ม.อ.เปิดตัวการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ฟื้นฟูผู้ป่วยหลังโควิดแบบองค์รวม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671991

ม.อ.เปิดตัวการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ  ฟื้นฟูผู้ป่วยหลังโควิดแบบองค์รวม

ม.อ.เปิดตัวการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ฟื้นฟูผู้ป่วยหลังโควิดแบบองค์รวม

วันอังคาร ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ กล่าวถึง ภาพรวมของการจัดงานที่อิมแพค เมืองทองธานี ในปีนี้ ประกอบด้วย5 นิทรรศการ โดยมีกิจกรรมไฮไลท์ได้แก่ นิทรรศการเทิดพระเกียรติ ของกษัตริย์ไทยและพระบรมวงศานุวงศ์ อันเปี่ยมไปด้วยคุณูปการและพระอัจฉริยภาพด้านวิทยาศาสตร์ นิทรรศการแก้วเปลี่ยนโลก(Through the Looking Glass) นิทรรศการที่เล่าเรื่อง “แก้ว” ในทุกมิติทั้งในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ศิลปะ และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน และนิทรรศการ ลอดช่อง ส่องถ้ำ (Cave and Karst) จำลองถ้ำและคาสต์เพื่อเปิดพรมแดนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ นิทรรศการนวัตกรรมวันรุ่ง (Tomorrow Land) จินตนาการถึงความต้องการในอนาคตที่ต้องการให้ผู้คนทั้งหลายได้อยู่ดีกินดี และนิทรรศการวิทย์ คิด เพื่อ คุณ (Basic Science for All Exhibition) ร่วมทำความเข้าใจและเรียนรู้พื้นฐานธรรมชาติเกี่ยวกับ Basic Science ที่นำไปสู่การทดลองแก้ปัญหาและต่อยอดการสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์นวัตกรรมต่างๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน

ผศ.ดร.นิวัติ แก้วประดับ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) เปิดเผยว่า จากนโยบายการเปิดประเทศของประเทศไทย เพื่อมุ่งส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ม.อ. จึงเดินหน้าขับเคลื่อนสอดรับกับยุทธศาสตร์ของประเทศทางด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ของรัฐบาล จึงได้เปิดหลักสูตรด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพที่มีความหลากหลาย โดยนำบุคลากรที่มีประสิทธิภาพในการให้บริการทางด้านสุขภาพอันดับต้นๆ ของประเทศมาร่วมดำเนินการสอนให้แก่ผู้ประกอบการ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพฝั่งอันดามันและอ่าวไทยของภาคใต้ และร่วมเสริมเศรษฐกิจฐานรากของภาคใต้ให้กลับมาเติบโตแข็งแกร่ง

ทั้งนี้ ม.อ.ได้นำร่องเปิดโปรแกรมฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ที่มีอาการ Post Covid Syndrome แบบองค์รวมนี้ ด้วยศาสตร์
การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ผสมผสานโดยร่วมพัฒนาขึ้นระหว่างคณะการแพทย์แผนไทย คณะพยาบาลศาสตร์ และภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์และกายภาพบำบัด คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เพื่อนำมาใช้รักษาดูแลกลุ่มผู้ป่วยผู้ที่ยังคงมีอาการผิดปกติยาวนานหลังจากหายจากเชื้อโควิดโดยเน้นการดูแลแบบองค์รวมผสมผสานองค์ความรู้ทางการแพทย์แผนไทยและการแพทย์แผนตะวันตก เช่น การนวดกดจุดกระตุ้นการหายใจ การสุมยา การฝึกหายใจ สมาธิบำบัด กิจกรรมบำบัด และอาหารบำบัด เป็นต้น

นอกจากนั้น ยังได้มีการพัฒนาเป็นหลักสูตรอบรมระยะสั้นในการดูแลผู้ป่วยกลุ่ม Post COVID Syndrome จำนวน
3 หลักสูตร เพื่อพัฒนาทักษะให้แก่ผู้ประกอบการ บุคลากรทางสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง หวังยกระดับการบริการในสถานประกอบการสู่การเป็น medical wellness and tourism และกระตุ้นให้ประเทศไทยเป็นอีกหนึ่งจุดมุ่งหมายใหม่ๆ ในการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของโลก พร้อมทั้งวางเป้าหมายโปรแกรมฟื้นฟูสมรรถภาพฯในครั้งนี้ จะสามารถส่งเสริมสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการและประชาชนในกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน

ถึงเวลาปลุกงานด้านวัฒนธรรมกันได้แล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671996

ถึงเวลาปลุกงานด้านวัฒนธรรมกันได้แล้ว

ถึงเวลาปลุกงานด้านวัฒนธรรมกันได้แล้ว

วันอังคาร ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

วันนี้ผมมีภาพข่าวมาให้ดูภาพหนึ่ง เป็นภาพของการส่งเสริมวัฒนธรรมเกี่ยวกับการแต่งกายของนักเรียนแห่งหนึ่งที่ให้ นักเรียนแต่งชุดไทยมาโรงเรียน 

เห็นแล้วคงบอกได้ว่างานรักษาและส่งเสริมวัฒนธรรมไม่ใช่งานเล็กๆ ที่ใครๆคิดจะทำก็ทำได้ แต่ต้องใช้ความร่วมมือร่วมกันทั้งประเทศ โดยเฉพาะในสังคมแต่ละแห่งจะต้องมีความตั้งใจไปในทิศทางเดียวกัน 

กระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งเป็นกระทรวงที่รับผิดชอบในเรื่องนี้จึงน่าจะเป็นกระทรวงที่มีภาระใหญ่ไม่น้อยกว่ากระทรวงเศรษฐกิจ หรือสังคม

แต่ดูเหมือนว่ากระทรวงวัฒนธรรม ยังขาดการสนับสนุนส่งเสริมที่เพียงพอกับภาระของกระทรวงวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของงบประมาณ ในเรื่องของบุคลากรที่มักจะได้ยินข่าวออกมาอยู่บ่อยครั้งว่าจะน้อยเกินไปบ้างขาดแคลนบ้าง 

สรุปโดยภาพรวมก็คงจะหมายถึงว่า การรักษาและส่งเสริมวัฒนธรรมไทยของเรายังต้องทำงานเหนื่อยกันไปอีกนานกว่าจะเข้ารูปเข้ารอยให้งานด้านวัฒนธรรมเดินไปราบรื่น 

ยิ่งโดยเฉพาะค่านิยมและทัศนคติของคนไทยกำลังถูกชักนำให้ไปนิยมวัฒนธรรมต่างชาติมากขึ้น ยิ่งทำให้วัฒนธรรมไทยยิ่งมีอุปสรรคในการรักษาและส่งเสริมมากขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มคนไทยบางกลุ่มที่ยังมองเห็นว่าวัฒนธรรมไทยเป็นเรื่องเฉิ่ม เชยล้าสมัย 

ดังนั้น จึงถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐจะทำเฉยแล้วปล่อยให้งานด้านวัฒนธรรมเดินไปตามลำพังไม่ได้แล้ว แต่จะต้องเป็นทั้งพี่เลี้ยงและผู้ส่งเสริม สนับสนุนให้งานด้านวัฒนธรรมเดินไปได้อย่างสะดวกและคล่องแคล่วกว่าที่เคยเป็นมา 

ในเวลาเดียวกัน บุคลากรของกระทรวงวัฒนธรรมจะนั่งๆ เดินๆ ทำตัวเช้าชามเย็นชาม เหมือนอย่างแต่ก่อนๆ ที่เคยเป็นมาแล้วไม่ได้เช่นกัน 

เห็นทีจะต้องนำเพลงวัฒนธรรมนำชาติออกมาร้องกันอีกสักครั้งหลังจากที่หยุดหายไปนาน

โดย ชนิตร ภู่กาญจน์ 

อนุรักษ์ผ้าทอพื้นเมืองของท้องถิ่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671989

อนุรักษ์ผ้าทอพื้นเมืองของท้องถิ่น

อนุรักษ์ผ้าทอพื้นเมืองของท้องถิ่น

วันอังคาร ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายนัฐพล กลมกล่อม ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดคุ้งยางใหญ่ สพป.สุโขทัย เขต 1 นำคณะครูและนักเรียน โรงเรียนวัดคุ้งยางใหญ่ จัดกิจกรรม “ครู นักเรียนโรงเรียนวัดคุ้งยางใหญ่แต่งกายชุดผ้าไทยมาโรงเรียนเป็นประจำทุกวันศุกร์” ตามโครงการส่งเสริมอัตลักษณ์ความเป็นไทยผ่านวัฒนธรรมการแต่งกายผ้าไทย เพื่อสร้างการรับรู้และปลูกฝังความภาคภูมิใจในความเป็นไทย ซึ่งนักเรียนชายใส่ผ้าไทยกับกางเกงนักเรียน ส่วนนักเรียนหญิงใส่กับผ้าซิ่น โดยนำผ้าทอพื้นเมืองจากอำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย มาตัดเป็นชุดประจำโรงเรียน เพื่อส่งเสริมความเป็นไทย และร่วมกันอนุรักษ์ผ้าทอพื้นเมืองของท้องถิ่นให้อยู่คู่กับสังคมไทยต่อไป

AISL เตรียมก่อตั้งศูนย์กลางเพื่อการศึกษา และการเรียนรู้ระดับโลกในประเทศไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671990

AISL เตรียมก่อตั้งศูนย์กลางเพื่อการศึกษา   และการเรียนรู้ระดับโลกในประเทศไทย

AISL เตรียมก่อตั้งศูนย์กลางเพื่อการศึกษา และการเรียนรู้ระดับโลกในประเทศไทย

วันอังคาร ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เอเชีย อินเตอร์เนชั่นแนล สคูล ลิมิเต็ด (AISL) ประกาศแผนก่อตั้ง AISL Academy Bangkok ศูนย์กลางการศึกษาและการเรียนรู้ระดับโลกในประเทศไทย ในปี 2567 โดยสถาบัน จะอยู่ติดกับโรงเรียนนานาชาติฮาร์โรว์กรุงเทพฯซึ่งเป็นโรงเรียนหนึ่งในเครือ AISL Harrow สถาบันจะทำหน้าที่ในการยกระดับความเชี่ยวชาญทางวิชาชีพและเพิ่มประสิทธิภาพในการศึกษาให้กับโรงเรียนนานาชาติฮาร์โรว์กรุงเทพฯ และเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของกรุงเทพฯ มีสิ่งอำนวยความสะดวกระดับโลกและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาที่ทันสมัยสำหรับครูอาจารย์ทั่วโลก

สถาบันจะจัดหลักสูตรการเรียนรู้ที่สนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ มีการจัดกิจกรรมเพื่อการศึกษาและเพื่อชุมชนในพื้นที่สีเขียวให้กับผู้ที่เข้ามาใช้บริการและเป็นปอดให้กับชุมชนใกล้เคียง ในปี 2566 สถาบันจะเปิดการสอนผ่านระบบออนไลน์ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา โดยจะมีเนื้อหาถึงกระบวนการจัดการเรียนการสอนที่ทันสมัย การเรียนรู้แบบมืออาชีพและการพัฒนาสังคม ภายในสภาพแวดล้อมที่เป็นสากล การมีปฏิสัมพันธ์ และสร้างการเชื่อมโยงถึงกัน 

อว.จัดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ 2แห่งที่อิมแพคและสามย่านมิตรทาวน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671994

อว.จัดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ  2แห่งที่อิมแพคและสามย่านมิตรทาวน์

อว.จัดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ 2แห่งที่อิมแพคและสามย่านมิตรทาวน์

วันอังคาร ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ปี 2565 นี้ อว. กำหนดจัดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติขึ้น 2 แห่ง คือที่อิมแพค เมืองทองธานี ในรูปแบบการจัดงานวิทยาศาสตร์ที่ดำเนินมาทุกปีมีสถานที่จัดงานกว้างขวาง และเดินทางสะดวกสำหรับนักเรียน เยาวชนที่สนใจเข้าชมงาน และในปีนี้ได้ริเริ่มจัดที่สามย่านมิตรทาวน์ขึ้นเป็นปีแรก ซึ่งเป็นใจกลางเมืองอีกแห่งที่มีเยาวชนรวมตัวกันมากเป็นพิเศษ ทั้งมหาวิทยาลัย และโรงเรียนต่างๆ อีกทั้งยังสามารถเดินทางด้วยรถไฟฟ้าบีทีเอส และรถไฟฟ้าใต้ดินเอ็มอาร์ทีได้อย่างสะดวกมากภายใต้แนวคิด “ศิลปะ วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม เพื่อสังคมที่ยั่งยืน” นำเสนอความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ผสานกับศิลปะในมุมของการขับเคลื่อนพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์

“คนไทยเก่งในการประยุกต์ใช้ให้เข้ากับวัฒนธรรมแบบไทย วิทยาศาสตร์จึงไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับคนไทย แต่มีการ
ต่อยอดพัฒนาจากอดีตจนถึงปัจจุบันมาสู่วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ดังนั้น ถ้าจะให้เกิดประสิทธิภาพสูงที่สุด จึงต้องมีการผนวกรวมวิทยาศาสตร์ในยุคเก่าและยุคใหม่เข้าด้วยกัน ซึ่งเราจะได้สัมผัสและเรียนรู้สิ่งเหล่านี้กันในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ ของปีนี้ ที่จะปลุกความเป็นนักวิทยาศาสตร์ในตัวของทุกคนกับนิทรรศการที่น่าตื่นตาตื่นใจและกิจกรรมที่สนุกสนานอีกมากมาย” ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก กล่าว 

ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม กล่าวว่ามหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ จะจัดขึ้น ณ อาคาร 9-10 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี
ระหว่างวันที่ 13-21 สิงหาคม 2565 แล้ว ยังกำหนดจัดเพิ่มขึ้นอีก 1 แห่งใจกลางกรุงเทพฯ ในชื่อ NST Fair Science Carnival Bangkok ในรูปแบบScience Carnival จัดขึ้นที่สามย่านมิตรทาวน์ วันที่ 17-21 สิงหาคม 2565 กิจกรรมภายในงาน อาทิ Makers Science & Challenges กิจกรรมเวิร์กช็อปสำหรับคนชื่นชอบการประดิษฐ์การแข่งหุ่นยนต์เห่ย (Hebocon) สิ่งประดิษฐ์จากขยะ ขบวน Electric Parade ในยามค่ำคืน อาหาร superfood ผงโปรตีนธรรมชาติจิ้งหรีดขาว เป็นต้น

ผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติกล่าวถึง ภาพรวมของการจัดงานที่อิมแพค เมืองทองธานี ในปีนี้ ประกอบด้วย5 นิทรรศการ โดยมีกิจกรรมไฮไลท์ได้แก่ นิทรรศการเทิดพระเกียรติ ของกษัตริย์ไทยและพระบรมวงศานุวงศ์ อันเปี่ยมไปด้วยคุณูปการและพระอัจฉริยภาพด้านวิทยาศาสตร์ นิทรรศการแก้วเปลี่ยนโลก(Through the Looking Glass) นิทรรศการที่เล่าเรื่อง “แก้ว” ในทุกมิติทั้งในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ศิลปะ และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน และนิทรรศการ ลอดช่อง ส่องถ้ำ (Cave and Karst) จำลองถ้ำและคาสต์เพื่อเปิดพรมแดนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ นิทรรศการนวัตกรรมวันรุ่ง (Tomorrow Land) จินตนาการถึงความต้องการในอนาคตที่ต้องการให้ผู้คนทั้งหลายได้อยู่ดีกินดี และนิทรรศการวิทย์ คิด เพื่อ คุณ (Basic Science for All Exhibition) ร่วมทำความเข้าใจและเรียนรู้พื้นฐานธรรมชาติเกี่ยวกับ Basic Science ที่นำไปสู่การทดลองแก้ปัญหาและต่อยอดการสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์นวัตกรรมต่างๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน

‘พล.ร.อ.ชุมนุม อาจวงษ์’ ส.ว. ถึงแก่อนิจกรรม เลื่อน ‘พล.อ.สมศักดิ์ นิลบรรเจิดกุล’ แทน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

‘พล.ร.อ.ชุมนุม อาจวงษ์’ ส.ว. ถึงแก่อนิจกรรม เลื่อน ‘พล.อ.สมศักดิ์ นิลบรรเจิดกุล’ แทน

‘พล.ร.อ.ชุมนุม อาจวงษ์’ ส.ว. ถึงแก่อนิจกรรม เลื่อน ‘พล.อ.สมศักดิ์ นิลบรรเจิดกุล’ แทน

วันจันทร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 16.03 น.

“พล.อ.สมศักดิ์ นิลบรรเจิดกุล”อดีต สนช. เลื่อนขึ้นมาเป็น ส.ว.แทน  “พล.ร.อ.ชุมนุม อาจวงษ์” ที่ถึงแก่อนิจกรรม  

วันที่ 8 สิงหาคม 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภา ว่า เวลา 02.00 น. พล.ร.อ.ชุมนุม อาจวงษ์ สมาชิกวุฒิสภา  (ส.ว.)ได้ถึงแก่อนิจกรรมด้วยอาการติดเชื้อในกระแสเลือด โดยจะมีพิธีพระราชทานเพลิงศพ ในวันเดียวกันนี้ เวลา 16.30 นาฬิกา ณ วัดเครือวัลย์วรวิหาร เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ  โดยพล.องประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี 

ทั้งนี้พล.ร.อ.ชุมนุม อาจวงษ์ อายุ 68 ปี  เกิดเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2497 เคยดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงกลาโหม ตุลาการศาลทหารสูงสุด และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ก่อนดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา โดยมีตำแหน่งสำคัญ ได้แก่ รองประธานคณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา รองประธานคณะกรรมาธิการสามัญพิจารณาศึกษา เสนอแนะ และรวบรวมความคิดเห็นประกอบรัฐธรรมนูญ และรองประธานอนุกรรมาธิการทางน้ำ และพาณิชย์นาวี กรรมาธิการการบริหารราชการแผ่นดิน และประธานคณะอนุกรรมาธิการกำกับดูแลการบริหารราชการแผ่นดิน ประธานกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย–เยอรมัน

สำหรับรายชื่อบุคคลสำรองสำหรับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่ง ส.ว. ตามประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 2/2565 เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อแต่งตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา แทนตำแหน่งที่ว่าง ในลำดับถัดไป ได้แก่ พล.อ.สมศักดิ์ นิลบรรเจิดกุล อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

วช. พร้อมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อน Creative Economy ด้วยงานวิจัยเด่นปี 2565

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671978

วช. พร้อมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อน Creative Economy ด้วยงานวิจัยเด่นปี 2565

วช. พร้อมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อน Creative Economy ด้วยงานวิจัยเด่นปี 2565

วันจันทร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 15.58 น.

สถานการณ์โควิด-19 ในช่วง 2 ปี ที่ผ่านมา ทำให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจ อันเนื่องมาจากการขาดรายได้จากนักท่องเที่ยว รายได้กว่า 20 เปอร์เซ็นต์ ของจีดีพีหายไป และโอกาสการฟื้นตัวอาจไม่ง่ายอย่างที่หลายฝ่ายคาดการณ์

Creative Economy หรือ เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ เป็นโฉมหน้าใหม่ของเศรษฐกิจที่อยู่บนแนวคิดที่ว่า ประเทศไทยมีต้นทุนทางวัฒนธรรมติดอันดับ 5-7 ของประเทศที่มีความร่ำรวยทางวัฒนธรรมมากที่สุดในโลก 

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้จัดเวทีเสวนาในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2565 ที่ผ่านมา ณ ห้องเวิลด์บอลรูม ชั้น 23 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ ในหัวข้อ “การสนับสนุนงานวิจัยด้าน Creative Economy ” โดยมีผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผอ. วช. ,ศ.นพ.บรรจง มไหสวริยะ อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และ ผศ.ดร.สุรพงษ์ เลิศสิทธิชัย อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินรายการโดย ศ.ดร.พีระพงศ์ ฑีฆสกุล จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ได้ให้การสนับสนุนงานวิจัยด้าน Creative Economy ตามนโยบายของรัฐบาล และ รมว.อว. ศ.พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เพื่อให้เกิดการเชื่อมต่อในการออกแบบและวางแผน และเป็นหนึ่งในกรอบงานวิจัยที่นำมาจัดแสดงในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2565  โดยสถาบันการศึกษาได้เลือกนำผลิตภัณฑ์เชิงวัฒนธรรม ชีวิตความเป็นอยู่ ที่มีความโดดเด่นทั้งในรายพื้นที่ โดยเฉพาะในเรื่องอาหาร มีงานวิจัยออกมาเป็นจำนวนมาก

“keyword คือ ความคิดในการสรรค์สร้างทุนทางวัฒนธรรมให้มีมูลค่าสูงขึ้น ซึ่ง วช. ได้ทำงานร่วมกับสถาบันการศึกษา โดยให้ความสำคัญวางเป้าหมายที่จะประสบความสำเร็จตามยุทธศาสตร์ ววน. ปี 2563-2565 ทำให้เห็นผลสำเร็จ และยุทธศาสตร์ ววน. ปี 2566-2570 จะยกระดับงานทางสังคมไปสู่ความยั่งยืน สร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งนี้ จะเห็นว่าการใช้ประโยชน์จากผู้นำทางความคิดที่เป็นปราชญ์ ภูมิปัญญา ความรู้ ศิลปกรรม เป็นโจทย์ที่ท้าทายจึงนำไปสู่การส่งเสริมงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม ตามที่ รมว. อว. มอบนโยบาย

ผลงานวิจัยด้าน Creative Economy ที่ วช. ให้ทุนสนับสนุน จะเป็นเรื่องของการสร้างองค์ความรู้ใหม่ ซึ่งมีงานวิจัยเด่น ๆ อาทิ เทคนิคการออกแบบลาวพร่าเลือน ในงานไหมมัดหมี่ ของมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นงานที่ทำให้ผ้ามัดหมี่ มี อัตลักษณ์ เกิดลวดลายที่เป็นที่ต้องการของตลาด การอนุรักษ์งานศิลปกรรมที่นครศรีธรรมราช และที่ วช. ภาคภูมิใจ คือ งานวิจัยที่ทำร่วมกับมหาวิทยาลัยศิลปากร และทำให้องค์การยูเนสโก ประกาศให้เพชรบุรีเป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหารของโลกซึ่งผลงานวิจัยนี้ถือเป็นต้นแบบของการประเมินโดยหน่วยงานระดับนานาชาติ เป็นการบ่งชี้ว่า ววน. เป็นส่วนสำคัญ ทำให้จังหวัดเพชรบุรีใช้ยุทธศาสตร์ดังกล่าวมาทำงานร่วมกับ วช. เป็นความภาคภูมิใจที่เราได้ใช้งาน ววน. มาทำให้เกิด Creative Economy 

ศ.นพ.บรรจง มไหสวริยะ อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ในอนาคต Creative Economy จะมีความสำคัญมาก และจะเป็นทางรอดของประเทศไทย เพราะจากนี้สุภาษิตตกปลาเป็นไม่พอแล้ว ทุกประเทศตกปลาเป็นหมด แต่สิ่งที่จะทำให้อยู่รอดคือ การสร้างมูลค่า ในมหาวิทยาลัยต้องสอนให้เพิ่มมูลค่า ถ้าศึกษาชีวิตของคนดังอย่าง สตีฟ จ๊อบ, บิล เกทส์ ,มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ล้วนไม่ได้เรียนตามปกติ แต่ชอบทำสิ่งที่ท้าทาย และมีโอกาสและจังหวะชีวิตที่ดี จังหวะชีวิตเป็นสิ่งสำคัญมาก แต่ละช่วงชีวิตจะมีคนที่เป็น Key person สร้างอะไรที่เป็นประโยชน์ การที่จะสร้างมูลค่าสิ่งใดได้เราจะต้องสร้างความเป็น Creative และจะต้องยืนให้ได้ด้วยตัวเอง

สำหรับผลงานวิจัยด้าน Creative Economy ของมหาวิทยาลัยมหิดล  อาทิ สุดสาครออเครสตร้า มหัศจรรย์หุ่นไม้จันทร์หอม แฮรี่พอตเตอร์ ออเครสตร้า โครงการอุทยานฯ เป็นต้น

ผศ. ดร. สุรพงษ์ เลิศสิทธิชัย จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า งานวิจัยด้านเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ในช่วง 2562-2563 เพิ่มขึ้นมาก ในปีนี้มีประมาณ 100 ผลงาน แต่มูลค่าไม่สูงนัก อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์สามารถใช้เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยอาศัยวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ที่มีเป็นทุนเดิม ซึ่งในปี 2565 ได้รับทุนวิจัยมุ่งเป้าทำวิจัย โดย รมว. อว. ให้แนวทางว่างานวิจัยเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จะต้องเกิดจากวัฒนธรรมที่เป็นความคิดของคนในท้องถิ่น เป็นความเชี่ยวชาญ สามารถบูรณาการได้ มีผู้วิจัยหลากหลายสาขา มีการขยายผลต่อยอดในวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว มีการสร้างคุณค่าเพื่อเพิ่มมูลค่า แบ่งเป็น 4 กลุ่ม บวก1 ได้แก่ กลุ่มศิลปะและดนตรี กลุ่มสินค้า กลุ่มบริการสร้างสรรค์ กลุ่มสื่อสร้างสรรค์ และสาขาที่เกี่ยวข้อง

งานวิจัยเด่น อาทิ สามย่าน รถไฟสายประวัติศาสตร์ ลำพูน เชียงใหม่ การใช้พื้นที่สถานีรถไฟหัวลำโพง The Gastronomy  อาหารไทยบนแพลตฟอร์ม กิจกรรมมวยไทยสำหรับชนทุกวัย ผลิตภัณฑ์สปา เป็นต้น

‘สุเทพฯ’พร้อมปรับหลักสูตร-ระบบทวิภาคี เตรียมประเมินโครงการ อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671954

'สุเทพฯ'พร้อมปรับหลักสูตร-ระบบทวิภาคี เตรียมประเมินโครงการ อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี  มีอาชีพ

‘สุเทพฯ’พร้อมปรับหลักสูตร-ระบบทวิภาคี เตรียมประเมินโครงการ อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ

วันจันทร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 14.44 น.

“สุเทพฯ” เดินหน้าแผนขับเคลื่อนและพัฒนาการเรียนการสอนอาชีวะ พร้อมปรับหลักสูตร-ระบบทวิภาคี-เตรียมประเมินโครงการ “อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี  มีอาชีพ”  

วันที่ 8 สิงหาคม 2565 นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะอนุกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา (อ.กรอ.อศ.) ที่มี น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศธ. เป็นประธาน เมื่อเร็วๆนี้  โดย รมว. ศธ. ได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ไปรวบรวมปัญหา ข้อเสนอแนะที่ภาคเอกชนเสนอความคิดเห็นเข้ามา เพื่อนำมาขับเคลื่อนและพัฒนาการเรียนการสอนอาชีวะ เช่น เสนอให้มีการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบทวิภาคีที่ยืดหยุ่น มีหลักสูตรที่ยืดหยุ่นให้ผู้เรียนอาชีวศึกษาสามารถเรียนจบระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ได้ภายใน 4 ปี โดยที่วิชาการและกิจกรรมไม่ลดลง ซึ่งเด็กจะมีอายุ 18 ปี สามารถทำงานในสถานประกอบการได้ ซึ่งขณะนี้เมื่อเด็กเรียนจบระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) จะมีอายุ 17 ปี ซึ่งไม่สามารถทำงานได้ เนื่องจากอายุไม่ถึง ติดกฎหมายแรงงาน หรือ ปรับหลักสูตรให้มีความยืดหยุ่น การขับเคลื่อนการเรียนการสอนในระบบทวิภาคีไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 จากปัจจุบันจัดอยู่ที่ประมาณ 15 %  และการรีแบรนด์ แก้ไขปัญหานักเรียนอาชีวะทะเลาะวิวาท เพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้เป็นแรงกระตุ้นเพื่อผู้เรียนสนใจเข้ามาเรียนอาชีวะเพิ่มมากขึ้น เป็นต้น 

นายสุเทพ กล่าวต่อว่า เช้าวันนี้ตนได้เรียกประชุมผู้บริหาร สอศ.ทั้งหมด เพื่อหารือและวางแผนจัดทำข้อเสนอในการพัฒนาอาชีวศึกษา เพื่อจะนำข้อมูลนี้เสนอให้ รมว.ศธ. พิจารณาในวันที่ 11 สิงหาคม นี้ อย่างไรก็ตาม สำข้อเสนอแนะของเอกชนบางข้อ ซึ่ง สอศ.ได้ดำเนินการมาบ้างแล้ว เช่น การผลักกดันให้ผู้เรียนอาชีวศึกษาเรียนจบ ปวส.ภายใน 4 ปี โดยตนได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายนำเข้าอนุกฏหมายของ สอศ.เพื่อจะนำผลการดำเนินการเสนอให้ รมว.ศธ.พิจารณาว่าจะดำเนินการในเรื่องนี้อย่างไรต่อไป  ส่วนการปรับหลักสูตรให้มีความยืดหยุ่นนั้น  สอศ.มีช่องที่สามารถให้สถานศึกษาปรับหลักสูตรได้ แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ การปรับหลักสูตรเป็นรายวิชา การปรับหลักสูตรระดับสถานศึกษา และการปรับหลักสูตรทั้งหมด ซึ่งการปรับหลักสูตรจะมีการมอบอำนาจให้แต่ละส่วนที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการได้ เช่น การปรับหลักสูตรเป็นรายวิชา ผู้อำนวยการสถานศึกษามีอำนาจในการอนุมัติปรับเพิ่มหรือลดหลักสูตรได้  การปรับหลักสูตรระดับสถานศึกษา ให้สถานศึกษาสามารถทำได้ โดยตั้งคณะกรรมการร่วมกับสถานประกอบการในพื้นที่เข้ามาหารือเพื่อปรับหลักสูตรร่วมกัน และการปรับหลักสูตรทั้งหมดจะต้องให้ส่วนกลาง คือ สอศ.ดำเนินการเอง ดังนั้นในการปรับหลักสูตรถ้าเป็นการเพิ่มหรือลดหลักสูตรบางรายวิชา การเพิ่มทักษะผู้เรียน สถานศึกษาสามารถดำเนินการเองได้ ซึ่งต่อไป สอศ.จะทำหนังสือชี้แจงและย้ำไปยังสถานศึกษาอีกครั้ง

“ทั้งนี้ การวางแผนผลักดันการเรียนระบบทวิภาคี การสร้างภาพลักษณ์ใหม่ การทำความร่วมมือกับสถานประกอบการชั้นนำให้มากขึ้น เพื่อที่จะผลิตและพัฒนาคนให้ตรงกับอุตสาหกรรมใหม่ตามที่รัฐบาลให้การสนับสนุน นอกจากนี้ ผมได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปปรับระเบียบใหม่ เพื่อดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมพัฒนาการศึกษาในพื้นที่ของสถานศึกษา เช่น ในพื้นที่ของวิทยาลัยเกษตร วิทยาลัยเทคนิค  เป็นต้น  เพราะมีบางสาขาที่ต้องใช้เทคโนโลยีที่สูง แต่ทางวิทยาลัยไม่สามารถลงทุนเองได้ การดึงเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนทางการศึกษาจะช่วยทำให้วิน-วิน ทั้ง 2 ฝ่าย เพราะเด็กได้ฝึกใช้เครื่องมือจริง และสถานประกอบการได้คนที่มีทักษะตรงกับความต้องการ” นายสุเทพ กล่าว

เลขาธิการ กอศ. กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ สอศ.กำลังดำเนินการประเมินผลในช่วงภาคเรียนแรกของ โครงการ “อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี  มีอาชีพ”  ซึ่งในปีการศึกษา 2565 สามารถดึงเด็กกลับมาเรียนในโครงการได้กว่า  4,000 คน โดยจะทำการประเมิน 3 ส่วนก่อน เช่น ประเมินในส่วนของผู้ปกครอง เพื่อสอบถามว่าผู้ปกครองมีความกังวลใจหรือไม่อย่างไรที่ให้เด็กมาอยู่ประจำในโครงการฯ  และสอบถามผู้เรียน ว่าการมาอยู่หอพักได้รับความสะดวกสบายและได้รับการดูแลอย่างไร  และสอบถามสถานศึกษาและครู ว่า บริหารโครงการนี้อย่างไรและมีปัญหาอุปสรรคอย่างไร บ้าง โดยการประเมินใน 3 ส่วนนี้จะต้องดำเนินให้แล้วเสร็จภายในภาคเรียนที่ 1 นี้ และต้องประเมินให้เสร็จภายในเดือน ก.ย.นี้ และหลังจากเด็กเรียนจบหลักสูตรแล้ว สอศ.ก็จะทำการประเมินในส่วนที่ 4 คือ ประเมินสถานประกอบการ ว่าเด็กในโครงการฯนี้ตอบโทจย์สถานประกอบการได้หรือไม่อย่างไร  และประมาณเดือน ต.ค.นี้ ศธ.จะต้องนำเสนอให้คณะรัฐมนตรี(ครม.)รับทราบผลการดำเนินโครงการฯ 

‘สุภัทร’มั่นใจเกณฑ์เฟ้นเลขาธิการ สกสค.-ผอ.องค์การค้า เสร็จทันก่อนเกษียณฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671911

‘สุภัทร’มั่นใจเกณฑ์เฟ้นเลขาธิการ สกสค.-ผอ.องค์การค้า เสร็จทันก่อนเกษียณฯ

‘สุภัทร’มั่นใจเกณฑ์เฟ้นเลขาธิการ สกสค.-ผอ.องค์การค้า เสร็จทันก่อนเกษียณฯ

วันจันทร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 13.15 น.

‘สุภัทร’มั่นใจเกณฑ์เฟ้นเลขาธิการ สกสค.-ผอ.องค์การค้า เสร็จทันก่อนเกษียณฯ

8 สิงหาคม 2565 นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) เปิดเผยความคืบหน้าการยกร่างหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคาลกรทางการศึกษา (สกสค.) ว่า อยู่ระหว่างปรับแก้รายละเอียด คาดว่าจะได้ข้อสรุปและเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการ สกสค. ที่มี น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศธ. พิจารณาภายในเดือนสิงหาคมนี้ ส่วนการยกร่างหลักเกณฑ์และวิธีการสรรรหาผู้อำนวยการ องค์การค้า ของ สกสค. นั้น จะนำโครงร่างหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาเลขาธิการ สกสค.และเลขาธิการคุรุสภา มาดูว่า มีอะไรที่สามารถกำหนดให้สอดคล้องกันได้บ้าง ก่อนเริ่มดำเนินการเขียนคุณลักษณะเฉพาะ และเสนอรัฐมนตรีว่าการ ศธ. พิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการยกร่างหลักเกณฑ์ดังกล่าว ซึ่งคิดว่าจะสามารถดำเนินการได้ทันก่อนที่ตนจะเกษียณอายุราชการ ในวันที่ 30 กันยายน นี้แน่นอน

ส่วนความคืบหน้าการการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ… ของ คณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฯ ของสภาผู้แทนราษฎรฯ นั้น เท่าที่ทราบมีการพิจารณาไปแล้วกว่า 40 มาตรา ส่วนกรณีที่สภาฯ มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 19/2560 เรื่องการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีสาระสำคัญ คือ ให้อำนาจหน้าที่เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาของคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ไปเป็นของคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ. ) เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา และการบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูฯในเขตพื้นที่ฯ ตามมาตรา 53(3) และ (4) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้ผู้อํานวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) และผู้อํานวยการสถานศึกษา แล้วแต่กรณีโดยความเห็นชอบของ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ เป็นผู้มีอำนาจสั่งบรรจุฯ ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของวุฒิสภานั้น เท่าที่ทราบยังมีความเห็นต่างอยู่ 2-3 ข้อ ซึ่งก็ต้องรอดูว่าเมื่อได้ข้อสรุปแล้ว ทางสภาฯจะเห็นชอบด้วยหรือไม่ หากไม่เห็นชอบก็ต้องตั้ง กมธ.ร่วม 2 สภาฯ ตรงนี้ต้องรอดูรายละเอียดต่อไป

‘วิษณุ’แนะเติมวิชาหน้าที่พลเมือง-ประวัติศาสตร์ ในหลักสูตรโรงเรียนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671907

‘วิษณุ’แนะเติมวิชาหน้าที่พลเมือง-ประวัติศาสตร์ ในหลักสูตรโรงเรียนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา

‘วิษณุ’แนะเติมวิชาหน้าที่พลเมือง-ประวัติศาสตร์ ในหลักสูตรโรงเรียนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา

วันจันทร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 13.13 น.

‘วิษณุ’แนะเติมวิชาหน้าที่พลเมือง-ประวัติศาสตร์ ในหลักสูตรโรงเรียนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา

8 สิงหาคม 2565 ที่โรงแรมนภาลัย จังหวัดอุดรธานี มีการประชุมสัมมนาผู้บริหารโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ครั้งที่ 40 “ประวัติศาสตร์ที่ไม่ควรลืม” โดยมีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิด และบรรยายพิเศษ ตอนหนึ่ง ว่า โรงเรียนไทยรัฐวิทยา ได้เพิ่มการเรียนการสอนในวิชาสำคัญที่นอกเหนือไปจาก 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ที่มีอยู่แล้ว อีก 2 วิชา คือ วิชาความฉลาดรู้เรื่องสื่อ กับ วิชาหน้าที่พลเมืองและศีลธรรม และในปีการศึกษา 2565 นี้ ก็ได้เพิ่มการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ อีกวิชาหนึ่ง ซึ่งขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) มีพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ซึ่งโรงเรียนในพื้นที่สามารถจัดการศึกษาได้หลากหลาย ดังนั้น ถ้าเป็นไปได้ตนขอฝากผู้เกี่ยวข้องว่าในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษานั้น อาจนำวิชาความรอบรู้เกี่ยวกับสื่อ วิชาหน้าที่พลเมือง ศีลธรรม และวิชาประวัติศาสตร์ใส่ไว้ในหลักสูตรของโรงเรียนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาด้วย

“ประวัติศาสตร์ เป็นสิ่งที่มีประโยชน์มากมาย เป็นองค์ความรู้เรื่องราวในอดีตที่มีหลักฐานชัดเจน หากไม่รู้เรื่องในอดีตอาจทำเรื่องในอนาคตได้ไม่ดี เพราะคนในอดีตอาจทำเรื่องนั้น ๆไว้แล้ว โดยเราสามารถนำมาปรับประยุกต์ใช้กับปัจจุบัน และอนาคตได้ในทุก ๆสาขาอาชีพ หรือ อาจกล่าวได้ว่าก่อนจะแลหน้า ให้เหลียวหลังก่อน จึงจะเรียกว่ารอบรู้ ประเทศชาติเปรียบเสมือนต้นไม้  ประวัติศาสตร์เปรียบเสมือนรากของต้นไม้ ประวัติศาสตร์ทำให้รู้รากเหง้าของประเทศ ถ้าประวัติศาสตร์ยิ่งยาวก็ยิ่งแข็งแกร่ง เหมือนต้นไม้ที่มีรากแก้ว ไม่ใช่มีแต่รากฝอยซึ่งถ้าเป็นแบบนั้น ในที่สุดก็จะล้มลง” นายวิษณุ กล่าว

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ความไม่ประสบผลสำเร็จของวิชาประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาคือ ได้คนที่ไม่สนใจมาสอน วิธีการสอนไม่สนุก และคนที่สอนกับคนที่เรียนไม่พอใจในวิชาเท่าที่ควร เมื่อไม่พอใจก็ไม่มีความพากเพียรเอาใจใส่  ซึ่งการใช้อิทธิบาท 4 คือ “ฉันทะ” ความรักงาน-พอใจกับงานที่ทำอยู่ “วิริยะ” ขยันหมั่นเพียรกับงาน “จิตตะ” ความเอาใจใส่รับผิดชอบงาน และ “วิมังสา” การพินิจพิเคราะห์ หรือ ความเข้าใจ มาเป็นแนวทางการทำงาน จะทำให้การสอนประวัติศาสตร์สำเร็จได้ ต้องสอนให้รู้ว่าเรื่องราวนั้น ๆเกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมถึงเกิดขึ้น และเกิดแล้วส่งผลอะไร ซึ่งไม่ใช่การสอนโดยให้ท่องจำ

จากนั้นนายวิษณุ พร้อมด้วย นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ชมนิทรรศการการจัดการ ศึกษาของโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ