‘ตรีนุช’ยังไม่จัดโผโยกย้าย ซี 11 ศธ. แง้ม ส.ค.นี้ต้องจบ-ชี้ยังไม่มีใครในใจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/670393

'ตรีนุช'ยังไม่จัดโผโยกย้าย ซี 11 ศธ. แง้ม ส.ค.นี้ต้องจบ-ชี้ยังไม่มีใครในใจ

วันจันทร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 15.38 น.

วันที่ 1 สิงหาคม 2565 ที่วิทยาลัยการอาชีวศึกษาปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ( รมว.ศธ.)  ให้สัมภาษณ์ถึงการแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารระดับสูง ของ ศธ. ว่า วันที่ 2 สิงหาคม ตนจะยังไม่เสนอรายชื่อให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณา 

ส่วนที่มีกระแสข่าวว่า นายอรรถพล สังขวาสี เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) จะได้กลับเข้ามาใน ศธ. นั้น ก็ยังไม่มีอะไร ตอนนี้ก็มโนกันไปเอง และยังไม่มีใครในใจเลย 

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะช้าไปหรือไม่ เพราะตอนนี้กระทรวงอื่น ๆ ได้เสนอรายชื่อให้ ครม.ไปแล้ว  น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ไม่ช้า ยังมีเวลาอีก แต่คาดว่าจะเสนอรายชื่อให้ ครม.พิจารณาภายในเดือน ส.ค.นี้ และจะพยายามเคลียร์ให้จบ 

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการแต่งตั้งระดับ 10 ขึ้น 11 หรือไม่ น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ต้องมี มิฉะนั้นจะไปเอาซี 11 จากที่ไหน เพราะจะมีตำแหน่งว่าง 1 ตำแหน่ง จากที่นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดศธ. เกษียณอายุราชการ ส่วนจะปรับวนระดับ 11 ก่อน หรือแต่งตั้งขึ้นไปพร้อมกันเลยนั้นตนต้องขอดูก่อน เพราะยังมีเวลา

‘ในหลวง’ทรงมีพระราชสาส์นอำนวยพร ในโอกาสวันชาติของสมาพันธรัฐสวิส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/670376

'ในหลวง'ทรงมีพระราชสาส์นอำนวยพร ในโอกาสวันชาติของสมาพันธรัฐสวิส

วันจันทร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 15.06 น.

1 สิงหาคม 2565 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ส่งข้อความพระราชสาส์นอำนวยพร ไปยังประธานาธิบดีแห่งสมาพันธรัฐสวิส ในโอกาสวันชาติของสมาพันธรัฐสวิส ซึ่งตรงกับวันที่ 1 สิงหาคม 2565 ความว่า

ฯพณฯ นายอิกนาซิโอ กัสซิส ประธานาธิบดีแห่งสมาพันธรัฐสวิส กรุงเบิร์น ในโอกาสวันชาติของสมาพันธรัฐสวิส ข้าพเจ้ามีความยินดีอย่างยิ่งที่จะขอส่งคำอำนวยพร และความปรารถนาดี เพื่อท่านประธานาธิบดีมีพลานามัยสมบูรณ์และประสบความสุขสวัสดิ์ ทั้งเพื่อประเทศและประชาชนชาวสวิสมีความวัฒนาผาสุกตลอดไปประเทศไทยให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อสัมพันธไมตรีที่มีมายาวนานกับสมาพันธรัฐสวิส ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานอันมั่นคงด้วยความจริงใจและความผูกพันอันแน่นแฟ้น

ข้าพเจ้าเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า ความสัมพันธ์อันดีต่อกันนี้จะสร้างเสริมความร่วมมือและความเป็นหุ้นส่วนในกิจการทุกๆด้าน ให้เจริญก้าวหน้าอันก่อเกิดประโยชน์สุขแก่ประเทศและประชาชนทั้งสองฝ่ายยิ่งๆขึ้นไป

(พระปรมาภิไธย) มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

‘สมเด็จพระสังฆราช’ทรงเป็นประธานพิธีมอบคัมภีร์เทศน์เฉลิมพระเกียรติ บทพระธรรมเทศนาเฉลิมพระธรรมบารมี’อุภินนมัตถจรกถา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/670339

'สมเด็จพระสังฆราช'ทรงเป็นประธานพิธีมอบคัมภีร์เทศน์เฉลิมพระเกียรติ บทพระธรรมเทศนาเฉลิมพระธรรมบารมี'อุภินนมัตถจรกถา'

วันจันทร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 13.53 น.

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเป็นประธานในพิธีมอบคัมภีร์เทศน์เฉลิมพระเกียรติ บทพระธรรมเทศนาเฉลิมพระธรรมบารมีใน “อุภินนมัตถจรกถา” เฉลิมพระธรรมบารมีสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565

วันที่ 1 สิงหาคม 2565 เวลา 09.00 น. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก เสด็จลง ณ พระวิหาร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพฯ ทรงเป็นประธานในพิธีมอบคัมภีร์เทศน์เฉลิมพระเกียรติ บทพระธรรมเทศนาเฉลิมพระธรรมบารมีใน “อุภินนมัตถจรกถา” เฉลิมพระธรรมบารมีสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565

การนี้ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ประทานสัมโมทนียกถา ความว่า “สมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเป็นอเนกประการ เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขของประชาราษฎรมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ทรงตั้งพระราชหฤทัยทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และทรงบำเพ็ญพระราชกุศลต่างๆ เป็นเนืองนิตย์ ทรงเปี่ยมด้วยน้ำพระราชหฤทัยใสสะอาด ประดุจมารดาของประชาชาติไทย เราทั้งหลายผู้เปรียบได้ดั่งลูกของพระองค์ จึงควรมุ่งมั่นประกอบกรณียกิจ สนองพระคุณของแม่ ด้วยความกตัญญูกตเวที เพราะตามธรรมดาของผู้เป็นมารดาบิดา เมื่อเห็นบุตรธิดาของตนประกอบคุณงามความดี มีความประพฤติเรียบร้อย มีศีลธรรมประจำใจ พึ่งพาตนเองได้ และวางตนเป็นที่พึ่งของผู้อื่นได้ บุพการีย่อมพลอยรู้สึกมุทิตายินดี ได้รับความอิ่มเอมใจไปด้วย ประหนึ่งได้บรรลุถึงฐานะแห่งความเป็นพระพรหม สมดังพระพุทธภาษิตที่ว่า “พฺรหมาติ มาตาปิตโร” ซึ่งแปลความว่า มารดาบิดา ท่านว่าเป็นพรหมของบุตร

การที่กระทรวงมหาดไทยอาราธนาให้เจ้าประคุณ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ รจนาพระธรรมเทศนา “อุภินนมัตถจรกถา” โดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม สำหรับเผยแผ่ไปยังวัดทั่วราชอาณาจักร เพื่อจักได้แสดงโปรดประชาชน ให้ประพฤติตนเป็นพลเมืองดี พากเพียรสรรค์สร้างประโยชน์ทุกสถาน ให้สมดั่งพระราชปณิธานของสมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ จึงเป็นที่น่าอนุโมทนายิ่ง และเป็นการบำเพ็ญธรรมทานครั้งสำคัญ อันจะเป็นเครื่องเฉลิมพระบารมี ให้ดำรงรุ่งเรืองสถาพร ถวายเป็นพระพรชัยมงคลพิเศษ และเป็นเหตุให้ทรงพระโสมนัสอนุโมทนา สมด้วยพระราชสถานะแม่แห่งชาติ ผู้ทรงปรารถนาประโยชน์สุขของลูกไทยอยู่เสมอ 

ขอให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ช่วยนำกุศลเจตนารมณ์ของคณะสงฆ์ อันมีมหาเถรสมาคมเป็นประธาน ไปเผดียงอาราธนาให้พระภิกษุสามเณรในท้องที่ของท่านได้ทราบทั่วกัน เพื่อจักได้ช่วยกันทำหน้าที่อบรมขัดเกลาจิตใจประชาชน ให้หมั่นประพฤติตน ตามเนื้อความของพระธรรมเทศนากัณฑ์นี้ และขออำนวยพรให้ทุกท่าน ประสบความเจริญสวัสดีด้วยจตุรพิธพรชัย สำเร็จสมความมุ่งมาดปรารถนาในกิจการงาน อันล้วนเป็นไปโดยชอบ และประกอบด้วยธรรม เพื่อความวัฒนาสถาพรของสถาบันชาติ สถาบันศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ จงทุกประการ เทอญ.”

โอกาสนี้ ทรงประทานพระอนุญาตให้ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กราบทูลถวายรายงานและเบิกผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด เข้ารับประทานคัมภีร์เทศน์เฉลิมพระเกียรติ บทพระธรรมเทศนาเฉลิมพระธรรมบารมีใน “อุภินนมัตถจรกถา” เฉลิมพระธรรมบารมีสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กราบทูลถวายรายงาน ความว่า “ด้วยในปีพุทธศักราช 2565 เป็นปีมหามงคล เนื่องด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเจริญพระชนมพรรษา 90 พรรษา ในวันที่ 12 สิงหาคม 2565 โดยตลอดระยะเวลากว่า 70 ปี ที่ทรงปฏิบัติบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงข้างพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ให้แก่พสกนิกร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริม อนุรักษ์ ฟื้นฟูงานหัตถศิลป์อันงดงามหลากหลายสาขา ส่งผลให้ราษฎรมีอาชีพ มีรายได้ และมีความมั่นคงในครอบครัว นำความผาสุกร่มเย็นไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ และเพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ กระทรวงมหาดไทย จึงได้จัดทำคัมภีร์เทศน์เฉลิมพระเกียรติบทพระธรรมเทศนาเฉลิมพระธรรมบารมีใน “อุภินนมัตถจรกถา” เฉลิมพระธรรมบารมีสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 โดยได้รับพระเมตตาจากสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ รจนาบทพระธรรมเทศนาเฉลิมพระธรรมบารมีดังกล่าว และคณะกรรมการมหาเถรสมาคมได้ให้ความเห็นชอบแล้วในการประชุมมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 14/2565 เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2565 ซึ่งกระทรวงมหาดไทย ได้ดำเนินการจัดพิมพ์ จำนวน 84,000 กัณฑ์ เพื่อมอบให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนำไปถวายวัดทั่วราชอาณาจักร สำหรับนำไปแสดงพระธรรมเทศนา ให้พุทธศาสนิกชนได้สดับ และน้อมเกล้า ฯ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทุกวันธรรมสวนะหรือวันพระตลอดทั้งปี ”

อุภินนมัตถจรกถา (อุ-พิน-นะ-มัด-ถะ-จะ-ระ-กะ-ถา) เป็นบทพระธรรมเทศนาแสดงอรรถาธิบายพระบรมพุทโธวาทของสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าด้วยความประพฤติให้สำเร็จประโยชน์ทั้งสองฝ่าย คือประโยชน์เพื่อตนและเพื่อผู้อื่น ด้วยการอบรมเจริญคุณธรรมสำคัญ 3 ประการให้มีพร้อมขึ้นในตน ได้แก่ “ศีล” คือการรักษากายวาจาให้เป็นปรกติเรียบร้อย “ปัญญา” คือความฉลาดรอบรู้ หรือความรู้ชัดในเหตุและผล และ “สุตะ” คือการศึกษาเล่าเรียน เป็นผู้ได้ยินได้ฟังมาก 

 ทั้งนี้ ธรรมะทั้ง 3 ประการ คือ ศีล ปัญญา และสุตะ นี้ ต่างอาศัยกันและกันเป็นไปจึงจะส่งผลสมบูรณ์ ให้ได้บำเพ็ญประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นได้ทั้งสองสถาน ถ้าประชาชนสามารถเจริญธรรมะทั้ง 3 ประการให้พรั่งพร้อม ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งแก่ตนและแก่สังคมส่วนรวม ย่อมเป็นการฉลองพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้สมดังพระราชปณิธานแห่งธรรมราชินี

‘พืชต้องห้าม’แต่ระบาดทั่วจนกำจัดยาก ‘จอกหูหนูยักษ์’ถึงเวลาปรับกฎเอื้อควบคุม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/670179

‘พืชต้องห้าม’แต่ระบาดทั่วจนกำจัดยาก  ‘จอกหูหนูยักษ์’ถึงเวลาปรับกฎเอื้อควบคุม

วันจันทร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“เอเลียน สปีชีส์ (Alien species)” หมายถึง สิ่งมีชีวิตที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่นั้นๆ ตั้งแต่ดั้งเดิม หากแต่ถูกนำเข้ามาจากถิ่นอื่น ซึ่งเอเลียน สปีชีส์ บางครั้งมาแล้วก็เกิดประโยชน์ เช่น พริกยางพารา พืชซึ่งมีต้นกำเนิดในภูมิภาคลาตินอเมริกา(ทวีปอเมริกากลางและใต้) แต่ต่อมาได้กลายเป็นเครื่องปรุงรสอาหารและพืชเศรษฐกิจสำคัญของไทยจนถึงปัจจุบัน แต่บางอย่างได้กลายเป็นปัญหา “อินเวซิฟ สปีชีส์ (Invasive Species)” หมายถึง สิ่งมีชีวิตจากต่างถิ่นที่ขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็วจนส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ

สำหรับประเทศไทย อินเวซิฟ สปีชีส์ ที่คุ้นเคยกันดีคือ “ปลาซัคเกอร์” หรือที่ยุคหนึ่งเคยถูกเรียกว่า “ปลาเทศบาล-ปลาดูดกระจก” มีถิ่นที่อยู่ดั้งเดิมในอเมริกาใต้ กระทั่งเมื่อหลายสิบปีก่อนถูกนำเข้ามาเลี้ยงเพื่อให้ทำความสะอาดตู้ปลาด้วยการให้กินตะไคร่น้ำหรือเศษอาหาร แต่ด้วยความที่ปลาชนิดนี้โตเร็วและต้องการอาหารมาก เมื่อตะไคร่น้ำในตู้ปลามีไม่พอก็ไปไล่ดูดเมือกปลาอื่นๆ จนตาย รวมถึงกินแม้กระทั่งไข่ปลาและลูกปลาตัวเล็กๆ ทำให้บรรดาผู้เลี้ยงปลานำมันไปปล่อยในแหล่งน้ำตามธรรมชาติ แต่ปลาซัคเกอร์นั้นดำรงชีวิตอยู่ได้แม้แต่ในน้ำคุณภาพต่ำ จึงขยายพันธุ์ไปทั่วจนเกิดความกังวลว่าจะทำให้ปลาอื่นๆ ในระบบนิเวศของไทยสูญพันธุ์ในที่สุด

หรือ “ผักตบชวา” พืชที่มีต้นกำเนิดในอเมริกาใต้ ถูกนำเข้ามาในไทยผ่านทางดินแดนชวา ประเทศอินโดนีเซียเมื่อกว่าร้อยปีก่อนซึ่งขณะนั้นยังเป็นอาณานิคมของเนเธอร์แลนด์ ต่อมาเมื่อเกิดน้ำท่วมได้หลุดออกจากสถานที่เลี้ยงลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ ด้วยความที่ไม่มีศัตรูตามธรรมชาติอย่างในถิ่นกำเนิด ทำให้ผักตบชวาขยายพันธุ์ได้รวดเร็วจนส่งผลกระทบต่อแม่น้ำลำคลองของไทยอย่างในปัจจุบัน

ล่าสุดที่กำลังเริ่มถูกพูดถึงกันคือ “จอกหูหนูยักษ์” พืชอีกชนิดที่มีถิ่นกำเนิดในเมริกาใต้และถูกนำเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วจนส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำสาธารณะไม่ต่างจากผักตบชวา มีหลายพื้นที่ได้รับผลกระทบรวมถึง “ทะเลบัวแดง” หรือพื้นที่อ่างเก็บน้ำหนองหานกุมภวาปี อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของไทย โดยเฉพาะในปี 2569 จ.อุดรธานี จะเป็นเจ้าภาพ “งานมหกรรมพืชสวนโลก” หากยังปล่อยให้ทะเลบัวแดงถูกปกคลุมด้วยจอกหูหนูยักษ์ ย่อมส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศได้

เมื่อช่วงปลายเดือน ก.ค. 2565 ที่ผ่านมาทีมงาน “นสพ.แนวหน้า” มีโอกาสไปเยี่ยมชมการกำจัดจอกหูหนูยักษ์ในพื้นที่ “อ่างเก็บน้ำห้วยมงคล-อ่างเก็บน้ำไทรงาม” อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยผู้รับผิดชอบพื้นที่ดังกล่าว ปริญญา คัชมาตย์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 14 กรมชลประทาน เปิดเผยว่าจอกหูหนูยักษ์จำนวนมากในอ่างเก็บน้ำ น่าจะไหลมาจากแหล่งน้ำธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถระบุได้ว่ามาจากที่ใดหรือใครนำมา

“วัชพืชนี้ไม่ว่าจะอยู่ที่อ่างไหน เจ้าหน้าที่กรมชลฯ เรามีการติดตามอยู่แล้ว เพียงแต่ตัวนี้มันขยายพันธุ์เร็วมาก ทางเราก็มีขั้นตอนการดำเนินงาน เพียงแต่ตอนนั้นเราไม่ทราบว่ามันเป็นจอกหูหนูยักษ์ มันก็เลยทำให้การกำจัดมันไม่ทัน เบื้องต้นสิ่งที่เราได้รับเรื่องจากชาวบ้านที่เขาแจ้งมา 1.เขาไม่สามารถหาปลาได้ มันมีผลกระทบกับชาวบ้านแล้วเบื้องต้น 2.เนื่องจากมีวัชพืช คุณภาพน้ำที่ทางกรมชลฯ มีการตรวจวัดอยู่ตลอดทุกเดือน

มีโอกาสจะทำให้น้ำเน่าเสีย แต่ขั้นตอนของอ่างตัวนี้ยังไม่ถึงขั้นนั้น เนื่องจากกรมชลฯ มีการตรวจสอบทุกเดือนอยู่แล้ว จริงๆ แล้วทางสำนัก 14 ยังไม่เคยเกิดเหตุกรณีจอกหูหนูยักษ์บูมขนาดนี้ เราไม่ทราบว่าทิ้งไว้ระยะเท่าไรมันถึงจะเกิดน้ำเสีย เพียงแต่ตอนนี้เมื่อเราทราบ เราก็ได้มีการรายงานกรมฯ แล้วกรมฯ ก็สนับสนุน ส่งงบประมาณมาเพื่อมาป้องกันแก้ไขปัญหา” ปริญญา ระบุ

ผอ.สนง.ชลประทานที่ 14 เล่าต่อไปว่าหลังพบวัชพืชปริศนาขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็วแม้จะพยายามกำจัดอย่างไรก็ตาม จึงประสานไปยังสำนักวิจัยของกรมชลประทานให้มาตรวจสอบ จึงได้ทราบว่าเป็นจอกหูหนูยักษ์ นำไปสู่การใช้หลายวิธีประสานกันในการกำจัด เช่น การฉีดพ่นสาร สวพ. ทำให้การเติบโตของจอกหูหนูยักษ์ช้าลง รวมถึงได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ส่งเครื่องจักรมาช่วยเก็บจอกหุหนูยักษ์ในอ่างเก็บน้ำอีกแรง

ด้าน จรรยา มณีโชติ นายกสมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย และอดีตผู้เชี่ยวชาญด้านวัชพืช สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร หนึ่งในผู้สนับสนุนภารกิจการกำจัดจอกหูหนูยักษ์ กล่าวว่าจอกหูหนูยักษ์ มีรายงานการพบในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2544 ในตลาดนัดสวนจตุจักร ทั้งที่ในขณะนั้น จอกหูหนูยักษ์ถูกขึ้นบัญชีเป็น “พืชต้องห้ามนำเข้า” ตามกฎหมาย พ.ร.บ.กักพืช พ.ศ. 2507 กระทั่งในอีกหลายปีให้หลัง เริ่มมีรายงานจอกหูหนูยักษ์ระบาดหนักในแหล่งน้ำหลายจังหวัดทั่วประเทศ

ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว กรมชลประทานจะมีสาร สวพ.1 หรือ 2,4-D ใช้กำจัดวัชพืช แต่เมื่อพบว่าประสิทธิภาพกับจอกหูหนูยักษ์ไม่ดีนัก จึงค้นหาข้อมูลจากต่างประเทศที่มีปัญหาแบบเดียวกันนำมาสู่การทดลองใช้ กลูโฟซิเนต แอมโมเนียมไคควอต โดยชวนภาคเอกชนให้สนับสนุนสารดังกล่าว พร้อมกับเชิญทาง บ.ยามาฮา ที่มีเฮลิคอปเตอร์สำหรับพ่นสารเคมีเกษตรซึ่งจดทะเบียนกับ กรมการบินพลเรือน เบื้องต้นพบสารเหล่านี้ใช้ได้ดี เช่น ไคควอตทำให้จอกหูหนูยักษ์ตายภายใน 1 วัน เหมือนลักษณะการเผาไหม้ ส่วนกลูโฟซิเนตจะเห็นอาการเมื่อผ่านไป 3-5 วัน

จรรยา กล่าวต่อไปว่า จอกหูหนูยักษ์เป็นพืชที่ขยายพันธุ์ได้รวดเร็วมาก มีรายงานว่า ภายในเวลาเพียง 3 วัน สามารถขยายพื้นที่ครอบคลุมผิวน้ำได้ 2 เท่า เช่น พื้นที่หนึ่งมีจอกหูหนูยักษ์ 5 หมื่นตัน หากวันหนึ่งจัดเก็บได้ 800 ตัน แต่ที่เหลือก็ยังขยายพันธุ์ต่อไป จึงเป็นไปไมได้เลยที่ลำพังจะใช้เฉพาะแรงคนและเครื่องจักรในการกำจัดจอกหูหนูยักษ์ จึงต้องใช้หลายวิธีผสมผสาน โดยพ่นสารเคมีเพื่อตัดวงจรการขยายพันธุ์ อาทิ ในอดีต เคยมีคำแนะนำให้ใช้ พาราควอต ฉีดพ่นเดือนละ 1 ครั้งติดต่อกันทุกเดือน กระทั่งพาราควอดถูกจัดเป็นสารต้องห้าม จึงหันมาใช้ 2,4-D แทน

ทั้งนี้ ย้ำว่า “สำหรับ 2,4-D หรือสาร สวพ.1 ที่กรมชลประทานนำไปพ่นกำจัดจอกหูหนูยักษ์ เมื่อเก็บตัวอย่างน้ำไปตรวจสอบไม่พบสารตกค้าง ขณะที่ ไดควอตกับกลูโฟซิเนต เบื้องต้นมีรายงานจาก รัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย พบว่า เมื่อผ่านไป 10 วันหลังฉีดพ่นสารครั้งล่าสุด ก็สามารถใช้น้ำในแหล่งดังกล่าวเพื่อการอุปโภค-บริโภคได้ตามปกติ” และคาดว่าในประเทศไทยน่าจะมีงานวิจัยเรื่องเดียวกันออกมาบ้างในเร็วๆ นี้

อย่างไรก็ตาม “ข้อจำกัดทางกฎหมาย”เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ไม่สามารถนำจอกหูหนูยักษ์ไปใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ เช่น “การห้ามเคลื่อนย้ายวัชพืชและซากวัชพืชต้องห้ามออกนอกพื้นที่ระบาด” แม้จะมีผู้สนใจต้องการนำไปทดลองทำปุ๋ยหมัก หรือมีประชาชนอยากนำไปเป็นอาหารเลี้ยงปลาก็ตาม การกำจัดที่ทางกรมชลประทานทำได้ในปัจจุบันจึงมีเพียงการเผาทำลายเท่านั้น จึงน่าคิดว่า ในเมื่อจอกหูหนูยักษ์กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศในประเทศไทยแล้ว กฎหมายพืชต้องห้ามสมควรถูกแก้ไขให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงที่เปลี่ยนไปหรือไม่

โดยหากเทียบกับมาตรการควบคุมโรคระบาดโควิด-19 ซึ่งในช่วงแรกต้องใช้ยาแรงอย่างการล็อกดาวน์ปิดกิจการและสถานที่ต่างๆ รวมถึงหากพบผู้ติดเชื้อแม้เพียงรายเดียวก็ต้องพ่นยาฆ่าเชื้อกันทั่วพื้นที่โดยรอบ กระทั่งต่อมาสามารถลดความรุนแรงของการระบาดลงได้ก็ไม่ต้องใช้ยาแรงอีก การกำจัดจอกหูหนูยักษ์ก็เช่นกัน การพ่นสารกำจัดวัชพืชคือยาแรงที่ใช้ในระยะแรก โดยมีผลการศึกษาพบว่า การพ่นเดือนละ 1 ครั้ง ติดต่อกัน 6 เดือน ก็เพียงพอกับการควบคุมการระบาดแล้ว แต่ต้องทำพร้อมกันทั่วทุกจุดที่ระบาด หลังจากนั้นก็ใช้เพียงการเก็บโดยคนและเครื่องจักร

“ถ้าเราเปรียบเทียบกับโควิดที่เป็นโรคระบาดร้ายแรง ทุกคนก็เฝ้าระวังกันหมด แต่พอตอนนี้เราก็ต้องอยู่กับมันแล้ว เราก็ประกาศให้มันเป็นโรคประจำถิ่น เราก็ต้องปล่อยให้มีแล้วเพราะมันกำจัดไม่หมด จอกหูหนูยักษ์ก็เหมือนกัน เราให้มันเป็นวัชพืชประจำถิ่นไหม? คนที่อยากเลี้ยงปลาก็จะได้เอาไปเลี้ยงปลา คนที่อยากทำปุ๋ยก็เอาไปทำปุ๋ย ส่วนที่อยากกำจัดก็กำจัด แต่ต้องมีกฎเกณฑ์ให้ชัดเจน คุณเลี้ยงปลาคุณต้องระวังอะไรบ้าง ก็ต้องให้ความรู้ว่ามันจะไประบาดอย่างไร ก็ต้องป้องกันไม่ให้มันหลุดออกมาอีก แล้วก็ให้ชุมชนช่วยกันเป็นหูเป็นตา” จรรยา กล่าว

‘กศน.’ประชุมหารือดำเนินการ โครงการพัฒนาการศึกษาร่วมกับ‘มอ.’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/670177

‘กศน.’ประชุมหารือดำเนินการ  โครงการพัฒนาการศึกษาร่วมกับ‘มอ.’

วันจันทร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) นำโดยนายคมกฤช จันทร์ขจร รองเลขาธิการ กศน. พร้อมด้วยน.ส.วัชรีวรรณ กันเดช ผู้อำนวยกลุ่มส่งเสริมกิจการการศึกษาและเครือข่าย นางอัญชลี สายสวรรค์นักวิชาการศึกษาชำนาญการพิเศษ กลุ่มส่งเสริมกิจการการศึกษาและเครือข่าย ผู้อำนวยการสำนักงาน กศน.จังหวัดพื้นที่ชายแดนภาคใต้ผู้อำนวยการสถานศึกษาในสังกัดสำนักงาน กศน.จังหวัดสงขลา และคณะศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางการศึกษาและการเรียนการสอนที่เป็นเลิศ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) วิทยาเขตหาดใหญ่

ประชุมหารือแนวทางความร่วมมือการดำเนินงาน โครงการพัฒนาการศึกษา ระหว่างมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กับ สำนักงาน กศน. โดยมี นางเกษร ธานีรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงาน กศน.จังหวัดสงขลา น.ส.บุปผาชาติ เรืองกูลรองผู้อำนวยการสำนักงาน กศน.จังหวัดสงขลา ผู้อำนวยการสถานศึกษาในสังกัด และบุคลากรสำนักงาน กศน.จังหวัดสงขลา ต้อนรับ เมื่อช่วงปลายเดือนก.ค. 2565 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมทิพย์ดนตรี ชั้น 2 สำนักงาน กศน.จังหวัดสงขลา อ.เมือง จ.สงขลา

ดีดปากฝ่ายค้าน!มั่วข้อมูลฉะรัฐบาลไม่ดูแล‘หนี้กยศ.’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/670133

ดีดปากฝ่ายค้าน!มั่วข้อมูลฉะรัฐบาลไม่ดูแล‘หนี้กยศ.’

วันอาทิตย์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 08.50 น.

‘รองโฆษกรัฐบาล’กางข้อมูลชัดๆดีดปากฝ่ายค้าน อย่ามั่วกล่าวหารัฐบาลไม่ดูแล‘หนี้ กยศ.’ เผยลดหย่อนหนี้แล้วกว่า 2 ล้านราย

31 กรกฎาคม 2565 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากที่มีพรรคฝ่ายค้านกล่าวหาว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่สนใจการแก้ปัญหาหนี้กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ.) ซึ่งเป็นเรื่องที่ตรงข้ามกับความจริงอย่างที่สุด ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีได้สั่งการเร่งให้การช่วยเหลือลูกหนี้ กยศ.อย่างเต็มที่ ครอบคลุมการลดภาระหนี้ ลดความเสี่ยงถูกดำเนินคดี แก้กฎหมายให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้น ผ่านการการดำเนินการสามเรื่องหลัก ดังนี้

1) กองทุนฯ ร่วมกับกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และกรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม จัดงานไกล่เกลี่ยหนี้ทั่วประเทศเพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของผู้กู้ยืมเงินที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ มีกลุ่มเป้าหมาย คือ กลุ่มที่ค้างชำระหนี้ที่ถูกบอกเลิกสัญญาและกำลังจะถูกฟ้อง และกลุ่มที่จะถูกบังคับคดี หากผู้กู้ยืมเข้ากระบวนการไกล่เกลี่ย กองทุนฯจะไม่ดำเนินคดี และนอกจากนั้น ผู้กู้ยืมจะได้รับส่วนลดเบี้ยปรับ รวมทั้งได้รับโอกาสในการขยายระยะเวลาผ่อนชำระได้ถึงอายุ 65 ปี เพื่อให้ผู้กู้ยืมสามารถกลับเข้ามาสู่ระบบการชำระหนี้ให้เป็นปกติ

2) ขยายระยะเวลามาตรการลดหย่อนหนี้ เพื่อจูงใจให้ผู้กู้ยืมมาชำระเงินคืน จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย. 65 เป็นสิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. 65 โดยมีเงื่อนไขมาตรการ ดังนี้

1. ลดดอกเบี้ยเงินกู้ยืมจากเดิม 1% ต่อปี เป็น 0.01% ต่อปี สำหรับผู้กู้ยืมเงินที่อยู่ระหว่างการชำระเงินคืนกองทุนและไม่เคยเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้

2. ลดเงินต้น 5% กรณีชำระหนี้ปิดบัญชี สำหรับผู้กู้ยืมเงินที่ไม่เคยเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้  

3. ลดเบี้ยปรับ 100% สำหรับผู้กู้ยืมเงินทุกกลุ่มที่ชำระหนี้ปิดบัญชี ดังนี้

3.1 ผู้กู้ยืมเงินที่ยังไม่ถูกดำเนินคดี สามารถชำระได้ที่ธนาคารกรุงไทยและธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยทุกสาขา

3.2 ผู้กู้ยืมเงินที่ถูกดำเนินคดีแล้ว ต้องลงทะเบียนขอรับสิทธิและนัดหมายวันที่ประสงค์จะชำระหนี้ปิดบัญชีได้ที่ http://www.studentloan.or.th โดยผู้กู้ยืมเงินต้องชำระค่าทนายความและค่าฤชาธรรมเนียมศาลให้เสร็จสิ้นก่อนปิดบัญชี

4. ลดเบี้ยปรับ 80% สำหรับผู้กู้ยืมเงินที่ยังไม่ถูกดำเนินคดี เมื่อชำระหนี้ค้างทั้งหมดให้มีสถานะปกติ (ไม่ค้างชำระ)

5. ลดอัตราการคิดเบี้ยปรับเหลือ 0.5% ต่อปี สำหรับผู้กู้ยืมเงินที่ยังไม่ถูกดำเนินคดีและไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ข้อมูลระหว่างเดือน ม.ค. 64 – พ.ค. 65) มีผู้ที่ได้รับสิทธิลดอัตราดอกเบี้ยเหลือ 0.01% จำนวน 6.4 แสนราย มีผู้ที่ใช้สิทธิมาตรการลดเงินต้น 5% จำนวน 2.6 หมื่นราย คิดเป็นส่วนลดเงินต้นกว่า 67 ล้านบาท มีผู้ที่ใช้สิทธิมาตรการลดเบี้ยปรับ 100% จำนวน 7.5 หมื่นราย คิดเป็นส่วนลดเงินเพิ่มกว่า 1,324 ล้านบาท มีผู้ที่ใช้สิทธิมาตรการลดเบี้ยปรับ 80% จำนวน 4 แสนราย คิดเป็นส่วนลดเงินเพิ่มกว่า 16 ล้านบาท และมีผู้ที่ได้รับสิทธิลดอัตราเบี้ยปรับเหลือ 0.5% จำนวน 1.2 ล้านราย

3) ครม.เสนอร่างพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่…) พ.ศ. …. ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งรัฐบาลได้เสนอให้กองทุนฯมีอำนาจในการปลดภาระผู้ค้ำประกัน เมื่อผู้กู้ยืมได้ผ่อนชำระเงินต้นมาแล้วร้อยละ 25 ของเงินต้นที่ค้างชำระ รวมถึงเสนอการปรับลดเพดานอัตราดอกเบี้ยและดอกเบี้ยผิดนัดให้เหมาะสม

“นายกรัฐมนตรี มีความตั้งใจที่จะแก้ปัญหาหนี้กยศ. และสั่งการให้เป็นเรื่องเร่งด่วน มาตรการที่ได้ดำเนินการไปแล้วสามารถช่วยเหลือลูกหนี้และลดผลกระทบต่อผู้ค้ำประกันได้จริง ทั้งนี้ จากมาตรการลดหย่อนหนี้เพื่อจูงใจให้ลูกหนี้ชำระหนี้นั้น มีจำนวนผู้ได้รับประโยชน์นับตั้งแต่ ม.ค. 64 รวม 2.34  ล้านราย และยังมีลูกหนี้ที่ไม่ต้องถูกดำเนินคดีจากการเข้าสู่กระบวนการไกล่หนี้อีกจำนวนมาก  ขณะที่การเสนอร่างกฎหมายกองทุนฯ เป้าหมายเพื่อปฏิรูปโครงสร้างสินเชื่อ จะช่วยเหลือผู้กู้ที่เดือดร้อน อีกทั้งยังเป็นกฎหมายที่สร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้กู้และผู้ค้ำประกันมากขึ้นด้วย จึงอยากขอให้สภาฯผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้ในเร็ววัน ขอใช้โอกาสนี้ชี้แจงให้ประชาชนทราบข้อมูลจริง ถึงมาตรการต่างๆที่รัฐบาลออกมาช่วยเหลือ เพื่อผู้กู้จะได้คลายกังวลและหาทางออกจากปัญหาหนี้ร่วมกับ กยศ. ทั้งนี้ ผู้กู้ยืมเงินสามารถตรวจสอบสถานะและยอดชำระได้ที่แอปพลิเคชัน กยศ. Connect หรือสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.studentloan.or.th หรือสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการต่างๆได้ที่  02016 4888” น.ส.รัชดา กล่าว

รมว.แรงงาน เปิดหอบูรพาจารย์ ร่วมเททองหล่อพระวัดจีนประชาสโมสร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/670072

รมว.แรงงาน เปิดหอบูรพาจารย์ ร่วมเททองหล่อพระวัดจีนประชาสโมสร

วันเสาร์ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 17.46 น.

วันที่ 30 ก.ค.65 ที่ วัดจีนประชาสโมสร อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา พระอธิการวิทย์ชัย เย็นจุง เจ้าอาวาสวัดจีนประชาสโมสร ได้ประกอบพิธีบวงสรวงในโอกาสครบรอบ 116 ปีวิหารบูรพาจารย์ วัดจีนประชาสโมสร หรือวัดเล่งฮกยี่ โดยมีนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายอภินันท์ จันทรังษี อดีตอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ และผู้มีจิตศรัทธา ร่วมประกอบพิธี พระสงฆ์ 116 รูปร่วมสมโภชและเปิดป้ายหอบูรพาจารย์ (พระสำเร็จ) ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานอดีตเจ้าอาวาส และป้ายของผู้มีอุปาระคุณ จากนั้นจึงได้ร่วมเททองหล่อพระพุทธมิ่งมงคลเสริมทรัพย์เสริมบารมี พระกษิติครรภโพธิสัตว์ (อ่านว่า พฺระ-กะ-สิ-ติ-คัน-โพ-ทิ-สัด)

สำหรับวัดจีนประชาสโมสร สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2449 ตามเจตนารมณ์ของบูรพาจารย์จีน “พระอาจารย์จีนวังสสมาธิวัตร (สกเห็ง)” ปฐมเจ้าอาวาสแห่งวัดมังกรกมลาวาส หรือวัดเล่งเน่ยยี่ ปฐมบูรพาจารย์แห่งนิกายมหายานในประเทศไทย มีความประสงค์ที่จะสร้างวัดคู่บ้านคู่เมือง ให้แก่ชาวไทยเชื้อสายจีน จึงคิดสร้างวัดขึ้น 3 วัดโดยทั้ง 3 วัดนี้ ตั้งอยู่ในตำแหน่งตามหลักฮวงจุ้ยของจีน ได้แก่ 1. วัดมังกรกมลาวาส (เล่งเน่ยยี่) ตั้งอยู่ที่ กรุงเทพฯ เป็นดินแดนแห่งการค้าขาย เปรียบเป็นส่วนหัวของมังกร 2. วัดมังกรบุปผาราม (เล่งฮั่วยี่) จังหวัดจันทบุรี เป็นดินแดนแห่งความมั่งคั่ง เมืองแห่งอัญมณี เปรียบได้กับส่วนหางของมังกร 3.วัดจีนประชาสโมสร (เล่งฮกยี่) จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นดินแดนที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีแม่น้ำบางปะกงที่คดเคี้ยว เปรียบได้กับส่วนท้องของมังกร คนไทยเชื้อสายจีนจึงมีความเชื่อว่า ผู้ใดที่ได้มากราบสักการะ จะนำความสิริมงคลมาให้ชีวิตและครอบครัว และปีนี้ยังเป็นปีที่วัดจีนประชาสโมสร ครบ 116 ปี อีกด้วย

วช.หนุนงานวิจัยพัฒนาการเพาะเลี้ยงผึ้งชันโรง ยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์วิสาหกิจชุมชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/669997

วช.หนุนงานวิจัยพัฒนาการเพาะเลี้ยงผึ้งชันโรง ยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์วิสาหกิจชุมชน

วันเสาร์ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 10.16 น.

วช.หนุนงานวิจัยพัฒนาการเพาะเลี้ยงผึ้งชันโรงยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์วิสาหกิจชุมชน พร้อมให้เยี่ยมชมในมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2565

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ( วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  ร่วมกับทีมงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาเขตระยอง และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พัฒนาอาหารเสริมสำหรับการเลี้ยงผึ้งชันโรงโดยใช้จุลินทรีย์ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตน้ำผึ้งชันโรง หวังยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์จากชาวชุมชน ให้เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคและเพียงพอต่อความต้องการของตลาด เนื่องจากน้ำผึ้งชันโรงสรรพคุณมีประโยชน์ต่อร่ายกาย มีการนำไปพัฒนาเป็นอาหารเสริม ซึ่งเป็นหนึ่งในนวัตกรรมงานวิจัยที่นำไปโชว์ในมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2565

ดร.วิภารัตน์   ดีอ่อง  ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่าเพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ชุมชนอย่างน้ำผึ้งชันโรง ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนอย่างยั่งยืน เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจของชาวบ้านในท้องถิ่น ทาง วช. จึงได้ให้การสนับสนุนทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาเขตระยอง ในการวิจัยคิดค้นพัฒนาสูตรอาหารเสริมตามความจำเพาะของผึ้งชันโรงในแต่ละสายพันธุ์เพื่อยกระดับคุณภาพของน้ำผึ้งให้ได้มาตรฐาน อัตราการรอดชีวิตสูง เพิ่มการสร้างตัวอ่อนและให้ปริมาณน้ำผึ้งชันโรงมากขึ้น

ดร.จักราวุธ  ไม้ทิพย์ ทีมงานผู้วิจัยเปิดเผยว่ากระบวนการกรรมวิธีพัฒนาการเพาะเลี้ยงผึ้งชันโรง ได้ทำการคัดแยกและจำแนกยีสต์จากถ้วยเกสรของผึ้งชันโรง Tetragonula laeviceps พบยีสต์สกุล Starmerella sp.CMU-Y15 ที่ผลิตสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของผึ้งชันโรง จึงผสมยีสต์นี้ร่วมกับอาหารเสริมผึ้งชันโรง เมื่อนำไปทดสอบในพื้นที่แปลงเกษตร พบว่าการเพาะเลี้ยงชันโรงด้วยอาหารเสริมจะช่วยให้ชันโรงมีการสร้างถ้วยน้ำหวานรวมถึงตัวอ่อนภายในรังมีปริมาณเพิ่มขึ้น และให้น้ำผึ้งเพิ่มขึ้นมากที่สุด 18.50 กรัม / รัง ( 2 เท่า ) เมื่อเปรียบเทียบกับการเลี้ยงแบบปกติ เมื่อวิเคราะห์หาองค์ประกอบทางเคมีของสารระเหยในน้ำผึ้ง พบสาร Shuanghuaol และ Hotrienol ซึ่งออกฤทธิ์ทางชีวภาพสามารถต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดความเครียดได้ สำหรับอาหารเสริมชันโรงเป็นการพัฒนาอาหารเสริมที่มีจุลินทรีย์โพรไบโอติก ที่อยู่ในรูปแบบกึ่งสำเร็จรูป เกษตรกรสามารถนำไปใช้ได้ง่าย ราคาถูก  ชันโรงมีน้ำหนักตัว อัตราการรอดชีวิต อัตราการกินอาหารเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ปริมาณน้ำผึ้งชันโรงที่ผลิตได้เพิ่มขึ้น นับเป็นการเลี้ยงชันโรงแนวใหม่ ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้น ตอบสนองความต้องการของตลาดและผู้บริโภค

จากองค์ความรู้และความสำเร็จนี้ได้นำไปสู่การผนึกกำลังของพี่เลี้ยง ( Big Brothers ) ในการสนับสนุนการเพาะเลี้ยงชันโรงให้ขยายตัวมากขึ้นในหลายวิสาหกิจโดยเริ่มที่จังหวัดระยอง สมุทรปราการ และลำปาง มีการจัดงานประกาศเจตนารมณ์ “ Big Brothers…. นำชุมชนสู่วิสาหกิจเพื่อสังคม…น้ำผึ้งชันโรง “ ซึ่งเป็นการผนึกกำลังของภาคเอกชนเพื่อช่วยเหลือวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ในการพัฒนาการเพาะลี้ยงชันโรงและผลิตภัณฑ์น้ำผึ้งชันโรงอย่างครบห่วงโซ่คุณค่าผลิตภัณฑ์ โดยมีวิสาหกิจชุมชนกลุ่มส่งเสริมอาชีพผู้เลี้ยงชันโรงบ้านทับมาเป็นต้นแบบแหล่งเรียนรู้ และจะพัฒนาต่อยอดการเพาะเลี้ยงและสูตรอาหารเพื่อให้ชันโรงในภาคตะวันออก โดยเฉพาะจังหวัดระยองและภาคกลางจังหวัดสมุทรปราการ ให้มีผลผลิตต่อเนื่องทั้งปี พร้อมเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับวิสาหกิจชุมชนอื่น ๆ  ด้วย สำหรับใครที่สนใจสามารถเข้าร่วมชมได้ที่   มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2565 ( Thailand Research Expo 2022 ) ระหว่างวันที่ 1-5 สิงหาคม 2565 ณ ชั้น 22 และ 23 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ

ข่มขวัญชัชชาติ! ‘สุวัจน์’งัดของดีติดตัวเด็กโคราช ก่อนมุ่งเข้ากรุงดวลวงดุริยางค์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/669968

ข่มขวัญชัชชาติ! 'สุวัจน์'งัดของดีติดตัวเด็กโคราช ก่อนมุ่งเข้ากรุงดวลวงดุริยางค์

วันศุกร์ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 21.31 น.

ดุริยางค์ซ้อมใหญ่กลางลานย่าโม สร้างขวัญกำลังใจอย่างคึกคัก บรรเลงเพลงได้กระหึ่มข่มขวัญ “ผู้ว่า…ชัชชาติ” – “สุวัจน์” แจกวัตถุมงคลหลวงพ่อคูณฯรุ่นรักชาติ ครบ 80 ปีหลวงพ่อ พร้อมนำเหรียญรุ่นนี้ใส่ซองขาวฝากผ่านอาจารย์ไปให้ ”ผู้ว่าฯชัชชาติ” ด้วย

29 ก.ค.65 ที่ลานโอเปล่า ลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี อ.เมือง จ.นครราชสีมา นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฎนครราชสีมา พร้อมด้วย นายเทวัญ ลิปตพัลลภ อดีต รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี , นายประเสริฐ บุญชัยสุข นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา , นายววัชรพล โตมรศักดิ์ ส.ส.นครราชสีมา และ นพ.วรรณณัตน์ ชาญนุกูล ที่ปรึกษานายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา ร่วมกันชมการโชว์การซ้อมแสดงวงดุริยางด์แบบวงซ้อมใหญ่ครั้งสุดท้ายก่อนเดินทางไปยังกรุงเทพมหานคร

โดยมีครู อาจารย์ บรรดาผู้ปกครอง ศิษย์เก่าโรงเรียนสุรนารีสิทยา ศิษย์เก่าโรงเรียนราชสีมาวิทยาลัยมานั่งชมและกำลังใจ พี่น้องประชาชนที่รักในดนตรี ร่วมนั่งชมการฝึกซ้อมใหญ่การบรรเลงเพลงของนักเรียนวงดุริยางค์โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย จนเต็มล้นลานอนุสาวรีย์ฯ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่นักเรียน อาจารย์ผู้ฝึกสอน

ทั้งนี้ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ได้มอบเงินสนับสนุนให้กับโรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย จำนวน 50,000 บาท โดยได้มอบให้โรงเรียนสุรนารีวิทยาไปแล้วก่อนหน้านี้จำนวน 50,000 บาท แต่คราวนี้ยังได้มอบวัตถุมงคลเหรียญพระเทพวิทยาคม หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ รุ่นรักชาติ ฉลองอายุครบ 80 ปี ซึ่งเป็นเหรียญสี่เหลี่ยมทองแดง ให้กับนักเรียนวงดุริยางด์ ครู อาจารย์ ครูผู้ฝึกสอน ครูพี่เลี้ยง และคณะทีมงานวงดุริยางค์ทุกคน ก่อนจะเดินทางไปแข่งขันการบรรเลงเพลงร่วมกับวงดุริยางค์โรงเรียนสุรนารีวิทยา และโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครอีก 2 วง ในวันอาทิตย์ที่ 31 กค 2565 นี้ ตามคำท้าเชิญของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่ากรุงเทพมหานคร

นอกนี้นี้ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ยังได้มอบเหรียญพระเทพวิทยาคม หลวงพ่อคูณ รุ่นรักชาติ ผ่านอาจารย์โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย ฝากไปมอบให้นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่ากรุงเทพมหานคร ด้วย บรรยากาศเป็นไปอย่างสนุกสนาน สร้างความคึกคัก ให้กับการซ้อมในครั้งนี้ก่อนจะแข่งจริงเป็นอย่างมากโดยขณะนี้วงดุริยางค์ทั้งโรงเรียนสุรนารีนารีวิทยา และโรงเรียนราชสีมาวิทยาลัยพร้อมเกินร้อย

009

ศูนย์จีโนมฯเผยอย่าเหมารวมฝีดาษลิง เป็น‘โรคชายรักชาย’ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการควบคุมโรค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/669910

ศูนย์จีโนมฯเผยอย่าเหมารวมฝีดาษลิง เป็น‘โรคชายรักชาย’ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการควบคุมโรค

วันศุกร์ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 17.32 น.

วันที่ 29 กรกฎาคม 2565 ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาล (รพ.) รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โพสต์เฟซบุ๊กให้ความรู้เพิ่มเติมและสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโรคฝีดาษวานร หรือ ฝีดาษลิง (Monkey pox) ว่า โรคฝีดาษลิง เป็นโรคติดต่อที่แพร่กระจายผ่านผิวหนังสู่ผิวหนัง จากสารคัดหลั่ง ของเหลว และวัสดุที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัส เช่น ผ้าปูที่นอน ผ้าเช็ดตัว เป็นต้น

ทั้งนี้ ไวรัสฝีดาษลิงนอกทวีปแอฟริกาขณะนี้มีการแพร่ระบาดคล้ายโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (sexually transmitted diseases: STD) แต่ไม่ใช่โรค STD เพราะพบการติดต่อในเด็กเล็กและสตรีด้วย นอกจากนี้โรคฝีดาษลิงไม่ใช่โรคของเกย์ (gay) หรือ ชายรักชาย (Men who have sex with men: MSM) เพราะในแอฟริกานั้น โรคฝีดาษลิงเป็นโรคประจำถิ่น ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่เป็นสตรีและเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี มีเกิดจากการสัมผัสกับสัตว์ ถูกสัตว์กัด ข่วน รับประทานเนื้อสัตว์ป่าปรุงไม่สุก

การเหมารวมว่า โรคฝีดาษลิงเป็นโรคของชายรักชาย อาจทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “บาดแผลทางสังคม” หรือ social stigma ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการควบคุมโรค และเป็นผลลบกับกลุ่มชายรักชาย หรือ แอลจีบีทีคิว พลัส (LGBTQ+) โดยรวม ดังตัวอย่างที่เห็นชัดเจน จากกรณีของโรคโควิด-19 คือ การกล่าวว่า ชาวจีนเป็นผู้แพร่เชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทำให้เกิดการเกลียดชังและทำร้ายคนเอเชียในสหรัฐอเมริกาและยุโรป เป็นต้น