‘บุหรี่ไฟฟ้า’ อันตรายทั้งกาย-จิต ‘เด็ก-เยาวชน’กลุ่มเสี่ยงเข้าถึงง่าย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/690408

‘บุหรี่ไฟฟ้า’ อันตรายทั้งกาย-จิต  ‘เด็ก-เยาวชน’กลุ่มเสี่ยงเข้าถึงง่าย

‘บุหรี่ไฟฟ้า’ อันตรายทั้งกาย-จิต ‘เด็ก-เยาวชน’กลุ่มเสี่ยงเข้าถึงง่าย

วันจันทร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี สถาบันยุวทัศน์ประเทศไทย ร่วมกับภาคีเครือข่ายควบคุมยาสูบในประเทศไทย จัดงานเสวนาวิชาการ “บุหรี่ไฟฟ้า วิกฤตสุขภาวะวัยรุ่นไทย” ที่โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพฯ ถนนพระราม 4 เมื่อช่วงต้นเดือนพ.ย. 2565 ที่ผ่านมา โดย ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ กล่าวเปิดเวทีตอนหนึ่งถึงการทำเรื่องสงครามยาเสพติด พื้นฐานสำคัญคือเรื่อง บุหรี่ โดยมี 3 ปัจจัยทำลายสังคมไทย 1.บุหรี่ 2.บุหรี่ไฟฟ้า และ 3.กัญชา ซึ่งที่กำลังมาแรงคือบุหรี่ไฟฟ้า

โดยเฉพาะผู้หญิงมองเรื่องการสูบบุหรี่ไฟฟ้า เป็นเรื่องเท่มาก เป็นแฟชั่น ขณะที่กัญชามาแบบนโยบายรัฐกัญชาเสรีมันระเบิดเทิดเถิง เกิดวัฒนธรรมทำมวนบุหรี่ ซึ่ง 3 ปัจจัยดังกล่าว ถือเป็น 3 อันตรายแนวราบ หากเด็กและเยาวชน เข้าถึงตัวใดตัวหนึ่ง เชื่อว่าจะได้ใช้อีกสองตัวแน่นอน อันตรายจึงเปิดช่องมากขึ้นๆ โดยเฉพาะการเข้าถึงทางสื่อสังคมออนไลน์ ขณะที่ครอบครัวไม่มีเวลา โรงเรียนไม่รู้มีบุหรี่ไฟฟ้า สอนแต่เรื่องบุหรี่มวนนี่คือสถานการณ์วิกฤต อาการที่น่าเป็นห่วงมาก

“ขณะนี้มาตรฐานของเด็กไทยน่าเป็นห่วงที่สุด คิดดูหากสามตัวนี้เข้ามาอีก สภาวะเด็กไทยจะเป็นอย่างไร ปัจจุบันคนเครียด คลุ้มคลั่งเยอะ สามารถใช้ยาบ้า และเสี่ยงต่อความรุนแรง คือเรื่องปืน ฉะนั้น หากสืบไปสืบมาพื้นฐานจะมีเรื่องของบุหรี่ เหล้า เราห้ามแต่เสรี ประเทศไทยมีกฎหมายควบคุม แต่หากเข้าไปทางสังคมออนไลน์ พิมพ์คำว่า บุหรี่ไฟฟ้า ขึ้นมาเป็นหมื่นๆ รสชาติ เป็นพันๆ ชนิด อีกทั้งครอบครัวไม่รู้ว่า เป็นบุหรี่ไฟฟ้า เพราะรูปร่างหน้าตาคล้ายเครื่องประดับ ฉะนั้น ประตูสู่วงจรสีเทา จะดำมากขึ้นหากเราไม่ทำอะไรเลย” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว

รศ.ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช อาจารย์ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ตั้งข้อสังเกตถึงเป้าหมายการออกผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้าว่าพุ่งเป้าไปที่ผู้ใหญ่จริงหรือไม่ เพราะหากดูรสชาติของบุหรี่ไฟฟ้าแล้ว แต่ละรสชาติดึงดูดเด็กและเยาวชนทั้งสิ้น อีกทั้งข้อมูลงานวิจัยต่างประเทศล่าสุดตีพิมพ์วันที่ 25 ต.ค. 2565 ที่ชี้ชัดว่า น้ำยาในบุหรี่ไฟฟ้าทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ อาจทำให้เสียชีวิตเฉียบพลันได้ ซึ่งหากเทียบกับบุหรี่มวน กว่าจะป่วยเป็นถุงลมโป่งพองยังต้องใช้เวลาหลายสิบปี

“พิษของบุหรี่ไฟฟ้า ไม่ใช่ประเทศไทยประเทศเดียวที่เป็นวิกฤต แต่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก งานวิจัยปีล่าสุด 2022 (2565) พบว่า เด็กมัธยมในอเมริกา 2.5 ล้านคน สูบบุหรี่ไฟฟ้า และ
1 ใน 4 สูบบุหรี่ไฟฟ้าทุกวัน ถือเป็นตัวเลขที่น่าตกใจ หรือแม้แต่ในอังกฤษงานวิจัยที่สำรวจปีนี้ พบว่า 1 ใน 5 นักเรียนหญิงอังกฤษอายุ 15 ปี สูบบุหรี่ไฟฟ้า แม้กระทั่งประเทศนิวซีแลนด์ เดิมห้ามบุหรี่ไฟฟ้า มายกเลิกปี 2018 (2561) ปัจจุบันตัวเลขล่าสุด ปี 2021 (2564) พบว่า อัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าเด็กอายุ 14-15 ปี พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ” รศ.ดร.พญ.เริงฤดี ระบุ

รศ.ดร.พญ.เริงฤดี กล่าวต่อไปว่า ส่วนในประเทศไทย รายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย โดยการตรวจร่างกาย (2562-2563) พบอัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าวัยรุ่นอายุ 10-19 ปี นั้น
ร้อยละ 5.3 เคยลองสูบ และร้อยละ 2.9 บอกว่า สูบประจำในจำนวนนี้ร้อยละ 30 เป็นผู้หญิง ซึ่งต่างจากบุหรี่มวนที่พบผู้หญิงสูบน้อยมาก รวมถึงในไทยก็ยังมีงานวิจัยที่พบว่า เด็กที่เริ่มด้วยบุหรี่ไฟฟ้ามีแนวโน้มสูบบุหรี่มวนถึง 5 เท่า หรือสูบทั้ง 2 อย่างเพิ่ม 7 เท่า

นอกจากนั้น นิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสารเสพติดจะส่งผลโดยตรงต่อสมองและระบบประสาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กและเยาวชนที่สมองจะเจริญเติบโตไม่เต็มที่ พิษของนิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้าจะส่งผลให้เด็กที่สูบมีอาการหงุดหงิดง่าย เรียนหนังสือไม่รู้เรื่อง ความจำแย่ลง ปวดศีรษะ อารมณ์แปรปรวน สมาธิสั้น และภาวะซึมเศร้า และจากข้อมูลสำรวจเด็กและเยาวชนไทยอายุ 10-19 ปีที่สูบบุหรี่ไฟฟ้า พบว่า ร้อยละ 53 มีภาวะเสี่ยงโรคซึมเศร้า และเด็กที่เคยลองสูบบุหรี่ไฟฟ้ามีแนวโน้มจะเป็นโรคซึมเศร้าเพิ่มขึ้น 2 เท่า

นายพชรพรรษ์ ประจวบลาภ เลขาธิการสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากการทำงานได้พบเห็นเด็กระดับประถมสูบบุหรี่ไฟฟ้ากันแล้ว อีกทั้งไม่เคยคิดมาก่อนว่า วันหนึ่งบุหรี่ไฟฟ้าเป็นอุปกรณ์หนึ่งในร่างกาย เป็นสินค้าที่กลายเป็นเครื่องประดับไปแล้ว มีการห้อยบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อความเท่ ฉะนั้น บุหรี่ไฟฟ้าจึงไม่ใช่เรื่องของคนอยากหรือไม่อยากสูบ แต่มีเรื่องการตลาดเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

“หากทำให้บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย จบเลยสังคมไทย ดังนั้นอยากฝากถึงผู้กำหนดนโยบายขอให้เอาจริงเอาจังกับสิ่งที่เป็นภัยกับคนในสังคม เราต้องให้ความสำคัญกับระบบสุขภาพรวมไปถึงสิ่งที่เราต้องช่วยทำให้สังคมมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างจริงๆ จังๆ กระทรวงศึกษาธิการ ต้องไม่ให้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของวิชาสุขศึกษา ทำงานกับครู สถานศึกษา พ่อแม่ผู้ปกครองเด็กสู้กับเราด้วยข้อมูล บุหรี่ไฟฟ้าไม่อันตราย ดังนั้น หากพรรคการเมืองไหนสนับสนุนบุหรี่ไฟฟ้า ขอให้คนไทยไม่เลือกพรรคการเมืองนั้น” นายพชรพรรษ์ กล่าว

นางฐาณิชชา ลิ้มพานิช ผู้จัดการโครงการครอบครัวปลอดบุหรี่ กล่าวถึงสถานการณ์การสูบบุหรี่ไฟฟ้าในวัยรุ่นและปัญหาที่เกิดภายในครอบครัวที่น่าเป็นห่วง เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งปัจจุบันพบว่า เด็กๆ สามารถเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าได้ง่ายมีการวางขายกันในตลาดนัด ทางออนไลน์ อีกทั้งข้อมูลที่ได้จากการทำงานกับสถานศึกษา การเยี่ยมบ้านของครู พบมีผู้ปกครองสูบบุหรี่ในบ้าน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเด็กและทำให้เด็กกลุ่มนี้มีแนวโน้มสูบบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้าด้วย จึงอยากให้มีการรณรงค์เรื่องนี้ในครอบครัวอย่างจริงจัง

“หลายครอบครัวพบว่าลูกสูบบุหรี่ไฟฟ้าแล้ว การมีเครือข่ายพ่อแม่จะดีมาก อยากให้พ่อแม่ลุกขึ้นมาเป็นกระบอกเสียง หรือครอบครัวไหนได้รับผลกระทบจากพิษภัยบุหรี่ไฟฟ้าลุกขึ้นมาเป็นกระบอกเสียง บอกถึงพิษภัยจากบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องช่วยกัน ไม่ใช่เรื่องของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง” ผู้จัดการโครงการครอบครัวปลอดบุหรี่ กล่าว

ผศ.พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร (หมอโอ๋) กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านวัยรุ่น คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และแอดมินเพจ “เลี้ยงลูกนอกบ้าน” อธิบายพฤติกรรมการสูบบุหรี่ การสูบบุหรี่ไฟฟ้า หรือการใช้สารเสพติดของวัยรุ่น ว่ามีรากมาจากความต้องการของมนุษย์คนหนึ่ง เช่น การสูบบุหรี่ไฟฟ้าทำให้ได้รับการยอมรับ แตกต่างจากชีวิตจริงที่เขาอยากรู้สึกเจ๋ง เท่ เก่ง และหลายครั้งมนุษย์อยากผ่อนคลาย อยากมีความสุข ในเมื่อที่บ้านไม่มีความสงบ พ่อแม่ตีกัน ติดเหล้า หรือไปโรงเรียนก็ถูกรังแกวัยรุ่นจึงวิ่งหาบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อความผ่อนคลายสบายใจชั่วคราว

“ภาวะที่สมองของวัยรุ่นยังเติบโตไม่เต็มที่จึงทำให้การตัดสินใจ การยับยั้งชั่งใจต่างๆ อาจจะยังไม่ดี ฉะนั้นการเปิดใจรับฟังทำความเข้าใจถึงสาเหตุที่ทำให้เขาสูบว่ามันตอบสนองความต้องการอะไรในชีวิตของเขา เขามีความคิดความเข้าใจอย่างไรเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า มันมีข้อดีข้อเสียอย่างไร โดยการพูดคุยให้เป็นบรรยากาศที่พ่อแม่รับฟังด้วยความอยากรู้ อยากทำความเข้าใจ ไม่ใช่เป็นบรรยากาศแบบตั้งใจจะมาสั่งสอน จับผิด ตำหนิ ซึ่งพ่อแม่สามารถส่งสัญญาณให้ลูกรับรู้ว่าพ่อแม่รู้สึกเป็นห่วง แทนเห็นลูกสูบบุหรี่ไฟฟ้าแล้วโวยวาย” ผศ.พญ.จิราภรณ์ กล่าว

ผศ.พญ.จิราภรณ์ ยังเรียกร้องให้วางกติกาเพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ ทำให้การสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งที่ไม่ปกติในสังคม เช่น โรงพยาบาลหรือโรงเรียนแพทย์หลายแห่งในต่างประเทศ ประกาศนโยบายไม่รับคนสูบบุหรี่เข้าทำงาน โดยหากสูบต้องเลิกภายในระยะเวลาที่กำหนดโดยจัดบริการเลิกสูบบุหรี่รองรับ หรืออย่างกรณีบริษัทประกันบางแห่งเริ่มมีกฎไม่รับทำประกันสุขภาพให้กับคนสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า

ในช่วงท้ายของงาน ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวถึงงานวิจัยว่าด้วยผลกระทบของบุหรี่ไฟฟ้าต่อระบบทางเดินหายใจ ชี้ว่า 193 รายงาน ความรู้จนถึงปัจจุบัน (2562) ไม่สามารถจะบอกได้ว่า ผลกระทบต่อสุขภาพทางเดินหายใจของบุหรี่ไฟฟ้ามีน้อยกว่าบุหรี่มวน ขณะที่สมาพันธ์โรคหัวใจโลก ชี้ว่า การใช้บุหรี่ไฟฟ้าสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาที่พบในคนที่เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

และมีอีกงานวิจัยอีกชิ้น ที่ระบุว่า บุหรี่ไฟฟ้ากำลังปรากฏผลที่น่าเป็นห่วงต่อสุขภาพ แม้ผลกระทบระยะยาวยังไม่รู้ แต่ความรู้ปัจจุบันที่มีการตีพิมพ์ หลักฐานที่ยืนยันว่า บุหรี่ไฟฟ้าปลอดภัยกว่าบุหรี่มวนยังไม่มีอยู่จริง ฉะนั้น คนขายบุหรี่ไฟฟ้า หรือสมาชิกสภาพผู้แทนราษฎรที่ออกมายืนยัน บุหรี่ไฟฟ้าไม่อันตราย ปลอดภัยนั้น การออกมาแสดงความเห็นแบบนี้ เป็นเรื่องที่ส่งผลเสียมากๆ ต่อการป้องกันโรคที่เกิดจากบุหรี่ไฟฟ้า

“เราต้องช่วยกันให้ความรู้กว้าง และมากที่สุดเท่าที่ทำได้ เราต้องติดอาวุธให้เยาวชน ให้รู้ให้มากที่สุด ผมไม่ห่วงคนสูบบุหรี่อยู่แล้วมาสูบบุหรี่ไฟฟ้า ผมห่วงเยาวชนที่ไม่ได้สูบบุหรี่เข้ามา
สูบบุหรี่ไฟฟ้า ผมห่วงมาก วัยรุ่นหญิงสูบบุหรี่ไฟฟ้าถึง 30%” ศ.นพ.ประกิต กล่าว

‘มจธ.’หนุนชุมชน‘คีรีวง’ จัดทำแผนแม่บทบริหารจัดการนํ้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/690405

‘มจธ.’หนุนชุมชน‘คีรีวง’  จัดทำแผนแม่บทบริหารจัดการนํ้า

‘มจธ.’หนุนชุมชน‘คีรีวง’ จัดทำแผนแม่บทบริหารจัดการนํ้า

วันจันทร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

กว่า 10 ปี ที่ “หมู่บ้านคีรีวง” ต.กำโลน อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช แก้ปัญหาความต้องการพลังงานน้ำที่ต้องส่งไปยังสวนผลไม้ ด้วยการนำหลักการทำงานของเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานน้ำมาประยุกต์ใช้กับแหล่งน้ำจากเทือกเขาหลวงที่มีลำธารน้ำไหลตลอดทั้งปี ซึ่ง ผศ.ดร.อุสาห์ บุญบำรุง สถาบันพัฒนาและฝึกอบรมโรงงานต้นแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า จากโจทย์การทำงานที่ผ่านมาทำให้มีการพัฒนากังหันน้ำผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีการทำงานร่วมกับชาวบ้านในหมู่บ้านคีรีวง

ซึ่งการทำงานดังกล่าวนำไปสู่การพัฒนาแผนแม่บทเพื่อส่งเสริมกังหันน้ำขนาดเล็กในชุมชนรอบเทือกเขานครศรีธรรมราช โดยใช้กระบวนการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในรูปแบบการแสดงความคิดเห็นถึงประโยชน์ของทุกฝ่ายแบบมีส่วนร่วมทั้งนี้ แผนแม่บทดังกล่าว ถือเป็นการออกแบบการทำงานร่วมกันในชุมชนคีรีวงและชุมชนโดยรอบเทือกเขาหลวงในโจทย์ด้านต่างๆ เช่น เรื่องปัญหาการใช้งาน การรวบรวมข้อมูลต่างๆ การวางแผนและดำเนินการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ และสุดท้ายคือการต่อยอดการทำงานไปยังชุมชนอื่นๆ ใกล้เคียง

“การจัดทำแผนแม่บทในครั้งนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะการนำกังหันน้ำมาใช้งานในพื้นที่คีรีวง ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง ซึ่งในอนาคตมองว่าการจะทำอะไรต่อ หรือการเดินหน้าต่อจะเป็นไปในทิศทางไหน รูปแบบใด หากทำในเฉพาะลำพังชุมชนคีรีวงเองอาจจะมองภาพได้ไม่กว้าง จึงต้องชักชวนพลังงานจังหวัดหรือนักเรียนนักศึกษาจากวิทยาลัยเทคนิค
หลายๆ ต่างๆ ในพื้นที่ใกล้เคียง เข้ามาช่วยกันแสดงความคิดเห็นเพื่อนำไปสู่การกำหนดทิศทางการใช้งานกังหันน้ำขนาดเล็กและการบริหารจัดการน้ำที่มีความชัดเจนมากขึ้น” ผศ.ดร.อุสาห์กล่าว

จากการสำรวจพบว่า การใช้งานของกังหันน้ำประกอบด้วยคน 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่ใช้น้ำในช่วงการเก็บเกี่ยวผลไม้ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม-กันยายน ของทุกปี 2.กลุ่มที่ใช้น้ำตลอดทั้งปี เป็นกลุ่มที่พักอาศัยอยู่บนที่ราบภูเขาซึ่งต้องใช้ไฟฟ้าในการอุปโภค-บริโภค ดังนั้น การจัดทำแผนแม่บทครั้งนี้ถือเป็นการเดินหน้าแผนพัฒนากังหันน้ำที่นำไปสู่การทำงานเพื่อหนุนเสริมความเข้มแข็งของกลุ่มคนที่ใช้กังหันน้ำและการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นรูปธรรม

ด้าน นายวิรัตน์ ตรีโชติ เลขาฯกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกังหันน้ำคีรีวง กล่าวว่า แม้ว่าชุมชนคีรีวงจะมีแม่น้ำที่มีน้ำไหลผ่านตลอดทั้งปี แต่บริบทพื้นที่ของคีรีวงมีพื้นที่ราบสูงอย่างบนภูเขาหลวง ซึ่งเป็นสวนผลไม้ชาวบ้านบางส่วนไม่สามารถใช้น้ำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ จึงต้องอาศัยการใช้กังหันน้ำขนาดเล็กที่นักวิจัยมาติดตั้งเข้ามาตอบโจทย์ ซึ่งที่ผ่านมากังหันน้ำขนาดเล็กสามารถใช้แก้ปัญหาเรื่องน้ำแล้งในชุมชนคีรีวงได้เป็นอย่างดี

“ช่วงเวลาที่ใช้น้ำเยอะที่สุดคือช่วงฤดูเก็บเกี่ยวผลไม้ เพราะชาวบ้านหลายคนมีสวนอยู่บนภูเขา และมีกลุ่มคนที่พักอาศัยอยู่ต้องใช้ทุกวัน กังหันน้ำสามารถแก้ปัญหาน้ำแล้งโดยเฉพาะในช่วงเดือนเมษายนได้เป็นอย่างดี ซึ่งในหน้าแล้งชาวบ้านจะดึงน้ำจากคลองไปใช้ในสวน ดังนั้น การจัดทำแผนแม่บทนี้ขึ้นมาเป็นการเชื่อมโยงชุมชนคีรีวงและชุมชนโดยรอบเพื่อบริหารจัดการน้ำให้เกิดความคุ้มค่ามากที่สุด” เลขาฯกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกังหันน้ำคีรีวง ระบุ

ขณะที่ นายอรุณ อินทสะระ พลังงานจังหวัดพัทลุง กล่าวว่า ในฐานะตัวแทนของพลังงานจังหวัด เบื้องต้นพลังงานจังหวัดทุกพื้นที่ได้มีการดูแลเรื่องงบประมาณในการทำงานเรื่องพลังงานร่วมกันท้องถิ่น ซึ่งการจัดทำแผนแม่บทในครั้งนี้ถือเป็นวาระเร่งด่วนที่ทำให้หลายพื้นที่ได้ตระหนักถึงการใช้น้ำได้อย่างมีแบบแผน รวมทั้งการมีเครือข่ายที่เข้ามาช่วยหนุนเสริมและเรียนรู้การทำงานด้านพลังงานน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

“เรื่องพลังงานกังหันน้ำโซลาร์เซลล์ เป็นหน้าที่โดยตรงของพลังงานจังหวัดที่จะช่วยในเรื่องการดูแลงบประมาณและให้คำปรึกษาในแต่ละพื้นที่ที่รับผิดชอบ ซึ่งการเข้าร่วมประชุมแผนแม่บทในครั้งนี้ เพื่อนำไปสู่การทำงานร่วมกันระหว่างจังหวัดและพื้นที่โดยรอบที่อยู่ใกล้เคียงพื้นที่เขาหลวง ซึ่งนำไปสู่การขยายผลในพื้นที่ต่างๆ ต่อไป” นายอรุณ กล่าว

ปัจจุบัน ทีมผู้วิจัยได้ศึกษาพัฒนาต้นแบบชุดกังหันน้ำผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กที่ครอบคลุมทุกลักษณะการใช้งาน เพื่อเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงนวัตกรรมกังหันน้ำผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก
ในประเทศ ที่ขนาดกำลังการผลิตไม่เกิน 10 กิโลวัตต์ ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้งานในแต่ละครัวเรือน โดยมีการติดตั้งสาธิตในพื้นที่บ้านคีรีวง จังหวัดนครศรีธรรมราช แล้วกว่า 140 ชุด พิกัดกำลังไฟฟ้ารวมกว่า 91 กิโลวัตต์ และสามารถขยายผลไปยังชุมชนในพื้นที่ห่างไกลอื่นๆ ใกล้เคียง

สำหรับการจัดทำแผนแม่บทดังกล่าว จึงเป็นความร่วมมือกันในการพัฒนาองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีไฟฟ้าพลังงานน้ำในประเทศที่เกิดขึ้นระหว่างนักวิจัยและชาวบ้านในพื้นที่ ที่มีการพึ่งพาเทคโนโลยีของตนเองในการออกแบบและผลิตเครื่องกังหันน้ำผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก อันเป็นทางเลือกที่มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ประเทศไทยในปัจจุบัน ซึ่งการจัดทำแผนแม่บทในครั้งนี้ถือเป็นการสร้างคนรุ่นใหม่ให้เข้ามามีบทบาทในเรื่องการบำรุงรักษาและการทำงานในด้านพลังงาน

อันจะนำไปสู่การพัฒนาเรื่องการตอบโจทย์การใช้พลังงานน้ำในชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ!!!

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

‘ทรู’เดินหน้าใช้เทคโนโลยีสื่อสาร ลดเหลื่อมลํ้าด้านการศึกษา‘เด็กชายขอบ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/690406

‘ทรู’เดินหน้าใช้เทคโนโลยีสื่อสาร  ลดเหลื่อมลํ้าด้านการศึกษา‘เด็กชายขอบ’

‘ทรู’เดินหน้าใช้เทคโนโลยีสื่อสาร ลดเหลื่อมลํ้าด้านการศึกษา‘เด็กชายขอบ’

วันจันทร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

จากอดีต “เด็กชายขอบ” ตามแนวตะเข็บชายแดนประเทศไทย แทบจะไม่มีใครเหลียวมอง โดยเฉพาะความช่วยเหลือด้านการศึกษา ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่เด็กทุกคนไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนบนโลกใบนี้ควรได้รับอย่างเสมอภาค…ในฐานะองค์กรไทย กลุ่มทรู เล็งเห็นและตระหนักถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำนี้ จึงระดมทุกสรรพกำลังที่มี นำศักยภาพโครงสร้างพื้นฐานด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีการสื่อสารมาช่วยยกระดับการศึกษาและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นแก่ครูผู้สอน เด็กชายขอบ และผู้ปกครองในพื้นที่ห่างไกลมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน

จุดเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2558 ที่กลุ่มทรู ได้ร่วมกับสำนักงานยูเนสโก กรุงเทพฯ ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย และสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ขับเคลื่อน “โครงการสื่อพกพาเพื่อการรู้หนังสือสำหรับเด็กนอกระบบการศึกษา (Mobile Literacy for Out-of-School Children Project)” มอบสื่อไอซีทีจากโครงการทรูปลูกปัญญา ทั้งชุดอุปกรณ์รับสัญญาณทรูวิชั่นส์สื่อดิจิทัลเพื่อการเรียนการสอน ครอบคลุม 8 กลุ่มสาระวิชาและอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเตอร์เนตไร้สายบนเครือข่ายทรูมูฟ เอชให้แก่ศูนย์การเรียนรู้กว่า 70 แห่ง

ไล่ตามแนวตะเข็บชายแดนไทย-เมียนมา 5 จังหวัด ตั้งแต่ ระนอง กาญจนบุรี ตาก แม่ฮ่องสอน ไปถึงเชียงราย ทำให้ครูกว่า 350 คน ได้พัฒนาทักษะการใช้สื่อพกพาและนำไอซีทีมาประยุกต์ใช้จัดการเรียนการสอน มีนักเรียนกว่า 10,000 คน สามารถเข้าถึงสื่อการเรียนรู้และอินเตอร์เนตและที่สำคัญ ผลลัพธ์อันน่าภูมิใจ คือการได้เห็นเด็กเมียนมาจากศูนย์การเรียนรู้ที่เข้าร่วมโครงการนี้ มีคะแนนสอบยอดเยี่ยมติด 10 อันดับแรกของหลักสูตรกศน.ของเมียนมา(Non-Formal Primary Education)

ด้วยความตั้งใจที่ต้องการต่อยอดโอกาสทางการศึกษาให้ถึงเด็กชายขอบทั่วประเทศ กลุ่มทรู จึงเดินหน้า “โครงการสื่อพกพาเพื่อการรู้หนังสือสำหรับเยาวชนปอเนาะ” ติดตั้งชุดสื่อดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้จากโครงการทรูปลูกปัญญา ประกอบด้วย ชุดอุปกรณ์รับสัญญาณทรูวิชั่นส์พร้อมแพ็กเกจสารคดีชั้นนำจากทั่วโลก แท็บเลต อุปกรณ์เชื่อมต่ออินเตอร์เนตไร้สายพร้อมดาต้า ตลอดจนจัดอบรมการใช้สื่อและอุปกรณ์ต่างๆ ให้แก่ครูและนักเรียนของกศน. ภาคใต้ และสถาบันศึกษาปอเนาะ ใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สงขลา และสตูล

ซึ่งจะเป็นเครื่องมือให้ครูได้ใช้ในการจัดการเรียนการสอน ขณะที่เด็กนักเรียน กศน. และโรงเรียนรัฐบาลต่างๆ ในจังหวัดภาคใต้ ก็สามารถเข้าถึงแหล่งสาระข้อมูลและข่าวสาร ทั้งด้านวิชาการ ศาสนา วัฒนธรรม พร้อมสื่อดิจิทัลภาษาอารบิก และภาษามลายู โดยเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งคือเพียงไม่ถึง 1 ปี หลังเริ่มโครงการ นักเรียนปอเนาะมีผลการเรียนดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สามารถสอบผ่านเกณฑ์มากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียนรู้และการสื่อสารภาษาไทยซึ่งเป็นปัญหาหลักของนักเรียนในพื้นที่นี้

กลุ่มทรู มุ่งมั่นขยายเทคโนโลยี 5G ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล เช่น บนดอย ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2563 กลุ่มทรู ได้ร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ สนับสนุนด้านเทคโนโลยีสื่อสาร โรงเรียนบ้านป่าซางนางเงิน อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ซึ่งอยู่ในพื้นที่ติดชายแดนไทย-เมียนมา โดยทรู เป็นผู้ให้บริการสื่อสารโทรคมนาคมรายเดียวที่ติดตั้งและบูรณาการเทคโนโลยี 5G ณ ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน เพื่อยกระดับให้ครู นักเรียน และคนในชุมชน ก้าวทันการศึกษายุคดิจิทัล

ทั้งบูรณาการจัดการเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน(Project Based Learning) ให้ครูและนักเรียน ใช้อุปกรณ์ดิจิทัล และสัญญาณทรู 5G มาเสริมการเรียนรู้แบบครบวงจรในโครงงานวิชาต่างๆ พร้อมต่อยอดเปิดช่องทางจำหน่ายออนไลน์ รวมถึงบูรณาการการจัดการเรียนรู้รายวิชา นำแว่นเสมือนจริงและสื่อ 360 องศา ประกอบการเรียนรู้เพื่อสร้างบรรยากาศการเรียนที่สนุกสนานเกิดแรงบันดาลใจและจินตนาการไม่รู้จบ ตลอดจนพัฒนาทักษะดิจิทัลแก่ชุมชนเพื่อนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน

ส่งผู้นำด้านเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ICT Talent มาประจำการที่ศูนย์ฯ และอบรมการใช้โปรแกรมพื้นฐาน เช่น เฟซบุ๊ค ไลน์ ยูทูบ ติ๊กต็อก เพื่อให้คนในชุมชน นำไปใช้ประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ เพิ่มช่องทางสร้างรายได้ให้แก่ตนเองและครอบครัวต่อไป ทั้งนี้ กลุ่มทรู ยังคงเดินหน้าสานต่อความตั้งใจที่จะสร้างโอกาสแห่งความทัดเทียมให้เป็นจริงได้ด้วยเชื่อมั่นว่าเทคโนโลยีดิจิทัล จะเป็นพลังสำคัญที่ช่วยให้การศึกษาที่ดี มีคุณภาพ ไปถึงเด็กชายขอบทุกคนอย่างเสมอภาค ไร้พรมแดน อันเป็นเครื่องมือนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำในสังคมที่ดีที่สุด

‘ชัยวุฒิ’ปั้นเด็กติดเกมเป็น’นักกีฬาอีสปอร์ต’ นำร่องโรงเรียนต้นแบบ ยกระดับโครงการอีสปอร์ต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/690488

'ชัยวุฒิ'ปั้นเด็กติดเกมเป็น'นักกีฬาอีสปอร์ต' นำร่องโรงเรียนต้นแบบ ยกระดับโครงการอีสปอร์ต

‘ชัยวุฒิ’ปั้นเด็กติดเกมเป็น’นักกีฬาอีสปอร์ต’ นำร่องโรงเรียนต้นแบบ ยกระดับโครงการอีสปอร์ต

วันอาทิตย์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 20.43 น.

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2565 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของไทย ได้เข้าสักการะพระบรมธาตุ และหลวงพ่อทันใจ ณ วัดพระบรมธาตุ (หลวงพ่อทันใจ) ต.เกาะตะเภา อ.บ้านตาก จ.ตาก สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวจังหวัดตากเคารพบูชา

โดยทันทีที่นายชัยวุฒิมาถึง ได้รับการต้อนรับจากประธานนายกเทศบาลบ้านตาก, กรมการปกครองท้องถิ่น อ.บ้านตาก, ข้าราชการท้องถิ่นพร้อมทั้งประชาชน  จากนั้นได้เข้าไปยังวิหารหลวงพ่อทันใจ ถวายเครื่องสักการะหลวงพ่อทันใจ และหลวงพ่อทองอยู่ พร้อมจุดเทียนสะเดาะเคราะห์ล้านนา ซึ่งเป็นประเพณีพื้นบ้านของภาคเหนือ จึงลงมาเวียนเทียนรอบพระบรมสารีริกธาตุ แล้วถวายสังฆทานกราบนมัสการพระครูพิทักษ์บรมธาตุ เจ้าอาวาสวัดพระบรมธาตุ พร้อมรับพรจากท่านเจ้าอาวาส

หลังถวายสังฆทานเรียบร้อยแล้ว ก่อนเดินทางต่อในภารกิจต่อไปก็ได้มีตัวแทนจากต.เกาะตะเภา และชาวบ้านประมาณ 50 คน ยื่นหนังสือรายงานเรื่องโรงงานแป้งมันสัมปะหลัง ก่อมลพิษทางกลิ่น สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้าน รมว.ชัยวุฒิหลังได้รับหนังสือร้องเรียนได้กล่าวกับชาวบ้านว่า จะช่วยเร่งแก้ไขปัญหาและดำเนินการอย่างเต็มที่

จากนั้นจึงรุดไปยังโรงเรียนเทศบาล 1 กิตติขจร อ.เมือง จ.ตาก เพื่อฟังบรรยายสรุปโครงการ เมืองตาก e-sport ของโรงเรียนเทศบาล 1 กิตติขจร โดยมีรำกองยาวจากนักเรียนให้การต้อนรับพร้อมคณะครูประมาณ 50 คนตั้งแถวรอต้อนรับและเข้าห้องประชุมเครือข่ายผู้ปกครอง เพื่อตรวจสอบความพร้อมโครงการเมืองตาก e-sport

รมว.ชัยวุฒิ กล่าวว่า ดีใจที่ได้มาเยี่ยมโรงเรียนเทศบาล 1 กิตติขจร โดยเห็นหลักสูตรแล้วรู้สึกดีใจ ที่โรงเรียนแห่งนี้ทันสมัย มีหลักสูตรดี ๆ ให้กับนักเรียนได้ศึกษา กีฬา e-sport เป็นกีฬาถูกที่ต้องตามกฎหมาย เป็นรายการแข่งขันที่มีคนรับชมเยอะที่สุดมากกว่ากีฬาอื่น ๆ เป็นกีฬาที่สามารถสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับเด็กไทยได้

ซึ่งทางกระทรวงฯ มีนโยบายอยากยกระดับการเล่นเกม จากเด็กติดเกมให้เป็นเด็กติดกีฬา บางคนอาจคิดว่าเหมาะสมหรือไม่ ตนคิดว่าโลกตอนนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปเยอะแล้ว เมื่อเด็กมีความสนใจ คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจ ซึ่งสามารถประกอบเป็นอาชีพได้จริง

จากนั้นจึงเข้าชมห้องเรียนพิเศษ 11 ลู่วิ่ง ตามความถนัดและความสามารถของนักเรียน พร้อมเข้าชมสาธิตการฟั่นตีนกา, สาธิตการหยดน้ำเทียน, สาธิการตกแต่งกระทงกะลา, สาธิตการประดิษฐ์กระทงจากใบตองจากนักเรียน และเข้าไปภายในห้องประชุมเพชรเมืองตาก ซึ่งได้รับการต้อนรับจากนักเรียน 200 คน โดยมีการแสดงดนตรีเป็นการขอบคุณรมว.ชัยวุฒิ ที่ได้ให้เกียรติติดตามโครงการและเยี่ยมเยียนโรงเรียนเทศบาล 1 กิตติขจร พร้อมด้วยรอยยิ้มและเสียงปรบมือท่ามกลางเสียงเพลงขอบคุณที่รักกัน เป็นบรรยากาศอบอุ่นและยังความปิติยินดีให้กับคณะครู และนักเรียนทุกท่านที่มาต้อนรับในวันนี้

– 006

‘อธิษฐาน’อะไร!โพลเผย‘คนไทย’เชื่อกระตุ้นศก.-ยังสนใจ‘ลอยกระทง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/690354

‘อธิษฐาน’อะไร!โพลเผย‘คนไทย’เชื่อกระตุ้นศก.-ยังสนใจ‘ลอยกระทง’

‘อธิษฐาน’อะไร!โพลเผย‘คนไทย’เชื่อกระตุ้นศก.-ยังสนใจ‘ลอยกระทง’

วันอาทิตย์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 07.52 น.

‘อธิษฐาน’อะไร!โพลเผย‘คนไทย’เชื่อกระตุ้นศก.-ยังสนใจ‘ลอยกระทง’

6 พฤศจิกายน 2565 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,163 คน (สำรวจทางออนไลน์) ระหว่างวันที่ 1-4 พฤศจิกายน 2565 หัวข้อ “คนไทยกับเทศกาลลอยกระทง” เพื่อสะท้อนความคิดเห็นกรณีเทศกาลลอยกระทงปีนี้ตรงกับวันที่ 8 พฤศจิกายน 2565 จากการผ่อนคลายมาตรการโควิด-19 ทำให้หลายพื้นที่ได้เตรียมการจัดงานลอยกระทงเพื่อเป็นการสืบสานวัฒนธรรมประเพณีไทย ภายใต้การดูแลด้านความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน สรุปผลได้ ดังนี้

1. หลังจากที่สถานการณ์โควิด-19 เริ่มคลี่คลาย ประชาชนสนใจร่วมงานลอยกระทงในปีนี้หรือไม่

อันดับ 1 สนใจ 72.14%

อันดับ 2 ไม่สนใจ 27.86%

2. ในปีนี้ประชาชนสนใจร่วมงานลอยกระทงในรูปแบบใด

อันดับ 1 ลอยกระทงตามสถานที่ท่องเที่ยวหรือที่มีการจัดงาน 60.67%

อันดับ 2 ทั้งสองแบบ 28.96%

อันดับ 3 ลอยกระทงออนไลน์ 10.37%          

3. สิ่งที่ประชาชนอยากอธิษฐานในวันลอยกระทง

อันดับ 1 ขอให้ครอบครัวมีความสุข สุขภาพแข็งแรง ปราศจากโรคภัย 41.52%          

อันดับ 2 ขอให้ตนเองประสบความสำเร็จ ในเรื่องงาน/เรื่องเรียน 39.23%

อันดับ 3 ขอให้บ้านเมืองสงบสุข เศรษฐกิจดีขึ้น 20.82%

4. ประชาชนคิดว่าเทศกาลลอยกระทงในปัจจุบันยังเป็นการช่วยสืบสานวัฒนธรรมประเพณีไทยได้หรือไม่

อันดับ 1 ช่วยสืบสาน 83.49%               

อันดับ 2 ไม่ช่วยสืบสาน 16.51%

5. ประชาชนคิดว่าเทศกาลลอยกระทงช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวได้หรือไม่

อันดับ 1 ได้ 88.45%               

อันดับ 2 ไม่ได้ 11.55%

6. จากเหตุการณ์ “อิแทวอน” เกาหลีใต้ นำมาเป็นบทเรียนอะไรได้บ้างโดยเฉพาะในช่วงที่มีงานเทศกาลสำคัญๆ       

อันดับ 1 การจัดงานควรมีการจัดระเบียบ กำหนดพื้นที่และจำนวนคนให้เหมาะสม 90.09%          

อันดับ 2 มีการเตรียมพร้อมรับมือ มีการแจ้งเตือนภัยที่รวดเร็ว 80.78%

อันดับ 3 จัดเจ้าหน้าที่ประจำจุดต่าง ๆ เพิ่มขึ้น เช่น ตำรวจ หน่วยแพทย์ กู้ภัย 79.66%

นางสาวพรพรรณ บัวทอง นักวิจัย สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยว่า เทศกาลลอยกระทงปีนี้ส่งสัญญาณคึกคักกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 เริ่มมีแนวโน้มดีขึ้น จากผลโพล พบว่า กลุ่มคนเจน Z สนใจไปร่วมงานลอยกระทงมากถึงร้อยละ 82.22 รองลงมาคือ กลุ่มคนเจน Y ในขณะที่กลุ่มคนบูมเมอร์มองว่าจะลอยกระทงทางออนไลน์ ส่วนการอธิษฐานยังคงเป็นความหวังและที่พึ่งทางใจของคนไทย พบว่า  กลุ่มคนเจน Z และเจน Y อธิษฐานขอให้ตนเองประสบความสำเร็จในเรื่องงาน/เรื่องเรียน ในขณะที่คนบูมเมอร์ขอให้ครอบครัวมีความสุข สุขภาพแข็งแรง ปราศจากโรคภัย ทั้งนี้อยากให้นำบทเรียนจากเหตุการณ์ “อิแทวอน” มาปรับใช้ในการจัดงานอย่างเหมาะสมด้วย

ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์จารุณี วิเทศ อาจารย์ประจำสาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ โรงเรียนการเรือน มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยว่า คนไทยมีความเชื่อและศรัทธาในประเพณีอันดีงามตามขนบธรรมเนียมประเพณีที่สืบกันมา ซึ่งปีนี้ประชาชนให้ความสนใจร่วมงานเป็นอันมาก เพื่อขอขมาต่อพระแม่คงคา และอธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ปกป้องคุ้มครองอำนวยพรให้สำเร็จตามความตั้งใจ รวมถึงขอให้ครอบครัวมีความสุข สุขภาพแข็งแรง ปราศจากโรคภัย เนื่องมาจากสถานการณ์โควิด -19 ที่ทำให้ทั่วประเทศต้องหยุดชะงัก จากหลายปีที่ผ่านมาประชาชนออกมาลอยกระทงน้อยลง ยอดขายกระทงลดลงครึ่งหนึ่ง นั่นเป็นดัชนีชี้วัดด้านเศรษฐกิจดัชนีหนึ่งสำหรับประเทศไทยเลยก็ว่าได้

สำหรับลอยกระทงปีนี้ภาครัฐได้ผ่อนคลายมาตรการลง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจพร้อมกับต้อนรับนักท่องเที่ยวมากขึ้น และยังเป็นการช่วยสืบสานขนบธรรมเนียมประเพณีไทยให้สืบต่อไป ทางภาครัฐและเอกชน ควรมีการวางแผนในการจัดงาน จำกัดจำนวนคนเข้าพื้นที่ มีการดูแลอย่างใกล้ชิดของเจ้าหน้าที่ทางด้านความปลอดภัยและการปฐมพยาบาล ให้ความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนเพื่อให้เกิดการตระหนักรู้และเที่ยวอย่างมีความสุข

เปิดทุกแรงบันดาลใจการสร้างสรรค์ผลงานของ’จเด็จ กำจรเดช’จาก’คืนปีเสือฯ’สู่’นักล่าวาฬ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/690197

เปิดทุกแรงบันดาลใจการสร้างสรรค์ผลงานของ'จเด็จ กำจรเดช'จาก'คืนปีเสือฯ'สู่'นักล่าวาฬ'

เปิดทุกแรงบันดาลใจการสร้างสรรค์ผลงานของ’จเด็จ กำจรเดช’จาก’คืนปีเสือฯ’สู่’นักล่าวาฬ’

วันศุกร์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 20.05 น.

ซีพี ออลล์ ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ เดินหน้าส่งเสริมการเขียน – การอ่านอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดจัดเสวนาพิเศษเซเว่นบุ๊คอวอร์ด หัวข้อ “คืนปีเสือ” สู่ “นักล่าวาฬ” จากงานเขียนสู่งานวาด จเด็จ กำจรเดช นักเขียน 2 รางวัลชนะเลิศหนังสือดีเด่นเซเว่นบุ๊คอวอร์ด 2 รางวัลซีไรต์ และศิลปินศิลปาธร สาขาวรรณศิลป์ ฯลฯ เพื่อแบ่งปันประสบการณ์และสร้างแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานให้นักเขียนรุ่นใหม่ ณ เวทีกลาง งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 27 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ที่ผ่านมา

4 พ.ย.65 นายประสิทธิ์ ฉกาจธรรม รองกรรมการผู้จัดการ สายงานพัฒนาความยั่งยืน บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ และเลขานุการคณะกรรมการกิตติมศักดิ์โครงการประกวดหนังสือดีเด่นรางวัลเซเว่นบุ๊คอวอร์ด กล่าวว่า “ปัจจุบันโครงการเซเว่นบุ๊คอวอร์ดเป็นส่วนหนึ่งของสังคมในการยกย่องเชิดชูนักเขียนที่ประสบความสำเร็จ ผลิตผลงานที่สร้างชื่อเสียงและได้รับความนิยมทั้งในโลกออฟไลน์ และออนไลน์  ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของซีพี ออลล์ ที่มุ่งส่งเสริมการเขียน การอ่าน การเรียนรู้ให้กับสังคมและหวังว่าโครงการเซเว่นบุ๊คอวอร์ดจะช่วยสร้างนักเขียนรุ่นใหม่และผู้สนใจที่จะเป็นนักเขียน เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการเป็นนักเขียนที่มีคุณภาพในอนาคตต่อไป”

 “WHALE HUNTERS (นักล่าวาฬ)” ที่เพิ่งได้รับการตัดสินให้รับรางวัลชนะเลิศประเภทการ์ตูน  รางวัลเซเว่นบุ๊คอวอร์ดครั้งที่ 19 เป็นหนังสือการ์ตูนในรูปแบบ Graphic Novel ถ่ายทอดผ่าน 4 เรื่องเล่าจากท้องทะเลที่เคยปรากฏในรูปแบบของเรื่องสั้น กวี และบทเพลงจากผลงานของผู้เขียน เป็นภาพวาดลายเส้นเนื้อหาเปรียบเทียบเชิงปรัชญาชีวิตในการต่อสู้ทางความคิดของตนเอง ผ่านเรื่องราวของนักล่าวาฬจากเรื่อง Light House และเรื่อง Float ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของแพที่อยากเป็นอิสระ กับชายเฝ้าประภาคาร ส่วนเรื่อง KIMARZ เป็นเรื่องส่งเสริมการเข้าใจตนเอง สังคม ครอบครัว การต่อสู้ชีวิต การต่อสู้กับการยึดติดในตัวตน และความอยู่รอดของสังคม เผ่าพันธุ์

จเด็จ เล่าถึงที่มาของหนังสือนักล่าวาฬ ซึ่งมาจากประโยคหนึ่งที่ว่า “คุณยังไม่ตายใช่ไหม” และยังเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญของทุกเรื่องในหนังสือเล่มนี้ว่า มันคือบทกวีที่ตนแต่งขึ้นเพื่อให้กำลังใจเพื่อนและยังเป็นบทกวีที่ช่วยปลุกความคิดเตือนสติตัวเองในวันที่รู้สึกอ่อนแอ ถือเป็นบทกวีที่มีความหมายสำหรับตนเองจึงเลือกมาใช้ในหนังสือเล่มนี้ และช่วงแรกเวลาลงชื่อในหนังสือจะเขียนข้อความว่า “คุณยังไม่ตายใช่ไหม” และภายหลังเปลี่ยนมาเขียน “หวังว่าคุณสบายดี” เพื่อให้เข้าใจง่ายและมีความหมายในทางดี แต่จะมีบางคนที่รักและสนิทมาก ๆ ที่ตั้งใจจะส่งหนังสือให้ก็จะยังคงเขียนว่า “คุณยังไม่ตายใช่ไหม” แบบเดิม

จเด็จ ยังบอกอีกว่า แต่ละเรื่องจะมีรูปแบบที่มาในการสร้างสรรค์ที่ต่างกัน โดยเริ่มจากการที่รู้สึกเบื่อ ๆ ในช่วงโควิดอยากวาดภาพออกกำลังมือก็เลยคิดจะวาดนิยายภาพ เมื่อครั้งที่ยังเป็นวัยรุ่นชอบวาดภาพ แต่เพราะว่าห่างหายไปนาน เลยต้องหาวิธีปรับตัวอยู่พอสมควรจึงจะวาดได้คล่องมือมากขึ้น แล้วก็มาคิดว่าเราควรวาดจากสิ่งที่เราชอบก่อน เราชอบวาฬ พอนึกถึงวาฬบทกวีนักล่าวาฬก็ผุดขึ้นมา แต่พอคิดว่าจะทำออกมาเป็นเล่มก็ควรที่จะต้องมีหลายเรื่องก็มาหาว่าจะใช้เรื่องไหนอีก อีกอย่างที่ผมชอบก็คือประภาคารแล้วบังเอิญว่ามีเพลงที่ผมกับน้องร่วมกันแต่งชื่อ “เพลงประภาคาร” จึงหยิบเพลงนี้มาเขียนเป็นลักษณะเหมือนวิดีโอเพลงคือให้ตัวหนังสือบรรยายแล้วให้ภาพเล่าเรื่อง พอมีวาฬแล้วมีประภาคารแล้วก็เห็นว่าทั้งสองผูกร้อยเข้าด้วยกันด้วยทะเล จึงหาเรื่องราวที่เกี่ยวกับทะเลมาเขียนเพิ่มก็เลยได้มาอีกอันหนึ่ง เป็นเรื่องสั้นที่ผมเขียนไว้ใน หนังสือสะพาน บ้าน แม่น้ำ และความรัก เรื่อง แพ ของสำนักพิมพ์บ้านแม่น้ำ เป็นเรื่องสั้น ๆ ไม่ยาวมาก ส่วนเรื่องสุดท้ายก็เป็นเรื่องสั้นจากรวมเรื่องสั้น แดดเช้าร้อนเกินกว่าจะนั่งจิบกาแฟ เรื่อง หวังว่ากีมาซ์จะไม่พลาดอีก กลายเป็นว่าทั้งสี่เรื่องจะผูกร้อยกันหลวม ๆ ด้วยทะเล และด้วยแต่ละเรื่องให้อารมณ์ความรู้สึกที่ต่างกันดังนั้นลายเส้นที่วาดก็จึงแตกต่างกันด้วยก็จะล้อไปตามอารมณ์ความรู้สึกของเรื่องนั้น ๆ ก็เลยได้ทั้งสี่เรื่องที่แตกต่างกันทั้งน้ำเสียง วิธีเล่า และรูปแบบลายเส้น

ทั้งนี้ ในตอนแรกตั้งใจจะพิมพ์นักล่าวาฬเป็นภาษาอังกฤษเพื่อที่จะให้นักอ่านต่างชาติได้เข้าใจด้วย แต่เปลี่ยนใจมาพิมพ์ภาษาไทยก่อนเพราะว่าเรื่องของต้นทุนและปัจจัยต่าง ๆ ท้ายที่สุดก็มีความคิดขึ้นมาว่าถ้าส่งประกวดที่เซเว่นบุ๊คอวอร์ดก่อนก็คงจะดีนะ เป็นความรู้สึกว่าเราจะได้รางวัลเราควรต้องทำ เหมือนเป็นการสะกดจิตตัวเอง ก็เลยเป็นเหตุผลที่เลือกพิมพ์เป็นภาษาไทยออกมาก่อน 

“หากถามว่าการที่ทำได้ดีทั้งสองด้านทั้งงานเขียนหนังสือ และการวาดภาพ ช่วยเสริมกันในการทำงานได้อย่างไรบ้าง โดยส่วนตัวผมมองว่าทั้งการเขียนและการวาดมันเป็นสิ่งเดียวกันมาตลอดเพราะว่าผมเติบโตมากับการทำงานศิลปะ เหมือนกับตอนเราอ่านหนังสือ เราก็คงไม่ได้อ่านแต่หนังสืออย่างเดียว เราก็ดูหนัง ฟังเพลง ดูงานศิลปะอย่างอื่น ผมไม่รู้ว่าศิลปินท่านอื่นเขาจะมีความอีกแบบหรือไม่ ผมก็ไม่กล้าฟันธง แต่ด้วยผมคิดแบบนี้เลยไม่รู้ว่ามันช่วยส่งเสริมหรือเปล่า แต่ผมคิดว่ามันช่วยกันได้ เวลามีใครมาถามขอคำแนะนำเรื่องการเขียนหนังสือ ผมก็จะบอกให้ลองไปดูไปเสพงานศิลป์อย่างอื่นด้วย เพราะมันจะช่วยให้เราคิดได้หลายหลายมากขึ้น มองได้รอบด้านมากขึ้น แน่นอนว่าเราทำงานศิลปะเราจะต้องมีคำว่าสร้างสรรค์ สำหรับผมคำนี้ก็คือการที่เราเบื่อ เบื่อตัวเองเบื่อสิ่งที่เราเป็นอยู่ เราต้องพาตัวเองออกมาจากความเบื่อนี้ อาจจะไม่ต้องไปข้างหน้าแต่เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาหรือถอยหลังบ้างก็ได้ แค่ไม่ซ้ำเดิม เพราะถ้าเราทำอะไรซ้ำเดิม จะต้องมีคนที่รอเบื่ออยู่ ความตื่นเต้นความน่าสนใจมันจะหายไป ผมก็จะคิดอะไรที่แบบเรียกว่าคิดไปเรื่อย คิดสิ่งใหม่คิดที่จะทำไปเรื่อย ๆ ผมไม่รู้ว่าสิ่งนี้มันคือคุณสมบัติของคนที่ทำงานศิลปะหรือไม่ และผมไม่รู้ว่าการวาดรูปมันช่วยได้ไหม แต่ผมคิดว่าเรื่องการเบื่อนี้มันช่วยได้แน่” จเด็จเล่า

สำหรับงานรับโล่พระราชทาน รางวัลหนังสือดีเด่น “เซเว่นบุ๊คอวอร์ด” ครั้งที่ 19 ประจำปี 2565 กำหนดจัดในวันจันทร์ที่ 7 พฤศจิกายน ศกนี้ ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ สาทร กรุงเทพฯ โดยได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์เกษม วัฒนชัย กรรมการกิตติมศักดิ์โครงการประกวดหนังสือดีเด่นรางวัลเซเว่นบุ๊คอวอร์ด เป็นประธานในพิธี

‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนฯ’เสด็จฯ เปิดตัวหนังสือ แนวโน้มและทิศทางผ้าไทยและการออกแบบเครื่องแต่งกายด้วยผ้าไทย เล่มที่ 3

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689949

'เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนฯ'เสด็จฯ เปิดตัวหนังสือ แนวโน้มและทิศทางผ้าไทยและการออกแบบเครื่องแต่งกายด้วยผ้าไทย เล่มที่ 3

‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนฯ’เสด็จฯ เปิดตัวหนังสือ แนวโน้มและทิศทางผ้าไทยและการออกแบบเครื่องแต่งกายด้วยผ้าไทย เล่มที่ 3

วันพฤหัสบดี ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 16.47 น.

“เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนฯ”  เสด็จฯ เปิดตัวหนังสือ “แนวโน้มและทิศทางผ้าไทยและการออกแบบเครื่องแต่งกายด้วยผ้าไทย เล่มที่ 3” THAI TEXTILES TREND BOOK SPRING/SUMMER 2023

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2565 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนราชกัญญา เสด็จไปทรงเป็นองค์ประธานในงานเปิดตัวหนังสือ และการเสวนาวิชาการฯ โดยมี นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม  นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายโกวิท ผกามาศ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม พร้อมผู้บริหาร วธ. เฝ้ารับเสด็จฯ

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงตั้งพระทัยที่จะสืบสาน รักษา และต่อยอด พระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรให้สามารถเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตนเองและคนในครอบครัว ควบคู่ไปกับการถนอมรักษาสมบัติทางวัฒนธรรมของชาติ โดยเฉพาะศิลปหัตถกรรมผ้าทอในแต่ละท้องถิ่น จึงทรงมีพระราชดำริให้จัดทำ THAI TEXTILES TREND BOOK Spring/Summer 2022 เล่มแรกขึ้น โดยทรงรับหน้าที่เป็นบรรณาธิการบริหาร (Editor in Chief) ด้วยพระองค์เอง ต่อเนื่องมาถึงเล่มล่าสุด THAI TEXTILES TREND BOOK Spring/Summer 2023 เป็นเล่มที่ 3

กระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม จัดงานเปิดตัว หนังสือแนวโน้มและทิศทางผ้าไทยและการออกแบบเครื่องแต่งกายด้วยผ้าไทย เล่มที่ 3 (Thai Textiles Trend Book Spring/Summer 2023) และ การเสวนาวิชาการ “การส่งเสริมและพัฒนาภาพลักษณ์ผ้าไทยสู่สากล ประจำปี 2565” พร้อมจัดแสดงนิทรรศการแนวโน้มและทิศทางผ้าไทยและการออกแบบเครื่องแต่งกายด้วยผ้าไทย ระหว่างวันที่ 3-6 พฤศจิกายน 2565 ณ ICON Art and Cultural Space ชั้น 8 ไอคอนสยาม 

สำหรับวัตถุประสงค์ของการจัดทำหนังสือ Thai Textiles Trend Book เป็นการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับงานผ้าไทยและเทรนด์แฟชั่นระดับโลก เพื่อเสนอแนวโน้มและทิศทางผ้าไทยและการออกแบบเครื่องแต่งกายด้วยผ้าไทย เพื่อเป็นประโยชน์ต่อนักออกแบบ ช่างทอผ้า ชุมชน และผู้ประกอบอาชีพทุกสาขา โดยหนังสือ Thai Textiles Trend Book Spring/Summer 2023 เล่มล่าสุด นำเสนอแนวคิด “วัฒนธรรมอันเคลื่อนคล้อย” (Moving Culture) การเคลื่อนที่ทางวัฒนธรรม และการแลกเปลี่ยนเอกลักษณ์ ของแต่ละถิ่นฐานบนผืนผ้า ซึ่งได้แรงบันดาลใจของบรรยากาศฤดูร้อนของไทย โดยทำการศึกษาควบคู่ไปกับงานภูมิปัญญา และงานหัตถศิลป์ สะท้อนแนวคิด ผ้าไทยหลายชนิด ที่มีที่มาจากวัฒนธรรมอื่นๆ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงธรรมชาติของวัฒนธรรมที่ไม่ตายตัว แต่มีการปรับตัวและแลกเปลี่ยนของอัตลักษณประจำถิ่นเกิดขึ้นอย่างช้าๆ และต่อเนื่อง โดยมีผ้าไทยประจำฤดูกาลนี้อย่าง “ผ้าขาวม้า” และ “ผ้าบาติก” เป็นตัวอย่างของการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นทั้งในไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ภายใต้แนวคิด “วัฒนธรรมอันเคลื่อนคล้อย” ยังมีการแตกย่อยออกเป็น 5 เทรนด์ ได้แก่ มิติแห่งความฝัน (Dream Catcher) ตัวตนข้ามวัฒนธรรม (Expressive Exotic) ความไม่สมบูรณที่งอกงาม (Vibrant Variegations) อารยธรรมแห่งโลกใหม่ (Neo-Tribes) และ มหัศจรรยแห่งธรรมชาติ (Natural Extraction) ซึ่งแสดงถึง สีสัน รูปทรง รายละเอียด และวัสดุที่ช่วยพัฒนางานหัตถศิลป์ของไทยให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมร่วมสมัย ตลอดจนกระแสความยั่งยืนของโลก บอกเล่าวัฒนธรรมร่วมสมัยในมุมมองและมิติความหมายที่แตกต่างกันออกไป พร้อมกับการพัฒนาการเทคนิค วิธีการ และวัสดุสิ่งทอจากรูปแบบดั้งเดิมของแต่ละท้องถิ่นให้ยกระดับไปสู่มาตรฐานสากล

ภายในงานมีการจัดแสดงผลงานการออกแบบลิมิเต็ดเอดิชั่นของแบรนด์ชั้นนำ เพื่อนำเสนอแนวคิดหลักและเทรนด์ทั้ง 5 ประจำฤดูกาลนี้ โดยเฉพาะโทนสีที่ใช้จะเน้นเฉดที่หลากหลายมากขึ้น และเป็นโทนสีที่แปลกแตกต่างออกไปจากเดิม เพื่อให้ศิลปิน นักออกแบบ ตลอดจนช่างทอผ้า ชุมชน สามารถนำไปใช้ได้หลากหลายรูปแบบและมีมิติในการใช้สีมากขึ้น เริ่มจากแนวคิด วัฒนธรรมอันเคลื่อนคล้อย ที่นำเสนอโดยแบรนด์ SIRIVANNAVARI BANGKOK และเทรนด์ทั้ง 5 ประกอบด้วย มิติแห่งความฝัน นำเสนอโดยแบรนด์ VINN PATARARIN และ WISHARAWISH ตัวตนข้ามวัฒนธรรม นำเสนอโดยแบรนด์ THEATRE และ KLOSET ความไม่สมบูรณ์ที่งอกงาม นำเสนอโดยแบรนด์ EK THONGPRASERT และ RENIM PROJECT อารยธรรมแห่งโลกใหม่ นำเสนอโดยแบรนด์ ISSUE และ ARCHIVE026 สุดท้าย มหัศจรรย์แห่งธรรมชาติ นำเสนอโดยแบรนด์ ASAVA และ TANDT

ขอเชิญทุกท่านร่วมชมนิทรรศการ และงานเปิดตัวหนังสือแนวโน้มและทิศทางผ้าไทยและการออกแบบเครื่องแต่งกายด้วยผ้าไทย เล่มที่ 3 (Thai Textiles Trend Book Spring/Summer 2023) และการเสวนาวิชาการ “การส่งเสริมและพัฒนาภาพลักษณ์ผ้าไทยสู่สากล ประจำปี 2565” ในระหว่างวันที่ 3-6 พฤศจิกายน 2565 ณ ICON Art and Cultural Space ชั้น 8 ไอคอนสยาม

วธ.จัดใหญ่! เชิญชวนปชช.-นักท่องเที่ยว ร่วมงานประเพณี’ลอยกระทงวิถีใหม่’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689891

วธ.จัดใหญ่! เชิญชวนปชช.-นักท่องเที่ยว ร่วมงานประเพณี'ลอยกระทงวิถีใหม่'

วธ.จัดใหญ่! เชิญชวนปชช.-นักท่องเที่ยว ร่วมงานประเพณี’ลอยกระทงวิถีใหม่’

วันพฤหัสบดี ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 14.30 น.

วธ.จัดใหญ่! เชิญชวนประชาชน-นักท่องเที่ยว ร่วมงานประเพณี”ลอยกระทงวิถีใหม่ สืบสาน ประเพณีไทย สู่ความยั่งยืน”

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2565 ที่โถงชั้น 1 กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ร่วมกับเครือข่ายทางวัฒนธรรม แถลงการจัดงานงานประเพณีลอยกระทง พุทธศักราช 2565 “ลอยกระทงวิถีใหม่ สืบสาน ประเพณีไทย สู่ความยั่งยืน” เน้นคุณค่า สาระ เพื่อแพร่ความงดงามของประเพณีสู่สายตานักท่องเที่ยว คุมเข้มงานปลอดโควิด-19 รักษามาตรการความปลอดภัยทางบก-ทางน้ำ ชวนรักษาสิ่งแวดล้อม ลดขยะ มาด้วยกันใช้กระทงร่วมกัน งดจำหน่าย-งดดื่มของมึนเมา งดเล่นประทัดพลุดอกไม้เพลิง ชวนนุ่งผ้าไทย-ผ้าท้องถิ่น เชิญประชาชนนักท่องเที่ยวร่วมงานในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2565 ณ วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร กทม.

โดย นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) กล่าวว่า ประเพณีลอยกระทงเป็นประเพณีที่สำคัญของคนไทยในฤดูน้ำหลาก เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ โดยเฉพาะสายน้ำที่ใช้ในการดำรงชีวิต เช่น แม่น้ำลำคลอง ประเพณีนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญา วิถีชีวิตและวัฒนธรรมไทยอันงดงาม ที่ปรากฏในรูปแบบของพิธีกรรม การประดิษฐ์กระทง การประดับประทีปโคมไฟในยามค่ำคืน การแสดงมหรสพ และการละเล่นรื่นเริงต่างๆ ในปี 2565 นี้ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ได้จัดทำแนวทางปฏิบัติในงานลอยกระทง พุทธศักราช 2565 ภายใต้แนวคิด “ลอยกระทงวิถีใหม่ สืบสาน ประเพณีไทย สู่ความยั่งยืน” โดยขอความร่วมมือองค์กร หน่วยงานต่างๆ จัดกิจกรรมตามแบบประเพณีนิยมของแต่ละท้องถิ่น ให้ใช้กระทงที่ย่อยสลายง่ายเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม รณรงค์ให้ทุกคนสวมหน้ากากอนามัย หรือหน้ากากผ้า ล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ หรือน้ำสะอาด สบู่เหลว ก่อนหรือหลังทำกิจกรรม เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19

นายอิทธิพล กล่าวต่อว่า ในด้านสถานที่จัดงานควรปรับพื้นที่ให้เหมาะสม กว้างขวาง ไม่แออัด รักษามาตรการเรื่องความปลอดภัย ทั้งการจราจรทางบกและทางน้ำ ดูแลบริเวณท่าน้ำให้มีความมั่นคง สะดวก และปลอดภัย ควรงดการจำหน่ายสุราและเครื่องดื่มมึนเมา และห้ามการดื่มกินในบริเวณงานหรือใกล้เคียง งดการเล่นดอกไม้ไฟ พลุ หรือวัสดุที่ก่อให้เกิดอันตรายในที่สาธารณะหรือชุมชน ในส่วนมหรสพความรื่นเริง จัดการแสดงต่างๆ ทำได้ตามความเหมาะสม โดยเฉพาะการจัดแสดงวัฒนธรรมของท้องถิ่น การแสดงพื้นบ้าน การละเล่นพื้นบ้าน ที่จะทำให้เด็ก เยาวชน ประชาชนได้เห็นถึงมรดกภูมิปัญญาของไทย เพื่อเป็นการสร้างรายได้สู่ชุมชน และขอเชิญชวนให้ประชาชน “แต่งไทย ไปลอยกระทง” เพื่อร่วมกันส่งเสริมการใช้ผ้าไทย ผ้าท้องถิ่น เป็นการแสดงถึงเอกลักษณ์การแต่งกายของแต่ละท้องถิ่น อันจะช่วยสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอีกด้วย

“ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชน รวมถึงทักท่องเที่ยว เข้าร่วมงานประเพณีลอยกระทง ใต้แนวคิด “ลอยกระทงวิถีใหม่ สืบสาน ประเพณีไทย สู่ความยั่งยืน” ตลาดวัฒนธรรมงานวัดย้อนยุค ณ วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร กทม. ในวันอังคารที่ 8 พ.ย.2565 และร่วมกิจกรรมการแสดงทางวัฒนธรรม การประกวดกระทงประเภทสวยงามและสร้างสรรค์ (รางวัลรวม 150,000) การสาธิตอาหารคาวหวาน การออกร้านสาธิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม การจัดแสดงนิทรรศการข้อมูลองค์ความรู้คุณค่าสาระของประเพณีลอยกระทง และร่วมลอยกระทงอย่างปลอดภัยผ่านสไรเดอร์บริเวณท่าน้ำวัดอรุณฯ” รมว.วธ.กล่าว

รมว.วธ.กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ภายในวัดยังมีการจัดงาน “Bangkok River Festival 2022 สายน้ำแห่งวัฒนธรรมไทย ครั้งที่ 8” โดยบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ซึ่งประชาชนสามารถเที่ยวชมร่วมกิจกรรมได้อย่างเต็มอิ่ม สำหรับกิจกรรมในส่วนภูมิภาคทางวธ.โดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด จะร่วมกับทางจังหวัดและเครือข่ายวัฒนธรรมในพื้นที่ จัดกิจกรรมลอยกระทงเน้นคุณค่าสาระให้พี่น้องประชาชนได้สืบสาน อาทิ จังหวัดสุโขทัย จัดงานประเพณี “ลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ” ระหว่างวันที่ 29  ต.ค. – 8 พ.ย.65 ณ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย จังหวัดร้อยเอ็ดจัดงาน “ประเพณีสมมาน้ำ คืนเพ็ง เส็งประทีป” ระหว่างวันที่ 7 – 8 พ.ย.65 ณ สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ร้อยเอ็ดและบึงพลาญชัย จังหวัดร้องเอ็ด และจังหวัดนครศรีธรรมราช จัดงาน “ศาลาน้ำ ท่าศาลา” วันที่ 8 พ.ย.65 ณ ท่าเทียบเรือศาลาน้ำ อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นต้น

“ในโอกาสนี้ ผมขอเชิญชวนประชาชนเข้าร่วมงานประเพณีลอยกระทง เพื่อจะได้ร่วมกันรักษา สืบสาน ประเพณีลอยกระทง ให้คงคุณค่าความเป็นไทย ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาประเพณีลอยกระทงอันเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมให้เป็น Soft Power เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศและขอให้พี่น้องชาวไทยทั้งหลายร่วมงานประเพณีลอยกระทงอย่างมีความสุข สนุกสนานรื่นเริง เป็นเจ้าบ้านที่ดีในการต้อนรับชาวต่างชาติ ที่มาร่วมงานลอยกระทง ให้เกิดความประทับใจในประเพณีไทย และเห็นคุณค่าที่แท้จริงของประเพณีไทย ต่อไป” นายอิทธิพล กล่าว

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) ได้จัดทำสื่ออินโฟกราฟฟิก ที่มา คุณค่าสาระของประเพณีลอยกระทง ในแบบภาษาไทยและอังกฤษ เพื่อเผยแพร่สู่ประชาชนและนักท่องเที่ยว ได้มีความรู้ความเข้าใจและเข้าร่วมงานได้อย่างเหมาะสม และสามารถติดตามข่าวสารกิจกรรมเนื่องในประเพณีลอยกระทง ได้ทาง www.culture.go.th หรือเฟซบุ๊กกรมส่งเสริมวัฒนธรรม และ Line @ วัฒนธรรม

– 006

สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ร่วมกับ วิศวะ จุฬาฯ รร.อัสสัมชัญ พัฒนาด้านเทคโนโลยีอวกาศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689866

สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ร่วมกับ วิศวะ จุฬาฯ รร.อัสสัมชัญ พัฒนาด้านเทคโนโลยีอวกาศ

สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ร่วมกับ วิศวะ จุฬาฯ รร.อัสสัมชัญ พัฒนาด้านเทคโนโลยีอวกาศ

วันพฤหัสบดี ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 13.14 น.

เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2565 ภราดา ดร.อาวุธ  ศิลาเกษ ผู้อำนวยการโรงเรียนอัสสัมชัญ ร่วมกับ พลเอก ชูชาติ  บัวขาว ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ และศาสตราจารย์ ดร.สุพจน์ เตชวรสินสกุล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ระหว่าง สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ กับ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ โรงเรียนอัสสัมชัญ โดยเป็นความร่วมมือกันในการวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีอวกาศ การพัฒนาเทคโนโลยีดาวเทียมขนาดเล็ก ระบบติดตาม และสื่อสาร โดยมีแขกผู้มีเกียรติร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุม ออดิทอเรียม(Auditorium)โรงเรียนอัสสัมชัญ เขตบางรัก กรุงเทพฯ

สำหรับบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ในครั้งนี้ เป็นความร่วมมือ ระหว่างสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ กับ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ โรงเรียนอัสสัมชัญ ซึ่งเป็นความร่วมมือในการวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีอวกาศ การพัฒนาเทคโนโลยีดาวเทียมขนาดเล็ก ระบบติดตาม และสื่อสาร ในระดับโรงเรียน เป็น “โรงเรียนแรกของประเทศไทย”โดยจะร่วมกันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อรองรับดาวเทียมขนาดเล็กทรงลูกบาศก์(CubeSat)ที่สามารถสื่อสารและตรวจจับข้อมูลได้ และรองรับการปฏิบัติการภายใต้สภาวะเสมือนอยู่ในวงโคจรต่ำร่วมกันส่งดาวเทียมขนาดเล็กทรงลูกบาศก์(CubeSat)ไปทดสอบที่สถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) และมุ่งเน้นจัดสร้างดาวเทียมขนาดเล็กเพื่อสำรวจและศึกษาฝุ่นละอองขนาดเล็ก และการเคลื่อนที่ลมฟ้าอากาศ จากวงโคจรต่ำ

การพัฒนาสถานีภาคพื้นดินรับสัญญาณดาวเทียมระบบสถานีและระบบติดตามวัตถุและดาวเทียมเคลื่อนที่วิถีแบบ Suborbital Flight (แบบไม่ถึงชั้นวงโคจรของโลก) ซึ่งมีความเร็วเชิงมุมต่ำ จนถึงความเร็วเชิงมุมสูงการพัฒนาระบบตรวจจับและติดตามดาวเทียมและวัตถุท้องฟ้า

การพัฒนาเทคโนโลยีจรวดหยั่งอวกาศ (Sounding Rocket) เชื้อเพลิงแข็ง ระยะการเคลี่อนในแนวดิ่งไม่เกิน 10 กิโลเมตร เชื้อเพลิงแข็ง ที่สามารถออกไปสู่ชั้น Mesosphere หรือ ชั้น Thermosphere เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการปล่อยวัตถุออกไปนอกอวกาศ

นอกจากนี้ ทั้ง 3 ภาคส่วน จะร่วมมือกันในการวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับและยานยนต์ไร้คนขับการพัฒนาบุคลากร และร่วมกัน พัฒนา เผยแพร่ และให้ความช่วยเหลือทางวิชาการด้านเทคโนโลยีการบินและอวกาศ แก่เยาวชนไทยผ่านศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีการบินและอวกาศ โรงเรียนอัสสัมชัญ และชมรมเทคโนโลยีการบินและอวกาศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยการพัฒนาผลงานและเข้าร่วมการแข่งขันการพัฒนาโครงการวิจัยและเผยแพร่ผลงานวิชาการ

บรรยากาศภายในงาน มีการนำเสนอผลงานของนักเรียนที่สนใจด้านเทคโนโลยีอวกาศและการบิน ผ่านการนำเสนอเรื่องราว “ชมรมสเปส เอซี (SPACE AC)” ในมุมมองนักเรียน โดย นายสุวิจักขณ์  ปิยะนพโรจน์ สมาชิกศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีการบินและอวกาศโรงเรียนอัสสัมชัญ รวมถึงนิทรรศการผลงานของนักเรียนโรงเรียนอัสสัมชัญ ที่ได้รับรางวัลแชมป์โลก จากการแข่งขัน Annual CanSat Competition 2022 ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา

นอกจากนี้ ทางโรงเรียนอัสสัมชัญ ได้นำชมศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีการบินและอวกาศโรงเรียนอัสสัมชัญณ ชั้น 6 อาคารอัสสัมชัญ 2003 โรงเรียนอัสสัมชัญ เขตบางรัก กรุงเทพฯ ซึ่งศูนย์การเรียนรู้ ใช้เป็นห้องปฏิบัติการของนักเรียนชมรมสเปส เอซี(SPACE AC)

ภราดา ดร.อาวุธ  ศิลาเกษ ผู้อำนวยการโรงเรียนอัสสัมชัญ กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า “โรงเรียนอัสสัมชัญ มีแนวทางในการพัฒนาองค์ความรู้จากความร่วมมือครั้งนี้ ไปต่อยอดจากชมรมของนักเรียนโรงเรียนอัสสัมชัญที่ทำงานด้านเทคโนโลยีอวกาศ ไปสู่ศูนย์การเรียนรู้นวัตกรรม การบิน อวกาศ และเทคโนโลยีขั้นสูง จากความร่วมมือของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ กับ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อรองรับการพัฒนาในอนาคต ด้านต่าง ๆ อาทิ เทคโนโลยีการบินและอวกาศ โรบอต (Robotic, AI)เมตาเวิร์ส(Metaverse), การสร้างงานและแบบงาน 3 มิติ (3D Printer) รวมถึงเผยแพร่ และให้ความช่วยเหลือทางวิชาการด้านเทคโนโลยีการบินและอวกาศ แก่เยาวชนไทยผ่านศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีการบินและอวกาศในอนาคตด้วย”

พลเอกชูชาติ  บัวขาว ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศกล่าวว่า “สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะส่งเสริมและสนับสนุนองค์ความรู้และบุคลากร ในการต่อยอดผลสำเร็จเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์และคุณค่าอันสูงสุด ต่อเยาวชนและประเทศชาติต่อไปในอนาคต เราจะร่วมสร้างอนาคตของประเทศไทย ด้วยการผลักดันให้เกิดคุณค่า ทางเศรษฐกิจและสังคมจาก Space Economy จึงจำเป็นต้องปฏิบัติงาน ในทิศทางเดียวกันทั้งประเทศ เพื่อจะนำไปสู่ความร่วมมือพัฒนานโยบาย ยุทธศาสตร์ และการวางแผนงาน ตลอดจนข้อบังคับทางกฏหมาย ด้านเทคโนโลยีการบินและอวกาศระดับชาติที่เป็นเอกภาพร่วมกันต่อไป”

ศาสตราจารย์ ดร.สุพจน์ เตชวรสินสกุล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวว่า “ทางคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีความสนใจที่จะวิจัยสร้างบุคลากร และองค์ความรู้ รวมถึงนวัตกรรมด้านอวกาศ ดาวเทียมและอากาศยานมาอย่างยาวนาน ซึ่งบันทึกความร่วมมือนี้ ถือว่าเป็นจุดเริ่มของการดึงจุดแข็งของทั้งสามหน่วยงานระดับชาติมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน เพื่อการพัฒนาบุคคลากรรุ่นใหม่ ๆ มาสร้างความเข้มแข็งของประเทศไทยต่อไป”

มจธ.เป็นเจ้าภาพจัดประชุมนานาชาติ ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689694

มจธ.เป็นเจ้าภาพจัดประชุมนานาชาติ  ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม

มจธ.เป็นเจ้าภาพจัดประชุมนานาชาติ ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม

วันพฤหัสบดี ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (JGSEE) ภายใต้ศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีพลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และเครือข่ายความร่วมมือ 5 มหาวิทยาลัยไทย ร่วมกับ
มหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมวิชาการนานาชาติด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ครั้งที่ 8 : The 8th International Conference on Sustainable Energy and Environment (SEE 2022) ขึ้นระหว่างวันที่ 7-9 พฤศจิกายน 2565 ณ อาคารเคเอกซ์ (Knowledge Exchange-KX) การประชุมวิชาการนานาชาติ SEE เป็นเวทีที่มุ่งเน้นการนำเสนอความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน ตลอดจนการนำเสนอแนวทางการหยุดยั้งภาวะโลกร้อนและแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศจากผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัยทั่วโลก

รศ.ดร.บัณฑิต ฟุ้งธรรมสาร ที่ปรึกษาอธิการบดีด้านวิจัยและนวัตกรรม มจธ. และประธานคณะกรรมการวิชาการของ SEE 2022 กล่าวว่า จากภาวะโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงขึ้นจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่กระตุ้นให้ทุกประเทศต้องมีมาตรการที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งมีจุดมุ่งหมายสำคัญ 2 ช่วง คือ ภายในปี ค.ศ. 2030 จะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 45-50% และภายในปี ค.ศ.2050 จะต้องลดเหลือสุทธิเป็นศูนย์ทุกประเทศจะต้องร่วมมือกันลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (องค์ประกอบส่วนใหญ่ของก๊าซเรือนกระจก) และจะต้องใช้การดูดซับคาร์บอนด้วย เพื่อให้ปริมาณการปล่อยสุทธิเท่ากับศูนย์ จึงเป็นที่มาของการกำหนดโจทย์หรือประเด็นหลัก (theme) การประชุมนานาชาติ หรือ SEE ครั้งที่ 8 ซึ่งได้แก่ “The Road to Net-Zero : Energy Transition Challenges and Solutions” หรือ “หนทางสู่การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ : ความท้าทายและแนวทางในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน” 

“ที่ผ่านมา ทุกภาคส่วนได้ร่วมกันดำเนินการด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนที่จะนำไปสู่ Net Zero กันอยู่แล้ว แต่การจัดประชุมครั้งนี้จะเป็นการนำเสนอผลงานวิจัยที่มีความเข้มข้นมากขึ้น มุ่งเน้นผลงานที่จะทำให้เกิดการลดก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น อันจะเป็นการสนับสนุนและเร่งรัดกระบวนการที่จะนำไปสู่การบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้อุณหภูมิพื้นผิวโลกสูงขึ้นเกิน 1.5-2 องศาเซลเซียส เพราะหากอุณหภูมิสูงขึ้นอีกสัญญาณโลกร้อนจะถึงจุดอันตราย ความเสียหายที่ตามมาจะประเมินค่าไม่ได้”  รศ.ดร.บัณฑิตกล่าว

สำหรับการประชุมครั้งนี้ คาดว่าปีนี้จะมีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 200-250 คนมี Keynote speakers เป็นผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 10 คน จาก 7 ประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส เยอรมนี ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และไทย มาร่วมบรรยายพิเศษ มีผู้สนใจ เข้าร่วมนำเสนอผลงานวิจัยในหัวข้อต่างๆ รวมเกือบ 120 บทความ จาก 14 ประเทศโดยหัวข้อที่ได้รับความสนใจมากที่สุด คือหัวข้อ โมเดลเศรษฐกิจใหม่ “Bio-Circular Economy” ประมาณร้อยละ 25 บทความทั้งหมด รองลงมา คือ ระบบพลังงานไฟฟ้าในอนาคต ร้อยละ 20 โดยจะมีรางวัล Best Student Paper Awards สำหรับบทความที่มีการนำเสนอได้โดดเด่นที่สุด ซึ่งคัดเลือกจากคุณภาพการนำเสนอแบบปากเปล่าและเนื้อหาของบทความ และที่พิเศษกว่าทุกครั้ง คือ มีตัวแทนจากวารสารวิชาการระดับนานาชาติ ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม2 ฉบับเข้าร่วมงาน เพื่อเปิดโอกาสให้ผลงานที่นำเสนอในงาน SEE 2022 เข้ารับการคัดเลือกให้ตีพิมพ์ในวารสารดังกล่าวได้โดยตรง ได้แก่ Journal of Sustainable Consumption and Production (SCP) และ International Journal of Energy for a Clean Environment (IJECE)