเนอร์สำคัญที่ สสส. ให้การสนับสนุน และชี้ให้เห็นช่องว่างและโอกาสในการขยับเรื่องคนไร้บ้าน ไม่ว่าจะเป็นโมเดลที่อยู่อาศัยคนละครึ่งหรือจุดดรอปอิน เป็นนวัตกรรมและไฮไลท์งานด้านสังคมที่สำคัญ ซึ่งคำว่า “ความสุขหรือสุขภาวะของคนไร้บ้าน” เป็นเรื่องยาก แต่ สสส.ยินดีที่จะเป็นหน่วยงานหนึ่งที่เข้ามาเสริมหนุน

และสำหรับคนที่ทิ้งแล้วทุกอย่าง ทิ้งชีวิตที่มีความสุข และทิ้งครอบครัวของตัวเองมาอยู่ในพื้นที่สาธารณะ..การจะทำให้กลุ่มเหล่านี้เข้ามาดูแลสุขภาพจึงเป็นเรื่องท้าทายเช่นกัน!!!

โครงการ “จ้างวานข้า” ริเริ่มโดยมูลนิธิกระจกเงา มาตั้งแต่ปี 2563 โดยเล็งเห็นว่า คนไร้บ้านขาดโอกาสในการเข้าถึงแหล่งงาน ทำให้ขาดรายได้ในการเลี้ยงชีพและเก็บเป็นเงินออม จึงไม่สามารถหลุดพ้นจากสถานะคนไร้บ้านได้ โดยประเภทงานที่อยู่ในโครงการจ้างวานข้า คืองานทำความสะอาด เนื่องจากสอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนไร้บ้านมากที่สุด เพราะคนไร้บ้านส่วนใหญ่เป็นแรงงานไร้ฝีมือ รวมถึงเป็นผู้สูงอายุ โดยมีความร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร (กทม.) และชุมชนต่างๆ ในการจ้างคนเหล่านี้ไปทำความสะอาดพื้นที่ ซึ่งนอกจากทำให้คนไร้บ้านมีรายได้แล้ว ยังทำให้คนไร้บ้านรู้สึกกระตือรือร้นเนื่องจากมองเห็นคุณค่าในตนเองด้วย

‘เครื่องช่วยฟังมหัศจรรย์’ นวัตกรรมไทยคว้ารางวัลนานาชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/688215

‘เครื่องช่วยฟังมหัศจรรย์’ นวัตกรรมไทยคว้ารางวัลนานาชาติ

‘เครื่องช่วยฟังมหัศจรรย์’ นวัตกรรมไทยคว้ารางวัลนานาชาติ

วันจันทร์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นักศึกษาชาวไทยจาก 3 มหาวิทยาลัยใน 2 ประเทศ-1 ดินแดน ประกอบด้วยนายวิทวัส สุดทวี นายพิจักษณ์ อารยาวิชานนท์ น.ส.ลลิดา อภิรมย์ น.ส.สุชัญญา โชติพุทธิกุล ภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ประเทศไทย น.ส.ณจรีย์ จันทร์เจิดศักดิ์ ภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยกลาสโกว์ สหราชอาณาจักร และ นายพลิศ อนามบุตร ภาควิชาวัสดุศาสตร์และวิศวกรรม มหาวิทยาลัยแห่งชาติวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไต้หวัน ร่วมกันคิดค้นนวัตกรรม “เครื่องช่วยฟังมหัศจรรย์ (The Amazing Hearing Device : AHDs)”

ซึ่งผลงานดังกล่าวสามารถคว้ารางวัลนานาชาติในงานแข่งขัน iCREATe 2022 ที่เกาะฮ่องกง ประเทศจีน เพื่อช่วยให้ผู้สูญเสียการได้ยิน ไม่ต้องผ่าตัดฝังประสาทหูเทียม เพียงนำอุปกรณ์ไปติดไว้บริเวณด้านหลังใบหู ก็จะสามารถใช้งานได้ทันที โดยสามารถปรับความดังและย่านความถี่ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้งานได้อีกด้วย เพื่อโลกที่เกื้อกูลและน่าอยู่สำหรับทุกวัย

วิทวัส สุดทวี นักศึกษาชั้นปีที่ 3 ภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เล่าถึงที่มาที่ไปของการพัฒนาผลงานชิ้นนี้ว่า ในปี 2564 มีจำนวนผู้ป่วยสูญเสียการได้ยินทั่วโลก มีจำนวนกว่า 1.5 พันล้านคน และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 2.5 พันล้านคน ภายในปี 2573 ตามรายงานของ WHO (2021) ส่วนประเทศไทยปัจจุบันมีผู้สูญเสียการได้ยินกว่า 400,000 คน ตามรายงานของกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ

โดยผู้สูญเสียการได้ยินอย่างรุนแรงหรือหูหนวกนั้นเครื่องช่วยฟังเป็นที่ต้องการสูงมาก ซึ่งเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่จะช่วยเพิ่มโอกาสให้กลับมารับรู้เสียงเหมือนกับคนปกติอีกครั้ง นอกจากนั้น สังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ทำให้ปัญหาการได้ยินยิ่งมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในผู้ป่วยที่สูญเสียการได้ยินเป็นเวลานานๆ หากไม่ได้รับการฟื้นฟู ความสามารถในการเข้าใจคำพูดจะลดลงทีละน้อย จนฟังไม่รู้เรื่อง ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิตในอนาคต

“ทีมวิจัยจึงได้คิดค้นและพัฒนานวัตกรรม เครื่องช่วยฟังมหัศจรรย์ (The Amazing Hearing Device : AHDs) ขึ้น โดยนำศาสตร์ทางวิศวกรรมชีวการแพทย์”มาประยุกต์ใช้ร่วมกับวัสดุศาสตร์ ซึ่งในปัจจุบันจำนวนผู้ป่วยที่สามารถเข้าถึงเครื่องช่วยฟังมีจำนวนน้อยมาก ทั้งนี้ เพราะการออกแบบเครื่องช่วยฟังยังไม่สามารถใช้ได้กับทุกคนและยังไม่ตอบโจทย์ผู้ใช้งาน เช่น คนใส่แว่นตาจะไม่สามารถใส่เครื่องช่วยฟังได้” วิทวัส กล่าว

ด้าน พิจักษณ์ อารยาวิชานนท์ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 ภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวเสริม
ว่า ทีมได้ศึกษาและออกแบบให้เป็นเครื่องช่วยฟังที่ใช้บริเวณภายนอก โดยนำไปติดไว้บริเวณด้านหลังใบหู ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดฝังประสาทหูเทียม ส่วนประกอบของเครื่องช่วยฟังมหัศจรรย์ คือ ไมโครโฟน (Microphone), ตัวประมวลผล (Digital Signal Processor),

เครื่องสั่นสำหรับขยายเสียงให้แก่ผู้ใช้ (Bone Conduction Vibrator) จุดเด่น คือ ดีไซน์เหมาะกับสรีระของร่างกายมนุษย์ เพื่อให้สามารถใช้งานง่าย ประสิทธิภาพสูง มีน้ำหนักเบาและใส่สบาย รองรับการใช้ร่วมกับเเว่นตาได้โดยไม่ติดขัด หรือจะเลือกใช้คู่กับที่คาดศีรษะได้ด้วย ซึ่งเหมาะกับคนที่ทำกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวมาก ช่วยให้การฟังมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

“ผู้ใช้งานสามารถปรับขนาดได้ตามความเหมาะสม คาดได้ทั้งเเนวนอนเเละเเนวตั้งหากอยู่ต่างสถานที่ ผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าจะปรับความถี่ใหม่หรือไม่ตามความชอบ วิธีการใช้งาน สะดวกและง่ายดาย เพียงติดเครื่องช่วยฟังไว้บริเวณหลังหู โดยใช้แผ่นยึดเกาะที่ติดมากับเครื่อง ก็จะสามารถใช้งานได้ทันที” พิจักษณ์ กล่าว

‘ตรีนุช’มอบสพฐ.-สอศ.คืนชีพหลักสูตรทวิศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/687937

'ตรีนุช'มอบสพฐ.-สอศ.คืนชีพหลักสูตรทวิศึกษา

‘ตรีนุช’มอบสพฐ.-สอศ.คืนชีพหลักสูตรทวิศึกษา

วันศุกร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 16.10 น.

21 ต.ค.65 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า จากการที่ตนพร้อมด้วย ดร.อัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) และ ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) ได้ลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย พะเยา และน่าน เพื่อเยี่ยมสถานศึกษา ติดตามการดำเนินการตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และรับฟังความต้องการของพื้นที่ พบว่า หนึ่งในข้อเรียกร้องของพื้นที่ที่ตรงกัน คือ ขอให้มีการจัดหลักสูตรทวิศึกษา ซึ่งเป็นการเรียนร่วมหลักสูตรอาชีวศึกษาและมัธยมศึกษาตอนปลายเมื่อสำเร็จการศึกษาผู้เรียนจะได้รับวุฒิการศึกษาทั้งการศึกษาขั้นพื้นฐานระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสด้านวิชาชีพให้แก่ผู้เรียนสายสามัญศึกษาได้เรียนสายช่างควบคู่ไปด้วย แต่ช่วงที่ผ่านมาการสอนหลักสูตรทวิศึกษาได้หยุดชะงักลง และ ขณะนี้มีเด็กที่เรียนในหลักสูตรนี้ค้างท่ออยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งทางจังหวัดต้องการให้จัดหลักสูตรนี้ต่อไป โดยเฉพาะในกลุ่มโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ และโรงเรียนในโครงการพระราชดำริ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่เด็กกลุ่มด้อยโอกาส

“ดิฉัน ได้รับฟังรายงานการจัดการศึกษาหลักสูตรทวิศึกษา ของโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 56 จังหวัดน่าน ซึ่งได้ทำบันทึกข้อตกลงกับวิทยาลัยสารพัดช่างน่าน โดยมีการจัดหลักสูตรทวิศึกษาร่วมกันใน 2 รายวิชา คือ  หลักสูตรการตลาด และหลักสูตรช่างยนต์  มาตั้งแต่ปี 2558-2564 มีนักเรียนเรียนจบหลักสูตรจำนวน 104 คน และในส่วนของวิทยาลัยการอาชีพเวียงสา ได้จัดหลักสูตรทวิศึกษา ปี 2561 – 2562 มีนักเรียนจบหลักสูตร จำนวน 32 คน ขณะที่จังหวัดเชียงราย โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 15 (เวียงเก่าแสนภูวิทยาประสาท) ได้ร่วมกับ วิทยาลัยการอาชีพเวียงเชียงรุ้ง เปิดสอนทวิศึกษา 6 สาขาวิชา ได้แก่ ช่างก่อสร้าง ช่างยนต์ ช่างไฟฟ้า  คอมพิวเตอร์ธุรกิจ คหกรรม และการบัญชี ซึ่งทำให้นักเรียนที่จบหลักสูตรทวิศึกษา สามารถเลือกเรียนต่อในระดับสูงได้ทั้งสายวิชาชีพในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง(ปวส.) และ ปริญญาตรี ขณะเดียวกันเด็กบางคนก็สามารถนำความรู้และวุฒิ ปวช.ไปประกอบอาชีพได้เลย” นางสาวตรีนุช กล่าว

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า ตนได้มอบนโยบายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ร่วมกันขับเคลื่อนการจัดหลักสูตรทวิศึกษา โดยมีการจัดทำแผนระดับจังหวัด ว่า ควรจัดทวิศึกษารายวิชาใด ในโรงเรียนไหน รวมถึงแก้ไขปัญหาที่ทำให้โครงการนี้หยุดชะงักลง สำหรับเด็กชั้น ม.4 เรียนหลักสูตรทวิศึกษาซึ่งที่ค้างท่ออยู่ในปัจจุบันก็ให้จัดการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง และสามารถเปิดรับนักเรียนรุ่นต่อไปในปีการศึกษา 2566 ได้ ทั้งนี้ ตนได้ย้ำไปด้วยว่าการจัดหลักสูตรทวิศึกษาให้เป็นไปตามความพร้อมของทั้งโรงเรียนและวิทยาลัย และผู้ที่จะได้รับประกาศนียบัตร 2 หลักสูตร จะต้องเรียนรายวิชาครบตามเงื่อนไขของทั้ง 2 หลักสูตร ในการนี้ให้เลขาธิการ กพฐ.และเลขาธิการ กอศ.หารือร่วมกันในรายละเอียดการดำเนินงานทั้งการจัดการเรียนการสอนและงบประมาณ

ด้าน ดร.อัมพร  กล่าวว่า การจัดการเรียนการสอนรูปแบบทวิศึกษา เป็นความร่วมมือระหว่าง สพฐ.กับ สอศ. ที่เคยจัดมาก่อนนี้แล้ว แต่ได้เว้นช่วงไป ตอนนี้จึงจะฟื้นขึ้นมาใหม่ โดยจัดในโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ คู่กับวิทยาลัยอาชีวศึกษาที่อยู่ใกล้เคียง โดยขณะนี้ มีโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ สมัครเข้าร่วมโครงการแล้ว 30 กว่าแห่ง ซึ่งการที่เราฟื้นความร่วมมือนี้ขึ้นมา จะทำให้เด็กในโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ซึ่งเป็นเด็กด้อยโอกาส ได้เรียนทั้งสายสามัญ และสายอาชีพ และได้รับวุฒิการศึกษาทั้งสายสามัญและสายอาชีพ สามารถทำงานได้ เรียนต่อได้ และตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติ ที่ต้องการให้เด็กเรียนสายอาชีพเพิ่มมากขึ้นด้วย

“ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สพฐ.ได้มีการปรับการเรียนรูปแบบทวิศึกษา ไปเป็นห้องเรียนอาชีพ ซึ่งไม่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียน  เพราะถึงแม้เด็กจะได้เรียนทั้งสายสามัญ และสายอาชีพ แต่ในส่วนของสายอาชีพนั้น เด็กจะได้แค่หน่วยกิตสะสม จะไม่ได้รับวุฒิสายอาชีพ จึงทำให้เด็กไม่สนใจ โครงการจึงไม่ประสบความสำเร็จ  จึงจำเป็นต้องกลับมาฟื้นทวิศึกษาใหม่ เพื่อให้เด็กที่เรียนแล้วได้ทั้งอาชีพและได้รับวุฒิการศึกษาด้วย” ดร.อัมพร กล่าว

ขณะที่ ว่าที่ร้อยตรี ดร.ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(เลขาธิการ กอศ.) กล่าวว่า สพฐ.และ สอศ. ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาจัดทวิศึกษาร่วมกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยจะเริ่มตั้งแต่ภาคเรียนที่ 1 / 2566 โดยจะนำร่องที่โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ทั่วประเทศให้เต็มรูปแบบก่อน  ส่วนโรงเรียนที่จัดอยู่แล้วก็จะไปทำให้ต่อเนื่อง แต่จะไม่เน้นจัดทวิศึกษากับโรงเรียนที่อยู่ในเมือง จะเน้นในพื้นที่ห่างไกลที่อยู่ตามรอบนอกเพื่อสร้างโอกาสทางสายอาชีพให้กับเด็กๆ

ศธ.จัด’Whit Zone สถานศึกษาปลอดสารเสพติด’ เตรียมสกรีนหาสารเสพติดนร.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/687934

ศธ.จัด'Whit Zone สถานศึกษาปลอดสารเสพติด' เตรียมสกรีนหาสารเสพติดนร.

ศธ.จัด’Whit Zone สถานศึกษาปลอดสารเสพติด’ เตรียมสกรีนหาสารเสพติดนร.

วันศุกร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 16.06 น.

“ศธ.” จัด “Whit Zone สถานศึกษาปลอดสารเสพติด” เตรียมสกรีนหาสารเสพติดนักเรียน

21 ต.ค.65 น.ส.ตรีนุชเทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องยาเสพติด และได้เน้นย้ำให้กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ดูแลเรื่องยาเสพติดให้กับนักเรียนให้มีความเข้มข้นขึ้นนั้น  ตนจึงได้หารือผู้บริหาร ศธ.ถึงมาตรการในการป้องกัน ยาเสพติดในสถานศึกษา โดยจะให้มีการสกรีนนิ่ง เช่น ตรวจปัสสาวะ ตรวจหาสารเสพติด โดยจะเริ่มในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานสางเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย(กศน. )ก่อน จากนั้นสถานศึกษาในสังกัด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) และทุกหน่วยงานที่มีสถานศึกษาในการดูแลก็จะต้องตรวจหาสารเสพติดด้วย 

“วันที่ 26 ต.ค.นี้ กศน.จะเริ่มกิจกรรม “Whit Zone สถานศึกษา กศน.ปลอดสารเสพติด” ก่อน หลังจากนั้นสถานศึกษาในสังกัด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) และทุกหน่วยงานที่มีสถานศึกษาในการดูแลก็จะต้องดำเนินการตรวจหาสารเสพติดในสถานศึกษาด้วย” รมว.ศธ. กล่าว 

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า ตนได้ให้นโยบายและมีการเน้นย้ำมาโดยตลอดว่าสถานศึกษาต้องปลอดยาสารติดทุกชนิด และต้องมีมาตรการป้องกันอย่างเข้มข้นด้วยเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของยาเสพ และโลกที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงขณะนี้เด็กเข้าถึงโซเชี่ยลได้มากขึ้น และยังค้นพบว่าเด็กมีความเครียดเพิ่มขึ้นจากสภาวะต่าง ๆที่เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น ทุกหน่วยงานใน ศธ. จะต้องมีการรณรงค์เกี่ยวกับยาเสพติดให้มากขึ้น โดยอาจจะให้มีการสกรีนเด็กทั้งหมด ว่าขณะนี้ในสถานศึกษาของเรามีเด็กเกี่ยวข้องกับยาเสพติดหรือไม่อย่างไร  ซึ่งภายในโรงเรียนเราไม่ค่อยกังวลเรื่องใช้สารเสพติด แต่ห่วงสังคม ชุมชนที่อยู่โดยรอบโรงเรียน จึงขอให้สังคม ชุมชนรวมถึงผู้ปกครองจะต้องร่วมกันทำให้สถานศึกษาปลอดสารเสพติด และหากพบเด็กอยู่ในกลุ่มเสี่ยงแล้วก็จะต้องทำงานเชื่อมโยงกับกระทรวงที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งต่อไปบำบัดรักษา

ด้าน ดร.อรรถพล สังขวาสี รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) กล่าวเพิ่มเติมว่า  วันที่ 26 ต.ค.นี้ เวลา 09.00 น. กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงาน กศน.ได้จัดกิจกรรม “Whit Zone สถานศึกษา กศน.ปลอดสารเสพติด” บริเวณสนามหญ้ากระทรวงศึกษาธิการ 

โดยมี น.ส.รีนุช เทียนทอง รมว.ศธ. เป็นประธานกิจกรรม และปล่อยคาราวานรณรงค์  “Whit Zone สถานศึกษา กศน.ปลอดสารเสพติด” ลงในพื้นที่ มีผู้บริหาร กศน. ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และนักศึกษา กศน.เข้าร่วมกิจกรรมรณรงค์

ปลัดศธ. กล่าวต่อว่า สำหรับกิจกรรม “Whit Zone สถานศึกษา กศน.ปลอดสารเสพติด”  กศน.จะมีการสำรวจและค้นหาสารเสพติด  โดยการสุ่มตรวจการพกพาสารเสพติดจากนักศึกษา  สุ่มตรวจปัสสาวะนักศึกษา  และมีการตรวจสารเสพติดประจำปี   ส่วนการเฝ้าระวัง  จะมีการจัดตั้งกลุ่มเพื่อนที่ปรึกษา เพื่อนดูแลเพื่อน สร้างครูแกนนำเฝ้าระวัง สังเกตุพฤติกรรมและเก็บข้อมูลนักศึกษากลุ่มเสี่ยง  ส่วนการฟื้นฟู จะมีการเข้าค่ายปรับพฤติกรรม ทำกิจกรรมจิตสังคมบำบัดในสถานศึกษา จากนั้นจะมีการสร้างความยั่งยืน เช่น จัดตั้งองค์กร นักศึกษาต้านยาเสพติด  จัดตั้งเครือข่ายต้านยาเสพติด  และบรรจุเนื้อหายาเสพติดในหลักสูตรสถานศึกษา