‘เยาวชนสร้างสรรค์สื่อ สื่อสร้างสรรค์วัฒนธรรม’ ปลุกพลังคนรุ่นใหม่เล่าเรื่องของดีท้องถิ่นทั่วไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/668827

‘เยาวชนสร้างสรรค์สื่อ สื่อสร้างสรรค์วัฒนธรรม’  ปลุกพลังคนรุ่นใหม่เล่าเรื่องของดีท้องถิ่นทั่วไทย

วันจันทร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“การรักษาวัฒนธรรมคือการรักษาชาติ วันนี้ผมรู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่งที่สามารถนำเพลงบอกมาถึงกรุงเทพฯได้ เพราะเพลงบอกนี้ไม่ค่อยนิยมเลย เพราะว่าเป็นสิ่งที่หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นสิ่งที่น่าเบื่อ เป็นสิ่งที่ไม่น่าชมเป็นสิ่งที่เก่าแก่โบราณ แต่สิ่งเหล่านี้ล่ะครับที่อยู่กับคนใต้มาตลอดยาวนาน อยู่มาตั้งแต่บรรพบุรุษ บรรพชน คนรุ่นหลัง และสุดท้ายก็อยากจะขอฝากนะครับ เพลงบอก ขอให้ทุกคนตระหนักถึงคุณค่าและรักในวัฒนธรรมของภาคใต้ด้วยครับ”

หนุ่มน้อยนักเรียนชั้น ม.2 โรงเรียนหัวไทรบำรุงราษฎร์ อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราชกล่าวอย่างภาคภูมิใจบนเวทีประกาศผลการประกวดสื่อสร้างสรรค์ของเด็กและเยาวชนภายใต้หัวข้อ “เยาวชนสร้างสรรค์สื่อ สื่อสร้างสรรค์วัฒนธรรม” จัดโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ณ โรงแรม เอส 31 ถ.สุขุมวิท กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ นี้ โดยทีมจาก รร.หัวไทรบำรุงราษฎร์ กับผลงาน “เพลงบอกหัวไทร” เป็นหนึ่งใน 17 ทีมที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายระดับประเทศ และได้รับรางวัลชมเชย

ทีมจากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เจ้าของผลงาน “หล่นลงในดงใจ” เล่าเรื่อง “ชุมชนตะเคียนเตี้ย” อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ที่มี “มะพร้าว” เป็นวิถีชีวิต คว้ารางวัลชนะเลิศการประกวดสื่อสร้างสรรค์ของเด็กและเยาวชนภายใต้หัวข้อ “เยาวชนสร้างสรรค์สื่อ สื่อสร้างสรรค์วัฒนธรรม”

สำหรับการประกวดสื่อสร้างสรรค์ของเด็กและเยาวชนภายใต้หัวข้อ เยาวชนสร้างสรรค์สื่อ สื่อสร้างสรรค์วัฒนธรรม เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “สร้างสรรค์ไทย” มีกติกาคือ ให้เด็กและเยาวชนอายุไม่เกิน 25 ปี จากทั่วประเทศ ซึ่งสนใจเข้าร่วมประกวด ได้จัดทำคลิปวีดีโอโดยใช้โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน ความยาวไม่เกิน 5 นาที บวกกับเทคนิคผสมผสาน โดยเฉพาะการตัดต่อให้เกิดความสมบูรณ์ทั้งภาพ เสียงและเนื้อหา ชิงเงินรางวัลรวม 380,000 บาท พร้อมโล่เกียรติคุณจากกองทุนฯ เปิดรับผลงานตั้งแต่วันที่ 16 ก.พ.-31 พ.ค. 2565 ที่ผ่านมา

ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวว่าการประกวดครั้งนี้ เป็นการนำเรื่องราวมรดกทางวัฒนธรรม วิถีชีวิตของแต่ละท้องถิ่นมาผลิตเป็นสื่อโดยเยาวชนคนรุ่นใหม่ ซึ่งจาก 950 ผลงานที่ส่งเข้าประกวด มีการคัดเลือกผลงานในระดับจังหวัด โดย 3 ผลงานเด่นของแต่ละจังหวัด จะถูกส่งเข้ารับการคัดเลือกในระดับประเทศ จนเหลือ 17 ผลงานที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย นอกจากนี้ 1 ใน 17 ผลงานดังกล่าว ยังจะได้รับอีก 1 รางวัล คือ “รางวัลขวัญใจมหาชน (Popular Vote)” ด้วย

ตัวแทนจากทีม โรงเรียนหัวไทรบำรุงราษฎร์ อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช ขึ้นรับรางวัลชมเชย การประกวดสื่อสร้างสรรค์ของเด็กและเยาวชนภายใต้หัวข้อ “เยาวชนสร้างสรรค์สื่อ สื่อสร้างสรรค์วัฒนธรรม” ในผลงาน “เพลงบอกหัวไทร”

“การจัดประกวดครั้งนี้ กองทุนได้มีการจัดทำหลักสูตรออนไลน์เพื่อให้ผู้สมัครเข้าร่วมโครงการ ได้มีความเข้าใจในกระบวนการและวิธีการที่ถูกต้องในการผลิตสื่อหรือคลิปวีดีโอที่จะนำเสนอเข้าประกวด ทั้งหมดมี 5 หลักสูตรด้วยกัน แต่ละหลักสูตรจะมีความยาวประมาณ 15 นาที ผู้ที่ส่งผลงานเข้าประกวด สามารถที่จะศึกษา เรียนรู้ เตรียมตัวทำการบ้านก่อนการที่จะเริ่มส่งผลงาน และเมื่อเขาศึกษาหลักสูตรต่างๆ จบแล้ว ก็เริ่มต้นในการผลิตชิ้นงาน

เรายังได้ทำระบบในการรับสมัคร การคัดเลือก และการลงมติให้คะแนน ผ่านเครื่องมือที่เรียกว่า เว็บ แอปพลิเคชั่น (Web Application) ถือว่าเป็นการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยเข้ามาจัดการ เป็นระบบการประกวดที่เรียกว่าสอดคล้องกับยุคสมัย เน็กซ์ นอร์มอล (Next Normal) เดินตามแนวนโยบายในการที่จะสนับสนุนให้ประเทศไทยได้นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ ตามนโยบายขับเคลื่อนประเทศ” ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าว

ภาพจากผลงาน “หล่นลงในดงใจ” เล่าเรื่อง “ชุมชนตะเคียนเตี้ย” อ.บางละมุง จ.ชลบุรี

ในการประกาศผลรางวัลครั้งนี้ “รางวัลชนะเลิศ จำนวน 1 รางวัล” รางวัลละ 50,000 บาท พร้อมโล่รางวัล ได้แก่ ผลงานชื่อ “หล่นลงในดงใจ” จังหวัดชลบุรี, “รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จำนวน 2 รางวัล” รางวัลละ 40,000 บาท พร้อมโล่รางวัล ได้แก่ 1.ผลงานชื่อ “ต๋าแหลว” ที่ยึดเหนี่ยวของชาวแม่จริมที่ยังคงอยู่ จังหวัดน่าน 2.ผลงานชื่อ “สืบชะตา” จังหวัดเชียงใหม่, “รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จำนวน 4 รางวัล”รางวัลละ 30,000 บาท พร้อมโล่รางวัล ได้แก่ 1.ผลงานชื่อ “หอมเคย” จังหวัด นครศรีธรรมราช 2.ผลงานชื่อ “เสาเล้าเสารู้”จังหวัดขอนแก่น

3.ผลงานชื่อ “L. A. ที่บ้านเรา” จังหวัด ร้อยเอ็ด และ 4.ผลงานชื่อ “CD ไทใหญ่ถัวเน่าแผ่น” จังหวัดแม่ฮ่องสอน และ “รางวัลชมเชย จำนวน 10 รางวัล” รางวัลละ 10,000 บาท พร้อมโล่รางวัล ได้แก่ 1.ผลงานชื่อ “ต้นตํารับแห่งขนมไทย” จังหวัด พระนครศรีอยุธยา 2.ผลงานชื่อ “Miracle of Culture มหัศจรรย์แห่งวัฒนธรรม2 ศาสนา” จังหวัดสงขลา 3.ผลงานชื่อ“ห้อมฮ้อมฮัก” จังหวัดแพร่ 4.ผลงานชื่อ “101 เมืองที่ไม่ได้มีดีแค่ หอโหวด” จังหวัด ร้อยเอ็ด 5.ผลงานชื่อ “เพลงบอกหัวไทร” จังหวัดนครศรีธรรมราช

6.ผลงานชื่อ “ไหว้ครูหมอหนังฝังความรักวัฒนธรรม” จังหวัดพัทลุง 7.ผลงานชื่อ “1 Day Trip ลูกประคบบางกระเจ้ามีดีอะไร” จังหวัดสมุทรปราการ 8.ผลงานชื่อ “เสียงเรียกหาเมืองลับแล” จังหวัดอุตรดิตถ์ 9.ผลงานชื่อ “Ku Bua Culture” จังหวัดราชบุรี และ 10.ผลงานชื่อ “สืบสานInnovation” จังหวัดอุดรธานี ซึ่งผลงาน สืบสาน Innovation ยังได้รับรางวัลขวัญใจมหาชน (Popular Vote) จำนวน 1 รางวัลรางวัลละ 30,000 บาท พร้อมโล่รางวัล อีกรางวัลหนึ่งด้วย

ทีมจากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เจ้าของผลงาน หล่นลงในดงใจ ซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศในกาปรระกวดครั้งนี้เปิดเผยภายหลังพิธีกรประกาศผลรางวัล ว่า ผลงานที่ทำออกมานั้นได้รับแรงบันดาลใจจากบ้านเพื่อน ณ “ชุมชนตะเคียนเตี้ย” อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ซึ่งเป็น “ชุมชนมะพร้าว” เพราะมะพร้าว 1 ลูกที่หล่นมา ได้กลายเป็นต้นกำเนิดวัฒนธรรม ภูมิปัญญาและวิถีชีวิตที่เรียบง่าย โดยคาดหวังว่า ผู้ที่ได้รับชมผลงานจะหาโอกาสไปท่องเที่ยวเยี่ยมเยือน

“ต้องขอขอบคุณโอกาสดีๆ จากโครงการสร้างสรรค์ไทย ที่เป็นพื้นที่ให้กับพวกเราได้แสดงความสามารถและศักยภาพของเราเอง ตลอดเวลาของการทำผลงาน พวกเราพยายามดึงศักยภาพของคนในทีมออกมาสร้างสรรค์ผลงานให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นตัดต่อ แอนิเมชั่น ถ่ายภาพ หรือ Content(เนื้อหา) ต่างๆ เพื่อให้ผลงานหล่นลงในดวงใจ ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด” ตัวแทนทีมเจ้าของผลงาน หล่นลงในดงใจ กล่าว

อิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งให้เกียรติเป็นประธานในพิธีประกาศผลและมอบรางวัลชนะเลิศ กล่าวว่า โครงการสร้างสรรค์ไทย ซึ่งจัดประกวดสื่อสร้างสรรค์ของเด็กและเยาวชนภายใต้หัวข้อ เยาวชนสร้างสรรค์สื่อ สื่อสร้างสรรค์วัฒนธรรม เกิดขึ้นเพราะอยากให้เป็นโอกาสสำหรับน้องๆ ในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย ซึ่งผู้เข้าร่วมประกวดต้องอาศัยทักษะ ความคิดสร้างสรรค์ และการลงมือทำ

ทั้งนี้ ปัจจุบันโทรศัพท์มือถือยังมีเทคนิคในการถ่ายทำอยู่ในนั้นด้วย ทำให้ประหยัดไม่ต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการจัดหาอุปกรณ์ต่างๆ จึงเป็นที่มาของการกำหนดกติกาให้ทำคลิปวีดีโอจากโทรศัพท์มือถือ เพราะการเปิดกว้างอาจทำให้ต้องไปจัดหาอุปกรณ์ เป็นการเพิ่มภาระกับผู้เข้าร่วมประกวดและพ่อแม่ผู้ปกครอง ซึ่งการประกวดครั้งนี้ต้องขอบคุณ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ โดยเฉพาะผู้ทรงคุณวุฒิ ตลอดจนคณะกรรมการตัดสินตั้งแต่รอบคัดเลือกระดับจังหวัด จนมาถึงรอบสุดท้ายในระดับประเทศ

“ขอให้น้องๆ ทุกทีมได้มีความภาคภูมิใจในผลงานที่เราได้สร้างสรรค์ขึ้น ทางกระทรวงวัฒนธรรมก็จะเป็นหน่วยงานที่จะนำคลิปของน้องๆ ไปเผยแพร่ต่อ ซึ่งเรามีเครือข่ายเรื่องของการเฝ้าระวังเรื่องของสื่อสร้างสรรค์อยู่เป็นจำนวนมาก แล้วก็เรื่องของการลงไปในยูทูบ ประชาสัมพันธ์ไปในเว็บไซต์ของกระทรวง แล้วก็เครือข่าย ก็จะทำให้ยอดวิวของคลิปของน้องๆ ก็จะได้เพิ่มขึ้น” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ยังกล่าวอีกว่า การประกวดครั้งนี้ท้ายที่สุดได้แสดงให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์ และการย้อนกลับไปดูวัฒนธรรมในท้องถิ่นที่แต่ละคนได้เติบโตขึ้นมา บางคนไปเรียนหนังสือในต่างถิ่น แต่คลิปวีดีโอเหล่านี้ทำให้ได้กลับไปสำรวจบ้านเกิดของตนเองว่ามีอะไรดี และควรนำเสนออะไร ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญในยุทธศาสตร์การสร้างชาติ ที่เน้นการส่งเสริมทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะเยาวชนที่จะเติบโตเป็นอนาคตของชาติ และหวังให้มีการต่อยอดวัฒนธรรมในฐานะ “ซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power)” สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อไป

สำหรับผู้สนใจรับชมผลงานทั้ง 17 ชิ้นที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายระดับประเทศ ในการประกวดสื่อสร้างสรรค์ของเด็กและเยาวชนภายใต้หัวข้อ “เยาวชนสร้างสรรค์สื่อ สื่อสร้างสรรค์วัฒนธรรม” สามารถเข้าไปย้อนดูได้ที่เฟซบุ๊คแฟนเพจ “สร้างสรรค์ไทย” โดยทางเพจได้โพสต์คลิปวีดีโอของ 17 ผลงานดังกล่าว ไว้ ณ วันที่ 8 ก.ค. 2565!!!

นักวิชาการ‘เภสัชฯมหิดล’ แนะผลิตเครื่องสำอางสมุนไพรปลอดภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/668826

นักวิชาการ‘เภสัชฯมหิดล’  แนะผลิตเครื่องสำอางสมุนไพรปลอดภัย

วันจันทร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นับเป็นเรื่องน่ายินดีตั้งแต่ประเทศไทยมีนโยบาย BCG (Bio Economy – Circular Economy – Green Economy) ที่เปิดกว้างให้มีการพัฒนาพืชสมุนไพรเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจผู้บริโภคจึงได้มี “เครื่องสำอางสมุนไพรไทย” เป็นทางเลือกที่หลากหลาย และปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น ซึ่ง ศ.ดร.ภญ.วราภรณ์ จรรยาประเสริฐ อาจารย์ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ในประเทศไทยมีการใช้คำว่า “เวชสำอาง” เฉพาะในงานวิจัยเท่านั้น โดยตาม พ.ร.บ.เครื่องสำอาง จะครอบคลุมเฉพาะชนิดที่ใช้ทาภายนอกเพื่อให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวเท่านั้น

ปัจจุบัน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้จัดตั้ง “กองผลิตภัณฑ์สมุนไพร” เพื่อพิสูจน์ประสิทธิภาพในแง่ต่างๆ เพื่อขอรับการขึ้นทะเบียนรับรอง ซึ่งนอกจากจะเป็นการเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคแล้ว ยังเปิดโอกาสให้นักวิจัยไทยได้ค้นคว้าสมุนไพรไทย เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางสมุนไพรที่มีคุณภาพกันมากขึ้นอีกด้วยขณะเดียวกัน คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ก็พร้อมเป็นที่พึ่งแก่ประชาชน มอบองค์ความรู้เกี่ยวกับยาและพืชสมุนไพรที่เป็นประโยชน์นานัปการ ให้ติดตามกันได้อย่างต่อเนื่องที่ http://www.pharmacy.mahidol.ac.th

“การผลิตเครื่องสำอางสมุนไพรเพื่อความปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค ผู้ผลิตจะต้องคัดเลือกสมุนไพรที่มีสารสำคัญที่ดี มีประโยชน์ และไม่เสี่ยงต่อการแพ้ ภายใต้กระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน GMP (Good Manufacturing Practice) และการทดสอบการระคายเคือง ซึ่งนักวิจัยที่จะสามารถพัฒนางานวิจัยจนบรรลุสู่เป้าหมายหรือประสบผลสำเร็จได้ จะต้องคอย Update ติดตามข่าวสารเทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่เสมอเพื่อการเรียนรู้ และนำเทคนิคใหม่ๆ มาใช้ในงานวิจัย” ศ.ดร.ภญ.วราภรณ์ กล่าว

กอ.รมน.-วช. ร่วมกับ มมส. เร่งส่งมอบนวัตกรรมสู้ภัยแล้งที่อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/668884

กอ.รมน.-วช. ร่วมกับ มมส. เร่งส่งมอบนวัตกรรมสู้ภัยแล้งที่อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์

วันอาทิตย์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 18.27 น.

กอ.รมน. –  วช. ร่วมกับ มมส. เดินหน้าถ่ายทอดองค์ความรู้จากผลงานวิจัยและนวัตกรรม พร้อมเร่งส่งมอบนวัตกรรมสู้ภัยแล้งที่อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์

วันที่ 24 กรกฎาคม 2565 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ร่วมกับ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส.) จัดพิธีส่งมอบนวัตกรรมและตรวจเยี่ยมการดำเนินโครงการ “การบริหารจัดการภัยแล้งพื้นที่เกษตรกรรมจังหวัดบุรีรัมย์ด้วยวิจัยและนวัตกรรมอย่างยั่งยืน” เพื่อนำองค์ความรู้จากการวิจัยและนวัตกรรมมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตร โดยมี พลโท อุดม โกษากุล ผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 1 กอ.รมน. และ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีส่งมอบฯ  และพันเอก โอภาส จันทร์อุดม รองผู้อำนวยการ กอ.รมน. จังหวัดบุรีรัมย์ ผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวต้อนรับ พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.อนงค์ฤทธิ์ แข็งแรง รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน วิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม หัวหน้าโครงการฯ กล่าวรายงาน ซึ่งในพิธีได้รับเกียรติจาก ผู้ทรงคุณวุฒิวช. หัวหน้าหน่วยงานราชการในท้องถิ่น ผู้นำชุมชน เกษตรกร และสื่อมวลชน เข้าร่วมงานณ ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงทุ่งเมืองทอง ตำบลชุมแสง อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์

พลโท อุดม โกษากุล ผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 1 กอ.รมน. กล่าวว่า กอ.รมน. ได้ร่วมมือกับ วช. ในการสนับสนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อการบริหารจัดการภัยแล้งให้กับพื้นที่เป้าหมายจังหวัดบุรีรัมย์ โดยศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 1 กอ.รมน. ได้คัดเลือกพื้นที่บ้านตามา บ้านสุขวัฒนา และ บ้านสุขสำราญ ตำบลชุมแสง อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นโครงการวิจัยของ ศาสตราจารย์ ดร.อนงค์ฤทธิ์ แข็งแรง รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน วิจัยและนวัตกรรม เป็นหัวหน้าโครงการฯ ได้ร่วมกับคณะนักวิจัยจาก 3 มหาวิทยาลัย ได้แก่ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ ที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน เพื่อดำเนินโครงการการบริหารจัดการภัยแล้งพื้นที่เกษตรกรรมในจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 1 กอ.รมน. ได้ติดตามการดำเนินงานมาโดยตลอด และด้วยความตั้งใจของหัวหน้าโครงการฯ ตลอดจนการสนับสนุนของส่วนราชการต่าง ๆ ในจังหวัดบุรีรัมย์ โดยกลไกบูรณาการเชิงพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานพัฒนา หน่วยงานภาคปฏิบัติในพื้นที่ และหน่วยงานที่ร่วมสนับสนุนผลผลิตการวิจัย เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ภายใต้กระทรวง อว. เล็งเห็นถึงความร่วมมือระหว่างภาคการวิจัยและภาคความมั่นคง ในการเชื่อมต่องานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการแก้ไขปัญหาให้ภาคประชาชน ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง วช. และ กอ.รมน. ในการใช้ประโยชน์องค์ความรู้จากผลงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่ ตามแนวคิด “ชุมชนเข้มแข็ง ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” ซึ่งจะเป็นการส่งมอบผลงานวิจัยและนวัตกรรมในโครงการเรื่อง “การบริหารจัดการภัยแล้งพื้นที่เกษตรกรรมจังหวัดบุรีรัมย์ด้วยวิจัยและนวัตกรรมอย่างยั่งยืน” โดย วช. ได้ให้การสนับสนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรมเพื่อการบริหารจัดการภัยแล้งพื้นที่เกษตรกรรม ผ่าน 4 กิจกรรมหลัก 12 นวัตกรรม ที่พัฒนาโดยทีมคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ร่วมกับ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ เพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต การยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ตำบลชุมแสง อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ให้สูงขึ้น และที่สำคัญยิ่งคือ ความร่วมมือร่วมใจของพี่น้องชาวตำบลชุมแสงและพื้นที่ข้างเคียง ตลอดจน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน ปราชญ์ชุมชน ที่ร่วมมือกันจนสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

ศาสตราจารย์ ดร.อนงค์ฤทธิ์ แข็งแรง รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน วิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม หัวหน้าโครงการฯ กล่าวว่า กอ.รมน. และ วช. ได้คัดเลือกพื้นที่ในจังหวัดบุรีรัมย์เป็นพื้นที่เป้าหมายในการทำโครงการการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อชุมชนสังคม ภายใต้แผนงานทุนท้าทายไทยด้านภัยแล้ง กลุ่มเรื่องภัยแล้ง ประจำปี 2564 โดยมอบหมายให้ คณะผู้ดำเนินโครงการจาก มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์ และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ ดำเนินโครงการในพื้นที่ 3 หมู่บ้านในเขตตำบลชุมแสง อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ ได้แก่ บ้านตามา บ้านสุขสำราญ บ้านสุขวัฒนา ซึ่งเป็นพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งทุกปี ทำให้เป็นอุปสรรคในการทำเกษตรกรรมของเกษตรกร จากปัญหาภัยแล้งดังกล่าว ทำให้เกษตรกรในพื้นที่มีความต้องการนวัตกรรมที่เหมาะสมเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนารูปแบบการทำเกษตรให้ตรงกับบริบทของชุมชนให้เกิดประโยชน์ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงได้ ทั้งด้านการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร การจัดการผลผลิตทางการเกษตร การทำการเกษตรนอกฤดูกาลเพาะปลูก และการต่อยอดการใช้พื้นที่สาธารณประโยชน์ร่วมกันให้เกิดประโยชน์สูงสุด กิจกรรมในวันนี้ ภาคประชาชนในพื้นที่จะได้นำผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่ส่งมอบให้ไปใช้ในการประกอบอาชีพของกลุ่ม รวมถึงช่วยเผยแพร่องค์ความรู้ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ให้เป็นที่รู้จักและได้มาใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมจากการวิจัยร่วมกันต่อไป

สำหรับพิธีส่มอบนวัตกรรมในครั้งนี้ มีสมาชิกหมู่บ้านและเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ ในพื้นที่ตำบลชุมแสงเข้าร่วมงานกว่า 200 คน โดยผลงานนวัตกรรมที่ กอ.รมน. ร่วมกับ วช. และ มมส. นำมาส่งมอบประกอบด้วย 4 กิจกรรม  12  นวัตกรรม ได้แก่ กิจกรรมที่ 1 : กิจกรรมการพัฒนานวัตกรรมบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร ประกอบด้วย  ระบบการจัดสรรน้ำตามศักยภาพน้ำต้นทุน จำนวน 1 ชุดข้อมูล, ชุดข้อมูลการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร จำนวน 1 ชุดข้อมูล, ชุดระบบสูบน้ำด้วยพลังงานเเสงอาทิตย์เเบบเคลื่อนย้ายได้เพื่อการเกษตร จำนวน 3 ชุด, ชุดนวัตกรรมสูบน้ำและกระจายน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ จำนวน 3 ชุด และชุดนวัตกรรมหน่วยเก็บกักน้ำย่อยและกระจายน้ำและสูบและจ่ายน้ำพลังงานแสงอาทิตย์แบบเคลื่อนที่ จำนวน 3 ชุด กิจกรรมที่ 2 : การพัฒนานวัตกรรมในการยกระดับการผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพสูง ประกอบด้วย ชุดระบบอบแห้งด้วยรังสีอินฟราเรดเเบบถังหมุนชนิดเคลื่อนย้ายได้ระบบไฮบริด จำนวน 1 ชุด และชุดนวัตกรรมแปรรูปเพื่อเพิ่มคุณภาพข้าวเปลือกและเมล็ดพันธุ์ 1 ชุด กิจกรรมที่ 3 : การพัฒนานวัตกรรมเกษตรแบบผสมผสานเพื่อแก้ปัญหาความยากจนด้วยระบบสมาร์ทฟาร์ม ประกอบด้วย นวัตกรรมเกษตรแบบผสมผสาน จำนวน 1 ชุด และกิจกรรมที่ 4 : การส่งเสริมนวัตกรรมชุมชนพึ่งตนเองและใช้ประโยชน์จากป่าชุมชน ประกอบด้วย ชุดระบบผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ชุมชนพึ่งตนเอง จำนวน 1 ชุด, ชุดเตาเผาชีวมวล จำนวน 1 ชุด, ชุดเครื่องผลิตน้ำส้มควันไม้ จำนวน 1 ชุด และชุดผลิตปุ๋ยจากผลิตภัณฑ์เหลือทิ้งจากป่าชุมชน จำนวน 1 ชุด โดยมี พันเอก โอภาส จันทร์อุดม รองผู้อำนวยการ กอ.รมน. จังหวัดบุรีรัมย์ ผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นผู้รับมอบนวัตกรรมฯ และได้ส่งมอบนวัตกรรมดังกล่าวต่อให้แก่ตัวแทนของพื้นที่ 3 หมู่บ้านของตำบลชุมแสง ได้แก่ บ้านตามา บ้านสุขวัฒนา และบ้านสุขสำราญ เพื่อให้พื้นที่ทั้ง 3 หมู่บ้านที่กล่าวมา นำองค์ความรู้และนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาภัยแล้ง ก่อให้เกิดเกิดการบริหารจัดการแหล่งน้ำเพื่อใช้ประโยชน์ทางการเกษตรให้ได้มากที่สุด ซึ่งทำการแก้ปัญหาจากต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรและประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้อย่างยั่งยืน

‘สมเด็จพระสังฆราช’เสด็จเป็นองค์ประธานสงฆ์ พิธีเททองหล่อพระเกศ’พระพุทธมุนีศรีประชานาถ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/668817

'สมเด็จพระสังฆราช'เสด็จเป็นองค์ประธานสงฆ์ พิธีเททองหล่อพระเกศ'พระพุทธมุนีศรีประชานาถ'

วันอาทิตย์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 15.27 น.

“สมเด็จพระสังฆราช”เสด็จเป็นองค์ประธานสงฆ์ พิธีเททองหล่อพระเกศ”พระพุทธมุนีศรีประชานาถ” พระพุทธรูปประจำกระทรวงมหาดไทย และวัตถุมงคลราชสีห์กระทรวงมหาดไทย เนื่องในโอกาสการสถาปนากระทรวงมหาดไทย ครบ 130 ปี

เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2565 ที่พระอุโบสถ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีเททองหล่อพระเกศ “พระพุทธมุนีศรีประชานาถ” เพื่อนำไปประดิษฐาน ณ ศูนย์ราชการกระทรวงมหาดไทยแห่งใหม่ และพิธีเททองหล่อวัตถุมงคลราชสีห์กระทรวงมหาดไทย เนื่องในโอกาสการสถาปนากระทรวงมหาดไทย ครบ 130 ปี โดยเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร โดยพระคณาจารย์ ประกอบด้วย พระมงคลวโรปการ (หลวงพ่อชำนาญ) วัดชินวราราม จ.ปทุมธานี พระครูยติธรรมานุยุต (หลวงพ่อแป๊ะ) วัดสว่างอารมณ์ จ.นครปฐม พระมงคลกิจโกศล (หลวงปู่ฤๅษีตาไฟ) วัดเทพหิรัญย์ จ.ชัยนาท พระครูโสภิตวิริยาภรณ์ (หลวงพ่ออิฏฐ์) วัดจุฬามณี จ.สมุทรสงคราม นั่งปรกอธิษฐานจิตร่วมในพิธี มี พระมหาเถระ พระเถระ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร พระครูสมุห์วัชระ ภทฺทธมฺโม ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆษิตาราม วรมหาวิหาร เมตตาร่วมพิธี โดยมี พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานฝ่ายฆราวาส นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย คณะผู้บริหารฝ่ายข้าราชการการเมือง นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นายชยาวุธ จันทร นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนิสิต จันทร์สมวงศ์ อธิบดีกรมที่ดิน นายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายพรพจน์  เพ็ญพาส อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายสมคิด จันทมฤก อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นางกุลทรัพย์ ชื่นโกสุม นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ นางกุสุมาล พงษ์สิทธิถาวร อุปนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย คุณธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ กรรมการที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุกในพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ ภาคีเครือข่ายของกระทรวงมหาดไทย และพุทธศาสนิกชน ร่วมในพิธี

โดยเมื่อเวลา 09.09 น.เป็นพิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยมี เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช เป็นประธานสงฆ์ พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานฝ่ายฆราวาส นำคณะผู้บริหารระดับสูงจุดธูปเทียนบูชาฤกษ์หน้าโต๊ะเครื่องบวงสรวง และจุดธูปปักที่เครื่องบวงสรวง พราหมณ์อ่านโองการบูชาฤกษ์อันเชิญเทวดา และประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์

จากนั้น ในเวลา 10.19 น.สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก เสด็จลงพระอุโบสถ ทรงเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ในพิธีเททองหล่อพระเกศพระพุทธมุนีศรีประชานาถ และวัตถุมงคลราชสีห์กระทรวงมหาดไทย เนื่องในโอกาสการสถาปนากระทรวงมหาดไทย ครบ 130 ปี โดยทรงเจิมอักขระแผ่นทอง เงิน นาก แล้วหย่อนแผ่นทอง เงิน นาก ลงในช้อน เทลงในแบบ แล้วจับด้านสายสิญจน์ประกอบพิธีเททอง และประพรมน้ำพระพุทธมนต์เป็นสิริมงคล ผู้ร่วมพิธีกรวดน้ำ รับพร เป็นอันเสร็จพิธี ประกอบพิธีเททอง ทั้งนี้ ในช่วงก่อนประกอบพิธี ท้องฟ้า สภาพอากาศมีความแปรปรวน มืดครึ้ม แต่เมื่อถึงฤกษ์มงคลพิธี เกิดสิ่งอัศจรรย์ที่เมฆหมอกที่มืดครึ้มกลับสลายกลายเป็นแสงแดดแผดจ้า อันเป็นยามมงคลที่เหล่าเทวดาฟ้าดินต่างมาอำนวยอวยชัยอนุโมทนาบุญ เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นด้วยความตั้งจิตตั้งใจประกอบคุณงามความดีด้วยบริสุทธิ์ให้แก่ประเทศชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน

และในเวลา 10.30 น.ปลัดกระทรวงมหาดไทย แถลงข่าวการจัดสร้างวัตถุมงคล เนื่องในโอกาสการสถาปนากระทรวงมหาดไทย ครบ 130 ปี โดยกล่าวว่า นับเป็นพระเมตตาอย่างสูงที่เจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เมตตาประทานมงคลนามพระพุทธรูปประจำกระทรวงมหาดไทยว่า “พระพุทธมุนีศรีประชานาถ” ซึ่งมีความหมายที่ย้ำเตือนใจให้ชาวมหาดไทยและพุทธศาสนิกชนได้น้อมบูชาสาธุการว่า “พระพุทธเจ้าทรงเป็นที่พึ่งอันนำมาซึ่งความเจริญของปวงประชา” โดยการสร้างพระพุทธรูปประจำกระทรวงมหาดไทยในครั้งนี้มีที่มา 3 ประการ อันได้แก่ 1) ในวาระอันเป็นมงคลที่กระทรวงมหาดไทยได้รับการสถาปนาครบ 130 ปี 2) นับตั้งแต่การสถาปนากระทรวงมหาดไทย เมื่อปี 2435 ยังไม่เคยมีการสร้างพระพุทธรูปประจำกระทรวงมหาดไทย และ 3) พระพุทธรูปประจำกระทรวงมหาดไทยที่จัดสร้างในครั้งนี้ มีขนาดหน้าตัก 32 นิ้วซึ่งเท่ากับอาการ 32 ประการของการเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ และจะอัญเชิญไปประดิษฐานเป็นมงคลแก่ศูนย์ราชการกระทรวงมหาดไทยแห่งใหม่ ถนนเจริญนคร เขตคลองสาน ซึ่งตั้งอยู่ข้างวัดเศวตฉัตรวรวิหาร ทั้งนี้เมื่อศูนย์ราชการกระทรวงมหาดไทยแห่งใหม่แล้วเสร็จ จะเป็นที่ตั้งของสำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย กรมการปกครอง กรมที่ดิน กรมการพัฒนาชุมชน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น โดยสำหรับที่ตั้งกระทรวงมหาดไทยในปัจจุบันนั้น จะมีการปรับอาคารที่เป็นอาคารสมัยใหม่ที่มีความสูงที่บดบังทัศนียภาพของโบราณสถานที่เป็นที่ตั้งศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย และวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร อันเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 7 เปลี่ยนเป็นพื้นที่สวนหย่อม สร้างความร่มรื่น และซึมซับความสวยงามทางสถาปัตยกรรมสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ให้กับพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ และยังเป็นการถวายพระเกียรติยศแด่พระบรมวงศานุวงศ์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ทุกพระองค์อีกด้วย โดยพิธีที่จัดขึ้นในวันนี้ นับเป็นมิ่งมงคลที่เจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จมาเป็นองค์ประธาน การเททองหล่อพระพุทธรูปประจำกระทรวง ในส่วนที่เป็นพระเกศ และทรงอธิษฐานจิตทองชนวน เงินชนวน สำหรับนำไปเป็นเชื้อมวลสารในการจัดทำเหรียญพระพุทธรูปประจำกระทรวงมหาดไทย และราชสีห์อันเป็นสัญลักษณ์ประจำกระทรวงมหาดไทย และได้รับเมตตาจากพระเกจิอาจารย์ร่วมนั่งปรกอธิษฐาน

“สำหรับพิธีพุทธาภิเษก จะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 9 กันยายน 2565 (วันที่ 9 เดือน 9) ณ บริเวณลาน กระทรวงมหาดไทย โดยได้รับเมตตาจากพระครูวิศิษฏ์พิทยาคม (วราห์ ปุญญวโร) เจ้าอาวาสวิดโพธิทอง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และพระคณาจารย์ นั่งปรกอธิษฐานจิตอีก 8 รูป อาทิ พระมงคลวโรปการ (หลวงพ่อชำนาญ) วัดชินวราราม จ.ปทุมธานี พระครูยติธรรมานุยุต (หลวงพ่อแป๊ะ) วัดสว่างอารมณ์ จ.นครปฐม พระมงคลกิจโกศล (หลวงปู่ฤๅษีตาไฟ) วัดเทพหิรัญย์ จ.ชัยนาท พระครูโสภิตวิริยาภรณ์ (หลวงพ่ออิฏฐ์) วัดจุฬามณี จ.สมุทรสงคราม” นายสุทธิพงษ์ กล่าวในช่วงต้น

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า และเนื่องในโอกาสอันเป็นมงคลที่ เจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก จะทรงเจริญพระชันษาครบ 8 รอบ 96 พรรษา ในปี 2566 ทรงประทานพระอนุญาตให้จัดสร้างสถานปฏิบัติธรรมสมเด็จพระสังฆราช (อมฺพรมหาเถร) ตั้งอยู่ ณ คลอง 9 ต.ลำลูกกา อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี บนพื้นที่ 172 ไร่ โดยได้รับบริจาคที่ดินจากคุณธัญรัศมิ์ นันธนวัฒน์ และครอบครัว เพื่อเป็น “รมณียสถาน” หรือสถานที่อันรื่นรมย์ เหมาะสมกับการปฏิบัติธรรม รองรับคณะสงฆ์ สามเณร และศรัทธาพุทธศาสนิกชน ที่มีความต้องการที่จะไปฝึกปฏิบัติธรรมตั้งแต่ขั้นต้นจนถึงขั้นสูงกับคณาจารย์และพระอาจารย์ที่จะเมตตาไปดูแลจัดการอบรม โดยได้มีการออกแบบพื้นที่เป็น 3 ส่วน ที่มุ่งเน้นการก่อเกิดประโยชน์ให้กับพุทธศาสนิกชนอย่างยั่งยืน ได้แก่ 1) เป็นสถานที่สำหรับผู้ปฏิบัติธรรม อันประกอบด้วย ศาลาปฏิบัติธรรม โรงทาน สถานพยาบาล และอาคารที่พักของพระสงฆ์ สามเณร และผู้ปฏิบัติธรรมลักษณะค้างคืน 2) ปรับพื้นที่ในการสนองแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “สืบสาน รักษา และต่อยอด” แนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ด้วยการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่โคก หนอง นา โดยดำริเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ และ 3) พื้นที่ต้นแบบ “เกษตรสมัยใหม่ที่ยั่งยืน” โดยเครือเจริญโภคภัณฑ์

“ในโอกาสที่กระทรวงมหาดไทยได้รับการสถาปนาครบ 130 ปี จึงได้ร่วมเป็นเจ้าภาพการก่อสร้างอาคารศูนย์ปฏิบัติธรรมฯ 4 ชั้น เพื่อใช้เป็นที่พักของพระภิกษุ สามเณร สามารถรองรับพระภิกษุสามเณร จำนวน 100 รูป โดยประมาณการค่าวัสดุ ค่าก่อสร้าง ไว้ที่ 50 ล้านบาท ซึ่งพี่น้องศรัทธาสาธุชน สามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งได้ ด้วยการเช่าบูชาพระพุทธรูปประจำกระทรวงจำลอง และวัตถุมงคลราชสีห์ จำนวน 6 รายการ เป็นจำนวน 52,340 องค์ ได้แก่ 1) ราชสีห์ทองคำ จัดสร้าง 260 องค์ สำหรับผู้บริจาคเงิน 90,000 บาท 2) ราชสีห์เงิน จัดสร้าง 2,565 องค์ สำหรับผู้บริจาคเงิน 5,000 บาท 3) ราชสีห์รมดำ จัดสร้าง 25,650 องค์ สำหรับผู้บริจาคเงิน 500 บาท 4) ราชสีห์ใหญ่โลหะพิเศษ ขนาด 4 นิ้ว จัดสร้าง 2,565 องค์ สำหรับผู้บริจาคเงิน 10,000 บาท 5) พระพุทธมุนีศรีประชานาถ พระพุทธรูปประจำกระทรวงมหาดไทยจำลอง ขนาดหน้าตัก 9 นิ้ว จัดสร้าง 1,300 องค์ สำหรับผู้บริจาคเงิน 13,000 บาท และ 6) เหรียญพระพุทธมุนีศรีประชานาถ และราชสีห์ 130 ปี กระทรวงมหาดไทย ขนาดเหรียญ 2.4 เซนติเมตร จัดสร้าง 20,000 เหรียญ สำหรับผู้บริจาคเงิน 130 บาท  ทั้งนี้ สำหรับผู้สนใจวัตถุมงคล “ราชสีห์ทองคำ” สามารถร่วมบริจาคได้ที่ Line Official “ราชสีห์ 130 ปี มท.” ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หรือติดต่อสำนักงานที่ดินจังหวัด สำนักงานที่ดินจังหวัดสาขาทั่วประเทศ และสำหรับวัตถุมงคลรายการอื่น ๆ ร่วมบริจาคผ่านไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น ที่ ww.jubjaai.com ตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2565 เป็นต้นไป และจะจัดส่งวัตถุมงคลได้ในช่วงประมาณเดือนกันยายน 2565 ผ่านทางไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น แบบด่วนพิเศษ (EMS) เพื่อให้ผู้สั่งจองสามารถทราบข้อมูลในการสั่งจองและสามารถติดตามสถานการณ์จัดส่งสินค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง อำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่สั่งจอง โดยที่ไม่ต้องเดินทางมารับด้วยตนเอง และมีการประกันภัยกรณีวัตถุมงคลสูญหาย หรือเสียหายอันเกิดจากการจัดส่ง” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวเน้นย้ำ

นายสุทธิพงษ์ กล่าวด้วยว่า กระทรวงมหาดไทย ขอเชิญชวนท่านผู้มีศรัทธาและสาธุชนทุกท่าน ร่วมอนุโมทนาบริจาคเงินบูชาวัตถุมงคลในวาระ 130 ปี การสถาปนากระทรวงมหาดไทยในครั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขอขอบคุณ ท่านนิสิต จันทร์สมวงศ์ อธิบดีกรมที่ดิน และท่านณรงค์ สืบตระกูล ที่ปรึกษาด้านประสิทธิภาพ กรมที่ดิน รวมถึงคณะทำงานจัดสร้างทุกท่าน ที่ได้เป็นกำลังสำคัญในการริเริ่มมงคลกุศลอันเป็นการเสริมสร้างพลังแห่งกตเวทิตาคุณของชาวมหาดไทยและพุทธศาสนิกชน ในการเสริมสร้างความมั่นคงให้กับสถาบันหลักของชาติ อันได้แก่ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และความผาสุกของพี่น้องประชาชน ให้เกิดความสถาวร อันเป็นปณิธานที่มุ่งมั่นของคนมหาดไทย สืบมาตลอดระยะเวลา 130 ปี “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” และมุ่งมั่นสร้างสรรค์กิจกรรมอันเป็นคุณประโยชน์ตลอดไป

– 006

น้อมถวายอาลัยยิ่ง! เพจดังเปิดข้อมูล สิ้นเจ้านายองค์สุดท้ายในสายวังหน้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/668734

น้อมถวายอาลัยยิ่ง! เพจดังเปิดข้อมูล สิ้นเจ้านายองค์สุดท้ายในสายวังหน้า

วันเสาร์ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 18.58 น.

วันที่ 23 กรกฎาคม 2565 เพจเฟซบุ๊ก โบราณนานมา โพสต์ข้อความว่า สิ้นเจ้านายองค์สุดท้ายในสายวังหน้า ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๕ “หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี” สิ้นชีพิตักษัย สิริชันษา ๑๐๐ ปี นับเป็นพระราชวงศ์องค์สุดท้ายในสายกรมพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า)

เมื่อพูดถึง “วังหน้า” ความทรงจำเรื่องวังหน้าก็แทบจะเลือนหายไปจากการรับรู้และความทรงจำของคนไทยไปแล้ว ในอดีตประเทศเราเคยมี “วังหน้า-วังหลวง-วังหลัง” คำว่า “วังหน้า” ” จริง ๆ ตีความได้หลายอย่าง วังหน้าคือวังที่ตั้งอยู่หน้าวังก็ได้ วังหน้าคือทัพที่ต้องไปอยู่ข้างหน้าเวลามีสงครามก็ได้ ในสมัยโบราณไม่ได้เรียกว่าวังหน้า จะเรียก อุปราชบ้าง พระมหาอุปราชบ้าง เหมือนเป็นผู้ที่รอขึ้นสืบทอดเป็นพระมหากษัตริย์โดยนัย (ไม่ชัดเจน)

เป็นตำแหน่งเตรียมพร้อมเพื่อขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ แต่จริงๆ แล้วในสมัยนั้นเขาอาจจะไม่ได้คิดในเชิงรัชทายาทสืบทอดอำนาจ เขาอาจจะคิดแค่ว่าเป็นตำแหน่งผู้ช่วย มือขวา ควบคุมกำลังให้ไปรบทัพจับศึก ผู้ที่ครองตำแหน่งก็อาจจะไม่ใช่ลูก อาจจะเป็นพี่ เป็นน้อง เป็นลุง เป็นอา คือเป็นผู้ที่ได้รับความไว้วางใจใกล้ชิดจากพระมหากษัตริย์ ตำแหน่งนี้ก็มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เรื่องมาธนบุรี จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์

“วังหน้า” พระองค์แรกในสมัยรัตนโกสินทร์ คือ “สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท” เป็นพระอนุชาธิราชร่วมพระชนกชนนีในรัชกาลที่ ๑ แต่พระองค์สวรรคตก่อนรัชกาลที่ ๑ มีเรื่องเล่าลือให้ถึงพระเนตรพระกรรณ รัชกาลที่ ๑ ว่า กรมพระราชวังบวรฯ ได้ออกพระโอษฐ์ตรัสสาปแช่งขณะประชวรและเสด็จทอดพระเนตรรอบ ๆ วังว่า “…ของเหล่านี้ กูอุตส่าห์ทำด้วยความคิดและเรี่ยวแรงเป็นหนักหนา หวังจะอยู่ชมนาน ๆ ก็ไม่ได้ชม ของใหญ่ของโตของกูดี ๆ ของกูสร้าง ใครไม่ได้ช่วยเข้าทุนอุดหนุน กูสร้างขึ้นด้วยกำลังข้าเจ้าบ่าวนายของกูเอง นานไปใครไม่ใช่ลูกกู เข้ามาเป็นเจ้าของครอบครองขอผีสางเทวดาจงบันดาลอย่าให้มีความสุข…“

เมื่อสมเด็จพระราชวังบวรฯ สวรรคต จากนั้นรัชกาลที่ ๑ จึงสถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร พระราชโอรส ขึ้นเป็น “กรมพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า)” พระองค์ใหม่ ตามธรรมเนียมแล้วเมื่อเป็นวังหน้า พระองค์ ต้องไปประทับ ณ พระราชวังบวรสถานมงคล (พระบวรราชวัง) แต่รัชกาลที่ ๑ ไม่ทรงเห็นด้วยเพราะทรงรำลึกถึงคำตรัสสาปแช่ง จึงมีพระราชดำรัสว่า “…ไปอยู่บ้านช่องของเขาทำไม เขารักแต่ลูกเต้าของเขา ๆ แช่งเขาชักไว้เป็นหนักเป็นหนา…“ จึงโปรดให้กรมพระราชวังบวรฯ ใหม่ ประทับอยู่ที่พระราชวังเดิม จนเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติขึ้นเป็นรัชกาลที่ ๒ และพระองค์เป็นวังหน้าพระองค์เดียวในสมัยรัตนโกสินทร์ทีไ่ด้ขึ้นครองราชสมบัติเป็น “พระมหากษัตริย์”

ในสมัยรัชกาลที่ ๒ โปรดเกล้าฯ สถาปนา สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงเสนานุรักษ์ พระอนุชา ขึ้นเป็นวังหน้า มีพระนามว่า “สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์” แต่พระองค์ ดำรงพระยศเป็นกรมพระราชวังบวรได้เพียง ๘ ปี เสด็จสวรรคตเมื่อพระชนมายุได้เพียง ๔๔ พรรษา และในรัชสมัยนี้ก็มิได้ทรงแต่งตั้งท่านผู้ใดเป็นวังหน้าแทนจนสิ้นรัชกาล

ในสมัยรัชกาลที่ ๓ เมื่อพระองค์ขึ้นครองราชย์ โปรดเกล้าฯ สถาปนา พระองค์เจ้าอรุโณทัย พระราชโอรสในรัชกาลที่ ๑ เป็นพระปิตุลา แต่มีพระชันษาใกล้เคียงกับพระองค์ สถาปนาขึ้นเป็น “สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ” แต่พระองค์ ดำรงพระยศเป็นกรมพระราชวังบวรได้เพียง ๘ ปี เสด็จสวรรคตเมื่อพระชนมายุได้เพียง ๔๗ พรรษา และมิได้ทรงแต่งตั้งพระราชวงศ์พระองค์ใดเป็นวังหน้าจนสิ้นรัชกาล ยาวนานถึง ๑๘ ปี

ในสมัยรัชกาลที่ ๔ วังหน้าในสมัยนี้ค่อนข้างแตกต่างกับวังหน้าในสมัยใด ๆ พระองค์สถาปนา สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจุธามณีกรมขุนอิศเรศรังสรรค์ พระอนุชา ขึ้นเป็นวังหน้า แต่โปรดให้เพิ่มพระเกียรติยศเทียบเท่าพระมหากษัตริย์อีกพระองค์หนึ่งเป็น “พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว” พระองค์ดำรงพระยศเป็นกรมพระราชวังบวรนานถึง ๑๔ ปี และพระองค์สวรรคตก่อนรัชกาลที่ ๔

ในสมัยรัชกาลที่ ๕ เกิดการเปลี่ยนแปลงของวังหน้ามากที่สุด เมื่อรัชกาลที่ ๕ ขึ้นครองราชย์ เมื่อพระชนมายุเพียง ๑๕ พรรษา ตำแหน่งวังหน้า พระองค์มิได้เป็นผู้แต่งตั้งแต่เหมือนรัชกาลก่อน ๆ แต่ในที่ประชุมเจ้านายและขุนนางผู้ใหญ่ ตั้ง “พระองค์เจ้ายอดยิ่งยศ”​ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ ดำรงตำแหน่งวังหน้า มีพระราชอิสริยยศว่า “กรมพระราชวังบวร บวรวิไชยชาญ” ทั้งที่ผิดธรรมเนียมโบราณมาก เพราะการแต่งตั้งพระมหาอุปราชถือเป็นพระราชอำนาจส่วนพระองค์ของพระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น

ความขัดแย้งระหว่างรัชกาลที่ ๕ กับวังหน้า ก็มีเรื่อยมา วังหน้าเองก็ไม่สบายพระทัยเกี่ยวกับความปลอดภัยของพระองค์เอง วังหน้าอยู่ในตำแหน่ง ๑๕ ปี จึงทิวงคต ทำให้ยิ่งตอกย้ำความเชื่อว่าตำแหน่ง “วังหน้า” นี้มีอาถรรพ์อันเกิดจากพระดำรัสสาปแช่งของกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท

หลังจากนั้นไม่นาน รัชกาลที่ ๕ โปรดเกล้าฯ ให้ประกาศยกเลิกตำแหน่งพระมหาอุปราชฝ่ายหน้าในวันที่ ๔ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๒๘ และโปรดเกล้าฯ สถาปนาตำแหน่ง “สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร” ขึ้นเพื่อระบุรัชทายาทสืบราชบัลลังก์ต่อไป

“กรมพระราชวังบวร บวรวิไชยชาญ” วังหน้าพระองค์สุดท้าย พระองค์มีพระราชโอรสที่เป็นต้นราชสกุลอยู่หลายราชสกุล ได้แก่ วิไลยวงศ์, กาญจนะวิชัย, กัลยาณะวงศ์, สุทัศนีย์, วรวุฒิ, รุจจวิชัย, วิบูลยพรรณ, รัชนี และวิสุทธิ แต่เจ้านายพระองค์สุดท้ายของสายวังหน้า คือ “หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี” ที่เพิ่ง สิ้นชีพิตักษัย สิริชันษา ๑๐๐ ปี เป็นพระโอรสในพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ องค์ต้นราชสกุล “รัชนี” ประสูติแต่หม่อมเจ้าพรพิมลพรรณ รัชนี (วรวรรณ) และมีเจ้าพี่ร่วมพระมารดาหนึ่งพระองค์คือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต

และเมื่อตำแหน่ง “กรมพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า)” ถูกยกเลิกไป พระราชวังบวรสถานมงคล (พระบวรราชวัง) ที่เคยโอ่อ่าจึงค่อย ๆ ลดทอนความสำคัญลง พื้นที่ส่วนหนึ่งถูกนำมายังประโยชน์อื่น ๆ ตามพระราชประสงค์ของรัชกาลที่ ๕ ด้วยทรงไม่ปรารถนาให้กลายเป็นที่ร้างไปเปล่า ๆ เช่น โปรดให้เขตวังชั้นนอกเป็นโรงทหารรักษาพระองค์ วังชั้นกลางโปรดให้จัดเป็นพื้นที่ของพิพิธภัณฑสถาน ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย, พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ และพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน ส่วนวังชั้นในซึ่งยังมีเจ้านายฝ่ายใน พระธิดาของวังหน้าพระองค์ก่อนๆ ประทับอยู่ ก็โปรดให้จัดเป็นพระราชวังต่อไป และมีเจ้าพนักงานดูแลอยู่เช่นเดิม

วังหน้าที่เคยทรงอำนาจมานานถึง ๑๐๖ ปีก็ค่อย ๆ เลือนหายไปจากการรับรู้และความทรงจำของผู้คนตามกฎอันเป็นธรรมชาติของกาลเวลา

ขอบคุณข้อมูล ภาพ : โบราณนานมา

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :  สิ้น’หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี’ พระปนัดดา ในหลวง ร.4 สิริพระชันษา 100 ปี

อาชีวะอุบลฯ คว้าโล่รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จากการ’แข่งขันตอบปัญหากฎหมาย เนื่องในวันรพี’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/668721

อาชีวะอุบลฯ คว้าโล่รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จากการ'แข่งขันตอบปัญหากฎหมาย เนื่องในวันรพี'

วันเสาร์ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 17.43 น.

อาชีวะอุบลฯ คว้าโล่รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จากการ “แข่งขันตอบปัญหากฎหมาย เนื่องในวันรพี” ประจำปี 2565  จากศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุบลราชธานี  ตัวแทนเยาวชนเมืองดอกบัวเข้าแข่งขันต่อในระดับภูมิภาคต่อไป

วันนี้ 23 ก.ค.65 นางลฎาภา แสวงทรัพย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี เปิดเผยว่า แผนกวิชาสัมพันธ์ธุรกิจ นำโดย นางนภัสนันท์  จิรปรียาชานนท์ พร้อมด้วยครูผู้สอนวิชากฎหมาย นายอาคม ศรีพรม นางสาว ฐปนีย์ วงศ์คำ ครูผู้ฝึกซ้อมการแข่งขัน นำนักเรียนในระดับชั้น ปวช.2/1  สาขาวิชาการบัญชี  ได้แก่ นางสาวอริสา เกษเจริญคุณ นางสาวพิชญาภัค ทองรอง เข้าร่วม “แข่งขันตอบปัญหากฎหมาย เนื่องในวันรพี” ประจำปี  พ.ศ.2565 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า  (ปวช.)  ประเภททีม 2 คน  ณ ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุบลราชธานี  เพื่อคัดเลือกตัวแทนจังหวัดอุบลราชธานี เข้าร่วมการแข่งขันในระดับภูมิภาคต่อไป  ซึ่งวันนี้ (23 กรกฎาคม 2565) ตัวแทนนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า (ปวช.)  จากสถานศึกษาต่างๆในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีเข้าร่วม “แข่งขันตอบปัญหากฎหมาย เนื่องในวันรพี” ประจำปี  พ.ศ.2565  ทั้งสิ้น จำนวน 28 ทีม 

ผลการแข่งขันปรากฏว่า วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี  นางสาวอริสา เกษเจริญคุณ และ นางสาวพิชญาภัค ทองรอง  นักเรียนในระดับชั้น ปวช.2/1  สาขาวิชาการบัญชี  ครูผู้ฝึกซ้อมการแข่งขัน นายอาคม ศรีพรม นางสาว ฐปนีย์ วงค์คำ สามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จากการแข่งขัน โดยได้รับเกียรติบัตร โล่รางวัล และทุนการศึกษา จำนวน 4,000 บาท  จาก ว่าที่ร้อยเอก ธนาวริทธิ์ ธนิกวลัยรัตนิน ผู้ประสานงานผู้ประนีประนอมคดีครอบครัวในศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุบลราชธานี  ประธานมอบรางวัล ทั้งนี้ตัวแทนนักเรียนจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ยังได้สิทธิ์เข้าร่วมแข่งขันในระดับภูมิภาคต่อไป  ในการตอบปัญหากฎหมายระดับภูมิภาค ที่สำนักงานอธิบดีผู้พิพากษา 3  จังหวัดนครราชสีมา ในวันที่ 19  สิงหาคม 2565 นี้  จำนวน 3 ทีม ร่วมกับโรงเรียนม่วงสามสิบอัมพวัน ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ และ โรงเรียนเขมราฐพิทยาคม ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1   ด้วย

สำหรับ “วันรพี” ตรงกับวันที่ 7 สิงหาคมของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ผู้ทรงได้รับการยกย่องให้เป็น “พระบิดาแห่งกฎหมายไทย” เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นนักนิติศาสตร์ และทรงวางระบบแบบแผนศาลยุติธรรม รวมถึงทรงจัดตั้งโรงเรียนกฎหมายขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทยอันเป็นประโยชน์ใหญ่ ยิ่งแก่ประเทศชาติ

เปิดคำสั่งชวนร.ร.ทำ‘มังสวิรัติ’ สพฐ.มุ่งลดเบียดเบียน ปลูกฝังเมตตาสัตว์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/668599

เปิดคำสั่งชวนร.ร.ทำ‘มังสวิรัติ’ สพฐ.มุ่งลดเบียดเบียน ปลูกฝังเมตตาสัตว์

วันศุกร์ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 20.42 น.

เปิดคำสั่งชวนร.ร.ทำ‘มังสวิรัติ’ สพฐ.มุ่งลดเบียดเบียน ปลูกฝังเมตตาสัตว์

22 กรกฎาคม 2565 ดร.อัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวถึงกรณีส่งหนังสือด่วนที่สุดถึงผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขต เพื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรมส่งเสริมการรับประทานมังสวิรัติช่วงเข้าพรรษา โดยให้โรงเรียนประกอบอาหารมังสวิรัติ และรับประทานอาหารมังสวิรัติเป็นมื้อกลางวันในวันพระ หรือวันที่โรงเรียนกำหนด รวมจำนวน 9 มื้อ เพื่อลดการเบียดเบียน ส่งเสริมและปลูกฝังความเมตตาต่อสัตว์ตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาพร้อมกันนี้ให้โรงเรียนที่เข้าร่วมจัด ทำรายงานผลกิจกรรม ซึ่งประกอบด้วยชื่อเมนูอาหาร รูปภาพอาหารที่เสร็จเรียบร้อย ส่วนผสม วิธีปรุงอาหาร และผลจากการรับประทานอาหารมังสวิรัติของนักเรียนนั้น

“เรื่องนี้ผมไม่ได้มีเจตนาให้คิดเป็นอย่างอื่น วัตถุประสงค์ของกิจกรรมดังกล่าวเพื่อลดการเบียดเบียน ส่งเสริมและปลูกฝังความเมตตาต่อสัตว์ตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา และก็ให้กินอาหารกลางวันเฉพาะวันพระเท่านั้น” เลขาธิการ กพฐ.กล่าว

คณะสาธารณสุขศาสตร์ ม.มหิดล จับมือสสส.พัฒนาหลักสูตรสร้างเสริมสุขภาวะที่ดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/668582

คณะสาธารณสุขศาสตร์ ม.มหิดล จับมือสสส.พัฒนาหลักสูตรสร้างเสริมสุขภาวะที่ดี

วันศุกร์ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 19.59 น.

คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ลงนามความร่วมมือกับ สถาบันการเรียนรู้การสร้างเสริมสุขภาพ สสส. พัฒนาหลักสูตรสร้างเสริมสุขภาวะที่ดี เพิ่มทักษะสำคัญของศตวรรษที่ 21 พร้อมใช้ Credit Bank สะสมหน่วยกิต เทียบโอนเอื้อสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิต พัฒนาศักยภาพบุคลากรสร้างเสริมสุขภาพมืออาชีพ

​​เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2565 ที่คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ศ.นพ.บรรจง มไหสวริยะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการกับ ดร.ประกาศิต กายะสิทธิ์ รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เรื่องการพัฒนาหลักสูตร และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร

​​โดย ศ.นพ.บรรจง กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมหิดลจะก้าวไปสู่การเป็นหนึ่งในร้อยมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดระดับโลก (World Class University) ทั้งนี้ โลกในศตวรรษที่ 21 มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมาย รวมถึงระบบการจัดการศึกษา เพื่อเปลี่ยนแปลงไปสู่ทิศทางเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) มหาวิทยาลัยมหิดล ได้กำหนดนโยบายในการส่งเสริม สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของบุคคล เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งเป็นความท้าทายในปัจจุบัน และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติ ข้อที่ 4 มุ่งส่งเสริมให้ประชากรโลกเข้าถึงการศึกษาที่เท่าเทียม และข้อที่ 10 มุ่งลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังภายในปี 2573 ซึ่งให้ความสำคัญเรื่องการศึกษาและการเรียนรู้เพื่อยกระดับการดำรงชีวิต มหาวิทยาลัยมหิดล จึงได้พัฒนาหลักสูตรให้มีความทันสมัยและมีความยืดหยุ่น (Flexible Education) โดยถือเป็นยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้เรียน และมุ่งให้มีการขยายผล ผลักดันให้เกิดความเป็นเลิศทางการศึกษา

​​“การลงนามความร่วมมือในวันนี้ จึงถือเป็นก้าวสำคัญ ในการร่วมพัฒนาศักยภาพภาคีเครือข่ายความร่วมมือ ด้านวิชาการ ด้านการสร้างเสริมศักยภาพของบุคคล โดยผู้เรียนสามารถเลือกเรียนในสาขาอื่น ๆ ที่มีความถนัดและต้องการศึกษามากกว่า 1 สาขา ที่สำคัญมีโครงการระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank System) ที่ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนในวิชาที่ตนเองสนใจเก็บเข้าในระบบดังกล่าว โดยมหาวิทยาลัยทำหน้าที่เป็นศูนย์การเรียนรู้ที่ทำให้ผู้เรียนมีความรู้กว้างขึ้น ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของประเทศและโลกในอนาคต” อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าว

​​ดร.ประกาศิต กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำ โดยเฉพาะทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข และยังเป็นภาคีสำคัญด้านวิชาการในการจัดการความรู้หลายด้าน ทั้งการวิจัยและการส่งเสริมป้องกันโรค อาทิ โครงการการจัดการด้านโภชนาการและสิ่งแวดล้อมของอาหารริมบาทวิถี โดยคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล องค์ความรู้เกี่ยวกับกิจกรรมทางกายของคนไทยผ่านศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย (TPAK) โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ศูนย์วิชาการด้านการรู้เท่าทันสื่อของผู้สูงอายุ โดยสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งความร่วมมือพัฒนาหลักสูตรการสร้างเสริมสุขภาพ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านสร้างเสริมสุขภาพมืออาชีพ เพื่อร่วมกันเสริมสร้างศักยภาพของบุคลากรด้านการสร้างเสริมสุขภาพ นักศึกษา รวมถึงประชาชนทั่วไป รวมทั้งร่วมกันพัฒนาหลักสูตร ออกแบบกระบวนการเรียนรู้ เพิ่มทักษะที่สำคัญของศตวรรษที่ 21

​​ศ.ดร.พญ.พัชรีย์ เลิศฤทธิ์ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ได้ริเริ่มพัฒนารายวิชาแบบ Micro-Credentials และสนับสนุนให้ส่วนงานต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยมหิดล จัดทำรายวิชา Microcredit ที่แบ่งย่อย หน่วยกิตให้เล็กลง เพื่อเพิ่มโอกาสในการเรียนรู้ และการเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยมหิดล ทั้งบุคคลในวัยเรียน วัยทำงาน และผู้สูงวัย สามารถสะสมหน่วยกิตในระบบธนาคารหน่วยกิต แล้วนำมาเทียบโอน เพื่อร่นระยะเวลาในการสำเร็จการศึกษา และประหยัดค่าใช้จ่าย โดยยังคงคุณภาพขององค์ความรู้ที่คัดสรรจากคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญของส่วนงานต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นที่ยอมรับทางวิชาการระดับโลก

​​รศ.ดร.สราวุธ เทพานนท์ คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ทิศทางความร่วมมือมุ่งเน้นการสร้างเสริมสุขภาวะที่ดีและการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับการพัฒนาทักษะที่สำคัญของศตวรรษที่ 21 (LIFE-LONG LEARNING FOR ESSENTIAL SKILL DEVELOPMENT OF THE 21ST CENTURY AND BEYOND) ตามนโยบายของมหาวิทยาลัยมหิดล และการทำงานในเชิงบูรณาการกับทุกภาคส่วน เพื่อการพัฒนาทรัพยากรบุคคล โดยภาควิชาสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์ มีความร่วมมือจัดทำ Microcredit ทำให้สามารถเก็บเป็นหน่วยกิตสะสมในระบบธนาคารหน่วยกิตของบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล ที่สามารถใช้สำหรับการเข้าศึกษาต่อและได้ปริญญาในหลักสูตรที่เกี่ยวข้อง โดยเริ่มจากหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสุขศึกษาและส่งเสริมสุขภาพ เป็นสาขาแรก สำหรับระยะต่อไปจะจัดทำ Training course รายวิชาอื่น ๆ ในรูปแบบ Microcredit และความร่วมมือด้านการฝึกภาคสนาม (Field internship หรือ Field study) ด้านส่งเสริมสุขภาพ สำหรับนักศึกษาของหลักสูตร และระยะต่อไป จะมีการพัฒนาหลักสูตรร่วมกันที่ตอบโจทย์ความต้องการ ด้านการสร้างเสริมสุขภาพ ซึ่งคณะสาธารณสุขศาสตร์ มีหลายภาควิชา/หลักสูตร ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมสุขภาพและพัฒนาร่วมกันได้

​​รศ.ดร.นพ.นันทวัช สิทธิรักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันการเรียนรู้การสร้างเสริมสุขภาพ (ThaiHealth Academy) สสส. กล่าวว่า สสส. ได้จัดตั้งสถาบันการเรียนรู้การสร้างเสริมสุขภาพขึ้น มีหน้าที่สนับสนุนและพัฒนาหลักสูตร ศึกษาวิจัย เพื่อพัฒนาศักยภาพของบุคคลด้านการสร้างเสริมสุขภาพ เผยแพร่และสนับสนุนให้เกิดการใช้ประโยชน์ ขณะเดียวกันสนับสนุนและฝึกอบรม จัดการเรียนรู้ตลอดชีวิต รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ปฏิบัติงานของ สสส. หรือบุคคลที่มีความรู้หรือประสบการณ์ด้านการสร้างเสริมสุขภาพเป็นวิทยากรให้ความรู้ ให้บริการทางวิชาการ ให้คำปรึกษาแนะนำ และให้ความช่วยเหลือแก่ภาคีเครือข่าย รวมถึงส่งเสริมและสนับสนุนความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ความร่วมมือครั้งนี้ มีการจัดทำ Microcredit ของหลักสูตรฝึกอบรมของ ThaiHealth Academy กับหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาต่าง ๆ ของบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล ดังนั้น จะเอื้อให้ภาคีเครือข่ายที่ผ่านการอบรมในหลักสูตรของ ThaiHealth Academy สามารถเก็บสะสมหน่วยกิตของรายวิชาที่เทียบเคียงในระบบธนาคารหน่วยกิตได้

‘ตรีนุช’ฝาก นบส.ศธ.รุ่น12 ออกแบบการศึกษาตอบโจทย์ผู้เรียนในโลกอนาคต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/668463

'ตรีนุช'ฝาก นบส.ศธ.รุ่น12 ออกแบบการศึกษาตอบโจทย์ผู้เรียนในโลกอนาคต

วันศุกร์ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 15.13 น.

“ตรีนุช” ฝาก นบส.ศธ.รุ่น12 ออกแบบการศึกษาตอบโจทย์ผู้เรียนในโลกอนาคต

22 ก.ค.2565 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวตอนหนึ่งในการเป็นประธานปิดการพัฒนาหลักสูตรพัฒนานักบริหารระดับสูง กระทรวงศึกษาธิการ (นบส.ศธ.) รุ่นที่ 12 ณ สถาบันพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา จังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2565 ว่า ตนยินดีที่ได้มาพบกับผู้บริหารรุ่นใหม่ของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)ในรุ่นนี้ ซึ่งการศึกษาในปัจจุบันมีบริบทและความท้าทายที่ไม่เหมือนเดิม ความรู้สามารถค้นคว้าและหาได้สะดวกมากขึ้น กระทรวงศึกษาธิการ จึงจำเป็นต้องออกแบบการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคม โดยเฉพาะเรื่องการสนับสนุนการเรียนรู้ตามความถนัดของนักเรียน ซึ่งจะเป็นแนวโน้มการศึกษาในโลกอนาคต เพื่อส่งเสริมต่อยอดให้เด็กทุกคนได้เรียนในสิ่งที่เขาสนใจ และมีความถนัด

“ผู้เข้าพัฒนาในหลักสูตร นบส.ศธ. ล้วนแล้วแต่เป็นผู้มีศักยภาพและจะเป็นกำลังสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการในอนาคต ดิฉันจึงขอฝากทุกคนให้ช่วยกันนำพาการศึกษาไปในทิศทางเดียวกัน โดยยึดนักเรียนเป็นเป้าหมายสำคัญ บูรณาการการทำงานร่วมกันแบบ One Team เพื่อขับเคลื่อนไปสู่ภาพใหญ่ของกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งนี้ วิสัยทัศน์ของผู้บริหารรุ่นใหม่ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อแนวคิดในการพัฒนาการศึกษา ดังนั้น ขอให้ทุกคนไม่หยุดเรียนรู้และพัฒนาตนเองต่อไป” รมว.ศธ.กล่าว

ปลัดมท.นำถวายสัตย์ปฏิญาณ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/668461

ปลัดมท.นำถวายสัตย์ปฏิญาณ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

วันศุกร์ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 15.04 น.

ปลัดมท.นำข้าราชการ-จนท.มหาดไทย ถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 65

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2565 ที่กระทรวงมหาดไทย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2565 โดยมี นายชยาวุธ จันทร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกิจการความมั่นคงภายใน นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนาชุมชนและส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นางสาวปาณี นาคะนาท นายสุพจน์ ยศสิงห์คำ นายสันติธร ยิ้มละมัย นายอภินันท์ เผือกผ่อง นายชัชวาลย์ ฉายะบุตร ว่าที่ร้อยตรี ณรงค์ โรจนโสทร ร้อยโท ทศพล ไชยโกมินทร์ นายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายชัยณรงค์ วาสนะสมสิทธิ์ รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านความมั่นคง นายบรรจบ จันทรัตน์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงมหาดไทย คณะผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงาน และเจ้าหน้าที่ ในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ร่วมพิธีโดยพร้อมเพรียง

โอกาสนี้ปลัดกระทรวงมหาดไทย นำผู้ร่วมพิธีถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วถวายธูปเทียนแพหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และกล่าวถวายพระพรชัยมงคล ความว่า “ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยล้วนมีความปลาบปลื้มปีติเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมกันแสดงความจงรักภักดี พร้อมทั้งถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและเป็นพลังของแผ่นดิน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2565 ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมหาที่สุดมิได้ ที่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงปฏิบัติบำเพ็ญพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่นานัปการ เพื่อประโยชน์อันมหาศาลของประเทศชาติและประชาชนชาวไทย จึงทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงสถิตในดวงใจของอาณาประชาราษฎร์ และเกิดเป็นความผูกพันระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับพสกนิกรชาวไทยอย่างแน่นแฟ้น และเนื่องในมหามงคลสมัยแห่งวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2565 ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ต่างตั้งจิตพร้อมน้อมอธิษฐาน ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และอำนาจแห่งสรรพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากล โปรดดลบันดาลประทานชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐให้ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน โรคาพาธประลาตร้างห่างไกล มีพระพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์ ทรงพระเกษมสำราญ พระบรมเดชานุภาพแผ่ไพศาล สถิตสถาพรในไอศูรย์สิริราชสมบัติ เป็นพระมิ่งขวัญร่มฉัตรปกเกล้าเหล่าพสกนิกรตลอดจิรัฐิติกาล

จากนั้นปลัดกระทรวงมหาดไทย นำผู้ร่วมพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณความว่า “จะประพฤติปฏิบัติตน เป็นข้าราชการที่ดี และพลังของแผ่นดิน มีความซื่อสัตย์สุจริต เจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท มุ่งมั่น แน่วแน่ แก้ไขปัญหา ของประเทศชาติและประชาชน สร้างสรรค์คุณประโยชน์แก่แผ่นดิน และดำเนินชีวิตโดยยึดมั่นในหลักธรรมคำสอนแห่งศาสนา ตามแนวทางในพระบรมราโชวาทตลอดไป” แล้วร่วมกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี เพลงสดุดีจอมราชา และร่วมลงนามถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน เป็นอันเสร็จพิธี

– 006