มทร.รัตนโกสินทร์ ถวายผ้ากฐินพระราชทาน ปี 2565

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689689

มทร.รัตนโกสินทร์  ถวายผ้ากฐินพระราชทาน ปี 2565

มทร.รัตนโกสินทร์ ถวายผ้ากฐินพระราชทาน ปี 2565

วันพฤหัสบดี ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าพระกฐิน ให้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ตามที่ขอพระราชทานเพื่อน้อมนำไปถวายพระสงฆ์จำพรรษากาลถ้วนไตรมาส ในวันเสาร์ที่ 29 ตุลาคม 2565

ในช่วงบ่าย รศ.ดร.อุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติ อธิการบดี เป็นประธานในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน โดยมี ณ วัดสัตตนารถปริวัตรวรวิหาร ต.หน้าเมือง อ.เมืองราชบุรี จ.ราชบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ รวมใจทอดกฐินพระราชทานปัจจัย 1,715,160 ล้านบาท ถวายเป็นพุทธบูชา

ในการนี้ รศ.ดร.อุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติอธิการบดี ได้ขออนุโมทนาบุญกุศลในครั้งนี้มายังผู้ทรงคุณวุฒิกรรมการสภาฯ คณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร เจ้าหน้าที่ และนักศึกษา อีกทั้งผู้มีจิตศรัทธาทุกท่านขออานิสงส์แห่งบุญ ส่งผลให้ทุกท่านมีความสุขกายสุขใจ กิจการงานสำเร็จลุล่วง สุขภาพแข็งแรง และขอเชิญชวนทุกท่าน ร่วมตั้งจิตอธิษฐานน้อมอุทิศถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

นักศึกษา ธุรกิจระหว่างประเทศ SPU คว้า 2 รางวัลใหญ่ เวทีระดับนานาชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689695

นักศึกษา ธุรกิจระหว่างประเทศ SPU  คว้า 2 รางวัลใหญ่ เวทีระดับนานาชาติ

นักศึกษา ธุรกิจระหว่างประเทศ SPU คว้า 2 รางวัลใหญ่ เวทีระดับนานาชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายธาม ทัพพะรังสี นักศึกษาสาขาวิชาธุรกิจระหว่างประเทศชั้นปีที่ 3 คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม พร้อมทีมเพื่อนๆนักศึกษานานาชาติ สมาชิก Group 6 ทุกคน ที่โชว์ศักยภาพในการเสนอแนวทางแก้ปัญหา Sustainable Development Goals (SDGs) ในประเด็น “Quality Education”, “Gender Equality” และ “Life Below Water” คว้า 2 รางวัลใหญ่ ได้แก่ รางวัล “Chairperson’s Award” และรางวัล “Best Presentation Award” จากการเข้าร่วมในเวทีระดับนานาชาติ “International SDGs Boot camp for Students” ในงาน INTERNATIONAL SDGs PRIZE 2022 ณ ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อเร็วๆ นี้

สำหรับกิจกรรมโครงการดังกล่าว คือ นักศึกษาที่เข้าร่วมจากประเทศต่างๆ ได้ร่วมกันระดมความคิดความรู้ความสามารถในการค้นหาแนวทางแก้ไข และการนำเสนอแนวทางแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ Sustainable Development Goals (SDGs) เป็นระยะเวลาเกือบ 2 เดือน โดยนำเสนอประเด็น “Quality Education”, “Gender Equality” และ “Life Below Water”

‘เอนก’มอบ สอวช.สกัดแผนพัฒนากำลังคน ผสมผสานบริบทไทยกับทฤษฎีสากล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689595

'เอนก'มอบ สอวช.สกัดแผนพัฒนากำลังคน ผสมผสานบริบทไทยกับทฤษฎีสากล

‘เอนก’มอบ สอวช.สกัดแผนพัฒนากำลังคน ผสมผสานบริบทไทยกับทฤษฎีสากล

วันพุธ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 09.31 น.

“เอนก”มอบ สอวช.สกัดแผนพัฒนากำลังคน ผสมผสานบริบทไทยกับทฤษฎีสากล มั่นใจสู้ต่างชาติได้ ในยุคที่โลกเปลี่ยนเร็ว

วานนี้ (1 พฤศจิกายน 2565) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) จัดประชุมคณะกรรมการอํานวยการ สอวช.ครั้งที่ 6/2565 ณ ห้องประชุมชั้น 4 อาคารพระจอมเกล้า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และผ่านระบบออนไลน์ โดยมี ศาสตราจารยพิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานการประชุม

ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการ สอวช.รายงานต่อที่ประชุมถึงมาตรการพัฒนากำลังคนทักษะอนาคต โดยอ้างถึงผลสำรวจของ World Economic Forum ที่รายงานไว้เมื่อปี ค.ศ.2020 ว่า สถานการณ์โลกที่ส่งผลต่อระบบพัฒนากำลังคนและการจ้างงาน ก่อให้เกิดความต้องการแรงงานในงานแห่งอนาคต ที่จำเป็นต้องได้รับการพัฒนา อาทิ นักวิเคราะห์ข้อมูลและนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Analysts and Scientists), ผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของเครื่องจักร (AI and Machine Learning Specialists), ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data Specialists), ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดและกลยุทธ์ดิจิทัล (Digital Marketing and Strategy Specialists) ฯลฯ นอกจากนี้ ผลสำรวจสมรรถนะบุคลากรในอนาคตสาหรับ 12 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) ระหว่างปี พ.ศ.2563 – 2567 จากภาคเอกชน พบว่า 5 อับดับอุตสาหกรรมที่มีความต้องการอาชีพที่มีความต้องการสูง (Premium Job) ได้แก่ 1.อุตสาหกรรมดิจิทัล 2.อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต 3.อุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต 4.อุตสาหกรรมพลังงานชีวมวลและชีวเคมี และ 5.อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ

ดร.กิติพงค์ ยังได้กล่าวถึงสถานการณ์ด้านกำลังคนของประเทศไทยว่า มีความท้าทายในเรื่องจำนวนแรงงานบางสาขา ที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของนักลงทุน เช่น สาขาดิจิทัล สาขาบริการทางการแพทย์และสุขภาพ สาขาปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ ขณะเดียวกัน แพลตฟอร์มการพัฒนากำลังคนเพื่อรองรับการลงทุนในระยะยาวยังมีอยู่อย่างจำกัด และไม่ทันต่อความต้องการ สอวช.จึงได้จัดทำโมเดลรูปแบบใหม่ในการพัฒนากำลังคนในปัจจุบัน ประกอบด้วย 1) การ จับคู่จ้างงานระหว่างผู้ต้องการทำงานกับภาคเอกชนหรือนายจ้าง ซึ่งภาคเอกชนหรือนายจ้างมีส่วนร่วมในการออกแบบหลักสูตร 2) การจัดการศึกษารูปแบบใหม่ที่ก้าวข้ามข้อจากัดด้านเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อผลิตกาลังคนทักษะสูงที่ตอบโจทย์ประเทศ และสร้างนวัตกรรมการอุดมศึกษา (Higher Education Sandbox) 3) ส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างและยกระดับความสามารถของผู้เชี่ยวชาญในการแก้ปัญหาและพัฒนางานวิจัยในภาคการผลิตและบริการ และ 4) การพัฒนาแพลตฟอร์มทักษะอนาคตให้ทุกคนเข้าถึงได้

โดยได้มีการขึ้นรูปแพลตฟอร์มรองรับความต้องการจากภาคอุตสาหกรรม มาตรการ Thailand Plus Package เพื่อพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะสูงทางด้านสะเต็มและส่งเสริมการจ้างงานบุคลากรผู้มีทักษะสูงสะเต็มด้วย โดย บริษัทที่ส่งลูกจ้างเข้ารับการฝึกอบรมในหลักสูตรที่ได้รับการรับรองจาก อว.สามารถนำค่าใช้จ่ายตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2564 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2565 ไปขอยกเว้นภาษีเงินได้ 250% ส่วนบริษัทในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่จ้างพนักงานใหม่ด้านสะเต็ม สามารถนำค่าจ้างพนักงานตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2564 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2565 ไปขอยกเว้นภาษีเงินได้ 150% และจากการหารือล่าสุดระหว่าง สอวช.กับกรมสรรพากร มีข้อสรุปว่าจะขยายระยะเวลาให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีตามมาตรการข้างต้นต่อไปอีกเป็นระยะเวลา 3 ปี ขณะเดียวกัน สอวช.ยังได้ลงนามความร่วมมือกับบริษัท ไอริส คอนซัลติ้ง จำกัด (ไบร์ทเทอร์บี) ในการพัฒนาแพลตฟอร์ม BrighterBee Talent Solution ที่จะเปิดให้นักศึกษา 2 ล้านคนเรียนฟรี ในหลักสูตรทั้งด้าน Hard skill และ Soft skill รวมกว่า 250 หลักสูตร ซึ่งสามารถต่อยอดจับคู่สถานประกอบการและได้งานทันทีหลังเรียนจบ

ดร.กิติพงค์ ยังได้เสนอต่อที่ประชุม ถึงกรอบมาตรการการพัฒนากำลังคนทักษะแห่งอนาคตเพื่อรองรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะ 5 ปีข้างหน้า ครอบคลุม 6 หัวข้อหลัก ได้แก่ 1.แพลตฟอร์มทักษะอนาคต (Skill Future Platform) ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ถึงความต้องการ การประเมินผล โปรแกรมการอบรม รวมถึงการจับคู่การจ้างงาน 2.บัญชีทักษะอนาคต (Skill Future Account) แนวทางการนำกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Wallet มาใช้ 3.ธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ (National Credit Bank) ทีจะเชื่อมโยงกับสถานศึกษาและหน่วยฝึกอบรมทั้งรัฐและเอกชน เชื่อมโยงไปถึงการเข้าสู่เส้นทางอาชีพของบัณฑิต 4.การปรับเปลี่ยนรูปแบบของมหาวิทยาลัย (University Transformation) ผ่านการพัฒนามาตรฐานหลักสูตร จัดทำหลักสูตรที่แตกต่างไปจากมาตรฐานเดิม และมีการทำงานควบคู่ไปกับการเรียนด้วย 5.กำลังคนศักยภาพสูงของไทย (Talent Thailand) มีการจัดทำคลังรวบรวมกลุ่มที่มีศักยภาพสูง และ 6.สิทธิประโยชน์หรือแรงจูงใจ (Incentive) ทั้งสิทธิประโยชน์ทางภาษีและการสนับสนุนด้านการเงิน

ด้าน ดร.เอนก กล่าวว่า การพัฒนากำลังคนเพื่อรองรับบริบทโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ในส่วนของบริบทของประเทศไทยอยากให้คิดนอกกรอบและเสริมทักษะในส่วนของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Industry) , เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ครอบคลุมถึงการพัฒนากำลังคนด้านศิลปะ สุนทรียะ กีฬา การท่องเที่ยว การแพทย์ รวมถึงการพัฒนากำลังคนในกลุ่มผู้สูงอายุ ที่จะเป็นสัดส่วนประชากรสำคัญของไทย ต้องดึงคนเหล่านี้เข้ามาเป็นกำลังของประเทศ สร้างรายได้เข้าประเทศ นอกจากนี้ ยังแนะให้เห็นถึงการปรับบทบาท ปรับกระบวนทัศน์ ปรับวิธีคิดของนักศึกษาและมหาวิทยาลัย โดยมหาวิทยาลัยจะต้องปรับรูปแบบเป็นมหาวิทยาลัยของบริษัทหรือองค์กร (Corporate University) มากขึ้น เช่น แนวทางการจัดการศึกษาในสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ฝึกปฏิบัติ ทำงานจริงในระหว่างเรียน และสามารถหารายได้ได้ตั้งแต่ยังเรียนอยู่

ทั้งนี้ ดร.เอนก ได้มอบหมายให้ สอวช.จัดทำแผนพัฒนากำลังคนที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยเสนอให้สกัดแผนให้เข้ากับบริบทไทยผสมผสานกับแนวทางจากต่างชาติ ค้นหาในส่วนที่เป็นจุดแข็งของเรา ให้รู้ว่าเราเก่งในด้านไหน เก่งเพราะอะไร เพื่อเสริมตาน้ำให้แข็งแกร่งขึ้น หรือมองหาสิ่งที่เรายังขาดเพื่อเติมเต็มในจุดนั้น ให้ได้เป็นแผนพัฒนากำลังคนที่มีความเข้มแข็ง เห็นแนวทางการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรมและสามารถยกระดับการพัฒนากำลังคนของประเทศไทยได้อย่างแท้จริง

รัฐบาลกำหนด‘นาค’เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติประเภทสัตว์ในตำนาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689479

รัฐบาลกำหนด‘นาค’เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติประเภทสัตว์ในตำนาน

รัฐบาลกำหนด‘นาค’เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติประเภทสัตว์ในตำนาน

วันอังคาร ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 15.35 น.

รัฐบาลกำหนด‘นาค’เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติประเภทสัตว์ในตำนาน ต่อยอด Soft Power ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์

1 พฤศจิกายน 2565 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า ครม.เห็นชอบให้นาคเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์ในตำนาน ซึ่งเป็นการประกาศในเชิงสัญลักษณ์ เพื่อสร้างให้เกิดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และวัฒนธรรมของชาติ อีกทั้งยังเป็นการต่อยอดเป็น Soft Power ในการนำทุนวัฒนธรรมมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและนำรายได้เข้าประเทศ

“นาค” มีคติความเชื่อที่ปรากฏในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน มีความเกี่ยวพันกับวิถีชีวิตคนไทย สะท้อนถึงตำนานและความเชื่อมาแต่อดีต สื่อออกมาผ่านทางขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปวัฒนธรรม พิธีกรรมต่างๆ มาจนถึงปัจจุบัน เช่น เป็นผู้พิทักษ์ศาสนา เป็นบันไดเชื่อมระหว่างโลกและสวรรค์ บั้งไฟพญานาคในวันออกพรรษา และประเพณีไหลเรือไฟ เรือที่ตกแต่งขึ้นก็แทนพญานาคเพื่อลอยไปบูชารอยพระพุทธบาท เป็นต้น ดังนั้น นาคจึงถือเป็นสัญลักษณ์สะท้อนวัฒนธรรมของประชาชนคนไทยอย่างแนบแน่น

สำหรับภาพต้นแบบของนาคเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์ในตำนานนั้น ทางคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้มอบหมายกรมศิลปากร สำนักช่างสิบหมู่ ดำเนินการร่างภาพต้นแบบนาค ซึ่งภาพต้นแบบนี้สื่อให้เห็นภาพรวมคติความเชื่อเกี่ยวกับนาค เป็นรูปพญานาคสี่ตระกูล คือ ตระกูลวิรูปักษ์ (สีทอง) ตระกูลเอราปถ (สีเขียว) ตระกูลฉัพพยาปุตตะ (สีรุ้ง) และตระกูลกัณหาโคตรมะ (สีดำ) และมีนาคตัวใหญ่สุด คือ นาควาสุกรี ที่มีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กับพระพุทธศาสนาและพระมหากษัตริย์ ส่วนรายละเอียดประกอบภาพ เช่น คลื่นน้ำ และ ศาสนสถาน สื่อให้เห็นว่านาคเป็นสัญลักษณ์แห่งน้ำและความอุดมสมบูรณ์ รวมถึงบทบาทการเป็นผู้พิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนา

น.ส.รัชดา กล่าวด้วยว่า จากข้อมูลกระทรวงวัฒนธรรม พบว่า ปัจจุบันประเทศที่มีสัตว์ประจำชาติ ประเภทตำนานเทพนิยายและความเชื่อ มีจำนวน 157 ประเทศ รวมทั้งสิ้น 229 รายการ มีบางประเทศที่มีสัตว์ประจำชาติมากกว่า 1 รายการ ซึ่งสัตว์ประจำชาติของประเทศต่างๆ มีสัตว์ที่ปรากฏอยู่จริง เช่น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์สี่เท้า สัตว์ปีก ส่วนสัตว์ในตำนานเทพนิยายและความเชื่อ แม้ว่าจะไม่มีผู้พบเห็นแต่คนในชาตินั้นๆ มีความเชื่อและศรัทธาจนมีการสร้างสรรค์เป็นสัญลักษณ์ประจำชาติ

สำหรับสัตว์ในตำนานประจำชาติจะมีการประกาศในประเทศต่างๆ อาทิ

1.จีน หมีแพนด้าเป็นสัตว์ประจำชาติ และมังกรเป็นสัตว์ประจำชาติประเภทตำนาน

2.อินโดนีเซีย มังกรโคโมโดเป็นสัตว์ประจำชาติ และครุฑเป็นสัตว์ประจำชาติประเภทตำนาน

3.กรีซ ปลาโลมาเป็นสัตว์ประจำชาติ และนกฟีนิกซ์เป็นสัตว์ประจำชาติประเกทตำนาน

ทั้งนี้ สัตว์ในตำนานเหล่านั้น มักจะนำมาเป็นสัญลักษณ์ของประเทศเป็นตราแผ่นดิน โล่และอาร์ม หรือปรากฏในธงต่างๆ และมีความเกี่ยวข้องกับสถาบันเป็นส่วนใหญ่

‘ตรีนุช’มอบนโยบาย ผอ.สพท.-ผอ.รร.ทั่วประเทศ รับเปิดเทอม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689432

'ตรีนุช'มอบนโยบาย ผอ.สพท.-ผอ.รร.ทั่วประเทศ รับเปิดเทอม

‘ตรีนุช’มอบนโยบาย ผอ.สพท.-ผอ.รร.ทั่วประเทศ รับเปิดเทอม

วันอังคาร ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 11.16 น.

“ตรีนุช”มอบนโยบาย ผอ.สพท.-ผอ.รร.ทั่วประเทศ รับเปิดเทอม เน้นครูออกเยี่ยมบ้านนักเรียนสร้างความเข้าใจนักเรียนรายบุคคล

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2565 ที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวในการมอบนโยบายการเปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 แก่ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (ผอ.สพท.) และผู้อำนวยการโรงเรียนทั่วประเทศ ผ่าน OBEC Channel ว่า ขอบคุณทุกคนที่ได้นำนโยบายของกระทรวงไปปฏิบัติให้มีผลสำเร็จมีความคืบหน้าตามลำดับ ซึ่งในโอกาสเปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 ตนขอเน้นย้ำการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาที่สำคัญในการดูแลพัฒนาการของนักเรียนอย่างเป็นองค์รวม ได้แก่ ความปลอดภัยในสถานศึกษา ทั้งด้านการเดินทางไป-กลับของนักเรียน การจัดสภาพแวดล้อมสถานศึกษาให้ปลอดภัย การให้บริการดูแลด้านโภชนาการ และสุขภาพ การป้องกันภัยธรรมชาติ และที่สำคัญ คือ การป้องกันภัยจากยาเสพติดทุกชนิด และภัยจากอาวุธปืน ซึ่งต้องไม่เกิดขึ้นในสถานศึกษาอย่างเด็ดขาด และต้องปฏิบัติอย่างเข้มข้น ตามหลัก 3 ป.ได้แก่ ป้องกัน ปลูกฝัง และปราบปราม ภายใต้โครงการ MOE Safety Center เพื่อสร้างความปลอดภัยให้นักศึกษา ครู และบุคลากรทุกคน

“ในการเปิดภาคเรียนที่ 2/2565 นี้ กระทรวงศึกษาธิการ ได้มุ่งเน้นให้ครูกระชับความสัมพันธ์กับนักเรียนและผู้ปกครองมากขึ้น เพื่อทำให้เข้าใจนักเรียนเป็นรายบุคคล ทั้งนิสัยและชีวิตความเป็นอยู่ ด้วยการออกเยี่ยมบ้านนักเรียน เพื่อพูดคุยกับผู้ปกครองโดยตรง ดูว่าเด็กมีปัญหาอะไรบ้าง หากมีปัญหาก็ให้ร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาทั้งระบบอย่างถูกต้องเหมาะสม และยังเป็นการสร้างเครือข่ายผู้ปกครอง ชุมชนให้ช่วยกันเฝ้าระวัง และมีส่วนร่วมในการแจ้งเหตุความไม่ปลอดภัย ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ปกครองไว้วางใจในการนำผู้เรียนมาอยู่ภายใต้การดูแล” น.ส.ตรีนุช กล่าว

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า เราจะสร้างความเข้มแข็งให้แก่นักเรียน ผ่านระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน “Screening Learning Loss” ครอบคลุม 4 มิติ ทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาการเรียนรู้ที่ถดถอย ด้วยการนำข้อมูลนักเรียนมาใช้ในการออกแบบการเรียนการสอนที่เหมาะสม และป้องกันเด็กนักเรียนหลุดออกจากระบบการศึกษา ซึ่งโครงการพาน้องกลับมาเรียน ยังเป็นนโยบายสำคัญที่เดินหน้าต่อเนื่อง ที่ผ่านมาก็สามารถบูรณาการในการติดตามเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาครบ 100% และทำให้การออกกลางคันเป็นศูนย์ (zero drop out) ในปีการศึกษา 2565 นี้ นอกจากนี้ ยังมีแพลตฟอร์ม School Mental Health ระบบดูแลนักเรียนและครูในสถานศึกษา ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เพื่อตรวจสภาพจิตใจของเด็กและครู ซึ่งสถานศึกษาสามารถประสานกับหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ เพื่อขอรับคำปรึกษาและความช่วยเหลือเกี่ยวกับสุขภาพจิต รวมถึงร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการสุ่มตรวจนักเรียนที่อยู่ในพื้นที่มีความเสี่ยงกับยาเสพติดด้วย

รมว.ศธ.กล่าวอีกว่า การยกระดับคุณภาพทางการศึกษา และการแก้ไขปัญหาการเรียนรู้ที่ถดถอย นั้น ให้โรงเรียนจัดกิจกรรมสอนซ่อมเสริม ชดเชย หรือ กิจกรรมเสริมทักษะเพิ่มเติมตามความถนัด ความสนใจ และเหมาะสมกับวัยของผู้เรียน โดยนำการเรียนการสอนรูปแบบ Active Learning มาช่วยให้ผู้เรียน เรียนอย่างมีความสุข สนุก และมีทักษะการคิด ซึ่งจะทำให้เรียนรู้ได้เร็วและนำไปใช้ในชีวิตจริงได้ และขอให้โรงเรียนเพิ่มความสำคัญในวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง เพื่อสร้างสำนึกของความเป็นไทย ทำให้เด็กซึมซับความเป็นชาติไทยของเรา ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ตามความพร้อม จัดกิจกรรมเชื่อมโยงกับสังคมวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ทำให้เด็กได้สร้างขบวนการเรียนรู้ สนุน ไม่เครียดกับการเรียนประวัติศาสตร์และการเป็นนพลเมืองดี

น.ส.ตรีนุช กล่าวด้วยว่า สำหรับนักเรียนที่จะจบชั้น ม.3 ให้สถานศึกษาสำรวจความต้องการของผู้เรียนที่ต้องการศึกษาต่อสายอาชีพ เพื่อเตรียมความพร้อม ให้คำแนะนำและส่งต่อเข้าสู่โครงการ “อาชีวะ อยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ” ในปีการศึกษา 2566 โดยเฉพาะกลุ่มเด็กที่ครอบครัวประสบปัญหาด้านค่าใช้จ่าย สำหรับหลักสูตรทวิศึกษา ซึ่งเป็นการเรียนร่วมหลักสูตรอาชีวศึกษาและมัธยมศึกษาตอนปลาย เมื่อสำเร็จการศึกษาผู้เรียนจะได้รับวุฒิการศึกษาทั้งการศึกษาขั้นพื้นฐาน ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) นั้น ตนได้มอบหมายให้ สพฐ.ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัดทำแผนระดับจังหวัดว่าควรจัดทวิศึกษารายวิชาใด ในโรงเรียนไหน โดยให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ ทั้งแก้ไขปัญหา และข้อจำกัดจากการดำเนินงานในอดีต โดยเป้าหมายระยะสั้น เน้นการเรียนการสอนทวิศึกษาในโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ , โรงเรียนตามโครงการพระราชดำริ และโรงเรียนที่มีความพร้อม เพื่อสร้างความสนใจในด้านอาชีพให้กับนักเรียน

“สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมขณะนี้ยังมีหลายพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมขัง รวมถึงบางพื้นที่น้ำลดลงแล้ว ขอให้มีการเร่งสำรวจความเสียหาย เพื่อจัดหางบประมาณสนับสนุน เพื่อให้โรงเรียนจัดการเรียนการสอนได้เร็ว แต่หากโรงเรียนใดไม่สามารถเปิดการเรียนการสอนที่โรงเรียนได้ ก็มีการบริหารจัดการโดยให้โรงเรียนที่ถูกน้ำท่วมพาเด็กไปเรียนรวมกับโรงเรียนใกล้เคียง โดยให้สนับสนุนค่าใช้จ่ายการเดินทางให้นักเรียน  เนื่องจากกระทรวงศึกษาฯมุ่งเน้นให้เด็กได้เรียนออนไซต์ได้มากที่สุด หากออนไซต์ไม่ได้ก็ให้โรงเรียนดีไซน์รูปแบบการเรียนที่เหมาะสมให้กับนักเรียน” รมว.ศธ.กล่าว

น.ส.ตรีนุช กล่าวและว่า สำหรับเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ใหม่) หรือเกณฑ์ PA ขณะนี้ขอให้นิ่งไว้ก่อน เพราะมี PA Support Team ลงพื้นที่เพื่อไปสร้างความเข้าใจถึงหลักเกณฑ์ และวิธีการประเมินแบบใหม่แล้ว และหลายคนในที่นี้ ได้รับผิดชอบใน PA Support Team ซึ่งผู้บริหารสถานศึกษา เป็นบุคลากรสำคัญในการเชื่อมโยงนโยบาย และสร้างความเข้าใจแก่ครู ไปสู่การปฏิบัติตามบทบาทหน้าที่ ตนขอให้ทุกฝ่ายเป็นพลังผลักดันขับเคลื่อนงาน รวมทั้งการประสานการทำงานแบบเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อเป้าหมายของการจัดการศึกษา คือ คุณภาพผู้เรียน และหากสถานศึกษาใด มีความสำเร็จในการยกระดับคุณภาพศึกษา ตนจะถือโอกาสในการลงพื้นที่เพื่อขอไปเยี่ยมเยียนโรงเรียนของท่านด้วย

สอวช. จับมือ ไบร์ทเทอร์บี พัฒนาแพลตฟอร์ม BrighterBee Talent Solution

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689429

สอวช. จับมือ ไบร์ทเทอร์บี พัฒนาแพลตฟอร์ม BrighterBee Talent Solution

สอวช. จับมือ ไบร์ทเทอร์บี พัฒนาแพลตฟอร์ม BrighterBee Talent Solution

วันอังคาร ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 10.56 น.

สอวช. จับมือ ไบร์ทเทอร์บี พัฒนาแพลตฟอร์ม BrighterBee Talent Solution เปิดให้นักศึกษา 2 ล้านคนเรียนฟรีกว่า 250 หลักสูตร ต่อยอดจับคู่สถานประกอบการได้งานทันทีหลังเรียนจบ

วานนี้ (31 ตุลาคม 2565) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ บริษัท ไอริส คอนซัลติ้ง จำกัด (ไบร์ทเทอร์บี) ในโครงการแพลตฟอร์มพัฒนาทักษะแห่งอนาคตรองรับการลงทุนภาคการผลิตและบริการ โดยมี ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการ สอวช. และ นางสาวเพ็ญสุดา เหล่าศิริพจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอริส คอนซัลติ้ง จำกัด เป็นผู้ร่วมลงนาม และได้รับเกียรติจาก ศาตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นผู้กล่าวเปิดงาน

ดร.เอนก กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นมิติใหม่ในการยกระดับทักษะบุคลากรที่เป็นกำลังสำคัญของประเทศ ตามความต้องการของภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรม โดยขณะนี้ ในแพลตฟอร์มมีองค์ความรู้ที่ผ่านการยอมรับจากบริษัทและองค์กรชั้นนำ ที่นิสิตและนักศึกษาทั่วประเทศ สามารถเข้าไปเรียนรู้เพื่อยกระดับทักษะตนเอง ทั้ง Hard Skill และ Soft Skill ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากกว่า 250 หลักสูตร รองรับผู้ใช้งานได้มากกว่า 2 ล้านคน นับเป็นแพลตฟอร์มที่เป็นประโยชน์ต่อนักศึกษาในมหาวิทยาลัย บุคลากรทุกช่วงวัย รวมถึงผู้ที่ต้องการเปลี่ยนสายงานให้สอดคล้องกับอาชีพที่หลากหลายและตำแหน่งงานใหม่ ๆ เพื่อยกระดับทักษะให้พร้อมเข้าสู่ การทำงานในตำแหน่งพรีเมี่ยมของบริษัทชั้นนำในประเทศและต่างประเทศ อีกทั้งยังเป็นเครื่องมือเร่งให้ประเทศไทยมีจำนวนบุคลากรที่มีทักษะสมรรถนะสูง สามารถดึงดูดการลงทุนจากบริษัทชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศได้อีกด้วย

ทั้งนี้ ภายในงานยังมีการจัดเวทีบรรยายพิเศษร่วมแลกเปลี่ยนในหัวข้อ “มุมมองผู้บริหารในการเตรียมความพร้อมเพื่อความสำเร็จในอนาคต” Executive Viewpoints on Future Critical Capabilities for Success Perspectives of HR Strategy x YOU as a Talent! โดยมีผู้เข้าร่วมเสวนาทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน ได้แก่ นายวันจักร มนตรีวรรณ รองกรรมการ บริษัท เอสซีจี เอชอาร์ โซลูชั่นส์ จำกัด นางสาวพัชมน วงศ์ฝาย รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านพัฒนาบุคลากร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด นางสาวหทัยรัตน์ ตรรกนิพนธ์ ผู้อำนวยการอาวุโส และผู้บริหารฝ่ายการเรียนรู้และภาวะผู้นำ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด นางสาวอุษณี อภิรัตน์ภิญโญ ผู้อำนวยการฝ่ายบุคคล บริษัท แกล็กโซสมิทไคลน์ (ประเทศไทย) จำกัด และ ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการ สอวช.

ดร.กิติพงค์ กล่าวถึงความท้าทายที่ธุรกิจและองค์กรต้องรับมือในปัจจุบัน ในมุมของ สอวช. ที่ทำงานด้านนโยบาย ต้องพยายามมองดูว่าโลกปัจจุบันเปลี่ยนไปอย่างไร ในเรื่องการศึกษา พัฒนาอาชีพ พัฒนาคนให้มีคุณภาพต้องทำอย่างไร นี่จึงไม่ใช่แค่เพียงความท้าทาย แต่ถือเป็นโอกาสด้วย ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนคือการเปลี่ยนผ่านจากการใช้ชีวิตแบบ 3 ขั้น (Three-stage Life) คือเริ่มจากการเรียน ทำงาน และเกษียณ เป็นชีวิตแบบหลากหลายขั้น (multi-stage life) ที่สามารถเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย หรือทำงานแล้ว สามารถออกมาพัฒนาทักษะ ปรับเปลี่ยนทักษะการทำงาน (upskill/reskill) และเปลี่ยนอาชีพไปอีกได้

ดร.กิติพงค์ กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ จึงตอบโจทย์การพัฒนาทักษะแห่งอนาคตรองรับการลงทุนภาคการผลิตและบริการ ซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบการพัฒนาบุคลากรของประเทศ จากการทำงานร่วมกันระหว่างภาคเอกชนและสถาบันการศึกษา ส่งผลให้สถาบันอุดมศึกษาสามารถปรับตัวในการจัดการศึกษา และรองรับการเรียนรู้ตลอดชีวิตมากขึ้น รวมถึงภาคเอกชนจะสามารถเข้ามามีส่วนร่วม ในการพัฒนาทักษะของบุคลากรโดยการจัดการเรียนรู้รูปแบบการร่วมดำเนินการ ระหว่างภาคการศึกษา และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมากขึ้น ส่งผลให้บุคลากรของประเทศ ได้รับการพัฒนาให้มีทักษะที่ตอบโจทย์อนาคต

“โครงการนี้นอกจากจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านหลักสูตรการเรียนการสอนแล้ว ยังเป็นโอกาสให้นักศึกษาสามารถรู้ถึงความต้องการของผู้ประกอบการ รู้ว่าตัวเองมีจุดอ่อนจุดแข็งอะไร ต้องพัฒนาอะไร นำไปสู่การจับคู่กับสายงานที่สนใจ เป็นโอกาสเชื่อมโยงไปสู่การทำงานได้ทันทีหลังเรียนจบ และหากต้องการสะสมหน่วยกิต ในอนาคตก็มีแนวทางนำชั่วโมงการเรียนมารวมอยู่ในธนาคารหน่วยกิต (credit bank) เพื่อโอนไปเป็นหน่วยกิตในสถาบันการศึกษา และเปลี่ยนเป็นประกาศนียบัตรหรือใบปริญญาได้” ดร.กิติพงค์ กล่าว

ด้านนางสาวเพ็ญสุดา กล่าวว่า แพลตฟอร์มนี้มุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืนและตอบโจทย์คนใน 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) มหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษา 2) นิสิต/นักศึกษาและบุคคลทั่วไป 3) องค์กรเอกชนและรัฐวิสาหกิจ เป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยในการเตรียมและพัฒนาคนเก่งที่ตอบโจทย์ตามความต้องการของตลาด โดยในแพลตฟอร์มจะมีสมรรถนะในการทำงานที่สำคัญต่อทุกๆ บทบาทและสายอาชีพ ให้เรียนรู้รวมอยู่ 40 สมรรถนะ สมรรถนะในหน้าที่งานที่สำคัญต่อทุกๆ บทบาทและสายอาชีพ รวม 6 สมรรถนะ และสมรรถนะในหน้าที่เฉพาะเจาะจงกับแต่ละบทบาทและสายอาชีพ รวม 40 กลุ่มอาชีพ ให้สามารถเลือกเรียนรู้ได้ตามความสนใจ ซึ่งขั้นตอนการสรรหาคนเก่ง จะมีไลฟ์แนะนำงานและโอกาสในสายอาชีพ ไลฟ์เลิร์นนิ่งหัวข้อสมรรถนะที่ต้องการ กำหนดโปรไฟล์สำหรับตำแหน่งงาน ประเมินสมรรถนะที่จำเป็นตามโปรไฟล์ ประเมินศักยภาพผ่านผลงานจริง ตั้งโจทย์ประเมินหลังไลฟ์เลิร์นนิ่ง ตามด้วยการสัมภาษณ์พร้อมด้วยผลประเมิน ก่อนจะเข้าสู่การหาแนวทางการเรียนรู้ พัฒนาทักษะที่ตรงกับตัวบุคคลต่อไป

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าใช้งานแพลตฟอร์มนี้ได้ผ่าน QR Code หรือเว็บไซต์ https://www.brighterbee.co/ โดยจะเริ่มเปิดให้ใช้งานในเฟสแรก สำหรับนิสิต/นักศึกษา และบุคคลทั่วไป ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2565 และเปิดให้ใช้งานในเฟสสอง สำหรับทุกคน จะเข้าใช้งานได้ในวันที่ 1 มกราคม 2566 เป็นต้นไป โดยคาดว่าจะมีผู้ใช้งานตามเป้าหมาย 2 ล้านคนภายในปี 2566

-005

พิธีศักดิ์สิทธิ์’ห่มผ้าแดงภูเขาทอง’ ประเพณีปฏิบัติสืบสานตั้งแต่สมัย ร.5 (ประมวลภาพ)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689416

พิธีศักดิ์สิทธิ์'ห่มผ้าแดงภูเขาทอง' ประเพณีปฏิบัติสืบสานตั้งแต่สมัย ร.5 (ประมวลภาพ)

พิธีศักดิ์สิทธิ์’ห่มผ้าแดงภูเขาทอง’ ประเพณีปฏิบัติสืบสานตั้งแต่สมัย ร.5 (ประมวลภาพ)

วันอังคาร ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 09.48 น.

“วัดสระเกศ”จัดพิธีศักดิ์สิทธิ์ “พิธีอัญเชิญผ้าแดงห่มองค์พระบรมบรรพต” หรือ”พิธีห่มผ้าแดงภูเขาทอง” ที่จัดขึ้นทุกๆ ปี ในวันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 12 เนื่องใน”งานนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ” หรือ”งานภูเขาทอง” ที่ปฏิบัติสืบสานตั้งแต่สมัย ร.5

เมื่อเวลา 07.00 น.วันที่ 1 พฤศจิกายน 2565 ที่วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร นายชัชชาติ สิทธิพันธ์ุ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ประธานฝ่ายฆราวาส ร่วมพิธีอัญเชิญผ้าแดงห่มองค์พระบรมบรรพต หรือ พิธีห่มผ้าแดงภูเขาทอง การห่มผ้า พระเจดีย์ และมหาเจดีย์ เป็นการบูชา แสดงความเคารพต่อพระบรมสารีริกธาตุ ต่อพระรัตนตรัย ทางภาคใต้ มีพิธีห่มผ้าแดงที่พระบรมธาตุ นครศรีธรรมราช ที่บรมบรรพต หรือภูเขาทอง มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้รับพระบรมสารีริกธาตุมาจากอินเดีย พ.ศ.2420 พระเจ้าสิงหล แห่งลังกา ถวายพระเขี้ยวแก้วแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เดินพระเขี้ยวแก้วประดิษฐานในพระบรมมหาราชวัง จึงให้อัญเชิญพระเขี้ยวแก้วมาประดิษฐานที่บรมบรรพต แล้วจึงให้จัดงานเฉลิมฉลอง ซึ่งตอนนั้นงานภูเขาทองเงียบมาก ตั้งแต่ปีนั้นมาก็คึกครื้นขึ้นกลายเป็นงานไหว้พระประจำปีในเดือน 12 มาตลอด

พิธีห่มผ้าแดง ก็เกิดขึ้นจากความเชื่อว่าจะได้ อานุภาพแห่งการบูชาพระเจดีย์ด้วยผืนผ้าที่พระบรมสารีริกธาตุ และทำให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข มีความเจริญก้าวหน้าในชีวิต แคล้วคลาดปลอดภัยจากอันตรายนานาประการ

“สีแดงเป็นสีแห่งมงคลเป็นสีแห่งความเจริญรุ่งเรืองของชีวิต นอกจากนั้น สีแดงของผ้ายังเป็นสัญลักษณ์ของการเฉลิมฉลองอันยิ่งใหญ่ การได้มาถวายผ้าแดง ก็เพื่อสักการะบูชาพระบรมสารีริกธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ประดิษฐานอยู่ภายในองค์พระเจดีย์ บรมบรรพต ภูเขาทอง ย่อมเกิดเป็นผลานิสงส์บันดาลความร่มเย็นเป็นสุข แก่ตนเองและครอบครัวตลอดจนประเทศชาติ บ้านเมือง จึงเป็นประเพณีที่ปฏิบัติสืบทอดกันมายาวนานตราบจนปัจจุบัน”

– 006

มหิดล จับมือ GSK และ depa ใช้ AI คิดค้นยานวัตกรรม เพิ่มศักยภาพสู่สากล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689279

มหิดล จับมือ GSK และ depa ใช้ AI  คิดค้นยานวัตกรรม เพิ่มศักยภาพสู่สากล

มหิดล จับมือ GSK และ depa ใช้ AI คิดค้นยานวัตกรรม เพิ่มศักยภาพสู่สากล

วันอังคาร ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานงานสัมมนา “AI in Drug Discovery, Ahead Together for Future Healthcare” การใช้เทคโนโลยี AI ในการคิดค้นยานวัตกรรม เพื่อก้าวนำหน้ามุ่งสู่อนาคตในการดูแลสุขภาพที่ดีด้วยกัน จัดโดย บริษัท แกล็กโซสมิทไคล์น จำกัด หรือ GSK ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล สถาบันปัญญาประดิษฐ์มหิดล และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อแลกเปลี่ยนและส่งต่อองค์ความรู้ในการใช้เทคโนโลยี AI เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมเภสัชกรรมของไทย สร้างเสริมศักยภาพประเทศในระดับสากล

ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า อว.ให้ความสำคัญต่อการขับเคลื่อนประเทศด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม จึงมุ่งเน้นการพัฒนาและส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีการวิจัยและพัฒนา และนวัตกรรม ตลอดจนความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย หน่วยงานของรัฐ และภาคเอกชน ในการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เพื่อให้ประเทศมีความสามารถในการแข่งขันและมีความก้าวหน้าทัดเทียมกับประเทศอื่น อว. สนับสนุนทุกหน่วยงานในการนำใช้เทคโนโลยี AI และเทคโนโลยีด้านสุขภาพมาใช้ในการพัฒนาต่อยอดเชิงรุกในด้านต่างๆ เช่น การผลิตยาและวัคซีน ที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศในระยะยาวสนับสนุนนโยบายการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) พร้อมตอบโจทย์การพัฒนาด้านเทคโนโลยีของประเทศไทยในยุคไทยแลนด์ 4.0

นายวิริยะ จงไพศาล กรรมการผู้จัดการ บริษัท แกล็กโซสมิทไคล์น (ประเทศไทย) จำกัด (GSK) กล่าวว่า GSK ในฐานะพัฒนาด้านชีวเภสัช (Biopharma) และผู้นำในการใช้เทคโนโลยี AI เพื่อการพัฒนาและคิดค้นยานวัตกรรม มุ่งหวังให้ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการนำ AI มาใช้ในการพัฒนายานวัตกรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระดับสากล การจัดสัมมนาครั้งนี้เพื่อแลกเปลี่ยนและส่งต่อองค์ความรู้การนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการพัฒนายานวัตกรรม และผลักดันโครงการด้านเทคโนโลยี AI ในประเทศให้มีความก้าวหน้า ซึ่งเทคโนโลยี AI มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกระบวนการคิดค้นยาและวัคซีนนวัตกรรม และเป็นหนึ่งในพื้นฐานนวัตกรรมที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจใหม่ (S-Curve) ของประเทศไทย สอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวมของประเทศ โดย GSK พร้อมสนับสนุนภาครัฐและหน่วยงานต่างๆ ในการขับเคลื่อนโครงการด้านเทคโนโลยี AI เพื่อสุขภาพอย่างเต็มที่

ศ.นพ.บรรจง มไหสวริยะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่ามหิดลมุ่งมั่นในการผลิตมหาบัณฑิตที่มีศักยภาพและเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ ควบคู่กับการมีบทบาทในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยและสังคมโลก มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญต่อการนำ AI เข้ามาประยุกต์ใช้ในด้านการแพทย์และสุขภาพในทุกสาขา โดยการดำเนินงานของสถาบันปัญญาประดิษฐ์มหิดล ซึ่งมีโครงการวิจัยแบบบูรณาการกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งมหาวิทยาลัยภายในประเทศ และมหาวิทยาลัยชั้นนำจากต่างประเทศอีกหลายแห่ง ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยมีความเชี่ยวชาญในการใช้ AI เพื่อตรวจและวินิจฉัยโรค และกำลังศึกษาพัฒนาการนำ AI มาใช้ในการคิดค้นและผลิตยานวัตกรรม ด้วยระบบ AI จะทำให้การผลิตยาด้วยความแม่นยำและลดระยะเวลาในการวิจัยและพัฒนา ส่งผลต่อการพัฒนาวงการแพทย์และยารักษาโรคให้มีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น

ม.ศรีปทุม เป็นเจ้าภาพประชุมวิชาการ ผลงานวิจัยและนวัตกรรมระดับชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689280

ม.ศรีปทุม เป็นเจ้าภาพประชุมวิชาการ  ผลงานวิจัยและนวัตกรรมระดับชาติ

ม.ศรีปทุม เป็นเจ้าภาพประชุมวิชาการ ผลงานวิจัยและนวัตกรรมระดับชาติ

วันอังคาร ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รองศาสตราจารย์กัลยาภรณ์ ปานมะเริง รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยศรีปทุม กล่าวว่า การประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 17 และการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ ครั้งที่ 7 ประจำปีการศึกษา 2565 (SPUCON 2022) ซึ่งศูนย์ส่งเสริมและพัฒนางานวิจัยมหาวิทยาลัยศรีปทุม จัดขึ้นนั้น มี คณะผู้บริหาร คณาจารย์ และนักวิจัยจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เข้าร่วม ที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม กทม.(บางเขน)และในรูปแบบออนไลน์ โปรแกรม Zoom และทางการถ่ายทอดสดผ่าน Facebook Live

ภายในงานมีการปาฐกถาพิเศษ เรื่อง ทิศทางงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาชุมชนและพื้นที่อย่างยั่งยืน โดย ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) และต่อด้วยการนำเสนอผลงานวิจัย ห้องย่อยต่างๆ ในแต่ละกลุ่ม (นำเสนอออนไลน์ผ่าน ZOOM) โดยมีผู้สนใจเข้านำเสนอบทความ เป็นจำนวนมากถึง 333 เรื่อง ซึ่งเป็นบทความทั้งจากต่างประเทศระดับนานาชาติ 55 เรื่อง และระดับชาติภายในประเทศ 278 เรื่อง

ละครอักษรฯ‘ปริศนาภริยาคนที่ ๒’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689284

ละครอักษรฯ‘ปริศนาภริยาคนที่ ๒’

ละครอักษรฯ‘ปริศนาภริยาคนที่ ๒’

วันอังคาร ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ภาควิชาศิลปการละคร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดแสดงละครเวทีเรื่อง “ปริศนาภริยาคนที่ ๒” กำกับการแสดงโดย ผศ.ดังกมล ณ ป้อมเพ็ชร ซึ่งนำบทละครของ Luigi Pirandello (ลุยจิ ปิรันเดลโล) นักประพันธ์ชาวอิตาเลียนผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมและได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้นำด้านการละครแนวใหม่ที่สำคัญที่สุดคนหนึ่งของโลก ละครจัดแสดงที่ศูนย์ศิลปการละครสดใสพันธุมโกมล ชั้น 6 อาคารมหาจักรีสิรินธร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในวันนี้-6 พฤศจิกายน 2565 จองบัตรได้ที่ https://www.ticketmelon.com/dramaartschula/right-you-are-th