ม.สงขลาฯ เปิด Patanista Academy หวังปั้นปัตตานีเป็นเมืองธุรกิจแฟชั่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/687040

ม.สงขลาฯ เปิด Patanista Academy    หวังปั้นปัตตานีเป็นเมืองธุรกิจแฟชั่น

ม.สงขลาฯ เปิด Patanista Academy หวังปั้นปัตตานีเป็นเมืองธุรกิจแฟชั่น

วันอังคาร ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผศ.ศิริชัย พุ่มมาก คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เปิดเผยว่า คณะศิลปกรรมศาสตร์ ได้ดำเนินการตามกลุ่มยุทธศาสตร์วิจัยขับเคลื่อนงาน Culture Diversity โดยมุ่งนำความหลากหลายของต้นทุนวัฒนธรรมมาสร้างพลังให้เกิดการพัฒนาเชิงธุรกิจในพื้นที่ชุมชน จึงเปิดตัวสถาบันออกแบบแฟชั่น Patanista Academy ณ ลานศิลปวัฒนธรรม ถนนสายบุรี อำเภอเมืองปัตตานี และมีศูนย์ ม.อ.ปัตตานีภิรมย์ ถนนปัตตานีย่านเมืองเก่า อ.เมือง จ.ปัตตานี เป็นจุดประสานงานกับชุมชนและผู้ประกอบการชุมชนเข้าถึงโครงการได้ง่าย และอาคารปฏิบัติการของคณะศิลปกรรมศาสตร์เป็นจุดฝึกทักษะ โดยภายหลังจากเปิดตัวอย่างเป็นทางการจะสร้างเครือข่ายคลัสเตอร์ทำงานร่วมกัน ทั้งกลุ่มผลิตผ้า กลุ่มแปรรูป และนักออกแบบรุ่นใหม่ โดยสร้างพาร์ทเนอร์ทั่วประเทศ เช่น ศูนย์ส่งเสริมการออกแบบ TCDC สถาบันสิ่งทอและแผนงานระยะสุดท้ายคือจัดเฟสติวัล เช่น Pattani Fashion Week 

นอกจากนี้ ยังได้เปิดตัวคอลเลคชั่นในแฟชั่นโชว์ The Rise of Patanista ออกแบบและตัดเย็บโดยทีมงาน ดร.ปรรณกร แก้วรากมุข ผู้ประสานสาขาวิชาเอกออกแบบแฟชั่นและเครื่องแต่งกายคณะศิลปกรรมศาสตร์ โดยใช้ผ้าพื้นถิ่นที่ผลิตโดยชาวบ้านจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดปัตตานี จำนวน 17 ชุด และจัดให้มีการเดินแฟชั่นโชว์อีกด้วย  

“ม.อ.วิทยาเขตปัตตานี มีเป้าหมายต้องการผลักดันให้ผ้าพื้นบ้านของจังหวัดปัตตานีก้าวสู่ระดับสากล และขับเคลื่อนจังหวัดปัตตานีให้เป็นศูนย์กลางการทำธุรกิจสร้างสรรค์เพื่อส่งออกสินค้าหลากหลายชนิด สร้างรายได้ชุมชนในพื้นที่ โดยศาสตร์ด้านศิลปกรรมมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มธุรกิจในพื้นที่อยู่แล้ว โดยเฉพาะผู้ประกอบการแฟชั่นที่มีศักยภาพสูง และโอกาสสร้างรายได้จากการออกแบบเสื้อผ้าเพื่อส่งออกไปยังตลาดอาหรับ” ผศ.ศิริชัย กล่าว 

ดร.ปรรณกร แก้วรากมุข อาจารย์ประจำเอกแฟชั่นและเครื่องแต่งกาย คณะศิลปกรรมศาสตร์ ม.อ.ปัตตานี กล่าวว่า มหาวิทยาลัยตั้งเป้าสร้างเมืองปัตตานีให้เป็นเมืองแฟชั่นที่โดดเด่นเรื่องผ้าบาติก สิ่งสำคัญต้องทำ 3 ประเด็น คือ โครงการพัฒนาคนเพื่อขับเคลื่อนพื้นที่และผลักดันให้ปัตตานีเป็นเมืองที่มีความเป็นแฟชั่นหรือโดดเด่นเรื่องแฟชั่นผ้าบาติกตอบสนองกับภูมิภาคโดยพัฒนาสินค้าแฟชั่นมุสลิม ทั้งกระบวนการผลิตและพัฒนาการนำเสนอสินค้า เพื่อส่งออกพื้นที่เป้าหมายอย่างตะวันออกกลาง เหตุผลที่เลือกผ้าบาติกปัตตานีเพราะโครงการ Pattani Heritage เก็บข้อมูลเรื่องผ้าบาติกมากพอสมควร พบว่า ผ้าบาติกปัตตานีมีความเฉพาะ โดดเด่น และคนพื้นที่คุ้นเคย มีกลุ่มผลิตผ้าหลายร้อยกลุ่มมีกลุ่มแปรรูปผ้า สิ่งที่ต้องทำต่อคือต้องทำให้ผ้าบาติกสู่แฟชั่นสากล

ไทยเป็นเจ้าภาพประชุม‘สภาบิชอปแห่งเอเชีย’ ในโอกาสครบรอบ 50 ปีแห่งการก่อตั้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/687041

ไทยเป็นเจ้าภาพประชุม‘สภาบิชอปแห่งเอเชีย’  ในโอกาสครบรอบ 50 ปีแห่งการก่อตั้ง

ไทยเป็นเจ้าภาพประชุม‘สภาบิชอปแห่งเอเชีย’ ในโอกาสครบรอบ 50 ปีแห่งการก่อตั้ง

วันอังคาร ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ร่วมงานและกล่าวต้อนรับในนามรัฐบาลไทยต่อผู้นำศาสนาคริสต์ที่มาร่วมในพิธีเปิดการประชุมใหญ่สหพันธ์สภาบิชอปแห่งเอเชีย ในหัวข้อ“การประชุมสภาบิชอปแห่งเอเชีย โอกาสครบรอบ 50 ปีแห่งการก่อตั้ง เดินไปด้วยกัน ในฐานะประชาชาติแห่งเอเชีย” โดยมี คาร์ดินัล ชาร์ล เมียง โบประธานสหพันธ์สภาบิชอปแห่งเอเชีย เป็นประธานในพิธี พร้อมทั้งชมการแสดงสื่อผสม การเผยแพร่ศาสนาคริสต์ตั้งแต่สมัยอยุธยาและเจริญรุ่งเรืองมาถึงปัจจุบัน ของโรงเรียนในเครือคาทอลิก ณ ศูนย์ฝึกอบรมงานอภิบาลบ้านผู้หว่าน อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม 

นายอิทธิพล คุณปลื้ม กล่าวในพิธีเปิดงานว่า สหพันธ์สภาบิชอปแห่งเอเชีย โดยสภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นองค์การทางศาสนาในความอุปถัมภ์ของกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม เป็นเจ้าภาพการจัดการประชุมใหญ่ สหพันธ์สภาบิชอปแห่งเอเชีย เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี (Summit of the Federation of Asian Bishops’ Conferences) จัดการประชุมระหว่างวันที่ 9-30 ตุลาคม 2565 โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมจากสมาชิกของสหพันธ์บิชอปแห่งเอเชีย จำนวน 31 ประเทศ อาทิ อินเดีย อัฟกานิสถาน บรูไน กัมพูชา ฮ่องกง อินเดีย อินโดนีเชีย ญี่ปุ่น เกาหลี ลาว มาเลเซีย เมียนมา เนปาล สาธารณรัฐประชาชนจีน ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน สิงคโปร์ ศรีลังกา เวียดนาม และประเทศไทย เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีผู้แทนที่ได้รับการเชิญเป็นพิเศษจากสภาบิชอป ได้แก่ ผู้แทนจากประเทศเปรูสหรัฐอเมริกา สวิตเซอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์กและอิตาลี รวมถึงผู้เข้าร่วมประชุมในนามรัฐบาลไทย รวมทั้งสิ้น 270 คน การประชุมในครั้งนี้ประกอบด้วย3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.การหารือเรื่องสถานการณ์ปัจจุบันของเอเชียในบริบททางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ศาสนาและวัฒนธรรม 2.การไตร่ตรองร่วมกันถึงแนวทางการใช้คำสอนของศาสนาจักรให้สอดคล้องกับสถานการณ์ต่างๆ ในเอเชีย 3.ทบทวนหลักธรรมเพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินงานของศาสนจักรในช่วงศตวรรษต่อไป โดยกำหนดให้มีการแถลงการณ์ผลประชุม ในวันที่ 31 ตุลาคม 2565 นี้ 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวต่อว่า ประเทศไทยมีความหลากหลายทางด้านศาสนา วัฒนธรรม และเป็นแบบอย่างของการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม ภายใต้ร่มพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเป็นองค์อัครศาสนูปถัมภกของทุกศาสนา อีกทั้งยังเป็นโอกาสให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้สัมผัสกับวิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรม และเป็นโอกาสของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่จะเผยแพร่ความงดงามทางวัฒนธรรมของไทยสู่สายตาของนานาประเทศที่พร้อมต้อนรับผู้มาเยือนด้วยไมตรีจิต ผลักดันให้วัฒนธรรมไทย ซึ่งเป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์ เกียรติภูมิ และยกระดับบทบาทด้านศาสนาและวัฒนธรรมของไทยในเวทีโลก ตลอดจนเป็นการพัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการงานศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม สู่ระดับนานาชาติ ตามยุทธศาสตร์ของกระทรวงวัฒนธรรม โดยมุ่งหวังว่า การประชุมในครั้งนี้จะก่อให้เกิดผลลัพธ์ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเสนอแนวทางในการอยู่ร่วมกันในสังคม เสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้นําศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกในภูมิภาคเอเชีย คริสตชนนิกายอื่นๆ และศาสนาอื่นๆ รวมทั้งการสร้างการรับด้านศาสนาวัฒนธรรมของประเทศไทยผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นในระดับสากล

DPU จับมือ ไฟว์เวล เปิดหลักสูตรใหม่ พัฒนาทักษะผู้ประกอบการและทายาทธุรกิจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/687033

DPU จับมือ ไฟว์เวล เปิดหลักสูตรใหม่  พัฒนาทักษะผู้ประกอบการและทายาทธุรกิจ

DPU จับมือ ไฟว์เวล เปิดหลักสูตรใหม่ พัฒนาทักษะผู้ประกอบการและทายาทธุรกิจ

วันอังคาร ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัทธนันท์ เพชรเชิดชู รองอธิการบดีสายงานวิชาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ หรือ DPU เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ร่วมกับ บริษัท ไฟว์เวล จำกัด เปิดหลักสูตร ULTRA GEN MILLIONAIRE หลักสูตรแรกภายใต้โครงการ Wealth Master โครงการความร่วมมือระหว่างทั้งสองหน่วยงานโดยภายใต้โครงการดังกล่าว จะเป็นการจัดฝึกอบรมหลักสูตรระยะสั้นทั้ง Reskill Upskill และ New skill อาทิ การเป็นผู้บริหารระดับสูง การสร้างทักษะการเป็นผู้ประกอบการ การเป็นผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ การสร้างความมั่งคั่ง เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อเพิ่มทักษะการทำงานให้แก่ผู้ประกอบการ ผู้บริหาร และบุคคลทั่วไป

หลักสูตร ULTRA GEN MILLIONAIRE เป็นหลักสูตรที่จะช่วยติดอาวุธและสร้างทักษะการรับไม้ต่อธุรกิจอย่างมืออาชีพ สำหรับทายาทธุรกิจ ผู้บริหารระดับสูง และ นักลงทุนรุ่นใหม่ โดยสาระสำคัญของหลักสูตรมุ่งสู่ความเป็น Family Business Transitioning, Up Wealth,Strong Connection และ Building Reputation & Credibility ระยะเวลา การอบรม ตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม-11 ธันวาคม 2565 (รวมทริปต่างจังหวัด 3 วัน 2 คืน) โดยอบรมOnsite ทุกวันพุธ เวลา 13.00-18.00 น ณ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

โดยตลอดหลักสูตรจะมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญและประสบความสำเร็จในแวดวงธุรกิจอันดับต้นๆ ของเมืองไทยร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ จำนวนกว่า 26 คน ผู้เข้าอบรมจะได้รับแนวคิด และแนวทางในการเป็น
ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จและยังได้สร้างเครือข่ายเพื่อต่อยอดทางธุรกิจอีกด้วย ผู้สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/WealthMaster.by.DPUxFivewhale

ม.ศรีปทุมรับรางวัลจากกระทรวงแรงงานสถานศึกษาปลอดภัยดีเด่น 4 ปีซ้อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/687039

ม.ศรีปทุมรับรางวัลจากกระทรวงแรงงานสถานศึกษาปลอดภัยดีเด่น 4 ปีซ้อน

ม.ศรีปทุมรับรางวัลจากกระทรวงแรงงานสถานศึกษาปลอดภัยดีเด่น 4 ปีซ้อน

วันอังคาร ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

อาจารย์เปรมจิต เสาวคนธ์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยศรีปทุม เป็นผู้แทนมหาวิทยาลัย เข้ารับมอบรางวัลเกียรติบัตร “สถานศึกษาปลอดภัย” ดีเด่น ประจำปี 2565 จาก นางเพลินนภา ธณีรมย์ ผู้อำนวยการสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กรุงเทพมหานครพื้นที่ 9 กระทรวงแรงงาน ที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม กทม. (บางเขน) เมื่อเร็วๆ นี้

มหาวิทยาลัยศรีปทุมได้เข้าร่วมโครงการสถานศึกษาปลอดภัย และได้รับรางวัลสถานศึกษาปลอดภัยดีเด่นต่อเนื่องเป็นปีที่สี่ติดต่อกัน โดยได้เล็งเห็นถึงความสำคัญด้านอาชีวอนามัยความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมในการทำงานให้เกิดขึ้นภายในสถานศึกษาและรณรงค์ด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา รวมทั้งยังเป็นการสร้างต้นแบบการดำเนินการความปลอดภัยในสถานศึกษา “มุ่งเสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยเชิงป้องกันแก่นักเรียนนักศึกษา” อันจะส่งผลต่อการขับเคลื่อนระเบียบวาระแห่งชาติ “แรงงานปลอดภัย และสุขภาพพลานามัยดี” ตลอดจนมุ่งเสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยเชิงป้องกันแก่นักศึกษา เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ตลาดงาน

ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/687034

ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วม

ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วม

วันอังคาร ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสุดใจ อ่อนฤาชา รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ ลงพื้นที่โรงเรียนสะแกพิทยาคม อำเภอสตึก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ ติดตามสถานการณ์ เนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำมูลมีปริมาณสูงขึ้นในรอบ 50 ปี เอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมโรงเรียน น้ำท่วมขัง เพื่อเร่งแก้ไขบรรเทาความเดือดร้อน

วช. หนุนงานวิจัยสู่ชุมชน นวัตกรรม ‘3P ปุ๋ยคอกอัดเม็ดผสมจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/687004

วช. หนุนงานวิจัยสู่ชุมชน นวัตกรรม '3P ปุ๋ยคอกอัดเม็ดผสมจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์'

วช. หนุนงานวิจัยสู่ชุมชน นวัตกรรม ‘3P ปุ๋ยคอกอัดเม็ดผสมจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์’

วันจันทร์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 17.06 น.

วช. หนุนงานวิจัยสู่ชุมชน นวัตกรรม “3P ปุ๋ยคอกอัดเม็ดผสมจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์” รางวัลผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา ปี 2565

วันที่ 17 ตุลาคม 2565 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดกิจกรรมแถลงข่าว “เปิดบ้านงานวิจัยและนวัตกรรม By NRCT ภายใต้ชื่อ NRCT TALK : ผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา ครั้งที่ 4” ด้วยนวัตกรรม “3P ปุ๋ยคอกอัดเม็ดผสมจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์” โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ได้มอบหมายให้ นายเอนก บำรุงกิจ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานเปิดกิจกรรมฯ ณ ศูนย์จัดการความรู้การวิจัย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

นายเอนก บำรุงกิจ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ได้จัดให้มี “การประกวดผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษาประจำปี 2565” เพื่อสร้างและพัฒนาเยาวชนให้เป็นนักวิจัย/นักประดิษฐ์ที่มีคุณภาพและศักยภาพพร้อมที่จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ เพื่อบ่มเพาะความรู้ในการเป็นนักวิจัย/นักประดิษฐ์ พร้อมทั้งการสร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนานวัตกรรมที่จะมุ่งไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม และให้นิสิต นักศึกษาระดับอุดมศึกษามีเวทีนำเสนอผลงานนวัตกรรมที่มีศักยภาพให้สามารถเผยแพร่สู่สาธารณชนและการแข่งขันในเวทีระดับชาติและนานาชาติ อีกทั้งสร้างเครือข่ายด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคเอกชน ได้ร่วมนำเสนอภายในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ ประจำปี 2565 เมื่อวันที่ 2 – 5 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยมีผลงานเข้าร่วมแข่งขันทั้งสิ้น 155 ผลงาน จาก 33 สถาบัน ซึ่งผลงาน 3P ปุ๋ยคอกอัดเม็ดผสมจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ เป็นอีก 1 ผลงานที่ได้รับรางวัลระดับดีเด่น ด้านการเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร (ระดับปริญญาตรี) โดย นายสุวิจักขณ์ ขาวทอง และนางสาวเทียนนภา รองพนัง นักศึกษาสาขาวิชาเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งมี รศ.ดร.ดุสิต อธินุวัฒน์ แห่ง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ถือเป็นผลงานจากความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนาให้ก้าวไปสู่เส้นทางการเป็นนักวิจัย นักประดิษฐ์ ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญต่อการพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ที่มีคุณภาพ ศักยภาพ และกลายเป็นบุคลากรทางการวิจัยของประเทศต่อไป

รศ.ดร.ดุสิต อธินุวัฒน์  อาจารย์ที่ปรึกษา เปิดเผยถึงการดำเนินงานของนวัตกรรมฯ ว่า การเผาฟางและตอซังข้าว ก่อให้เกิดมลพิษปล่อยขึ้นสู่บรรยากาศ โดยเฉพาะฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลง คุณสมบัติของดินทั้งทางด้านกายภาพ เคมี ชีวภาพ เนื่องจากความร้อนจากการเผาฟางและตอซังข้าว จึงเกิดความคิดที่จะพัฒนาผลิตปุ๋ยเม็ดรักษ์โลกด้วยนวัตกรรม 3P ปุ๋ยคอกอัดเม็ดผสมจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ประกอบด้วย ฟางข้าว nanocellulose และจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ 3 สายพันธุ์ ได้แก่ Bacillus subtilis TU-Orga1, Pseudomonas aeruginosa และ Trichoderma harzianum พร้อมเติมธาตุอาหารเสริมประสิทธิภาพต่าง ๆ รวมอยู่ใน 3P ปุ๋ยคอกอัดเม็ดผสมจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ โดยมีการทดสอบประสิทธิภาพของ 3P ปุ๋ยคอกอัดเม็ดในพืชต่าง ๆ เช่น ทุเรียน ส้มโอ และพริก พบว่าพืชให้ผลผลิตในปริมาณที่เพิ่มขึ้น ซึ่งผลิตภัณฑ์ปุ๋ยคอกจะอยู่ในรูปแบบอัดเม็ดแห้ง เมื่อพืชที่ใส่ปุ๋ย 3P ปุ๋ยคอกอัดเม็ดผสมจุลินทรีย์ได้รับน้ำจะเกิดการกระตุ้นและส่งเสริมการเจริญเติบโต พืชจะได้รับธาตุอาหารจากปุ๋ยคอกและจุลินทรีย์ที่มีคุณสมบัติเพิ่มธาตุอาหาร และกระตุ้นภูมิคุ้มกันของพืช ทำให้พืชเกิดความต้านทานต่อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ป้องกันโรครากเน่าโคนเน่า นำไปสู่การผลิตพืชอาหารที่ปลอดภัยกับผู้บริโภค และยังช่วยฟื้นฟูบํารุงรักษาสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศให้คงอยู่ในสภาพที่สมดุล และเกษตรกรสามารถนำองค์ความรู้จากการทำ 3P ปุ๋ยคอกอัดเม็ด ผสมจุลินทรีย์ นำไป ผลิต เพื่อจัดจำหน่ายนำไปสู่การสร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกร ส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตปุ๋ยเพื่อใช้ในชุมชน นับเป็นความรู้พร้อมใช้สู่ชุมชน เกษตรสร้างสุข วิถีพอเพียงด้วยนวัตกรรม “3P ปุ๋ยคอกอัดเม็ดผสมจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์”
 
กิจกรรมแถลงข่าว NRCT TALK : ผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา ครั้งที่ 4 “เปิดบ้านงานวิจัยและนวัตกรรม By NRCT” จัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมผ่านสื่อมวลชน ตลอดจนการผลิตและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลงานวิจัย ผลงานประดิษฐ์คิดค้น กิจกรรม ภารกิจ และผลการดำเนินงาน ของ วช. เพื่อให้สื่อมวลชนเป็นสื่อกลางในการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ผลงานและกิจกรรมของ วช. ไปสู่ชุมชนและสาธารณชนเพื่อให้ได้ทราบและนำไปสู่การใช้ประโยชน์ต่อไป

‘มธบ.’ผนึกกำลัง‘ไฟว์เวล’เปิดหลักสูตร ติดอาวุธ‘ทายาทผู้ประกอบการ’รับไม้ต่อธุรกิจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/686839

‘มธบ.’ผนึกกำลัง‘ไฟว์เวล’เปิดหลักสูตร ติดอาวุธ‘ทายาทผู้ประกอบการ’รับไม้ต่อธุรกิจ

‘มธบ.’ผนึกกำลัง‘ไฟว์เวล’เปิดหลักสูตร ติดอาวุธ‘ทายาทผู้ประกอบการ’รับไม้ต่อธุรกิจ

วันจันทร์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผศ.ดร.พัทธนันท์ เพชรเชิดชู รองอธิการบดีสายงานวิชาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ. หรือ DPU) เปิดเผยว่า มธบ. ร่วมกับ บจ.ไฟว์เวล ผู้นำด้านการจัดการหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง เปิดหลักสูตร “ULTRA GEN MILLIONAIRE” หลักสูตรแรกภายใต้โครงการ Wealth Master ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างทั้งสองหน่วยงาน โดยภายใต้โครงการดังกล่าว จะเป็นการจัดฝึกอบรมหลักสูตรระยะสั้น ทั้ง Reskill Upskill และ New skill

อาทิ การเป็นผู้บริหารระดับสูง การสร้างทักษะการเป็นผู้ประกอบการ การเป็นผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ การสร้างความมั่งคั่ง เป็นต้น เพื่อเพิ่มทักษะการทำงานให้แก่ผู้ประกอบการ ผู้บริหาร และบุคคลทั่วไป สำหรับหลักสูตร ULTRA GEN MILLIONAIRE เป็นหลักสูตรที่จะช่วยติดอาวุธและสร้างทักษะการรับไม้ต่อธุรกิจอย่างมืออาชีพ สำหรับทายาทธุรกิจ ผู้บริหารระดับสูง และ นักลงทุนรุ่นใหม่

“สาระสำคัญของหลักสูตรมุ่งสู่ความเป็น Family Business Transitioning, Up Wealth, Strong Connection และ Building Reputation & Credibility ระยะเวลาการอบรม ตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม-11 ธันวาคม 2565 (รวมทริปต่างจังหวัด 3 วัน 2 คืน) โดยอบรม Onsiteทุกวันพุธ เวลา 13.00-18.00 น. ณ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์” รองอธิการบดีสายงานวิชาการ มธบ. กล่าว

ผศ.ดร.พัทธนันท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของหัวข้อการอบรมภายใต้หลักสูตร ประกอบด้วย 1) การปรับแนวทางบริหารให้ทันความเปลี่ยนแปลง 2) การวิเคราะห์อนาคตทิศทางธุรกิจในปี 2023 3) การบริหารพนักงานกลุ่ม Millennials, พฤติกรรมคน Gen Y และ Gen Z 4) การบริหารแบบ Corporate Culture ที่ดึงคนรุ่นใหม่ เช่น Welfare, Workplace Environment, Incentive, ESOP etc. 5) TALK SHOW : จากรุ่นสู่รุ่น วางแผนส่งไม้ต่อธุรกิจอย่างไรให้ Win-Win และ 6) ถอดรหัส-ทำอย่างไรให้ธุรกิจยั่งยืนถึง 100 ปี

โดยตลอดหลักสูตรจะมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญและประสบความสำเร็จในแวดวงธุรกิจอันดับต้นๆ ของเมืองไทย ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ จำนวนกว่า 26 คน อาทิ เบญจ เบญจรงคกุล ซีอีโอ Brainergy Co., Ltd., ธนพงษ์ ณ ระนอง กรรมการผู้จัดการ บจก.บีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล, สมบัษร ถิระสาโรช (พี่ตือ)-ออแกไนเซอร์ เบอร์ 1 ของประเทศไทย, ชาตยา สุพรรณพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บจก.ฟู้ดแพชชั่น, วัจณา เจริญสมสมัย Founder & Creative Director CHATO STUDIO, กรภัคร์ มีสิทธิตา กรรมการผู้จัดการ บจก.ฟาสเทคโน, ธณายุ มีสิทธิตา กรรมการผู้จัดการ บจก.ฟาสเทคโน, วริศร เผ่าวนิช Managing Director Techsauce Media และธนพนธ์ เบญจรงคกุล Department Director, Business & Product Management บจก.YA Sales & Service เป็นต้น ซึ่งผู้เข้าอบรมจะได้รับแนวคิด และแนวทางในการเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จ และยังได้สร้างเครือข่ายเพื่อต่อยอดทางธุรกิจอีกด้วย ดังที่ Ultra Gen Millionaire มีเป้าหมายที่จะช่วยติดอาวุธผู้บริหาร และทายาทธุรกิจมารับไม้ต่อและสามารถต่อยอดได้อย่างมืออาชีพ

ผู้สนใจสมัครได้ที่ https://adminteam.aidaform.com/appliation-dpu หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/WealthMaster.by.DPUxFivewhale หรือสอบถามข้อมูลโทร 096-6464541 คุณพิม และ 087-4155741 คุณอ้อ

‘มข.’ระดมนักศึกษา ช่วยเหลือผู้ประสบภัยนํ้าท่วม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/686841

‘มข.’ระดมนักศึกษา  ช่วยเหลือผู้ประสบภัยนํ้าท่วม

‘มข.’ระดมนักศึกษา ช่วยเหลือผู้ประสบภัยนํ้าท่วม

วันจันทร์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ในปี 2565 ประเทศไทยเผชิญสถานการณ์อุทกภัยอย่างรุนแรง หลายจังหวัดได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม รวมถึง“ขอนแก่น” ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) นำคณะนักศึกษาและเจ้าหน้าที่กว่า 70 คน ช่วยสภากาชาดจังหวัดขอนแก่น บรรจุสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยจำนวน 3,068 ชุด พร้อมหารือแผนการลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน นำโดย อาจารย์ณัฐสมลธนกุลรังสฤษดิ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการพิเศษ พร้อมด้วย นายชุมพร พาราผู้อำนวยการกองสื่อสารองค์กร บุคลากรกองสื่อสารองค์กร กองพัฒนานักศึกษาและศิษย์เก่าสัมพันธ์

เพื่อสนับสนุนกิจกรรมดำเนินการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น ณ ศาลาประชาคมจังหวัดขอนแก่น ซึ่ง อาจารย์ณัฐสมล กล่าวว่า มข. มีปรัชญาในการอุทิศเพื่อสังคม (social devotion) มาอย่างยาวนาน และมหาวิทยาลัยได้ร่วมกิจกรรมกับจังหวัดมากมายหลากหลายโครงการ ซึ่งโครงการนี้ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ช่วยเหลือและบริการสังคมในกรณีวิกฤต อีกทั้งยังฝึกเป็นการบ่มเพาะให้นักศึกษามีจิตช่วยเหลือสังคม

“การช่วยจัดเตรียมถุงยังชีพกับเหล่ากาชาดจังหวัดขอนแก่น ครั้งนี้มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมกับสภากาชาด ร่วมมือในการช่วยจัดเตรียมถุงยังชีพ นำนักศึกษา มาช่วยในการบรรจุสิ่งของกับสภากาชาดในชุดธารน้ำใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ดีและส่งเสริมให้นักศึกษามีจิตสำนึกในการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน และเมื่อมีเหตุการณ์ต่างๆที่อยู่ในสถานการณ์วิกฤตเราก็มักจะร่วมกับองค์กรภาครัฐและเอกชนดำเนินการช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที”อาจารย์ณัฐสมล กล่าว

ด้าน นายปฏิพล หฤแสง นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาสังคมศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น นักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรม กล่าวถึงความรู้สึกว่า ทราบข่าวการรับสมัครจิตอาสาช่วยภัยน้ำท่วมจากองค์การนักศึกษาฯ จึงชักชวนเพื่อนๆ มาร่วมทำกิจกรรม ส่วนตัวเป็นคนขอนแก่นซึ่งติดตามข่าวน้ำท่วมมาสักระยะแล้ว อยากใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่นมากที่สุด จึงสมัครเข้าร่วมโครงการ

“หลังร่วมกิจกรรมในวันนี้แล้วรู้สึกมีความสุขเห็นเพื่อนๆ น้องๆ และหน่วยงานหลายภาคส่วนมาช่วยกันรู้สึกว่าคนบ้านเราไม่ทิ้งกันจริงๆ ในยามวิกฤต อยากส่งกำลังใจให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วมไม่ว่าจะเป็นที่ขอนแก่นหรือจังหวัดอื่นๆขอให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปด้วยดี คนไทยไม่ทิ้งกันแน่นอน” นายปฏิพล กล่าว

นศ.-ศิษย์เก่า‘มจธ.’พัฒนาแอปฯ ‘KomilO’ตรวจจับการเป็นสัดของโคนม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/686842

นศ.-ศิษย์เก่า‘มจธ.’พัฒนาแอปฯ  ‘KomilO’ตรวจจับการเป็นสัดของโคนม

นศ.-ศิษย์เก่า‘มจธ.’พัฒนาแอปฯ ‘KomilO’ตรวจจับการเป็นสัดของโคนม

วันจันทร์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

จากโจทย์ “ต้นทุนต่ำ-ใช้งานง่าย” สู่แอปพลิเคชั่น “KomilO” ระบบ IoT ฝีมือคนไทย สามารถตรวจจับการเป็นสัดของโคนม ด้วยเซ็นเซอร์ที่มีความแม่นยำสูงกว่าร้อยละ 80 ซึ่งโปรเจคท์นี้เป็นการรวมตัวกันของทั้งนักศึกษาปัจจุบันและศิษย์เก่าของ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ได้แก่ มินธรพันธ์ถาวรวงศ์ นักศึกษาปริญญาเอก, ตรีเทพแซ่โง้ว นักศึกษาปริญญาเอก, กฤษกร ลาศรี ศิษย์เก่าระดับปริญญาตรี, กณวรรธณ์ ผึ่งผดุง ศิษย์เก่าระดับปริญญาตรี, ฐิติกร วังแสน นักศึกษาปริญญาโท และ วรวลัญช์ ตรีทิพยะนันท์ ศิษย์เก่าระดับปริญญาตรี

โดยแอปฯนี้ ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ปัญหา “โคผสมติดยาก” อันเป็นหนึ่งในปัญหาของฟาร์มโคนม เนื่องจากโคแม่พันธุ์จะไม่ผลิตน้ำนม หากไม่มีการผสมพันธุ์ ตั้งท้อง และคลอดลูกโคนม ซึ่งจากการสำรวจในปัจจุบันพบว่า ฟาร์มโคนมไทยส่วนใหญ่สามารถตรวจพบโคที่แสดงอาการเป็นสัดและผสมพันธุ์สำเร็จได้ไม่ถึงร้อยละ 60 เนื่องจากตรวจจับสัดล่าช้าและผิดพลาด เกษตรกรจึงต้องเลี้ยงโคนมท้องเปล่าจนถึงรอบเป็นสัดครั้งต่อไป ซึ่งโดยปกติโคมีวงรอบการเป็นสัดเฉลี่ย 21 วัน

มินธร เล่าว่า การออกแบบและพัฒนาระบบวิเคราะห์การเป็นสัดของโคนมด้วยเทคโนโลยี IoT แบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ 1.เซ็นเซอร์2 ระบบเครือข่ายสื่อสาร และ 3.แอปพลิเคชั่นและการจัดการข้อมูล ซึ่งในส่วนสุดท้ายนี้เป็นการออกแบบและพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันสำหรับแจ้งเตือนสภาวะการเป็นสัด รวมถึงช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการผสมเทียมแจ้งเตือนไปยังสมาร์ทโฟนของเกษตรกร

“ความยากของการทำระบบเน็ตเวิร์ก คือ เนื่องจากระบบเน็ตเวิร์กต้องเป็นตัวกลางในการรับข้อมูลจากฝั่งเซนเซอร์และต้องส่งข้อมูลเหล่านี้ไปยังแอปพลิเคชั่น ซึ่งหากระบบเน็ตเวิร์กทำงานผิดพลาด ข้อมูลส่งไปไม่ถึงแอปพลิเคชั่น จะส่งผลต่อประสิทธิภาพในการวิเคราะห์และการทำนายการเป็นสัดของโคนม ดังนั้นจึงต้องออกแบบเน็ตเวิร์กให้เสถียรมากที่สุด” มินธร กล่าว

ทั้งนี้ แอปพลิเคชั่น KomilO มีการทำงานด้วยระบบเซนเซอร์สองตัว ติดบริเวณหูและโคนหางของโคนม โดยเซนเซอร์บริเวณหูมีขนาดเท่ากับนามบัตร ทำหน้าที่ตรวจจับการเคลื่อนไหวของโคนม เพื่อนำไปแยกแยะพฤติกรรมต่างๆ ได้แก่ เดิน กิน ยืน นอน โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้ของเครื่องจักร และนำพฤติกรรมที่แยกแยะได้ไปใช้ทำนายการเป็นสัด ผ่านเงื่อนไขที่กำหนดโดยมีสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำปรึกษาตลอดการทำงาน

นอกจากนี้ยังมีเซนเซอร์บริเวณโคนหาง เนื่องจากขนของโคนมมีลักษณะ มัน และลื่น รวมทั้งโคนมมีการเคลื่อนไหวร่างกายค่อนข้างมาก จึงมีการออกแบบโดยใช้วัสดุซิลิโคนที่ยืดหยุ่นและเกาะติดเข้ากับโคนหาง โดยใช้ผ้าบางติดกาวยึดบนตัวโคนม และมีสายรัดหางปรับความยาวได้ เซนเซอร์ดังกล่าวทำหน้าที่ตรวจจับการถูกขึ้นขี่ของโคนมตัวเมีย ซึ่งการถูกขึ้นขี่เป็นพฤติกรรมที่บ่งบอกถึงการเข้าสู่สภาวะการเป็นสัด โดยข้อมูลจากเซนเซอร์จะถูกส่งผ่านเครือข่ายสื่อสารแบบไร้สายไปยังเซิร์ฟเวอร์เพื่อประมวลและวิเคราะห์ผลนั่นเอง

เซนเซอร์ทั้ง 2 แบบ มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบากินพลังงานต่ำ โดยเซนเซอร์บริเวณหูสามารถใช้งานได้ถึง 14 วันต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ส่วนเซนเซอร์บริเวณโคนหางสามารถใช้งานได้เป็นหลักเดือนต่อการชาร์จ 1 ครั้ง โดยปัจจุบันยังอยู่ในการทดลองเฉพาะเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ซึ่งทางทีมงานยอมรับว่าต้องมีการพัฒนาให้เสถียรมากขึ้นเพื่อรองรับการใช้งานในเชิงพาณิชย์

ด้าน ตรีเทพ แสดงความคิดเห็นถึงการทำงานว่า แม้การทำงานในครั้งนี้จะเป็นการทำงานที่ต้องใช้เวลา ทั้งการหาข้อมูล การลงพื้นที่ และการพัฒนาแอปพลิเคชั่น แต่สิ่งเหล่านี้ถือเป็นประสบการณ์การทำงานเป็นทีมเวิร์กที่ดี มีการพูดคุยสนับสนุนการทำงานและการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับทั้งทีมงาน สัตวแพทย์และเกษตรกร เช่นเดียวกับ กฤษกร กล่าวว่า รู้สึกภาคภูมิใจมากและถือเป็นงานที่ท้าทาย เนื่องจากมีการแก้ไขในเรื่องการออกแบบหลายรอบเพื่อให้งานออกมาดีที่สุด ทั้งนี้ เห็นว่า หลายฝ่ายควรให้การสนับสนุนเกษตรกรในการเลี้ยงโคนมเพื่อผลิตน้ำนมที่มีคุณภาพ เพราะน้ำนมวัวที่มีคุณภาพจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชากรในประเทศด้วย

อย่างไรก็ตาม การทำงานในครั้งนี้ถือเป็นการใช้โจทย์จากความเดือดร้อนของเกษตรกรเป็นตัวตั้ง โดยในอนาคตยังต้องมีการปรับรูปแบบเพื่อให้เกิดความเสถียรภาพมากที่สุด เพื่อเข้าสู่โหมดการนำไปใช้จริงในเชิงพาณิชย์นั่นเอง ซึ่ง รศ.ดร.ราชวดี ศิลาพันธ์ อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจธ. ให้ความเห็นว่า การผลิตอุปกรณ์หรือเครื่องมือเหล่านี้ขึ้นมาใช้เองส่งผลให้ประเทศไทยมีความมั่นคงด้านการเกษตร สามารถต่อยอดงานวิจัยและไปใช้ประโยชน์เพื่อเกษตรกรไทย

และถือเป็นอีกหนึ่งบทบาทสำคัญของมหาวิทยาลัย ในการพัฒนาทางด้านเกษตรปศุสัตว์โดยฝีมือคนไทยในราคาที่สามารถจับต้องได้!!!

‘ม.มหิดล’เปิดหลักสูตรการจัดการ ‘เมืองน่าอยู่’ควบคู่‘สิ่งแวดล้อมยั่งยืน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/686840

‘ม.มหิดล’เปิดหลักสูตรการจัดการ  ‘เมืองน่าอยู่’ควบคู่‘สิ่งแวดล้อมยั่งยืน’

‘ม.มหิดล’เปิดหลักสูตรการจัดการ ‘เมืองน่าอยู่’ควบคู่‘สิ่งแวดล้อมยั่งยืน’

วันจันทร์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

กว่าสามทศวรรษที่ผ่านมา กระแส “การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development : SD)” ในบริบทสากลได้รับความสำคัญมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยประชาคมโลกได้ร่วมกำหนดเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ประกอบกับการมุ่งยกระดับให้สังคมได้ ร่วมพัฒนาแผนปฏิบัติการระดับท้องถิ่น ๒๑(Agenda 21 : LA21)

ขณะที่สังคมไทยเองซึ่งเป็นสมาชิกรัฐภาคีแห่งสหประชาชาติ (United Nations : UN) มีหน้าที่สำคัญที่ต้องยึดหลักการพัฒนาที่ต้องยึดหลักความเป็นธรรม (Equity) ของสังคมทุกภาคส่วน บนพื้นที่ความร่วมรับผิดชอบ และศักยภาพตามสภาวการณ์ของประเทศ ทั้งเป็นประเทศในฐานะประชาคมอาเซียนที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาวิสัยทัศน์ และการยกระดับเมืองที่มีความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม(Environmentally Sustainable Cities: ESC)

จากแผนแม่บทเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนดังกล่าวพบว่าไม่ได้มีแต่เรื่องสังคม และเศรษฐกิจ แต่ได้ให้ความสำคัญไปถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม ที่ทำให้ไม่ว่าจะดำเนินโครงการใด จำเป็นจะต้องมีการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมก่อนเสมอ การจัดการ “เมืองน่าอยู่” จึงต้องควบคู่กับ “สิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน” กลายเป็นที่มาของ “หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการเมืองน่าอยู่ และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน” จัดโดยคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

หลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรเดียวในประเทศไทย ที่รวมเอาเรื่องการจัดการเมือง และการจัดการสิ่งแวดล้อมเอาไว้อย่างลงตัวตามแนวทางของ “Agenda21” แห่งสหประชาชาติ โดย ผศ.ดร.มณฑิรา ยุติธรรม ประธานหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการเมืองน่าอยู่และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ปัจจุบันมีการประยุกต์ใช้การวางแผนยุทธศาสตร์เมือง และเกณฑ์ชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมเมืองมาเป็นตัวช่วย เนื่องจากไม่เพียงเรื่องของเศรษฐกิจเท่านั้นที่สามารถประเมินค่าออกมาเป็นตัวเลข เรื่องของสิ่งแวดล้อมก็สามารถประเมินผลกระทบออกมาเป็นเชิงตัวเลขได้เพื่อการพัฒนาและปรับตัวอย่างยั่งยืน

ตัวอย่างการจัดการเมืองต่างๆ หลักสูตรมีกรณีตัวอย่าง และการฝึกปฏิบัติสำหรับผู้เรียนหลายๆ ตัวอย่าง เช่น กรณีการท่องเที่ยวที่ลักษณะเป็นเกาะซึ่งมีความแตกต่างจากพื้นที่ฝั่งจะต้องมีการประเมินถึงการจัดการทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ ให้เกิดความสมดุล ที่สำคัญที่สุด คือ จะต้องมีปริมาณน้ำจืดที่เพียงพอต่อการบริโภค รวมทั้งการจัดการปัญหาขยะล้นเกาะ เนื่องจากเมื่อนักท่องเที่ยวล้นเกาะ เมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางกลับส่วนใหญ่มักไม่ได้นำขยะกลับมาฝั่งด้วย เป็นต้น

ซึ่งผู้เรียนหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการเมืองน่าอยู่ และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จะได้มีการศึกษาลงพื้นที่จริง เพื่อฝึกปฏิบัติ และแก้ปัญหาเมือง ฝึกตั้งโจทย์ประเมิน และเสนอแนวทางจัดการและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมต่อชุมชนตามหลักวิชาการ ตลอดจนทำหน้าที่คอยเป็นพี่เลี้ยงเพื่อให้ชุมชนสามารถดูแลสิ่งแวดล้อมด้วยตัวเองอย่างยั่งยืนได้ต่อไป

รายวิชาที่น่าสนใจของหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิตสาขาวิชาการจัดการเมืองน่าอยู่ และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อาทิ เมืองน่าอยู่ (Livable city), การวางแผนยุทธศาสตร์เมือง, สังคมคาร์บอนต่ำ (Low carbon society), การวางแผนสิ่งแวดล้อม (Environmental planning), มลพิษสิ่งแวดล้อมชุมชน และ องค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning organization) นอกจากนี้ ผู้เรียนจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับภูมิปัญญานิเวศท้องถิ่น (Traditional ecological knowledge), การประเมินความเปราะบางและการปรับตัว (Vulnerability assessment and adaptation), การจัดการความขัดแย้ง(Conflict management), การจัดการทรัพยากรธรรมชาติบนฐานชุมชน (Community based natural resource management) และการจัดการสิ่งแวดล้อมในกลุ่มประเทศอาเซียน” ฯลฯ ร่วมด้วย ซึ่งเชื่อว่าหากเมืองได้รับการจัดการอย่างเป็นระบบ และด้วยความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนจะนำพาชาติสู่การบรรลุเป้าหมาย SDGs ซึ่งจะตามมาด้วยความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืนต่อไป

ติดตามรายละเอียดของหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิตสาขาวิชาการจัดการเมืองน่าอยู่ และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ที่ https://graduate.mahidol.ac.th/download/old-news/th/news-events/graduate-programme022.php