นักศึกษา 4 ส15 สถาบันพระปกเกล้า ลงพื้นที่โครงการเกาะสีชังพื้นที่ต้นแบบการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ระบบนิเวศ

นักศึกษา 4 ส15 สถาบันพระปกเกล้า ลงพื้นที่โครงการเกาะสีชังพื้นที่ต้นแบบการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ระบบนิเวศ

นักศึกษา 4 ส15 สถาบันพระปกเกล้า ลงพื้นที่โครงการเกาะสีชังพื้นที่ต้นแบบการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ระบบนิเวศ

วันอาทิตย์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 19.07 น.

ศาสตราจารย์ ดร. ฉันทนา บรรพศิริโชติ หวันแก้ว กรรมการอำนวยการหลักสูตรการเสริมสร้างสังคมสันติสุข (สสสส.) รุ่นที่ 15 สถาบันพระปกเกล้า โดยนักศึกษากลุ่ม Justice ลงพื้นที่เกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี ในโครงการสีชังพื้นที่ต้นแบบการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ระบบนิเวศ

โดยนายสรสิทธิ์ เภตรา กำนันตำบลท่าเทววงษ์ จังหวัดชลบุรี กล่าวว่า การฟื้นฟูทรัพยากรและระบบนิเวศชายฝั่ง ประกอบด้วยการปล่อยลูกปูม้าระยะแรกฟัก ลูกปูม้าระยะวัยรุ่น กลับคืนสู่ทะเล รวมถึงการขยายพันธุ์ปะการังอ่อนหนังดอกเห็ด และปะการังอ่อนนิ้วมือ ของศูนย์เรียนธนาคารสัตว์ทะเลเกาะสีชัง

โดยชุมชนเพื่อชุมชนยั่งยืน ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี  “ทะเลไทย หัวใจของชาติ” และกิจการวิสาหกิจเพื่อสังคม “Food Loss Food Waste” และ “เบตเทอร์ฟลาย” (Betterfly) เลือกใช้วิธีจัดการขยะจากเศษอาหารด้วยการใช้หนอน ชนิดที่เรียกว่า “Black Soldier Fly” ชื่อย่อว่า “BSF” ชื่อไทยว่า “หนอนแมลงวันลาย” มาเป็นตัวช่วยในกระบวนการย่อยสลาย และแปรรูปขยะให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

โดยชาวบ้านและร้านค้าบนเกาะสีชังมีการคัดแยกขยะ และส่งขยะอินทรีย์มายังศูนย์เพื่อเป็นการร่วมกันกำจัดขยะโดยใช้หนอนแมลงวันลาย โดยปลอกดักแด้ ซากแมลง ดินดำ ปุ๋ยมูลหนอน น้ำยาไล่แมลงศรัตรูพืช หนอนแห้ง รวมถึงไข่หนอน สามารถนำไปใช้ๆด้และยังสามารถขายได้อีกด้วย เป้าหมายคือ เพื่อลดการฝังกลบและส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ในชุมชน เป็นความร่วมมือกัน 3 ฝ่าย ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อให้เกาะสีชังเป็นต้นแบบการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ระบบนิเวศ

ปิดฉาก‘มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30’ ยอดขายกว่า 474 ล้าน ‘นิยาย’ครองแชมป์

ปิดฉาก‘มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30’ ยอดขายกว่า 474 ล้าน ‘นิยาย’ครองแชมป์

ปิดฉาก‘มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30’ ยอดขายกว่า 474 ล้าน ‘นิยาย’ครองแชมป์

วันอาทิตย์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.46 น.

ปิดฉาก‘มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30’(Book Expo Thailand 2025) ทุบสถิติทะลุ 1.5 ล้านคน ยอดขายกว่า 474 ล้านบาท ‘Gen Z’พลังขับเคลื่อนหลัก ‘นิยาย’ครองแชมป์

19 ต.ค.68 สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) ประกาศความสำเร็จยิ่งใหญ่ “งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30 (Book Expo Thailand 2025)” ปิดฉากอย่างสมบูรณ์แบบ ทุบสถิติยอดผู้เข้าชมทะลุ 1.5 ล้านคน สร้างเม็ดเงินสะพัดรวมกว่า 474 ล้านบาท โดยมีพลังของ “Gen Z” เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญแห่งยุค ขณะที่ “นิยาย” ผงาดขึ้นแท่นหนังสือยอดนิยม แซง “การ์ตูน” ครองตำแหน่งแชมป์หนังสือขายดีแห่งปี

นายณัฐกร วุฒิชัยพรกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) เปิดเผยว่า การจัดงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30 (Book Expo Thailand 2025) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-19 ตุลาคม ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ รวมระยะเวลาการจัดงาน 11 วัน ประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย สะท้อนให้เห็นถึงกระแสผู้อ่านที่หลั่งไหลเข้าร่วมงานอย่างล้นหลามทุกวัน ยอดรวมผู้เข้าชมงานในครั้งนี้จะสร้างสถิติสูงสุดใหม่ (New High) อีกครั้ง มีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 1.5 ล้านคน สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 1.4 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้น 7% ส่งผลให้มีเงินสะพัดภายในงานกว่า 474 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 8.2% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

ความสำเร็จครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนพลังของนักอ่านทุกเพศทุกวัยเท่านั้น แต่ยังตอกย้ำว่า “พลังอ่าน” ของคนไทยกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง โดยเฉพาะกลุ่ม “นิวเจน” ที่กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของวงการหนังสือยุคใหม่ ทำให้ “การอ่าน” กลับมา “เท่” ที่สุด! ในรอบปี และกลายเป็นเทรนด์ที่แพร่กระจายไปทั่วโลกออนไลน์

จากข้อมูลสถิติพบว่า กลุ่ม “Gen Z” อายุระหว่าง 12–28 ปี มีสัดส่วนผู้เข้าร่วมงานสูงถึง 70% เพิ่มขึ้นจากการจัดงานครั้งก่อนถึง 20% สะท้อนอย่างชัดเจนว่าคนรุ่นใหม่หันมาให้ความสำคัญกับ “หนังสือเล่ม” และมอง “การอ่าน” เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต ขณะเดียวกันพบว่านักอ่านใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนราว 1,000 บาท แสดงให้เห็นว่าหนังสือยังคงมีคุณค่าในใจของคนไทย

ประเภทหนังสือยอดนิยม 5 อันดับแรก ได้แก่

1.นิยาย

2.การ์ตูน/มังงะ   

3.How-to / ให้กำลังใจ

4.ตำราเรียน         

5.เด็กและเยาวชน

นายณัฐกร กล่าวว่า “สิ่งที่โดดเด่นที่สุดในปีนี้คือกระแส ‘นิยาย’ ที่กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง มียอดขายแซงหน้าการ์ตูน/มังงะ ที่เคยครองแชมป์ในอดีต โดยเฉพาะนิยายแนวสยองขวัญ–สืบสวนสอบสวน, นิยายแฟนตาซี, นิยายรัก, นิยายวาย (Boys’ Love) และนิยายยูริ (Yuri) ซึ่งทั้งหมดสะท้อนรสนิยมการอ่านที่เปิดกว้างและมีสีสันของคนรุ่นใหม่”

สำหรับปัจจัยความสำเร็จของงานครั้งนี้ มาจากการที่สำนักพิมพ์ต่างๆ ปรับกลยุทธ์อย่างสร้างสรรค์ ทั้งการนำเสนอคอนเทนต์ที่ตรงใจผู้อ่าน การสร้างกระแสผ่านโซเชียลมีเดียด้วยการเปิดตัวหนังสือใหม่ การรีวิวไวรัล ไปจนถึงการผลิตหนังสือในรูปแบบพิเศษ เช่น ปกสกรีนสีสันโดดเด่นบริเวณสันปกและขอบกระดาษ หรือปกวาดมือแบบ Limited Edition ซึ่งกำลังได้รับความนิยมในต่างประเทศและเริ่มเติบโตในไทย โดยเฉพาะในกลุ่มนักสะสมที่มองว่าหนังสือคือ “งานศิลปะที่คู่ควรแก่การสะสม”

นายณัฐกร กล่าวย้ำว่า “จำนวนผู้คนที่มาร่วมงานอย่างล้นหลามเกินคาด สะท้อนว่าคนไทยยังคงรักการอ่าน และพร้อมเติมเต็มความสุขในชีวิตผ่านหนังสือเล่มที่ชื่นชอบ การอ่านไม่ใช่เรื่องเชยอีกต่อไป แต่กลายเป็นสัญลักษณ์ของความคิดและรสนิยมของคนยุคใหม่”

สำหรับอุตสาหกรรมหนังสือไทยในปีนี้ คาดว่ามีมูลค่ารวมราว 20,000 ล้านบาท โดยความสำเร็จของงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30 (Book Expo Thailand 2025) ถือเป็นแรงผลักดันสำคัญที่จุดประกายวงการหนังสือให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ทั้งด้านยอดขายและพลังผู้อ่าน โดย PUBAT คาดการณ์ว่าปีหน้าตลาดหนังสือจะยังคงเติบโตต่อเนื่องราว 5–10%

ปัจจัยหนุนหลักมาจาก “สื่อผสม” (Cross Media) ที่ส่งเสริมการอ่าน เช่น ภาพยนตร์ ซีรีส์ พอดแคสต์ รวมถึงการเติบโตของ E-Book และ Audio Book ที่ทำให้การเข้าถึงหนังสือสะดวกยิ่งขึ้น ส่วนปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวังคือ ราคาหนังสือที่สูงขึ้น ส่วนแบ่งรายได้ของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ยังค่อนข้างมาก และพื้นที่จัดเก็บหนังสือของคนรุ่นใหม่ที่จำกัด

อย่างไรก็ตาม PUBAT เชื่อมั่นว่า ด้วยพลังของผู้อ่านรุ่นใหม่และการสร้างสรรค์ไม่หยุดยั้งของผู้ผลิตเนื้อหา อุตสาหกรรมหนังสือไทยจะยังคงก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคง และ “การอ่าน” จะยังคงเป็นเครื่องหมายของ “คนเท่” ในยุคใหม่ที่ใช้ความรู้และจินตนาการเป็นพลังขับเคลื่อนชีวิต

‘ธรรมศาสตร์’เปิดให้เรียนฟรีวิชา‘พระเครื่องเบื้องต้น’ ปูพื้นฐานก่อนเข้าสู่วงการ

‘ธรรมศาสตร์’เปิดให้เรียนฟรีวิชา‘พระเครื่องเบื้องต้น’ ปูพื้นฐานก่อนเข้าสู่วงการ

‘ธรรมศาสตร์’เปิดให้เรียนฟรีวิชา‘พระเครื่องเบื้องต้น’ ปูพื้นฐานก่อนเข้าสู่วงการ

วันอาทิตย์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 10.45 น.

‘ธรรมศาสตร์’เปิดสอนหลักสูตรออนไลน์เรียนรู้‘พระเครื่องเบื้องต้น’ฟรี ครอบคลุมประวัติศาสตร์ ศิลปะ การดูพระ เกณฑ์ประเมินด้วยมุมมองวิชาการ และทำความเข้าใจเกณฑ์พระแท้ของแต่ละกลุ่มในสังคมพระเครื่อง หวังปูพื้นฐานให้กับประชาชนที่ยังไม่มีประสบการณ์คาดปี 2569 จะสอนเพิ่มอีก 5 หลักสูตร ดูเชิงลึก‘พระเบญจภาคี’

19 ตุลาคม 2568 รศ. สุดแดน วิสุทธิลักษณ์ ที่ปรึกษาสถาบันเสริมศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ และอาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่าปัจจุบันกระแสพระเครื่องกำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มออนไลน์ ทั้ง TikTok และ Reels ฯลฯ จนนำไปสู่การสร้างเป็นภาพยนตร์ Netflix และได้รับความนิยมในหลายประเทศนั้น ได้ทำให้มีผู้คนหลากหลายอาชีพและหลากหลายช่วงวัยให้ความสนใจอย่างกว้างขวางขึ้น ซึ่งจำนวนไม่น้อยเป็นผู้ที่ยังไม่มีประสบการณ์และความรู้เกี่ยวกับพระเครื่องมากนัก

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จึงได้มีการเปิดหลักสูตรเรียนรู้พระเครื่องเบื้องต้น บนแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ของสถาบันเสริมศึกษาฯ หรือ TU NEXT ให้ประชาชนคนทั่วไปสามารถเข้าเข้าถึงความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับพระเครื่องได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยจะมีการสอนอย่างเป็นระบบ ทั้งในแง่ประวัติศาสตร์ ความหมายเชิงวัฒนธรรม ความเป็นศิลปะ ไปจนถึงการดู และการทำความเข้าใจพระเครื่องซึ่งจะช่วยให้มีพื้นฐานก่อนก้าวเข้าไปสู่วงการพระเครื่องได้อย่างรู้เท่าทัน

รศ. สุดแดน กล่าวต่อไปว่า แม้ที่ผ่านมาประเทศไทยจะมีกลุ่มผู้ให้ความรู้ด้านพระเครื่อง หรือที่เรียกว่าเซียนพระเป็นจำนวนมาก ซึ่งท่านผู้มีประสบการณ์เหล่านั้นก็ได้ผลักดันให้วงการพระเครื่องเป็นที่ยอมรับและขยายตัวไกลถึงต่างประเทศและได้ให้ความรู้ด้านพระเครื่องมาโดยตลอด แต่ทว่าในอีกมุมหนึ่ง ความรู้พระเครื่องก็อาจถูกผูกขาดอยู่กับกลุ่มเซียนพระบางกลุ่มเท่านั้น รวมถึงยังไม่มีสถาบันการศึกษาใดที่ให้ความรู้ได้อย่างเป็นระบบ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จึงเข้ามาให้บริการวิชาการและบริการสังคม ผ่านการเติมเต็มช่องว่างทางความรู้นี้

“อย่างกรณีของหลวงปู่ทวดที่เป็นข้อถกเถียงกันในสังคม ถือเป็นตัวอย่างที่ดีมากต่อการเรียนรู้ จากปรากฏการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การตั้งคำถามของคนว่าพระแท้และพระปลอมคืออะไร ดูได้อย่างไรบ้าง นั่นทำให้วงการพระเครื่องเองก็ต้องมีคำตอบให้อย่างชัดเจนและเป็นระบบมากขึ้น เช่น ประวัติการสร้าง วิธีการสร้าง หรือตำนาน ฯลฯ รวมถึงมีการแลกเปลี่ยนกันมากขึ้นด้วย ซึ่งจะทำให้ความรู้ไม่ถูกผูกขาดไว้กับใครคนใดคนหนึ่ง ซึ่งแตกต่างกับในอดีตที่ผ่านมา ที่คนจะให้เซียนพระเท่านั้นเป็นผู้ตัดสิน” รศ. สุดแดน กล่าว

ด้านนายอิสรานุวัฒน์ ศรีคุณ อาจารย์ประจำสถาบันเสริมศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และวิทยากรร่วมของหลักสูตรเรียนรู้พระเครื่องเบื้องต้น กล่าวว่าหลักสูตรพระเครื่องเบื้องต้นที่ธรรมศาสตร์เปิดสอนจะช่วยให้ผู้เรียนมีความเข้าใจและทราบถึงวัตถุประสงค์ในการศึกษาของตัวเอง ว่าต้องการศึกษาในเชิงมูลค่าคือการเช่าหาซื้อขายตามกลไกการตลาด หรือเชิงคุณค่าคือการสะสมในฐานะผู้ศรัทธาหรือในแง่ความงดงามทางพุทธศิลป์

นอกจากนี้ จะช่วยให้เข้าใจถึงเกณฑ์การพิจารณาว่าพระแท้หรือไม่นั้น ในสังคมพระเครื่องมีหลากหลายกลุ่มและแต่ละกลุ่มจะมีเกณฑ์การชี้ขาดความเป็นพระแท้ที่แตกต่างกัน ดังนั้นภายใต้หลักสูตรของธรรมศาสตร์จะอธิบายในหลากหลายเกณฑ์ ไม่ใช่แค่การพิจารณาจากพิมพ์ทรง หรือจุดสังเกต หรือตำหนิในองค์พระเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาองค์ประกอบด้านพุทธศิลป์สกุลช่าง เนื้อหามวลสารที่นำมาสร้างพระ รวมถึงธรรมชาติ และความเก่าหรืออายุของการจัดสร้างพระด้วย กล่าวโดยสรุปคือ ต้องแม่นพิมพ์ ชำนาญเนื้อ และคุ้นเคยธรรมชาติพระ

“หลักสูตรนี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการชี้นำว่า เกณฑ์การพิจารณาพระแท้ของกลุ่มใดเป็นเกณฑ์ที่ถูกต้อง เพราะธรรมศาสตร์ไม่ใช่กลุ่มหรือสมาคมใดในสังคมพระเครื่องที่จะมาขี้ขาด แต่ต้องการให้ผู้เรียนทราบความจริงว่า พระแท้หรือไม่แท้ ผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนอาจมีความเห็นแตกต่างกันได้ สิ่งสำคัญคือต้องสามารถให้เหตุผลตามหลักวิชาการ ทั้งตรรกศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ศิลปศาสตร์ และวิทยาศาสตร์รองรับอย่างเป็นเหตุเป็นผล และผู้เรียนต้องพึงระลึกไว้เสมอว่าการพิจารณาพระแท้นั้น อย่าหวังพึ่งพาความเห็นจากผู้อื่น เพราะในโลกนี้ไม่มีบุคคลใดหรือกลุ่มอาชีพใดที่ควรมีอำนาจตัดสินชี้ขาดความแท้ของพระเครื่อง นอกจากตัวผู้เรียนเอง ซึ่งต้องศึกษาโดยมีความรู้อย่างมากพอและสามารถอธิบายความแท้ของพระได้ด้วยตนเอง” นายอิสรานุวัฒน์ กล่าว

ด้าน ศ. ดร.ธีระ สินเดชารักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันเสริมศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การเพิ่มความรู้และทักษะเฉพาะทางให้กับประชาชนผ่าน TU NEXT เป็นหนึ่งในบริการวิชาการให้แก่สังคมของ มธ. ที่ทางผู้บริหาร และอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความสำคัญอย่างมาก โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และทำให้ประชาชนสามารถนำไปต่อยอดสร้างอาชีพเสริม หรือกลายเป็นอาชีพหลักต่อไปได้ เนื่องจากในอนาคตปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเข้ามามีบทบาทอย่างมากในการทำงาน และจะส่งผลให้ตลาดแรงงานมีความไม่แน่นอนมากขึ้น

ทั้งนี้ หลักสูตรการเรียนรู้ผ่าน TU NEXT ต่างๆ ที่ปัจจุบันมีทั้งหมดกว่า 200 หลักสูตร โดยแบ่งออกเป็น 7 หมวด ได้แก่ Art & Spiritualities, Good life & Wellbeing, Learn with Thammasat Lecturer, Thammasat initiative, Reskill & Upskill for communities and yourself, TU Faculties และ TU Partner นั้น ถูกออกแบบให้ตอบโจทย์กับความต้องการของสังคม ทั้งในเชิง Soft skill และ Hard skill ควบคู่กันไป

“ในปีงบประมาณ 2569 เรายังมีแผนจะเปิดคอร์สเพิ่มอีกประมาณ 60 คอร์ส โดยจะมีทั้งคอร์สด้าน AI กฎหมาย การจัดการความขัดแย้ง หรือการดูพระเครื่องก็จะมีเพิ่มเติมอีก 5 คอร์สที่เจาะจงมากขึ้น เช่น การดูพระเบญจภาคี รวมถึงกำลังมีการพูดคุยกันถึงการทำให้สามารถเก็บเป็นหน่วยกิตไว้เทียบโอนสำหรับเรียนต่อที่ธรรมศาสตร์ได้ในอนาคตด้วย เพื่อให้สามารถเรียนจบได้เร็วขึ้น โดยผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ TU NEXT” ศ.ดร.ธีระ กล่าว

สกู๊ปพิเศษ : ‘ปฏิวัติ’ อุดมศึกษา…ให้ทุกมหา’ลัย จัดการเรียน – สอน AI ทุกหลักสูตร

สกู๊ปพิเศษ : ‘ปฏิวัติ’ อุดมศึกษา...ให้ทุกมหา’ลัย จัดการเรียน - สอน AI ทุกหลักสูตร

สกู๊ปพิเศษ : ‘ปฏิวัติ’ อุดมศึกษา…ให้ทุกมหา’ลัย จัดการเรียน – สอน AI ทุกหลักสูตร

วันอาทิตย์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

การอุดมศึกษาไทยกำลังก้าวหน้าไปอีกขั้น เมื่อกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ออกประกาศกระทรวง อว.เรื่อง แนวปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในหลักสูตรการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2568” ลงนามโดยนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.กระทรวง อว.เมื่อวันที่ 9 ต.ค.2568 มีใจความว่า กระทรวง อว.ได้มีการสนับสนุนให้มีการพัฒนาบุคลากรและนักศึกษา การพัฒนาระบบนิเวศทางการศึกษา เพื่อสร้างกำลังคนที่มีทักษะรองรับกับตลาดแรงงานและวิถีชีวิตรูปแบบใหม่ในสังคมที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รวมถึงให้มีการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อเพิ่มศักยภาพในระบบการเรียนการสอนและการวิจัย…จึงกำหนดแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนด้านปัญญาประดิษฐ์ในหลักสูตรการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษา ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ประกาศนี้เรียกว่า “ประกาศกระทรวง อว. เรื่อง แนวปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนด้านปัญญาประดิษฐ์ในหลักสูตรการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2568” , ข้อ 2 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป ข้อ 3 ให้สถาบันอุดมศึกษาจัดทำการประเมินความพร้อมการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในสถาบันอุดมศึกษา ตามวิธีการและรูปแบบที่กระทรวง อว.กำหนด เพื่อประกอบการพิจารณาเข้าร่วมกิจกรรมกับศูนย์ให้คำปรึกษาด้านปัญญาประดิษฐ์ , ข้อ 4 ให้สถาบันอุดมศึกษาจัดการเรียนการสอน โดยให้หลักสูตรการศึกษามีกิจกรรมส่งเสริมผู้เรียนฝึกใช้เครื่องมือด้านปัญญาประดิษฐ์ ที่กระทรวง อว.สนับสนุน หรือที่สถาบันอุดมศึกษาจัดหาเอง ข้อ 5 ให้สถาบันอุดมศึกษาบรรจุรายวิชาหรือเนื้อหาที่ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในหลักสูตรการศึกษาไม่น้อยกว่าหกหน่วยกิตหรือไม่น้อยกว่าสองรายวิชา เว้นแต่เป็นหลักสูตรการศึกษาในสาชาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ วิทยาการคอมพิวเตอร์ วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ หรือวิทยาการข้อมูล ข้อ 6 ให้สถาบันอุดมศึกษาดำเนินการส่งเสริมการพัฒนาสมรรถนะสนับสนุนด้านปัญญาประดิษฐ์ให้กับคณาจารย์ของทุกหลักสูตรการศึกษา รวมถึงบุคลากรสายงานบริหาร และสายงานวิชาการของสถาบันอุดมศึกษา โดยจัดให้เข้าร่วมหลักสูตรการอบรมที่กระทรวง อว.สนับสนุน หรือหลักสูตรที่สถาบันอุดมศึกษาจัดขึ้นเอง หรือหลักสูตรที่หน่วยงานภายนอกจัดขึ้นและสถาบันอุดมศึกษาเห็นชอบ และ ข้อ 7 ให้สถาบันอุดมศึกษาจัดให้มีหน่วยงาน เพื่อทำหน้าที่ให้คำปรึกษาด้านการใช้ปัญญาประดิษฐ์ ในการสนับสนุนการจัดการเรียนการสอน การบริหารการศึกษา และการบำรุงรักษาระบบฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้อง

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.กระทรวง อว. กล่าวว่า ประกาศกระทรวง อว.ที่ออกมาเพื่อยกระดับการศึกษารองรับตลาดแรงงานและสังคมเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เป้าหมายคือสร้างบัณฑิตที่มีทักษะพร้อมใช้ AI เป็น ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบนิเวศการศึกษาไทยให้ทันสมัย

นี่ไม่ใช่แค่การปรับหลักสูตร แต่คือการปฏิวัติการศึกษาไทยครั้งประวัติศาสตร์ เราลงทุนกับทรัพยากรที่ทรงค่าที่สุดนั่นก็คือ คน การเรียน AI จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างนักคิด นักปฏิบัติ และนักนวัตกรรม ที่จะก้าวทันโลกและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยเทคโนโลยี และในไม่กี่ปีข้างหน้า เราจะเห็นบัณฑิตไทยไม่เพียงใช้ AI เป็น แต่สามารถออกแบบนวัตกรรมที่ตอบโจทย์สังคมไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่การแพทย์อัจฉริยะ เกษตรแม่นยำ ไปจนถึงการยกระดับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี นี่คือเส้นทางสู่อนาคตที่เราจะร่วมสร้างไปด้วยกัน เพราะการจัดการศึกษาที่แท้จริงต้องไม่เพียงต้องตามโลกให้ทัน แต่ต้องกล้าที่จะนำการเปลี่ยนแปลงด้วย” นายสุรศักดิ์ กล่าว

ด้าน ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักปลัดกระทรวง อว.จะร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค – สวทช.)  จัดเตรียมเครื่องมือเสริมสมรรถนะและเตรียมความพร้อมเพื่อให้สถาบันอุดมศึกษานำไปประยุกต์ใช้งานได้ตามความเหมาะสมกับบริบทและความเชี่ยวชาญของแต่ละสถาบันอุดมศึกษา เริ่มตั้งแต่จัดทำแบบประเมินความพร้อมด้านการใช้งาน AI ของสถาบันอุดมศึกษา (University AI Readiness Assessment) เพื่อทำความเข้าใจระดับความสามารถขององค์ประกอบสำคัญที่สนับสนุนความสามารถในการเรียนการสอนด้าน AI ของสถาบันอุดมศึกษา สำหรับใช้เป็นแนวทางสำหรับการวางแผนของหน่วยงาน ภายใต้แนวคิดรูปแบบความสมบูรณ์ของความสามารถในการสอนด้าน AI (AI Teaching Capability Maturity Model) ซึ่งมี 6 มิติ ได้แก่ 1.มิติด้านกลยุทธ์ 2.มิติด้านบูรนาการหลักสูตร 3.มิติด้านความซื่อสัตย์เชิงวิชาการ 4.มิติด้านประสบการณ์ของผู้เรียน 5.มิติด้านการสนับสนุนคณาจารย์ และ 6.มิติด้านโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี

ขณะเดียวกันจะมีการฝึกอบรม “สร้างความตระหนักรู้การใช้ AI ในการเรียนการสอนระดับอุดมศึกษา” เพื่อเปิดกว้างให้คณาจารย์และบุคลากรสถาบันอุดมศึกษา ด้านสังคมศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์ หรือกลุ่มผู้ที่ไม่ได้ทำงานด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์โดยตรง ได้เข้าร่วมเรียนรู้และทดลองปฏิบัติการใช้งานแพลตฟอร์มด้านการศึกษาที่มี AI เป็นตัวช่วยในห้องเรียนดิจิทัล จัดทำตัวละครบทบาทสมมุติให้ผู้เรียนได้ผ่านกระบวนการเรียนรู้และแก้โจทย์ปัญหา นอกจากนี้ ยังจัดทำระบบบริการและบริหารจัดการเครื่องมือ AI เพื่อใช้ในการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษา โดยประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ 1.ระบบบริการ AI token ที่จัดสรรให้กับสถาบันอุดมศึกษา 2.โมเดล AI ที่พัฒนามาจากโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ของไทย และ 3.โมเดล LLM ที่พัฒนาจากต่างประเทศ ซึ่งจะมีบริการสำหรับสถาบันอุดมศึกษาที่เข้าร่วมการฝึกอบรม

โดยในปี 2569 จะมีการขยายผลกิจกรรมออกไปยังภูมิภาคต่างๆ เพื่อให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือการส่งเสริมการใช้งาน AI ในสถาบันอุดมศึกษาตามภูมิภาค และสร้างกรณีศึกษาการประยุกต์ใช้งาน AI ในสาขาวิชาที่หลากหลายต่อไป

สสทส. จัดประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 3 ขับเคลื่อนนวัตกรรมไทยสู่ระดับนานาชาติ

สสทส. จัดประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 3 ขับเคลื่อนนวัตกรรมไทยสู่ระดับนานาชาติ

สสทส. จัดประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 3 ขับเคลื่อนนวัตกรรมไทยสู่ระดับนานาชาติ

วันศุกร์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.23 น.

17 ตุลาคม 2568 สถาบันสารสาสน์เทคโนโลยีแห่งสุวรรณภูมิ ได้จัดการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 3 ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด “วิจัยและนวัตกรรม AI เพื่อโลกที่ยั่งยืน (Advancing AI Research and Innovation for Global Sustainability)” ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนความรู้และนวัตกรรมของไทยให้ก้าวสู่ระดับนานาชาติ โดยมี พลอากาศตรี เฉลิมชัย วงษ์เกตุ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย ดร.ชวลิต หมื่นนุช อุปนายก สภาสถาบันสารสาสน์เทคโนโลยีแห่งสุวรรณภูมิ คณะผู้บริหาร คณาจารย์ นักวิจัย นักศึกษา และแขกผู้มีเกียรติจากทั้งภาครัฐและเอกชนที่มาร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง ณ หอประชุมพิบูลย์ สุวรรณภูมิ

พลอากาศตรี เฉลิมชัย วงษ์เกตุ  ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ โดยย้ำถึงความสำคัญของ “AI ที่มีจริยธรรมและความปลอดภัย” ซึ่งเป็นหัวใจของโลกยุคดิจิทัล  “การพัฒนา AI ที่มีความรับผิดชอบ โปร่งใส และเคารพต่อคุณค่าความเป็นมนุษย์ คือหนทางแห่งอนาคตที่มั่นคงและยั่งยืน” พร้อมชื่นชมบทบาทของสถาบันสารสาสน์เทคโนโลยีแห่งสุวรรณภูมิที่ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาองค์ความรู้ด้าน AI อย่างต่อเนื่องและมีวิสัยทัศน์ระดับสากล

นายอนุสรณ์ นามประดิษฐ์ อธิการบดี ได้กล่าวว่า “ความยิ่งใหญ่ของมหาวิทยาลัยมิได้วัดจากขนาดของอาคารหรือจำนวนคน แต่จากความสามารถในการสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพ พร้อมออกไปเปลี่ยนแปลงโลก” สถาบันจึงพัฒนาแนวทางการจัดการศึกษาภายใต้กรอบแนวคิด KSLAVE Model — Knowledge, Skills, Life Mentor, Attitude, Value of Work, and English เพื่อเสริมสร้างความรู้ ทักษะ ทัศนคติ คุณค่าของงาน และศักยภาพระดับสากลแก่ผู้เรียน พร้อมสร้างสนามพลังบวกภายในมหาวิทยาลัย และในฐานะมหาวิทยาลัยรุ่นใหม่ของไทย สถาบันจึงมุ่งเน้น “คิดต่าง และกล้าก้าวข้ามกรอบเดิม” โดยนำเทคโนโลยี AI และนวัตกรรมมาขับเคลื่อนการเรียนรู้ ให้การศึกษาเป็นทั้งการถ่ายทอดความรู้และการจุดประกายแรงบันดาลใจสู่อนาคตอย่างแท้จริง

ด้าน ดร.วริศนันท์ เดชปานประสงค์ ในนามคณะกรรมการจัดงาน ได้กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ของการประชุมว่า “เพื่อเป็นเวทีเผยแพร่ผลงานวิชาการและงานวิจัยในสาขาต่าง ๆ และเป็นจุดเริ่มต้นของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างนักวิชาการและผู้ปฏิบัติงานในหลากหลายสาขา อันจะนำไปสู่การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และการพัฒนาที่ยั่งยืน ปีนี้มีการนำเสนอผลงานวิชาการกว่า 163 เรื่อง ครอบคลุม 4 กลุ่มสาขาหลัก ได้แก่ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์และบริหารธุรกิจ กลุ่มเยาวชนนักวิจัยรุ่นใหม่ ผลงานเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังทางปัญญาและศักยภาพของคนรุ่นใหม่ที่พร้อมจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศด้วยนวัตกรรมอย่างมีความรับผิดชอบ

นอกจากเวทีระดับชาติ ในครั้งนี้ สถาบันยังได้จัดการประชุมวิชาการนานาชาติครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568 โดยได้รับเกียรติจากนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิจาก The Education University of Hong Kong ได้แก่ ศาสตราจารย์ ดร. John Erni และศาสตราจารย์ ดร. Angel Lin รวมถึงนักการศึกษาชาวฟินแลนด์ที่ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ในการประชุมเชิงปฏิบัติการหัวข้อ “What makes Finnish Education Unique and Successful?” ซึ่งเป็นก้าวสำคัญของสถาบันในการสร้างความร่วมมือทางวิชาการระดับนานาชาติ

และในช่วงเดียวกันนี้ สถาบันยังคงยึดมั่นในจิตวิญญาณแห่งความดีงาม โดยจัดกิจกรรมจิตอาสาเนื่องในวันรำลึกถึง อาจารย์พิบูลย์ ยงค์กมล ประธานอำนวยการผู้ก่อตั้งเครือสารสาสน์ ซึ่งมีทีมจิตอาสาจำนวน 48 ทีม จากสถาบันในเครือทั่วประเทศ ร่วมบริจาคโลหิต สิ่งของ และช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส รวมถึงปลูกป่าชายเลนเพื่อฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้เพื่อสืบสานเจตนารมณ์แห่ง “การศึกษาเพื่อคุณธรรมและสังคมที่ดีงาม”

พร้อมกันนั้น สถาบันยังได้จัดโครงการ “SARASAS REBORN ครอบครัวสารสาสน์” เพื่อเชื่อมร้อยสายใยความผูกพันระหว่างคณาจารย์ บุคลากร และบุตรหลานในเครือสารสาสน์ทั่วประเทศ ให้ก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยความเข้มแข็งและมั่นคง

การประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 3 ในครั้งนี้ จึงนับเป็นเวทีแห่งความภาคภูมิใจ ที่รวมพลังของนักคิด นักวิจัย และเยาวชนผู้เปี่ยมด้วยจิตวิญญาณแห่งการเรียนรู้ สู่การสร้างสรรค์อนาคตที่ยั่งยืนของประเทศ ภายใต้แนวคิดที่ว่า “AI จะมีคุณค่าได้ ก็ต่อเมื่อมนุษย์ใช้มันด้วยปัญญาและคุณธรรม”

และนี่คืออีกหนึ่งบทพิสูจน์ของสถาบันสารสาสน์เทคโนโลยีแห่งสุวรรณภูมิ ที่มุ่งมั่นก้าวสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการ ควบคู่กับการสร้างคนดี มีปัญญา และมีหัวใจแห่งความยั่งยืน เพื่อส่งต่ออนาคตที่งดงามให้กับโลกใบนี้

-(016)

MUT เข้าร่วมสมาชิกเครือข่าย ‘ASU-Cintana Alliance’ ก้าวสู่การเป็นสถาบัน ‘Powered by ASU’

MUT เข้าร่วมสมาชิกเครือข่าย 'ASU-Cintana Alliance' ก้าวสู่การเป็นสถาบัน 'Powered by ASU'

MUT เข้าร่วมสมาชิกเครือข่าย ‘ASU-Cintana Alliance’ ก้าวสู่การเป็นสถาบัน ‘Powered by ASU’

วันศุกร์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.26 น.

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (MUT) เข้าร่วมเครือข่ายมหาวิทยาลัยนานาชาติด้านนวัตกรรม เพื่อผลักดันการพัฒนาการศึกษาและสร้างโอกาสระดับโลกแก่นักศึกษาไทย Powered by Arizona State University® MUT จะยกระดับขีดความสามารถด้านบุคลากรและนวัตกรรมของประเทศไทย

17 ตุลาคม 2025 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (MUT) ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ Arizona State University (ASU) มหาวิทยาลัยวิจัยชั้นนำของรัฐในสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับการจัดอันดับให้เป็น มหาวิทยาลัยที่มีนวัตกรรมสูงสุดในสหรัฐอเมริกา 11 ปี ติดต่อกัน (2016–2026) โดย U.S. News & World Report ความร่วมมือนี้ทำให้ MUT ก้าวสู่การเป็นสถาบัน “Powered by ASU” และเข้าร่วมเป็นสมาชิกเครือข่าย ASU-Cintana Alliance เครือข่ายมหาวิทยาลัยระดับโลกที่ร่วมมือกันเพื่อขยายการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพระดับนานาชาติ

ASU ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน 1% แรกของมหาวิทยาลัยโลก โดย Center for World University Rankings 2024 และได้รับการยอมรับด้านการจ้างงานบัณฑิต โดยอยู่ในอันดับที่ 2 ในบรรดามหาวิทยาลัยของสหรัฐฯ จากการจัดอันดับของ Global Employability University Ranking and Survey 2025

ความร่วมมือนี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การอุดมศึกษาของประเทศไทย ที่มุ่งพัฒนากำลังคนที่มีทักษะสูง ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และบูรณาการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้ากับนโยบายการศึกษา กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ระบุถึงความจำเป็นในการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น เชื่อมโยงและผสมผสานความรู้จากหลายสาขาวิชา และเชื่อมโยงกับนานาชาติ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางประชากร การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และการแข่งขันทางเศรษฐกิจ

“ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ในการพัฒนา MUT ให้เป็นศูนย์กลางการศึกษานวัตกรรมระดับโลก ที่สามารถสร้างทักษะอนาคตแก่นักศึกษาและบุคลากร” รองศาสตราจารย์ ดร. ภานวีย์ โภไคยอุดม อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร กล่าว เเละเสริมต่อว่า

 “ด้วยโมเดล Powered by ASU เรากำลังเปิดโอกาสให้นักศึกษาไทยได้เข้าถึงหลักสูตร คณาจารย์ และเทคโนโลยีการเรียนรู้ระดับโลก ซึ่งเท่ากับเป็นการเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาไทยประสบความสำเร็จในโลกที่เชื่อมโยงถึงกันมากยิ่งขึ้น”

Prof. Michael M. Crow อธิการบดี Arizona State University  กล่าวว่า “พันธกิจของ Arizona State University คือการสร้างโอกาสทางการศึกษา   ความเป็นเลิศ และผลลัพธ์เชิงบวกในระดับโลก เราภาคภูมิใจที่ได้ต้อนรับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานครเข้าสู่เครือข่าย Powered by ASU” เเละกล่าวคำมั่นว่า  “เราจะร่วมกันมอบองค์ความรู้และการเรียนรู้ระดับโลกแก่นักศึกษาและบุคลากร ซึ่ง MUT เป็นส่วนสำคัญต่อการพัฒนาประเทศไทยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี”

ในฐานะสถาบัน Powered by ASU นักศึกษา MUT จะได้รับประโยชน์จากหลักสูตรที่คัดสรรเเล้วโดย ASU การเรียนรู้จากคณาจารย์ผ่าน Masterclass การมีส่วนในโครงการวิจัยร่วม และการได้รับประกาศนียบัตรพิเศษของ ASU ระหว่างการศึกษา อีกทั้งยังสามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ออนไลน์และห้องเรียนเสมือนจริงของ ASU เพื่อเรียนรู้จากคณาจารย์และผู้เชี่ยวชาญระดับโลกโดยไม่ถูกจำกัดด้วยอุปสรรคของภูมิศาสตร์

นอกจากนี้ ความร่วมมือดังกล่าวยังเพิ่มโอกาสในการเคลื่อนย้ายนักศึกษาสู่เวทีนานาชาติ ผ่านโครงการแลกเปลี่ยนและ Immersion Programs และในอนาคตอันใกล้ นักศึกษา MUT จะสามารถศึกษาต่อที่ Arizona State University ได้ทั้งแบบออนไลน์ หรือที่วิทยาเขตในสหรัฐอเมริกา ผ่านโครงการ Pathways ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ เพื่อโอกาสในการรับปริญญาจาก ASU ซึ่งเป็นการจะมอบประสบการณ์การศึกษาระดับสากลอย่างแท้จริง นั่นหมายถึงนักศึกษา MUT จะมีวุฒิการศึกษาที่เป็นที่ยอมรับทั่วโลก และมีโอกาสทางอาชีพที่กว้างขวางยิ่งขึ้น

ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่เพียงข้อตกลงทางวิชาการ แต่ยังเป็นพันธสัญญาที่จะเปิดโอกาสใหม่แก่นักศึกษาไทย โดยขยายการเข้าถึงองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ในระดับสากล เพื่อเสริมสร้างทักษะ เครือข่ายมนุษย์ และมุมมองที่จำเป็นต่อการก้าวสู่ความสำเร็จในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเพื่อมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศไทย ขณะเดียวกันยังทำให้การศึกษานักศึกษาไทยสามารถเข้าถึงระดับโลกด้วยต้นทุนที่เหมาะสม MUT เองก็ภาคภูมิใจที่ได้เข้าร่วมเป็นหนึ่งในสมาชิกใหม่ล่าสุดของเครือข่าย ASU-Cintana Alliance เครือข่ายมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกที่มุ่งสร้างอนาคตแห่งการศึกษา

“ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายเครือข่ายการศึกษาระดับโลกของ ASU ผ่าน ASU-Cintana Alliance นักศึกษาและคณาจารย์ของ MUT จะสามารถเชื่อมโยง ร่วมมือ และมีส่วนร่วมกับชุมชนวิชาการนานาชาติที่มุ่งแก้ไขความท้าทายระดับโลก” Dr. Rick Shangraw ประธานบริหาร Cintana Education กล่าว

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร Powered by Arizona State University กรุณาเยี่ยมชม [www.mut.ac.th]

-(016)

‘สพฐ.’เสียงอ่อยปล่อย’สกสค.’ ค้างค่าลิขสิทธิ์จนหนี้พอก200ล้าน แถมไม่เคยทวง-ไร้สัญญา

'สพฐ.'เสียงอ่อยปล่อย'สกสค.' ค้างค่าลิขสิทธิ์จนหนี้พอก200ล้าน แถมไม่เคยทวง-ไร้สัญญา

‘สพฐ.’เสียงอ่อยปล่อย’สกสค.’ ค้างค่าลิขสิทธิ์จนหนี้พอก200ล้าน แถมไม่เคยทวง-ไร้สัญญา

วันพฤหัสบดี ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 20.17 น.

‘กมธ.ป.ป.ช.’ มึน ‘สพฐ.’ เพิ่งตื่น ร่อนหนังสือทวงหนี้ ‘สกสค.’  หลังปล่อยค้างจ่ายค่าลิขสิทธิ์แบบเรียนตั้งแต่ปี 59 จนหนี้พอก 200 กว่าล้านบาท รับที่ผ่านมาไม่เคยทวง-ไร้สัญญา เซ็ง ‘ผู้แทน สพฐ.’ ไม่เตรียมเอกสารมาประกอบการชี้แจง เรียก ‘เลขาธิการ กพฐ.’ มาแจงซ้ำ พร้อมเชิญ ‘อธิบดีบัญชีกลาง’ ร่วมให้ข้อมูลสัปดาห์หน้า

16 ต.ค.68 ในการประชุมคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายอภิชาติ ตีรสวัสดิชัย สส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธาน กมธ.ป.ป.ช. เป็นประธานในที่ประชุม มีวาระพิจารณาตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (องค์การค้าของ สกสค.) โดยมี นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) และผู้เกี่ยวข้องจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นผู้แทนเลขาธิการ กพฐ.เข้าชี้แจง กรณีที่ องค์การค้าของ สกสค.ค้างชำระค่าลิขสิทธิ์หลักสูตรหรือสื่อการเรียนรู้ที่ สพฐ.เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

ช่วงต้น นายปรีติ เจริญศิลป์ สส.นนทบุรี พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานคณะ กมธ.ป.ป.ช. คนที่ 5 ได้สอบถามถึงหลักการในการเรียกเก็บค่าลิขสิทธิ์หลักสูตรหรือสื่อการเรียนรู้กับหน่วยงานต่างๆ ที่นำไปผลิตหนังสือแบบเรียน และขอข้อมูลในส่วนค่าลิขสิทธิ์แบบเรียนหลักสูตรที่องค์การค้าของ สกสค.ค้างชำระอยู่

ผู้แทน สพฐ. ชี้แจงว่า การเรียกเก็บค่าลิขสิทธิ์หลักสูตรหรือสื่อการเรียนรู้นั้นเป็นการดำเนินการตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการเรียกเก็บค่าลิขสิทธิ์สื่อการเรียนรู้ในการศึกษาขั้นพื้นฐานและการศึกษาปฐมวัย พ.ศ.2552 โดยกำหนดให้ สพฐ.นำส่งต้นฉบับพร้อมลิขสิทธิ์ให้กับหน่วยงานที่ดำเนินการผลิตหนังสือแบบเรียน ซึ่งในส่วนขององค์การค้าของ สกสค. ที่มีหน้าที่ในการผลิตหนังสือแบบเรียนของกระทรวงศึกษาธิการทุกปีการศึกษา ต้องชำระค่าลิขสิทธิ์หนังสือแบบเรียนแยกตามระดับชั้น ในอัตราร้อยละ 3, 5, 10 และ 15 โดยยอมรับว่า ปัจจุบัน องค์การค้าของ สกสค. ได้ค้างชำระค่าลิขสิทธิ์ต่างๆ ให้กับ สพฐ.อยู่ราว 200 กว่าล้านบาท โดยเป็นยอดค้างชำระสะสมมาตั้งแต่ปี 2559

ผู้แทน สพฐ. ชี้แจงด้วยว่า เนื่องจากที่ผ่านมา สพฐ.ไม่ได้ทำการทวงถาม จึงไม่ทราบว่าเหตุใดองค์การค้าของ สกสค.จึงไม่ได้ชำระค่าลิขสิทธิ์ให้กับ สพฐ. มีเพียงช่วงโควิด-19 เท่านั้นที่แจ้งขอผลัดชำระเข้ามา อย่างไรก็ตามเมื่อช่ว งต้นเดือน ต.ค.2568 สพฐ.ได้ทำหนังสือแจ้งเตือน องค์การค้าของ สกสค. ให้ดำเนินการชำระค่าลิขสิทธิ์ที่ค้างชำระ พร้อมรายละเอียดเกี่ยวกับเบี้ยปรับ ซึ่งทางองค์การค้าของ สกสค.ก็ได้มีหนังสือแจ้งกลับมาว่า จะทยอยชำระให้เดือนละ 3 ล้านบาท และชำระร้อยละ 40 ของจำนวนจ้างพิมพ์ อย่างไรก็ตามยอมรับว่า ที่ผ่านมา สพฐ.และองค์การค้าของ สกสค.ไม่ได้มีการทำสัญญาเกี่ยวกับการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์แบบเรียนระหว่างกันตามที่ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการเรียกเก็บค่าลิขสิทธิ์สื่อการเรียนรู้ในการศึกษาขั้นพื้นฐานและการศึกษาปฐมวัย พ.ศ.2552 กำหนด โดยยึดระเบียบกระทรวงศึกษาธิการดังกล่าวเป็นหลักปฏิบัติเท่านั้น

ทั้งนี้ กมธ.บางรายได้ตั้งข้อสังเกตว่า การที่ องค์การค้าของ สกสค.ไม่ชำระค่าลิขสิทธิ์หลักสูตรหรือสื่อการเรียนรู้ให้แก่ สพฐ.ตามที่กำหนดในแต่ละปีนั้น ถือว่าไม่เป็นธรรมต่อหน่วยงานอื่นๆ ทั้งรัฐและเอกชนที่ผลิตและจำหน่ายหนังสือแบบเรียนเล่มที่ซ้ำกับองค์การค้าของ สกสค. แต่ชำระค่าลิขสิทธิ์หลักสูตรหรือสื่อการเรียนรู้ให้แก่ สพฐ.ตามกำหนดทุกปี ส่งผลให้องค์การค้าของ สกสค.มีต้นทุนการผลิตหนังสือแบบเรียนที่ต่ำกว่า จึงเสนอให้เชิญ กรมบัญชีกลาง มาสอบถามว่า การที่ สพฐ.ไม่ทวงถามหนี้ชำระค่าลิขสิทธิ์หลักสูตรจาก องค์การค้าของ สกสค. รวมถึงการที่องค์การค้าของ สกสค.ค้างชำระค่าลิขสิทธิ์มาเป็นเวลาเกือบ 10 ปีเข้าข่ายมีความผิด หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่อย่างไร รวมถึงอาจเข้าข่ายพฤติกรรมทุจริตด้วย

รายงานข่าวแจ้งว่า ในการประชุมวันนี้ ทางผู้แทน สพฐ.ไม่ได้เตรียมเอกสารต่างๆ ที่อ้างอิงมาประกอบการชี้แจง โดยระบุว่า เพิ่งได้รับมอบหมายเลขาธิการ กพฐ.ให้มาชี้แจงต่อ กมธ.ป.ป.ช.อย่างกะทันหัน ทางที่ประชุม กมธ.ป.ป.ช. จึงได้ขอให้ทาง สพฐ.นำส่งเอกสารต่างๆ ให้ กมธ.ป.ป.ช.โดยเร็ว และจะเชิญ เลขาธิการ กพฐ.มาชี้แจงในประเด็นนี้อีกครั้ง พร้อมทั้งเชิญ อธิบดีกรมบัญชีกลาง มาให้ข้อมูลประกอบในการประชุม กมธ.ป.ป.ช.ในวันที่ 22 ต.ค.2568 ด้วย.

‘ซื้อไว้ก่อน อ่านทีหลัง’กลายเป็น‘วลีไวรัล’เขย่าวงการหนังสือ เจนฯใหม่ดันยอดมหกรรมหนังสือฯฟีเวอร์!

‘ซื้อไว้ก่อน อ่านทีหลัง’กลายเป็น‘วลีไวรัล’เขย่าวงการหนังสือ เจนฯใหม่ดันยอดมหกรรมหนังสือฯฟีเวอร์!

‘ซื้อไว้ก่อน อ่านทีหลัง’กลายเป็น‘วลีไวรัล’เขย่าวงการหนังสือ เจนฯใหม่ดันยอดมหกรรมหนังสือฯฟีเวอร์!

วันพฤหัสบดี ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 19.35 น.

3 วันสุดท้าย! นักอ่านทะลัก‘ซื้อไว้ก่อน อ่านทีหลัง’กลายเป็น‘วลีไวรัล’ เขย่าวงการหนังสือ เจนฯใหม่ปลุกพลังอ่าน ดันยอดงานมหกรรมหนังสือฯ ครั้งที่ 30 ฟีเวอร์!

โค้งสุดท้าย “มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30 (Book Expo Thailand 2025)” ร้อนแรงกว่าทุกปี “ซื้อไว้ก่อน…อ่านทีหลัง” กลายเป็น “วลีไวรัล” แห่งวงการหนังสือ นักอ่านทั่วประเทศหลั่งไหลเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ภายใต้บรรยากาศคึกคักทุกฮอลล์ สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) ในฐานะผู้จัดงานสุดปลื้ม เดินหน้าสร้างกระแสการอ่าน ปลุกพลัง “ตัวอักษร” ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง มาร่วมสร้างประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ 3 วันสุดท้าย! ถึง 19 ตุลาคม เวลา 10.00–21.00 น. ฮอลล์ 5–7 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ปีนี้นอกจากความคึกคักของยอดนักอ่านเจนฯ ใหม่ที่เพิ่มขึ้น ภายในงานยังอัดแน่นด้วยกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ โดยเฉพาะ “PUBAT Contest 2568” ศึกเล่านิทานแชมป์ชนแชมป์รอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ ซึ่งได้รับความสนใจจากทั้งเด็ก เยาวชน ครู และผู้ปกครองทั่วประเทศ

เวทีเด็กไทย “เล่านิทานด้วยหัวใจ” ปลุกพลังความดีสู่สังคม กิจกรรม “PUBAT Contest 2568” รอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ เป็นอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงานในปีนี้ โดยมีเยาวชนผู้ผ่านเข้ารอบสุดท้ายจำนวน 7 คน จากทั่วประเทศ ร่วมประชันความสามารถในการเล่านิทานที่สอดแทรกสาระ จริยธรรม และจินตนาการสร้างสรรค์

รางวัลชนะเลิศตกเป็นของ ด.ญ.นันท์นภัส หลิมศิโรรัตน์ โรงเรียนธิดานุเคราะห์ ตัวแทนจากหาดใหญ่บุ๊คแฟร์ ด้วยเรื่องราวการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการรณรงค์ไม่ทิ้งขยะ ถ่ายทอดด้วยน้ำเสียงและพลังแห่งจินตนาการอย่างทรงพลัง จนทำให้ได้รับรางวัลชนะเลิศ รับทุนการศึกษาจำนวน 10,000 บาท พร้อมทุนซื้อหนังสือในงาน 5,000 บาท ถ้วยรางวัล และใบประกาศนียบัตร

ส่วนรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ด.ญ.สิญานันท์ เข็มจินดา โรงเรียนต้นกล้า ตัวแทนจากเชียงใหม่บุ๊คแฟร์ รับทุนการศึกษา 7,000 บาท และทุนซื้อหนังสือ 3,000 บาท

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ด.ญ.ชัญญรัตน์ สุขสัมพันธ์ โรงเรียนอนุบาลจันทบุรี ตัวแทนจากเทศกาลหนังสือจันทบุรี รับทุนการศึกษา 3,000 บาท และทุนซื้อหนังสือ 2,000 บาท

ส่วนผู้ได้รับรางวัลชมเชยอีก 4 ท่าน ได้รับทุนการศึกษาและทุนซื้อหนังสือในงานท่านละ 1,000 บาท พร้อมใบประกาศนียบัตร

#ส่องเทรนด์หนังสือ “ขายดี–โปรแรง–ใกล้หมด” จากบูทดังทั่วฮอลล์

ปีนี้งานมหกรรมหนังสือฯ เต็มไปด้วยกระแสตอบรับล้นหลามจากผู้อ่านทุกวัย หนังสือหลากแนวขายดีเป็นเทน้ำเทท่า หลายบูทต้องเร่งรีสต็อกทันที

เริ่มจากบูท (F32) สำนักพิมพ์ยิปซี กรุ๊ป โดย คุณคธาวุฒิ เกนุ้ย นำเสนอผลงานระดับโลกของ Jared Diamond ทั้ง “GUNS, GERMS, AND STEEL : ปืน เชื้อโรค เหล็กกล้า กับชะตากรรมของสังคมมนุษย์” และ “Collapse : ล่มสลาย ไขปริศนาความล่มจมของอารยธรรม” พร้อมซีรีส์ประวัติศาสตร์โลกฉบับย่อ ดีไซน์ปกสะดุดตา เน้นงานออกแบบเรียบเท่แต่ทรงพลัง

ไปต่อที่บูท (E31) 13357 Publishing จัดโปรพิเศษ Boxset “ฝาแฝดยอดนักสืบ” จากปลายปากกาของ กิตติศักดิ์ คงคา ลดเหลือเพียง 930 บาท จากราคาปกติ 1,200 บาท โดยเล่มขายดีอันดับ 1 “อาชญรีเยนต์” ยังมีให้จับจอง พร้อมผลงานใหม่ “แมวดำตัวแรกของชีวิตที่เหลือ” จาก “หนุ่มเน” สมาชิกวง PERSES ที่มาร่วมถ่ายทอดผลงานการเขียนครั้งแรก เหลือในสต็อกไม่ถึง 100 เล่ม

บูท (G02) สำนักพิมพ์แจ่มใส ยังคงครองใจนักอ่านด้วยโปร “ช้อป 1 แถม 2” นิยายแปลจีนยอดฮิต “สามีข้ากลายเป็นท่านอาเสียแล้ว” 3 เล่มจบ ขายดีจนต้องเติมสต็อกแทบไม่ทัน พร้อมเล่มแฟนตาซีอันดับหนึ่ง “เพอร์ซีย์ แจ็กสัน โทสะแห่งเทพีสามเศียร” พิเศษสำหรับผู้ถือบัตรเครดิต KBANK, SCB, CardX, Krungsri, BBL และ KTC ผ่อน 0% นาน 3 เดือน เมื่อช้อปครบ 5,000 บาท

สายเตรียมสอบต้องแวะบูท (F08) Infopress กับเล่ม “สรุปสอบ ก.พ. ภาค ก ระดับ 3 ฉบับสมบูรณ์” ลดสูงสุดถึง 25% พร้อมของแถมพรีเมียมกระเป๋าผ้ามูลค่า 199 บาท

ขณะที่บูท (G31) สนพ. dotbooks / O2 / glow หนังสือแนวพัฒนาตนเองยังแรงต่อเนื่อง “Self Love วิธีรักตัวเองฉบับคนไม่สมบูรณ์แบบ” และ “The Lemonade Life จับให้มั่นคั้นให้สุด วิธีรับมือเมื่อชีวิตเปรี้ยวใส่” ขายดีจนใกล้หมด รวมถึงหนังสือ “ขอบคุณทุกๆ สิ่งที่ประกอบเป็นตัวเรา” ของนักเขียน NANPED ที่ได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลาม

บูท (E26) Wali Publishing กระแสดีเกินคาด “ไทยวิจิตร” เตรียมพิมพ์ครั้งที่ 2 หลังยอดขายหมด ในเวลาไม่กี่วัน พร้อมนิยาย “รอยรักในสายฝน” และ “Who’s There ไม่ใช่เธอ…ไม่ใช่ใคร” ที่แฟนนิยายต่างยกให้เป็น “สองเล่มห้ามพลาด” แห่งปี

#เหลือเพียง 3 วันสุดท้าย! ของงานหนังสือที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

ใครยังไม่ได้มา พลาดไม่ได้ เพราะโปรเด็ด–หนังสือดี–กิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ ในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30 (Book Expo Thailand 2025) ตั้งแต่วันนี้ – 19 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00–21.00 น. ฮอลล์ 5–7 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เพจ Thai Book Fair

มช.สร้างโมเดลต้นแบบ ‘Sustainovation’ ต่อยอดสู่เป้าหมาย Net Zero

มช.สร้างโมเดลต้นแบบ 'Sustainovation' ต่อยอดสู่เป้าหมาย Net Zero

มช.สร้างโมเดลต้นแบบ ‘Sustainovation’ ต่อยอดสู่เป้าหมาย Net Zero

วันพฤหัสบดี ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.44 น.

มช. เดินหน้าร่วมมือกับภาคเอกชน สร้างโมเดลต้นแบบ “Sustainovation” ผสานพลังองค์ความรู้ เทคโนโลยี และชุมชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและนวัตกรรมเพื่อสังคม ต่อยอดสู่เป้าหมาย Net Zero

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน ร่วมกับ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) (CPN) บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคเอกชนชั้นนำ มุ่งใช้ศักยภาพงานวิจัยของ มช. ต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และสร้างธุรกิจเพื่อสังคม ผ่านการสร้าง ‘ระบบนิเวศนวัตกรรม (Sustainable Ecosystem)’ ที่เชื่อมโยงความยั่งยืนในทุกมิติอย่างเป็นรูปธรรม

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “การส่งเสริมการนำองค์ความรู้งานวิจัยไปใช้ประโยชน์ ในเชิงพาณิชย์และการสร้างธุรกิจเพื่อพัฒนาสังคมแห่งความยั่งยืน” มุ่งส่งเสริมการนำผลงานวิจัยและองค์ความรู้ของ มช. ไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสังคมและสิ่งแวดล้อม ผ่านการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน ภายใต้แนวคิด“Sustainovation” หรือ “นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน” ซึ่งมุ่งเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการกับการประยุกต์ใช้จริงในระดับพื้นที่ สร้างระบบนิเวศนวัตกรรม (Sustainable Ecosystem) ที่สามารถขยายผลไปสู่ระดับประเทศ โดยมีผศ.ดร.ธัญญานุภาพ อานันทนะ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมด้วย นายวุฒิเกียรติ เตชะมงคลาภิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามเป็นผู้แทนของทั้งสองฝ่าย พร้อมด้วยผู้บริหาร หน่วยงานพันธมิตร และสื่อมวลชนเข้าร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีอย่างคับคั่ง ณ Exhibition Hall อาคารอำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคเหนือ (จังหวัดเชียงใหม่)

ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าว มช.โดยอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (STeP) ได้ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการสนับสนุนและเชื่อมโยงการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมกับภาคเอกชน ด้วยการบูรณาการการทำงานร่วมกับสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ (ERDI–CMU) และสถาบันวิจัยพหุศาสตร์ (MRDI–CMU) เพื่อขับเคลื่อนโครงการนำร่องใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1) การคัดแยกและจัดการเศษอาหารด้วย BCG Model (Circular Economy Waste Management Model) 2) การสร้างถนนรักษ์โลกจากพลาสติกรีไซเคิล (Green Road) และ 3) การเสริมศักยภาพผู้ประกอบการนวัตกรรมเพื่อสังคม (Start-up & SME Empowerment) ซึ่งถือเป็นการบูรณาการองค์ความรู้ทางวิชาการของมหาวิทยาลัยสู่การใช้ประโยชน์จริงในเชิงเศรษฐกิจและสังคมอย่างสมบูรณ์

ด้าน ผศ.ดร.ธัญญานุภาพ อานันทนะ รองอธิการบดีมช. ระบุว่า ความร่วมมือครั้งนี้นั้น ได้สะท้อนบทบาทของมช. ในฐานะสถาบันการศึกษาที่มุ่งสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมเพื่อรับใช้สังคม ผ่านการมุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในภาคเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งความร่วมมือกับภาคเอกชนอย่างเซ็นทรัลพัฒนาฯ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการนำงานวิจัยออกจากห้องทดลอง สู่การสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชนและขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามแนวทาง BCG และ Net Zero ดังนั้น ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) จึงเป็นต้นแบบของการบูรณาการองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ทั้งเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคมอย่างยั่งยืน ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ มช. เดินหน้าตามพันธกิจการเป็น “มหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรมเพื่อสังคม” ที่พร้อมผลักดันผลงานวิจัยไทยสู่การใช้ประโยชนอย่างแท้จริง

นายวุฒิเกียรติ เตชะมงคลาภิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เซ็นทรัลพัฒนาให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนธุรกิจอย่างยั่งยืนผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะสถาบันการศึกษาอย่าง มช. ซึ่งมีศักยภาพด้านวิจัยและเทคโนโลยีที่สามารถต่อยอดสู่การใช้งานจริง โดยการลงนามในครั้งนี้นั้นนับเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงระหว่างธุรกิจ ชุมชน และงานวิจัย เพื่อผลักดันโมเดล Sustainovation ให้เกิดขึ้นในทุกภูมิภาคของประเทศ ด้วยการบูรณาการความรู้และนวัตกรรมเข้ากับการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบ สู่กลไกสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมไทยให้ก้าวสู่ความยั่งยืนต่อไปในอนาคต

โดย มช. ได้มีการริเริ่มนำร่องโครงการต่างๆ อย่างเช่น Circular Economy Waste Management Modelซึ่งได้รับความร่วมมือระหว่าง สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มช. (ERDI–CMU) และเครือข่ายธุรกิจเพื่อการจัดการสภาพภูมิอากาศประเทศไทย (ThaiCBN) โดยมุ่งปิดวงจรขยะเศษอาหารจากศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต เข้าสู่กระบวนการผลิตก๊าซชีวภาพ (CBG) เพื่อนำไปใช้ผลิตไฟฟ้าและเชื้อเพลิงทดแทน พร้อมนำกากตะกอนจากการผลิตกลับมาใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์เพื่อเพาะปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ ผลผลิตที่ได้จะถูกนำกลับมาจำหน่ายใน “กาดหลวง” ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต ซึ่งถือเป็นการสร้างคุณค่าร่วมในทุกขั้นตอน และเป็นต้นแบบของการจัดการขยะอย่างยั่งยืนที่เกิดขึ้นจริงในระดับชุมชน

อีกหนึ่งโครงการที่สะท้อนความร่วมมือข้ามภาคส่วน คือ “Green Road – ถนนรักษ์โลกจากพลาสติกรีไซเคิล” ซึ่งเกิดจากการร่วมมือระหว่าง สถาบันวิจัยพหุศาสตร์ มช. (MRDI–CMU) และเทศบาลเมืองกระบี่ โดยได้นำขยะพลาสติก จำนวน 2.5 ตันและ ไบโอชาร์ (Biochar) 5.8 ตัน ที่ผลิตจากชีวมวลพืชเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน มาเป็นส่วนผสมหลักในการก่อสร้างซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 25.89 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือเทียบเท่าการปลูกต้นไม้ใหญ่  1,250 ต้นต่อปี ถือเป็นต้นแบบของการใช้เทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมของมหาวิทยาลัย เพื่อยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสังคมไปพร้อมกัน

ยิ่งไปกว่านั้น โครงการ Start-up & SME Empowerment ยังเป็นอีกความร่วมมือสำคัญที่ STeP ได้เข้ามามีบทบาทหลักในการสนับสนุนผู้ประกอบการนวัตกรรมรายย่อย ให้เข้าถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ การพัฒนาทักษะด้านธุรกิจและการบริหารจัดการ รวมถึงการยกระดับคุณภาพการให้บริการ เพื่อสร้างระบบนิเวศธุรกิจที่เข้มแข็งและเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งยังเป็นกลไกสำคัญในการกระจายรายได้และส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากในระดับท้องถิ่น ผศ.ดร.ธัญญานุภาพ กล่าวทิ้งท้าย

-(016)

ไครโอวิวา ชู 3 มาตรฐาน AABB ร่วมเสวนาใหญ่ย้ำจุดยืนยกระดับ ‘Stem Cell Bank’

ไครโอวิวา ชู 3 มาตรฐาน AABB ร่วมเสวนาใหญ่ย้ำจุดยืนยกระดับ 'Stem Cell Bank'

ไครโอวิวา ชู 3 มาตรฐาน AABB ร่วมเสวนาใหญ่ย้ำจุดยืนยกระดับ ‘Stem Cell Bank’

วันพฤหัสบดี ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.37 น.

ไครโอวิวา ชู 3 มาตรฐาน AABB หนึ่งเดียวในไทย! ร่วมเสวนาใหญ่ย้ำจุดยืนยกระดับ “Stem Cell Bank” ด้วยคุณภาพ-จริยธรรม-นวัตกรรม หนุนงานวิจัยภาครัฐสู่มาตรฐานโลก

บริษัท ไครโอวิวา (ประเทศไทย) จำกัด ธนาคารจัดเก็บสเต็มเซลล์ และผู้นำด้านนวัตกรรมสเต็มเซลล์ระดับโลก หนึ่งเดียวในประเทศไทยที่ได้รับสามมาตรฐาน AABB ร่วมเสวนาในหัวข้อ “ภาคเอกชนและการจัดการธนาคารชีวภาพเชิงพาณิชย์ ” ในการประชุมเชิงวิชาการ Biobank Excellence Workshop ยกระดับการจัดการธนาคารชีวภาพตามมาตรฐาน ISO 20387:2018 ด้วยจริยธรรมและนวัตกรรม ที่จัดโดยคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ มหาวิทยาลัยมหิดล

นางจิรัญญา ประชาเสรี ประธานกรรมการบริหารภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท ไครโอวิวา (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “กว่า 20 ปีที่ ไครโอวิวา มุ่งมั่นพัฒนาอุตสาหกรรมธนาคารชีวภาพ และศักยภาพของบุคลากรมาอย่างต่อเนื่อง โดยยึดความถูกต้องตามข้อกำหนดกฎหมาย, หลักจริยธรรมในการดำเนินงาน และคุณภาพเป็นที่ตั้งเสมอมา และมีความยินดีอย่างยิ่งที่จะร่วมแบ่งปันองค์ความรู้ทางด้านมาตรฐานคุณภาพ เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนให้งานวิจัยของภาครัฐเป็นไปโดยสอดคล้องกับมาตรฐานระดับสากล เพราะการดำเนินการทั้งหมดเป็นเรื่องซับซ้อน ต้องอาศัยอุปกรณ์และองค์ความรู้เฉพาะ ดังเช่นในปัจจุบันที่เรามี MOU กับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนงานวิจัยพัฒนา ATMPs ในด้านต่าง ๆ อยู่แล้ว นอกจากนี้ เรายังมีการค้นคว้าพัฒนาหรือรับเอาเทคโนโลยีทางการแพทย์ใหม่ ๆ ที่พิสูจน์แล้วมาพัฒนาการผลิต เพื่อให้คนไทยเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการที่มีคุณภาพสูงในระดับสากล”

ปัจจุบัน ไครโอวิวาให้บริการ Private Banking สำหรับเฉพาะบุคคล ซึ่งมีการลงนาม Informed Consent จากลูกค้า เพื่อแจ้งความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นให้ทราบตามมาตรฐานสากล AABB ทั้งนี้ ตามที่มีการกำหนดว่าผลิตภัณฑ์ที่ทางบริษัทฯ ผลิตนั้น จัดเป็นยาในกลุ่ม ATMPs บริษัทจึงกำลังอยู่ในแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ขึ้นทะเบียนตามมาตรฐาน GMP สำหรับงานวิจัยและเชิงพาณิชย์ โดยเบื้องต้น ทางห้องปฏิบัติการได้รับใบอนุญาตสถานที่ผลิตยาในกลุ่ม MSC เรียบร้อยแล้ว และจะมีขั้นตอนการแจ้งผู้บริจาคตัวอย่างเนื้อเยื่อตามวัตถุประสงค์ที่แท้จริงในแต่ละโครงการต่อไป

ที่ผ่านมา ไครโอวิวา มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการยกระดับธนาคารชีวภาพของประเทศไทยให้ทัดเทียมกับการแข่งขันในระดับโลก โดยเฉพาะในด้านคุณภาพ ความโปร่งใส มาตรฐาน และความปลอดภัย ตามที่ได้รับการรับรองจาก AABB (Association for the Advancement of Blood and Biotherapies) หรือสมาคมธนาคารเลือดสหรัฐอเมริกา ทั้ง 3 สาขา หนึ่งเดียวในประเทศไทย ได้แก่ สาขาการจัดเก็บสเต็มเซลล์ การเพาะเลี้ยง และการจัดเก็บแหล่งตั้งต้นเซลล์ที่ได้รับการรับรอง  เราได้มีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและนวัตกรรมทางเทคโนโลยีเพื่อให้มีเครื่องมือสำหรับการจัดเก็บและประมวลผลวัสดุชีวภาพที่มีคุณภาพสูงและคงสภาพสำหรับการวิจัยระยะยาว ตลอดจนการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเชิงพาณิชย์ ที่ใช้ทรัพยากรชีวภาพเป็นแพลตฟอร์มในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ ๆ ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการผลักดันให้ธนาคารชีวภาพของไทยก้าวขึ้นเป็นแหล่งทรัพยากรชีวภาพที่สำคัญและน่าเชื่อถือในเวทีโลก

ด้านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะช่วยขยายโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงนวัตกรรมทางการแพทย์ขั้นสูง ทั้งนี้ การทำให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงบริการของไครโอวิวา เพื่อเป็นหลักประกันสุขภาพให้ครอบครัว เป็นเป้าหมายสำคัญที่ไครโอวิวามุ่งมั่นมาโดยตลอด ผ่านการสื่อสารให้ความรู้และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสเต็มเซลล์ และโอกาสทางสุขภาพในอนาคต รวมทั้งความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ความสำคัญของระบบคุณภาพระดับสากล อีกทั้งยังมีการจัดแพคเกจพิเศษสำหรับบริการระดับเริ่มต้นหรือบุคลากรภาครัฐ เพื่อให้สามารถเข้าถึงบริการได้ง่ายขึ้นอีกด้วยนอกจากนี้ ยังเสนอให้ภาครัฐช่วยเผยแพร่ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ซึ่งจะช่วยเพิ่มการเข้าถึง ลดต้นทุนบริการ และเป็นหลักประกันสุขภาพในระยะยาวของครอบครัว เพื่อลดภาระทางสาธารณสุขของประเทศในอนาคต

-(016)