‘มข.-Google’จัด‘Hackathon AppSheet’ พัฒนานวัตกรรมเพื่อการทำงานยุคดิจิทัล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671769

‘มข.-Google’จัด‘Hackathon AppSheet’  พัฒนานวัตกรรมเพื่อการทำงานยุคดิจิทัล

วันจันทร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ร่วมกับ Google นำโดย ผศ.ดร.เด่นพงษ์ สุดภักดี รองอธิการบดีฝ่ายดิจิทัล มหาวิทยาลัยขอนแก่น และ Mr.Edward Satio Customer Engineer Google Workspace, APAC จัดการแข่งขัน Hackathon AppSheet แอปพลิเคชั่น นำบุคลากรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศกว่า 30 คน ร่วมพัฒนานวัตกรรมเพื่อการทำงานยุคดิจิทัลโดยปราศจากการเขียนโปรแกรมหรือการเขียนโค้ดดิ้ง โดยมีการฝึกอบรมจากบริษัทกูเกิ้ลรวมระยะเวลากว่า 2 สัปดาห์ ณ ศูนย์นวัตกรรมการเรียนการสอน ชั้น 4 มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ผศ.ดร.เด่นพงษ์ สุดภักดี รองอธิการบดีฝ่ายดิจิทัล มหาวิทยาลัยขอนแก่น เผยว่า กิจกรรมแฮกกาธอน (Hackathon) ครั้งนี้เป็นกิจกรรมที่กูเกิ้ลจัดเป็นครั้งแรกในเอเชียแฟซิฟิก โดยที่ร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น ในฐานะที่เราทำงานร่วมกันมานาน กูเกิ้ลเห็นความสำคัญ มหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นกลุ่มแรกๆ ที่เข้าถึงเครื่องมือ กับเจ้าของในการพัฒนาระบบทำให้มหาวิทยาลัยสามารถ พัฒนาต่อยอดได้เร็ว เมื่อ 10 ปีที่แล้ว มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการ google apps for education support programs

ได้รับการสนับสนุนให้ใช้กูเกิ้ลแอปพลิเคชั่นฟรีมาตลอดเป็นระยะเวลายาวนาน พอมีกิจกรรมร่วมกันนอกจากเราเป็นผู้ใช้ยังได้เป็นผู้พัฒนาร่วมกันอย่างต่อเนื่อง กิจกรรมครั้งนี้ก็เป็นหนึ่งในตัวแอปที่อยู่ในกูเกิ้ลเวิร์กสเปซที่เราใช้อยู่ ชื่อ แอปชีท (AppSheet) เป็นโปรแกรมหรือเครื่องมือ ที่ใช้ในการพัฒนาแอปในโทรศัพท์มือถือหรือใน ไอแพด หรือแท็บเลต ที่พัฒนาแบบง่ายไม่ต้องเขียนโปรแกรม ใช้วิธีการตั้งค่าอยู่ในระบบสามารถที่จะใช้แอปนี้ส่งต่อแล้วไปใช้งานได้เลย วิธีการสร้างสะดวก ใช้เทคนิคที่เรียกว่าโนโค้ด คือไม่ต้องเขียนโค้ด

เมื่อเห็นว่าเราน่าจะพัฒนาทีมงานของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ให้สามารถที่จะทำแอปตัวนี้ได้ โดยที่ไม่ต้องเขียนโปรแกรม ก็สามารถใช้งานได้เราก็เลยเริ่มต้นโดยการทำ Hackathon ก็คือให้ทีมของมหาวิทยาลัยขอนแก่นประมาณ 30 คน เริ่มต้น รู้จักวิธีการ และพัฒนาแอปพลิเคชั่น ตัวนี้ออกมาและหวังว่า วันข้างหน้าเราจะให้ทีมนี้ที่จะสอนคนอื่นและขยายผลไปยังหน่วยงานต่างๆ สามารถสร้างเครื่องมือเป็นแอปพลิเคชั่นง่ายๆ ที่อยู่บนมือถือ โดยที่ไม่จำเป็นต้องรู้โปรแกรมมากนัก

“ความต้องการในการสร้างเครื่องมือดิจิทัล มีอยู่อย่างมากจนกระทั่งทำให้ส่วนกลาง โดยเฉพาะของฝ่ายดิจิทัลเองรับมือไม่ไหว จากความต้องการเหล่านั้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะง่ายและสะดวกที่สุดคือการทำให้ทุกคนทำได้เองในเบื้องต้น โดยที่มีฝ่ายดิจิทัลหรือส่วนกลางของมหาวิทยาลัยคอยสนับสนุนให้การช่วยเหลือ ก็จะทำให้เราตอบสนองผู้ใช้ได้มากขึ้น” ผศ.ดร.เด่นพงษ์ กล่าว

เอ็ดเวิร์ด ซาติโอ (Edward Satio) Customer Engineer Google Workspace, APAC กล่าวว่า วันนี้เป็นวันสุดท้ายของ Hackathon KKU ตลอดเวลา 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาได้เกิดความคิดสร้างสรรค์มากมายจากผู้เข้าร่วมอบรม พบความท้ายทายมาจากหลายด้าน อาทิ ทำอย่างไรจะพัฒนาความสามารถของบุคลากร ทำอย่างไรให้มหาวิทยาลัยมีความปลอดภัย และทำอย่างไรจะพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้ครบครัน นับเป็นความท้าทายที่แท้จริงของเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยที่ต้องพัฒนาและหาแนวทางที่จะตอบสนองความท้าทายเหล่านั้น

“ความร่วมมือของมหาวิทยาลัยขอนแก่นและกูเกิ้ลเป็นไปอย่างราบรื่น จากการอบรมครั้งนี้ได้เห็นผลลัพธ์ดีๆ จาก Hackathon ที่ผลักดันคำตอบต่างๆ ไปสู่ผลผลิต แอปพลิเคชั่น ที่จะช่วยให้บุคลากรและมหาวิทยาลัยดำเนินงานได้ดียิ่งขึ้น จากการใช้ AppSheet แล้วจะสามารถตอบปัญหาต่างๆ ที่ต้องการตอบได้ ท้ายที่สุดความร่วมมือระหว่างกูเกิ้ลกับมหาวิทยาลัยขอนแก่นยิ่งแน่นแฟ้นขึ้นอีกด้วย” Customer Engineer Google Workspace, APAC กล่าว

จุฑารัตน์ คำหวาน นักจัดการงานทั่วไป ชำนาญการ งานสารบรรณ กองบริหารงานกลาง (ซ้าย) ทีมได้รับรางวัลชนะเลิศ จากการแข่งขัน Hackathon AppSheet กล่าวว่า การเข้าร่วมอบรม AppSheet ทำให้เราสามารถพัฒนาแอปต้นแบบเกี่ยวกับการแจ้งปัญหาภายในมหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยที่เราไม่ได้เป็นโปรแกรมเมอร์ สามารถพัฒนาแอปด้วยเครื่องมือที่เรียกว่าแอปชีท โดยกูเกิ้ลได้โดยไม่ต้องใช้โค้ด โดยไม่มีการโค้ดดิ้ง

ด้าน ภาสพันธ์ จิโนทา นักวิชาการโสตทัศนศึกษากองบริหารงานกลาง (ขวา) กล่าวเสริมว่า “แอปพลิเคชั่น ของเราจะมีการใช้งานโดยเริ่มต้นจากแจ้งทุกปัญหาของมหาวิทยาลัยมาที่แอปชีทของเรา ปัญหาพวกนี้ก็จะไปถูกคัดกรองจากเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องเพื่อจะเข้าไปดูแลปัญหาของผู้แจ้งได้ทันท่วงทีผู้แจ้งสามารถตรวจสอบได้เลยว่า เรื่องถึงไหน แจ้งเรื่องแล้ว สถานะกำลังติดตาม หรือแล้วเสร็จ อนาคตเราอยากพัฒนาระบบ AI สามารถแจ้งเรื่องปุ๊บสามารถแจ้งไปในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทันที

หมายเหตุ : Hackathon หมายถึง การสร้างนวัตกรรมแบบเร่งด่วนเกิดจากคำสองคำ คือ “Hack” ที่หมายถึง กลุ่มบุคคลที่ชอบคิดใหม่ ทำใหม่และ “Marathon” หมายถึงกิจกรรมแข่งขันที่ใช้ระยะเวลานาน เมื่อนำมารวมกันจึงแปลว่า การรวมตัวกันเพื่อทำกิจกรรมแข่งขันในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งอย่างเร่งด่วน อาจจะกำหนดไว้ 12, 24 หรือ 48 ชั่วโมง เป็นต้น

นักวิชาการ‘มหิดล’คิดค้นนวัตกรรม เส้นใยสับปะรดบำบัดนํ้าเสียจากโรงงาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671768

นักวิชาการ‘มหิดล’คิดค้นนวัตกรรม  เส้นใยสับปะรดบำบัดนํ้าเสียจากโรงงาน

วันจันทร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สับปะรดเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีมูลค่าส่งออกเป็นลำดับต้นๆ ของประเทศไทย นอกจากส่วนใหญ่นิยมนำเนื้อสับปะรดมารับประทานแล้วยังพบว่าทุกส่วนของสับปะรดยังสามารถนำมาแปรรูปให้เกิดประโยชน์ต่อไปได้อีกมากมาย รวมทั้งเพื่อสิ่งแวดล้อม ซึ่ง รศ.ดร.ทวีชัย อมรศักดิ์ชัย อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ค้นพบว่า ใบสับปะรดสามารถนำมาใช้ช่วยโลกพ้นวิกฤตมลพิษ

โดยนำเส้นใยจากใบสับปะรดที่เป็นของเหลือทิ้งทางการเกษตรไปใช้บำบัดน้ำเสียจากโรงงาน ใช้กระบวนการตรึงพอลิเมอร์ชนิดหนึ่งลงบนเส้นใยจากใบสับปะรด เพื่อเพิ่มคุณสมบัติในการดักจับโลหะหนักให้กับวัสดุจากธรรมชาติดังกล่าว ซึ่งจากการทดสอบในห้องปฏิบัติการกับตัวอย่างน้ำเสียจากโรงงานผลิตแบตเตอรี่ และแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์พบว่า เมื่อผ่านการกรองด้วยเส้นใยสับปะรดตรึงสารพอลิเมอร์ชนิดพิเศษดังกล่าวแล้วได้ผลเป็นที่น่าพอใจ สามารถลดการปนเปื้อนของสารตะกั่ว คอปเปอร์ เหล็กและนิกเกิล ได้อย่างเห็นได้ชัด

เมื่อเห็นว่าการค้นพบครั้งนี้มีแนวโน้มว่าจะสามารถขยายผลสู่เชิงพาณิชย์ต่อไปได้จึงได้ร่วมกับทีมสตาร์ทอัพ “TEAnity” ซึ่งเป็นนักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาของมหาวิทยาลัยมหิดล ภายใต้การสนับสนุนโดย สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (iNT) มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อทำความฝันที่จะเห็นการต่อยอดผลงานวิจัยดังกล่าวสู่การใช้ประโยชน์ในวงกว้างได้เป็นจริง ซึ่งปัจจุบันนวัตกรรมนี้อยู่ระหว่างเสริมแกร่งศักยภาพให้พร้อมนำไปใช้ได้จริง ซึ่งจะต้องจัดการบำบัดน้ำเสียจากโรงงานจำนวนนับพันลิตรขึ้นไปจึงต้องทำให้มั่นใจได้ว่าไม่ติดปัญหาในเรื่องปริมาณ และเวลา จึงจะสามารถ scale up สู่ระดับอุตสาหกรรมต่อไปได้

“ผลวิจัยส่วนใหญ่ที่ยังไปไม่ถึงฝั่งฝันของการใช้งานจริง เนื่องจากนักวิจัยไม่ได้ตั้งเป้าหมายสำหรับการใช้พัฒนาเพื่อการใช้งานจริงแต่เป็นเพียงการศึกษาเพื่อพัฒนาองค์ความรู้เท่านั้น หรืออาจจะต้องฟันฝ่าอุปสรรคหลายอย่าง ที่ต้องอาศัยทั้งความพยายาม ความอดทน และต้องมีจังหวะเวลาที่เหมาะสม จึงอาจล้มเลิกความตั้งใจไปก่อน” รศ.ดร.ทวีชัย กล่าว

อีกหนึ่งอุปสรรคในการนำผลงานวิจัยไปใช้จริง คือ ยังคงมีการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ ค่อนข้างน้อย หรือหากมีการสนับสนุนก็ยังมีข้อจำกัดที่มากมาย นอกจากนี้แล้ว ทักษะด้านการจัดการ และการนำเสนอในมุมธุรกิจก็มีความสำคัญซึ่งนักวิจัยส่วนใหญ่ขาดทักษะด้านนี้ แต่ผลงานนวัตกรรมดังกล่าวได้รับการเติมเต็มข้อจำกัดที่ว่า ด้วยการสนับสนุนเป็นอย่างดีจาก สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (iNT) มหาวิทยาลัยมหิดล ที่คอยให้คำปรึกษา และประสานการดำเนินการสู่เชิงพาณิชย์ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ

ซึ่งประโยชน์ที่จะได้รับนอกจากการสร้างความเจริญทางเศรษฐกิจให้กับประเทศแล้ว ยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมต่อไปอีกด้วย!!!

มหาวิทยาลัยมหิดล

มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ เดินหน้า‘City Data Platform’ขับเคลื่อนเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671767

มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์  เดินหน้า‘City Data Platform’ขับเคลื่อนเมือง

วันจันทร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ในปัจจุบันมีจัดการแก้ไขปัญหาการจัดการเมือง หรือพัฒนาประเทศด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน เช่น กรุงเทพฯ ใช้ Traffy Fondue ที่ให้ประชาชนคอยแจ้งปัญหาถึงผู้รับผิดชอบโดยตรง พร้อมกับแสดงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาเหล่านั้น ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และทำให้เห็นปัญหาตั้งแต่ระดับเล็ก หรือ รากฝอย ไปจนถึงปัญหาระดับใหญ่ ซึ่งการพัฒนากลไกต่างๆ นี้ มีทั้งความร่วมมือจากทางภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม

ล่าสุด ทางมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ได้จัดเสวนา “กลไกการพัฒนาและขับเคลื่อนเมืองด้วย City Data Platform” เพื่อการยกระดับชุมชน โดยมีการร่วมมือกันทั้งจากภาคการศึกษา สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล และในระดับจังหวัด เพื่อการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาเมือง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย (Reinventing University) ด้วยการขับเคลื่อน Digital University

โดยเสวนา เริ่มต้นจาก ดร.อภินัทธ์ เทียมสุพัต รักษาการผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมแพลตฟอร์มและบริการดิจิทัลสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ได้เล่าถึงการพัฒนาพื้นที่ด้วยการผลักดันให้เป็น Smart City ว่า ในเมืองทุกเมือง จะมีปัญหาแต่ก็จะมีโอกาสในการพัฒนาเมือง โดยใช้จุดแข็งของเมืองนั้นๆ เช่น วัฒนธรรม การท่องเที่ยว ดังนั้น ปัญหาและโอกาส จึงทำให้เกิดข้อมูล จากพื้นฐานโครงสร้างต่างๆ ของเมือง และเป็นสิ่งที่หน่วยงานที่ทำเรื่องนี้นำมาพัฒนาให้ข้อมูลเป็นประโยชน์ในการพัฒนาเมือง

“สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล มีการมอบตราสัญลักษณ์ Smart City ให้กับเมืองที่เข้าเกณฑ์ เช่น จ.ฉะเชิงเทรา ยะลา ภูเก็ต และอีกหลายๆ ที่ในกรุงเทพฯ ซึ่งจาก 5 หลักเกณฑ์ที่มีการกำหนดไว้ “Data City Platform” เป็น 1 ในเกณฑ์นั้น ทำให้แต่ละเมืองที่จะได้ตราสัญลักษณ์ต้องนำ Data City Platform มาใช้ในการพัฒนาเมืองและต้องเป็นการสื่อสารสองช่องทางเพื่อเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการทำงานอีกด้วย

ด้าน อ.ดนัยรัฐ ธนบดีธรรมจารี ผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรมดิจิทัล เสริมว่า การจะพัฒนาเมืองให้เป็น Smart City ต้องเกิดจากการทำงานร่วมกันของทั้งภาครัฐ ที่เข้ามาช่วยในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน และภาคประชาชนที่มีความเข้าใจพื้นที่และวัฒนธรรมในเมืองนั้นๆ ได้เป็นอย่างดีในการให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ โดยอาจจะมีการต่อยอดและช่วยนำเสนอในมุมที่ภาครัฐยังมองไม่เห็น

และจากความตั้งใจของการทำงานทั้งภาครัฐและภาคประชาชนร่วมกันเพื่อให้เกิด Smart City ทางเมืองนครศรีธรรมราชก็เป็นอีกหนึ่งเมืองที่นำ Smart City เข้ามาใช้ในการแก้ปัญหา มีการการันตี 48 ชั่วโมง ปัญหาต้องได้รับการแก้ไข ซึ่ง ดร.กณพ เกตุชาติ นายกเทศมนตรีนครนครศรีธรรมราช ได้เล่าว่าเทศบาลนครนครศรีธรรมราช มีประชากรประมาณหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นคน เริ่มจากการทำงานในพื้นที่กับประชาชน ซึ่งประชาชนเห็นด้วยกับการได้ประโยชน์ในการใช้งาน ทางทางเทศบาลใช้ Line ในการสื่อสาร มีเมนูร้องทุกข์ออนไลน์

โดยมีการการันตี 48 ชั่วโมงต้องแก้ไขได้การันตีโดยนายกเทศมนตรี โดยปัญหาที่พบจากการใช้งานพบว่า 25% เป็นเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับไฟฟ้าตามท้องถนน รองลงมาเป็น ถนน ทางเท้า น้ำประปา ซึ่งเมื่อมีประชาชนเข้ามาใช้งานในจำนวนเพิ่มมากขึ้นก็จะมีการปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่นการใช้งานให้สอดคล้องกับประชาชนอยู่เสมอ นอกจากนี้มีการนำกล้อง CCTV มาใช้ดูระดับน้ำเพื่อการ เตือนภัยน้ำท่วมแบบ Real- Time ให้กับประชาชน และยังใช้การเก็บข้อมูลจากประชาชนเพื่อนำไปสู่การพัฒนาเมืองในเรื่องต่างๆ เพื่อให้ตรงความต้องการของประชาชนอีกด้วย

ทางด้านจังหวัดฉะเชิงเทราเองก็มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้พัฒนาเมืองเช่นเดียวกันคุณนาตยา เมฆอรุณ สถิติจังหวัดฉะเชิงเทรา และเลขานุการคณะทำงานพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลเมืองอัจฉริยะจังหวัดฉะเชิงเทรา (City Data Platform for Chachoengsao Smart City) ได้เสริมว่า ทางจังหวัดได้จัดทำกรอบข้อมูลเมือง 3 ประเด็น คือ 1.เมืองน่าอยู่ รวบรวมข้อมูลที่ทำให้ประชาชนใช้ชีวิตได้อย่างง่าย เช่น ด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม อาชญากรรม 2.เมืองน่าเที่ยว รวบรวมข้อมูลการท่องเที่ยวต่างๆ การคมนาคม และ 3.เมืองน่าลงทุน สำหรับเพื่อการพัฒนาในเชิงพื้นที่ การลงทุน และด้านประชากรศาสตร์ เพื่อพัฒนาสู่เมืองอัจฉริยะ

ทางด้าน รศ.ดร.ดวงพร ภู่ผะกา รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ที่กำลังเดินหน้าผลักดันการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย (Reinventing University) ที่นอกจากด้านการเรียนการสอน บริการวิชาการ งานวิจัยที่เป็นภารกิจที่ต้องทำอยู่แล้ว ยังได้ให้ข้อมูลในการเสวนาครั้งนี้ว่า ทางมหาวิทยาลัย มีการพัฒนาหลักสูตร พัฒนาบุคลากร (Smart People) ทั้งผู้สอนและผู้เรียน ด้วยกลไกพัฒนาและขับเคลื่อนเมืองด้วย City Data Platform นอกจากนี้ยังมีการพัฒนางานวิจัยไปต่อยอดในพื้นที่ความรับผิดชอบของมหาวิทยาลัย (ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง)

โดยเฉพาะการพัฒนาจังหวัดฉะเชิงเทราให้กลายเป็นเมืองน่าอยู่ น่าเที่ยว น่าลงทุน ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกับ นายไมตรี ไตรติลานันท์ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา หน่วยงานภาครัฐและเอกชน เช่น สวทช. บริษัท ดาว ประเทศไทย, Gistda, Minor group, บริษัท ISS Consulting Thailand ยกระดับมหาวิทยาลัยให้เป็น Digital University และยังทิ้งท้ายไว้ว่า สิ่งที่สำคัญอีกอย่างคือ 3P (Process People Platform) และขอเชิญชวนทุกภาคส่วนมาร่วมพัฒนาเมืองไปด้วยกัน มาเปลี่ยนปัจจุบันให้เป็นอนาคต และพัฒนาเมืองไปด้วยกัน

ท้ายสุด ชัยนนท์ จันทร์เต็ม พิธีกรในการเสวนาครั้งนี้ สรุปทิ้งท้ายไว้ว่า เราเริ่มเห็นแนวทางการปรับตัวของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และการศึกษา ที่ได้มาร่วมกันเปลี่ยนแปลงบางอย่างให้ดีขึ้นแล้ว ดังนั้น City Data Platform ถูกนำไปใช้ในพื้นที่อื่นๆ เพิ่มมากขึ้น ซึ่งก็น่าจะทำให้ประเทศของเราขับเคลื่อนและพัฒนาได้ยิ่งขึ้นไปอีก!!!

ปลัดมท.เผยภาคีเครือข่ายคณะสงฆ์อุทัยธานี สนองพระดำริ’สมเด็จพระสังฆราช’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671729

ปลัดมท.เผยภาคีเครือข่ายคณะสงฆ์อุทัยธานี สนองพระดำริ'สมเด็จพระสังฆราช'

วันอาทิตย์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 14.19 น.

ปลัดมท.เผยภาคีเครือข่ายคณะสงฆ์อุทัยธานี สนองพระดำริสมเด็จพระสังฆราช ร่วมบูรณาการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพชีวิต แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนและช่วยเหลือประชาชน ภายใต้โครงการสังฆพระเมตตา

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2565 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการสนองพระดำริ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก การนี้ เจ้าประคุณ สมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ของมหาเถรสมาคม ได้มอบแนวทางการดำเนินงานสาธารณสงเคราะห์เพื่อสังคมที่ยั่งยืนโดยฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ของมหาเถรสมาคม และคณะกรรมการฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ประจำจังหวัดร่วมบูรณาการงานในพื้นที่ ประสานสามัคคีองค์กรภาคีเครือข่ายคณะสงฆ์ จังหวัดอุทัยธานี โดย พระเดชพระคุณ พระราชอุทัยโสภณ เจ้าคณะจังหวัดอุทัยธานี เจ้าอาวาสวัดหนองขุนชาติ มอบให้ พระครูปลัดสมนึก สุธมฺมถิรสทฺโธ เจ้าอาวาสวัดจันทาราม (วัดท่าซุง) ประธานฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ คณะสงฆ์จังหวัดอุทัยธานี ขับเคลื่อนงานสาธารณสงเคราะห์ มอบ “บ้านสังฆพระเมตตา” ให้กับผู้สูงอายุยากไร้กลุ่มเปราะบาง ถวายเป็นพระราชกุศลและเทิดพระเกียรติ พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ และเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2565 ในพื้นที่อำเภอเมืองอุทัยธานี ร่วมกับพระครูอุทิตศุภการ เจ้าคณะอำเภอเมืองอุทัยธานี เจ้าอาวาสวัดอมฤตวารี โดยร่วมบูรณาการในพื้นที่ ประสานสามัคคีองค์กรภาคีเครือข่าย ภายใต้ “โครงการสังฆพระเมตตา จังหวัดอุทัยธานี”

นายสุทธิพงษ์ กล่าวต่อว่า โดยในการสนองพระดำริของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ในครั้งนี้ คณะสงฆ์จังหวัดอุทัยธานี นำโดย พระราชอุทัยโสภณ เจ้าคณะจังหวัดอุทัยธานี เจ้าอาวาสวัดหนองขุนชาติ พร้อมด้วยพระสังฆาธิการคณะสงฆ์จังหวัดอุทัยธานี ได้ทำการส่งมอบ “บ้านสังฆพระมตตา” ที่ก่อสร้างเสร็จแล้ว ตามแบบก่อสร้างบนพื้นฐานของบ้านสำหรับคนพิการต โดยการสนับสนุนงบประมาณจาก ศูนย์สงเคราะห์ผู้ยากจนในแดนทุรกันดารตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และมูลนิธิหลวงปาน – พระมหาวีระ ถาวโร โดยท่านพระครูปลัดสมนึก สุธมฺมถิรสทฺโธ เจ้าอาวาสวัดจันทาราม (วัดท่าซุง) ประธานฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ คณะสงฆ์จังหวัดอุทัยธานี ร่วมกับหน่วยราชการ เอกชน องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น และทุกภาคีเครือข่าย งบประมาณรวมทั้งสิ้น 717,000 บาท โดยส่งมอบให้ นายขจรเกียรติ รักพานิชมณี ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี เพื่อมอบให้ครอบครัวของผู้สูงอายุกลุ่มเปราะบางไร้บ้าน จำนวน 2 ราย ดังนี้ 1) นางอำไพ มีเผ่า อายุ 90 ปี บ้านสังฆพระเมตตา เลขที่ 910 หมู่ที่ 4 ตำบลน้ำซึม และ 2) นายลำพึง บุญแจ้ง อายุ 85 ปี บ้านสังฆพระเมตตา เลขที่ 910/1 หมู่ที่ 4 ตำบลน้ำซึม

พระครูปลัดสมนึก สุธมฺมถิรสทฺโธ เจ้าอาวาสวัดจันทาราม (วัดท่าซุง) ประธานฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ คณะสงฆ์จังหวัดอุทัยธานี ได้ร่วมกับหน่วยราชการ เอกชน องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำซึม และภาคีเครือข่ายประชาชนในพื้นที่ ร่วมทำบุญกลางบ้าน พิธีเจริญพระพุทธมนต์ นำความปลื้มปีติให้กับผู้ที่มีส่วนร่วมในการทำบุญครั้งนี้เป็นอย่างมาก พระราชอุทัยโสภณ เจ้าคณะจังหวัดอุทัยธานี ได้เจิมขึ้นบ้านใหม่ พระครูปลัดสมนึก สุธมฺมถิรสทฺโธ เจ้าอาวาสวัดจันทาราม(ท่าซุง) มอบรูปสมเด็จองค์พระปฐมและรูปหลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดจันทาราม (วัดท่าซุง) และนายขจรเกียรติ รักพานิชมณี ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี มอบพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแก่ผู้สูงอายุทั้งสองราย เพื่อเป็นศิริมงคลและกำลังใจในการดำเนินชีวิตต่อไป และในโอกาสนี้เดียวกันนี้ ได้ร่วมมอบเครื่องอุปโภค บริโภค ให้แก่ประชาชนกลุ่มเปราะบาง ตามเป้าหมายขจัดความยากจน พัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงทั้งหมด จำนวนทั้งสิ้น 157 ครัวเรือน ดังนี้ 1) วัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้างห้องน้ำสำหรับคนพิการกลุ่มเปราะบาง จำนวน 10 หลัง ๆ ละ 30,000 บาท รวมเป็นเงิน 300,000 บาท 2) โถส้วมนั่งราบสำหรับผู้สูงอายุที่มีปัญหาข้อเข่าเสื่อม จำนวน 115 ชุด ๆ ละ 1,160 บาทรวมเป็นเงิน 133,400 บาท 3) มอบเครื่องอุปโภค ถุงยังชีพ จำนวน 100 ชุด ๆ ละ 800 บาท รวมเป็นเงิน 80,000 บาท 4) มอบชุดลูกเสือ/ยุวกาชาด/เนตรนารี แก่นักเรียนกลุ่มเปราะบาง จำนวน 46 ชุด โดยพระครูปลัดสมนึก สุธมฺมถิรสทฺโธ เจ้าอาวาสวัดจันทาราม (วัดท่าซุง) ประธานฝ่ายสาธารณสงเคราะห์

ด้าน นายอรรถวุฒิ พี่งเนียม นายอำเภอเมืองอุทัยธานี ได้ร่วมประชุมคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตอำเภอเมืองอุทัยธานี เพื่อหาแนวทางขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนอำเภอเมือง พัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน ร่วมพิจารณาคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายในการขจัดความยากจน พัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงทั้งหมด จำนวน 147 ครัวเรือน รวมทั้งนำคณะลงพื้นที่เยี่ยมเยียนให้กำลังใจประชาชนกลุ่มเปราะบาง ในปี 2565 มีมติก่อสร้างบ้านสำหรับผู้สูงอายุกลุ่มเปราะบางไร้บ้าน จำนวน 2 หลัง ในพื้นที่หมู่ที่ 4 ตำบลน้ำซึม แก่ นางอำไพมีเผ่า อายุ 90 ปี และ นายลำพึง บุญแจ้ง อายุ 85 ปี เนื่องจากทั้งสองรายไม่มีบ้านและที่ดินอยู่อาศัยของตนเองประกอบกับมีฐานะยากจน ไม่มีอาชีพ และรายได้ สภาพที่พักในปัจจุบัน เป็นเพิงพักชั่วคราวที่ชุมชนร่วมกันสร้างให้ในที่ดินของผู้อื่น เป็นการชั่วคราว ผุพัง หลังคาสังกะสีก็ผุรั่ว ไม่มีห้องส้วม สร้างความเวทนาให้กับผู้ที่พบเห็น

“คณะสงฆ์จังหวัดอุทัยธานี ตั้งเป้าช่วยประชาชนกลุ่มเปราะบางที่ประสบปัญหาคุณภาพชีวิต โดยได้รับความร่วมมือจากคณะสงฆ์ อีกทั้งช่วยเหลือผู้ประสบความทุกข์ยากเดือดร้อน ผู้ด้อยโอกาส ให้มีที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม มั่นคงแข็งแรง และปลอดภัย เป็นการให้ประชาชนได้เห็นความสำคัญของกิจการคณะสงฆ์ ที่มีภารกิจในการบรรเทาทุกข์ บำรุงสุข บำบัดโรค กำจัดภัย เพื่อประโยชน์สุขและเป็นที่พึ่งของประชาชน” พระครูปลัดสมนึก สุธมฺมถิรสทฺโธ เมตตา กล่าวในช่วงท้าย

– 006

สุดเศร้า! สิ้นศิลปินแห่งชาติ ‘ครูเบ็ญจรงค์ ธนโกเศศ’ สิริอายุ 104 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671591

สุดเศร้า! สิ้นศิลปินแห่งชาติ 'ครูเบ็ญจรงค์ ธนโกเศศ' สิริอายุ 104 ปี

วันเสาร์ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 15.05 น.

ครูเบ็ญจรงค์ ธนโกเศศ ศิลปินแห่งชาติ ถึงแก่กรรมด้วยโรคชรา ในวัย 104 ปี
 
วันที่ 6 สิงหาคม 2565 นายชาย นครชัย อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) เปิดเผยว่า นางเบ็ญจรงค์  ธนโกเศศ  ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทย)  พุทธศักราช  2541 ได้ถึงแก่กรรม เมื่อวันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม  2565 เวลา 19.00 น. ที่บ้านพักเลขที่ 437/ 377 บ้านแก้วิลล่า ถนนจรัญสนิทวงศ์ แขวงบางขุนศรี เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร  สิริรวมอายุ 104 ปี โดยทายาทได้ขอพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ ในวันเสาร์ที่ 6 สิงหาคม 2565 เวลา 17.00 น. และมีกำหนดสวดพระอภิธรรมศพระหว่างวันที่ 6 –10 สิงหาคม 2565 เวลา 19,00  น. ณ ศาลา 3 วัดบางไผ่ พระอารามหลวง ตำบลบางรักพัฒนา อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี จากนั้นทายาทจะเก็บศพไว้สำหรับบำเพ็ญกุศลเป็นเวลา 100 วัน  ทั้งนี้ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม จะดำเนินการขอพระราชทานเพลิงศพให้ หลังจากบำเพ็ญกุศลศพเป็นเวลา 100 วัน เป็นลำดับต่อไป

โอกาสนี้ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม มีเงินช่วยเหลือเมื่อเสียชีวิตเพื่อร่วมบำเพ็ญกุศลศพ 20,000 บาท และเงินช่วยเหลือค่าจัดทำหนังสือเผยแพร่ผลงานเมื่อเสียชีวิตเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 150,000  บาท ประวัติพอสังเขป  นางเบ็ญจรงค์ ธนโกเศศ เกิดเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2561 ที่กรุงเทพมหานคร เรียนรู้เรื่องดนตรีไทยมาตั้งแต่อายุ 5 ขวบ มีความถนัดเครื่องมือซอด้วงมากเป็นพิเศษ โดยได้รับสืบสานทางเพลงจากครูดนตรีไทยคนสำคัญ ๆ ในวงการดนตรีไทยจำนวนมาก อาทิ ครูไปล่  วนเขจร, ครูปลั่ง วนเขจร, ครูเชื้อ, ครูละม่อม อิศรางกูร ณ อยุธยา 

เพลงแอ่วเคล้าซอ เพลงหน้าพาทย์ที่ใช้ในการละคร เพลงตับ เพลงเถา ฯลฯ ใช้ความรู้ความสามารถถ่ายทอดดนตรีไทยแก่สถาบันการศึกษาจำนวนมาก และที่ธนาคารกสิกรไทย ได้รับพระมหากรุณาธิคุณถวายการสอนซอด้วงแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นศิลปินและครูซอด้วงที่สีซอได้อ่อนหวาน ไพเราะจับใจ เป็นผู้เชี่ยวชาญการสีซอที่มีฝีมือเป็นเลิศของแผ่นดินที่ยังมีชีวิตและยังถ่ายทอดวิชาความรู้ให้แก่ศิษย์จนถึงปัจจุบัน  นางเบ็ญจรงค์ ธนโกเศศ  จึงได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทย) ประจำปีพุทธศักราช 2541 

‘คุณหญิงกัลยา’เตรียมแถลงผลงาน 3 ปี ดึง’ดร.เอ้’ร่วมขับเคลื่อนการศึกษาไทยสู่สากล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671501

'คุณหญิงกัลยา'เตรียมแถลงผลงาน 3 ปี ดึง'ดร.เอ้'ร่วมขับเคลื่อนการศึกษาไทยสู่สากล

วันศุกร์ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 19.26 น.

“คุณหญิงกัลยา”เตรียมแถลงผลงานครบ 3 ปี ก้าวสู่ปีที่ 4 ดึง“เอ้ สุชัชวีร์”ร่วมขับเคลื่อนการศึกษาไทยสู่สากล

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2565 นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ และโฆษกประจำรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) เปิดเผยว่า ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมที่ปรึกษา และทีมผู้บริหารของกระทรวงศึกษาธิการ เตรียมแถลงผลการดำเนินงานในการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาภายใต้การกำกับดูแลของคุณหญิงกัลยาในโอกาสครบรอบ 3 ปี และก้าวสู่ปีที่ 4 ในชื่องาน ก้าวสู่ปีที่ 4 #ครูกัลยา วางรากฐานการศึกษาไทย สมรรถนะไกลสู่สากล ซึ่งในงานนี้ได้รับเกียรติจาก ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะดูแลกำกับกระทรวงศึกษาธิการ มาร่วมแสดงความยินดีและขึ้นกล่าวให้นโยบายด้วย โดยงานจะจัดขึ้นในวันจันทร์ที่ 15 สิงหาคม 2565 เวลา 09.00 – 12.00 น. ณ อาคารหอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ

นอกจากภายในงานจะได้รับฟังแผนการขับเคลื่อนนโยบายในการก้าวสู่ปีที่ 4 ของ ดร.คุณหญิงกัลยา ที่ปรึกษา และทีมผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ อาทิ ดร.สุภัทร จำปาทอง ดร.ศุภชัย ศรีหล้า นายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ดร.อรรถพล สังขวาสี ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา และดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช แล้ว ยังได้เชิญ ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อดีตอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) นักปฏิรูปการศึกษาซึ่งได้ขับเคลื่อนงานด้านการศึกษามาอย่างต่อเนื่องจริงจัง จะมาคีย์แมนคนสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนและผลักดันงานภายใต้นโยบายของ ดร.คุณหญิงกัลยาด้วย

นางดรุณวรรณ กล่าวต่อว่า ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา กระทรวงศึกษาธิการ โดย ดร.คุณหญิงกัลยา ได้เดินหน้าปฏิรูปการศึกษาไปสู่ตัวผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง เคลื่อนนโยบายด้านการศึกษาต่าง ๆ ให้สำเร็จลุล่วง ตามนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา จนมีผลงานปรากฏเด่นชัดอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะนโยบาย CODING ซึ่งคุณหญิงกัลยาได้ผลักดันให้เป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลนี้ ให้ทุกชั้นเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ให้เรียน CODING ซึ่งเป็นการเรียนที่เน้นการใช้กระบวนการคิด เพื่อเตรียมเยาวชนของไทยสำหรับศตวรรษที่ 21 หรือยุคดิจิทัล

ทั้งนี้ ไม่นับรวมนโยบายและโครงการอื่นๆ ของคุณหญิงกัลยา ที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปการศึกษาอีกมากมายที่เกิดขึ้น อาทิ นโยบายการศึกษาพิเศษ นโยบายการอ่าน เขียน เรียนประวัติศาสตร์ผ่านการสื่อสารร่วมสมัย โครงการวิทยาศาสตร์พลัง 10 การขับเคลื่อนโรงเรียนวิทยาศาสตร์ในกำกับ รวมไปถึงการพลิกโฉมอาชีวะเกษตร ด้วยโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ซึ่งขับเคลื่อนผ่านวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี (วษท.) จนเกิดหลักสูตรนักบริหารจัดการน้ำฯ หรือ “ชลกร” เป็นครั้งแรกของประเทศไทย

“ตลอด 3 ปี คุณหญิงกัลยา ทำงานด้วยความมุ่งมั่นและทุ่มเทที่จะขับเคลื่อนนโยบายด้านการศึกษาต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วง โดยมุ่งเน้นการปฏิรูปการศึกษาไปที่ตัวเด็กโดยตรง ในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 4 ของคุณหญิงกัลยา เป็นที่น่ายินดีว่า ดร.สุชัชวีร์ จะเข้ามาช่วยทำงานและผลักดันนโยบายโดยเฉพาะประเด็นเรื่อง PLUGGED CODING เพื่อวางรากฐานการศึกษาให้กับเด็กไทย ก้าวไกลสู่สากล และสร้างเด็กไทยให้มีศักยภาพเหมาะสมสอดคล้องกับศตวรรษที่ 21 ที่มีความผันผวนไม่แน่นอน และต้องใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการขับเคลื่อน” นางดรุณวรรณ กล่าว

ศธ.รับมอบสื่อพัฒนา EQ นักเรียน ‘Hoppy & Happy เต้นให้สนุก ฝึกสติให้ใจมีพลัง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671496

ศธ.รับมอบสื่อพัฒนา EQ นักเรียน 'Hoppy & Happy เต้นให้สนุก ฝึกสติให้ใจมีพลัง'

วันศุกร์ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 19.08 น.

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2565 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานรับมอบสื่อการเรียนรู้ โครงการการพัฒนา EQ และเสริมสร้างความสุขแก่นักเรียน โดยการปฏิบัติการเต้น เคลื่อนไหวด้วยสมาธิหรือการทำโยคะ “Hoppy Happy for Thai Children and Youth” ซึ่งจัดทำโดยกลุ่มทีมงาน Meditation Plus และมหาวิทยาลัยมหิดล นำโดย แพทย์หญิงกุหลาบ จิตต์มิตรภาพ และแพทย์หญิงวิไล ธนสารอักษร เป็นผู้อำนวยการผลิตสื่อการเรียนรู้  ในโอกาสนี้ แพทย์หญิงกุหลาบ จิตต์มิตรภาพ ได้รายงานวัตถุประสงค์ของการจัดทำสื่อการเรียนรู้ “Hoppy & Happy เต้นให้สนุกและฝึกสติให้ใจมีพลัง” ให้ รมว.ศธ. ได้รับทราบ พร้อมด้วยนางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้นำเสนอผลการใช้ในโรงเรียนนำร่องสังกัด สพฐ. และสถานศึกษาสังกัด สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ และนางภารดี ผางสง่า นำเสนอผลการใช้ในโรงเรียนวัดอมรินทราราม โดยมีคณะครูและนักเรียนโรงเรียนวัดอมรินทราราม และผู้ที่สนใจ เข้าร่วมในพิธี ณ ห้องราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ มีความห่วงใยเด็กและเยาวชนไทยทั้งในเรื่องความเครียดและการรับมือกับปัญหาหรือความรุนแรงต่าง ๆโดยเฉพาะในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ซึ่งควรจะให้ความสำคัญเป็นลำดับต้น ๆ จึงได้มอบหมายให้สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทำงานร่วมกับกลุ่มทีมงาน Meditation Plus นำโดย แพทย์หญิงกุหลาบ จิตต์มิตรภาพ ดร.ณรงค์ ปรางค์เจริญ และแพทย์หญิงวิไล ธนสารอักษร ซึ่งได้นำเสนอโครงการ “Hoppy Happy for Thai Children and Youth” เพื่อพัฒนา EQ หรือความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Quotient: EQ) และการสร้างความสุขแก่เด็กและเยาวชน โดยการทำสมาธิและการเต้นและเคลื่อนไหวโดยใช้เสียงเพลง เพื่อให้เด็กสามารถควบคุมอารมณ์ให้ดียิ่งขึ้น พร้อมรับมือกับปัญหาหรือความรุนแรงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน เนื่องจากสภาพปัญหาความรุนแรงในสังคมไทยปัจจุบันที่พบในสื่อต่าง ๆ ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่คนไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ และความรู้ความฉลาดอย่างเดียวไม่สามารถทำให้ชีวิตมีความสุข กลุ่มทีมงาน Meditation Plus จึงมีความปรารถนาดีที่จะนำความรู้และผลงานวิจัยจากต่างประเทศ เกี่ยวกับการพัฒนา EQ และสมาธิมาพัฒนาสื่อการเรียนรู้ (คลิปวิดีทัศน์ “Hoppy & Happy เต้นให้สนุกและฝึกสติให้ใจมีพลัง”) ที่จะเป็นประโยชน์กับเด็กและเยาวชนไทย

นางสาวตรีนุช กล่าวต่อว่า จากการรายงานของกลุ่มทีมงาน Meditation Plus พบว่าสมาธิของนักเรียนมีผลต่อการเรียนรู้ โดยเฉพาะการเปลี่ยนจากกิจกรรมหนึ่งไปสู่อีกกิจกรรมหนึ่ง หรือจากการเรียนวิชาหนึ่งไปอีกวิซาหนึ่ง ซึ่งในทางวิจัยพบว่า หากทำให้คลื่นสมองที่กระตุ้นจากความวุ่นวายหรือตื่นเต้น ค่อย ๆผ่อนลง เกิดการเปลี่ยนแปลงการทำงานของสารสื่อประสาท อารมณ์และสมองจะพร้อมในการเรียนรู้สิ่งใหม่ และส่งผลในระยะยาวต่อการนำไปใช้ปรับอารมณ์ความเครียด และแก้ปัญหาด้วยตนเอง ดังนั้น การทำสมาธิ การเต้นและเคลื่อนไหวโดยใช้เสียงเพลง จะช่วยพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ของนักเรียน ทำให้นักเรียนสามารถควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น รับมือกับสภาพปัญหาต่าง ๆในปัจจุบันได้ รวมถึงการจัดกิจกรรมเพื่อการฝึกสมาธิ จะส่งผลในระยะยาวต่อนักเรียนในการนำไปใช้ปรับอารมณ์ความเครียด และการแก้ปัญหาด้วยตนเอง ตลอดจนการศึกษาเรียนรู้และพัฒนาตนเองให้บรรลุเป้าหมายในชีวิตที่ดีขึ้นอย่างมีสติและมีความสุข

“ต้องขอขอบคุณทีมงาน Meditation Plus รวมถึงศิลปินผู้อยู่เบื้องหลังทุกท่านที่เกี่ยวข้องกับการทำสื่อฯในโครงการนี้ ถือว่าเป็นโครงการที่มีประโยชน์อย่างมาก ทำให้เกิดคลิปวิดีโอ Hoppy & Happy เต้นให้สนุกเพื่อฝึกสติให้ใจมีพลัง แล้วก็ได้นำสื่อที่มีคุณค่านี้มามอบให้แก่กระทรวงศึกษาธิการ และจากที่ได้มีการพูดคุยกับแพทย์หญิงกุหลาบ และแพทย์หญิงวิไลเมื่อหลายเดือนก่อน ได้เห็นเจตนารมณ์ความตั้งใจที่จะทำโครงการดีๆเพื่อพัฒนาจิตใจและเสริมสร้าง EQ ให้กับน้องๆ เยาวชนกว่าหลายหมื่นโรงเรียนทั่วประเทศ สื่อนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับสถานการณ์หลังเปิดภาคเรียนที่พบว่าน้อง ๆ มีสภาวะความเครียดเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเห็นได้ว่า การพัฒนาจิตใจและสมองควบคู่ไปกับร่างกายที่แข็งแรง จะทำให้เด็กมีสติ มีสมาธิ มีความตั้งมั่น ก็จะเกิดกระบวนการเรียนรู้ในการพัฒนาตัวเอง การอยู่ร่วมกับผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะความเครียดขณะนี้ซึ่งมีความจำเป็นที่คุณครูต้องมีเครื่องมือและสื่อต่างๆ เข้ามาช่วยด้วย ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ที่คุณครูต้องเผชิญนอกจากการทำหน้าที่สอนอย่างเดียว โดยต้องช่วยกันดูแลสภาพจิตใจของเด็กๆ เพื่อให้มีความพร้อมในการใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ความเปลี่ยนแปลง ทั้งวิถีชีวิตและสภาพเศษฐกิจ กระทรวงศึกษาธิการขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ได้ร่วมมือกันเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาเด็กและเยาวชนของเรา ซึ่งนอกจากจะเป็นคนเก่งแล้ว ต้องเป็นคนดี มีจิตใจเข้มแข็ง และมีคุณธรรมจริยธรรมเป็นที่ตั้ง เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป” รมว.ศธ. กล่าว

ด้าน นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้นำสื่อการเรียนรู้ (คลิปวิดีทัศน์) ลงสู่การปฏิบัติในโรงเรียน แบ่งเป็น ระยะที่ 1 ทดลองใช้ในโรงเรียนนำร่องการพัฒนา จำนวน 1,262 โรงเรียน ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา 183 เขต (แต่ละเขตพื้นที่มีจำนวนโรงเรียนไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับความพร้อมและสมัครใจ) และสถานศึกษาสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ จำนวน 177 สถานศึกษา ประกอบด้วย 1) โรงเรียนเฉพาะความพิการ 47 โรงเรียน 2) โรงเรียนการศึกษาสงเคราะห์ 52 โรงเรียน 3) ศูนย์การศึกษาพิเศษ 77 ศูนย์ เริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2565 ที่ผ่านมา ส่วนในระยะที่ 2 จะขยายผลในโรงเรียนทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาทุกเขตพื้นที่การศึกษา ทั่วประเทศ ตั้งแต่เดือนมกราคม 2566 เป็นต้นไป

นอกจากนี้ ยังได้ร่วมมือกับคณะวิจัยจากภาควิชาวิจัยและจิตวิทยาประยุกต์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา นำโดย รศ.เพ็ญนภา กุลนภาดล ทำการวิจัยผลการนำสื่อการเรียนรู้ (คลิปวิดีทัศน์) ไปใช้ในโรงเรียนวิจัยฯ โดยคัดเลือกจาก 6 ภูมิภาค ภาคละ 2 จังหวัด จังหวัดละ 2 โรงเรียน รวมเป็น 12 จังหวัด 24 โรงเรียน โดยจะเก็บตัวอย่างจังหวัดละ 20 คน รวมทั้งสิ้น 2,400 คน ในช่วงระหว่างเดือนสิงหาคม – กันยายน 2565 มีกลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 (อายุประมาณ 9-12 ปี) เป็นช่วงที่เด็กเริ่มเข้าสู่วัยรุ่นซึ่งพัฒนาการทางด้านจิตใจมักมีความเชื่อมโยงกับพัฒนาการทางร่างกายที่เติบโตขึ้น และอาจมีความเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงทางสุขภาพ และปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม ซึ่งทางมหาวิทยาลัยบูรพาเป็นผู้กำหนดจังหวัด แล้ว สพฐ. ประสานงานคัดเลือกโรงเรียนจากโรงเรียนนำร่องการพัฒนา โดยได้รับงบประมาณจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เพื่อสนับสนุนการวิจัยดังกล่าว และผลการวิจัยจะนำมาใช้เพื่อปรับปรุงขยายผลโครงการในระยะต่อไป

“สพฐ. คาดหวังว่า กิจกรรมนี้จะเป็นประโยชน์ต่อนักเรียนในด้านต่าง ๆ ทั้งในด้านการศึกษาเรียนรู้ การทำกิจวัตรประจำวันของนักเรียน การมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับผู้อื่น และการพัฒนาตนเองให้บรรลุเป้าหมายในชีวิตที่ดีขึ้นอย่างมีสติและมีความสุข ช่วยให้นักเรียนรู้สึกผ่อนคลาย ลดความเครียด วิตกกังวล ทำให้นักเรียนตระหนักรู้อารมณ์ของตนเอง สามารถเข้าใจอารมณ์ มีความเมตตาต่อตนเอง และสามารถบริหารจัดการกับอารมณ์ของตนเองได้ อีกทั้งช่วยให้นักเรียนเข้าใจผู้อื่น สามารถบริหารจัดการความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้เป็นอย่างดี และช่วยให้นักเรียนมีความสนใจ ความจดจ่อ ทำงานสำเร็จตามวัตถุประสงค์ได้อย่างลุล่วง โดยโรงเรียนสามารถนำสื่อฯ ไปใช้จัดกิจกรรมได้ทุกชั้นเรียน ในช่วงเช้าก่อนเข้าเรียน ช่วงบ่ายก่อนเข้าเรียน ระหว่างเปลี่ยนวิชาเรียน หรือก่อนเลิกเรียนก็ได้ และจะได้ผลดีเมื่อจัดอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน ตามความเหมาะสม” รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าว

ชีวิตครูบนดอย ของลูก’ม.ท.ศ.’ สานต่อพระราชปณิธาน’ในหลวง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671492

ชีวิตครูบนดอย ของลูก'ม.ท.ศ.' สานต่อพระราชปณิธาน'ในหลวง'

วันศุกร์ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 18.53 น.

ชีวิตครูบนดอย ของลูก”ม.ท.ศ.” สานต่อพระราชปณิธาน”ในหลวง” ตอบแทนแผ่นดินตราบสิ้นลมหายใจ

“หากข้าพเจ้าได้เป็นครูอย่างที่หวังไว้ ข้าพเจ้าจะไม่สักแต่สอนหนังสือ แต่ข้าพเจ้าจะ “สอนคน” คือสอนเด็กๆ ให้เป็นคนดี มีความรู้ มีความสามารถ และช่วยเหลือตนเอง ช่วยเหลือครอบครัว ช่วยเหลือชุมชน และช่วยเหลือประเทศชาติได้ หนึ่งในคำมั่นของ “วาสินี รุ่งเมือง (หญิง) นักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ.รุ่นที่ 2 จังหวัดแม่ฮ่องสอน” ที่ประกาศคำมั่นในการทำกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาเพื่อน้องบนดอยสูง

จากชีวิตของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งมองไม่เห็นโอกาสที่จะได้ศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา สู่ชีวิตข้าราชการครูที่ตั้งใจจะถ่ายทอดความรู้ที่มีให้แก่เด็กๆ และตั้งปณิธานอันแน่วแน่วว่าจะ “ตอบแทนแผ่นดิน…ตราบสิ้นลมหายใจ”

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อเป็นทุนการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชนที่เรียนดี ให้มีโอกาสได้ศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นตามสาขาวิชาที่ต้องการ ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจนจบระดับปริญญาตรี

น้องหญิง ได้รับทุนพระราชทานตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2553 ทุนพระราชทานนี้ทำให้น้องหญิงได้ศึกษาเล่าเรียนในสาขาวิชาที่มุ่งหวัง ซึ่งเลือกเรียนสาขาวิชาภาษาไทย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เพราะมีความใฝ่ฝันที่อยากจะเป็น “คุณครูบนดอย” หรือ “คุณครูตามถิ่นทุรกันดาร”

เมื่อสำเร็จการศึกษาตามหมุดหมายของชีวิตหวังไว้ น้องหญิง เลือกกลับมาสอบแข่งขันบรรจุข้าราชการ ตำแหน่งครูผู้ช่วย ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นบ้านเกิดของตนเอง เพราะต้องการกลับมาพัฒนาเยาวชนในบ้านเกิดให้มีความรู้ มีทักษะชีวิต มีโอกาสที่ดีเหมือนตัวเขา และชีวิตข้าราชการครูที่มุ่งหวังและใฝ่ฝันไว้ก็ได้เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2563 เป็นต้นมา

ปัจจุบัน น้องหญิงเป็นครู โรงเรียนบ้านกอกหลวง ตำบลแม่นาจาง อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยโรงเรียนนี้อยู่ห่างจากถนนใหญ่ประมาณ 51 กิโลเมตร ซึ่งต้องใช้เวลาในการเดินทางโดยรถมอเตอร์ไซค์ กว่าสามชั่วโมง สภาพถนนหนทางมีทั้งลาดยาง คอนกรีต และลูกรัง สลับกันไป ทางลูกรังในช่วงฤดูร้อนและฤดูหนาว ถนนก็จะเต็มไปด้วยฝุ่นหนา ส่วนในช่วงฤดูฝน ถนนก็จะสัญจรลำบาก เนื่องด้วยเส้นทางดังกล่าวต้องลัดเลาะตามภูเขา จึงต้องใช้ความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น แต่ความยากลำบากดังกล่าวก็มิได้ทำให้น้องหญิงรู้สึกท้อแท้หรือหวาดกลัว เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่น้องหญิงตั้งใจอยากมาสัมผัส อยากมาเรียนรู้ และอยากมาช่วยพัฒนาเยาวชนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลให้มีคุณภาพชีวิต รวมถึงคุณภาพความคิดให้ดียิ่งขึ้น

แม้ว่าเส้นทางเข้าหมู่บ้านจะค่อนข้างลำบากและห่างไกล รวมถึงสื่อการเรียนการสอนอาจมีไม่ครบเหมือนอย่างโรงเรียนที่อยู่ในเมือง แต่บรรยากาศทั้งในโรงเรียนและในหมู่บ้านก็เต็มไปด้วยความอบอุ่น มีความเป็นกันเอง มีความเป็นครอบครัว เพราะเป็นเรื่องปกติที่คุณครูบนดอยจะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน อยู่ร่วมกันแบบพี่น้อง ไม่แบ่งแยก เช่นเดียวกับเด็กๆ และชาวบ้านที่ให้ความเคารพ ให้ความร่วมมือต่าง ๆ แก่คณะครูและทางโรงเรียนเป็นอย่างดี สิ่งนี้จึงถือว่าเป็นกำไรของคุณครูที่ได้มาอยู่บนดอย

นอกจากการที่ได้มีโอกาสเดินทางตามความฝันจนถือว่าสำเร็จไปขั้นหนึ่งแล้วนั้น สิ่งที่วาสินีตั้งมั่นในปณิธานไว้เสมอก็คือ “…หากข้าพเจ้าได้เป็นครูอย่างที่หวังไว้ ข้าพเจ้าจะไม่สักแต่สอนหนังสือ แต่ข้าพเจ้าจะ “สอนคน” คือสอนเด็กๆ ให้เป็นคนดี มีความรู้ มีความสามารถ และช่วยเหลือตนเอง ช่วยเหลือครอบครัว ช่วยเหลือชุมชน และช่วยเหลือประเทศชาติได้…”

เหนือสิ่งอื่นใด น้องหญิงรู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระเมตตาพระราชทานทุนการศึกษานี้ให้แก่เขา หากไม่ได้รับทุนพระราชทานนี้ คงไม่ได้รับโอกาสดีๆ อีกมากมายที่เข้ามาในชีวิตและครอบครัว โดยสัญญาว่าจะมอบโอกาสดีๆ ให้ผู้อื่น จะตั้งใจถ่ายทอดวิชาอันเป็นความรู้และเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่เด็กๆ จะเป็นข้าราชการ…ข้าของแผ่นดิน ที่ประพฤติปฏิบัติแต่สิ่งดีๆ เพื่อตอบแทนแผ่นดิน ตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านสืบไป

มูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (ม.ท.ศ.) เป็นมูลนิธิที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชปณิธานที่จะสร้างโอกาสแก่เยาวชนที่จะเติบโตเป็นกำลังสำคัญของชาติ และทรงมีพระราชดำริพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ และเงินที่มีผู้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย โดยเสด็จพระราชกุศล มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการเสริมสร้างโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนที่ยากจนให้ได้รับการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดทำ “โครงการทุนการศึกษาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร” เมื่อพุทธศักราช 2552 และต่อมาเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2553 ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้ง “มูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร” (ม.ท.ศ.) เพื่อดำเนินการส่งเสริมเยาวชนที่เรียนดี ขยันหมั่นเพียร ประพฤติดี มีคุณธรรม มีฐานะยากจน สามารถศึกษาต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ถึงระดับปริญญาตรี หรือเทียบเท่าในสาขาวิชาที่ตรงตามความต้องการ โดยทรงวางหลักการกระจายทุนให้ครอบคลุมทุกจังหวัด อันเป็นการพัฒนาความรู้ความสามารถ และศักยภาพแก่เยาวชนไทย

ปลัดมท.เผยปชช.-นทท.ต่างชาติสนใจร่วมประดิษฐ์ผีเสื้อแห่งความจงรักภักดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671448

ปลัดมท.เผยปชช.-นทท.ต่างชาติสนใจร่วมประดิษฐ์ผีเสื้อแห่งความจงรักภักดี

วันศุกร์ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 17.47 น.

ปลัดมท.เผยประชาชน-นักท่องเที่ยวต่างชาติให้ความสนใจร่วมประดิษฐ์ผีเสื้อแห่งความจงรักภักดี และเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ผ้าไทยในงานนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง “ด้วยรักแห่งแผ่นดิน : With Love for the Nation” ยอดจำหน่ายแล้วกว่า 3 แสน

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2565 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงมหาดไทยได้รับโอกาสจากรัฐบาล ให้เป็นส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 “ด้วยรักแห่งแผ่นดิน : With Love for the Nation” ระหว่างวันที่ 1 – 15 สิงหาคม 2565 ณ บริเวณถนนราชดำเนินกลางตั้งแต่สะพานผ่านฟ้าลีลาศถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โดยนำผีเสื้อประดิษฐ์จากผ้าประจำถิ่นของพี่น้องประชาชนทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ รวม 10,545 ตัว อันเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงออกซึ่งความจงรักภักดีของคนไทยทั้งประเทศ ร่วมประดับตกแต่งนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยร่วมกับสมาคมแม่บ้านมหาดไทย จัดกิจกรรมการสาธิตและการออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์และผลผลิตจากการน้อมนำแนวพระราชดำริ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทั้งนิทรรศการเกี่ยวกับผ้าไทย ผ้าพื้นเมือง และการออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์และผลผลิตจากการน้อมนำพระราชดำริฯ และการสาธิตประดิษฐ์ผีเสื้อจากผ้าประจำถิ่นของจังหวัด แบ่งเป็น 2 จุด ได้แก่ ศาลาที่ 1 สาธิตการประดิษฐ์ผีเสื้อจากผ้าประจำถิ่นของจังหวัด เพื่อให้พี่น้องประชาชน รวมถึงนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และช่างต่างประเทศ ได้มีส่วนร่วมในการประดิษฐ์ผีเสื้อ และนำผีเสื้อไปประกอบการจัดนิทรรศการและประดับตกแต่งต้นไม้โดยรอบบริเวณหอนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ ลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ พร้อมทั้งมีจุดเช็คอินถ่ายภาพและที่ติดประดับผีเสื้อผ้าไทย ซึ่งในช่วง 4 วันแรกของการจัดงาน คือ ระหว่างวันที่ 1 – 4 สิงหาคม 2565 เป็นการสาธิตโดยกลุ่มศิลปะประดิษฐ์ดอกไม้จากรังไหม แม่หนูจีน ศรีนัมมัง และกลุ่มสาธิตจากจังหวัดนครราชสีมา นครพนม และอุดรธานี ได้รับความสนใจจากพี่น้องประชาชน นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ ร่วมชมการสาธิตและลงมือประดิษฐ์ผีเสื้อเป็นจำนวนมาก ทั้งการประดิษฐ์ผีเสื้อเพื่อตกแต่งนิทรรศการ และการประดิษฐ์เป็นเข็มกลัดนำไปเป็นของที่ระลึกติดเสื้อ ติดกระเป๋า รวมทั้งได้รับเกียรติจากท่านเอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย ร่วมเยี่ยมชมนิทรรศการภายในงานด้วย

ด้าน ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย กล่าวว่า สำหรับในส่วนของศาลาที่ 2 เป็นการจัดแสดงนิทรรศการผ้าไทยและออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าไทย 4 ภูมิภาค ซึ่งในช่วงระหว่างวันที่ 1 – 4 สิงหาคม 2565 ที่ผ่านมา เป็นการจัดแสดงนิทรรศการฯ และออกร้านฯ ของศูนย์หัตถกรรมและจำหน่ายสินค้าพื้นบ้านวัดธาตุประสิทธิ์และบ้านท่าเรือ จังหวัดนครพนม กลุ่มทอผ้าไหมหมี่ขิดบ้านสีชื่นชม จังหวัดอุดรธานี กลุ่มผ้าตุ้มทอง จังหวัดบุรีรัมย์ กลุ่มสตรีทอผ้าแพรวา จังหวัดกาฬสินธุ์ และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านแม่คึมมะอุสวนหม่อน จังหวัดนครราชสีมา ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศ เที่ยวชมและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ผ้าไทย สร้างรายได้ให้กับช่างทอผ้าและผู้ประกอบการมากกว่า 3 แสนบาท ทำให้เกิดการสร้างรายได้จากภูมิปัญญา หัตถศิลป์ หัตถกรรม อันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า และเป็นสิ่งสะท้อนถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงรื้อฟื้นผ้าไทยให้กลับมาเป็นอาชีพเสริม สร้างรายได้ให้กับพี่น้องประชาชน

“สำหรับในห้วงระหว่างวันที่ 5 – 8 สิงหาคม 2565 นี้ จะเป็นการสาธิตการประดิษฐ์ผีเสื้อ และการจัดแสดงนิทรรศการผ้าไทยพร้อมทั้งการออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าไทยของภาคใต้ ได้แก่ 1) กลุ่มศิวนาฏ จังหวัดพัทลุง ซึ่งได้น้อมนำพระราชดำริของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงที่ได้รับการสืบสาน รักษา และต่อยอด โดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ด้วยการนำลายผ้าพระราชทาน “ผ้าลายขอเจ้าฟ้าหญิงสิริวัณณวรีฯ” มาดัดแปลงกับลวดลายความเป็นเอกลักษณ์ของเมืองพัทลุง ผสมผสานกับรูปแบบผ้าเก่าเมืองชัยบุรี เริ่มจากการพิมพ์ลายขอทับลงบนเนื้อผ้าในชั้นที่ 1 และพิมพ์ย้อมเก็บสี เพื่อนำมาทับด้วยลายดอกรวงผึ้ง ซึ่งเป็นลายโบราณของเมืองพัทลุง เพื่อให้เกิดลายผ้ามิติใหม่ของลวดลายทั้ง 2 บนเนื้อผ้า ซึ่งกลุ่มศิวนาฏถือเป็นตัวแทนของผู้ประกอบการคนรุ่นใหม่ที่นำผ้าไทยพื้นถิ่นและลวดลายของความเป็นเอกลักษณ์ความเป็นพื้นถิ่นมาสร้างมูลค่าของผ้าไทยให้เป็นที่นิยมของคนทุกกลุ่ม ทุกช่วงวัยมากยิ่งขึ้น  และ 2) กลุ่มผ้าทอเกาะยอ จังหวัดสงขลา โดย “ผ้าเกาะยอ” เป็นผ้าทอพื้นเมืองของชาวบ้านในตำบลเกาะยอ อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา มีความประณีตและสีสันที่สวยงาม โดยมีการทอยกดอกที่มีลวดลายอ่อนนุ่ม ทอมาจากเส้นใยฝ้ายที่มีเนื้อแน่น ลวดลายไม่ซับซ้อน เป็นลวดลายที่เกิดจากการขิด ด้วยการทอด้วยมือและแบบเหยียบตะกอแยกเส้นยืนขึ้น-ลง ทำให้เกิดลายตารางคล้ายกับผ้าขาวม้า มีจุดเด่นที่มีลายในเนื้อผ้านูนขึ้นมา มีลายเส้นละเอียดสวยงาม และมีความคงทน เนื้อผ้าดูแลรักษาง่าย ลายตารางที่มีขนาดเล็กซ้อน ๆ กัน ทอด้วยด้ายสองสี นอกจากนี้ ผ้าทอเกาะยอมีการทอเป็นลายดอกชนิดต่าง ๆ มากมาย เช่น ลายก้านแย่งหรือชื่อเดิมคือลายคอนกเขา ซึ่งเป็นลายที่สวยที่สุด ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นลายราชวัตร โดยผ้าทอเกาะยอถือเป็นอัตลักษณ์และวิถีของชาวเกาะยอ เพราะได้มีการสืบทอดต่อกันภายในครัวเรือนแบบรุ่นต่อรุ่นเรื่อย ๆ มาเป็นเวลาหลายร้อยปีจนถึงปัจจุบัน” ดร.วันดี กล่าว

นายสุทธิพงษ์ กล่าวด้วยว่า กระทรวงมหาดไทย ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 “ด้วยรักแห่งแผ่นดิน : With Love for the Nation” ระหว่างวันที่ 1- 15 สิงหาคม 2565 ณ บริเวณถนนราชดำเนินกลางตั้งแต่สะพานผ่านฟ้าลีลาศถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และร่วมกันสวมใส่ผ้าไทยสีฟ้า หรือผ้าไทยท้องถิ่นจากทุกภูมิภาค เพื่อร่วมกันแสดงออกซึ่งความจงภักดีถวายแด่องค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็น “แม่ของแผ่นดิน” โดยพร้อมเพียงกัน

– 006

อว.เผยผลประเมินความโปร่งใส ประจำปี 65 ผ่านฉลุย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671313

อว.เผยผลประเมินความโปร่งใส ประจำปี 65 ผ่านฉลุย

วันศุกร์ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 11.55 น.

อว.เผยผลประเมินความโปร่งใส ประจำปี 65 ผ่านฉลุย ด้วยคะแนน 94.74 คะแนน เพิ่มขึ้น 3.09 คะแนน เมื่อเทียบปี 2564 

เมื่อวันที่ 5  ส.ค. 2565 ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ปลัด อว.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ได้แจ้งผล การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment) หรือการประเมิน ITA ตามกรอบแนวทางการประเมินที่กำหนดตามแผนแม่บท ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ปรากฏว่า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มีหน่วยงานในสังกัดที่เข้าร่วมการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ จำนวน 17 หน่วยงาน และสถาบันอุดมศึกษา จำนวน 86 แห่ง โดยในส่วนของ 17 หน่วยงานในสังกัด อว. มีผลการประเมินคะแนนเฉลี่ย 92.66 คะแนน ผ่านเกณฑ์ทุกหน่วยงาน คิดเป็นร้อยละ 100

ขณะที่ ผลการประเมินสถาบันอุดมศึกษา ส่วนใหญ่ผ่านการประเมิน มีผลคะแนนเฉลี่ย 88.04 โดยมีสถาบันอุดมศึกษาที่ผ่านการประเมิน จำนวน 66 แห่ง จาก 86 แห่ง ซึ่งสถาบันอุดมศึกษาที่ได้ คะแนนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี (98.52) มหาวิทยาลัยพะเยา (95.80) มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (95.70) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (95.29) และสถาบันเทคโนโลยีพระจอม เกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (95.24)

ปลัด อว. กล่าวต่อว่า ในส่วนของสำนักงานปลัด อว. มีผลการประเมินคุณธรรมและ ความโปร่งใส 94.74 คะแนน อยู่ในระดับ A เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 3.09 คะแนน โดยได้ 100 คะแนนเต็ม 2 ข้อ คือ การป้องกันการทุจริต และการเปิดเผยข้อมูล ตามด้วยการปฏิบัติหน้าที่ (96.12) คุณภาพการดำเนินงาน (95.39) การใช้อำนาจ (93.90) และการแก้ปัญหาการทุจริต (93.54) ตามลำดับ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความ ซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส พร้อมรับผิดชอบและต่อต้านการทุจริตในทุกรูปแบบ ขณะที่หน่วยงานในสังกัด อว. อื่นๆ ได้คะแนนผ่านเกณฑ์ทุกหน่วยงาน อาทิ องค์การพิพิธภัณฑ์ วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (97.41) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (96.71) สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (95.00) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริม วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (94.89) เป็นต้น

“ผลการประเมินมาจากความร่วมมือร่วมใจกันของทุกหน่วยงานในสังกัด อว.โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ได้กำหนดมาตรการในการส่งเสริมคุณธรรมและความโปร่งใสภายในหน่วยงานอย่างต่อเนื่อง มุ่งเน้น การยกระดับประสิทธิภาพการสื่อสาร ให้ผู้มารับบริการ ผู้มาติดต่อ หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของ สป.อว. สามารถเข้าถึงข้อมูลของ สป.อว. ผ่านช่องทางที่หลากหลาย เข้าถึงได้ง่าย ไม่ซับซ้อน เพิ่มช่องทาง การร้องเรียนการทุจริตและประพฤติมิชอบ ตลอดจนให้ผู้รับบริการสามารถส่งข้อเสนอแนะและความคิดเห็นในการดำเนินงาน โดยเฉพาะการให้บริการของ สป.อว. เพื่อพัฒนาปรับปรุงการสื่อสารกับผู้รับบริการ หรือประชาชน อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใสและเป็นธรรม ตามหลักธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการ บ้านเมืองที่ดี (Good Governance) และแนวทางการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงาน ของหน่วยงานภาครัฐ หรือ การประเมิน ITA ของ สำนักงาน ป.ป.ช.” ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์  กล่าว
 

009