ชุดไทยพระราชนิยม ชุดประจำชาติ ความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/673516

ชุดไทยพระราชนิยม ชุดประจำชาติ  ความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งชาติ

ชุดไทยพระราชนิยม ชุดประจำชาติ ความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งชาติ

วันอังคาร ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เป็นที่น่าภาคภูมิที่ปัจจุบันชุดไทยแพร่หลาย และได้รับความนิยมว่าเป็นเครื่องแต่งกายที่สวยงามประณีตสามารถแข่งขันกับชุดประจำชาติของแต่ละประเทศอย่างไม่น้อยหน้าชาติต่างๆ โดยเฉพาะชุดไทยพระราชนิยม

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระราชนิยม เรื่อง การใช้ผ้าไทย มาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ เมื่อครั้ง พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาฯ ประกาศหมั้น ในครั้งนั้นได้มีสื่อมวลชนชาวต่างประเทศ ขอสัมภาษณ์ ซึ่งพระองค์ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า จะสนับสนุน และ ส่งเสริมการแต่งกาย ที่เป็น แบบไทย และพระองค์ก็ได้ทรงปฏิบัติตาม พระราชปณิธาน โดยเมื่อปีพุทธศักราช 2503 พระองค์มีพระราชภารกิจจะต้องตามเสด็จ พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ไปทรงเยือน ประเทศสหรัฐอเมริกา
และยุโรปอย่างเป็นทางการ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ค้นคว้าเครื่องแต่งกายไทยสมัยต่างๆ ตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา และรัตนโกสินทร์ นำมาดัดแปลง ปรับปรุงแบบให้เหมาะสมกับปัจจุบัน ทำให้ไทยมีชุดประจำชาติของสตรีที่เรียกว่า ชุดไทยพระราชนิยม

ชุดไทยพระราชนิยม มีทั้งหมด 8 แบบได้แก่ ชุดไทยเรือนต้น ชุดไทยจิตรลดา ชุดไทยอมรินทร์ ชุดไทยบรมพิมาน ชุดไทยจักรี ชุดไทยดุสิต ชุดไทยศิวาลัย และชุดไทยจักรพรรดิ จะเห็นได้ว่าชื่อชุดไทยดังกล่าวล้วนเกี่ยวเนื่องกับพระที่นั่งหรือพระตำหนักซึ่งสอดคล้องกับโอกาสและความเหมาะสมในการใช้เครื่องแต่งกายเหล่านี้

ชุดไทยเรือนต้น เป็นชุดไทยแบบลำลอง ตัดเย็บด้วยผ้าฝ้ายหรือผ้าไหม ลักษณะเป็นซิ่นป้ายยาวจรดข้อเท้า เสื้อคอกลมแขนสั้นสามส่วน ผ่าอก กระดุมห้าเม็ด ใช้เครื่องประดับน้อยชิ้น ใช้โอกาสทำบุญไปวัดหรือ ไปงานมงคลต่างๆ

ชุดไทยจิตรลดา คือชุดพิธีกลางวัน ลักษณะคล้ายชุดไทยเรือนต้น ต่างกันเพียงคอเสื้อมีขอบตั้ง แขนยาวจรดข้อมือ ผ้าซิ่นป้าย เป็นผ้าไหมมีเชิงยกดอกทั้งผืน ใช้เครื่องประดับตามสมควร

ชุดไทยอมรินทร์ มีลักษณะเหมือนชุดไทยจิตรลดา แต่ตัดเย็บด้วยใช้ยกไหมที่มีทองแกมหรือยกทองทั้งตัว ใช้เครื่องประดับสวยงาม ชุดใช้ในงานพระราชพิธี งานกลางคืน

ชุดไทยบรมพิมาน ใช้ในพระราชพิธีกลางคืนเสื้อแขนยาว คอกลมมีขอบตั้ง ซิ่นจีบหน้านาง ตัดเย็บด้วยผ้าไหมมีทองแกม หรือยกทองทั้งตัว ตัวเสื้อและซิ่นอาจตัดเย็บติดเป็นชุดเดียวกันได้ คาดทับด้วยเข็มขัดแบบไทย ใช้เครื่องประดับสวยงาม

ชุดไทยจักรี ใช้ในงานพิธีกลางคืน ท่อนบนเปิดไหล่ข้างหนึ่ง มีสไบสำเร็จ จะปักหรือไม่ปักก็ได้ ตัดเย็บติดกันกับท่อนล่างที่เป็นผ้าซิ่นจีบหน้านาง เป็นผ้ายกทองทั้งตัว หรือยกเฉพาะเชิง คาดทับด้วยเข็มขัดแบบไทย ใช้เครื่องประดับได้งดงามสมโอกาสในเวลาค่ำคืน

ชุดไทยดุสิตใช้ในงานพิธีเต็มยศตอนกลางคืน ตัดเย็บด้วยผ้ายกไหมหรือยกทอง เสื้อคอกลมกว้างไม่มีแขนเข้ารูป ผ้าซิ่นจีบหน้านาง ปักด้วยดิ้นเงินดิ้นทองหรือลูกปัด คาดทับด้วยเข็มขัดไทย

ชุดไทยศิวาลัย ใช้ในพระราชพิธีทั้งกลางวันกลางคืน มีลักษณะเหมือนชุดไทยบรมพิมาน แต่ห่มสะพักทับเสื้ออีกชั้นหนึ่ง ใช้ในงานพระราชพิธี หรืองานพิธีเต็มยศ เหมาะแก่การใช้แต่งช่วงที่มีอากาศเย็น

ชุดไทยจักรพรรดิใช้สวมในพระราชพิธีเต็มยศตอนกลางคืน ท่อนบนเปิดไหล่ข้างหนึ่ง ห่มผ้าสองชั้นชั้นในมักเป็นสไบจีบและห่มสะพักทับ ผ้าซิ่นยกทองจีบหน้านาง ลักษณะเหมือนชุดไทยจักรี คาดเข็มขัด ตกแต่งด้วยเครื่องประดับสวยงาม

ชุดสตรีไทยพระราชนิยม ถือเป็นชุดแต่งกายประจำชาติ ที่นิยมสวมใส่ในหมู่สตรีไทยในปัจจุบันใช้ใน งานพิธี หรือ งานพระราชพิธีต่างๆ เช่น งาน พิธีหมั้น งานพิธี มงคลสมรส เป็นชุดที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่งดงาม เป็นที่ชื่นชอบในสังคมไทยทั่วไปทั้งยังเป็นที่ยอมรับในด้านความงดงามและมีชื่อเสียงไปยังนานาประเทศ

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างสูงที่ได้รับพระราชทานชุดสตรีไทยพระราชนิยมมาเป็นแบบแผนการแต่งกายประจำชาติสำหรับสตรีไทย ถือเป็นการส่งเสริมเชิดชูศิลปวัฒนธรรมไทยที่ปรากฏเป็นประวัติศาสตร์ของชาติสืบไปชั่วกาลนาน

ชนิตร ภู่กาญจน์

ม.ศรีปทุม ร่วมกิจกรรมสร้างการรับรู้ และประชาสัมพันธ์การประชุม APEC

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/673517

ม.ศรีปทุม ร่วมกิจกรรมสร้างการรับรู้  และประชาสัมพันธ์การประชุม APEC

ม.ศรีปทุม ร่วมกิจกรรมสร้างการรับรู้ และประชาสัมพันธ์การประชุม APEC

วันอังคาร ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.รัชนีพร พุคยาภรณ์ พุกกะมาน อธิการบดี มหาวิทยาลัยศรีปทุม พร้อมคณะผู้บริหารและตัวแทนนักศึกษา ต้อนรับนายณัฐภาณุ นพคุณ รองอธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศและคณะ ได้เข้าเยี่ยมชม ผลงานภาพวาด “APEC Logo Fence Graffiti” ซึ่งได้ออกแบบภายใต้แนวคิด “Open Connect Balance : เปิดกว้าง สร้างสัมพันธ์ เชื่อมโยงกันสู่สมดุล” จัดทำโดยกลุ่มนักศึกษาและอาจารย์จากคณะดิจิทัลมีเดีย และสถาปัตยกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยศรีปทุม

วัตถุประสงค์ในครั้งนี้คือ เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเยาวชนรุ่นใหม่ และ ประชาสัมพันธ์การเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดผู้นำ APEC ที่จะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยศรีปทุม ได้รับคัดเลือกให้ร่วมเป็นผู้แทนอาสาสมัครเยาวชน ในการประชุม APEC Voice of the Future ที่คณะผู้แทนเยาวชนจากนานาชาติ ที่จะมาร่วมแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นปัญหาต่างๆในฐานะผู้แทนเยาวชนอีกด้วย

สมศ. เป็นองค์กรคุณธรรมและโปร่งใส ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 จาก ITA

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/673515

วันอังคาร ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา หรือ สมศ. ได้รับผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment: ITA) จากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 อยู่ในระดับ A ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ด้วยคะแนน 91.16 จาก 89.34 คะแนน ในปี พ.ศ. 2564 โดยในปีนี้มีหน่วยงานภาครัฐจากทั่วประเทศเข้าร่วมการประเมินทั้งสิ้น 8,303 แห่ง

ทั้งนี้ การประเมิน ITA จัดโดย สำนักประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส สำนักงาน ป.ป.ช. ร่วมกับหน่วยงานกำกับติดตามการประเมินฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐได้รับทราบถึงสถานการณ์เกี่ยวกับการดำเนินงานด้านคุณธรรมและความโปร่งใส พร้อมส่งเสริมและพัฒนาให้หน่วยงานภาครัฐสามารถนำผลการประเมินฯ ไปใช้ประกอบการปรับปรุงพัฒนาองค์กรให้มีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านการปฏิบัติงานการให้บริการ และการอำนวยความสะดวกต่อประชาชน

‘ตรีนุช’ย้ำผู้บริหารโรงเรียนจัดการเรียนให้สอดรับกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/673561

‘ตรีนุช’ย้ำผู้บริหารโรงเรียนจัดการเรียนให้สอดรับกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลง

‘ตรีนุช’ย้ำผู้บริหารโรงเรียนจัดการเรียนให้สอดรับกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลง

วันจันทร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 18.32 น.

‘ตรีนุช’ย้ำผู้บริหารโรงเรียนจัดการเรียนให้สอดรับกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลง

15 สิงหาคม 2565 ที่โรงแรมอัลวาเรซ บุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานเปิดการประชุมการขับเคลื่อนคุณภาพการจัดการศึกษา พร้อมมอบโล่ประกาศเกียรติคุณให้แก่ผู้บริหารสถานศึกษาที่ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการด้วยระบบคุณภาพตามเกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (Office of Basic Education Commission Quality Award : OBECQA)

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับผู้บริหารสถานศึกษาที่ได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณ ซึ่งสะท้อนถึงผลลัพธ์ของการบริหารที่ดีเยี่ยมของโรงเรียนในโครงการโรงเรียนมาตรฐานสากลทุกๆท่านคงจะทราบข่าวดีกันแล้ว หลังจากที่เรารอคอยกันมากว่า 13 ปี ขณะนี้คณะรัฐมนตรี(ครม.) ได้มีมติอนุมติเพิ่มเงินอุดหนุนการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งการเพิ่มเงินอุดหนุนในครั้งนี้ จะทำให้สถานศึกษาเพิ่มคุณภาพในการจัดการศึกษาได้อย่างเหมาะสม อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพในการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนได้มากยิ่งขึ้น

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า นโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ทางด้านการศึกษาไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (No one left behind) ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาส และความเสมอภาคทางการศึกษาปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ เพื่อยกระดับคุณภาพทางการศึกษา สร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิต มีความพร้อมในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในโลกศตวรรษที่ 21 โดยมีเป้าหมายพัฒนาศักยภาพของคน อันเป็นทรัพยากรที่สำคัญของชาติในทุกช่วงวัยการจัดการเรียนรู้ที่มีความยืดหยุ่น และมีความเหมาะสมตามความถนัด ความชอบในแต่ช่วงวัย เป็นคนดี คนเก่ง มีวินัย มีทักษะชีวิต มีคุณธรรมจริยธรรม เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า มีส่วนร่วมในการสร้างนวัตกรรม มีการเชื่อมโยงระหว่างสถานศึกษากับชุมชนให้มีความเข้มแข็ง และมีความสุข

“ฝากถึงผู้บริหารสถานศึกษาทุกท่าน ในการกลับมามองในบริบทพื้นที่ของท่านที่มีความแตกต่าง เพื่อปรับเปลี่ยนการจัดการเรียนการสอนให้สอดรับกับโลกในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสในการที่จะให้เด็กๆเข้าถึงการศึกษา ไม่เพียงแต่ในด้านวิชาการเพียงอย่างเดียวแต่ยังมีด้านศิลปวัฒนธรรม ด้านการใช้ชีวิต ฯลฯโดยเฉพาะสิ่งที่โดดเด่นภูมิปัญญาท้องถิ่นของแต่ละพื้นที่ เพื่อสร้างอัตลักษณ์ให้กับนักเรียนของเรา ทั้งนี้ นักเรียนระดับมัธยมฯ เป็นวัยที่กำลังแสวงหาทางเลือกในอนาคตของตัวเอง ดังนั้น โรงเรียนจะต้องจัดหลักสูตรที่สามารถตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของนักเรียน เพื่อให้เด็กมีโอกาสได้สำรวจความถนัดและความสนใจของตัวเองได้อย่างเต็มที่ ทั้งการเปิดเรียนในหลากหลายสาขาวิชา และการจัดให้มีชมรม ตามความสนใจที่หลากหลาย เช่น กีฬา ดนตรี สิ่งแวดล้อม ความถนัดอาชีพ เช่นเดียวกับโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณ์ ที่ ครม. ได้อนุมัติจัดตั้งรวม 18 แห่ง เพื่อให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ จัดทำหลักสูตรสถานศึกษา ที่ส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่นให้เป็น soft power ที่สำคัญของประเทศ” รมว.ศธ. กล่าว

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า อีกกิจกรรมหนึ่งที่อยากจะให้ทุกโรงเรียนดำเนินการให้เด็กมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง คือ การเปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงความคิดเห็น ผ่านระบบสภานักเรียน ซึ่งเร็วๆนี้จะมีการจัดการสัมนาผู้นำสภานักเรียนทั่วประเทศ เพื่อนำเสนอความคิดเห็นของนักเรียนต่อท่านนายกรัฐมนตรี โรงเรียนมัธยมของเรา มีขนาดที่แตกต่างกันมาก ตั้งแต่โรงเรียนขนาดเล็กจนถึงโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ แต่ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนในโรงเรียนขนาดใด ก็อยากให้โรงเรียนจัดการเรียนการสอนให้เด็กได้คิดวิเคราะห์ตามแนวทาง Active Learning และต้องการให้ สพฐ. วางแผนบูรณาการการจัดการศึกษาระดับมัธยมศึกษาในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งการจัดสรรโอกาสเข้าเรียนชั้น ม.1 และ ม.4 การยกระดับคุณภาพผู้เรียน โดยเน้นการทำงานแบบบูรณาการข้ามสถานศึกษาและการใช้ทรัพยากรร่วมกัน เช่นครูเก่ง สนามกีฬา ตลอดจนห้องปฏิบัติการต่าง ๆ

รมว.ศธ.กล่าวด้วยว่า ตั้งแต่ที่เราได้เริ่มกลับมาเปิดเรียน on-site 100% พบว่า เกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลต่อความปลอดภัยของนักเรียน ปรากฏอยู่ในสื่อมวลชนและโซเชียลมีเดียจำนวนมาก จึงขอให้ช่วยกันเอาใจใส่ ไม่ให้เกิดเหตุการณ์บูลลี่ในโรงเรียน ทั้งในระหว่างนักเรียนกันเองและระหว่างครูกับนักเรียน รวมทั้งปัญหาการทะเลาะวิวาท และที่สำคัญคือการดูแลเรื่องจิตใจของนักเรียน หากเกิดปัญหากับนักเรียน นอกจากการป้องกันแล้วหากเกิดเหตุการณ์ขึ้นผู้บริหารจะต้องเข้าถึงโดยเร็วที่สุด โดยสามารถใช้ Application MOE safety center เข้ามาเป็นเครื่องมือช่วยเหลือในการป้องกันและแก้ไขปัญหา

นอกจากนี้ ในช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19  ทำให้ทั้งครูและนักเรียน ได้รู้จักกับการเรียนรู้ผ่านรูปแบบออนไลน์มากขึ้น  นักเรียนมีความสามารถและสนใจกับการเรียนในรูปแบบการเรียนผ่านการใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ดังนั้น สถานศึกษาจะต้องหาแนวทางพัฒนารูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสานระหว่างการเรียนในห้องเรียน และการเรียนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งการขับเคลื่อนทั้งหมดนี้ทุกฝ่ายต้องร่วมมือช่วยกันดูแลนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาอย่างเต็มที่ จึงประสบผลสำเร็จ โดยปัจจัยหลักที่จะถ่ายทอดและนำนโยบายสู่การปฏิบัติเชิงพื้นที่ได้ดีที่สุด คือ ผู้บริหารสถานศึกษา ได้มีโอกาสลงพื้นที่เพื่อตรวจเยี่ยมโรงเรียน ทั้งนี้ ขอฝากท่านผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาทุกท่าน ประสานการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับเครือข่ายในบริบทของพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการรับและส่งต่อลูกหลานให้ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพไม่ว่าจะเป็นการรับช่วงต่อจากโรงเรียนระดับประถมศึกษา ทั้งภาครัฐและเอกชน และโรงเรียนขยายโอกาส ทางการศึกษาและการส่งต่อนักเรียนไปสู่ระดับอาชีวศึกษา หรือระดับมหาวิทยาลัย

-005

ลูกหนี้‘กยศ.’เฮ!เช็คเลย กมธ.เคาะ 5 สิทธิประโยชน์ ชงเข้าสภาฯถกวาระ2-3

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/673529

ลูกหนี้‘กยศ.’เฮ!เช็คเลย กมธ.เคาะ 5 สิทธิประโยชน์ ชงเข้าสภาฯถกวาระ2-3

ลูกหนี้‘กยศ.’เฮ!เช็คเลย กมธ.เคาะ 5 สิทธิประโยชน์ ชงเข้าสภาฯถกวาระ2-3

วันจันทร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 17.35 น.

กมธ.ลดดอกเบี้ยเงินกู้ กยศ.เหลือไม่เกินปีละ 0.25% จากเดิมไม่เกิน 7.5 % เตรียมชงเข้าสภาฯ วาระ 2-3 ต่อไป

15 สิงหาคม 2565 ที่รัฐสภา นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.)วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. คนที่หนึ่ง สภาผู้แทนราษฎร แถลงความคืบหน้าในการประชุม ว่า ขณะนี้ กมธ. ได้พิจารณาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งมีการประชุมตั้งแต่วันที่ 2 ก.พ. – 11 ส.ค.65 รวมการประชุม จำนวน 22 ครั้ง โดยคณะ กมธ. ได้ใช้ร่าง พ.ร.บ. ที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรี (ครม.)เป็นหลักในการพิจารณา มีจำนวนทั้งสิ้น 27 มาตรา ซึ่งคณะ กมธ. ได้แก้ไขจำนวน 10 มาตรา ตัดออก 1 มาตรา และเพิ่มมาตราขึ้นใหม่ 4 มาตรา โดยร่าง พ.ร.บ. มีสาระสำคัญที่เป็นประโยชน์กับผู้กู้ยืม 5 ประการ ดังนี้

1. ลดอัตราดอกเบี้ยลงเหลือไม่เกินอัตราร้อยละ 0.25 ต่อปี จากกฎหมายปัจจุบันที่กำหนดไว้ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และร่าง พ.ร.บ.ที่เสนอโดยครม.ได้กำหนดไว้ไม่เกินอัตราร้อยละ 2 ต่อปี

2. ยกเลิกเบี้ยปรับ เพื่อเป็นการลดภาระให้กับผู้กู้ยืม

3. ยกเลิกการค้ำประกันการกู้ยืมในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและระดับปริญญาตรี โดยหากเป็นการกู้ยืมในระดับสูงกว่าปริญญาตรีหรือการให้ทุนการศึกษาตาม มาตรา 6/1 เมื่อมีเหตุจำเป็นและสมควร คณะกรรมการกองทุนจะกำหนดให้มีผู้ค้ำประกันก็ได้  

4. กำหนดให้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) สามารถผ่อนผันให้ผู้กู้ยืมเงินหรือผู้ค้ำประกันชำระเงินคืนกองทุนแตกต่างไปจากจำนวน ระยะเวลา หรือวิธีการที่กำหนดได้ หรือสามารถลดหย่อนหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ แปลงหนี้ใหม่ หรือระงับการชำระเงินคืนกองทุนตามที่ผู้กู้ยืมเงินหรือผู้ค้ำประกันร้องขอเป็นรายบุคคลหรือเป็นการทั่วไปก็ได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวให้กระทำได้แม้จะอยู่ในระหว่างการดำเนินคดี หรือมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุดแล้ว หรืออยู่ในระหว่างการบังคับคดี ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาระของผู้กู้ยืมเงินหรือผู้ค้ำประกันให้สามารถชำระเงินคืนกองทุนได้

5. การขยายโอกาสการกู้ยืมให้กว้างขวางขึ้น เพื่อให้บุคคลประเภทต่าง ๆ สามารถเข้าถึงการกู้ยืมเงินจากกองทุนได้ ดังนี้ 1.) กำหนดให้ผู้ซึ่งจะเข้าศึกษาในหลักสูตรอาชีพหรือเพื่อยกระดับทักษะ สมรรถนะ หรือการเรียนรู้ สามารถขอกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาได้ 2.) กำหนดให้ผู้ที่ไม่มีสัญชาติไทย ซึ่งเป็นบุคคลที่รัฐมีนโยบายแก้ไขปัญหาสถานะซึ่งได้รับการจัดทำทะเบียนราษฎรแล้ว หรือเป็นผู้ที่เกิดในราชอาณาจักรไทยและไม่ได้สัญชาติไทยในขณะที่เกิด โดยมีหลักฐานการเกิดที่นายทะเบียนออกให้ตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร สามารถกู้ยืมเงินจากกองทุนได้  

ทั้งนี้ คณะ กมธ.จะเสนอร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบในวาระ 2 และ 3 ต่อไป

รัฐบาลจัดทำหนังสือ‘ทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษไม่เปลี่ยนแปลง’ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระพันปีหลวง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/673485

รัฐบาลจัดทำหนังสือ‘ทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษไม่เปลี่ยนแปลง’ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระพันปีหลวง

รัฐบาลจัดทำหนังสือ‘ทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษไม่เปลี่ยนแปลง’ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระพันปีหลวง

วันจันทร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 16.06 น.

รัฐบาล จัดทำหนังสือ “ทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษไม่เปลี่ยนแปลง” เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565

เมื่อเวลา 15.00 น.วันที่ 15 สิงหาคม 2565 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานแถลงข่าวการจัดทำหนังสือ “ทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษไม่เปลี่ยนแปลง” ฉบับญาณวชิระ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565

นายวิษณุ กล่าวว่า สำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกับบริษัท เมืองโบราณ จำกัด และบริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) จัดพิมพ์หนังสือ “ทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษไม่เปลี่ยนแปลง” ฉบับ ญาณวชิระ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 โดยจะมอบให้แก่ส่วนราชการ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป โดยไม่มีค่าใช้จ่าย จำนวน 10,000 เล่ม เพื่อถวายพระราชกุศล แสดงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย 

นายวิษณุ กล่าวว่า หนังสือ “ทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษไม่เปลี่ยนแปลง” ฉบับ ญาณวชิระ เรียบเรียงโดยพระเถระแห่งวัดสระเกศ 5 รูป คือ พระธงชัย สุขญาโณ  พระมหาสังคม ญาณวฑฺฒโน  พระมหาเทอด ญาณวชิโร  พระมหาบุญทวี ปญฺญาวํโส  และพระมหาสมจิตร จิตฺตธมฺโม โดยทศชาติเป็นเรื่องที่แสดงให้เห็นถึงปณิธานที่ตั้งมั่นของพระโพธิสัตว์ที่จะบำเพ็ญพระบารมีให้ถึงพร้อมบริบูรณ์ เพื่อให้บรรลุพระโพธิญาณตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ไม่ว่าพระองค์จะต้องประสบกับความทุกข์ยากเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส แต่ปณิธานของพระองค์ ก็จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง และเมื่อได้น้อมรำลึกถึงพระราชจริยวัตรที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ได้ทรงบำเพ็ญต่อบวรพุทธศาสนา อีกทั้งพระราชกรณียกิจอเนกอนันต์ ที่ได้ทรงบำเพ็ญมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน แสดงให้เห็นถึงพระราชหฤทัยที่เปรียบประดุจพระโพธิสัตว์ในการบำเพ็ญพระบารมีอันยิ่งใหญ่ด้วยการเสียสละความสุขส่วนพระองค์ ช่วยเหลือเกื้อกูลอาณาประชาราษฎร์ให้ประสบแต่ความผาสุกตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อไปว่า คณะผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่านักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป จะได้รับประโยชน์จากการอ่านหนังสือเล่มนี้ที่แสดงถึงความมุ่งมั่นและปณิธานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันเป็นรากฐานของความเพียรพยายามที่จะมอบให้มนุษย์ทุกผู้ทุกนามบนโลกนี้ได้มองเห็นแก่นธรรมของชีวิตอย่างถ่องแท้ สามารถนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ทั้งในครอบครัว ที่ทำงาน

ในสังคม หรือความสุขสงบในจิตใจตามวิถีพุทธและก่อให้เกิดสังคมที่เป็นสุข ประเทศชาติร่มเย็น อาทิเช่น ธรรมของความเพียร ความอดทนต่อทุกข์ ความกตัญญูกตเวที ความวิริยะอุตสาหะ ความเสียสละ ล้วนเป็นธรรมที่ประชาชนควรยึดถือปฏิบัติด้วยเพื่อยังประโยชน์ใน 3 ส่วนคือ ตนเอง สังคม และประเทศชาติบ้านเมือง

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของคณะสงฆ์ได้มีการจัดกิจกรรมเทศน์แหล่ทศชาติเฉลิมพระเกียรติทำนองอีสาน ปริวรรตสำนวนเทศน์ จากหนังสือทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษไม่เปลี่ยนแปลง ฉบับ ญาณวชิระ โดยเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2565 พระศรีวิสุทธิมุนี รองเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี ได้เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ในการจัดโครงการ “ร่วมใจภักดิ์ รักพระพันปีหลวง” เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 ซึ่งการจัดกิจกรรมเทศน์แหล่ทศชาติเฉลิมพระเกียรติทำนองอีสาน จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม ไปจนถึงเดือนตุลาคม 2565

โดยจะจัดกิจกรรมการเทศน์กระจายไปยังวัดต่าง ๆ ในเขตจังหวัดอุบลราชธานี นอกจากนี้ ยังมีวัดต่าง ๆ ในอีกหลายจังหวัดที่แสดงความประสงค์ต้องการใช้หลักธรรมจากหนังสือทศชาติชาดกนี้ ไปเป็นเนื้อหาในการเทศนาธรรม อาทิเช่น คณะสงฆ์ทั้งจังหวัดสระบุรี และลพบุรี ร่วมกันดำเนินโครงการ “คุณธรรมนำใจ เทิดไท้ พระพันปีหลวง ด้วยทศชาติชาดก” เพื่อบรรยายธรรมตามสถานศึกษา หน่วยงานราชการ องค์กรภาคเอกชน และทัณฑสถานทั้งในจังหวัดสระบุรี และลพบุรี เริ่มตั้งแต่กลางเดือนสิงหาคมนี้เป็นต้นไป

ในส่วนของมูลนิธิไทยทรงดำประเทศไทย ซึ่งมีพี่น้องเชื้อสายไทยทรงดำ อยู่ในราชอาณาจักรไทยประมาณ4ล้านคน มีความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแห่งสถาบันพระมหากษัตริย์ ได้ร่วมใจกันที่จะจัดโครงการ “ไทดำร่วมใจ เทิดไท้ สมเด็จพระพันปีหลวง” สาธยายพระไตรปิฎก สาธยายบารมี 30 ทัศ จากหนังสือทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษไม่เปลี่ยนแปลง เพื่อร่วมเทิดพระเกียรติด้วย โดยจัดขึ้นที่สมาคมไทยทรงดำ (ไตดำ) ประเทศไทย นอกจากนี้ วัด โรงเรียน หน่วยงานราชการ หรือภาคเอกชน มีความประสงค์จะนำเนื้อหาและหลักธรรมที่ปรากฏอยู่ในหนังสือทศชาติ ฉบับ ญาณวชิระ ไปบูรณาการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ ก็สามารถดำเนินการได้ตามความเหมาะสม

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในตอนท้ายว่า ผู้สนใจสามารถเข้าอ่านหนังสือในรูปแบบ e-Book หรือฟังเนื้อหาในรูปแบบ Audiobook บนเว็บไซต์ของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (www.opm.go.th) และติดตามรับฟังจากรายการทั่วทิศถิ่นไทย ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย FM 92.5 MHz และ AM 891 KHz ออกอากาศทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 13.00 – 13.30 น. โดยได้เริ่มออกอากาศเป็นตอนแรกแล้วเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2565 นอกจากนี้ สามารถลงทะเบียนขอรับหนังสือฯ ได้ทาง e-Form  บนเว็บไซต์สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และทางรายการทั่วทิศถิ่นไทย ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2565 เป็นต้นไป ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองกลาง สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โทรศัพท์ 0 2283 4225, 0 2283 4223, 0 2283 4251 หรือเฟซบุ๊ก “สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี”

‘กสม.’จับมือ 4 องค์กรเครือข่าย ร่วมก่อตั้ง‘สถาบันธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/673341

‘กสม.’จับมือ 4 องค์กรเครือข่าย  ร่วมก่อตั้ง‘สถาบันธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน’

‘กสม.’จับมือ 4 องค์กรเครือข่าย ร่วมก่อตั้ง‘สถาบันธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน’

วันจันทร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ในการแถลงข่าวประจำสัปดาห์ของสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2565 ที่ผ่านมา นายพิทักษ์พล บุณยมาลิก เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 4 ส.ค. 2565 กสม. ร่วมกับกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

สำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย (United Nations Development Programme – UNDP) และสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (GCNT : Global Compact Network Thailand) ลงนามในบันทึกความตกลงว่าด้วยการก่อตั้ง “สถาบันธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน” (Business and Human Rights Academy : BHR Academy) ณ สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย ชั้น 31 อาคาร AIA Capital Center ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร

การลงนามในบันทึกความตกลงดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อให้สถาบันธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนเป็นศูนย์กลางในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพบุคลากรในด้านการดำเนินธุรกิจที่เคารพสิทธิมนุษยชน โดยคำนึงถึงความยั่งยืนของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนอันมีกรอบในการดำเนินงานร่วมกันระหว่าง5 องค์กร สรุปได้ดังนี้ 1.ส่งเสริม และสนับสนุนการสร้างและเผยแพร่องค์ความรู้ด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน การดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบ และการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

2.จัดอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพ ประสิทธิภาพ และเสริมสร้างขีดความสามารถของบุคลากรทั้งภาครัฐ
รัฐวิสาหกิจ ภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจ ในการดำเนินธุรกิจที่เคารพสิทธิมนุษยชน และ 3.ประสานงานในการจัดกิจกรรมร่วมกันเพื่อส่งเสริม เผยแพร่องค์ความรู้ด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ทั้งนี้ บันทึกความตกลงดังกล่าวมีผลบังคับใช้เป็นเวลา 2 ปี และให้ถือว่ามีการขยายระยะเวลาออกไปอีกคราวละ 1 ปี จนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะบอกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น

เลขาธิการ กสม. กล่าวต่อไปว่า การดำเนินธุรกิจอย่างเคารพสิทธิมนุษยชนตามหลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UN Guiding Principles on Business and Human Rights – UNGPs) เป็นเรื่องที่ กสม. ให้ความสำคัญผลักดันอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมา กสม. ได้ขับเคลื่อนให้หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนลงนามในปฏิญญาความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนหลักการ UNGPs ในประเทศไทย

และได้จัดทำบันทึกความตกลงร่วมกับ ก.ล.ต. เพื่อสนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ตระหนักถึงการประกอบธุรกิจอย่างมีธรรมาภิบาล มีความรับผิดชอบต่อสังคมสิ่งแวดล้อม และเคารพสิทธิมนุษยชนพร้อมทั้งได้จัดทำข้อเสนอแนะเรื่องธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนเสนอไปยังรัฐบาล กระทั่งประเทศไทยมีแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (National Action Plan on Business and Human Rights-NAP) เป็นประเทศแรกในเอเชียเมื่อปลายปี 2562

“การร่วมกันจัดตั้งสถาบันธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน หรือ BHR Academy ถือเป็นอีกหนึ่งความก้าวหน้าเชิงรูปธรรมในการสนับสนุนและผลักดันให้ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะบริษัทจดทะเบียน ได้มีความรู้ความเข้าใจและมีแนวปฏิบัติในการดำเนินธุรกิจอย่างเคารพสิทธิมนุษยชน มีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม สามารถประเมินความเสี่ยงและลดผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน

ซึ่งจะนำไปสู่ความยั่งยืนขององค์กรธุรกิจเองและสังคมโดยรวมอันสอดคล้องและเป็นไปตามหลักการ UNGPs ที่ กสม. ผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถาบันดังกล่าวจะเป็นศูนย์กลางการอบรมเรื่องธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนสำหรับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกได้อย่างมีประสิทธิภาพ” เลขาธิการ กสม. กล่าว

‘มข.-วช.’มอบชุดตรวจ‘พยาธิใบไม้ตับ’ หนุน‘กรมควบคุมโรค’ค้นหา-รักษาผู้ป่วย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/673339

‘มข.-วช.’มอบชุดตรวจ‘พยาธิใบไม้ตับ’  หนุน‘กรมควบคุมโรค’ค้นหา-รักษาผู้ป่วย

‘มข.-วช.’มอบชุดตรวจ‘พยาธิใบไม้ตับ’ หนุน‘กรมควบคุมโรค’ค้นหา-รักษาผู้ป่วย

วันจันทร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ สถาบันวิจัยมะเร็งท่อน้ำดี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ร่วมกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ส่งมอบ “ชุดตรวจคัดกรองพยาธิใบไม้ตับสำเร็จรูปชนิดเร็ว (OV-Rapid diagnosis test; OV-RDT)” ให้แก่ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข โดย รศ.นพ.อภิชาติ จิระวุฒิพงศ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่า มข. ได้รับการสนับสนุนจาก วช. ในการให้ทุนอุดหนุนการวิจัยเพื่อพัฒนานวัตกรรมชุดตรวจคัดกรองพยาธิใบไม้ตับสำเร็จรูปชนิดเร็ว OV-RDT

โดยจะมอบชุดตรวจคัดกรองดังกล่าวให้แก่ กรมควบคุมโรค จำนวน 40,000 ชุด นำไปใช้สำหรับประชาชนในเขตป้องกันควบคุมโรคที่ 1, 2, 6, 7, 8, 9 และเขต 10 ประกอบด้วย เชียงใหม่ พิษณุโลก ชลบุรี ขอนแก่น อุดรธานี นครราชสีมา และ อุบลราชธานี เป็นการสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงระบบบริการสาธารณสุขโดยง่าย สะดวก รวดเร็ว ซึ่งส่งผลให้การป้องกันควบคุมโรคในชุมชนมีความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ด้าน นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ในฐานะผู้แทนกรมฯ รับมอบ กล่าวว่า ชุดตรวจคัดกรองพยาธิใบไม้ตับสำเร็จรูปชนิดเร็ว OV-RDT ที่ได้รับในครั้งนี้ถือเป็นเครื่องมือสนับสนุนแผนยุทธศาสตร์กำจัดโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี ปี 2559-2568 ได้เป็นอย่างดี โดยการตรวจปัสสาวะนี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้สามารถค้นหาผู้ติดเชื้อเพื่อให้ได้รับการรักษาได้ทันท่วงที ทั้งยังให้ผลการตรวจเชิงปริมาณที่สัมพันธ์กับความหนาแน่นของพยาธิ จึงนำมาใช้ในการประเมินหลังให้ยารักษา รวมถึงหาอัตราการติดเชื้อซ้ำหรือติดเชื้อใหม่ได้ด้วย

โดยกรมควบคุมโรค สามารถเก็บตัวอย่างจากประชากรเป้าหมายจำนวนมากได้ง่ายและรวดเร็ว ซึ่งจะทำให้มีความเป็นไปได้ในการตรวจเพื่อครอบคลุมกลุ่มประชากรที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับทั่วประเทศที่มีอยู่กว่า 6-10 ล้านคน ซึ่งชุดตรวจคัดกรองนอกจากจะเป็นเครื่องมือในการควบคุมเพื่อกำจัดพยาธิเชิงพื้นที่สนับสนุนแนวนโยบายการกำจัดพยาธิใบไม้ตับเพื่อลดมะเร็งท่อน้ำดีของประเทศไทยแล้ว ยังนำไปสู่ความสำเร็จในการควบคุมโรคพยาธิใบไม้ตับส่งผลลดความเสี่ยงอุบัติการณ์การเกิดมะเร็งท่อน้ำดีต่อไป

สำหรับชุดตรวจพยาธิใบไม้ตับสำเร็จรูปชนิดเร็ว (OV-RDT) เป็นนวัตกรรมที่สถาบันวิจัยมะเร็งท่อน้ำดี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้คิดค้นและพัฒนาการนวัตกรรมการตรวจวินิจฉัยพยาธิใบไม้ตับด้วยวิธีใหม่ โดยใช้ตัวตรวจจับ
จำเพาะหรือโมโนโคลนอลแอนติบอดี (monoclonal antibody) ที่มีความจำเพาะต่อพยาธิใบไม้ตับ และเป็น
สารตรวจจับสิ่งคัดหลั่ง หรือแอนติเจนของพยาธิใบไม้ตับในปัสสาวะ เป็นการพัฒนาต่อยอดจากการตรวจวิธี ELISA ให้มีรูปแบบที่ง่ายขึ้น ใช้เวลาสั้นลง และใช้ได้ในภาคสนาม โดยการตรวจใช้เวลาเพียง 10 นาที

ทั้งนี้ ได้ดำเนินการขออนุญาตขึ้นทะเบียน อย.แล้ว แต่ยังอยู่ในขั้นตอนการผลิตเชิงพาณิชย์ ในอนาคตอันใกล้ ประชาชนจะสามารถซื้อชุดตรวจคัดกรองพยาธิใบไม้ตับสำเร็จรูปชนิดเร็ว OV-RDT เพื่อให้ตรวจคัดกรองได้เอง!!!

5 นศ.วิศวะเคมี‘มหิดล’พัฒนาวิธีดักจับ ‘คาร์บอนไดออกไซด์’ด้วย‘ไครโอเจนิค’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/673340

5 นศ.วิศวะเคมี‘มหิดล’พัฒนาวิธีดักจับ  ‘คาร์บอนไดออกไซด์’ด้วย‘ไครโอเจนิค’

5 นศ.วิศวะเคมี‘มหิดล’พัฒนาวิธีดักจับ ‘คาร์บอนไดออกไซด์’ด้วย‘ไครโอเจนิค’

วันจันทร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

โตเกียว ลอนดอน นิวยอร์ก และอีกหลายเมืองในหลายประเทศ เผชิญกับอุณหภูมิสูงจาก “คลื่นความร้อน (Heat Wave)” มีผู้เจ็บป่วยรุนแรงและเสียชีวิตหลายราย เป็นสัญญาณเตือนถึงผลกระทบจาก “ภาวะโลกร้อน” ต่อการดำรงชีพของมนุษย์ สิ่งมีชีวิต และสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงขึ้นทุกปี จากการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม ภาคการขนส่ง ภาคครัวเรือน เกษตรกรรม การตัดไม้ทำลายป่าและการทำลายสิ่งแวดล้อมในรูปแบบอื่นๆ ล้วนเป็นสาเหตุสำคัญ

เมื่อเร็วๆ นี้ “กลุ่มนักศึกษาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล” ประกอบด้วย น.ส.โชติกา อยู่แจ่ม นายธราเทพ ไชยเมืองชื่น นายณัฐธัญ ละอองแก้ว น.ส.ธนาวรรณ อภิรัตนกุล และ น.ส.นพวรรณ วัฒนสุข โดยมี ผศ.ดร.วีรวุฒิ ชัยวัฒน์อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมเคมี เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ร่วมคิดค้น “กระบวนการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ด้วยวิธีไครโอเจนิค (Cryogenic Carbon Capture)” เพื่อลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และยังคิดไกลนำไปใช้ต่อในกระบวนการผลิตเมทานอลได้อีกด้วย

สืบเนื่องจากในปี 2564 ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ประเทศไทยปล่อยออกมามีปริมาณสูงถึง 125.1 ล้านตัน ซึ่งเพิ่มมากขึ้นจากปี 2563 และมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าวนำมาสู่ความสนใจในการค้นหาแนวทางในการลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยนำความรู้ทางด้านวิศวกรรมเคมีมาประยุกต์ใช้ รวมถึงศึกษาความเป็นไปได้ของกระบวนการความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ และคำนึงถึงผลกระทบของสิ่งแวดล้อม เพื่อลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยทิ้งสู่สิ่งแวดล้อมในอนาคต ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศได้

น.ส.โชติกา อยู่แจ่ม นักศึกษาปี 4 ภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า การดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ด้วยวิธีไครโอเจนิค (Cryogenic Carbon Capture) หรือ CCC เป็นเทคโนโลยีที่อาศัยการเปลี่ยนสถานะของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่โรงงานปล่อยมาจากกระบวนการผลิตให้เป็น ของแข็ง โดยการลดอุณหภูมิลงต่ำมาก โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยตัวทำละลาย (Solvent) ในการดักจับเหมือนกับวิธีการดูดซึม (Absorption) และการดูดซับ (Adsorption) ซึ่งจะไม่ก่อให้เกิดมลพิษหรือความไม่บริสุทธิ์ที่อาจเกิดจากตัวทำละลายอีกด้วย

“สำหรับจุดเด่นและข้อดีของการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ด้วยวิธีไครโอเจนิค คือ มีการใช้พลังงานที่ต่ำ เนื่องจากในกระบวนการมีการผสานรวมความร้อน (Heat Integration) และใช้น้ำยาหล่อเย็นมาช่วยในการเปลี่ยนสถานะของก๊าซ
คาร์บอนไดออกไซด์ อีกทั้งกระบวนการนี้ยังใช้ที่สภาวะความดันบรรยากาศ ซึ่ง
ทำให้ไม่จำเป็นต้องเพิ่มหรือลดความดันจึงประหยัดพลังงานไปได้มาก และกระบวนการไครโอเจนิคนั้น สามารถดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่าเทคโนโลยีอื่นๆ อีกด้วย” น.ส.โชติกา กล่าว

นายธราเทพ ไชยเมืองชื่น นักศึกษาปี 4 คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมเคมี มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายหลักการทำงานของเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นนี้ ว่าคาร์บอนไดออกไซด์ที่ดักจับได้ด้วยวิธีไครโอจีนิค สามารถนำไปใช้ผลิตเมทานอล ด้วยวิธี Steam Methane Reforming (SMR) และ Dry Methane Reforming (DMR) ในโรงงานอุตสาหกรรมจริงได้ แทนที่จะกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ที่ดักจับได้ไว้ใต้ดินหรือนอกชายฝั่ง ซึ่งยังมีความเสี่ยงต่อการรั่วไหลสู่ชั้นบรรยากาศและมีความไม่แน่นอน

“เมทานอล เป็นของเหลวที่ระเหยง่าย นำไปใช้เป็นแอลกอฮอล์ ตัวทำละลาย เชื้อเพลิง หรือพัฒนาเป็นสารเคมีต่างๆ เช่น น้ำมัน พอลิเมอร์ ทั้งนี้ การผลิตเมทานอลอาจจะต้องมีการศึกษาปัจจัยต่างๆ เพิ่มเติมซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละโรงงาน อาทิเช่น อุณหภูมิของระบบ อัตราการไหลของสารในระบบ เป็นต้น และอาจมีการติดตั้งโปรแกรมเพิ่มเติมเช่น การสร้างโมเดลของระบบขึ้นมา เพื่อให้มีการพัฒนาปรับปรุงระบบสม่ำเสมอ” นายธราเทพ ระบุ

ปัจจุบันมีการพัฒนาเทคโนโลยีการกำจัดคาร์บอน Decarbonization หลากหลายวิธีและมีประสิทธิภาพมากขึ้น พบว่าในส่วนการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ด้วยวิธีการ Cryogenic มีการพัฒนาและทดสอบการใช้งานจริงแล้วในอุตสาหกรรมเคมีขนาดใหญ่ ซึ่งผลงานของวิศวะมหิดล สามารถพัฒนาระบบให้มีความเสถียรและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้งผนวกกับได้มีการคาร์บอนไดออกไซด์ที่ได้จากการดักจับมาพัฒนาให้เป็นผลิตภัณฑ์เคมีที่มีมูลค่าสูงและเป็นที่ต้องการในตลาดอุตสาหกรรมอย่างเช่น

กระบวนการผลิต “เมทานอล” ด้วยวิธีการ Parallel-Serie system ซึ่งจะทำให้ได้ “ก๊าซไฮโดรเจน” ที่เป็นผลิตภัณฑ์ข้างเคียงอีกอย่างหนึ่งด้วย จากการประเมินความคุ้มค่าการลงทุนมีโอกาสที่จะได้อัตราผลตอบแทนภายใน (Internal Rate of Return) มีค่ามากกว่า 15% ภายใน 4 ปี!!!

‘ศศินทร์-ESCP Business School’ ลงนามความร่วมมือด้านการศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/673338

‘ศศินทร์-ESCP Business School’  ลงนามความร่วมมือด้านการศึกษา

‘ศศินทร์-ESCP Business School’ ลงนามความร่วมมือด้านการศึกษา

วันจันทร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รศ.ดร.ชัยพงษ์ พงษ์พานิช รองผู้อำนวยการ Sasin School of Management (สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) และ ศ.ลีออง โลลูซา (Professor Léon Laulusa) Executive Vice-President, Dean for Academic and International Affairs, ESCP Business School ร่วมลงนามข้อตกลงความร่วมมือ(MOU) กับ ESCP Business School ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2362 ถือเป็นสถาบันสอนบริหารธุรกิจที่เก่าแก่ที่สุดในโลกและได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในสถาบันสอนบริหารธุรกิจที่ดีที่สุดในโลกอย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือนี้ครอบคลุมถึงการพัฒนาความร่วมมือด้านการวิจัยของคณาจารย์หลักสูตรสองปริญญา รวมทั้งโครงการแลกเปลี่ยนนิสิต-นักศึกษา