โชว์สุดยอดผลงานออกแบบผ้าร่วมสมัย ในงาน ‘ภูษาศิลป์ จากท้องถิ่นสู่สากล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/670910

โชว์สุดยอดผลงานออกแบบผ้าร่วมสมัย  ในงาน ‘ภูษาศิลป์ จากท้องถิ่นสู่สากล’

วันพฤหัสบดี ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ได้สืบสานและพัฒนาต่อยอดผ้าไทย สนองพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จัดงาน “ภูษาศิลป์จากท้องถิ่นสู่สากล” เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 วันที่ 11-14 สิงหาคม 2565 ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอนในส่วนของ วธ.เอง ได้นำผลงานที่น่าภาคภูมิใจในการสืบทอดและเชื่อมต่อให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงผ้าไทยที่ทรงคุณค่า มาร่วมแสดงในงานครั้งนี้ด้วย

วธ.ได้ขับเคลื่อนการออกแบบเครื่องแต่งกายโดยใช้ผ้าไทยมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยการส่งเสริมและให้การสนับสนุนทั้งนักออกแบบรุ่นใหม่ และนักออกแบบระดับประเทศ ให้มาร่วมออกแบบเครื่องแต่งกายไทยร่วมสมัยให้สวยงามและใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน และมีผลงานที่ประสบผลสำเร็จและได้รับการตอบรับจากตลาดในประเทศอย่างน่าพอใจ และขณะเดียวกันยังสามารถขยายตลาดผ้าไทยออกสู่กลุ่มลูกค้าต่างชาติ ถือเป็นการยกระดับผ้าไทยสู่ตลาดสากลมากยิ่งขึ้น 

ในงาน “ภูษาศิลป์ จากท้องถิ่นสู่สากล” วธ.ได้นำผลงานการออกแบบผ้าไทยร่วมสมัยกว่า 50 ผลงาน มาจัดแสดงมีการจัดนิทรรศการเครื่องแต่งกายผ้าไทยร่วมสมัยที่เป็นการเผยแพร่ผลงานเครื่องแต่งกายจากผ้าไทยของสุดยอดนักออกแบบเครื่องแต่งกายยุคใหม่ จาก 3 แบรนด์ ในยุคบุกเบิกและผลงานการออกแบบเครื่องแต่งกายคอลเลคชั่นผ้าไทยใส่สบาย Ready-to-Wear ยุคปัจจุบันสู่สากล

ไฮไลท์สำคัญจะมีขึ้นในวันที่ 14 สิงหาคม 2565 คือการแสดงแฟชั่นโชว์คอลเลคชั่นผ้าบาติกชายแดนใต้ใหม่ล่าสุดปี 2565 ผลงานของดีไซเนอร์ชื่อดังคือ ธีระ ฉันทสวัสดิ์และ เอก ทองประเสริฐ ทั้งหมดจำนวน 28 ชุด ทุกชุดเป็นผลงานที่ได้รังสรรค์ด้วยผ้าบาติกที่เป็นลายผ้าร่วมสมัยซึ่งเกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างดีไซเนอร์และผู้ประกอบการและกลุ่มผลิตภัณฑ์ชุมชนด้านสิ่งทอในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ที่มีศักยภาพ 14 ชุมชน โดยลายผ้าบาติกดังกล่าว เป็นการนำอัตลักษณ์ของแต่ละกลุ่มมาพัฒนาเป็นลวดลายให้เป็นที่ชื่นชอบและเหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ ได้แก่ การเล่นลายกราฟิกที่สีตัดกัน เน้นลวดลายท้องทะเล ลายดอกไม้ ใบไม้ และลายคลื่นทะเล รวมไปถึงใช้วัฒนธรรมสำคัญของภาคใต้อย่างการละเล่นหนังตะลุงมาเป็นแนวคิดในการออกแบบผลงานลายผ้า นอกจากนี้ ยังมีการแสดงแฟชั่นโชว์จากโครงการพัฒนาการออกแบบเครื่องแต่งกายผ้าไทยร่วมสมัย ปี 2565 ของนักออกแบบรุ่นใหม่ที่โดดเด่นอีกถึง 24 ผลงาน

นอกจากนี้ ยังมีการเสวนาหัวข้อ “แนวทางการส่งเสริมผ้าไทยร่วมสมัย ให้เป็นสินค้าทางวัฒนธรรมในตลาดโลก” โดยดีไซเนอร์รุ่นใหญ่ ศิริชัย ทหรานนท์, ธีระ ฉันทสวัสดิ์ และ เอก ทองประเสริฐ ที่จะมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและถ่ายทอดแนวคิดในการพัฒนาและส่งเสริมผ้าไทยให้เป็นสินค้าทางวัฒนธรรมในตลาดโลก รวมไปถึงแรงบันดาลใจในการสร้างผลงานการออกแบบผ้าไทยที่ทรงคุณค่า และยังมีพิธีมอบรางวัลการประกวดออกแบบเครื่องแต่งกายร่วมสมัย ภายใต้แนวคิด “ไทยใส่สบาย” จากโครงการพัฒนาการออกแบบเครื่องแต่งกายผ้าไทยร่วมสมัย ปี 2565 ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ให้ผู้เข้าประกวดนำผ้าไทยที่ผลิตด้วยฝีมือคนไทยมาเป็นวัตถุดิบในการออกแบบเครื่องแต่งกาย เพื่อสร้างกระแสความนิยมให้เห็นว่าผ้าไทยสามารถนำมาออกแบบได้อย่างสวยงาม ใส่ได้ทุกเพศ ทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่น วัยทำงาน และบุคคลทั่วไปก็สวมใส่ได้อย่างสบายในชีวิตประจำวัน

งาน “ภูษาศิลป์ จากท้องถิ่นสู่สากล” ได้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการแฟชั่นและดีไซเนอร์รุ่นใหม่ได้นำเสนอผลงานด้านการพัฒนาผ้าไทย ให้คนไทยและนักธุรกิจไทยได้ร่วมกันชื่นชม หากเล็งเห็นคุณค่าของความเป็นไทยดังกล่าว เราทุกคนควรช่วยกันอุดหนุนผ้าไทย รวมทั้งช่วยกันขยายตลาดเสื้อผ้าไทยให้กระจายในวงกว้าง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ หากทำได้ก็จะเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างงาน และรายได้ให้ผู้ผลิตและผู้ประกอบการผ้าไทย และธำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมอันดีงามของไทยให้คงไว้ได้ยาวนานสืบไป

ชนิตร ภู่กาญจน์

อาชีวะอุบลฯ เปิดนิทรรศการ ‘ศิลปะเพื่อสายน้ำ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/670943

อาชีวะอุบลฯ เปิดนิทรรศการ 'ศิลปะเพื่อสายน้ำ'

วันพุธ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 18.04 น.

อาชีวะอุบลฯร่วมกับกลุ่มจิตรกรไทย และสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดอุบลราชธานี เปิดนิทรรศการ “ศิลปะเพื่อสายน้ำ” กลุ่มจิตรกรไทย ชมผลงานศิลปะอันทรงคุณค่า 88 ชิ้นงาน จาก 64 ศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ พร้อมร่วมลงนามความร่วมมือพัฒนาคุณภาพผู้อาชีวศึกษาร่วมกัน

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 3 ส.ค.65 วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานีร่วมกับกลุ่มจิตรกรไทย และสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดอุบลราชธานี จัดพิธีเปิดนิทรรศการ “ศิลปะเพื่อสายน้ำ” กลุ่มจิตรกรไทย โดยมีนายอุทัย พลพวก วัฒนธรรมจังหวัดอุบลราชธานี เป็นประธานในพิธีเปิด 

ทั้งนี้ภายในงานมีการลงนามความร่วมมือ ระหว่าง วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี นำโดยนางลฎาภา แสวงทรัพย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ร่วมกับ กลุ่มจิตกรไทย นำโดย นายสมภพ บุตราช หัวหน้ากลุ่มจิตรกรไทย  สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดอุบลราชธานี นำโดยนายอุทัย พลพวก วัฒนธรรมจังหวัดอุบลราชธานี จากนั้น เวลา 15.00 น.เป็นพิธีเปิดการจัดแสดงนิทรรศการโครงการ “ศิลปะเพื่อสายน้ำ” กลุ่มจิตรกรไทย โดยมีผลงานที่นำมาจัดแสดงจำนวน 88 ผลงาน จากศิลปิน 64 คน อาทิ อ.เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ นำภาพถ่ายบทกลอนอันทรงคุณค่า 2 ภาพ ชื่อผลงาน “เวนิส” และผลงาน “ลอยลำเจ้าพระยา” อ.ทวี รัชนีกร ศิลปินแห่งชาติ ผลงาน “คนสามคม” “แม่อุ้มท้อง” อ.ปัญญา วิจินธนสาร ศิลปินแห่งชาติ ผลงาน “สนทนา” อ.ผ่อง เซ่งกิ่ง ผลงาน “เหรียญปะกำในแม่น้ำเจ้าพระยา” อ.โชคชัย ตักโพธิ์ ศิลปินมรดกอีสาน เจ้าของ รางวัล “ครูยิ่งคุณ” จากมูลนิธิสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 4 ประจำปี 2564  รางวัล ศิลปินอาเซียนกลุ่มลุ่มน้ำโขง 6 ประเทศ จากคณะศิลปกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ราชอาณาจักรไทย ผลงาน “ใบหน้ากาล ถ้วยชาม” “ใบหน้ากาลถ้วยน้ำชา” อ.กนก เมฆมุสิก ผลงาน “นาคพัน” และ อ.ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ ผลงาน   “ตรัสรู้” เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีพิธีมอบผลงานศิลปะจำนวน 6 ชิ้นงาน ให้กับหอศิลป์ราชานีศรีวนาไล วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี เพื่อเป็นสื่อการเรียนการสอนและแนวทางในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักเรียน นักศึกษา วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี และประชาชนทั่วไปได้เข้าเยี่ยมชมในหอศิลป์ราชธานีศรีวนาไล โดยเป็นภาพที่ชนะเลิศโครงการประกวดศิลปะร่วมสมัยแม่น้ำโขง ณ จังหวัดอุบลราชธานี ระหว่างวันที่ 20 กรกฏาคม – 31 สิงหาคม 2565 ดำเนินการโดย สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดอุบลราชธานี เครือข่ายศิลปินภาคอีสาน และวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี 

สำหรับนิทรรศการ “ศิลปะเพื่อสายน้ำ” กลุ่มจิตรกรไทย กำหนดจัดแสดงผลงานในระหว่างวันที่ 3 สิงหาคม- 15 กันยายน 2565 ณ หอศิลป์ราชธานีศรีวนาไล วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ในวันและเวลาราชการ

‘อว.’พร้อมจัดงาน‘มหกรรมวิทย์ฯ 65’ภายใต้แนวคิดศิลปะ วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/670923

‘อว.’พร้อมจัดงาน‘มหกรรมวิทย์ฯ 65’ภายใต้แนวคิดศิลปะ วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม

วันพุธ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 17.10 น.

อว. แถลงความพร้อมจัดงาน “มหกรรมวิทย์ฯ 65” ภายใต้แนวคิดศิลปะ วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม เพื่อสังคมที่ยั่งยืน เปิดพื้นที่ 2 แห่ง จัดงานแสดงนวัตกรรมและผลงานวิทยาศาสตร์อันยิ่งใหญ่แห่งปี 13 –  21 สิงหาคม 2565 ณ อาคาร 9-10 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี และ 17 – 21 สิงหาคม 2565 ณ สามย่านมิตรทาวน์ กับงาน NST Fair Science Carnival Bangkok

เมื่อวันที่ 3 ส.ค. 65  ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ปี 2565 นี้ อว. มีกำหนดจัดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติขึ้น 2 แห่ง คือที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ในรูปแบบการจัดงานวิทยาศาสตร์ที่ดำเนินมาทุกปี มีสถานที่จัดงานกว้างขวาง และเดินทางสะดวกสำหรับนักเรียน เยาวชนที่สนใจเข้าชมงาน และในปีนี้ได้ริเริ่มจัดสามย่านมิตรทาวน์ขึ้นเป็นปีแรก ซึ่งเป็นใจกลางเมืองอีกแห่งที่มีเยาวชนรวมตัวกันมากเป็นพิเศษ ทั้งมหาวิทยาลัย และโรงเรียนต่างๆ อีกทั้งยังสามารถเดินทางด้วยรถไฟฟ้า และรถไฟใต้ดินได้อย่างสะดวกมาก

รมว.อว.กล่าวต่อว่า สำหรับมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติประจำปีนี้ ที่  อว.โดย อพวช. จัดขึ้นนั้น ตั้งใจจัดให้เยาวชน นักเรียน และผู้สนใจที่เข้าชมงานมีความเข้าใจ สร้างแรงบันดาลใจและความสนุกสนาน เพลิดเพลินไปพร้อมๆ กับการเพิ่มพูนความรู้รอบตัว ทำให้ผู้ที่เข้าชมงานเป็นผู้ที่มีวัฒนธรรม กล่าวคือเป็นผู้ที่มีทั้งวิทย์และศิลป์ ตลอดจนคุณธรรมในตัวเอง เป็นวิทยาศาสตร์ที่มีเป้าหมายทำให้สังคมยั่งยืน ทุกวันนี้ในเรื่องของวิทยาศาสตร์แล้ว คนไทยไม่แพ้ใคร มีนักวิทยาศาสตร์ไทยหลายคนที่ทำงานให้กับหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลก แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของคนไทยในด้านวิทยาศาสตร์ได้เป็นอย่างดี วิทยาศาสตร์ของไทยเป็นศาสตร์ที่มีมาแต่โบราณ บรรพบุรุษไทยมีความเป็นนักวิทยาศาสตร์อยู่ในตัว เห็นได้จากการสร้างโบราณสถานมากมายหรือวัดวาอาราม ล้วนนำองค์ความรู้พื้นฐานของวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ทั้งสิ้น

“คนไทยเก่งในการประยุกต์ใช้ให้เข้ากับวัฒนธรรมแบบไทย วิทยาศาสตร์จึงไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับคนไทย แต่มีการต่อยอดพัฒนาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน มาสู่วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ดังนั้น ถ้าจะให้เกิดประสิทธิภาพสูงที่สุด จึงต้องมีการผนวกรวมวิทยาศาสตร์ในยุคเก่าและยุคใหม่เข้าด้วยกัน ซึ่งเราจะได้สัมผัสและเรียนรู้สิ่งเหล่านี้กันในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ ของปีนี้ ที่จะปลุกความเป็นนักวิทยาศาสตร์ในตัวของทุกคนกับนิทรรศการที่น่าตื่นตาตื่นใจและกิจกรรมที่สนุกสนานอีกมากมาย” ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก กล่าว

ด้าน ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม กล่าวว่า แนวคิดหลักของการจัดงานในปีนี้คือ “ศิลปะ วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรมเพื่อสังคมที่ยั่งยืน (Art – Science –Innovation for Sustainable Society) โดยเน้นนำเสนอความคิดสร้างสรรค์ทาง วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ผสานกับศิลปะในมุมของการขับเคลื่อนพัฒนา “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” (Creative Economy) ของประเทศ สอดรับกับนโยบาย “BCG Model : Bio – Circular – Green Economy” สนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยผนึกกำลังกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สมาคม มูลนิธิ และหน่วยงานต่างประเทศ ร่วมถ่ายทอดศักยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้กับเยาวชนและประชาชนไทย มากถึง 124 หน่วยงาน จาก 11 ประเทศ  (รวมประเทศไทย)

ส่วนจัดแสดงที่สำคัญคือ นิทรรศการเทิดพระเกียรติของกษัตริย์ไทยและพระบรมวงศานุวงศ์ อันเปี่ยมไปด้วยคุณูปการและพระอัจฉริยภาพด้านวิทยาศาสตร์ นอกจากนี้ภายในงานยังมี หนึ่งในโครงการที่สำคัญ โดยจะมีการมอบรางวัลเชิดชูเกียรติ Prime Minister’s Science Award 2022 ให้กับเยาวชนและครูวิทยาศาสตร์ที่ผู้เป็นต้นแบบด้านวิทยาศาสตร์ ที่ได้ทำโครงงานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวันหรือภายในชุมชน ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ให้เกิดการมีเจตคติที่ดีต่อวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง เกิดเป็นเครือข่ายเยาวชนและครู และเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับเยาวชน ครูและสถานศึกษา ในการสร้างสรรค์ผลงานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้กับประเทศต่อไป

ที่สำคัญปีนี้นอกจาก มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ จะจัดขึ้น ณ อาคาร 9-10 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 13 – 21 สิงหาคม 2565 แล้ว ยังกำหนดจัดเพิ่มขึ้นอีก 1 แห่งใจกลางกรุงเทพ ในชื่อ NST Fair Science Carnival Bangkok ในรูปแบบ Science Carnival จัดขึ้นที่สามย่านมิตรทาวน์ วันที่ 17 – 21 สิงหาคม 2565 เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มวัยรุ่นและกลุ่มคนในชุมชนเมือง ให้สามารถเข้าถึงวิทยาศาสตร์ได้ง่าย ผ่านศิลปะ ดนตรี และการนำเสนอที่สอดคล้องกับชีวิตประจำวันของคนกรุงเทพ ได้มาร่วมสนุกกับกิจกรรมที่ท้าทาย ให้ร่วมค้นหาคำตอบและเกิดเป็นแรงบันดาลใจและนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตได้จริง กิจกรรมภายในงาน อาทิ Makers Science & Challenges กิจกรรมเวิร์กชอปสำหรับคนชื่นชอบการประดิษฐ์ ร่วมสนุกและส่งเสียงเชียร์กับการแข่งหุ่นยนต์เห่ย (Hebocon) สิ่งประดิษฐ์จากขยะที่จะมาสร้างความสนุกสนานให้กับทุกท่าน เพลิดเพลินไปกับแสงสีของขบวน Electric Parade ในยามค่ำคืน ทำความรู้จักกับอาหารทางเลือกแวะลองลิ้มชิมรสอาหาร superfood ผงโปรตีนธรรมชาติจิ้งหรีดขาว..การันตีรสชาติความอร่อย จากร้าน Bounce Burger by The Bricket และอิ่มอร่อยกับหลากหลายเมนูอาหารแห่งอนาคต ในลานกิจกรรม Chill & Shop

ผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ กล่าวถึง ภาพรวมของการจัดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งชาติ ณ อาคาร 9-10 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 13 –  21 สิงหาคม ในปีนี้ ประกอบด้วย 5 นิทรรศการหลักที่จะนำเสนอประเด็นด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่อยู่ในความสนใจของประชาชน หรือมีความสำคัญต่อความเป็นอยู่และการพัฒนาประเทศ รวมทั้งนิทรรศการแสดงผลงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา สมาคม ของประเทศไทยและต่างประเทศ และกิจกรรมสำหรับเยาวชน กิจกรรมทดลองวิทยาศาสตร์ การประกวดแข่งขันด้านวิทยาศาสตร์ รวมทั้ง   การประชุม สัมมนา ทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ รวมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อการพัฒนางานด้านวิทยาศาสตร์และนโยบายด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศและภูมิภาค    กิจกรรมไฮไลท์ที่ห้ามพลาด ได้แก่ นิทรรศการแก้วเปลี่ยนโลก (Through the Looking Glass) นิทรรศการที่เล่าเรื่อง “แก้ว” ในทุกมิติ ทั้งในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ศิลปะ และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน ผ่านการเปิดมุมมองใหม่ ๆ และการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ จากวัสดุที่ผ่านการถูกปฏิวัติมานาน และอยู่คู่กับมนุษย์บนโลกนี้มานานนับพันปี และนิทรรศการ ลอดช่อง ส่องถ้ำ (Cave and Karst) จำลองถ้ำและคาสต์เพื่อเปิดพรมแดนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ ว่าเป็นที่ก่อเกิดทรัพยากรหลากหลาย แหล่งน้ำ แหล่งเศรษฐกิจ แหล่งโบราณคดี แหล่งท่องเที่ยว แหล่งฝึกปฏิบัติขัดเกลาจิตตามหลักศาสนาและจิตวิญญาณ เรียกได้ว่าสิ่งที่เราเห็นและสัมผัสในชีวิตประจำวันอาจจะมีเรื่องราว เบื้องลึกที่เป็นมากกว่าสิ่งที่เราได้เห็นและรู้จัก

สำหรับเยาวชน นักเรียน และผู้สนใจเข้าชมงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ปี 2565 จัดโดย อว. ทั้ง 2 แห่ง วันที่ 13 -21 สิงหาคม 2565 ณ อาคาร 9-10 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี และวันที่ 17 – 21 สิงหาคม 2565 ณ สามย่านมิตรทาวน์ กับงาน NST Fair Science Carnival Bangkok สอบถามข้อมูลการจองเข้าชมงานแบบหมู่คณะได้ที่ โทร 02 577 9960 ติดตามรายละเอียดของงาน เข้าร่วมกิจกรรมทางออนไลน์ Online Activities ชมการ LIVE สด และเยี่ยมชมนิทรรศการและกิจกรรมภายในงานเพิ่มเติมได้ที่ www.thailandnstfair.com หรือ Facebook: NSTFair Thailand (www.facebook.com/nstfairTH)

นวัตกรรมคัดกรองโควิด ไม่ต้องสวอปแค่เป่าลม แยกแยะกลิ่นคนติดเชื้อได้ รู้ผลใน 5 นาที

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/670919

นวัตกรรมคัดกรองโควิด ไม่ต้องสวอปแค่เป่าลม แยกแยะกลิ่นคนติดเชื้อได้ รู้ผลใน 5 นาที

วันพุธ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 16.51 น.

คนไทยก็ทำได้… นวัตกรรมคัดกรองโควิด-19 จากลมหายใจ  ตรวจได้แบบไม่ต้องเจ็บตัว  นักวิจัยเผยใช้จมูกอิเล็กทรอนิกส์ผสานกับแมชชีนเลิร์นนิ่งและเอไอ แยกแยะกลิ่นคนติดเชื้อได้ รู้ผลใน 5 นาที  คาดผลิตจำหน่ายเชิงพาณิชย์ได้ภายในสิ้นปีนี้ ชมต้นแบบและทดลองใช้งานจริงที่งานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2565

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง  ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า ปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เป็นหนึ่งในปัญหาที่มีความสำคัญ  และยังคงมีการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน ซึ่งหากไม่มีมาตรการหรือยุทธศาสตร์เชิงรุกในการควบคุมเชื้อโรคได้ดี อาจจะทวีความรุนแรงขึ้นได้อีกในอนาคต สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จึงให้ทุนสนับสนุน “การพัฒนาระบบต้นแบบเครื่องตรวจคัดกรองผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) แบบไม่เจ็บตัว โดยการวิเคราะห์โปรไฟล์จากลมหายใจ” ผลงานของ “นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล และคณะ” ที่ร่วมกันพัฒนานวัตกรรมอุปกรณ์ทางการแพทย์รูปแบบใหม่ เพื่อเป็นทางเลือกในการคัดกรองผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19 ได้อย่างรวดเร็ว   

นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ กล่าวว่า นวัตกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นจากการบูรณาการความเชี่ยวชาญของทีมผู้พัฒนาที่มาจากหลายหน่วยงาน ซึ่งประกอบด้วย สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ  โรงพยาบาลราชวิถี มหาวิทยาลัยมหิดล และภาคเอกชน โดยระบบต้นแบบเครื่องตรวจคัดกรองผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 โดยใช้ลมหายใจนี้ ถือเป็นนวัตกรรมรูปแบบใหม่ในการตรวจคัดกรองผู้ป่วยฯ   ที่ไม่ต้องเจ็บตัว ไม่ต้องแยงจมูก ไม่ต้องเจาะเลือด และไม่ต้องใช้น้ำลาย  ซึ่งวิธีดังกล่าวเป็นวิธีที่มีความไว(Sensitivity) และความจำเพาะ (specificity) สูง สามารถรู้ผลตรวจได้ภายใน 5 นาที ทำให้สามารถทำการคัดแยกผู้มีความเสี่ยงติดเชื้อให้ออกมาได้อย่างรวดเร็ว สามารถเข้าสู่กระบวนการรักษาได้ทันท่วงที และลดโอกาสในการระบาดของเชื้อโควิด-19 ในวงกว้างได้ โดยมีค่าใช้จ่ายในการตรวจไม่เกิน 10 บาท/คน             
 
ด้าน ดร.เธียร์สิทธิ์ นาสัมพันธ์ นักวิจัยหลังปริญญาเอก จากภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล  หนึ่งในคณะผู้พัฒนา ฯ  เปิดเผยว่า งานวิจัยนี้เป็นการสร้างเครื่องสำหรับวิเคราะห์ลมหายใจ  เพื่อจำแนกกลิ่นที่แตกต่างกันของคนติดเชื้อกับคนไม่ติดเชื้อ  ซึ่งเป็นการต่อยอดองค์ความรู้เดิม ที่มีการพัฒนาเครื่องที่วิเคราะห์ลมหายใจในการวิเคราะห์โรคมาแล้ว  โดยเครื่องแรกคือ เครื่องตรวจระดับน้ำตาลในกระแสเลือดโดยใช้ลมหายใจ  ซึ่งใช้งานกับโรคเบาหวานมาแล้วกว่า 10 ปี  ทำให้มีฐานข้อมูลและองค์ความรู้  เมื่อเกิดสถานการณ์โควิด-19 ในช่วง2-3 ปีที่ผ่านมา จึงเกิดแนวคิดในการฟอร์มทีมที่จะนำองค์ความรู้ที่มีอยู่ ต่อยอดกับความเชี่ยวชาญของหน่วยงานต่างๆ ในการสร้างนวัตกรรมรูปแบบใหม่ขึ้น  

“ทีมวิจัยเริ่มเก็บข้อมูลและทดสอบเบื้องต้นตั้งแต่ปี 2563   เมื่อมีข้อมูลมากพอจนเกิดความมั่นใจ จึงเริ่มขออนุญาตทำการทดสอบในคนอย่างเป็นทางการ  และเก็บตัวอย่างมากขึ้นที่โรงพยาบาลราชวิถี    ต่อมาได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก วช.  ในปี 2564 ทำให้สามารถเก็บตัวอย่างได้จำนวนมากขึ้นและพัฒนาต้นแบบออกมาได้อย่างรวดเร็ว” 


 
สำหรับเทคโนโลยีที่ใช้ในการพัฒนาฯ  นักวิจัย กล่าวว่า เป็นการนำเทคโนโลยีที่เรียกว่าจมูกอิเล็กทรอนิกส์  หรือก๊าซเซ็นเซอร์ มาตรวจวัดสารระเหยอินทรีย์ หรือกลิ่นที่เป็นสารไบโอมาร์กเกอร์จากลมหายใจ  ซึ่งทีมวิจัยมีฐานข้อมูลที่สามารถจดจำและจำแนกกลิ่นที่แตกต่าง ระหว่างคนที่ติดเชื้อหรือไม่ติดเชื้อได้  นอกจากนี้ยังมีการนำระบบแมชชีนเลิร์นนิ่ง และปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ  เข้ามาใช้ในการประมวลผลทำให้สามารถวิเคราะห์และตรวจคัดกรองได้อย่างแม่นยำมากขึ้น ปัจจุบันมีความแม่นยำประมาณ 97 %  จากฐานข้อมูลของทีมวิจัยที่มีอยู่ประมาณ 3 พันตัวอย่าง  

อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยได้มีการเก็บตัวอย่างการคัดกรองโควิด-19 จากผู้เข้าชมงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2565  ซึ่งเป็นการนำต้นแบบนวัตกรรมออกมาทดสอบใช้งานกับกิจกรรมภายนอกโรงพยาบาลเป็นครั้งแรก   และจะมีการนำเอาข้อมูลกลับไปปรับปรุงนวัตกรรมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น    

 นวัตกรรมนี้ ได้ขอจดสิทธิบัตรแล้ว 12 ประเทศใน 6 ทวีป และอยู่ระหว่างการดำเนินการส่งตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติที่มีคุณภาพ รวมถึงมีแผนในการขอขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรม บัญชีสิ่งประดิษฐ์ และการทำมาตรฐานต่าง ๆ  ให้เป็นที่ยอมรับ คาดว่า จะสามารถผลิตจำหน่ายเชิงพาณิชย์ได้ภายในสิ้นปีนี้  และอนาคตจะสามารถประยุกต์ใช้งานเครื่องดังกล่าวกับการตรวจคัดกรองโรคอื่น ๆ ที่ใช้ลมหายใจเป็นตัวบ่งชี้หรือบ่งบอกสภาวะผิดปกติได้

งานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2565 โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา  วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดถึง 5 สิงหาคม 2565 ณ ห้องบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ สามารถลงทะเบียนเข้าชมงานได้ที่ www.researchexpo.nrct.go.th แบบ Online ภายในวันที่ 5 สิงหาคม 2565 หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ 02 579 1370-9 ต่อ 515, 517, 518, 519 และ 524 ติดตามข้อมูลข่าวสารการจัดงานได้ที่ www.researchexpo.nrct.go.th  fanpage : สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

‘ตรีนุช’เยี่ยมชมกิจกรรม‘กศน.’ร่วมจัดนิทรรศการ‘ด้วยรักแห่งแผ่นดินฯ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/670871

‘ตรีนุช’เยี่ยมชมกิจกรรม‘กศน.’ร่วมจัดนิทรรศการ‘ด้วยรักแห่งแผ่นดินฯ’

วันพุธ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 15.23 น.

วันที่ 13 สิงหาคม 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เยี่ยมชมการสาธิตและการฝึกอบรมกิจกรรมต่างๆ ที่จัดแสดงภายในในงานนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระเกียรติ 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 “ด้วยรักแห่งแผ่นดิน : With love for the Nation” เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 2 ส.ค. 2565 ที่ผ่านมา

โดยในวันดังกล่าวยังมี นายวัลลพ สงวนนาม เลขาธิการ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) น.ส.ทรงศรี วิระรังษิยากรณ์ รองเลขาธิการ กศน. พร้อมด้วยผู้บริหารสำนักงาน กศน. ร่วมงานและนำชมกิจกรรม ซึ่งสำนักงาน กศน. ได้ร่วมจัดนิทรรศการในครั้งนี้ ตั้งแต่วันนี้-15 ส.ค. 2565 ณ บริเวณด้านข้างอาคารนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ ถนนราชดำเนินกลาง กรุงเทพฯ อาทิ การทำขนมไทยและสิ่งประดิษฐ์จากผ้าไทย การประดิษฐ์พวงมาลัยจากกระดาษทิชชู่ การปั้นตุ๊กตาชาววัง และกิจกรรมที่น่าสนใจอื่นๆ

วช.หนุนนวัตกรรม หนุ่มพิการใช้ปากวาดภาพจุดประกายพลังแห่งปัญญา พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้พิการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/670848

วช.หนุนนวัตกรรม หนุ่มพิการใช้ปากวาดภาพจุดประกายพลังแห่งปัญญา พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้พิการ

วันพุธ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 14.09 น.

วช.หนุนนวัตกรรม หนุ่มพิการใช้ปากวาดภาพจุดประกายพลังแห่งปัญญาและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้พิการ พร้อมนำเสนอผลงานในมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2565

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ( วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ได้จุดประกายสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้พิการไม่รู้สึกย่อท้อกับชะตาชีวิต ให้การสนับสนุนนวัตกรรมผลงานวาดภาพด้วยปาก จากผลงานพลังแห่งปัญญา สู่พลังแห่งการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้พิการ ของนายพรหมพัฒน์  โชติสิรดานันท์ ( โซคูล )หนุ่มนักศึกษาปริญญาเอก ภาควิชาศิลปะและการออกแบบ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แม้จะเป็นผู้พิการทางร่างกายแขนขา แต่หัวใจเปี่ยมล้นไปด้วยความมุ่งมั่นในการสร้างผลงานการวาดภาพ สร้างแบบอย่างที่ดีให้กับเยาวชนและผู้พิการ ที่ต้องค้นหาตัวเองให้เจอ มองข้ามอุปสรรคสู่เป้าหมายสูงสุดของชีวิต และได้มีการนำผลงานของโซคูล มาโชว์ในมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2565 ระหว่างวันที่ 1 – 5 สิงหาคม 2565 ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร

ดร.วิภารัตน์  ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ร่วมกับเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศ ได้นำผลงานวิจัยกว่า 500 ผลงานมาแสดงในมหกรรมงานวิจัยแห่ง 2565 ซึ่งล้วนแต่เป็นนวัตกรรมผลงานการวิจัยที่โดดเด่น สามารถนำไปต่อยอดใช้ประโยชน์ในวิถีชีวิตประจำวัน รวมถึงเป็นต้นแบบในการพัฒนาศักยภาพทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม คุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม หนึ่งในนั้นคือนวัตกรรมผลงานภาพวาดอย่างวิจิตรบรรจง ของหนุ่มพิการโซคูล ภายใต้ผลงานพลังแห่งปัญญา สู่พลังแห่งการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้พิการ หวังสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนและคนพิการในงานศิลปะวิจิตรศิลป์ รวมทั้งความสามารถด้านอื่นๆของผู้พิการ ที่สามารถแสดงศักยภาพให้สังคมได้เห็นว่าผุ้พิการไม่ได้สร้างภาะระให้กับสังคม และสามารถทำคุณประโยชน์ได้อีกมากมาย ทั้งเพื่อเลี้ยงชีพให้กับตัวเอง และสร้างชื่อสร้างให้กับประเทศชาติ

นายพรหมพัฒน์  โชติสิรดานันท์  หรือ ที่รู้จักกันดีว่าน้องโซคูล  ได้เล่าเรื่องราวของชีวิตให้ฟังว่า  ตัวเองเป็นผู้พิการแขน ขา มาแต่กำเนิด โดยได้รับความรักความอบอุ่นเลี้ยงดูมาอย่างดีมาจากครอบครัว ทำให้ความพิการไม่เป็นอุปสรรคในการต่อสู้กับชีวิต ในวัยเรียนระดับประถมและมัธยม ก็ได้เข้าเรียนตามปกติเหมือนคนทั่วไปเพียงแต่ต้องใช้ปากเขียนหนังสือแทนการใช้มือที่พิการ โซคูลย้ำว่าเค้าเป็นเพียงผู้พิการทางร่างกายไม่ได้พิการทางสมอง ด้วยการมีใจรักด้านการวาดภาพตั้งแต่เด็กเลยมุ่งมั่นพัฒนาฝีมือตัวเองเรื่อยมาร่วมกับพรสวรรค์ที่ตัวเองมีอยู่ แม้จะมีความสามารถในการร้องเพลง แต่โซคูลเลือกที่จะวาดรูป เพราะคิดว่าสามารถสร้างรายได้ด้วยตัวเอง ซึ่งผู้ที่นำรูปมาให้วาดหรือการวาดภาพเหมือนไม่ได้ตั้งราคาตายตัวแล้วแต่ผู้ว่าจ้างให้โดยใช้เวลาประมาณ 20 นาทีต่อภาพ เมื่อปีที่แล้ว ( 2564 ) โซคูลได้รับการพิจารณาคัดเลือกประกาศเกียรติคุณเยาวชนดีเด่นแห่งชาติต้นกล้าคุณธรรม สาขาผู้สร้างแรงบันดาลใจเนื่องในโอกาสวันเยาวชนแห่งชาติ ประจำปี 2564 ปัจจุบันโซคูลกำลังศึกษาในระดับปริญญาเอก ภาควิชาศิลปะและการออกแบบ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

แนวคิดของโซคูล สามารถสร้างแรงบันดาลใจจุดประกายความคิดให้กับผู้พิการโดยทั่วไป เค้ามองว่าผู้พิการมีสิทธิเสรีภาพเหมือนคนทั่วไป ต้องกล้าที่จะแสดงออกและหาจุดยืนให้กับตัวเอง จุดเริ่มต้นอาจไม่จำเป็นต้องวาดเป็นแต่ต้องอาศัยทั้งพรแสวงและพรสวรรค์ที่ตัวเองมีอยู่ประกอบกัน กำหนดตัวตนของฉัน อนาคตที่ฉันอยากจะเป็น ผ่านการเล่าเรื่องราวของตัวเอง ขณะที่ทาง รศ.อุดม ฉิมภักดี อาจารย์ภาควิชาศิลปะและการออกแบบ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่าในอนาคตจะมีการขยายผลต่อยอดโครงการพลังแห่งปัญญา สู่พลังแห่งการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้พิการ ไปสู่เด็กและเยาวชนที่กำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียนคนพิการในจังหวัดเชียงใหม่ 6 แห่ง จังหวัดเชียงราย 1 แห่ง และจังหวัดน่านอีก 1 แห่งเพื่อจุดประกายและสร้างแรงบันดาลใจให้พวกเค้าเหล่าได้แสดงความสามารถด้านงานศิลปะวาดภาพ เพื่อหวังเป็นทางเลือดกหนึ่งในการเสริมคุณภาพชีวิตในอนาคต

งานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2565 โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา  วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดถึง 5 สิงหาคม 2565 ณ ห้องบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ สามารถลงทะเบียนเข้าชมงานได้ที่ www.researchexpo.nrct.go.th แบบ Online ภายในวันที่ 5 สิงหาคม 2565 หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ 02 579 1370-9 ต่อ 515, 517, 518, 519 และ 524 ติดตามข้อมูลข่าวสารการจัดงานได้ที่ www.researchexpo.nrct.go.th  fanpage : สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

กสศ.เผยโควิด-ปิดเรียนยาว กระทบเด็กปฐมวัย วอนรัฐเร่งฟื้นฟู ชดเชยเวลาที่หายไป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/670814

กสศ.เผยโควิด-ปิดเรียนยาว กระทบเด็กปฐมวัย วอนรัฐเร่งฟื้นฟู ชดเชยเวลาที่หายไป

วันพุธ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 12.38 น.

กสศ.เผยโควิด-ปิดเรียนยาว กระทบเด็กปฐมวัย วอนรัฐเร่งฟื้นฟู ชดเชยเวลาที่หายไป

นายไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดเผยว่า กสศ. ได้ให้การ สนับสนุนและทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม เพื่อสร้างความเสมอภาคทาง การศึกษาให้เกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน สำหรับกลุ่มเด็กปฐมวัยซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่สำคัญกลุ่มหนึ่งของ กสศ. ที่เป็นกลุ่ม เด็กควรได้รับการพัฒนาทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาที่เหมาะสมกับวัยเพราะ ช่วงปฐมวัยเป็นช่วงทองของชีวิต

ปัจจุบัน กสศ. มีการร่วมกับทั้ง 3 หน่วยงานคือ สานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) (ตชด.) และ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ช่วยเหลือเด็กปฐมวัยยากจนในโรงเรียนอนุบาล ผ่านทุนเสมอภาค พร้อมทั้งพัฒนากลไกเชิงระบบในจังหวัดต้นแบบ เพื่อช่วยเหลือเด็กปฐมวัยนอกระบบอีกด้วย

ที่ผ่านมา กสศ. ได้ร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการ ประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พัฒนาระบบฐานข้อมูลและงานวิจัยเพื่อชี้ให้เห็นถึงในสถานการณ์สำคัญของกลุ่มเด็กปฐมวัย ทั้งระบบฐานข้อมูลเด็กปฐมวัยแบบกลุ่มตัวอย่างซ้า (Early Childhood Longitudinal Data) ซึ่งเริ่มต้นเก็บมาตั้งแต่ปี 2558 และระบบฐานข้อมูลสถานะความพร้อมในการ เข้าสู่ระบบการศึกษาของเด็กปฐมวัย (Thailand School Readiness Survey)เพื่อการเคลื่อนที่เร็วต่อการแก้ไขปัญหาสำคัญ ๆ ของประเทศ เพราะการพัฒนาและการลงทุนในเด็กปฐมวัย จึงมีความสำคัญสำหรับทุกครอบครัว สังคม และประเทศชาติ

นอกจากนั้นยังได้ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนเก็บข้อมูลลงลึกรายบุคคลและนำเสนอออกมาเป็นรายจังหวัด ในการเฝ้าระวังสถานการณ์ของประชากรกลุ่มสำคัญ คือเด็กปฐมวัยโดยเครื่องมือนี้ได้ถูกใช้ตามวัตถุประสงค์แล้วอันเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของCOVID- 19 เมื่อได้จัดทำข้อมูลอย่างเป็นระบบบนฐานงานวิชาการทำให้เราพบว่า COVID-19 ไม่เพียงส่งผลกระทบเป็นรายบุคคลที่เกิดภาวะการเรียนรู้ถดถอย (Learning Loss) แต่ยังทำให้ช่องว่างของความเหลื่อมล้ำทางด้านการศึกษาขยายกว้างออกไปอีก โดยเมื่อเรานำข้อมูล School Readiness มาวิเคราะห์ร่วมกับ ฐานข้อมูลนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษ (CCT) และผลที่ได้มาจากสพฐ. นำมาวิเคราะห์นั้นทำให้รู้ว่า ต้องเร่งแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นการเร่งด่วน ไม่เช่นนั้นประเทศจะต้องสูญเสียเด็กไปทั้งรุ่น หรือ Lost Generation  กสศ. พร้อมใช้พลังข้อมูล พลังเครือข่าย ร่วมขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมร่วมแก้วิกฤตสถานการณ์ต่าง ๆ ที่จะเข้ามา เพื่อที่จะลดความเหลื่อมล้ำทางด้านการศึกษา ให้เด็กและเยาวชนก้าวสู่ชีวิตที่มีคุณภาพอย่างยั่งยืนต่อไป

รองศาสตราจารย์ ศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อานวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบ นโยบาย (RIPED) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า RIPED ได้ดำเนินงานร่วมกับ กสศ. เพื่อศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ การพัฒนาเด็กปฐมวัยในประเทศไทย โดยพัฒนาระบบฐานข้อมูลและสำรวจสถานะความพร้อมในการเข้า สู่ระบบการศึกษาของเด็กปฐมวัย (Thailand School Readiness Survey: TSRS) การสำรวจข้อมูลเด็กปฐมวัย แบบกลุ่มตัวอย่างซ้า (Early Childhood Longitudinal Data: ECLD) การพัฒนาศูนย์อบรมและครูปฐมวัยด้วย หลักสูตรไฮสโคป (HighScope) ตามแนวทางไรซ์ไทยแลนด์ ซึ่งนำไปสู่ข้อค้นพบที่น่าสนใจเพื่อประเมินว่า เด็กปฐมวัยมีความพร้อมที่จะเรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพเมื่อเข้าสู่ระบบการศึกษาที่เป็นทางการในระดับประถมศึกษาหรือไม่ โดยวัดทักษะพื้นฐานของเด็กปฐมวัยด้านภาษา ด้านคณิตศาสตร์ และ Executive Functions (EFs) พร้อมสำรวจข้อมูลพื้นฐาน ของครัวเรือนและสถานศึกษา โดยเครื่องมือนี้ ได้พัฒนาต่อยอดมาจากแบบประเมินภายใต้โครงการ Measuring Early Learning and Outcome หรือ MELQO ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างองค์การยูเนสโก (UNESCO) ธนาคารโลก (World Bank), Brookings Institution และองค์การยูนิเซฟ (UNICEF) เนื่องจากการระบาดของโค วิด-19 ส่งผลให้ปัจจุบันสำรวจไปได้ 73 จังหวัด เหลืออีก 4 จังหวัดจะเลื่อนไปสำรวจในช่วงต้นปี 2566 โดยค้นพบจาก TSRS ที่น่าสนใจ

โดยพบว่าการปิดสถานศึกษาในช่วงการะบาดของโควิด-19 ส่งผลให้เกิดปัญหาภาวะการเรียนรู้ถดถอย (learning loss) กับเด็กปฐมวัยอย่างชัดเจน ซึ่งดูได้จากผลเปรียบเทียบระดับ ความพร้อมฯ เฉลี่ยด้านวิชาการ 1 ที่ได้จากข้อมูลใน 3 ระยะ 3 ปีที่เก็บข้อมูลต่อเนื่องกัน ชี้ให้เห็นว่า ข้อมูล ของกลุ่มเด็กที่เก็บในปี 2565 ซึ่งเป็นปีที่มีการปิดเรียนอย่างยาวนานมีระดับความพร้อมฯ ต่ำกว่ากลุ่มเด็กที่เก็บข้อมูลในปี 2563 ซึ่งยังไม่มีผลกระทบจากโควิด และกลุ่มเด็กเก็บในปี 2564 ที่ได้รับผลกระทบจากโควิดเล็กน้อย เมื่อทำการวิเคราะห์เพิ่มเติมจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า การปิดเรียนอย่างยาวนานจากโควิด-19 ส่งผลให้ทักษะทางวิชาการโดยเฉพาะผลรวมของผลการทดสอบด้านภาษาและด้านคณิตศาสตร์ (คิดให้คะแนนเต็มเท่ากับ 100 คะแนน) ผลการวิเคราะห์ นำไปสู่ข้อสรุปพบว่า ทักษะของเด็กกลุ่มตัวอย่างลดลงอย่างเห็นได้ชัด แม้ที่ผ่านมาจากสถานการณ์โควิคที่ทำให้รัฐบาลสั่งปิดสถานศึกษาให้เด็กปฐมวัยอยู่กับครัวเรือนมากขึ้น แต่จากข้อมูลพบว่าครอบครัวอ่านหนังสือให้เด็กฟังน้อยลง โดยจะเห็นได้จากค่าเฉลี่ยของจำนวนวันต่อสัปดาห์ที่ผู้ปกครองอ่านหนังสือให้เด็กปฐมวัยในช่วงที่เกิดการระบาด ของโควิด-19 เปรียบเทียบกับก่อนการระบาดลดลงอย่างชัดเจน ยิ่งไปกว่านั้น เด็กก็อ่านหนังสือเองน้อยลงอย่างชัดเจนด้วย โดยผลการศึกษาพบว่าเด็กใช้เวลากับหน้าจอ (screen time) เพิ่มขึ้นอย่างมาก ในที่นี้นับเฉพาะเวลาที่เด็กเล่นเกมส์หรือดูรายการต่าง ๆ แต่ไม่รวมเวลาเรียนออนไลน์

ทั้งนี้ยังพบข้อมูลว่าปัญหาเศรษฐกิจและฐานะของครอบครัวมีความสัมพันธ์กับความพร้อมฯ ของเด็กปฐมวัย ซึ่งเด็กปฐมวัยจากครอบครัวที่ยากจนกว่ามีความพร้อมฯ ต่ำลงด้วยซึ่งเด็กปฐมวัยที่สำรวจในปี 2563 (ปีการศึกษา 2562) เชื่อมโยงกับข้อมูลนักเรียนทุนเสมอภาคที่ได้รับเงินอุดหนุนจากกสศ. ผลการวิเคราะห์เชิงลึกชี้ว่า เด็กยากจนพิเศษมีระดับความพร้อมฯ ด้าน คณิตศาสตร์และด้านภาษาต่ำกว่าเด็กทั่วไปประมาณร้อยละ 5.7 และร้อยละ 4.2 ของคะแนนเต็ม (ร้อยละ 7.7 และร้อยละ 8.7 ของคะแนนเฉลี่ยแต่ละด้าน) ในขณะที่เด็กยากจน มีระดับความพร้อมฯ ด้านคณิตศาสตร์และด้านภาษาต่ำกว่าเด็กทั่วไปประมาณร้อยละ 3.8 และร้อยละ 3.5 ของคะแนนเต็ม (ร้อยละ 5.1 และร้อยละ 7.2 ของ คะแนนเฉลี่ยแต่ละด้าน) ผลการวิเคราะห์ส่วนนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความยากจนหรือความขัดสนมีผลต่อความพร้อมฯ ของเด็กปฐมวัยอย่างมีนัยสำคัญ

จากข้อมูลที่ดำเนินการสำรวจในช่วงที่ผ่านมาชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การปิดสถานศึกษาในช่วงการระบาดของโควิด-19 ได้ส่งผลให้เกิดปัญหาภาวะการเรียนรู้ถดถอย (learning loss) กับเด็กปฐมวัยอย่างมาก ความยากจนมีผลทำให้เด็กปฐมวัยได้ไม่เต็มศักยภาพหรือไม่มีความพร้อมฯ เท่าที่ควร บ้านหรือครอบครัวยังขาด ทักษะและความเข้าใจในการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย และเครื่องมือสำรวจสถานะความพร้อมในการเข้าสู่ระบบ การศึกษา (School Readiness) ภายใต้โครงการ TSRS เป็นเครื่องมือประเมินเด็กปฐมวัยที่เหมาะสมสำหรับการ ติดตามสถานการณ์การพัฒนาเด็กปฐมวัยของประเทศไทย

“วันนี้เราทุกคนได้รับบทเรียนที่สำคัญจากสถานการณ์ COVID-19 ที่ส่งผลกระทบกับทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ เด็กปฐมวัยที่ประสบกับภาวะการเรียนรู้ถดถอย (learning loss) ที่รุนแรง น่าจะถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนควรจะร่วมมือกันเพื่อแก้ปัญหานี้อย่างเร่งด่วน นโยบายระยะสั้นที่ควรจะเร่งดำเนินการคือ การเปิดเรียนให้นานและปิดให้น้อย เพื่อชดเชยเวลาคุณภาพที่ขาดหายไปในช่วงที่ผ่านมา โดยรัฐบาลต้องเร่งแก้ปัญหาให้เร็วโดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่มีความเสี่ยงน้อยควรเร่งฟื้นฟูความรู้ให้กับเด็กปฐมวัยให้เร็วที่สุด

ส่วนนโยบายระยะยาวที่จำเป็นสำหรับการฟื้นฟูทักษะ คือ การยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนระดับปฐมวัยโดยเฉพาะเด็กที่ขาดโอกาสหรือเด็กยากจน ซึ่งจากที่ได้ ดำเนินการพัฒนาครูปฐมวัยด้วยหลักสูตรไฮสโคป (HighScope) ตามแนวทางไรซ์ไทยแลนด์ ภายใต้การสนับสนุน ของ กสศ. ชี้ให้เห็นว่า ครูปฐมวัยเป็นหนึ่งหัวใจสำคัญ การมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูและเด็ก และสนับสนุนให้เกิด แนวทางการสอนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย” ศ.ดร.วีระชาติ  กล่าว

นายสวัสดิ์ ภู่ทอง รองเลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า สกศ. ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย และเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการจัดทานโยบายและ แผนการศึกษาแห่งชาติ ให้ความสำคัญของการพัฒนาเด็กปฐมวัย เพราะถือเป็นช่วงวัยที่เป็นรากฐานของการพัฒนา ชีวิต จึงต้องเตรียมความพร้อมในการพัฒนาเด็กให้เหมาะสมกับช่วงวัย ส่งผลให้คุณภาพของประชากรของประเทศดีขึ้น ในการดำเนินงานจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องบูรณาการความร่วมมือจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เพื่อให้การขับเคลื่อนบรรลุผลสำเร็จ ทำให้เด็กปฐมวัยทุกคนได้รับการพัฒนาอย่างรอบด้านเต็มตามศักยภาพ อันจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับเด็กปฐมวัยให้เจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพ และมีพัฒนาการที่เหมาะสมตามวัย และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป

ผศ. ดร.ศิริวรรณ ฉัตรมณีรุ่งเจริญ คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต กล่าวว่าบทบาทหน้าที่ของการเป็นองค์กรที่พึ่งของท้องถิ่น ในเรื่องการผลิตและพัฒนาครู การส่งเสริมการ เรียนรู้ของนักเรียนนั้นในช่วงของการแพร่ระบาดของCOVID-19 เห็นว่าทำการจัดการเรียนสอนต้องมีการยกระดับ แบบแบบฉับพลัน รวมท้ังกระบวนการผลิตครูฝึกหัดและพัฒนาครูประจำการในช่วงของการเปลี่ยนแปลงระบบ นิเวศการเรียนรู้ที่ห้องเรียนมิใช่ที่โรงเรียนแต่เป็นที่บ้าน และครูมิใช่ผู้สอนท่านเดียวแต่มีทีมสอนคือผู้ปกครอง ความท้าทายคือ จะปรับเปลี่ยนระบบการผลิตครูที่เน้นการใช้ห้องเรียนเป็นที่บ่มเพาะนักศึกษาร่วมกับการออกฝึกประสบการณ์วิชาชีพที่โรงเรียนนั้น ไม่เพียงพอต่อการสถานการณ์โลกที่ได้รับผลกระทบจนเปลี่ยนแปลงไป  ขณะนี้บริบทของโรงเรียนที่แตกต่างกัน

โดยเฉพาะในเรื่องความพร้อมของนักเรียน ครู ผู้ปกครอง ดังนั้นการพัฒนาครู ประจำการให้มีความพร้อมในองค์ความรู้ ทักษะและคุณลักษณะของครูในศตวรรษที่ 21 เสมือนการติดอาวุธให้กับ ครูฝึกหัดที่อยู่ในระบบการผลิต และครูประจำการที่อยู่ในสถานศึกษาให้เป็นครูที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง มีการเรียนรู้ตลอดเวลา ฉลาดรู้เรื่องเทคโนโลยีดิจิทัลและสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถทำงานเป็นทีมในชุมชน ได้โดยใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือ

สำหรับมรภ.ภูเก็ต ได้มีโอกาสร่วมดำเนินงานกับ กสศ. ใน 2 โครงการ คือ โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ซึ่งถือว่าเป็นการผลิตครูระบบปิดและเตรียมพร้อมครูในการรับมือกับการ เปลี่ยนแปลงในโลกยุคปัจจุบัน สร้างครูที่มี Soft Skill และมีเทคนิควิธีการสอนและออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ เชิงรุกร่วมกับการมีความรู้ในหลักวิชาการ ในขณะเดียวกันโรงเรียนปลายทางจะมีผู้บริหาร และครูที่ได้รับการ ส่งเสริมโดยใช้กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันผ่านชุมชนเรียนรู้เพื่อพัฒนาวิชาชีพ เกิดทีมทางานในการยกระดับคุณภาพ การเรียนรู้ร่วมกันของครูและนักเรียนโดยมีทีมหนุนนำอย่างต่อเนื่อง (Teacher Coaching) จากสถาบันการผลิต ครูที่ได้รับการสนับสนุนจาก กสศ. และ โครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง หรือ TSQP ซึ่งมีการพัฒนารูปแบบการพัฒนาวิชาชีพครู (School Professional Development: SPD) สำหรับการพัฒนาครูประจาการและนักเรียน ทั้งโรงเรียนโดยครอบคลุมทุกระดับชั้น เน้นการสนับสนุนจากทีมโค้ช (Q-Coach) มีการทำงานในลักษณะสร้าง เครือข่ายการทางานร่วมกัน (Q-Network) โดยนำระบบ IT (Q-Info) มาเป็นตัวช่วยอำนวยความสะดวกในการ ทำงาน เพื่อให้โรงเรียนทำงานง่ายขึ้น 

-005

‘ระนองบ้านฉัน’เส้นทางการพัฒนา ‘เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ’สู่ประตูอาเซียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/670652

‘ระนองบ้านฉัน’เส้นทางการพัฒนา  ‘เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ’สู่ประตูอาเซียน

วันพุธ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“ระนองบ้านฉัน” น.ส.ปรัศมนณัชส์ ขู้สกุล (เพรียว) นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาการท่องเที่ยวและธุรกิจอีเวนต์ คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม “DPU” มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) กล่าวถึงจังหวัดระนอง สถานที่ที่ซึ่งเป็นเสมือนจุดศูนย์รวมของครอบครัว จากการย้ายรกรากมาจากอำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา เพื่อมาอาศัยอยู่ที่อำเภอเมือง จังหวัดระนอง ซึ่งเป็นจังหวัดเล็กๆ ทางภาคใต้ของประเทศไทย แต่กลับมีความโดดเด่นด้านการท่องเที่ยว

เพราะมีความหลากหลายและการผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างทรัพยากรป่าไม้ ทะเล น้ำตก และน้ำแร่จากธรรมชาติ จึงทำให้เมืองระนองเป็นทั้งเมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ อีกทั้ง ระนองยังได้รับสมญานามว่าเป็น “เมืองฝนแปดแดดสี่” ซึ่งสะท้อนภาพแหล่งท่องเที่ยวที่ถูกรายล้อมด้วยทรัพยากรทางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และมีคุณค่าทำให้รู้สึกได้พักกายและพักใจได้อย่างสนิทใจในทุกครั้งที่ได้มีโอกาสกลับไปเยือน

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เราจะเห็นความพยายามของการพัฒนาการท่องเที่ยวของเมืองระนองในโครงการต่างๆ มากมายที่ทำกันอย่างต่อเนื่องและแข็งขันในบริบทของพื้นที่และบริบทของระยะเวลาที่ผ่านการผลัดเปลี่ยนรูปแบบการท่องเที่ยวในมิติต่างๆ ก็ตาม ในฐานะที่ตนเองซึ่งเป็นนักศึกษาที่ได้มีโอกาสร่ำเรียนในด้านการท่องเที่ยวมานั้น ก็อดคิดไม่ได้ว่าหากระนองบ้านฉันได้รับการพัฒนาและการจัดการการท่องเที่ยวอย่างเต็มที่และเต็มศักยภาพในช่วงเวลาที่ผ่านมาได้นั้น การท่องเที่ยวของจังหวัดระนองในอนาคตจะสดใสมากเพียงใด

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในปัจจุบันจังหวัดระนองจะมีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ที่มุ่งเน้นการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยหยิบจับจุดแข็งของตนเองจากการมีทรัพยากรทางธรรมชาติที่รองรับด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมาจัดทำเป็นแผนกลยุทธ์และแผนการพัฒนาการท่องเที่ยวที่มุ่งผลักดันให้ระนองเป็นจุดหมายปลายทางของ Spa and Wellness City และ Hot Springs of ASIA และยังมีแผนการพัฒนาของจังหวัดที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวและบริการที่เชื่อมโยงกับประเทศอาเซียนควบคู่กันไปด้วย

แต่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของจังหวัดระนองก็ยังดูเติบโตช้าเมื่อเทียบกับกลุ่มจังหวัดภาคใต้ชายฝั่งอันดามัน อย่างภูเก็ต พังงา และกระบี่ ในมุมมองของดิฉันเห็นว่าสาเหตุที่สำคัญ 3 ประการที่ทำให้การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของจังหวัดระนองยังเติบโตช้านั้น น่าจะมีสาเหตุจาก 1.จังหวัดระนองยังมีเส้นทางการคมนาคมขนส่งที่ไม่เอื้อต่อรูปแบบการเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศมากนัก เนื่องจากจังหวัดระนองยังถูกมองว่าเป็นเมืองรองและเป็นเส้นทางผ่านสู่จังหวัดท่องเที่ยวหลักของภาคใต้ อาทิ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ภูเก็ต พังงา กระบี่ และตรัง

2.จังหวัดระนองยังขาดการจัดการมาตรฐานและความพร้อมด้านสถานพยาบาล สถานบริการ และบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อรองรับการเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเฉพาะทางด้านน้ำแร่ธรรมชาติ และ 3.ขาดการพัฒนาฝีมือแรงงานด้านการบริการทางการแพทย์ และการบริการการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในระดับพื้นที่ ที่พร้อมขยายเข้าสู่ระดับอาเซียนและระดับโลกรวมทั้ง สถานการณ์ COVID-19 ที่ผ่านมาก็ยิ่งตอกย้ำให้ภาคการท่องเที่ยวของจังหวัดระนองนั้นยิ่งเงียบสงัดไปกว่าเดิม

ดังนั้น ในฐานะคนที่ถูกเรียกว่าลูกเสี้ยวระนอง ซึ่งมิใช่ผู้ที่เกิดและเติบโตในจังหวัดระนองซะทีเดียว แต่ได้มีโอกาสคลุกคลีและเดินทางไปเยี่ยมเยือนครอบครัวในจังหวัดระนองอยู่เป็นประจำนั้น ก็ยังอยากที่จะพัฒนาให้การท่องเที่ยวของจังหวัดระนองนี้เติบโตได้อย่างมีศักยภาพและยังประโยชน์แก่ภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับน้ำแร่ ทั้งนี้ เพื่อให้จังหวัดระนองเป็นที่รู้จักและเป็นที่ยอมรับในฐานะแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในระดับอาเซียนได้ในอนาคต

ตอนนี้ประเทศไทยและหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนเองต่างก็เริ่มเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวกันแล้ว ส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวจากประเทศเพื่อนบ้านและจากประเทศอื่นๆ เดินทางเข้ามาประเทศไทยมากขึ้น ดิฉันจึงเชื่อว่านี่จะเป็นโอกาสที่ดีที่จังหวัดระนองจะปรับกลยุทธ์ เทคนิค และวิธีการประชาสัมพันธ์ทางการตลาดการท่องเที่ยวของจังหวัดระนองเอง โดยนำเทคโนโลยีที่เข้ากับยุคสมัยมาใช้ร่วมกับการปรับช่องทางการตลาดที่เป็นดิจิทัลมากขึ้น

เช่น การตลาดรูปแบบออนไลน์ การลองนำระบบ AR มาปรับใช้กับการสื่อสารเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้รับรู้ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ทันสมัยและน่าสนใจมากยิ่งขึ้น และสิ่งสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ก็คือการเตรียมความพร้อมของบุคลากรทางการท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของจังหวัดระนองให้ก้าวเข้าสู่ประตูของอาเซียนได้อย่างแข็งแกร่ง โดยการ Upskills Reskills และมองหาทักษะใหม่ๆ ที่จะ New Skills ให้แก่บุคลากรภาคการท่องเที่ยว

ซึ่งก็หวังว่า…ในอนาคตตนเองจะผ่านกระบวนการหล่อหลอมสิ่งต่างๆ เหล่านี้จากการเรียนการสอนที่คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และพร้อมที่จะเป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญอีกชิ้นหนึ่งที่ได้มีส่วนช่วยขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของ “ระนองบ้านฉัน” ให้พัฒนาได้อย่างภาคภูมิใจ!!!

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

‘กศน.กาญจนบุรี’ฝึกอบรมลูกเสือจิตอาสาพระราชทาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/670654

‘กศน.กาญจนบุรี’ฝึกอบรมลูกเสือจิตอาสาพระราชทาน

วันพุธ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) จังหวัดกาญจนบุรี จัดโครงการลูกเสือจิตอาสาพระราชทาน ประจำปี พ.ศ.2565 ซึ่งมีกิจกรรมการฝึกอบรมไปเมื่อวันที่ 19-21 ก.ค. 2565ที่ผ่านมา ณ ค่ายลูกเสือสมพลโตรักษา อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรีโดยมี นายธิติพนธ์ ระลอกแก้วผู้อำนวยการสำนักงาน กศน. จังหวัดกาญจนบุรี เป็นประธานเปิดโครงการ

สำหรับโครงการดังกล่าวมุ่งหวังสร้างความตระหนัก ปลูกฝังให้บุคลากรทางการลูกเสือจากสถานศึกษาในสังกัดทั้ง 13 แห่ง จำนวน 40 คน ได้น้อมนำหลักการและวิธีการของโครงการจิตอาสาพระราชทานไปจัดกิจกรรมจิตอาสา ด้วยการอุทิศตนช่วยเหลือผู้อื่น ทั้งในสถานศึกษาและชุมชน เสริมสร้างจิตสำนึกความเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง บำเพ็ญประโยชน์ต่อชุมชนอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

‘สวรรคโลก’จากทำงานลด-ละ-เลิกเหล้า วางเป้าหมายอนาคตมุ่งสู่‘อำเภอสร้างสุข’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/670651

‘สวรรคโลก’จากทำงานลด-ละ-เลิกเหล้า  วางเป้าหมายอนาคตมุ่งสู่‘อำเภอสร้างสุข’

วันพุธ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“ในปี 2560 สุโขทัยมีประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขั้นไป 37.2% ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นอันดับ 10 ของประเทศ และอันดับ 2 ของภาคเหนือตอนล่าง แม้ว่าในปี 2564 จะลดลงมาอยู่ที่ 30.0%) แต่ก็ยังมากกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศ (28.0%) นอกจากนี้ ประชากรวัยรุ่น อายุ 15-19 ปี ของสุโขทัย มีอัตราการดื่ม เท่ากับ 19.6% ซึ่งสูงกว่าอัตราชุกระดับประเทศซึ่งอยู่ที่ 13.6% อยู่ในลำดับที่ 3 ของประเทศ”

พระครูสุมณฑ์ธรรมธาดา เจ้าอาวาสวัดคลองกระจง อ.สวรรคโลก และผู้ประสานงานเครือข่ายงดเหล้าจังหวัดสุโขทัย กล่าวในเวทีโครงการประชาคมลดปัญหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และปัจจัยเสี่ยงจังหวัดสุโขทัย ปี 2565 ซึ่งเพิ่งจัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ณ ลิฟวิว รีสอร์ท อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย ถึงสถานการณ์การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใน จ.สุโขทัย และที่น่าเป็นห่วงคือ “สัดส่วนการดื่มแล้วขับขี่ยานพาหนะ จังหวัดสุโขทัย อยู่ที่ร้อยละ 62.6 สูงเป็นอันดับ 7 ของประเทศ” และอันดับ 2 ของภาคเหนือตอนล่าง อีกทั้งยังพบสถานบันเทิงปล่อยให้ผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปี เข้าไปใช้บริการ

ในเวทีครั้งนี้ซึ่งคณะทำงานจาก สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ลงพื้นที่ติดตามการทำงานและรับฟังข้อเสนอแนะของเครือข่ายองค์กรงดเหล้า พระครูสุมณฑ์ธรรมธาดา ได้กล่าวต่อไปว่า การดำเนินงานนอกจากรณรงค์ ลด ละ เลิก การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในงานบุญประเพณีแล้ว ยังมุ่งเป้าป้องกันไม่ให้มีนักดื่มหน้าใหม่โดยเฉพาะในเยาวชนอีกด้วย

อย่างไรก็ดี ในการทำงานที่ได้ร่วมหารือกับหน่วยงานภาคราชการ “นอกจากประเด็นเรื่อง ลด ละ เลิก เครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้ว อยากจะขยายและหาแนวร่วมการทำงานมากขึ้น ไม่เฉพาะเรื่องแอลกอฮอล์อย่างเดียว” จึงเห็นพ้องกันในการวางเป้าหมายต่อไป คือ “การเป็นอำเภอสร้างสุข” ขณะเดียวกันยังมองว่า เยาวชนเป็นอนาคตของชาติและเป็นอนาคตของชุมชน จึงเปิดรับข้อเสนอหรือแนวคิดจากเยาวชนในพื้นที่ว่า อนาคตเขาอยากให้พื้นที่ของเขาเป็นพื้นที่ที่มีความสุขในมิติใดบ้าง

“จากข้อเสนอดังกล่าว นำไปสู่การสรุปเป็นกรอบการทำงานได้ 4 แนวทาง คือ 1.ส่งเสริมให้ประชาชน ลด ละ เลิก การดื่มสุรา สูบบุหรี่และปลอดอบายมุขและลดนักดื่มหน้าใหม่ 2.ส่งเสริมงานบุญประเพณีสร้างสุขให้ปลอดเหล้าและสิ่งอบายมุขทุกประเภท 3.เกิดความปลอดภัยของคนใช้รถใช้ถนน ปลอดจากอุบัติเหตุ และ 4.ลดจำนวนขยะมูลฝอยจนนำไปสู่อำเภอสวรรคโลกปลอดขยะ” พระครูสุมณฑ์ธรรมธาดา กล่าว

นายจิรชาติ นาคสวัสดิ์ นายอำเภอสวรรคโลก จ.สุโขทัย กล่าวว่า การที่นำเอาข้อเสนอแนะของเยาวชนในพื้นที่มาเป็นกรอบแนวทางในการปฏิบัติงาน เพราะต้องรับฟังคนรุ่นใหม่ เพราะพวกเขา คือ อนาคตของชุมชน ทั้งนี้ ในการณรงค์ลดละเลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กลุ่มเป้าหมายสำคัญเน้นไปที่เด็กนักเรียน เยาวชนพยายามสกัดนักดื่มหน้าใหม่ ควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมาย การจัดระเบียบสังคมเรื่องของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ในเรื่องของสภาวะแวดล้อมหรือสิ่งแวดล้อมต่างๆ ในชุมชน “การที่จะทำให้ยั่งยืนได้ต้องทำในคนรุ่นต่อไปซึ่งก็คือเด็กและเยาวชน” นอกจากที่จะป้องกันนักดื่มหน้าใหม่แล้วยังให้เขาเป็นกลไกหลักในการทำงานขับเคลื่อนร่วมกัน สร้างความรู้ความเข้าใจให้เยาวชนเข้าใจ ใน 4 ภารกิจหลักแล้วก็ให้มาสานต่อตรงนี้ให้ยั่งยืน ซึ่งจะเป็นการส่งต่อรุ่นต่อไป โดยการทำให้ยั่งยืนนั้นเน้นเรื่องของการทำงานเป็นทีมให้ความสำคัญกับทุกความคิด ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องมาช่วยกันคิดช่วยกันทำ

เช่น กระทรวงมหาดไทย สรรพสามิต กรมการปกครองท้องถิ่น สาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) และภาคประชาสังคม ร่วมระดมความคิดมันสมองเป็นหลักเพื่อให้เกิดการระเบิดจากข้างใน เหมือนที่พูดว่า “เมื่อเป็นปัญหาในพื้นที่ คนในพื้นที่ก็ต้องเข้ามาช่วยดูแลแก้ปัญหาด้วยตนเอง” ทั้งในระดับครอบครัว ชุมชน ขยับขึ้นมาในระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอและจังหวัดต่อไป

“จากกรอบทั้ง 4 แนวทาง ได้ร่างคำสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเพื่อให้การขับเคลื่อนมีทิศทาง ได้ดำเนินการได้อย่างถูกต้องตรงตามเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ ทั้งเรื่องลดละเลิกอบายมุข ป้องกันนักดื่มหน้าใหม่มีกฎหมายหลายฉบับเข้ามาเกี่ยวข้อง และหลายหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ฝ่ายปกครอง ฝ่ายการศึกษา สาธารณสุข สรรพสามิตการทำงานมีทั้งเครือข่ายท้องถิ่น หน่วยงานราชการ ภาคประชาสังคม ช่วยกันขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งสร้างจิตสำนึกให้กับเด็กเยาวชน ให้มีความรู้ ความเข้าใจใน 4 แนวทาง ของโครงการอำเภอสวรรคโลกสร้างสุข ตรงนี้ก็จะยั่งยืนและมีความต่อเนื่องในอนาคต” นายจิรชาติ กล่าว

นายศรีสุวรรณ ควรขจร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สสส. กล่าวว่า อำเภอสวรรคโลก เป็นพื้นที่น่าสนใจ ซึ่งน่าจะเป็นพื้นที่แหล่งเรียนรู้ เป็นแบบอย่างที่ดีได้ในอนาคต ทั้งนี้ การนำข้อเสนอของเด็กมาเป็นกรอบในการทำงาน เป็นเรื่องที่ดี ซึ่งเป็นการสะท้อนว่าเยาวชนในพื้นที่มีการตอบสนองต่อปัญหาท้องถิ่น เขาอยากเห็นอะไรในอนาคต ผู้ใหญ่หรือหน่วยงานราชการในท้องถิ่นก็ตอบสนอง โดยไม่ได้รอคำสั่งมาจากส่วนกลาง

ซึ่งปัญหาในท้องถิ่น หน่วยงานราชการก็พยายามสร้างสรรค์ช่องทางในการดำเนินงานในการตอบโจทย์ของท้องถิ่นตนเอง แน่นอนว่าหน่วยงานราชการก็มีหน่วยชี้วัด หรือ KPI เป้าหมายในการทำงานที่ได้รับมอบหมายจากส่วนกลาง แต่ที่นี่กลับสามารถนำมาบูรณาการให้ทำงานร่วมกันได้ ส่วนประชาสังคมก็ลงไปช่วยชาวบ้าน เกิดเป็นภาพความสามัคคี มีวิธีการทำงานร่วมกันที่ตอบโจทย์การป้องกันปัจจัยเสี่ยง ไม่ได้เฉพาะเรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่รวมถึงเรื่องอื่นๆ ด้วย ทั้งความปลอดภัยทางถนน ปัญหาสิ่งแวดล้อม สุขภาพจิต สามารถเชื่อมโยงกันได้ทุกมิติ

“สิ่งที่น่าสนใจ คือ เจ้าหน้าที่ที่ร่วมขับเคลื่อนงาน ส่วนใหญ่เป็นคนในท้องถิ่นของที่นี่ ส่วนหนึ่งเขาไม่ได้ทำเพียงเพื่อสนองต่อนโยบายส่วนกลางเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่เขาทำเพื่อบ้านเกิดของตนเอง พื้นที่ที่เขาอยู่ต้องดีกว่านี้ เพราะหลังเกษียณเขาต้องอยู่ที่นี่ หากประเด็นนี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดการบูรณาการร่วมกันอย่างสมัครสมานสามัคคี การโยกย้ายราชการก็น่าจะคำนึงถึงเรื่องนี้ด้วย โดยนำคนท้องถิ่นกลับมาพัฒนาบ้านเกิดของตนเอง เพราะสุดท้ายแล้วเขาก็ต้องกลับมาอยู่ที่นี่ ดังนั้น ควรให้คนท้องถิ่นที่เก่ง มีความรู้ความสามารถและมีความมุ่งมั่นได้กลับมาทำคุณประโยชน์ให้กับท้องถิ่นตนเอง” นายศรีสุวรรณ กล่าว