มข.จัดสัมมนา‘มหัศจรรย์สมุนไพรกัญชา’ ทำอาหารก็ได้..ส่งเสริมการท่องเที่ยวก็ดี!

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689107

มข.จัดสัมมนา‘มหัศจรรย์สมุนไพรกัญชา’ ทำอาหารก็ได้..ส่งเสริมการท่องเที่ยวก็ดี!

มข.จัดสัมมนา‘มหัศจรรย์สมุนไพรกัญชา’ ทำอาหารก็ได้..ส่งเสริมการท่องเที่ยวก็ดี!

วันจันทร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ สาขาวิชาการจัดการนวัตกรรมการท่องเที่ยว คณะบริหารธุรกิจและการบัญชีมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) จัดงานสัมมนา “มหัศจรรย์สมุนไพรกัญชา ตื่นตาไปกับอาหารสายเขียว เที่ยวไทยสราญใจไปด้วยกัญ (AmazingCannabis Herbal for Gastronomy Tourism)” โดยมี ศ.ดร.มนต์ชัย ดวงจินดา รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นประธานในงาน รศ.ดร.เพ็ญศรี เจริญวานิช คณบดี คณะบริหารธุรกิจและการบัญชี มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงานสัมมนา

ผศ.ดร.ดลฤทัย โกวรรธนะกุล ประธานหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดโครงการ ในการนี้มีนักศึกษา และ ประชาชนที่สนใจเข้าร่วมกว่า 354 คน ณ ห้องออดิทอเรียม อุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และ ผู้เข้าร่วมผ่านช่องทางออนไลน์รวมทั้งสิ้น 135 คน

ผศ.ดร.ดลฤทัย โกวรรธนะกุล ประธานหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า สำหรับงานสัมมนาครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งในหลักสูตรการเรียน การสอนรายวิชา BS944761 สัมมนาทางการท่องเที่ยว เพื่อให้นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาการจัดการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ได้นำทฤษฎีความรู้เกี่ยวกับการจัดประชุมสัมมนามาฝึกปฏิบัติจริง

โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับพืชสมุนไพรกัญชาแบบองค์รวม และเป็นการถ่ายทอดแนวทางการทำธุรกิจเกี่ยวกับสมุนไพรกัญชาให้ประสบความสำเร็จโดยใช้ Gastronomy Tourism เป็นฐานในการทำธุรกิจ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดงานครั้งนี้จะเป็นการสร้างแรงบันดาลใจ และกระตุ้นจุดขายของผู้ประกอบการธุรกิจอาหารที่มีความสนใจในการนำสมุนไพรกัญชามาเป็นส่วนประกอบในการสร้างสรรค์เมนูอาหารของตน และ ยังเป็นการส่งเสริมยกระดับพืชสมุนไพรกัญชาของประเทศไทยสู่ครัวโลกอีกด้วย

ศ.ดร.มนต์ชัย ดวงจินดา รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่นมอบหมายให้กองบริหารงานวิจัยมหาวิทยาลัยขอนแก่น ดูแลสถาบันวิจัยแคนนาบิสครบศาสตร์ เพื่อเน้นการนำกัญชามาใช้ทางด้านการแพทย์ สำหรับ คำว่า แคนนาบิสครบศาสตร์ หมายความว่า มีการทำวิจัยตั้งแต่การปลูกการพัฒนาสายพันธุ์ ดูแลโดยคณะเกษตรศาสตร์

ส่วนที่ 2 ในส่วนของช่อดอก ดูแลโดยคณะวิทยาศาสตร์ จะทำการสกัด โดยจะใช้ความรู้ความสามารถทางด้านเคมี ในการสกัดสาร CBD และสาร THC ออกมาเพื่อไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ มีการทำบริสุทธิ์ กำจัดสิ่งปนเปื้อนต่างๆ จากนั้นจะส่งสารสกัดไปวิจัยต่อที่คณะเภสัชศาสตร์ เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใช้ในทางการแพทย์ จากนั้นเมื่อเกิดผลิตภัณฑ์ต่างๆ จะส่งต่อไปให้คณะแพทยศาสตร์ เพื่อทดสอบทางคลินิกต่อไป

สำหรับ กัญชา หากมองเรื่องของโอกาสด้านนโยบายของประเทศไทยWellness Corridor หรือระเบียงสุขภาพ ที่เป็นความร่วมมือของภาคธุรกิจ มหาวิทยาลัย และภาคสาธารณสุข ในการพยายามผลักดันให้กัญชาเป็นมากกว่าเรื่องของอาหารและเครื่องดื่ม แต่สามารถมองเป็นเรื่องของการท่องเที่ยว เช่น สปา การผ่อนคลาย รวมไปถึงการส่งเสริม Gastronomy ศาสตร์การบริโภคอาหาร

ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเส้นทางที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวมาที่เมืองไทยได้ โดย Gastronomy จะประกอบกันด้วย 3 ส่วน ส่วนที่ 1 จะเป็นการใช้สมุนไพรหรือตัวกัญชา ส่วนที่ 2 ต้องมีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การอาหาร โดยต้องมีความรู้ว่าทำไมต้องเลือกวัตถุดิบนี้จากเมืองนี้ ส่วนที่ 3 คือการสอดแทรกเรื่องของศิลปวัฒนธรรม ซึ่งการรวมทั้ง3 อย่างนี้ก็จะเป็นการดึงดูดนักท่องเที่ยวอย่างแท้จริง

“น้องชีต้า” กีรติกาญจน์ ยอดแสง นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาการจัดการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว คณะบริหารธุรกิจและการบัญชี มหาวิทยาลัยขอนแก่น เล่าว่า ก่อนที่จะมาถึงวันจัดงานมีการเตรียมตัวกับเพื่อนๆ เริ่มตั้งแต่การจัดเตรียมสถานที่ การจัดหาวัตถุดิบที่จะใช้ในงาน การตรวจสอบ แสง สี เสียง ในงาน และการเช็คความเรียบร้อยซึ่งใช้ระยะเวลาเป็นเดือนเพราะว่าต้องมีการวางแผนล่วงหน้า ในการติดต่อวิทยากร การออกแบบงาน

ซึ่งเวลาทำงานร่วมกับเพื่อนๆ มีความคิดเห็นไม่ตรงกันบ้าง แต่เป็นเรื่องปกติของการทำงานเป็นทีม ที่มีเพื่อนทำงานกว่า 100 คน เพราะฉะนั้นเราจะใช้วิธีการแสดงความคิดเห็นโดยการโหวตซึ่งเป็นหลักประชาธิปไตยในการรับเสียงส่วนใหญ่การจัดงานในครั้งนี้ยังได้เรียนรู้ว่ากัญชามีข้อดีเพราะว่าบางครั้ง คนจะติดภาพจำว่ากัญชา เท่ากับ ยาเสพติดสิ่งมึนเมา แต่ว่าความจริงแล้วถ้าหากใช้ในทางที่ดี กัญชาก็สามารถนำมาใช้เป็นยารักษาโรค ส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้ด้วย

อว.- TED Fund มอบทุนสนับสนุนผู้ประกอบการ ‘TED Fund Grant Day 2022’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/688966

อว.- TED Fund มอบทุนสนับสนุนผู้ประกอบการ ‘TED Fund Grant Day 2022’

อว.- TED Fund มอบทุนสนับสนุนผู้ประกอบการ ‘TED Fund Grant Day 2022’

วันเสาร์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 16.02 น.

อว.- TED Fund มอบทุนสนับสนุนผู้ประกอบการ ‘TED Fund Grant Day 2022’

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยกองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TED Fund) จัดงาน พิธีมอบทุนสนับสนุนผู้ประกอบการ “TED Fund Grant Day 2022” ประกาศความสำเร็จผลการดำเนินงานในการสนับสนุนทุนอุดหนุนและองค์ความรู้ในการดำเนินธุรกิจแก่ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ตลอด 3 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563-2565 รวมจำนวนทั้งสิ้น 470 โครงการ มูลค่าทุนรวมกว่า 328 ล้านบาท ซึ่งสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคมให้กับประเทศไทยมากกว่า 1,930 ล้านบาท

ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และประธานกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TED Fund) เผยว่า ความสำเร็จในการดำเนินภารกิจสนับสนุนทุนและองค์ความรู้ในการดำเนินธุรกิจของ TED Fund ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา สามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยความสำเร็จนั้นคือ จำนวนของผู้ประกอบการที่สนใจในการเริ่มต้นธุรกิจเทคโนโลยีและนวัตกรรมกับ TED Fund ที่มีมากกว่า 3,000 ไอเดีย และมีผู้ประกอบการรุ่นใหม่ได้รับการสนับสนุนทุนผ่านโครงการต่างๆ มากถึง 470 โครงการ รวมมูลค่าการสนับสนุนกว่า 328 ล้านบาท การสนับสนุนทุนแก่ผู้ประกอบการเหล่านี้ นอกจากจะเป็นการสนับสนุนให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างแข็งแกร่งแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เป็นประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างแท้จริงและในปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 กระทรวง อว. โดย TED Fund ได้ตั้งเป้าสนับสนุนทุนแก่ผู้ประกอบการ จำนวน 230 โครงการ รวมมูลค่าทุนกว่า 220 ล้านบาท ผ่านโครงการยุววิสาหกิจเริ่มต้น (TED Youth Startup) และโครงการส่งเสริมการขยายตลาดและธุรกิจของผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TED Market Scaling Up) โดย TED Fund จะให้การสนับสนุนทุนครอบคลุมในทุกอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ ซึ่งจะสร้างการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจและสังคมให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นการสร้างโอกาสให้แก่ผู้ประกอบการในการดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ และผลักดันให้เกิดการนำผลงานวิจัยออกมาใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วย

 “สำหรับการจัดงานพิธีมอบทุนสนับสนุนผู้ประกอบการ หรือ TED Fund Grant Day 2022 ในปีนี้ เป็นการจัดขึ้นเพื่อประกาศความสำเร็จในการดำเนินงานของ TED Fund ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา และที่สำคัญยังถือเป็นโอกาสอันดีที่ได้มาร่วมแสดงความยินดีกับผู้ประกอบการที่ได้รับการสนับสนุนทุน ซึ่งผู้ประกอบการรุ่นใหม่เหล่านี้จะเป็นกองทัพสำคัญที่จะพัฒนาประเทศไทยให้เป็นประเทศแห่งศูนย์กลางของเทคโนโลยีและนวัตกรรมในอนาคต” ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ฯ กล่าว

ด้าน ดร.ชาญวิทย์ ตรีเดช ผู้จัดการกองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TED Fund) เผยว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 TED Fund ได้จัดเตรียมนโยบายการสนับสนุนผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรมหน้าใหม่ ผ่าน 2 โครงการใหญ่ด้วยกัน คือ โครงการยุววิสาหกิจเริ่มต้น (TED Youth Startup) ให้การสนับสนุนทุนมูลค่าตั้งแต่ 100,000-1,500,000 บาท โดยผู้สมัครต้องกำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นปริญญาตรี โท เอก หรือเป็นบัณฑิตจบใหม่ไม่เกิน 5 ปี โดยจะต้องอยู่ภายใต้การบ่มเพาะของเครือข่ายร่วมพัฒนาผู้ประกอบการ (TED Fellow) ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ทั้งสิ้น 52 หน่วยงานทั่วประเทศ  ต่อมาคือ โครงการส่งเสริมการขยายตลาดและธุรกิจของผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TED Market Scaling Up) ให้การสนับสนุนทุนมูลค่าไม่เกิน 2,000,000 บาท แก่ผู้ประกอบการที่เคยได้รับการสนับสนุนทุนจากหน่วยงานภาครัฐ และมียอดขายหรือมียอดการสั่งซื้อแล้ว และมีความต้องการขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ 

“การสนับสนุนของ TED Fund ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ผ่านโครงการโครงการยุววิสาหกิจเริ่มต้น (TED Youth Startup) และโครงการส่งเสริมการขยายตลาดและธุรกิจของผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TED Market Scaling Up) คาดว่าจะสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคมได้มากถึง 1,800 ล้านบาท และนอกจากนี้ ทางกองทุนฯ ยังคาดว่าจะได้รับข้อเสนอโครงการจากจากผู้ประกอบการรุ่นใหม่ทั่วประเทศเข้ามาจำนวนไม่น้อยกว่า 1,000 ข้อเสนอโครงการ” ดร.ชาญวิทย์ฯ กล่าว

สำหรับการเปิดรับสมัครโครงการของกองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TED Fund) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 จะเริ่มเปิดรับสมัครในช่วงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ 2565 เป็นต้นไป หากท่านสนใจอยากเริ่มต้นธุรกิจเทคโนโลยีและนวัตกรรมและเติบโตไปพร้อมกับครอบครัว TED Fund สามารถติดตามข่าวสารการเปิดรับสมัครได้ผ่านเว็บไซต์ http://www.tedfund.mhesi.go.th หรือแอดไลน์กองทุนฯ ได้ที่ : @tedfund หรือโทร 02 333 3700 ต่อ 4072-4075

ประกวดผ้าขิดลาย ‘นารีรัตนราชกัญญา’ รอบชิงชนะเลิศ31ต.ค. สร้างรายได้คืนสู่ชุมชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/688879

ประกวดผ้าขิดลาย  ‘นารีรัตนราชกัญญา’  รอบชิงชนะเลิศ31ต.ค.  สร้างรายได้คืนสู่ชุมชน

ประกวดผ้าขิดลาย ‘นารีรัตนราชกัญญา’ รอบชิงชนะเลิศ31ต.ค. สร้างรายได้คืนสู่ชุมชน

วันเสาร์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนราชกัญญา” จะเสด็จทรงเป็นประธานประกวด “ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา” รอบชิงชนะเลิศ กระทรวงมหาดไทย-สมาคมแม่บ้านมหาดไทย เชิญชวน ร่วมเป็นกำลังใจ สุดยอดผลงานผ้าทอและเลือกซื้อเลือกหา “ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา” เพื่อสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชนทั่วประเทศ 31 ตุลาคมนี้ หอประชุมกองทัพเรือ

เมื่อวันที่ 28 ต.ค.2565 เวลา11:00น.ที่โรงแรมรอยัล ปริ๊นเซส หลานหลวง กรุงเทพฯ ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย เป็นประธานการ แถลงข่าวการประกวดผ้าลายพระราชทาน“ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา”รอบตัดสินระดับประเทศ โดยมีนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน คุณรติรส จุลชาต คุณธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ ผู้แทนคณะกรรมการประกวดผ้าฯ ร่วมแถลงข่าวโดยมี นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ ประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน นายวิฑูรย์ นวลนุกูล นายสุรศักดิ์ อักษรกุล รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน และภาคีเครือข่าย ร่วมงานเป็นจำนวนมาก

ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ กล่าวว่านับเป็นความโชคดีของพสกนิกรคนไทยทุกคน ซึ่งไม่มีคนแผ่นดินไหนในโลกโชคดีเหมือนกับคนไทย เพราะตลอดระยะเวลากว่า 70 ปีที่ผ่านมาเราได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงรื้อฝืนผ้าไทยที่หายไปจากแผ่นดินไทยให้กลับคืนสู่ชีวิตของคนไทยและสังคมไทย ด้วยเพราะพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน ทำให้เราได้รู้จักผ้าไทยถึงทุกวันนี้ และนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงตั้งพระทัยมั่นในการสืบสาน เพื่อทำให้ผ้าไทยไม่สูญหายไปจากสังคมไทย ให้ผ้าไทยยังมีลมหายใจ เป็นเครื่องสะท้อนถึงความเป็นชาติ เอกลักษณ์ และวัฒนธรรมความเป็นไทย จะเห็นได้ว่ากว่า 3 ปีที่พระองค์ท่านได้พระราชทานผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี ยังผลให้เกิดการชุบชีวิตให้กับพี่น้องช่างทอผ้า กว่า 1.3 แสนครัวเรือน

หากเรานับรวมภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องก็จะมีเป็น1,000,000 คน ด้วยพระบารมีและพระมหากรุณาธิคุณ ทำให้ผ้าไทยกลับมามีคุณค่า มีความหมาย เป็นอาชีพ เป็นช่องทาง ที่ทำให้เกิดการสร้างรายได้อย่างมหาศาล ซึ่งพระมหากรุณาธิคุณนี้ยังแผ่ขยายครอบคลุมผู้ประกอบการผ้าทุกกลุ่ม ทั้งลายท้องทะเลไทย ลายป่าชายแดนใต้ ลายเทิดไท้เจ้าหญิง และพระราชทานให้ปรากฏในงานหัตถศิลป์หัตถกรรม เซรามิคต่าง ๆ อีกด้วย

คุณธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ กล่าวว่า การเดินทางของคณะกรรมการประกวดฯ ในช่วงที่ผ่านมาที่ได้ระหกระเหินไปทั่วทุกภูมิภาค ซึ่งทุกท่านล้วนเป็นผู้ทรงคุณวุฒิทุกสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับผ้าไทยและมีประสบการณ์ถวายงานสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทั้งท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ ท่านผู้หญิงภรณี มหานนท์ ท่านผู้หญิงสุภรภ์เพ็ญ หลวงเทพนิมิต ดร.ธีระพันธ์ วรรณรัตน์ และอาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ โดยปีนี้คณะกรรมการทุกท่านต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าตัดสินด้วยความยากมาก เพราะผ้าทุกผืนสวยจริง ๆ และทุกผืนล้วนเกิดจากการฟื้นฟูภูมิปัญญาในเชิงลึกของผู้เข้าประกวด เช่น การสาวไหมลงกระบุง การใช้กี่โบราณ การใช้ไหมบ้าน การใช้ไหมบ้านเส้นยืนซึ่งจากงานวิจัยมักจะพบในผู้ประกอบการอายุ 80 ปีขึ้นไป แต่ผลงานในปีนี้แสดงให้เห็นแล้วว่าเกิดผลลัพธ์ตามพระปณิธานจริง ๆ นั่นคือ เป็นการฟื้นฟูภูมิปัญญาบรรพบุรุษในทุกขั้นตอน(Process)เช่น การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม สาวไหมด้วยมือ การสอยริมตะเข็บด้วยมือ ฯลฯ โดยทรงมีกุศโลบายกระตุ้นให้เกิดการสืบสาน รักษา และต่อยอด ดังที่ทรงสืบสานสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ดังผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญาที่มาจากผ้าขิดลายสมเด็จ เพื่อให้คนปัจจุบันได้เข้าใจประวัติความเป็นมา โดยได้เว้นช่องว่างเพื่อให้คนได้นำลวดลายของโบราณมาเติมเต็ม เพราะท่านบอกว่าเมื่อทำลายใหม่จะหลงลืมลายเก่า จึงต้องเว้นช่องไว้ให้ผสมผสานลวดลาย และทรงเน้นย้ำตรัสถามถึงการส่งเสริมเด็กรุ่นใหม่ให้เป็นผู้ประกอบการที่สืบสานภูมิปัญญาบรรพบุรุษให้เพิ่มจำนวนมากขึ้น และทรงพัฒนานวัตกรรมสีธรรมชาติด้วยการสร้างองค์ความรู้กระทั่งมีคุณภาพสดใสเหมือนสีเคมี ซึ่งได้รับการสนองพระดำริโดยกระทรวงมหาดไทย ในทุกมิติ

“ในวันที่ 31 ต.ค. 65 นี้ พระองค์จะเสด็จมาเป็นองค์ประธานการตัดสิน โดยรางวัลพระราชทานในปีนี้ จะเป็นเหรียญทองคำ เหรียญเงิน และเหรียญนาก สำหรับเด็กและเยาวชนที่ส่งประกวดและได้รับการคัดเลือกในประเภทต่าง ๆ จะมีรางวัลพิเศษ Young OTOP และผู้ประกอบการที่ใช้ผ้าไหมพื้นบ้านดีเด่น การดึงลายเทคนิคโบราณ เช่น โสร่งหางกระรอก ฯลฯ ก็จะมีรางวัลพิเศษให้ด้วย ซึ่งต้องย้ำว่าในปีนี้แชมป์เก่าเมื่อปีก่อนตกรอบไปกว่า 80% เป็นผลงานของช่างทอผ้าหน้าใหม่เกือบทั้งหมด และเราจะนำผ้าที่เข้าประกวดทั้งหมด มาจำหน่ายในวันที่ 31 ต.ค. นี้ด้วย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการทอผ้า จะได้ไม่ต้องนำผ้ากลับ แต่นำเงินกลับไปพัฒนาคุณภาพชีวิต จึงขอเชิญชวนผู้ที่สนใจจะซื้อผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา สามารถเข้าร่วมงานและเลือกซื้อได้ที่หอประชุมกองทัพเรือในวันดังกล่าว”คุณธนันท์รัฐ กล่าวเพิ่มเติม

‘ตรีนุช’มอบนโยบายรร.เอกชน เตรียมพร้อมก่อนเปิดเทอม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/688759

'ตรีนุช'มอบนโยบายรร.เอกชน เตรียมพร้อมก่อนเปิดเทอม

‘ตรีนุช’มอบนโยบายรร.เอกชน เตรียมพร้อมก่อนเปิดเทอม

วันศุกร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 13.57 น.

‘ตรีนุช’ มอบนโยบาย ร.ร.เอกชน เตรียมความพร้อมก่อนเปิดเทอม เน้นปลอดภัย-ปลอดยาเสพติด ยกระดับคุณภาพการศึกษา 

วันที่ 28 ตุลาคม น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานเปิดการประชุมชี้แจงนโยบายและการเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียนของโรงเรียนเอกชน และมอบนโยบายส่งเสริมการจัดการศึกษาเอกชน โดยมีผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัด (สช.จังหวัด) ประธานคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชนจังหวัด (ส.ปส.กช.) นายกสมาคมทางการศึกษาเอกชน ผู้บริหาร และครูโรงเรียนเอกชน เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ  และผ่านระบบ Zoom Meeting

รมว.ศธ. กล่าวตอนหนึ่งในการประชุม ว่า โรงเรียนเอกชนมีบทบาทสำคัญในการจัดการศึกษาและการยกระดับคุณภาพการศึกษาของประเทศ อีกทั้งรัฐบาล โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญในการพัฒนาคนและพัฒนาการศึกษา ซึ่งที่ผ่านมาโรงเรียนเอกชนสามารถจัดการศึกษาตามแนวทางนโยบายและจุดเน้นของศธ.ได้อย่างมีคุณภาพ ช่วยแบ่งเบาภาระของภาครัฐในการจัดการศึกษาได้เป็นอย่างดี ในการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีขบวนการคิดวิเคราะห์ คุณภาพมีความพร้อมทั้งเก่ง ดี สามารถอยู่ในโลกปัจจุบันและในสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงได้

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมารัฐบาล และศธ.ได้ส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาทุกๆกลุ่ม สำหรับการศึกษาเอกชนได้ดำเนินการสนับสนุนสำเร็จเป็นรูปธรรมแล้ว ได้แก่ 1.การปรับอัตราเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัวสำหรับผู้เรียนการศึกษาขั้นพื้นฐาน ครอบคลุมนักเรียนโรงเรียนเอกชนในระดับก่อนประถมศึกษา ประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 1,974,774 คน โดยจะเป็นการปรับเพิ่มแบบขั้นบันไดต่อเนื่อง 4 ปีงบประมาณ (พ.ศ. 2566 – 2569)  2.โครงการให้ความช่วยเหลือภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา เพื่อบรรเทาผลกระทบของผู้ปกครอง และนักเรียน เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยการจ่ายเงินเยียวยาให้กับผู้ปกครองและนักเรียน ในอัตรา 2,000 บาทต่อคน เมื่อปีการศึกษา 2564 ที่ผ่านมา และ 3.การสร้างโอกาส ความเสมอภาค และความเท่าเทียมทางการศึกษาทุกช่วงวัย ในด้านการพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศของนักเรียนเป็นรายบุคคล ติดตามเด็กตกหล่น และเด็กออกกลางคัน การปรับเพิ่มอัตราเงินอุดหนุนรายบุคคลสำหรับนักเรียนพิการในโรงเรียนเอกชนประเภทสามัญศึกษา และโรงเรียนเอกชนประเภทอาชีวศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และการสำรวจข้อมูลค่าใช้จ่ายจริงในการจัดการศึกษาเอกชน ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประเภทสามัญศึกษา เพื่อนำข้อมูลไปประกอบการวิเคราะห์ทางเลือกและกำหนดแนวทางการให้ความช่วยเหลือโรงเรียนเอกชนต่อไป รวมถึงอุดหนุนสมทบเงินเดือนผู้ช่วยครู(พี่เลี้ยงเด็กพิการ)ในโรงเรียนเอกชน

“สำหรับการเตรียมความพร้อมก่อนการเปิดภาคเรียนที่จะถึงนี้ ขอฝากให้โรงเรียนเอกชนร่วมดำเนินการเพื่อขับเคลื่อนนโยบายและจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ได้แก่ 1.การศึกษาเพื่อความปลอดภัย ที่ผ่านมา ศธ.ได้จัดตั้ง MOE Safety Center เพื่อจัดทำแผนและแนวทางการบริหารจัดการระบบมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับสถานศึกษาตามแนวทางที่ ศธ.กำหนด ในส่วนของ ศธ.​จะร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อประสานให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปช่วยอบรม สร้างการรับรู้ สร้างความปลอดภัยให้สถานศึกษาในทุกสังกัด ส่วนของโรงเรียนเอกชน ขอให้ ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) สช.จังหวัด และโรงเรียนเอกชนร่วมดำเนินการดังกล่าว รวมไปถึงมาตรการในการแก้ไขปัญหายาเสพติดและอาวุธปืน โดยกำชับส่วนราชการและสถานศึกษาในการดูแลเด็กและเยาวชน ไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดและอาวุธปืนโดยใช้กลไกตามนโยบายความปลอดภัยในสถานศึกษา จัดสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการเรียนรู้ เน้นการดำเนินงานด้านการป้องกัน การปลูกฝัง และปราบปราม รวมทั้งการดูแลรถรับส่งนักเรียนให้มีความปลอดภัย ควรมีการเน้นย้ำถึงเรื่องการตรวจตรา ฝึกซ้อมเรื่องความปลอดภัยบ่อย ๆเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดขึ้นอีก” น.ส.ตรีนุช กล่าว 

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า 2.การเตรียมจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือภัยพิบัติ กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อดูแลให้ความช่วยเหลือสถานศึกษา หน่วยงาน ครู นักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง และประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน และต้องการความช่วยเหลือจากผลกระทบของภัยพิบัติทางธรรมชาติ ซึ่งจะสามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ และมีความพร้อมในการประสานงานช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่สถานศึกษา หน่วยงาน และผู้ประสบภัย ในภาพรวมของ ศธ.  และ3. การยกระดับคุณภาพการศึกษา ในการส่งเสริม สนับสนุนให้สถานศึกษานำหลักสูตรฐานสมรรถนะไปสู่การปฏิบัติอย่างเต็มรูปแบบ การจัดการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง (Active Learning) การพัฒนาทักษะดิจิทัลและภาษาคอมพิวเตอร์ (Coding) และการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมืองและศีลธรรม เพื่อเสริมสร้างวิถีชีวิตของความเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง

‘ตรีนุช’มั่นใจ PA Support Team สร้างความเข้าใจเกณฑ์ PA ได้ครูคุณภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/688634

'ตรีนุช'มั่นใจ PA Support Team สร้างความเข้าใจเกณฑ์ PA ได้ครูคุณภาพ

‘ตรีนุช’มั่นใจ PA Support Team สร้างความเข้าใจเกณฑ์ PA ได้ครูคุณภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 21.11 น.

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2565 ที่โรงแรมบางกอกพาเลส กรุงเทพฯ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวตอนหนึ่งในการมอบนโยบายให้แก่ผู้เข้ารับการอบรมผู้นำองค์ความรู้สู่การเปลี่ยนแปลงด้านการบริหารงานบุคคล ของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (PA Support Team) ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) รุ่นที่ 7 ว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้เพิ่มความเข้มข้นในการยกระดับคุณภาพทางการศึกษา ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้ผู้เรียนได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพจากครูผู้สอนมืออาชีพ ได้มีการปรับหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ใหม่) หรือเกณฑ์ PA มีการนำระบบดิจิทัลแพลตฟอร์มมาประยุกต์ใช้ในการบริหารทรัพยากรบุคคล ซึ่งไม่เพียงมีความทันสมัย รวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได้แล้ว ยังเป็นการอำนวยความสะดวก ลดขั้นตอน ลดภาระ ลดเวลา และลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งหลักเกณฑ์ใหม่นี้จะเน้นที่ผลลัพธ์การเรียนรู้ตามบริบทของผู้เรียน จากการวางแผนการเรียนการสอน และการสอนจริงในชั้นเรียน มากกว่าผลลัพธ์จากการวัดและประเมินผลด้านวิชาการ อีกทั้ง ยังสามารถเก็บเป็นฐานข้อมูล เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาและประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ได้อีกด้วย

“ด้วยจำนวนครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีอยู่เป็นจำนวนมากทั่วประเทศ การสื่อสารเพื่อทำความเข้าใจที่ตรงกัน ทั้งความเข้าใจในเชิงนโยบาย และแนวทางการปฏิบัติเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งทุกท่านที่ผ่านการอบรมฯ จะเป็นตัวแทนในการให้คำอธิบาย เพื่อลดข้อกังวล ข้อสงสัย รวมถึงผลักดันการขับเคลื่อนให้เกิดการปฏิบัติที่ชัดเจน ในโอกาสนี้ ดิฉันขอขอบคุณ สพฐ.และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ที่ได้บูรณาการความร่วมมือกันอย่างเป็นเอกภาพ ในการสร้าง PA Support Team จำนวน 2,465 คน เพื่อเป็นตัวแทนผู้นำข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จาก 245 เขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ในทุกตำแหน่ง ทุกสายงาน จำแนกเป็น จากสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) จำนวน 183 เขต  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่กาศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) 62 เขต และสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ โดย PA Support Team รุ่นที่ 7 นี้ มีผู้เข้ารับการอบรม จำนวน 175 คน ดิฉัน เชื่อมั่นว่าทุกท่านจะเป็นข้อต่อสำคัญในการพลิกเปลี่ยนการบริหารจัดการศึกษาของกระทรวงฯ ให้เดินหน้าได้อย่างแข็งแกร่งและสามารถดำเนินการขยายผลเป็นที่ปรึกษา และทีมเคลื่อนที่เร็ว ในการแก้ไขปัญหาในการปฏิบัติงานจริงให้แก่ครูในสังกัด เพื่อให้ทุกฝ่ายได้คลายความกังวล และมั่นใจว่า ระบบการประเมินแบบใหม่ ว PA นี้ จะเป็นเครื่องมือคุณภาพ นำไปสู่การพัฒนาและสร้างคุณครูคุณภาพ เพื่อให้เด็กนักเรียน และเยาวชนของเราได้รับการศึกษาอย่างดีที่สุด” น.ส.ตรีนุช กล่าว

– 006

สวธ.มอบเงินสนับสนุนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ จัดการแสดงโขนพระราชทาน ตอน’สะกดทัพ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/688690

สวธ.มอบเงินสนับสนุนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ จัดการแสดงโขนพระราชทาน ตอน'สะกดทัพ'

สวธ.มอบเงินสนับสนุนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ จัดการแสดงโขนพระราชทาน ตอน’สะกดทัพ’

วันพฤหัสบดี ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 20.29 น.

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ.2565 ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดย ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดการ รับเงินสนับสนุน จำนวน 6,000,000 บาท (หกล้านบาทถ้วน) ตามโครงการเงินอุดหนุนการจัดแสดงโขน ดนตรี ศิลปวัฒนธรรมเฉลิมพระเกียรติ ประจำปี พ.ศ.2566 จากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม โดย นางสาวลิปิการ์ กำลังชัย รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม นางสาววราพรรณ ชัยชนะศิริ รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม นายสาโรจน์ เล้าเจริญสมบัติ ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิปัญญา นางณัฐภา บุญงาม ผู้อำนวยการศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เพื่อสนับสนุนการจัดการแสดงโขน ตอน “สะกดทัพ” อันเป็นการสนองพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมุ่งหวังทำนุบำรุงรักษาการแสดงโขน ศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทยและดำรงไว้เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมต่อไป

องค์การยูเนสโก (UNESCO) ประกาศขึ้นทะเบียน “โขน” ประเทศไทย ภายใต้ชื่อภาษาอังกฤษว่า “Khon, masked dance drama in Thailand” เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ในประเภท “รายการตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ (Representative List of the Intangible Cultural Heritage of Humanity” นับเป็นการขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้รายการแรกของประเทศไทย เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ.2561

การแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ 2565 ตอน “สะกดทัพ” กำหนดจัดแสดงระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม ถึง 5 ธันวาคม 2565 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวได้ทางเฟซบุ๊ก Khon Performance โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ

ปลัด อว. เปิดตัวระบบ e-service บริการงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อประชาชนทุกมิติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/688538

ปลัด อว. เปิดตัวระบบ e-service บริการงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อประชาชนทุกมิติ

ปลัด อว. เปิดตัวระบบ e-service บริการงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อประชาชนทุกมิติ

วันพฤหัสบดี ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 16.31 น.

ปลัด อว. เปิดตัวระบบ e-service บริการงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อประชาชนทุกมิติ ในงานวันคล้ายวันสถาปนา วช. ครบรอบ 63 ปี

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวง อว. เป็นประธานในพิธีเปิดระบบ e-Service ในงาน “วันคล้ายวันสถาปนา วช. ครบรอบ 63 ปี” โดยมี 
ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และคณะผู้บริหาร วช. ให้การต้อนรับฯ ณ ศูนย์ข้อมูลสารสนเทศกลางด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ
สำหรับระบบ e-Service ใช้บริการบนระบบดิจิทัล เพื่อบริการงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อประชาชนทุกมิติ ครอบคลุมและตอบโจทย์ประชาชนผู้รับบริการ ดังนี้ 1) ออกใบอนุญาตใช้-ผลิตสัตว์เพื่องานทางวิทยาศาสตร์ออนไลน์แบบครบวงจร ผ่านระบบการดำเนินการตาม พ.ร.บ. สัตว์เพื่องานทางวิทยาศาสตร์ (ระบบ Thai IACUC) แบบ Real Time ตอบสนองความสะดวกสบายของประชาชนในยุคดิจิตอล ทำให้ผู้รับบริการได้รับความสะดวก รวดเร็ว ลดค่าใช้จ่าย เป็นมาตรฐานและสามารถใช้อ้างอิงตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง 2) เพิ่มช่องทางการบริการจากระบบข้อมูลสารสนเทศวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (NRIIS)

โดย วช.ร่วมกับหน่วยงานในระบบวิจัยและนวัตกรรมพัฒนา Application : NRIIS Hub ผ่านอุปกรณ์พกพา ให้ผู้ใช้งาน ทราบถึงแจ้งเตือนสำคัญได้ทันที เข้าถึงข้อมูลทุนวิจัยที่เปิดรับเมื่อมีทุนวิจัยใหม่ แสดงภาพรวมการทำงานและประสิทธิภาพการวิจัยของตนเอง รวมถึงค้นหาผลงานวิจัยผ่านคลังข้อมูลงานวิจัยไทยที่รวบรวมผลงานวิจัยไทยที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ผ่านระบบ Application 3) บูรณาการการใช้ประโยชน์และวิเคราะห์ข้อมูลจากฐานข้อมูล ววน. เพื่อตอบโจทย์วิจัยของประเทศ โดย วช. ร่วมกับ สถาบันส่งเสริมการวิเคราะห์และบริหารข้อมูลขนาดใหญ่ภาครัฐ (GBDi) พัฒนา AI tools : Data Analytic Platform ต้นแบบเพื่อการเรียนรู้และใช้ประโยชน์จากข้อมูล ววน. ประกอบด้วย เครื่องมือตรวจสอบความคล้ายคลึงของข้อเสนอโครงการวิจัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรทุน และ เครื่องมือวิเคราะห์หาหัวข้องานวิจัยจากงานวิจัยในแต่ละสาขาวิชาการ เพื่อค้นหาหัวข้องานวิจัยที่เป็นที่ส่งผลกระทบต่อประเทศ

ซึ่งเป็นการใช้ข้อมูล ววน. ให้สร้างสรรค์งานวิจัยและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์และแก้ไขปัญหาทุกช่วงสถานการณ์ของประเทศในทุกมิติ 4) บริการ OPEN DATA ข้อมูลเปิดภาครัฐ วช. ตอบสนองนโยบายการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ เปิดเผยข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะที่ วช. จัดทำและครอบครองในรูปแบบดิจิทัล และเป็นช่องทางให้ผู้สนใจนำข้อมูลไปเผยแพร่ใช้ประโยชน์ หรือ พัฒนาบริการและนวัตกรรม โดยสามารถเชื่อมโยงไปยังระบบข้อมูลเปิดของหน่วยงานอื่นๆ เพื่อการใช้ประโยชน์ได้ สามารถศึกษาและชมชุดข้อมูล OPEN DATA ข้อมูลเปิดภาครัฐ วช. ผ่านช่องทาง : https://opendata.nrct.go.th ซึ่งระบบ e-service บริการงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อประชาชนทุกมิติ ครอบคลุมและตอบโจทย์ประชาชนได้อย่างแท้จริง

ทั้งนี้ การจัดงาน “วันคล้ายวันสถาปนา วช. ครบรอบ 63 ปี” ยังเหลือเวลาอีก 3 วัน วช. จึงขอเชิญชวนประชาชนมาเที่ยว “ตลาดงานวิจัย” ที่รวมผลงานวิจัยกว่า 50 ผลงาน ณ บริเวณสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

คุรุสภาเตรียมมอบ’รางวัลครูถิรคุณ’ครู 7 คน เหตุกราดยิงศูนย์เด็กเล็กหนองบัวลำภู

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/688503

คุรุสภาเตรียมมอบ'รางวัลครูถิรคุณ'ครู 7 คน เหตุกราดยิงศูนย์เด็กเล็กหนองบัวลำภู

คุรุสภาเตรียมมอบ’รางวัลครูถิรคุณ’ครู 7 คน เหตุกราดยิงศูนย์เด็กเล็กหนองบัวลำภู

วันพฤหัสบดี ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 15.06 น.

“คุรุสภา”เตรียมมอบ”รางวัลครูถิรคุณ” ครูที่เสียชีวิตและรอดชีวิตรวม 7 คน จากเหตุกราดยิงศูนย์พัฒนาเด็กเล็กหนองบัวลำภู

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.​) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ว่า สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้เสนอที่ประชุมเพื่อพิจารณาการประกาศเกียรติคุณยกย่องครูผู้เสียสละและมีอุดมการณ์ในวิชาชีพ เพื่อรับ “รางวัลครูถิรคุณ” ทั้งนี้ จากกรณีเหตุการณ์คนร้ายก่อเหตุ กราดยิงเด็กและครูในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ขององค์การบริหารส่วนตำบลอุทัยสวรรค์ อำเภอนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2565 ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต เป็นเด็กและครู รวมจำนวน 24 ราย ซึ่งในจำนวนนี้ มีครูที่ปฏิบัติหน้าที่ในศูนย์เด็กเล็กฯ เสียชีวิต จำนวน 2 ราย ได้แก่ นางสาวมะลิวัลย์ ลาโสภา ตำแหน่ง ครูพี่เลี้ยง อายุ 34 ปี และ นางสาวสุภาภรณ์ ประมงมุข ตำแหน่ง พนักงานจ้างเหมาบริการทั่วไป (ครูพี่เลี้ยง) อายุ 26 ปี

และครูที่รอดชีวิตแต่อยู่ในเหตุการณ์ จำนวน 5 ราย คือ นางนันทิชา พันธ์ชุม ตำแหน่ง ครูชำนาญการ อายุ 43 ปี , นางสาวสุภาภรณ์ ตาราษี ตำแหน่ง ครูชำนาญการ อายุ 41 ปี , นางสาธิตา บุญโสม ตำแหน่ง ครู อายุ 43 ปี , นางสาวเดือนเพ็ญ สนสุรัตน์ ตำแหน่ง ผู้ดูแลเด็ก อายุ 36 ปี และ นางสาวจรัสศรี เพชรนอก ตำแหน่ง ผู้ดูแลเด็ก อายุ 32 ปี

ซึ่งจากเหตุการณ์ดังกล่าวฯ ครูทั้ง 7 คน เป็นผู้มีคุณสมบัติเป็นไปตามที่ประกาศฯกำหนด สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา จึงเห็นควรยกย่องเชิดชูเกียรติและประกาศเกียรติคุณให้แก่ครู ทั้ง 7 คน ให้ได้รับ “รางวัลครูถิรคุณ” ในวันที่ 8 พ.ย.นี้ ที่ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

รมว.ศธ.กล่าวด้วยว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเห็นชอบการจัดการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู เพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ครั้งที่ 2 ประจำปี 2565 ระหว่างวันที่ 24 – 25 ธ.ค.นี้ ซึ่งจะเป็นการสอบแบบเปเปอเป็นครั้งสุดท้าย ส่วนการสอบครั้งต่อไปจะเป็นการสอบผ่านระบบ E-Testing คือ การสอบด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะทำให้ครูมีความสะดวกสะบายมากยิ่งขึ้น ขณะนี้ทางคุรุสภาก็มีการปรับหลายๆเรื่องทั้งโครงสร้างต่างๆ และขบวนการในการได้มาของใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู

เช็คชื่อด่วน! บอร์ด ก.ค.ศ.มีมติย้าย’รอง ผอ.เขตพื้นที่ฯ’ 162 ราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/688501

เช็คชื่อด่วน! บอร์ด ก.ค.ศ.มีมติย้าย'รอง ผอ.เขตพื้นที่ฯ' 162 ราย

เช็คชื่อด่วน! บอร์ด ก.ค.ศ.มีมติย้าย’รอง ผอ.เขตพื้นที่ฯ’ 162 ราย

วันพฤหัสบดี ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 14.58 น.

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงองค์ประกอบของคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) ประจำเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อรองรับ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 19/2560 เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ 3 เมษายน 2560 ซึ่ง คณะอนุกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (อกศจ.) จะต้องถ่ายโอนอำนาจบริหารงานบุคคลให้เขตพื้นที่การศึกษา ในวันนี้ ที่ประชุมจึงได้หารือว่า อ.ก.ค.ศ.ควรมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง โดยได้มอบให้ สำนักงาน ก.ค.ศ.ไปพิจารณา โดยเน้นย้ำเรื่องความโปร่งใส สามารถทำงานได้จริง โดยเฉพาะเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายภายในพื้นที่ จะต้องมีความโปร่งใส เหมาะสมและเป็นธรรม

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบการแต่งตั้งโยกย้ายรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 162 ราย ดังเอกสารแนบท้ายนี้

‘ตรีนุช’ปลื้มยอดใช้บริการ MOE Safety Center เกิน 1 ล้าน ส่วนใหญ่ร้อง ‘อุบัติเหตุ-บูลลี่’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/688482

'ตรีนุช'ปลื้มยอดใช้บริการ MOE Safety Center เกิน 1 ล้าน ส่วนใหญ่ร้อง 'อุบัติเหตุ-บูลลี่'

‘ตรีนุช’ปลื้มยอดใช้บริการ MOE Safety Center เกิน 1 ล้าน ส่วนใหญ่ร้อง ‘อุบัติเหตุ-บูลลี่’

วันพฤหัสบดี ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 14.03 น.

วันที่ 27 ตุลาคม 2565 ที่ลานวันครู สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิกาา (รมว.ศธ.​) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีมอบรางวัลกิจกรรมส่งเสริมสมรรถนะนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาให้มีทักษะชีวิตในศตวรรษที่ 21 ด้านความปลอดภัย ว่า จากนโยบายความปลอดภัยในสถานศึกษา สู่ แพลตฟอร์ม MOE Safety Center ที่เป็นช่องทางในการรับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยในสถานศึกษาในสังกัด ศธ. พร้อมติดตามและแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว  ซึ่งความปลอดภัยในสถานศึกษาถือเป็นเรื่องที่สำคัญเร่งด่วน เพราะเป็นเรื่องพื้นฐานของนักเรียนทุกคน โดย ศธ. ได้ต่อยอดการสร้างการรับรู้และการตระหนักถึงความปลอดภัยให้มากขึ้น ผ่านการจัดกิจกรรม MOE Challenge ไม่ว่าจะเป็น การแข่งขันตอบปัญหา Safety School Challenge การประกวดมิวสิควิดีโอ MV Challenge และการประกวดหนังสั้น Short Film Challenge โดยมีโรงเรียนและนักเรียนให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมเป็นอย่างดี และสร้างสรรค์ผลงานออกมาได้อย่างมีคุณภาพ ขอชื่นชมและยินดีกับผู้ชนะการแข่งขันในทุกประเภท

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า นับเป็นเวลา 8 เดือน ที่ศธ.จัดตั้งศูนย์ MOE Safety Center เข้ามาดูแลความปลอดภัยแบบเรียลไทม์  ได้รับความไว้วางใจจากนักเรียน ครู และผู้ปกครอง จนมีผู้เข้าถึงกว่า 1 ล้านคน ศธ.จะเดินหน้ายกระดับเรื่องความปลอดภัยในสถานศึกษา ให้เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องตระหนักมากขึ้น จึงอยากให้ผู้บริหารและครูใช้แพลตฟอร์มนี้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุดและเร็วที่สุดเพื่อให้สามารถเข้าไปช่วยเหลือนักเรียนได้อย่างทันท้วงที

“MOE Safety Center จะช่วยย่นระยะเวลาในการดำเนินงานแก้ไขปัญหา เพราะ ศธ.ได้รับเรื่องร้องเรียนโดยตรง ดังนั้น เมื่อรับเรื่องได้เร็ว ก็จะสามารถเข่าไปแก้ไขปัญหาได้เร็ว ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่ที่รับแจ้ง คือ อุบัติเหตุ ความไม่ปลอดภัยของร่างกายในด้านต่าง ๆ การบูลลี่กัน เป็นต้น เมื่อรับเรื่องมา ศธ.ก็จะประสานกับโรงเรียน เพื่อให้ครูและโรงเรียนทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้นและเข้าไปดูแลแก้ไขปัญหาให้กับเด็กได้มากขึ้น ทั้งนี้ ขอให้ครู นักเรียนมั่นใจว่าทุกเรื่องที่ร้องเรียนเข้ามาที่ MOE Safety Center จะเก็บเป็นความลับร้อยเปอร์เซ็นขอให้ผู้แจ้งข้อมูลสบายใจ และหากตัวเลขการร้องเรียนมีจำนวนมาก ถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะจะทำให้เรารู้ว่าปัญหาใดเป็นปัญหาหลักที่ ศธ.ต้องเร่งแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดมากขึ้น  ทุกเรื่องที่ได้รับร้องเรียนผ่าน MOE Safety Center หากเรื่องไหนที่สามารถแก้ไขได้ ศธ. ก็จะดำเนินการทันที หากเรื่องไหนที่เกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน ศธ.ก็จะเป็นตัวกลางเชื่อมโยงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือในการแก้ไขให้กับนักเรียนของเรา” น.ส.ตรีนุช กล่าว

ด้าน นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า สพฐ. ได้ดำเนินการพัฒนาครูและศึกษานิเทศก์ และจัดทำหลักสูตรการพัฒนา รวมทั้งสร้างระบบและกลไกในการดูแลความปลอดภัย ที่จะเป็นช่องทางในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมและใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เข้ามาช่วยส่งเสริมและสนับสนุน ให้เกิดความสะดวก และรวดเร็วในการบริหารจัดการความปลอดภัยในสถานศึกษา ภายใต้ MOE SAFETY CENTER ให้การรับเรื่องแจ้งเหตุ เป็นไปด้วยความรวดเร็ว ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารหน่วยงานต้นสังกัดเช่นสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) และ ผู้บริหารจากส่วนกลางของ ศธ. สามารถเห็นการแจ้งเหตุ และได้รับรายงานการแก้ไขปัญหาให้กับพ่อแม่ผู้ปกครอง นักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้

“ปัจจุบันมีผู้ใช้ระบบ MOE Safety Center จำนวนทั้งสิ้น 1,086,153 คน ทั้งหมดนี้ คือ ความสำเร็จจากการขยายผล การสร้างความตระหนัก สร้างความปลอดภัยในสถานศึกษา และสร้างความมั่นใจให้ผู้ปกครอง สิ่งที่ต้องมาคิดต่อ คือ เมื่อตัวเลขการร้องเรียนมีเพิ่มมากขึ้น เราจะช่วยกันแก้ไขปัญหาอย่างไร เพื่อให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ.​เห็นความก้าวหน้าและความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น และทำให้โรงเรียนเป็นโรงเรียนแห่งความสุข และเป็นโรงเรียนที่มีความปลอดภัยตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการ ศธ.” นายอัมพร กล่าว

สำหรับกิจกรรมส่งเสริมสมรรถนะนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาให้มีทักษะชีวิตในศตวรรษที่ 21 ด้านความปลอดภัย จัดขึ้นเพื่อเป็นการส่งเสริม สนับสนุนในการสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับการเสริมสร้างสมรรถนะนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา ให้มีทักษะชีวิตในศตวรรษที่ 21 โดยมุ่งเน้นการบูรณาการการส่งเสริมความปลอดภัยในสถานศึกษาเป็นสำคัญ มุ่งปลูกฝังการพัฒนาทักษะชีวิตให้เกิดขึ้นกับนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาให้มีสมรรถนะตามหลักการ 4 C’s ได้แก่ 1) ทักษะด้านการสื่อสาร (Communication) 2) ทักษะการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหา (Critical Thinking) 3) ทักษะความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) และ 4) ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น (Collaboration) จนนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้อย่างเป็นระบบ 

สำหรับกิจกรรมส่งเสริมทำให้ครู นักเรียน ผู้ปกครองได้เข้ามามีส่วนร่วม ในโครงการ MOE Challenge ซึ่งแบ่งเป็น 3 กิจกรรมใหญ่ ได้แก่ 1. Safety School Challenge การแข่งขันด้านความรู้ความเข้าใจในการใช้ระบบ MOE Safety Center โดยมีทีมที่เข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด 839 โรงเรียน แบ่งออกเป็นสังกัด สพป. 645 โรงเรียน และสังกัด สพม. 248 โรงเรียน
2. MV Challenge เพื่อสื่อสารในโครงการ MOE Safety Center ได้เข้าถึงประชาชนในวงกว้างมากขึ้น ซึ่งน่าประทับใจกับการตอบรับในโลกโชเชียลได้เป็นอย่างดี มีผู้เข้าร่วมแข่งขันถึง 147 ทีม

โดยมีผู้เข้าชมคลิป MV Challenge ของทุกทีมที่ได้รับรางวัลรวมกันถึง 379,600 วิว  3. Short Film Challenge มีทีมผู้เข้าแข่งขันถึง 375 ทีม โดยมีผู้เข้าชมคลิปหนังสั้นของทุกทีมที่ได้รับรางวัลรวมกันถึง 1,748,200 วิว

ส่วนรายชื่อผู้ชนะการแข่งขันมี ดังนี้

1. การแข่งขัน Safety School Challenge ระดับประถมศึกษา รางวัลชนะเลิศ ได้แก่โรงเรียนวัดรำพัน (สุขสวัสดิพิชาญราษฎร์) จังหวัดจันทบุรี  รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 โรงเรียนบ้านหนองหญ้าปล้อง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 โรงเรียนบ้านดินโส จังหวัดกาญจนบุรี

ระดับมัธยมศึกษา รางวัลชนะเลิศ โรงเรียนวังกรดพิทยา จังหวัดพิจิตรรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 โรงเรียนธัญรัตน์ จังหวัดปทุมธานี รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 โรงเรียนบ่อพลอยรัชดาภิเษก จังหวัดกาญจนบุรี

2. การประกวดมิวสิกวิดีโอสื่อสร้างสรรค์ความปลอดภัย รางวัลชนะเลิศ โรงเรียนบ้านแท่นวิทยา จังหวัดชัยภูมิ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 โรงเรียนอนุบาลหนองบัว (เทพวิทยาคม) จังหวัดนครสวรรค์ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 โรงเรียนบ้านป่าว่าน จังหวัดชัยภูมิ

3. การประกวดหนังสั้นสื่อสร้างสรรค์ความปลอดภัย รางวัลชนะเลิศ โรงเรียนวัดท่าไทร (ดิตถานุเคราะห์) จังหวัดสุราษฎร์ธานี
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 โรงเรียนบ้านเดื่อทุ่งสวรรค์ จังหวัดหนองคาย รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 มี 2 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนสันติคีรีวิทยาคม จังหวัดเชียงราย และโรงเรียนบ้านแท่นวิทยา จังหวัดชัยภูมิ