‘3P ปุ๋ยคอกอัดเม็ดผสมจุลินทรีย์’ ม.ธรรมศาสตร์ กวาด 3 รางวัล ผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา ปี 65

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671290

'3P ปุ๋ยคอกอัดเม็ดผสมจุลินทรีย์' ม.ธรรมศาสตร์  กวาด 3 รางวัล ผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา ปี 65

วันศุกร์ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 09.35 น.

“3P ปุ๋ยคอกอัดเม็ดผสมจุลินทรีย์” ม.ธรรมศาสตร์  กวาด 3 รางวัล สุดยอด “ผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา ประจำปี 2565”  ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2565

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ประกาศผลและมอบรางวัลการประกวด “ผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา ประจำปี 2565”  ภายในงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2565 (Thailand Research Expo 2022) ” ครั้งที่ 17  ระหว่างวันที่ 1-5 สิงหาคม 2565 ณ ชั้น 22 และ 23 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร มีผลงานส่งเข้าประกวด จำนวน 155 ผลงาน  ซึ่งมีการมอบรางวัลประกอบด้วย รางวัลการเขียนข้อเสนอโครงการ จำนวน 30 รางวัล รางวัลผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา จำนวน 30 รางวัล และ เหรียญรางวัลตามเกณฑ์คะแนน ของแต่ละผลงาน จำนวน 155 รางวัล ใน 5  กลุ่มเรื่อง ได้แก่ ด้านการเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร ,ด้านการสาธารณสุข สุขภาพและเทคโนโลยีทางการแพทย์, การพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ อุปกรณ์อัจฉริยะ ,ด้านพลังาน สิ่งแวดล้อมและ BCG Economy Model และด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจสร้างสรรค์  

ดร.วิภารัตน์  ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า ในนามของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ  หรือ วช. ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์  วิจัยและนวัตกรรม  ขอชื่นชมคณะอาจารย์  นิสิต  นักศึกษา  รวมถึงผู้บริหารหน่วยงาน  ที่ให้การสนับสนุน และส่งเสริมกระบวนการสร้างสรรค์ หรือองค์ความรู้การวิจัย  และนวัตกรรม   เพื่อเป็นฐานความรู้ ในการนำไปพัฒนาประเทศ  โดยกิจกรรมประกวดผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา ครั้งนี้  ถือเป็นกิจกรรมสำคัญหนึ่ง  ภายในงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2565”  หรือ “Thailand Research Expo 2022”  ซึ่งจัด ขึ้นเพื่อเป็นเวทีให้เยาวชนไทย  ได้นำเสนอผลงาน จากความคิดสร้างสรรค์  ตลอดจนเพื่อเป็นขวัญ กำลังใจ  ในการพัฒนาผลงาน  ให้ก้าวไปสู่เส้นทาง การเป็นนักวิจัย นักประดิษฐ์  ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคตต่อไป  

ทั้งนี้รางวัลการเขียนข้อเสนอโครงการ จำนวน 30 รางวัล มีผลงานที่ได้รับรางวัลดีเด่น ดังนี้

ระดับปริญญาตรี รางวัลดีเด่นเงินรางวัล 15,000 บาท ประกอบด้วย 

เรื่อง “3P ปุ๋ยคอกอัดเม็ดผสมจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์” มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ,เรื่อง “เครื่องวัดระดับน้ำตาลในเลือดแบบไม่ต้องเจาะเลือดชนิดพกพา” มหาวิทยาลัยรังสิต,เรื่อง“นวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ระบบทางเดินหายใจเพื่อเสริมสร้างทักษะสำหรับแพทย์ในศตวรรษที่ 21”  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, เรื่อง “เซนเซอร์ทางเคมีไฟฟ้าสำหรับตรวจวัดตะกั่วเพื่อตรวจวัดคุณภาพน้ำ”  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี,เรื่อง “เทคโนโลยีความเป็นจริงเสริมที่ใช้ร่วมกับหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง ระบบสุริยะ เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ให้แก่เด็กที่บกพร่องทางการได้ยิน” มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี 

ระดับบัณฑิตศึกษา รางวัลดีเด่นเงินรางวัล 20,000 บาท ประกอบด้วย

เรื่อง “ฉลากอัจฉริยะบ่งชี้เวลา-อุณหภูมิ สำหรับผลิตผลสด” หน่วยงาน: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่,เรื่อง “พร็อก มอส : อุปกรณ์ตรวจคัดกรองระดับโมเลกุลมะเร็งต่อมลูกหมาก” จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , เรื่อง “ไมอีโลซอฟต์ : การพัฒนาระบบนับเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ผิดปกติผ่านสมาร์ทโฟนโดยใช้โครงข่ายประสาทเทียมชนิดคอนโวลูชัน” จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ มหาวิทยาลัยมหิดล, เรื่อง “เพิร์ลสกิน: ครีมขัดผิวเกล็ดประกายมุก”จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, เรื่อง “การปรับปรุงประสิทธิภาพในการต้านเชื้อจุลชีพและสมรรถนะด้านต่างๆของวัสดุผสมซีเมนต์เชิงประกอบด้วยสารประกอบอลูมินัม-สังกะสี” มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 

รางวัลผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา จำนวน 30 รางวัล มีผลงานที่ได้รับรางวัลดีเด่น ดังนี้

ระดับปริญญาตรี รางวัลดีเด่น  เงินรางวัล 20,000 บาท ประกอบด้วย

เรื่อง “3P ปุ๋ยคอกอัดเม็ดผสมจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์”  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,เรื่อง “ผิวหนังเทียมที่ทำจากเจลาตินเมทาคริโลอิลและเซลล์ต้นกำเนิดผสมโกรทแฟคเตอร์ด้วยเทคนิคการพิมพ์ชีวภาพสามมิติสำหรับการรักษาแผล”  มหาวิทยาลัยรังสิต,เรื่อง “นวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ระบบทางเดินหายใจเพื่อเสริมสร้างทักษะสำหรับแพทย์ในศตวรรษที่ 21”  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ,เรื่อง “การผลิตอนุภาคนาโนแคลเซียมคาร์บอเนตจากเปลือกหอยแมลงภู่”  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเรื่อง “คูดี้ เคยูทัวร์” มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ระดับบัณฑิตศึกษา รางวัลดีเด่น เงินรางวัล 30,000 บาท ประกอบด้วย 

เรื่อง “นวัตกรรมการจัดการน้ำและธาตุอาหารแบบลุ่มน้ำสำหรับการผลิตทุเรียน” มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,เรื่อง “ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพซินไบโอโทโทล ไรซ์” มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน, เรื่อง “ไมอีโลซอฟต์ : การพัฒนาระบบนับเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ผิดปกติผ่านสมาร์ทโฟนโดยใช้โครงข่ายประสาทเทียมชนิดคอนโวลูชัน”จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหิดล,เรื่อง “การผลิตไฟฟ้าร่วมอบแห้งและกำจัดขยะติดเชื้อทางการแพทย์” มหาวิทยาลัยแม่โจ้และเรื่อง “การเปลี่ยนรูป “ราชธานีศรีวะนาไล” ผ่านวิธีพหุสัมผัส
สู่สุนทรียะเชิงสัมพันธ์” มหาวิทยาลัยบูรพา

รางวัลเหรียญรางวัลตามเกณฑ์คะแนน ของแต่ละผลงาน

รางวัลเหรียญทองจำนวน 44 รางวัล อาทิ สารละลายช่วยผสมเกสรทุเรียน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,เม็ดบีดจุลินทรีย์รวมย่อยสลายอินทรีวัตถุ ชักนำรากแก้ปัญหารากเน่าโคนเน่าในต้นทุเรียน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 3P ปุ๋ยคอกอัดเม็ดผสมจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,ฉลากอัจฉริยะบ่งชี้เวลา-อุณหภูมิ สำหรับผลิตผลสด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และนาโนฟิล์มโดยกระบวนการสปาร์คเพื่อใช้เป็นตัวดูดซับเอทิลีน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นต้น  พร้อมรางวัลเหรียญเงินจำนวน  81 รางวัล และ เหรียญทองแดงจำนวน 30 รางวัล

ผอ.วช.กล่าวย้ำว่า การจัดกิจกรรม การประกวดผลงาน นวัตกรรมสายอุดมศึกษา  ตลอดการจัดงาน ที่ผ่านมา มีผู้ให้ความสนใจ  ผลงานของนิสิต นักศึกษา ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และความรู้ พร้อมทั้งเป็นการสร้างเครือข่าย  ด้านการวิจัยและนวัตกรรม  ระหว่างนักศึกษา ในระดับอุดมศึกษา  เพื่อก้าวสู่การเป็นนักวิจัยในอนาคตที่ดี  ในวันนี้  ขอแสดงความยินดีอีกครั้ง  กับทีมน้องๆ เยาวชนทุกทีม ที่ได้รับรางวัล  ขอให้ เพียรพยายาม มุมานะในการพัฒนา ผลงานวิจัย และนวัตกรรมต่อไป  และหวังว่า  ผลงานวิจัย  ผลงานประดิษฐ์คิดค้น   และนวัตกรรม  ของนิสิตนักศึกษา จะช่วยขยายผล ในการนำไปใช้ประโยชน์  เพื่อการพัฒนาประเทศ  ได้อย่างกว้างขวาง  และเป็น รูปธรรมต่อไป

‘สาธิตม.รังสิต’โรงเรียนต้นแบบคุมโควิด-ตรวจ PCR เด็กทุกสัปดาห์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671247

‘สาธิตม.รังสิต’โรงเรียนต้นแบบคุมโควิด-ตรวจ PCR เด็กทุกสัปดาห์

วันพฤหัสบดี ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 20.27 น.

‘สาธิตม.รังสิต’โรงเรียนต้นแบบคุมโควิด-ตรวจ PCR เด็กทุกสัปดาห์

สถานการณ์โควิด-19 กับโรงเรียนยังไม่คลี่คลาย ภายหลังการเปิดเทอมเรียนออนไซต์ทั้งประเทศเมื่อพฤษภาคมที่ผ่านมา และหลายโรงเรียนต้องกลับสู่การเรียนออนไลน์อีกครั้ง เพราะมีตัวเลขการติดเชื้อโควิดในโรงเรียนเพิ่มมากขึ้น แต่ โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยรังสิต (SBS) กลับได้รับคำชมจากผู้ปกครองเป็นจำนวนมาก ทั้งมาตรการควบคุมดูแล และระเบียบคัดกรองขั้นสูงสุด จนทำให้ล่าสุดกลายเป็นโรงเรียนต้นแบบในปี 2565 เป็นที่เรียบร้อย และในวันเสาร์ที่ 6 สิงหาคมนี้ จะมีงาน ‘Carnival Family Fun Day’ เป็นการแสดงของนักเรียน 2 ภาษาหลักสูตรเคมบริดจ์ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองภายนอกเข้ารับชม และภายในงานมีส่วนลดค่าเทอมมากสุดถึง 80,000 บาทอีกด้วย

มร.เฮนริค ฟูรี่ ทีมผู้บริหารโรงเรียนฝ่ายครูต่างประเทศ แนะนำว่า ที่ SBS เราจะตรวจ PCR นักเรียนทุกสัปดาห์ในวันศุกร์ และตรวจ ATK เพิ่มอีกครั้งระหว่างอาทิตย์หากว่าเป็นวันหยุดยาว เพื่อให้ได้ผลแน่ชัดว่าทุกคนในโรงเรียนจะปลอดภัย ดังนั้น เราจึงมั่นใจที่จะจัดงาน OPEN HOUSE ขึ้นในวันเสาร์นี้ เพื่อให้ผู้ปกครองภายนอกในเข้ามาชมการแสดงจากเด็กนักเรียนหลักสูตรนานาชาติทวิภาษา ตั้งแต่เวลา 08:00-15:00 น.

ผู้ปกครองภายนอกที่จะเข้าร่วมงานต้องโชว์ผลตรวจ ATK ที่หน้าประตูทางเข้า โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยรังสิต หรือโทรสอบถามและจองเวลาเยี่ยมชมได้ที่ โทร 02-792-7504 หรือ http://www.sbs.ac.th

-005

‘เอนก’หนุนตั้งสถาบันอุดมศึกษาเฉพาะทางศิลปะ สุนทรียะ อารยะ เพื่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671160

‘เอนก’หนุนตั้งสถาบันอุดมศึกษาเฉพาะทางศิลปะ สุนทรียะ อารยะ เพื่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์

วันพฤหัสบดี ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 16.54 น.

‘เอนก’หนุนตั้งสถาบันอุดมศึกษาเฉพาะทางด้านศิลปะ สุนทรียะ อารยะ เพื่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เสริมสร้างเอกลักษณ์จากต้นทุนเดิมที่ไทยมีอยู่ ชี้‘อว.’มีกลไกพร้อมรองรับปลดล็อกข้อจำกัดด้านการอุดมศึกษา

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) จัดประชุมคณะกรรมการอํานวยการ สอวช. ครั้งที่ 4/2565 ณ ห้องประชุมชั้น 4 อาคารพระจอมเกล้า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และผ่านระบบออนไลน์ เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2565 โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานการประชุม

ทั้งนี้ สอวช. ได้นำเสนอ 2 แนวทางสำคัญในมิติเรื่องการขับเคลื่อนการพัฒนาด้านกำลังคน ส่วนแรกคือ ข้อเสนอการจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเฉพาะทางด้านศิลปะ สุนทรียะ อารยะ เพื่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่จะนำร่องการจัดตั้งสถาบันศิลปะโรงเรียนเพาะช่าง เพื่อเป็นตัวอย่างการจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเฉพาะทางด้านทัศนศิลป์ งานฝีมือและหัตถกรรม ในกลุ่มสถาบันอุดมศึกษา เพื่อผลิตและพัฒนาบุคลากรวิชาชีพและสาขาจำเพาะ

ส่วนที่สองคือการพัฒนากำลังคนและงานวิจัยเพื่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในการขับเคลื่อน Thailand Soft Power “Reinventing the Media Industry” โดยในประเด็นแรก ดร. เอนก ให้ความเห็นว่า การจะจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาในรูปแบบใหม่ที่เป็นสถาบันเพื่อความสร้างสรรค์ จะต้องไม่ให้มีระบบหรือระเบียบที่ไม่สร้างสรรค์ เข้ามาเป็นข้อติดขัด ซึ่งกระทรวง อว. เอง ไม่ได้ให้ความสำคัญแค่การพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังมองถึงการพัฒนาศิลปะ อารยะ สุนทรียะด้วย

“ในยุคที่เราจะทำเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ คิดว่ายุทธศาสตร์สำคัญของเราคือ Rebirth of Thai arts and culture ทำให้เกิดเป็นยุคเรอเนซองซ์ของศิลปะ สุนทรียะ และอารยะแบบไทย รื้อฟื้นสิ่งเดิม ของเดิมที่ทำกันอยู่แล้ว เสริมให้มีเอกลักษณ์มากยิ่งขึ้น โลกทุกวันนี้ต้องการสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ใหม่ ที่ไม่ได้มีแค่ในฝั่งตะวันตก ในฝั่งเอเชียก็มีส่วนกำหนดภาพเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของโลกด้วย อย่างมวยไทยที่กลายไปเป็นมวยโลก นวดไทยกลายเป็นนวดโลก รวมถึงสปาไทย อาหารไทย เสื้อผ้าไทย ที่ยังสามารถส่งเสริมและพัฒนาไปสู่ระดับโลก กลายเป็นแฟชั่นของโลกได้ และช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยให้มีแนวทางไปสู่อนาคต” ดร. เอนก กล่าว

ดร. เอนก ยังได้กล่าวถึง สิ่งที่กระทรวง อว. ได้ช่วยปลดล็อกอุปสรรคต่างๆ ในการพัฒนาด้านการอุดมศึกษา เพื่อไม่ให้ติดกับดักในรูปแบบเดิม ทั้งการผลักดันในเรื่อง Sandbox เกิดเป็น Higher Education Sandbox หรือการจัดการศึกษาที่แตกต่างไปจากมาตรฐานการอุดมศึกษา เพื่อเปิดโอกาสให้สถาบันอุดมศึกษาได้ออกแบบหลักสูตรที่ตอบโจทย์กับภาคเอกชนหรือภาคที่ใช้งานกำลังคนได้อย่างตรงจุด รวมถึงแนวทางการจัดทำธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ (National Credit Bank) เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนในสิ่งที่สนใจโดยไม่ติดข้อจำกัดเรื่องสถาบันการศึกษา

นอกจากนี้ ดร. เอนก ยังได้ให้ความเห็นว่า อีกส่วนที่สำคัญคือการทำให้คนไทยมองเห็นว่าศิลปะกับวิทยาศาสตร์มีความเชื่อมโยงกัน และต้องเรียนรู้ควบคู่กันไป แสดงให้เห็นว่าศิลปะในรูปแบบใหม่มีการพัฒนาไปได้ด้วยความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์ ในขณะเดียวกันงานด้านวิทยาศาสตร์หากนำด้านศิลปะมาผสมผสานก็จะทำให้เกิดผลงานที่สวยงามมากยิ่งขึ้น

ด้าน ดร. กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการ สอวช. เปิดเผยถึงหลักคิดของการจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่จะจัดตั้งเป็นสถาบันอุดมศึกษาเฉพาะทางในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ มุ่งเน้นการอนุรักษ์ รวบรวม สืบสาน และเผยแพร่งานด้านทัศนศิลป์ งานฝีมือและหัตถกรรมของไทยในวงกว้าง เป็นแหล่งผลิตทรัพยากรบุคคลด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สนับสนุนการเรียนรู้ตลอดช่วงวัย บ่มเพาะผู้มีความสามารถเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ระบบการศึกษาระดับอุดมศึกษา เป็นหน่วยงานที่มีนวัตกรรมการศึกษาที่เอื้อต่อการสร้างให้เกิดการบูรณาการศาสตร์กับการฝึกประสบการณ์ร่วมกับภาคเอกชน ชุมชน และสังคม เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่มีภารกิจในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ เป็นพื้นที่เปิดให้เกิดการทำงานในด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ อีกทั้ง สามารถนำบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถทางด้านสร้างสรรค์เข้ามาทำงานในสถาบันทั้งในรูปแบบของการเป็นอาจารย์ผู้สอน หรือเป็นบุคลากรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางตามภารกิจของสถาบัน

สำหรับกลุ่มเป้าหมายของสถาบัน จะเป็นกลุ่มนักศึกษา กลุ่มศิลปินและแรงงานทักษะมืออาชีพ ผู้ประกอบการสร้างสรรค์อิสระรวมถึงผู้ประกอบการที่สถาบันสนับสนุน (Entrepreneur) ส่วนผลผลิตของสถาบัน คือการสร้างบัณฑิตที่มีคุณภาพและความสามารถด้านศิลปะและการออกแบบ สร้างผลงานที่คุณค่าและมีมูลค่าต่อเศรษฐกิจและสังคม สร้างนวัตกรรมการศึกษาและพัฒนานวัตกรรมให้เกิดย่านวัฒนธรรมสร้างสรรค์ และพัฒนางานวิจัยให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ให้ความเห็นในภาพรวมว่า ระบบการบริหารจัดการของสถาบันที่จะจัดตั้งขึ้นต้องทำให้มีความคล่องตัว ทันสมัย ไม่ยึดติดกับระบบราชการรูปแบบเดิม โดยอาจศึกษาต้นแบบสถาบันด้านศิลปะในต่างประเทศเป็นแนวทาง และยังได้ให้ข้อเสนอแนะให้มองถึงความร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาที่มีอยู่แล้ว โดยมองเป็นภาพใหญ่ในระดับประเทศให้มีการทำงานร่วมกัน แก้ไขช่องว่างที่พบในสถาบันอุดมศึกษาแบบเดิม แต่ขณะเดียวกันก็ให้สามารถดึงบุคลากรที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในสถาบันอุดมศึกษาเดิมเข้ามาร่วมพัฒนาการเรียนการสอน หรือการทำให้เกิดสถาบันที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงการบริหารจัดการในมหาวิทยาลัยและคณะที่มีการเรียนในสาขาที่เหมือนกันด้วย

ส่วนประเด็นการพัฒนากำลังคนและงานวิจัยเพื่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในการขับเคลื่อน Thailand Soft Power “Reinventing the Media Industry” โดยหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) เห็นแนวทางที่จะช่วยขับเคลื่อนเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในมุมของการพัฒนาอุตสาหกรรมสื่อ มีการทำงานร่วมกับสมาคมด้านสื่อหลายสมาคม โดยเห็นว่าสิ่งสำคัญที่ต้องเติมเต็มในอุตสาหกรรมสื่อ คือการเสริมทักษะใหม่ๆ ให้กับบุคลากร เช่น ทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การผลิตเนื้อหาอย่างสร้างสรรค์ รวมถึงการผลิตเนื้อหาสื่อไทยให้ไปสู่ระดับโลก ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อภาคเศรษฐกิจ และต้องทำงานร่วมกับฝั่งอุปสงค์ (demand) เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของภาคที่ใช้งานกำลังคนด้วย

สำหรับเป้าหมายที่ชัดเจนในการพัฒนากำลังคนด้านสื่อของ บพค. คือพัฒนาให้เกิดคนเก่ง คนดี มีความสามารถ สร้างกลุ่มคนที่เป็นมันสมอง สร้างความรู้และปัญญาที่นำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ มีแนวคิดการทำสื่อที่อาศัยทั้งจิตวิญญาณ ความเป็นไทย ความเป็นผู้นำ การทำงานเป็นทีม มีวิธีการเรียนรู้ใหม่ๆ และเรียนรู้อย่างมุ่งเป้า โดยรูปแบบการทำงานของ บพค. มีเป้าหมายการขับเคลื่อน Soft Power ด้วยเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ส่งเสริมความเป็นไทยสู่สากล ด้วยการสร้าง Brainpower แบบ co-creation สร้าง Highly skilled content creator และการทำให้สื่อสร้างสรรค์เป็นสะพานเชื่อมความเป็นไทยไปสู่สากล

‘ตรีนุช’ย้ำปรับเพิ่มเงินอุดหนุนรายหัวนักเรียน ไม่ใช่นโยบายหาเสียงการเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671119

'ตรีนุช'ย้ำปรับเพิ่มเงินอุดหนุนรายหัวนักเรียน ไม่ใช่นโยบายหาเสียงการเมือง

วันพฤหัสบดี ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 15.25 น.

“ตรีนุช” ย้ำปรับเพิ่มเงินอุดหนุนรายหัวนักเรียนไม่เกี่ยวหาเสียงการเมือง อย่านำการเมืองขัดการพัฒนาการศึกษา

วันที่ 4 สิงหาคม 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยกรณีนักวิชาการด้านการศึกษา กล่าวถึงกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบปรับอัตราเงินอุดหนุนรายหัวตามความจำเป็นพื้นฐานเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้เรียนและเพิ่มศักยภาพสถานศึกษาในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี ตั้งแต่ระดับก่อนประถมศึกษา ประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลาย และประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ทั้งสถานศึกษาของรัฐและเอกชน ครอบคลุมการศึกษาในระบบ นอกระบบ และการศึกษาทางเลือก โดยปรับเพิ่มแบบขั้นบันไดต่อเนื่อง 4 ปี งบประมาณ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566-2569  เป็นการหาเสียงทางการเมืองนั้น  ว่าตนมองว่าเรื่องนี้เป็นวาทะกรรมทางการเมืองที่พูดกัน ตนไม่อยากให้เรื่องของการศึกษาเป็นเรื่องของการเมือง ที่ผ่านมารัฐบาลมีนโยบายขับเคลื่อนการศึกษาจำนวนมาก เช่น การลดความเหลื่อมล้ำและสร้างโอกาสทางการศึกษา ช่วยเหลือกลุ่มเด็กเปราะบางให้ได้รับการศึกษา  และในปี 2564 ครม. มีมติเห็นชอบให้ความช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือโควิด-19 ของโรงเรียนในสังกัด ศธ.และสังกัดอื่นๆ เพื่อช่วยเหลือนักเรียน นักศึกษา ที่กำลังศึกษาอยู่ในสถานศึกษาสังกัด ศธ.ทั้งภาครัฐ และเอกชน ที่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐ และไม่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐ และสถานศึกษานอกสังกัด ศธ.ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ชั้นอนุบาล-ม.6 และอาชีวศึกษา ในอัตรา 2,000 บาทต่อคน  เป็นต้น 

“ยืนยันว่าการเพิ่มเงินอุดหนุนรายหัวของนักเรียน ไม่ใช่การหาเสียง เพราะในปีนี้ เราเห็นชัดว่าค่าครองชีพสูงขึ้นอย่างมาก รัฐบาลมองว่าเรื่องดังกล่าวจะนิ่งเฉยไม่ได้ เพราะจะส่งผลกระทบต่อการศึกษาแน่นอน ต้องเร่งขับเคลื่อนอย่างเร่งด่วน เพื่อที่จะส่งความช่วยเหลือไปถึงโรงเรียนและผู้ปกครองโดยตรง ดิฉันไม่อยากให้มองเป็นประเด็นอื่น อยากให้มองว่าเป็นความตั้งใจของรัฐบาลที่ต้องการลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับนักเรียนทุกคน” น.ส.ตรีนุช กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตุว่าทำไมถึงเร่งผลักดันในช่วงที่รัฐบาลใกล้หมดวาระ น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวไม่ได้เพิ่งผลักดัน เพราะสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ได้วิจัยมาต่อเนื่อง 2 ปี โดย สกศ.ได้ปรับอัตราเงินอุดหนุนให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจในปัจจุบัน

ด้าน ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(รองเลขาธิการ กพฐ.)กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องการหาเสียงทางการเมือง เนื่องจากเงินอุดหนุนเดิมเราใช้มานานกว่า 10 ปีแล้ว ตั้งแต่น้ำมันลิตรละ 10 บาท ข้าวสารถังละ 80 บาท แต่วันนี้ทุกอย่างเพิ่มขึ้นไม่รู้กี่เท่าตัว แต่ค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษายังคงใช้อัตราเดิม และการเพิ่มเงินอุดหนุนดังกล่าวเป็นการวิเคราะห์ วิจัยจากค่าใช้จ่ายตามสภาพเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน จึงปรับเพิ่มเงินอุดหนุนขึ้นมา ไม่เกี่ยวกับการหาเสียงทางการเมือง                

“เรื่องนี้ ผมต้องขอชื่นชม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่รับฟังข้อเท็จจริงรับฟังปัญหาแล้วช่วยผลักดันจนได้มีการเพิ่มเงินอุดหนุนรายหัวครั้งนี้ เพราะถ้าเราไม่ปรับเพิ่มเงินอุดหนุนก็จะกระทบถึงคุณภาพการจัดการศึกษา เพราะตอนนี้ค่าสาธารณูปโภค เครื่องแบบนักเรียน อุปกรณ์การเรียนการสอนเพิ่มมากขึ้น และยังเป็นการแก้ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำด้วย ซึ่งที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)มีความพยายามขอเพิ่มเงินอุดหนุนรายหัวนักเรียนมานานแล้วแต่ด้วยภาวะทางเศรษฐกิจของรัฐบาลจึงปรับเพิ่มขึ้นให้แบบขั้นบันได ”รองเลขาธิการ กพฐ.กล่าว

GrabCampus empowers next generation to advance in digital era

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/education/40018512


Grab Thailand launched the GrabCampus project, empowering the young generation to showcase their business potential with hands-on experience at Grab.

GrabCampus empowers next generation to advance in digital era

Worachat Luxkanalode, Executive Director of Grab Thailand, said, “Access to knowledge, education, and essential skill development are keys to the growth and betterment of our society. At the core of our GrabForGood mission, we strive to utilise technology to make a positive impact on people. Grab Thailand has started a number of initiatives to promote and support all partners in the ecosystem such as ‘GrabAcademy’ – to upskill and enhance knowledge of Grab driver- and merchant partners as well as ‘Grab The Future’ – to provide scholarships to the children of our partners.

“To continue our commitment to creating a wider impact, this year we have launched GrabCampus – a new initiative aimed to support and enhance the potential of university students. The young generation is the main driving force in bettering our society and we are proud to be able to provide a platform and opportunity for them to showcase their talent, get hands-on experience with the team of professionals, and guide them on how to cultivate shared values when conducting business in the society.”

GrabCampus empowers next generation to advance in digital era

GrabCampus consists of three main initiatives:


GrabSpark – the first business case competition by Grab: A platform for university students to showcase their talent through business plan and strategy development under the topic “Driving Business Growth with Data in the Post-pandemic Era” to win prizes worth more than THB 100,000 and an honourable trophy, as well as a chance to join GrabIntern. The opportunity is open to university students from all levels and faculties. The application period is 1-21 August 2022.

GrabIntern – an opportunity for university students from all levels and faculties to get hands-on experiences of working at Grab. Each year, 20 selected GrabInterns will not only get to sharpen their business and management skills but also expand perspectives in utilising technology to drive positive social impact through the ‘socially-conscious business’ concept. They will get to work closely with Grab Thailand executives and diverse teams including Strategy, Planning and Business Development, Marketing and Business Partnership, and Operations, covering Transportation, Delivery, and Financial Service businesses for a period of two months with competitive compensation.

Grab Roadshow – a series of talks by Grab Thailand executives to share their work experience at a tech company with the aim to inspire and prepare university students before they take on a career path.  


“In addition to a challenging job, compensation, and corporate culture similar to their core values, the new generations, especially Gen Z and Millennials, are seeking a more meaningful career – a career that can create a positive change. We hope that GrabCampus will be another initiative that equips the youth with the knowledge and skills to drive a positive impact on society, forges them to become a valuable workforce, and inspires them to conduct a business in a way that it can prosper alongside social development and the environment,”. Worachat concluded. 

Published : August 04, 2022

บ้านปู จับมือคณะสิ่งแวดล้อมฯ มหิดล ชวน ม.ปลาย และ ปวช. เข้าค่าย ‘เพาเวอร์กรีน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/670911

บ้านปู จับมือคณะสิ่งแวดล้อมฯ มหิดล  ชวน ม.ปลาย และ ปวช. เข้าค่าย ‘เพาเวอร์กรีน’

วันพฤหัสบดี ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ร่วมกับคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล รับสมัครนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ทั่วประเทศ เข้าร่วมค่ายเยาวชนวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม (Power Green Camp) ครั้งที่ 17 ภายใต้หัวข้อ “Climate Change, We Must Change-เริ่มเพื่อโลก”

ภายใต้แนวคิดของค่ายฯ “วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม-เรียนรู้สู่การปฏิบัติ” เยาวชนที่ได้รับการคัดเลือกทั้ง 50 คนจะได้ร่วมกิจกรรมตั้งแต่การปูพื้นฐานเรียนรู้ปัญหา เข้าใจสาเหตุ และผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศผ่านช่องทางออนไลน์ ในวันที่ 15-16 ตุลาคม 2565 ก่อนเข้าสู่กิจกรรมการเรียนรู้ภาคสนามระหว่างวันที่ 18-25 ตุลาคม 2565 โดยกิจกรรมไฮไลท์ คือ การลงพื้นที่เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของชายฝั่ง ณ บ้านขุนสมุทรจีน จ.สมุทรปราการและ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม การเปลี่ยนแปลงของถ้ำ ณ ถ้ำละว้า อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี และศึกษาความเปลี่ยนแปลงของความหลากหลายทางชีวภาพ ณ อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรีปิดท้ายด้วยการประกวดโครงงานกลุ่มวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม โดยมีอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยมหิดลให้คำแนะนำ ชิงทุนการศึกษา พร้อมเกียรติบัตรและถ้วยรางวัล

เยาวชนที่สนใจเข้าร่วมค่ายฯสามารถเข้าไปติดตามรายละเอียด และกรอกใบสมัครออนไลน์ได้ที่ http://www.powergreencamp.com หรืออ่านรายละเอียดการสมัครและหลักเกณฑ์การพิจารณาเพิ่มเติม พร้อมติดตามข่าวสารและข้อมูลต่างๆ ของค่าย “เพาเวอร์กรีน” รุ่นที่ 17 ได้ที่เฟซบุ๊ค : www.facebook.com/powergreencamp

มอบทุนเรียนการแสดงต่อเนื่อง 3 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/670913

มอบทุนเรียนการแสดงต่อเนื่อง 3 ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“Finale Academy” โรงเรียนสอนการแสดง มอบทุนหลักสูตรต่อเนื่อง 3 ปีสำหรับผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ และผู้ที่มีศักยภาพและความสามารถโดดเด่น มูลค่าทุนละ225,000 บาท โดยแบ่งเป็นสามรุ่นอายุระหว่าง 8-13 ปี, 14-25 ปี และ 25 ปีขึ้นไปจำนวนรุ่นละ 2 ทุน ผู้สนใจสามารถส่งประวัติและ portfolio ผลงาน (หากมี) พร้อมคลิปแนะนำตัวและแสดงความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นการร้องเพลง การเต้น การแสดงหรือการพูดเล่าเรื่อง 2 นาทีขึ้นไป เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้-20 สิงหาคมนี้ แจ้งผลเพื่อมาออดิชั่นในเสาร์ที่ 27 สิงหาคม และประกาศผลผู้ได้รับทุนในวันที่ 31 สิงหาคม ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Line @finale_academy

จุฬาฯเปิดสอน ‘Metaverse’ หลักสูตรระยะสั้นสำหรับคนทั่วไป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/670915

จุฬาฯเปิดสอน ‘Metaverse’ หลักสูตรระยะสั้นสำหรับคนทั่วไป

วันพฤหัสบดี ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รศ.ดร.กฤษฎา พนมเชิง อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า Metaverse (เมตาเวิร์ส) เป็นที่รู้จักและกล่าวถึงอย่างกว้างขวางตั้งแต่ Mark Zuckerberg CEO ของ Facebook ประกาศใช้เป็นแพลตฟอร์มในการสร้างโลกเสมือนจริง แต่จริงๆ แล้ว Metaverse ไม่ใช่ของใหม่ หากแต่เป็นโลกที่เราคุ้นกันอยู่แล้ว ชีวิตของเราอยู่กับเทคโนโลยีแทบจะตลอดเวลา ไม่ว่าจะที่ทำงาน พูดคุยกับเพื่อนผ่านโซเชียลมีเดีย หรือเล่นเกม เราล้วนอยู่ในอีกโลกหนึ่ง ที่ไม่ใช่โลกที่เรากำลังอาศัยอยู่จริงๆ “Facebook” เองก็เป็น Metaverse เช่นกัน เราคุยกับเพื่อน ไลฟ์สด และทำอะไรต่อมิอะไรหลายอย่างในนั้น ก็เสมือนกับว่าเราอยู่ในโลกอีกโลกหนึ่ง

อาจารย์กฤษฎา กล่าวถึงเนื้อหาหลักสูตรว่า เน้นให้ผู้เรียนสามารถสร้าง Metaverse ได้ โดยแบ่งสาระและปฏิบัติการเป็น 3 ส่วน ได้แก่ สร้างโมเดล เมื่อมีเนื้อหาที่ต้องการจะนำเสนอใน Metaverse แล้ว จุดแรกที่ต้องทำคือการสร้างโมเดล ซึ่งในหลักสูตรนี้จะสอนการสร้างโมเดล 3 มิติ ด้วยโปรแกรม Blender ซึ่งเป็นโปรแกรมฟรี ที่สามารถสร้างโมเดลและภาพเคลื่อนไหวได้มีคุณภาพค่อนข้างดี หลังจากนั้นรวมโมเดลเอาไว้ในโลกเดียวกัน คือการรวบรวมโมเดลเข้ามาอยู่ในแอปพลิเคชั่น โดยใช้โปรแกรม Unity โมเดลที่เราได้สร้างเอาไว้ทั้งหมดก็จะกลายเป็นโลกใบหนึ่งได้แล้ว

“ตลอดระยะเวลา 30 ชั่วโมง ในการเรียนหลักสูตร เทคโนโลยีเมตาเวิร์สและการประยุกต์ใช้ ผู้เรียนจะได้รับความรู้พื้นฐานที่นำไปสร้าง Metaverse ของตัวเองได้จริง หลักสูตรนี้จะช่วยให้ผู้เรียนสร้าง Metaverse ที่เป็นโลกของตนเองอย่างน้อย 1 ใบ พร้อมทั้งได้รับใบประกาศเมื่อเรียนจบหลักสูตร เพื่อนำไปประยุกต์ใช้จริงตามความสนใจของตนแน่นอน” อาจารย์กฤษฎา กล่าว

ผู้สนใจติดตามรายละเอียดการเปิดรับสมัครที่เว็บไซต์ของโครงการ Chula Engineering สนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)

JGSEE มจธ. และศูนย์พลังงานอาเซียน ร่วมมือทางวิชาการด้านพลังงาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/670916

JGSEE มจธ. และศูนย์พลังงานอาเซียน ร่วมมือทางวิชาการด้านพลังงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) โดยรศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ. และศูนย์พลังงานอาเซียน (ASEAN Centre for Energy (ACE)) โดย Dr.Nuki Agya Utama, Executive Director ลงนามความร่วมมือทางวิชาการ โดยมี Prof.Dr.Shabbir H.Gheewala ศาสตราจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (JGSEE) และหัวหน้าห้องปฏิบัติการ Life Cycle Sustainable Assessment Laboratory (JGSEE-LCSAL) ศ.ดร.นวดล เหล่าศิริพจน์ ผู้อำนวยการ บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (JGSEE) และ Mr.Septia Buntara Supendi, Manager of Renewable Energy, Energy Efficiency, and Conservation ศูนย์ ACEร่วมเป็นสักขีพยาน

ความร่วมมือระหว่าง มจธ. และศูนย์พลังงานอาเซียนในครั้งนี้ก็เพื่อสร้างความเข้มแข็งเครือข่ายวิจัยและกิจกรรมวิชาการ ด้านพลังงานทดแทนและการอนุรักษ์พลังงานในภูมิภาคอาเซียน เพื่อก้าวสู่การลดการปลดปล่อยคาร์บอนสุทธิให้เป็นศูนย์ โดยในส่วนของศูนย์ ACE เป็นความร่วมมือภายใต้แผนการดำเนินงาน ASEAN Plan of Action for Energy Cooperation (APAEC) ที่มุ่งเน้นให้เกิดการบูรณาการความร่วมมือด้านพลังงานในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านพลังงานทดแทน การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการอนุรักษ์พลังงาน

ทั้งนี้ ภายใต้บันทึกข้อตกลงนี้มจธ. และศูนย์พลังงานอาเซียนจะมีการดำเนินงานความร่วมมือในการผลักดันให้เกิดผลงานวิจัยจากโครงการวิจัยร่วม กิจกรรมการจัดสัมมนา การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องที่สนับสนุนการสร้างกำลังคนและความเชี่ยวชาญด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมในภูมิภาคอาเซียน โดยใช้หลักการการประเมินความยั่งยืนโดยเครื่องมือและแนวคิดแบบครบวงจรวัฏจักรชีวิต (Life Cycle Thinking Concept)

กระจายความรู้ สู่ผู้ประกอบการยุคใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/670914

กระจายความรู้ สู่ผู้ประกอบการยุคใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เครือเฮอริเทจ ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ นำโดย วิทวัส พลไพศาล (ซ้าย) รองประธานกรรมการ เครือเฮอริเทจ ได้ร่วมเป็นวิทยากรบรรยายในหลักสูตร Inspirational Talk เพื่อแลกเปลี่ยนและถ่ายทอดประสบการณ์ในฐานะผู้ประกอบการการส่งออกชั้นนำ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้แก่นักศึกษาและผู้ประกอบการทั่วประเทศ ในโครงการ “From Gen Z to be CEO กระจายความรู้ สู่ผู้ประกอบการยุคใหม่ ครั้งที่ 12 ประจำปี 2565” ในรูปแบบของการบรรยายสดผ่านช่องทางออนไลน์ จัดโดย สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันก่อน