งานหนังสือ สร้างรายได้ 347 ล้านบาท ผู้เข้าชมงานทั้ง 12 วัน 1.3 ล้านคน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689283

งานหนังสือ สร้างรายได้ 347 ล้านบาท  ผู้เข้าชมงานทั้ง 12 วัน 1.3 ล้านคน

งานหนังสือ สร้างรายได้ 347 ล้านบาท ผู้เข้าชมงานทั้ง 12 วัน 1.3 ล้านคน

วันอังคาร ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นางสาวทิพย์สุดา สินชวาลวัฒน์ นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) กล่าวว่า มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 27 ภายใต้
คอนเซ็ปต์ “BOOKTOPIA : มหานครนักอ่าน เพราะการอ่านคือจุดเริ่มต้นของการสร้างเมือง” ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์มีผู้เข้าร่วมชมงานจำนวน 1,355,893 คนโดยเฉพาะในช่วงวันหยุดอย่างวันหยุดต่อเนื่องในสัปดาห์แรกและวันเสาร์-อาทิตย์ของสัปดาห์ที่สอง สร้างรายได้ให้กับสำนักพิมพ์ที่เข้าร่วมงานจำนวน 347,331,734 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มสูงขึ้น 74% เมื่อเทียบกับงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 50 ที่จัดไปเมื่อช่วงเดือนมีนาคมปีนี้ แสดงให้เห็นถึงการอ่านที่เริ่มฟื้นตัว และผู้คนยังนิยมการอ่านหนังสือในรูปแบบรูปเล่มอยู่มากพอสมควรสำหรับหมวดหนังสือขายดีได้แก่หมวดหนังสือนิยายและวรรณกรรม และหนังสือการ์ตูนและวัยรุ่นตามลำดับ

ตลอดการจัดงานทั้ง 12 วัน พบว่าความต้องการอ่านหนังสือของผู้คนยังคงคึกคัก แม้จะเป็นวันธรรมดาแต่ก็มีผู้ให้ความสนใจเข้ามาชมงานกันอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเริ่มเปิดงาน โดยความเห็นบางส่วนของผู้เข้าร่วมงานพบว่ารู้สึกพอใจกับการเดินทางที่สะดวกสบาย เข้าถึงง่าย และหลายคนรอคอยให้กลับมาจัดงานที่ศูนย์ฯ สิริกิติ์มีนักอ่านหลากหลายกลุ่มช่วงวัยแวะเวียนมาถามหาหนังสือหรือสำนักพิมพ์ที่ต้องการอย่างต่อเนื่อง รวมถึงนักอ่านชาวต่างชาติที่ต้องการหาหนังสือต่างประเทศด้วย

“จากกลุ่มหมวดหนังสือนิยายและวรรณกรรมที่เป็นหมวดขายดีอันดับหนึ่งนั้นนอกจากงานวรรณกรรมจากนักเขียนชั้นครูหลายท่านแล้ว ในกลุ่มของนิยายวายที่เกิดจากฝีมือนักเขียนรุ่นใหม่ยังคงเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งได้รับความนิยมจากนักอ่านเพิ่มมากขึ้นในแต่ละปี ควบคู่ไปกับการมีนักแสดงวัยรุ่นที่มีกลุ่มแฟนคลับที่ช่วยกระตุ้นกระแสการอ่านของคนรุ่นใหม่ ขณะที่หมวดหนังสือการ์ตูนและวัยรุ่น ในปีนี้มีหลายสำนักพิมพ์ที่ประสบความสำเร็จจากการจำหน่ายหนังสือและของที่ระลึกแบบลิมิเต็ดอิดิชั่น โดยมีแฟนคลับที่ต้องการสะสมมาต่อคิวเพื่อเข้าไปซื้อในทุกรอบเวลาที่สำนักพิมพ์จัดจำหน่าย” นางสาวทิพย์สุดากล่าว

ตรวจประเมินคุณภาพการศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689285

ตรวจประเมินคุณภาพการศึกษา

ตรวจประเมินคุณภาพการศึกษา

วันอังคาร ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.รัชนีพร พุคยาภรณ์ พุกกะมาน อธิการบดี มหาวิทยาลัยศรีปทุมพร้อมด้วยคณะผู้บริหารและคณาจารย์ ต้อนรับ ผศ.ดร.เจษฎา ความคุ้นเคย รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏ วไลยอลงกรณ์ในพระบรมราชูปถัมภ์ ประธานกรรมการ พร้อมด้วยคณะกรรมการฯ ในโอกาสเข้าตรวจประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน ระดับสถาบัน มหาวิทยาลัยศรีปทุม ประจำปีการศึกษา 2564 เมื่อปลายเดือนตุลาคม ที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม กทม. (บางเขน) และผ่านระบบ Zoom Online

NITMX จัดโรดโชว์ สถาบันการศึกษา แนะนำ สนับสนุนอาชีพสายไอที

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689282

NITMX จัดโรดโชว์ สถาบันการศึกษา  แนะนำ สนับสนุนอาชีพสายไอที

NITMX จัดโรดโชว์ สถาบันการศึกษา แนะนำ สนับสนุนอาชีพสายไอที

วันอังคาร ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

บริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ๊กซ์จำกัด หรือ NITMX ผู้พัฒนาและให้บริการระบบการชำระเงิน และการโอนเงินระหว่างธนาคารของประเทศไทย เชื่อมโยงระบบการชำระเงินกับต่างประเทศ เดินหน้าจัดโครงการ “NITMX University Roadshow : NITMX Connect U to Digital Verse” ตามสถาบันการศึกษาต่างๆ เพื่อมุ่งสร้าง สนับสนุน และพัฒนาคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาที่มีความคิดสร้างสรรค์มีศักยภาพทางด้านเทคโนโลยี และสนใจอาชีพสายงานไอที โดยเริ่มโครงการฯไปแล้วที่ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งได้รับความสนใจจากนักศึกษาเข้าร่วม เป็นจำนวนมาก

นายนิวัฒน์ กัณวเศรษฐ์ Assistant Managing Director (Infrastructure)กล่าวว่า ในปัจจุบันสายงานไอที เป็นสายงานที่มาแรงในยุคดิจิทัล ธุรกิจและบริษัทก็พยายามเดินหน้าได้ด้วยการปรับเปลี่ยนองค์กรไปสู่ดิจิทัล จึงทำให้ความต้องการบุคลากรสายไอทียิ่งเพิ่มมากขึ้น บริษัทฯ จึงจัดโครงการ NITMX University Roadshow : NITMX Connect U to Digital Verse อย่างต่อเนื่อง ด้วยแนวทาง และนโยบายของบริษัทฯ ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากร โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาและกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้มีความคิดสร้างสรรค์ ให้ริเริ่มการสร้างนวัตกรรม โดยการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการขับเคลื่อนประเทศ และที่สำคัญโครงการฯ นี้จะเป็นการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เข้ามาร่วมงานกับบริษัทฯ ที่เป็นองค์กรคนรุ่นใหม่ ที่พร้อมสนับสนุน ส่งเสริม และให้โอกาสคนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่

ทั้งนี้โครงการ NITMX UniversityRoadshow จะเป็น One Day Event ไปยังสถาบันการศึกษาชั้นนำต่างๆ ภายในงานจัดให้มีการบรรยายเกี่ยวกับ Cloud and Machine Learning / AI และแชร์ประสบการณ์เส้นทางอาชีพสายไอที รวมถึงให้คำแนะนำแก่นักศึกษาที่กำลังมองหาโอกาสในการทำงาน เป็นต้น

MITL รับสมัคร‘ทันตแพทย์นวัตกร’ หลักสูตรอินเตอร์ รุ่นที่ 2

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689286

MITL รับสมัคร‘ทันตแพทย์นวัตกร’  หลักสูตรอินเตอร์ รุ่นที่ 2

MITL รับสมัคร‘ทันตแพทย์นวัตกร’ หลักสูตรอินเตอร์ รุ่นที่ 2

วันอังคาร ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รองศาสตราจารย์ ดร.ทพญ. อารยา พงษ์หาญยุทธ รักษาการคณบดีคณะทันตแพทยศาสตร์ คณะทันตแพทยศาสตร์ อินเตอร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กล่าวว่า มุ่งเน้นสร้างทันตแพทย์รุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถและทักษะในหลากหลายด้าน ทั้งในด้านทันตแพทย์ ด้านเทคโนโลยี AI ด้านวิศวกรรม ด้านวิทยาศาสตร์ ด้านการออกแบบ การสร้างนวัตกรรม และด้านบริหารธุรกิจ หลักสูตรนี้แตกต่างกับหลักสูตรทั่วๆ ไป ได้แก่ มีการนำเทคโนโลยีทางทันตกรรมสมัยใหม่ ซึ่งเป็นยุคของ Digital Dentistry มาใช้ในการเรียนการสอน อาจารย์ มีความพร้อมในการสอนด้วยเทคโนโลยี และมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านทันตกรรม บัณฑิตจะมีทักษะด้านวิชาชีพทันตแพทย์ตามมาตรฐานสากล สามารถสื่อสารด้านวิชาการและงานวิจัยกับทันตแพทย์นานาชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีโอกาสในการไปดูงานด้านการเรียนการสอน และการผลิตอุปกรณ์ทางทันตกรรมในต่างประเทศ ส่งเสริมบัณฑิตให้มีความคิดสร้างสรรค์ และมีประสบการณ์การสร้าง Multi-disciplinary Innovation ที่คำนึงถึงผู้ใช้งาน

สำหรับการเรียนทันตแพทย์ หลักสูตรนานาชาตินี้ ใช้เวลาเรียนทั้งหมด 6 ปี โดยจะมีนักศึกษาในแต่ละรุ่นเพียงไม่เกิน 30 คนเท่านั้น นักศึกษาที่เรียนคณะนี้ นอกจากจะเรียนวิชาพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับทันตแพทย์แล้ว ยังจะได้เรียนวิชาต่างๆ ที่จะฝึกทักษะแห่งการเป็นนวัตกรและทันตแพทย์ยุคใหม่อีก 5 อย่าง ได้แก่ Thinking Skillsทักษะการคิดและทักษะอื่นๆ ที่จำเป็นต้องมีในศตวรรษที่ 21 ได้แก่ Interdisciplinary Learning and Innovationการเรียนรู้หลากหลายสาขาวิชาเพื่อเข้าใจในเรื่องที่ทันตแพทย์เกี่ยวข้องกับสาขาวิชาอื่น เพื่อสามารถบูรณาการความรู้ต่างๆ สู่การสร้าง InterdisciplinaryInnovation Technology Literacyเทคโนโลยีทางทันตกรรมมาใช้ในการเรียนการสอน เพื่อให้นักศึกษาคุ้นเคย เข้าใจการทำงาน และรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในอนาคต Digital Dentistry andE-Services ห้องแล็บทันตกรรมและคลินิกทันตกรรมที่พร้อมด้วยเครื่องมือ อุปกรณ์ และระบบบริหารจัดการที่ทันสมัย Teaching with theLatest Technology อาจารย์ผู้สอนที่มีความพร้อมในการสอนผ่านเทคโนโลยีนำสมัยและมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านทันตกรรมในสาขาต่างๆ รวมถึงมีอาจารย์จากสถาบันต่างประเทศมาเป็นผู้ร่วมสอน

ค่าเล่าเรียนตลอดหลักสูตร 6,600,000 บาท มีทุนการศึกษา3-5 ทุนต่อปี ทั้งทุนการศึกษาแบบเต็มจำนวน และทุนการศึกษาแบบบางส่วน เปิดรับสมัครรอบแรกตั้งแต่แล้ววันนี้ 1-30 ธันวาคม 2565ติดตามรายละเอียดและเกณฑ์การรับสมัครได้ดังรายละเอียดได้ที่ KMITL official website: https://kmitl.ac.th

‘ในหลวง’ พระราชทานดอกไม้เยี่ยมทหารพรานบาดเจ็บเหตุซุ่มยิง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689395

'ในหลวง' พระราชทานดอกไม้เยี่ยมทหารพรานบาดเจ็บเหตุซุ่มยิง

‘ในหลวง’ พระราชทานดอกไม้เยี่ยมทหารพรานบาดเจ็บเหตุซุ่มยิง

วันจันทร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 21.22 น.

วันที่ 31 ตุลาคม  2565 เวลา 16.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายธีรุตม์  ศุภวิบูลย์ผล รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา  รักษาราชการแทน ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา  เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี  ไปมอบแก่ อาสาสมัครทหารพราน ต่วนอานัส  วาบา กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุคนร้ายลอบซุ่มยิงกำลังพลกองร้อยทหารพราน 4109 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพราน 41 ขณะออกปฏิบัติภารกิจตั้งจุดตรวจ/จุดสกัด เหตุเกิดบริเวณบ้านลีเซ็ง หมู่ที่ 4 ตำบลจะกว๊ะ อำเภอรามัน จังหวัดยะลา เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2565 และเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ  โรงพยาบาลยะลา  อำเภอเมืองยะลา  จังหวัดยะลา

การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณในครั้งนี้  ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่อาสาสมัครทหารพราน ต่วนอานัส ฯ และครอบครัวอย่างหาที่สุดมิได้

‘ปลัดมท.’สั่งทุกจว.เข้ม 4 ข้อดูแลปลอดภัยวันลอยกระทง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689297

‘ปลัดมท.’สั่งทุกจว.เข้ม 4 ข้อดูแลปลอดภัยวันลอยกระทง

‘ปลัดมท.’สั่งทุกจว.เข้ม 4 ข้อดูแลปลอดภัยวันลอยกระทง

วันจันทร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 16.16 น.

‘มท.’ สั่งเข้มทุกจังหวัดผนึก ‘ตร.’ ดูแลปลอดภัยทุกด้านช่วงเทศกาลวันลอยกระทง ‘สืบสานวิถีไทย ใส่ใจความปลอดภัย ห่างไกลอบายมุข’ ชวนสวมใส่ ‘ผ้าไทยให้สนุก’

31 ตุลาคม 2565 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการจัดกิจกรรมเทศกาลวันลอยกระทงในปีนี้ว่า กระทรวงมหาดไทยได้แจ้งให้ทุกจังหวัดเชิญชวนให้ผู้เข้าร่วมงานกิจกรรมสวมใส่ผ้าไทยภายใต้แนวคิด “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” มาร่วมกิจกรรมวันลอยกระทงในรูปแบบ “สืบสานวิถีไทย ใส่ใจความปลอดภัย ห่างไกลอบายมุข” พร้อมทั้งสั่งการให้เฝ้าระวังการกระทำความผิดทุกรูปแบบ ทั้งในสถานบริการ สถานที่ประกอบธุรกิจโรงแรม สถานที่จัดงาน และสถานที่อื่น ๆ การควบคุมกวดขันในเรื่อง อาวุธปืน วัตถุระเบิด ยาเสพติด และการละเมิดกฎหมายที่อาจก่อให้เกิดภัยสังคม ความเดือดร้อนรำคาญ หรือ อาจขัดต่อภาพลักษณ์ และวัฒนธรรมอันดีของประเทศไทย รวมทั้งเพิ่มมาตรการทางด้านปกครอง มาตรการป้องกันปัญหาอัคคีภัยในสถานบริการ และมาตรการควบคุมโรคโควิด – 19 รวมถึงมาตรการควบคุมการขายและบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังได้ขอความร่วมมือสำนักงานตำรวจแห่งชาติบูรณาการเพิ่มความเข้มข้นในการควบคุมสถานบริการ หรือ สถานประกอบการที่เปิดให้บริการในลักษณะที่คล้ายกับสถานบริการอีกด้วย

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า กระทรวงมหาดไทยได้มีนโยบายลดอบายมุข สร้างสุขให้สังคม โดยดำเนินการกับสถานบริการ สถานประกอบการที่เปิดให้บริการในลักษณะที่คล้ายกับสถานบริการ โรงแรม ที่พัก รวมถึงการควบคุม ร้านจำหน่ายสุราที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อน ที่อาจก่อให้เกิดภัยสังคมขัดต่อภาพลักษณ์ และวัฒนธรรมอันดีของประเทศไทย หรืออาจส่งผลเอื้อต่อปัญหายาเสพติด และมาตรการด้านการรณรงค์ปลูกจิตสำนึก เพื่อสร้างความปลอดภัยสาธารณะให้เกิดขึ้นในสังคมไทย โดยในช่วงเทศกาลวันลอยกระทง และวันลอยกระทงซึ่งตรงกับวันที่ 8พ.ย.นี้ คาดว่าจะมีพี่น้องประชาชน หรือ นักท่องเที่ยวเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวจำนวนมาก อาจมีสถานบริการ หรือ สถานประกอบการที่เปิดให้บริการในลักษณะที่คล้ายกับสถานบริการ โรงแรม รวมถึงสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรมจัดกิจกรรมประเพณีลอยกระทง มีการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายที่ก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินหรืออาจได้รับบาดเจ็บหรือสูญเสียชีวิตของผู้มาใช้บริการ และส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม

ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยได้สั่งการให้ทุกจังหวัดดำเนินการ 4 เรื่อง ดังนี้

1. ให้ทุกจังหวัดและอำเภอ จัดชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็ว ตรวจตรา และเข้มงวดกวดขันผู้รับอนุญาตตั้งสถานบริการ ผู้ประกอบการที่เปิดให้บริการในลักษณะที่คล้ายกับสถานบริการ ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม รวมถึงผู้ที่จัดกิจกรรมประเพณีลอยกระทง ให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการป้องกันไม่ให้มีการพกพาอาวุธ วัตถุระเบิด และยาเสพติด เข้าไปในสถานที่จัดงาน และการป้องกันไม่ให้มีการกระทำเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ การค้าประเวณี และความผิดเกี่ยวกับเพศในพื้นที่

2. รณรงค์ให้จัดกิจกรรมประเพณีลอยกระทงในรูปแบบ “สืบสานวิถีไทย ใส่ใจความปลอดภัย ห่างไกลอบายมุข” เพื่อให้เป็นกิจกรรมที่ปลอดสุราและปลอดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ รณรงค์ให้ผู้เข้าร่วมงานกิจกรรมสวมใส่ ผ้าไทยภายใต้แนวคิด “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” และขอความร่วมมือผู้เข้าร่วมกิจกรรมแต่งกายให้มิดชิดโดยคำนึงถึงกาลเทศะ รวมถึงการกำกับ และควบคุมมิให้มีการแสดงไปในทางลามกอนาจาร ควบคู่กับการรณรงค์ให้ใช้วัสดุจากธรรมชาติในการทำกระทง เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

3. ให้แจ้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ตรวจสอบระบบความปลอดภัย และระบบป้องกัน อัคคีภัยของอาคารที่ใช้เป็นสถานบริการ ร้านอาหาร โรงแรม สถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรมในพื้นที่ หรือ สถานที่จัดกิจกรรมงานเทศกาลวันลอยกระทง รวมทั้งประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบกิจการคำนึงถึงความปลอดภัย ของวัสดุอุปกรณ์ที่จะนำมาใช้ประกอบการแสดงดนตรี หรือ การแสดงอื่นใดเพื่อความบันเทิง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ ที่จะเกิดขึ้นและสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้เข้าใช้บริการ

4. ให้ทุกจังหวัดประชาสัมพันธ์ให้ผู้ดำเนินกิจการสถานบริการหรือสถานประกอบการที่เปิดให้บริการ ในลักษณะที่คล้ายกับสถานบริการ โรงแรม และสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม ให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ และมาตรการด้านสุขลักษณะป้องกันความเสี่ยงจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 เพื่อป้องกันมีให้มีการแพร่ระบาดของโรคจากการใช้บริการ ในสถานที่ดังกล่าว

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้พี่น้องประชาชน หรือ นักท่องเที่ยวที่เข้าร่วมกิจกรรมในสถานบริการ สถานประกอบการที่เปิดให้บริการในลักษณะที่คล้ายกับสถานบริการ หรือ โรงแรม ในช่วงเทศกาลวันลอยกระทงได้รับความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน หรือ การได้รับบาดเจ็บ หรือ สูญเสียชีวิต ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม กระทรวงมหาดไทยยังได้ประสานความร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อขอความร่วมมือให้เข้มงวดกวดขันสถานบริการ หรือ สถานประกอบการ ที่เปิดให้บริการในลักษณะที่คล้ายกับสถานบริการให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2558 ลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2558 และกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัดอีกด้วย

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้ว่าปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุข ได้ประกาศยกเลิกโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โรคโควิด-19 จากโรคติดต่ออันตราย เป็นโรคติดต่อเฝ้าระวังแล้วก็ตาม แต่การจัดกิจกรรมวันลอยกระทง ย่อมมีการรวมกลุ่มของบุคคลจำนวนมาก ในสถานที่จัดงานซึ่งอาจส่งผลให้มีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 ได้ จึงต้องมีการเน้นย้ำขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนให้ช่วยป้องกันตัวเองตามหลัก Universal Prevention และปฏิบัติตามมาตรการ DMHTT (D เว้นระยะห่าง M สวมใส่หน้ากาก H ล้างมือบ่อย ๆ T ตรวจวัดอุณหภูมิ และ T ตรวจค้นหาเชื้อหากมีความเสี่ยง) พร้อมขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนให้ระวังอันตรายจากมิจฉาชีพทุกรูปแบบที่อาจแฝงตัวเป็นพลเมืองดี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุอันตรายแก่ร่างกาย ชีวิตและทรัพย์สิน หากเกิดอันตราย หรือพบเห็นผู้มีพฤติกรรมที่อาจก่อให้เกิดภัยอันตรายแก่สังคมส่วนรวม ขอให้แจ้งเหตุ หรือแจ้งเบาะแสได้ที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ หรือที่โทรศัพท์สายด่วนต่าง ๆ อาทิ แจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายที่สายด่วน 191 แจ้งเบาะแสการกระทำผิด สายด่วน 1567 แจ้งเหตุนิรภัยต่าง ๆ ไฟไหม้ พลัดตกน้ำ สายด่วน ปภ. 1784 แจ้งเหตุรถโดยสาธารณะ 1584 หรือ แจ้งเหตุแพทย์ฉุกเฉิน โทร 1669 ซึ่งทุกสายโทรฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง

ทั้งนี้ขอความร่วมมือช่วยเหลือกัน มีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่กัน เพื่อทำให้เทศกาลวันลอยกระทง เป็นไปด้วยความภาคภูมิใจ แสดงถึงอัตลักษณ์ท้องถิ่นของคนไทยที่มีกันอย่างยาวนาน พร้อมทั้งร่วมแสดงออกถึงการร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วยการลดการใช้วัสดุที่ทำมาจากพลาสติก หรือคัดแยกขยะก่อนทิ้งลงในถังขยะ เป็นต้น เพื่อร่วมประกาศเจตนารมณ์การขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนไปด้วยกันกับกระทรวงมหาดไทย

‘วัดพระธรรมกาย’จัดบวชบูชา แทนคุณบิดามารดา 3,000 รูป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689219

‘วัดพระธรรมกาย’จัดบวชบูชา แทนคุณบิดามารดา 3,000 รูป

‘วัดพระธรรมกาย’จัดบวชบูชา แทนคุณบิดามารดา 3,000 รูป

วันจันทร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 14.06 น.

‘วัดพระธรรมกาย’จัดบวชบูชา แทนคุณบิดามารดา 3,000 รูป

31 ตุลาคม 2565 พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย และประชาสัมพันธ์การอุปสมบทบูชาธรรมมหาปูชนียาจารย์ ประจำปี 2565 เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการบวชบูชาธรรมมหาปูชนียาจารย์ ประจำปี พ.ศ. 2565 ว่า วัดพระธรรมกาย มูลนิธิธรรมกาย ศูนย์ส่งเสริมศีลธรรมทั่วประเทศ ชมรมพุทธศาสตร์สากล ฯ คณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย และองค์กรภาคีเครือข่าย ได้ร่วมกันจัดโครงการอุปสมบทบูชาธรรมมหาปูชนียาจารย์ ประจำปี พ.ศ. 2565 ขึ้น และเปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมโครงการมาจนถึงปัจจุบัน ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ซึ่งขณะนี้มีผู้สนใจสมัครบวชแล้ว 2,000 กว่าท่านจากทั่วประเทศ โดยทางโครงการตัังเป้าหมายในการจัดอุปสมบทครั้งนี้ที่ 3,000 รูป

โครงการอุปสมบทบูชาธรรมมหาปูชนียาจารย์ ประจำปี พ.ศ. 2565 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13  พฤศจิกายน พ.ศ.2565 -7 มีนาคม พ.ศ.2566 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้กระแสธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แผ่ปกคลุมทั่วผืนแผ่นดินไทยให้ดับร้อนฝ่าวิกฤติไปสู่ความเข้มแข็งและเจริญรุ่งเรืองต่อไป ประชาชนทุกหมู่บ้านทั่วประเทศได้ร่วมสั่งสมบุญบารมีในการอุปสมบทหมู่  และเป็นแบบอย่างอันดีให้เกิดขึ้นทั่วประเทศไทย ผู้อุปสมบทได้มีโอกาสศึกษา ปฏิบัติธรรม เป็นหลักในการดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องและเป็นการฟื้นฟูประเพณีการบวชของชายไทย ให้กลับมารุ่งเรืองเหมือนครั้งบรรพกาล นอกจากนี้ ผู้บวชยังมีโอกาสได้บวชทดแทนคุณบิดา และมารดาด้วย

สำหรับโครงการ ฯ ปีนี้ มีผู้สนใจสมัครบวชจากทั่วประเทศแล้ว 2,000 กว่าท่าน และยังเปิดรับสมัครไปจนถึงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2565 และเข้ารับการบรรพชาพร้อมกัน วันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 ณ วัดพระธรรมกาย จึงขอเชิญทุกท่านที่มีกุศลศรัทธา มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด มาร่วมศึกษาธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ฝึกฝนอบรมตนเอง บวชแทนคุณบิดามารดา สืบทอดอายุพระพุทธศาสนา ในโครงการบวชปีนี้ด้วยกัน โดยสมัครและสอบถามรายละเอียดได้ที่ศูนย์ส่งเสริมศีลธรรมทั่วประเทศ หรือที่เว็บไซต์ http://www.บวช.com และ http://www.dmycenter.com หรือที่ Call Center 02-831-1234

สสส.สานพลังประชาสังคม เพื่อนบ้านอาเซียน‘ลาว-เวียดนาม’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689108

วันจันทร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) หน่วยงาน The Promotion of Family Health Association (PFHA) จากลาว และ Research and Training Centre for Community Delelopment (RTCCD) จากเวียดนาม ในเครือข่าย IOGT-NTO Movement องค์กรรณรงค์เชิงนโยบายแอลกอฮอล์ ประเทศสวีเดน และเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ศึกษาดูงานองค์กรต้นแบบขับเคลื่อนสุขภาวะ เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2565 ที่ผ่านมา

นายณัฐพันธุ์ ศุภกา ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาภาคีสัมพันธ์และวิเทศสัมพันธ์ สสส. กล่าวว่า การจัดให้มีกลไกที่ยั่งยืนเรื่องงานสร้างเสริมสุขภาพ ในรูปแบบของ สสส. ที่รัฐบาลไทยก่อตั้งขึ้น เพื่อให้เป็นองค์กรรัฐที่มีความเป็นอิสระ โดยได้รับรายได้จากส่วนเพิ่ม 2% ของภาษีสรรพสามิตจากสุราและยาสูบ ซึ่งถือเป็นกลไกที่เหมาะสมตามหลักการ ที่กำหนดให้ผู้ที่ซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาสูบ คือ ผู้จ่ายภาษี

ซึ่งเป็นกลไกนวัตกรรมการเงินการคลังเพื่อสร้างเสริมสุขภาพ และช่วยเหลือด้านวิชาการ โดยเฉพาะบทเรียนของ สสส. สามารถนำไปปรับใช้ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางค่อนข้างต่ำในการจัดตั้งกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ ที่สะท้อนให้เห็นว่าได้ประโยชน์กับทุกฝ่าย ทั้งด้านสุขภาพและรายได้ โดยที่ไม่ส่งผลกระทบกับงบประมาณกลางของรัฐ ที่ต้องนำไปใช้ในโครงการต่างๆ เพื่อพัฒนาประเทศ

นายณัฐพันธุ์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา สสส. สานพลังกับภาคีเครือข่าย ผลักดันให้เกิดการสร้างสรรค์ระบบสังคม ที่สนับสนุนต่อการมีสุขภาวะที่ดี ด้วยการสร้างความเข้มแข็งด้านงานสร้างเสริมสุขภาวะ โดยเฉพาะการควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อลดภาระของประเทศด้านสังคมและเศรษฐกิจ จากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งเป็นกลุ่มโรคที่คนไทยเจ็บป่วยและเสียชีวิตมากที่สุดทุกปี และลดปัญหาทางสังคมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกจำนวนมาก เช่น อุบัติเหตุบนท้องถนน ความรุนแรงในครอบครัว

“ยินดีอย่างยิ่งที่องค์กรด้านการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระดับโลก คือ IOGT-NTO Movement ที่ได้สนับสนุนการขับเคลื่อนงานจากเพื่อนบ้าน อาทิ สปป.ลาว และ เวียดนาม เล็งเห็นความสำคัญของ สสส. ขอเข้ามาศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ด้านการเป็นต้นแบบนวัตกรรมการเงินการคลังที่ยั่งยืน เพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ และแนวทางปฏิบัติที่โดดเด่น ในงานควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการขับเคลื่อนสังคมสุขภาวะในภาพรวมของ สสส.” นายณัฐพันธุ์ กล่าว

Mr.Sanou Sengkhameuay ผู้ประสานงานโครงการ จาก Promotion of Family Health Association (PFHA.BK) สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว กล่าวว่า ได้รับทราบชื่อเสียงของ สสส.เนื่องจากที่ผ่านมาได้เห็นสื่อโฆษณาของ สสส.ในสื่อออนไลน์และโทรทัศน์ เพราะคนลาวดูโทรทัศน์จากเมืองไทย การที่สสส. โฆษณาในทีวีทำให้คนลาวได้เรียนรู้ไปด้วย โดยเฉพาะผลต่อการรับรู้เรื่องผลกระทบของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใน สปป.ลาว ที่ยังไม่มีหน่วยงานแบบ สสส. มาทำหน้าที่ป้องกันปัจจัยเสี่ยงของแอลกอฮอล์

“ระหว่างที่มาดูงานได้เรียนรู้หลายๆ กิจกรรมเช่น กฎหมายการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การรณรงค์ชุมชนคนสู้เหล้า การเปลี่ยนแปลงค่านิยมสังคมในงานประเพณีต่างๆ โครงการป้องกันแก้ปัญหานักดื่มหน้าใหม่เยาวชนในชุมชนและสถานศึกษารวมทั้งในศูนย์เด็กเล็ก ได้เห็นความภูมิใจของผู้ที่เลิกเหล้า “คนหัวใจเพชร” เห็นชุมชนร่วมแก้ปัญหาชวนช่วย เชียร์ และยังต่อยอดไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน ทั้งชุมชนหนองสองห้อง จังหวัดสมุทรสาคร และกลุ่มเยาวชนบางจาก ชุมชนคลองด่าน จังหวัดสมุทรปราการกลุ่มเยาวชน YSDN ชลบุรี” Mr.Sanou ระบุ

Mr.Sanou กล่าวต่อไปว่า การขับเคลื่อนเหล่านี้ไม่ได้แก้ปัญหาเฉพาะด้านสุขภาพ แต่รวมถึงปัญหารายได้ ความเป็นอยู่ และความเข้มแข็งของครอบครัว โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของเด็กเยาวชน และนวัตกรรมปลุกพลังในกลุ่มเด็กปฐมวัย ที่สร้างภูมิคุ้มกันจากปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่วัยอนุบาล การได้มาดูงานครั้งนี้รู้สึกดีใจและตื่นเต้นมาก ที่ได้เรียนรู้การทำงานของเครือข่ายงดเหล้า และ สสส. ซึ่งมีงานหลายอย่างที่น่าสนใจและสามารถนำไปปรับใช้ได้

Ms.Nguyen Hong Hanh ผู้จัดการโครงการจาก Research and Training Centre for Community Development (RTCCD) เวียดนาม กล่าวว่า สสส. เป็นตัวอย่างที่ดีในการส่งเสริมสุขภาพอย่างเป็นระบบด้วยการใช้ภาษีสรรพสามิตเพื่อสุขภาพ ซึ่งประเทศเวียดนามมีกองทุนที่เน้นเฉพาะการควบคุมบุหรี่ยังไม่ครอบคลุมปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ รวมถึงกลุ่มโรค NCDs โดยเครือข่ายพันธมิตร NCDs เวียดนามมีแผนเสนอแก้ไขกฎหมายสรรพสามิต เพื่อให้มีกองทุนขับเคลื่อนประเด็นเรื่อง NCDs

“ความสำเร็จของ สสส. ที่สามารถลดการบริโภคเหล้าบุหรี่และปัจจัยเสี่ยงสุขภาพต่างๆ จะเป็นหลักฐานที่ดี ที่ผู้กำหนดนโยบายควรรับรู้เพื่อให้การแก้ไขกฎหมายสรรพสามิตประสบผลสำเร็จ นอกจากนี้สสส. ยังเป็นแบบอย่างที่ดีของการทำงานร่วมกับภาครัฐสถานบันการศึกษาและภาคประชาสังคม หรือแนวทางสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา ซึ่งการขับเคลื่อนประเด็นเรื่อง NCDs ของเวียดนามควรเพิ่มความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ให้มากขึ้น” Ms.Nguyen กล่าว

นายธีระ วัชรปราณี ผู้จัดการสำนักงานเครือข่ายงดเหล้า (สคล.) กล่าวว่า ปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์เมื่อเปรียบเทียบในกลุ่มประเทศอาเซียน จากรายงาน Global Status Report on Alcohol and Health ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ในรายงานปี 2557 ที่แสดงข้อมูลในปี 2003-2005 (2546-2548)พบว่าไทยมีอัตราการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ต่อหัวประชากรติดอันดับหนึ่ง คือ 6.8 ลิตรแอลกอฮอล์บริสุทธิ์/คน/ปี แต่จากรายงานปี 2018 (2561) แสดงข้อมูลปี 2546-2560 พบว่า สปป.ลาว มีอัตราการดื่มสูงกว่าไทย คือ 10.4 ลิตรแอลกอฮอล์บริสุทธิ์/คน/ปี

ส่วนเวียดนาม พบการดื่มแอลกอฮอล์สูงขึ้นจากเดิมในอัตรา 3.8 ลิตรแอลกอฮอล์บริสุทธิ์/คน/ปี ปัจจุบัน เพิ่มเป็น 8.3 ลิตรแอลกอฮอล์บริสุทธิ์/คน/ปีเท่ากับไทยในปัจจุบัน จะเห็นว่า การเพิ่มขึ้นของไทยไม่ได้สูงมากเมื่อเทียบกับลาวและเวียดนาม ซึ่งการมีองค์กรสร้างเสริมสุขภาพอย่าง สสส. ที่หนุนเสริมบทบาทภาคประชาสังคมและนโยบายควบคุมแอลกอฮอล์ภาครัฐ รวมทั้งกฎหมายควบคุมแอลกอฮอล์ปี 2551 ที่เข้มแข็ง ทำให้สถานการณ์การดื่มเครื่อมดื่มแอลกอฮอล์ในไทยมีแนวโน้มลดลง

“การมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ตั้งแต่วันที่ 17- 27ต.ค. 2565 ที่ตัวแทนจาก สปป.ลาว และเวียดนามมาเข้าร่วม นอกจากมาแลกเปลี่ยนแล้ว ยังได้เชื่อมประสานความร่วมมือเฝ้าระวังการตลาดของภาคธุรกิจ โดยการรณรงค์ร่วมกันในงานประเพณีวัฒนธรรมปลอดเหล้า เพื่อสร้างค่านิยมการไม่ดื่มเหล้าเบียร์ ในฐานะที่เป็นกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกัน” นายธีระ กล่าว

นวัตกรรมเพื่อชาวไบค์เกอร์!นศ.อาชีวะ คิดค้น‘เครื่องฆ่าเชื้อหมวกกันน็อกโอโซน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689110

นวัตกรรมเพื่อชาวไบค์เกอร์!นศ.อาชีวะ  คิดค้น‘เครื่องฆ่าเชื้อหมวกกันน็อกโอโซน’

นวัตกรรมเพื่อชาวไบค์เกอร์!นศ.อาชีวะ คิดค้น‘เครื่องฆ่าเชื้อหมวกกันน็อกโอโซน’

วันจันทร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผ่านพ้นไปแล้วกับกิจกรรม “หยุดสูญเสีย หยุดรถ ให้คนข้ามทางม้าลาย #ความดีที่คุณทำได้ ครั้งที่ 9” โดยคณะกรรมการบูรณาการกู้ชีพฉุกเฉินและความปลอดภัยทางถนน วุฒิสภา กระทรวงคมนาคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่าย เมื่อเร็วๆ นี้ซึ่งจัดมาอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกเดือนตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2565 เป็นต้นมา เพื่อกระตุ้นให้ผู้ใช้รถใช้ถนนในประเทศไทยเพิ่มความระมัดระวัง โดยเฉพาะการขับขี่ในบริเวณทางม้าลาย โดยไทยนั้นถูกจัดให้เป็นประเทศกลุ่มเสี่ยงสูงในการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน

หนึ่งในไฮไลท์สำคัญของกิจกรรมครั้งที่ 9 นี้ คือนิทรรศการว่าด้วยความปลอดภัยบนท้องถนน ซึ่งมีการโชว์นวัตกรรม “เครื่องฆ่าเชื้อหมวกกันน็อกโอโซน” ผลงานของนักศึกษาอาชีวะ “วิทยาลัยการอาชีพนวมินทราชูทิศ” กรุงเทพฯ โดย นายวุฒิธนาสิงเหิน นักศึกษาระดับ ปวส. ปี 1 วิทยาลัยการอาชีพนวมินทราชูทิศ เล่าว่า แรงบันดาลใจของผลงานชิ้นนี้ มาจากการที่ตนอยากให้นักศึกษาในวิทยาลัยสวมหมวกกันน็อกเป็นประจำด้วยความสมัครใจ

จึงร่วมกับเพื่อนๆ พัฒนาเครื่องฆ่าเชื้อโรคในหมวกนิรภัย ด้วยระบบโอโซนรุ่นแรก และนำไปทดลองใช้ในกลุ่มผู้ขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง และส่งโครงการเข้าประกวดที่ สสส. และได้งบประมาณมาจำนวนหนึ่ง ซึ่งก็นำมาพัฒนาเป็นเครื่อง รุ่น 2 ให้มีขนาดเล็กลงและมีความปลอดภัยมากขึ้น โดยการทำงานเครื่องดังกล่าวจะมีพัดลม 3 ตัว เมื่อหยอดเหรียญลงไป กดการทำงานที่ 2 นาที พัดลม2 ตัว คือข้างหลัง 1 ตัว ข้างใต้ 1 ตัว จะทำการดูดอากาศเข้ามาเพื่อทำปฏิกิริยากับโอโซน พอทำงานครบ 2 นาที พัดลมอีก 1 ตัว จะทำการดูดอากาศออก 20 วินาที

“จากการทดลองทางจุลชีววิทยา โดยซื้อเครื่องตรวจจากแล็บมาเอง และมีอาจารย์ทางด้านวิทยาศาสตร์คอยให้คำปรึกษา ทดสอบประเมินผลการทำงานก่อนใช้กับหลังใช้ พบว่าสามารถฆ่าเชื้อรา และแบคทีเรียได้ถึง 99% และขณะนี้ได้ตั้งให้บริการที่วินมอเตอร์ไซค์ 2 แห่งและที่วิทยาลัยอีก 1 แห่ง ผลตอบรับค่อนข้างดีอย่างไรก็ตาม ทางทีมยังมีการพัฒนาเรื่อยๆเพื่อให้สามารถใช้งานและบำรุงรักษาได้เอง”นายวุฒิธนา กล่าว

ด้าน นายดำรงฤทธิ์ จิตถาวรมณี ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง จุดรับผู้โดยสารระหว่างทางกรมควบคุมโรค และกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ต้องสวมหมวกกันน็อก เป็นเวลานานๆ ด้วยสภาพอากาศในเมืองไทยที่ค่อนข้างร้อน เหงื่อออกมาก และล่าสุดในช่วงฤดูฝน จะทำให้มีปัญหาหมักหมมของเชื้อโรคเชื้อราต่างๆ เกิดกลิ่นอับ คันหนังศีรษะ บางคนถึงขั้นผมร่วง ต้องพบหมอ ซื้อยามาทา

“ส่วนตัวต้องมีหมวกกันน็อกไว้หลายใบไว้สับเปลี่ยน อันไหนที่ไม่ได้ใช้ก็จะนำไปตากแดดเพื่อฆ่าเชื้อ แต่ปัญหาคือบางครั้งไม่มีแดด ยิ่งหน้าฝนยิ่งลำบากหมวกจะมีความอับชื้นมาก เพราะฉะนั้นถ้ามีเครื่องหยอดเหรียญอบฆ่าเชื้อในหมวกกันน็อกได้ตนยินดีใช้บริการเลย เพราะประหยัดเวลาและดีต่อหนังศีรษะ” นายดำรงฤทธิ์ กล่าว

ทั้งนี้ มอเตอร์ไซค์ หรือรถจักรยานยนต์ เป็นยานพาหนะที่คนไทยนิยมใช้มากที่สุด ดังข้อมูลจาก กรมการขนส่งทางบก ระบุว่า ในปี 2564 ที่ผ่านมามีมอเตอร์ไซค์จดทะเบียนใหม่ทั้งสิ้น1,763,883 คัน (ส่วนบุคคล 1,762,630 คัน + สาธารณะ 1,253 คัน หรือคิดเป็นร้อยละ 65.6 หรือเกือบ 2 ใน 3 จากจำนวนรถทุกชนิดที่จดทะเบียนในปีดังกล่าวรวม 2,688,382 คัน

และหากดูยอดจดทะเบียนรถสะสมนับตั้งแต่เริ่มเก็บสถิติมาจนถึง ณ สิ้นปี 2564 จะพบว่า มีมอเตอร์ไซค์จดทะเบียนสะสมทั้งสิ้น 21,843,842 คัน (ส่วนบุคคล 21,685,858 คัน + สาธารณะ 157,984 คัน) ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 51.6 หรือกว่าครึ่งหนึ่งจากจำนวนรถทุกชนิดที่จดทะเบียนสะสมรวม 42,313,968 คัน แต่ในอีกด้านหนึ่งคนไทยมีอัตราการเสียชีวิตจากการใช้มอเตอร์ไซค์ (ไม่ว่าขับขี่หรือโดยสาร) เป็นส่วนใหญ่

อาทิ ข้อมูลจาก ศูนย์ข้อมูลอุบัติเหตุ (ThaiRSC) อ้างอิงสถิติจาก บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด พบว่า ในปี 2564 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนน 13,617 รายบาดเจ็บ 883,319 คน ในจำนวนนี้แบ่งเป็นจักรยานยนต์ ร้อยละ 52.55 และรถยนต์ร้อยละ 47.45 รวมถึงรายงาน Global status report on road safety 2018 โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ที่เผยแพร่ในปี 2561 พบว่า แม้สถิติอุบัติเหตุบนท้องถนนของไทยจะอยู่ในอันดับ 9 ของโลก ลดลงจากอันดับ 2 ตามรายงานที่เผยแพร่ในปี 2558 แต่ยังมีอัตราการเสียชีวิตจากมอเตอร์ไซค์สูงที่สุดในโลก

ซึ่งเมื่อกล่าวถึงการใช้มอเตอร์ไซค์ “หมวกกันน็อก” คือสิ่งที่จะขาดไม่ได้เลยเพราะช่วยลดการบาดเจ็บรุนแรงที่ศีรษะ (ซึ่งส่งผลกระทบต่อสมอง) ได้มาก..นวัตกรรมชิ้นนี้จึงตอบโจทย์บรรดา “ไบค์เกอร์” เป็นอย่างยิ่ง และน่าจะได้รับการสนับสนุนให้มีการพัฒนาเพื่อต่อยอดในเชิงพาณิชย์ในอนาคตต่อไป!!!

‘สปสช.’ต้อนรับคณะทำงาน‘ซูดาน’ แลกเปลี่ยนเรียนรู้‘หลักประกันสุขภาพ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689109

‘สปสช.’ต้อนรับคณะทำงาน‘ซูดาน’  แลกเปลี่ยนเรียนรู้‘หลักประกันสุขภาพ’

‘สปสช.’ต้อนรับคณะทำงาน‘ซูดาน’ แลกเปลี่ยนเรียนรู้‘หลักประกันสุขภาพ’

วันจันทร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ประเทศไทย มีโอกาสได้ต้อนรับ นพ.เอลเซดดิกเอลตาเย็บ วาฮาบัลลา เอลซามานี (Elseddig Eltayeb Wahaballa Elsamani) ผู้อำนวยการกองทุนประกันสุขภาพแห่งสาธารณรัฐซูดาน (National Health Insurance Fund-NHIF) พร้อมด้วยคณะทำงานของ NHIF รวมถึง ผู้เชี่ยวชาญจากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (Japan International Cooperation Agency-JICA) เข้าร่วมการอบรมด้านบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพ ระหว่างวันที่ 17-21 ต.ค. 2565

การอบรมครอบคลุมงานด้านบริหารในด้านต่างๆ ของกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติของไทย หรือ “บัตรทอง 30 บาท” ได้แก่ กลไกทางการเงิน การออกแบบสิทธิประโยชน์ การประเมินความคุ้มค่าด้านเทคโนโลยีสุขภาพ การจัดการฐานข้อมูล การคุ้มครองผู้บริโภค การตรวจสอบและประเมินผลการดำเนินงานนอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญจากสาธารณรัฐซูดานได้แลกเปลี่ยนความเห็น ในประเด็นความก้าวหน้าในการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในประเทศของตน

รวมทั้งมีแนวคิดนำรูปแบบการบริหารกองทุนสุขภาพไทย ไปปรับใช้กับการทำกองทุนประกันสุขภาพในซูดานเช่นกัน โดยนอกจากจะอบรมกันที่ สปสช. ศูนย์ราชการฯ ถ.แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ แล้ว ผู้เข้าร่วมการอบรมยังลงพื้นที่ดูงาน ณ โรงพยาบาลสระบุรี โดยเน้นศึกษารูปแบบการให้บริการสุขภาพ ระบบเบิกจ่ายกองทุนประกันสุขภาพในระดับภูมิภาค และการให้บริการด้านแพทย์ปฐมภูมิ รวมทั้งบริการส่งเสริมและป้องกันโรค

ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมการอบรม โดยเน้นถึงประโยชน์ของบัตรทองในการสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพให้ชาวไทย และเพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพโดยไม่แบ่งแยกฐานะ เพศ และศาสนา ซึ่งในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา สปสช.ทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนในการขยายความครอบคลุมของบัตรทอง

ทั้งในด้านจำนวนประชากรและการเพิ่มสิทธิประโยชน์ ลดอัตราการล้มละลายจากค่ารักษาพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิผล โดยปัจจุบัน บัตรทองครอบคลุมประชากรชาวไทยกว่า 47 ล้านคน ประชากรที่เหลือมีสิทธิรักษาพยาบาลภายใต้ระบบสวัสดิการข้าราชการหรือกองทุนประกันสังคม ส่งผลให้มีประชากรไทยร้อยละ 99.9 ที่ได้รับการคุ้มครองภายใต้ประกันสุขภาพของรัฐบาล