ลูกศิษย์ยัน’หลวงปู่แสง’ป่วยจริง ไม่มีเจตนาจับของลับสีกา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/653108

ลูกศิษย์ยัน'หลวงปู่แสง'ป่วยจริง ไม่มีเจตนาจับของลับสีกา

วันพฤหัสบดี ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 16.56 น.

จากกรณีสาวรายหนึ่งเข้าร้องเรียนกับ “หมอปลา มือปราบสัมภเวสี” อ้างถูก “หลวงปู่แสง จนฺทโชโต (ญาณวโร)” วัดป่าดงสว่างธรรม อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร พระเกจิ จับหน้าอก จับอวัยวะเพศ อ้างทำเพื่อรักษามะเร็ง ทั้งยังมีการอวดอุตริว่ามีเลือด ปัสสาวะ สามารถกลายเป็นพระธาตุได้ ข่าวดังกล่าวทำเหล่าลูกศิษย์ใจสลายว่าจริงหรือไม่ ก่อนเกิดการถกเถียงสองฝ่าย ซัดกลับทันทีว่าถูกจัดฉากหรือเปล่า เพราะจริงๆ แล้วหลวงปู่แสงอายุเกือบร้อยปี อาพาธเป็นอัลไซเมอร์

รายการโหนกระแสวันที่ 12 พ.ค. 65 ดำเนินรายการโดย “หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย” ผลิตในนามบริษัท ดีคืนดีวัน จำกัด ออกอากาศทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 12.35 น. ทางช่อง 3 กดเลข 33 สัมภาษณ์ “น้องไก่ และแม่” ผู้เสียหายอีกราย ที่ไม่ใช่คนในคลิปข่าว มาพร้อม “กัน จอมพลัง”

คุณไก่เป็นลูกสาว เรื่องราวเกิดอะไรขึ้น?

ไก่ : เรื่องเริ่มต้นจากว่า คุณพ่อติดตามกลุ่มในเฟซบุ๊กของวัด ทีนี้คุณพ่อศรัทธามาก เคยไปวัดนี้เป็นครั้งที่สองที่เกิดเรื่องค่ะ แต่ก่อนหน้านี้ที่จะไป คุณพ่อร่วมทำบุญ บ้านเราเป็นบ้านที่นับถือศาสนาพุทธมากๆ และชอบไปไหว้พระเกจิ ชอบทำบุญมาก เราเคยไปวัดนี้ช่วงนึงเมื่อเดือนต.ค. ปีที่แล้ว แต่รอบนั้นไม่เกิดอะไรขึ้นเพราะเราไปช่วงมีคนไปทำบุญเยอะ แต่ช่วงเกิดเหตุ วันนั้นเราไปถึงวัดตอนเย็นแล้ว แล้วเขาบอกว่าเย็นนั้นเหมือนจะมีแสดงธรรม แต่พอไปถึงก่อนเวลาแสดงธรรม เราก็ขึ้นไปไหว้หลวงปู่ก่อนมั้ย เราไปกราบหลวงปู่ก่อนเถอะ ก็เลยเข้าไปค่ะ พอไปถึงตามที่เห็นในภาพ จะมีสเต็ปขึ้นไปที่หลวงปู่นั่งอยู่ เขาเรียกคุณพ่อให้ขึ้นไปก่อน หนูกับแม่นั่งอยู่ข้างล่าง เพราะเรารู้ดีว่าเป็นสีกาไม่ควรเข้าใกล้พระ ทีนี้หลวงปู่ก็เรียกขึ้นไปข้างบน

ที่ไปเป็นกุฎิของท่าน?

กัน : เป็นที่นั่งรับแขกของท่าน รับญาติโยม

ไก่ : ตรงนั้นยกสเต็ปขึ้นไป หนูกับแม่นั่งอยู่บนพื้นกระเบื้องด้านล่าง พอหลวงปู่เรียกขึ้นไป พ่อก็ถามว่าขึ้นไปได้เหรอครับ ท่านก็เหมือนเอาไม้เคาะๆ คุณพ่อแค่นี้ แล้วเรียกหนูกับแม่ขึ้นไป พ่อก็ถามว่าขึ้นได้เหรอคะ พระท่านก็บอกว่าขึ้นได้เลยโยม หลวงปู่ท่านเมตตา ขึ้นมาเลย หนูกับแม่ก็ขึ้นไป นั่งเรียงหน้ากระดานสามคน หนู คุณแม่ และคุณพ่อ

หลวงปู่เป็นคนเรียก?

ไก่ : ท่านยิ้มๆ แล้วก็เรียกขึ้นไป พระเลขาก็บอกว่าขึ้นมาเลยโยม หลวงปู่ท่านเมตตา ไม่เป็นไร ตอนนั้นมีอยู่สองรูป มีนั่งข้างหลวงปู่ 1 รูป และยืนอยู่ 1 รูป ทีนี้พอเสร็จปุ๊บก็ก้มลงไหว้ทั้งสามคน หลวงปู่เอามือมารองมือแม่แล้วก็บีบๆ

เป็นแบบนั้นมั้ยคุณแม่?

แม่น้องไก่ : ใช่ค่ะ การเล่าครั้งนี้ เล่าจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ที่บ้านเราเป็นครอบครัวชอบทำบุญ เราไปทำบุญกันอย่างสม่ำเสมอ เราศรัทธาในตัวสามี แฟนเราชอบหาเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียง เราก็ไปกราบตลอดเวลา วันที่เราเดินทางไปวันนั้น เราไปด้วยใจศรัทธาจริงๆ ตอนไปเรากราบท่านนอบน้อมที่สุด ตัวเองเป็นคนนั่งกราบอยู่ข้างล่าง แต่หลวงปู่เรียกขึ้นไป เราก็งงว่าขึ้นไปได้เหรอ แฟนก็ถามว่าขึ้นไปได้เหรอ พระก็บอกว่าขึ้นไปได้ พระที่นั่งข้างหลวงปู่ค่ะ แล้วหลวงปู่ก็บอกว่าขึ้นได้ด้วย เลยก็เลยสงสัยเป็นประเพณีของที่นี่ อีกอย่างท่านเป็นระดับอริยสงฆ์ ท่านคงมีเมตตา คงเป็นบุญของเราที่ได้มากราบขนาดนี้ ในใจคิดอย่างนั้น ว่าเราได้รับบุญ รับกุศลจากความเมตตาของท่าน เราก็กราบ ท่านก็จับมือเราไปบีบไปกำ แล้วดึงเข้ามาใกล้ๆ จากนั้นเราก็เลยถอยลงไป เสร็จแล้วท่านก็เรียกลูกสาวเข้าไป

ไก่ : พอถึงตอนหนูไหว้ เขาก็จับเหมือนกัน บีบๆ มือก่อน แล้วดึงเข้าไปกอดเลย แล้วก็หอม ดึงแมสก์หนูออกไปเลย พอท่านดึงเข้าไปหา พ่อแม่อยู่ด้านหลังก็จะไม่เห็นว่าเกิดอะไรขึ้น ท่านโอบ หนูรู้สึกได้เลยว่าท่านล้วงเข้าไปแล้วจับที่หน้าอกเรา แล้วก็มองพระที่ยืนอยู่ ก็ไม่มีปฏิกิริยาอะไร หนูคิดว่าเขาต้องเห็น เพราะเขาอยู่มุมสูง แต่ก็ไม่มีปฏิกิริยาอะไร

แม่น้องไก่ : พอลูกสาวถอยหลังลงมา ยอมรับว่าเราไม่เห็นเหตุการณ์กับลูกสาวเลย เพราะเราเห็นแต่ด้านหลัง เราไม่เห็นเลยว่าพระทำอะไรส่วนด้านหน้าของลูกสาว พระเรียกเราเข้าไป หลวงปู่เรียกเราเข้าไป พระที่อยู่ข้างๆ ก็บอกว่าเข้าไปเลยโยม ไม่มีอะไร ท่านเมตตา เราก็โน้มศีรษะไปเฉยๆ คือกอดก็ได้ แต่กอดแค่ศีรษะ แต่ท่านจะดันเราเข้าไปให้ชนตัวท่าน เราก็ทำไมเป็นแบบนี้ พระที่นั่งข้างๆ ก็จะบอกว่าไม่เป็นไรโยม เข้าไปชิดเลย เราก็คิดว่าหลวงปู่คงเมตตา และประเพณีที่นี่คงเป็นแบบนี้ ออกจากวัดเราก็คิดได้ว่าทำไมโง่ขนาดนั้น

ขอถามทางฝั่งศิษย์หลวงปู่บ้าง เราเองเป็นสีกา รู้อยู่แล้วไม่ควรเข้าใกล้พระ ทำไมวันนั้นถึงไม่เอาตัวออกมา ขึ้นไปข้างบนทำไม?

แม่น้องไก่ : ถูกเรียกให้ไป ขณะนั้นเรามีความศรัทธาในตัวท่านมาก ความศรัทธานี่แหละค่ะทำให้เราหลงผิด เชื่อทำตามคำท่านบอกว่าให้เราขึ้นไป หลังท่านดึงตัวไป ท่านก็เอามือมาหน้าอก และบนล่างอย่างรวดเร็ว เราก็ปัดป้องและดันตัวออกห่างจากท่านทันทีค่ะ ตอนนั้นเราตกใจมาก ว่าทำไมเกิดแบบนี้

จริงๆ เชิญลูกศิษย์มาด้วย จ่ายค่าตั๋วเรียบร้อย บินมาเรียบร้อย นั่งอยู่หน้าสตูฯ มีผู้หลักผู้ใหญ่บอกไม่ให้ขึ้น บอกว่าศิษย์คนนี้รู้ไม่จริงไม่ให้ขึ้น ก็ไม่เป็นไร ตอนแรกจะให้คุยสองมุม แต่เดี๋ยวถามแทนอีกฝั่งนึงแล้วกัน สิ่งสำคัญคืออยากทราบว่าทำไมถึงต้องตั้งกล้องถ่าย ณ เวลานั้น บางคนบอกว่าเราไปจัดฉากหรือเปล่า?

ไก่ : ต้องบอกว่าคลิปที่ออกมา ไม่ใช่คลิปเหตุการณ์ของหนู

แม่น้องไก่ : ตอนนั้นลูกสาวบอกแล้วห้ามถ่ายภาพ ห้ามใช้กล้อง

ไก่ : ข้างบนที่กุฏิหลวงปู่จะมีป้ายติดอยู่แล้วว่าห้ามถ่ายภาพก่อนได้รับอนุญาต ซึ่งปกติคุณพ่อจะชอบถ่ายรูปมาก เป็นป้ายบอกเฉพาะเลยค่ะ

ห้ามถ่ายภาพก่อนได้รับอนุญาต ห้ามสุภาพสตรีเข้าใกล้องค์หลวงปู่ เขาเตือนไว้แล้วนะ ต้องมีบุรุษผู้รู้ความในขณะเข้ากราบ เนื่องจากองค์หลวงปู่ชราภาพ และมีโรคประจำตัว ขอให้เว้นระยะห่างตามสุขอนามัย หากต้องเข้ารับของที่ระลึกให้รับและถอยออกมาดังเดิม ให้แต่งกายสุภาพเรียบร้อยเคารพครูบาอาจารย์ ขอให้ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด นี่คือที่เขาบอกไว้ แต่ภาพในคลิปไม่ใช่คุณสองคน?

ไก่ :  ไม่ใช่ค่ะ

กัน ยังไงเรื่องนี้?

กัน : คือเมื่อวานเจตนาที่ไป มีเรื่องร้องเรียนเข้ามาเยอะ เรื่องหลวงปู่จริงๆ ไปไม่ได้อยากไปหาเรื่องแอ็กชั่น แค่อยากบอกว่ามีเหตุการณ์ร้องเรียนแบบนี้จิรงๆ แค่อยากบอกหลวงปู่กับลูกศิษย์ว่าหยุด อย่าทำเพิ่ม ไม่ต้องการให้มีผู้เสียหายเพิ่มขึ้น แค่อยากไปบอกไปเตือนดีๆ ถ้ารับปากว่าจะไม่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกก็จบ แฮปปี้ แต่เมื่อวานมีการอวดว่าท่านเป็นพระ บรรลุแล้ว เรามีการบอกก่อนแล้วว่ารับได้มั้ย ถ้ารับได้ก็ขึ้นไปเจอ ถ้ารับไม่ได้ก็กลับบ้านไป แต่จริงๆ ผมเข้าใจหลวงปู่นะ ท่านก็น่าสงสาร ไม่ได้ตั้งใจไปทุบหรือรังแกท่านนะ เมื่อวานที่สัมผัสได้คือพระลูกศิษย์ทั้งหลายนั่นแหละ ตัวดีทั้งนั้น ถ้าเป็นพระลูกศิษย์ที่รักหลวงปู่จริง บอกว่าหลวงปู่ป่วย เอาหลวงปู่มาทำแบบนี้เพื่ออะไร ท่านหวังอะไรในตัวหลวงปู่หรือเปล่า หลวงปู่ทำแบบนี้ท่านมีผู้เสียหายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถ้าบอกว่าท่านมีเจตนาดี รักหลวงปู่จริง ท่านจะทำให้คนมองหลวงปู่ในแง่ลบแบบนี้เหรอ

อยู่ในสายกับ “วิทย์ มหาชน” กรรมการสมาคมชาวยโสธร  เป็นคนที่ศรัทธาหลวงปู่ ตอนนี้เท่าที่มีโอกาสคุยกับหลายๆ ท่าน มีการบอกว่าหลวงปู่ท่านป่วย เป็นอัลไซเมอร์ ท่านทำอะไรซ้ำๆ เหมือนเดิม สมมติผู้หญิง ผู้ชายเข้าไปท่านก็ทำแบบนี้ มีการกอด ตบหลัง โยนของ แต่ประเด็นที่ต้องจับตามองคือพระรอบข้าง คุณวิทย์ศรัทธาหลวงปู่ มองเรื่องนี้ยังไง?

วิทย์ : ผมมองว่าพระผู้เฒ่าอายุ 100 กว่า ขอถามผู้หญิงผู้เสียหายว่าเดินทางไปกราบหลวงปู่แล้วมีปัญหานานหรือยัง

ไก่ : ไม่นาน ประมาณเดือนเศษ

วิทย์ : หลวงปู่แก่ขนาดนี้ อายุขนาดนี้ แล้วพอทราบมั้ยว่าหลวงปู่ท่านมีอาการ

ไก่ : ไม่ทราบค่ะ

วิทย์ : เจตนาที่ไปหาหลวงปู่เพื่อปรารถนาขอเมตตาหลวงปู่ เอาจากคลิปคุณฟ้า ป่วยเป็นมะเร็งใช่มั้ย

ไก่ : ไม่ใช่ค่ะ ผู้เสียหายคนละคน เราไปด้วยความศรัทธา พ่อก็อยู่ด้วย เราไปด้วยศรัทธาจริงๆ บ้านเราชอบทำบุญอยู่

วิทย์ : แล้วพอทราบเจตนาหลวงปู่มั้ยว่าท่านมีเจตนาอะไร ในการกอด ได้สังเกตมั้ยว่าพฤติกรรมหลวงปู่ ถ้าเป็นปู่ย่าตายายเราอายุ 100 ปี ผมถามก่อนว่าเราจะเห็นเจตนาที่จะมองมั้ยว่าท่านทำแล้วผิด ถามตรงๆ จากหัวใจ

กัน : เอาตรงๆ ท่านถือว่าเป็นพระ การแตะเนื้อต้องตัวผู้หญิงในทางปฏิบัติทำไม่ได้อยู่แล้ว ด้วยจริงๆ พระแตะต้องผู้หญิง หรือมีการกอดหอม ผมมองว่าเป็นสิ่งที่ไม่โอเค แต่ถ้าถามว่าตามที่ลูกศิษย์อ้างว่าท่านป่วยอยู่ ผมถามว่าถ้าท่านป่วย ทำไมถึงเอาท่านมารับแขก เอาท่านมาเจอคนแบบนี้ ขอถามกลับพี่บ้าง ในมุมลูกศิษย์ พี่เห็นภาพว่าท่านป่วยแบบนี้ คิดว่าท่านน่าจะมารับกิจแบบนี้มั้ย

วิทย์ : มันมีสองส่วน หนึ่งการให้เมตตา ให้ลูกศิษย์ได้เห็นได้กราบได้ไหว้ เหมือนรับแขก ครูบาอาจารย์สายผู้เฒ่า เพียงแต่ว่าที่ผมถามว่าที่ไปวันนั้น ทุกคนทราบมั้ยว่า หลวงปู่อาการขนาดนั้น แทบไม่ได้สติ ทุกคนตกใจหมด ตอนนักข่าวกรูกันเข้าไป แต่หลวงปู่นั่งเฉย โยนพระเฉย กิริยาหลวงปู่แทบไม่รับรู้  หลวงปู่ยังโยนพระๆ กิริยาคือใครเข้าไปใกล้ก็กอด ตรงนี้ผมมองสองส่วน ส่วนนึงผมชื่นชมที่พวกคุณกับหมอปลาเข้าไปไล่มารศาสนาจริงๆ แต่เจตนาการทำบางอย่างต้องแยกให้ออก ของสกปรกคืออะไร ของสะอาดคืออะไร ส่วนไหนพอบุก ส่วนไหนต้องเข้าไปคุยกับผู้ใหญ่ให้ชัดเจน  เพื่อรู้เหตุรู้ผล และรู้ความเป็นมาก่อน ในฐานะผมคนยโส ผมรู้ว่าหลวงปู่บวชมา 80 พรรษา ผมไม่สงสัยว่าทำไมคุณพ่อของน้องเขาถึงศรัทธา ศรัทธามีทั้งแบบศรัทธาแบบมืดบอด และศรัทธาแบบมีปัญหา การพาลูกขึ้นไปกราบไม่ผิด แต่หลวงปู่ ณ เวลานั้นท่านจะรู้อะไรหรือเปล่า ต้องถามคนมีสติสัมปชัญญะแบบพวกเรานี่แหละว่าคุณเห็นสภาพหลวงปู่ตอนนั้น และต้องพูดตรงๆ ว่าพระเลขาค่อนข้างเป็นพระที่อับปัญญา ไม่รู้แม้แต่วิธีปฏิบัติรักษาครูบาอาจารย์อย่างไร ไม่รู้แม้แต่อะไรควรทำหรือไม่ควรทำอย่างไร

ขออีกที เป็นพระอะไร?

วิทย์ : พระอับปัญญา ปัญญาไม่เกิด

หมายถึงพระรายล้อมไม่มีปัญญา ทำไมยอมให้พุทธศาสนิกชนเข้าหาหลวงปู่ ทั้งที่หลวงปู่กำลังป่วยแบบนี้?

วิทย์ : ใช่ครับ เข้าไปหาได้แค่กราบ ขนาดผมสนิท แค่กราบก็ออก การนั่งสนทนาท่านก็นั่งไม่ได้แล้ว

ผู้เสียหายเขาโดนกระทำจริงๆ เขาก็บอกว่าเขาเป็นเหยื่อ ทีนี้มุมกลับก็มีพูดถึงเรื่องพระที่เป็นลูกศิษย์  ทำไมปล่อยให้หลวงปู่ทำแบบนี้ คุณวิทย์บอกหลวงปู่แก่แล้ว และอาพาธด้วย ทั้งหมดเกิดจากพระแวดล้อมที่อับปัญญา คุณกันอยากถามอะไร?

กัน : เมื่อกี้พี่วิทย์พูดเหมือนยอมรับและรับรู้ว่าสิ่งที่หลวงปู่ทำแบบนี้ ทำมานานแล้ว หลวงปู่ทำมานานแล้วเหรอครับ

วิทย์ : อันนี้เราไม่ทราบนะว่าหลวงปู่ทำมานานแล้วหรือเปล่า แต่เราเห็นหลวงปู่โยนพระเป็นสิบปีแล้ว ตอนนี้ต้องถามก่อนว่าที่คุณกันพานักข่าวไป บอกว่าไม่เจตนา แต่ภาพที่ออกมา ผมว่าเหยื่อจริงๆ คือหลวงปู่นะ ไม่ใช่ผู้หญิงหรือใครนะ

ตัวผู้หญิงก็เป็นเหยื่อด้วยเหมือนกัน?

กัน : ผู้หญิงเขาถูกละเมิดมานะครับ จะบอกว่าหลวงปู่เป็นผู้เสียหายคนเดียวไม่ได้ พระเลขาก็เป็นคนพูดทั้งหมดว่าหลวงปู่มีพฤติกรรมอย่างนั้นจริง ทำมานานแล้ว เมื่อวานผมยังถามเลยว่าถ้าหลวงปู่เป็นแบบนี้แล้วทำไมเอาหลวงปู่มาทำแบบนี้ ผมไม่ได้ไปทุบหรือรังแกหลวงปู่นะ ผมไปเพื่อไม่ให้มีผู้เสียหายเพิ่ม ไม่ให้คนมองหลวงปู่แย่ด้วย พระที่อยู่รอบตัวเขาหรือลูกศิษย์ ก็ควรบอกเขาว่าอย่าทำแบบนี้

วิทย์ : สิ่งที่คุณฟ้า หมอปลาพูดในคลิป จะบอกแทนชาวพุทธที่ฟังภาษาไทยรู้เรื่องทั้งหมดว่าอะไรเป็นอะไร อย่างผมไม่ได้เข้าข้าง แต่เราจะมาทำความจริงให้กระจ่าง ว่าแต่ละคนที่ไปกราบหลวงปู่ไปเพื่อเจตนาอะไร

พี่วิทย์จะบอกว่าหลวงปู่อาพาธ มีอาการโยนพระให้ หรืออาจโดนสีกา เป็นมุมที่ท่านทำอย่างนี้ทั้งชายและหญิง ถูกมั้ย?

วิทย์ : ไม่ใช่ครับ อย่างที่บอกว่าดูที่เจตนาคนที่ไปด้วยว่าขึ้นไปกราบหลวงปู่ ไม่รู้เจตนาว่าไปเพื่ออะไร ให้หลวงปู่ทำอะไรบ้าง สองต้องมองเจตนาหลวงปู่ว่าท่านทำเพื่อเมตตาหรืออะไร หลวงปู่มีความกำหนัดมั้ย มีความอยากทางเพศมั้ย ตรงนี้สำคัญที่สุดครับ เจตนาเป็นเครื่องชี้วัดดีที่สุด

อาร์ม อยู่วัดหลวงปู่ ตอนนี้อยู่กับใคร?

อาร์ม :  อยู่กับลูกศิษย์หลวงปู่แสง เป็นลูกศิษย์ อยู่มาตั้งแต่ปี 35

“วิจิตร ทองแก้ว” ลูกศิษย์หลวงปู่แสง ข่าวที่เกิดขึ้นลุงมองยังไง?

วิจิตร : ผมไม่ทราบครับ แต่ทราบว่าหลวงปู่ป่วยมาตั้งแต่ปี 40 ป่วยลุกไม่ได้ จำผมก็ไม่ได้ ถ้าบอกชื่อถึงบอกว่าวิจิตรเข้ามา

ลุงรู้ใช่มั้ย ว่าหลวงปู่ไปโดนตัวสีกา?

วิจิตร : ก็ได้ยินข่าวนี่แหละครับ ถ้าอยู่จะไม่ให้ขึ้นเด็ดขาด ตรงนั้นเป็นอาสน์สงฆ์ เป็นที่หลวงปู่พักผ่อน

ใครให้ขึ้นไป?

วิจิตร : ผมไม่รู้เลย  ผู้หญิงขึ้นไม่ได้

พระที่อยู่แวดล้อมบอกว่าให้ขึ้นมาได้?

วิจิตร : ผมไม่ทราบตรงนี้ ได้ยินแต่ข่าวเมื่อวานนี้

กัน : สอบถามคุณลุงหน่อย คุณลุงบอกว่าหลวงปู่เป็นอัลไซเมอร์

วิจิตร : ไม่ได้บอกเป็นอัลไซเมอร์ แค่บอกว่าหลวงปู่ลืม

เวลาคนบริจาคเงินให้หลวงปู่ ใครบริหารเงิน?

วิจิตร : ท่านเป็นคนเก็บเอาไว้ในกระเป๋า ใครจะเอาไว้ผมไม่ทราบ ท่านเก็บเอาไว้นั่นแหละ ไม่รู้ว่าให้ใคร ลูกศิษย์เยอะ

เงินอยู่ไหนไม่รู้?

วิจิตร : ได้ยินว่าอยู่ธนาคาร บัญชีหลวงปู่แสง

คุณไปกันกี่คน?

ไก่ : สามค่ะ มีหนู คุณพ่อ คุณแม่

พ่อขึ้นไปกราบมั้ย?

ไก่ : ขึ้นค่ะ

หลวงปู่จับหน้าอกคุณพ่อมั้ย?

ไก่ : ไม่ค่ะ

แม่น้องไก่ : ไม่มีค่ะ แถมให้คุณพ่อเขยิบถอยหลังไปได้ แต่เรียกเราสองคนให้เข้าไป

การปฏิบัติต่างกัน?

แม่น้องไก่ : ใช่ค่ะ นี่คือความจริงที่พูดค่ะ

กัน : เรื่องที่แย่ลงเพราะพระเลขาใกล้ตัวทั้งนั้น เมื่อวานคนบอกกินฉี่ก็เป็นพระลูกศิษย์ทั้งนั้น คนบอกมีแพมเพิสพระธาตะ ที่มาอวดอุตริ พูดตรงๆ ทำให้หลวงปู่ดูแย่ลง ไม่ห้ามปราบ ไม่เตือน  ก็พระเลขาลูกศิษย์ทั้งนั้น

ไม่เหนื่อยเหรอ โดนด่ามั้ย?

กัน : เหนื่อยครับ ในเฟซบุ๊กก็โดนด่า แต่เราไปด้วยเจตนาดี เราไปด้วยความถูกต้อง จริงๆ เรื่องที่เกิดขึ้น ทั้งหลวงปู่ก็ได้ประโยชน์ ถ้าลูกศิษย์เบรกไม่ให้มีผู้เสียหายมากขึ้น ภาพท่านก็ดีขึ้น ตัวผู้เสียหายก็ไม่เพิ่มขึ้น น้องก็ได้ความเป็นธรรมไป

“ทิดไพรวัลย์ วรรณบุตร” อยู่ในสาย เรื่องนี้ไปกันใหญ่โตแล้ว มองเรื่องนี้ยังไง?

ทิดไพรวัลย์ : ประเด็นนี้อยากได้คำตอบที่เคลียร์และชัดเจน ว่าหลวงปู่แสงท่านเป็นผู้ป่วยอัลไซเมอร์จริงหรือไม่ เรื่องนี้ไม่ยากเลย ไปตรวจได้เลย มีภาวะสมองฝ่อจริงมั้ย อัลไซเมอร์จริงมั้ย ถ้าจริงต้องให้ความเป็นธรรมท่านในเรื่องนี้ ส่วนประเด็นพระลูกศิษย์ ทำไมปล่อยให้หลวงปู่มีพฤติกรรม หรือทำอะไรซ้ำๆ แม้ว่าท่านจะไม่รู้ตัวก็ตาม ทั้งเรื่องการจับหน้าอกหรืออวัยวะของสงวนผู้หญิง ทำไมยังปล่อยให้ทำ ทำไมยังปล่อยให้เกิด ง่ายมาก เอาแค่สองประเด็นนี้พอ

ถ้าท่านอาพาธจริง มีคุณหมอออกมายืนยันว่าป่วยจริง มีอาการแบบนี้จริง ในมุมพระถือว่าผิดวินัยมั้ย?

ทิดไพรวัลย์ : ถ้าเป็นพระสติฟั่นเฟือน พระวินัยมีข้อยกเว้นชัดเจนเลยครับ พระวินัยไม่เอาโทษกับพระสติฟั่นเฟือน เป็นเคสยกเว้น อยากให้ใช้สติและเหตุผลนิดนึง ประเด็นนี้ไม่เกี่ยวกับพระแก่หรือไม่แก่ ถ้าแก่แล้วมีสติสมบูรณ์ ทำแบบนี้ก็ผิดครับ พระวินัยตัดสินแค่ว่าจงใจหรือไม่จงใจ เจตนาหรือไม่เจตนาเท่านั้นเองครับ

เขาตั้งข้อสังเกต ทำไมจับแต่ผู้หญิง ไม่จับผู้ชาย?

ทิดไพรวัลย์ : คนเรามันไม่เหมือนกัน คนเป็นอัลไซเมอร์ ความจำพฤติกรรมในการทำอะไรไม่เหมือนกัน บางคนเหมือนเด็ก บางคนทำไมเล่นขี้ได้ เพราะเขาไม่รู้ไงครับ เขามีภาวะผู้ป่วย ประเด็นที่อยากถามคือทำไมปล่อยให้ผู้หญิงเข้าใกล้พระผู้ใหญ่แบบนั้นได้ไง คณเป็นคนพุทธได้ไง ผมด่าทั้งพระอุปัฎฐาก ด่าทั้งผู้หญิง คุณเป็นคนพุทธได้ยังไง กรณีที่คุณรู้ว่าการเข้าใกล้พระแบบนี้ทำไม่ได้ เป็นความรู้เบสิกพื้นฐานนะครับ ทำไมชอบเข้าใกล้พระ ให้พระเจิมหัวเป่าหัวกัน การทำแบบนี้ทำไม่ได้เลย คุณเป็นคนพุทธได้ยังไง

แม่น้องไก่ : ขออนุญาตนะคะ เราไปตรงนั้นด้วยความศรัทธา ศรัทธาพาไป เราศึกษาพระธรรมไม่ลึกซึ้งเหมือนท่าน แล้วมีพระข้างๆ บอกว่าเข้าไปได้ ในใจเราก็ค้านเสมอว่าเข้าไปได้ด้วยเหรอ แต่พระที่นั่งข้างๆ บอกว่าเข้าไปได้โยม เราก็จะทำยังไงล่ะ เราคิดว่าแสดงว่าท่านเมตตากับเราหรืออย่างไร แค่กอดแค่นี้หรืออย่างไร

ทิดไพรวัลย์ : ฟังแบบนี้เห็นใจแม่นะครับ ต้องเอาพระที่บอกว่าเข้าไปได้นี่แหละมาถามเลย ว่าทำไมถึงให้สีกาเข้าไปใกล้หลวงปู่

ลูกศิษย์หรือหมอที่เป็นลูกศิษย์ ต้องเอาเอกสารมายืนยันว่าท่านป่วยจริง ถ้าป่วยจริงก็มีข้อยกเว้น พระที่มีอาการฟั่นเฟือนทางสติ ถือว่าไม่ได้ผิดวินัยสงฆ์?

ทิดไพรวัลย์ : โดยวินัยว่าอย่างนั้น แต่ไม่ใช่ว่าผมจะยืนยัน แต่ต้องเอาเรื่องนี้เข้าสู่คณะสงฆ์ ให้คณะสงฆ์เป็นคนชี้มูล ว่าขณะที่ท่านจับต้องมีอาการจริงหรือไม่มี มันเป็นเรื่องละเอียด ต้องให้คณะสงฆ์ตัดสิน

สองถ้าทุกอย่างยังเงียบ ไม่ออกมายืนยันว่าป่วยหรือไม่ป่วย?

ทิดไพรวัลย์ : ไม่ได้ครับ หลวงปู่แสงเป็นพระมีลูกศิษย์ลูกหาเยอะ คุณต้องแถลงข่าวเลยเป็นเรื่องเป็นราว เงียบไปก็ไม่ได้นะครับ ถ้าหลวงปู่ไม่มีสติรู้ตัวหรือปกป้องตัวเองไม่ได้ คุณต้องออกมาปกป้องเรื่องนี้ และแสดงความรับผิดชอบเรื่องนี้เพราะคุณทำให้พระผู้ใหญ่มีมลทินแล้วนะครับ ถ้าไม่เคลียร์จะยุ่ง

ไม่ได้หยุดแค่ตรงนี้ มีถึงขั้นไปดื่มปัสสาวะหลวงปู่ เอาแพมเพิสหลวงปู่ที่มีอุจจาระ ไปแปะตามเสา แล้วบอกว่าเดี๋ยวจะกลายเป็นพระธาตุ จุดนี้ทิดไพรวัลย์มองยังไง?

ทิดไพรวัลย์ : ผมถึงโพสต์ไปไงครับ ว่าพระเกจิหลายรูปได้เกจิโง่ๆ อยู่ใกล้ตัวทำเสียหายหมด อย่างพระที่แม่บอกว่าให้เข้าไปใกล้ๆ เพราะพระโง่ๆ แบบนี้แหละไม่รู้ข้อวินัย ทำให้พระอาจารย์เสียหาย

ไม่กลัวเขาฟ้องเหรอ?

ทิดไพรวัลย์ : ผมพูดตามข้อเท็จจริงมั้ยครับ การที่ครูบาอาจารย์เป็นพระเกจิ แต่เอาขี้เอาเยี่ยวมากินกัน มาโชว์สื่อ มันปกป้องครูบาอาจารย์ยังไงครับ ผมพูดด้วยความปรารถนาดีนะครับ ยิ่งทำให้พระอาจารย์ดูแย่ ถ้าเป็นพระลูกศิษย์ที่เคร่งครัด รู้ข้อวินัยอย่างดี จะไม่มีเคสแบบนี้เกิดขึ้นเลยครับ จะไม่มีการให้สีกาเข้าใกล้ มันเป็นไปไม่ได้ครับ พูดผิดตรงไหน ถ้าฉลาดจะเกิดแบบนี้เหรอ เยี่ยวคนใช่ของเอามากินเหรอครับ ของกินมีเยอะแยะทำไมไม่เอามากินฮะ

พระลูกศิษย์เขาบอกว่านับถือหลวงปู่ เขาเชื่อแบบนั้น บางรูปยกซดทั้งขวดหมดทั้งขวด เขาเชื่อว่ารักษาโรคต่างๆ นานาในร่างกายเขาได้ รวมถึงแพมเพิส บางคนบอกว่าแพมเพิสมีสารตัวนึง เป็นเจล ทำให้กลายเป็นพระธาตุเป็นเม็ดๆ ได้ เรื่องนี้สอนเราอย่างนึงคือคุณได้เรียนรู้แล้วว่า นับจากนี้ไป ถ้าต้องไปไหว้พระที่ไหนก็ตามแต่ ถ้าเขาเรียกไปกราบพระให้พระเป่า ไม่ควรแล้ว?

ทิดไพรวัลย์ : อย่าทำเด็ดขาด อยากฝากถึงผู้หญิงทุกคน เลิกเถอะครับ ค่านิยมให้พระเจิม ให้พระแตะ มันไม่ใช่สิริมงคล มันเป็นเสนียดจัญไร คนโบราณถือว่าเป็นเสนียดครับ ไม่ใช่มงคล

มุมเหยื่อเข้าใจมากๆ ว่าเป็นผู้ถูกกระทำ ความยุติธรรมในมุมเขาจะเกิดตรงไหน?

ทิดไพรวัลย์ : ฟ้องสิครับ แล้วไปพิสูจน์กันด้วยข้อหลักฐาน ว่าเขาทำมีสติหรือไม่รู้ตัว ถ้าเสียหายก็ฟ้องร้องเลย

คุณจะไปฟ้องร้องมั้ย?

ไก่ : คิดว่าคงไม่ค่ะ หนูไม่ทราบกฎหมายสงฆ์ แต่เชื่อว่ามีข้อปฏิบัติตามลำดับของมันอยู่ เราต้องสืบหาความจริงเหมือนท่านไพรวัลย์พูด

ถ้าแจ้งความเขาต้องไปพิสูจน์?

ทิดไพรวัลย์ : อยากให้ร้องสองที่ ร้องผ่านคณะสงฆ์ที่นึง หรือร้องทางกฎหมายอีกที่นึง เพื่อเรียกความเป็นธรรมคืนให้เราด้วย ในฐานะเราถูกกระทำ ไม่ว่าลูกศิษย์จะอ้างว่าอัลไซเมอร์หรือไม่อัลไซเมอร์ ร้องไปคณะสงฆ์เลย ให้หามูลความจริงเรื่องนี้คุณถึงจะได้ความเป็นธรรมครับ

คนเรียกคุณขึ้นไปนั่นแหละ?

ทิดไพรวัลย์ : นั่นแหละตัวการเลย ตัวต้นเรื่อง ต้องไปเอาตัวมา ทำให้เหยื่อเสียหาย ไปเรียกตัวพระที่บอกว่าขึ้นได้ เข้ามาใกล้ๆ คนนั้นแหละตัวดีเลย ก็ฝากสองเรื่อง ผู้หญิงอย่าเข้าใกล้พระ ต่อให้เป็นพระเกจิก็อย่าให้ถูกเนื้อต้องตัวเด็ดขาด สองฝากถึงบรรดาลูกศิษย์ที่นับถือครูบาอาจารย์ ต้องนับถือสิ่งที่ท่านทำ ไม่ใช่ไปนับถือกองขี้กองเยี่ยวแพมเพิส ศรัทธาไม่ถูกที่เป็นการทำร้ายครูบาอาจารย์ครับ

เรื่องนี้จะยังไงต่อไป คุณเองไปกับหมอปลา?

กัน : อยากฝากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือลูกศิษย์ ไม่ต้องเป็นพระเลขา เชื่อว่ามีลูกศิษย์หลายคนรับรู้เรื่องนี้ คนที่ทำให้หลวงปู่ดูแย่คือใคร พวกท่านควรรวมพลังนะ พวกท่านรักและเคารพหลวงปู่อยู่แล้ว ท่านดำเนินการเลยครับ เพราะยิ่งอยู่ยิ่งแย่ ท่านดำเนินการให้หลวงปู่ได้เลย ส่วนสำนักพุทธตอนนี้เรื่องของพระเกิดขึ้นเยอะแยะมากมาย อยากให้แอ็กชั่นเยอะๆ ตอนนี้หลังจากเคสนี้ ผมมีคลิปนึง พระช่วยตัวเองส่งให้สีกา เดี๋ยวไปตามเรื่องนี้อีก

ต่อไปจะไปไหว้พระก็ต้องระวังตัวเอง?

แม่น้องไก่ : ตอนนี้เรารู้สึกว่าศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาลดน้อยถอยลง เพราะเราไม่แน่ใจว่าพระรูปไหนจะเป็นพระที่ปฏิบัติตามศีลธรรมครบถ้วนจริงหรือเปล่า เอาแค่ศีล 5  เราทราบนะว่าพระถูกเนื้อต้องตัว ศีลห้าก็ไม่มีแล้ว ศีลห้ายังไม่ได้เลย เราไม่มีความเชื่อมั่นว่าเราจะไปเคารพบูชากราบไหว้พระรูปไหนได้ ตอนนี้อยากให้สำนักพุทธเข้ามาดูแลตรงนี้ เราไม่ได้คิดจะมาทำร้ายหลวงปู่ หรือทำร้ายศาสนาพุทธ แต่อยากเป็นพลังส่วนหนึ่ง ที่บอกว่าสำนักพุทธควรดูแลพุทธศานาของเราให้ดี อย่าให้ศาสนาเสื่อมไปมากกว่านี้ ให้ทุกคนมีศรัทธาให้ได้อย่างถูกต้อง อยากให้ลงมาตรวจสอบตรงนี้

สิ่งที่อยากฝากสีกา อย่าเกรงใจพระ ต้องห้ามตัวเองด้วยมุมนึง?

ไก่ : จริงๆ วันที่เกิดเรื่อง วันที่โดนกระทำ ในหัวมีความคิดเยอะไปหมด ว่าเราควรจะทำยังไง เราควรโวยวายมั้ย นี่เป็นความอัดอั้นนะคะ เราต้องทำยังไงมันทำไม่ถูก พระที่อยู่ตรงนั้น ที่มีสติ อยู่ข้างๆ หลวงปู่ก็มีสติครบถ้วน หนูคิดว่าเขาเห็นเหตุการณ์ทำไมไม่ห้าม (เสียงสั่นเครือ) ทำไมปล่อยให้การกระทำแบบนี้เกิดขึ้น ซึ่งต้องบอกว่าเรามาด้วยความศรัทธาไม่เคยคิดเลยว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นกับเรา นี่คือครั้งแรกที่คนๆ นึงถูกกระทำ แล้วหนูต้องทำยังไง หนูทำตัวไม่ถูก หนูทำได้แค่เดินออกมา จนแม่ก็ถามว่าเกิดอะไรขึ้น โดนอะไรหรือเปล่า หนูถึงเล่าให้แม่ฟัง แล้วเราก็กลับออกจากวัดเลย

แม่น้องไก่ : และเราคิดเลยว่าเราจะไม่ย้อนกลับไปทำบุญที่นี่อีกแล้ว ศรัทธามันหมดไปไงคะ จุดประสงค์เราไปทำบุญมีสองอย่าง เราไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษ ปู่ย่าตายายที่ล่วงลับไปแล้ว สองอย่างน้อยที่สุดเราได้สร้างบารมีให้ตัวเราทั้งชาตินี้และชาติหน้า เรามาคิดย้อนว่าทำไมคนที่กระทำเช่นนี้ ไม่กลัวบาปกลัวกรรม ถ้าศึกษาธรรมะจริงๆ นรกต้องมีจริง แล้วทำไมไม่กลัวบาป ท่านไม่กลัวตกนรกเหรอ

ถ้าพิสูจน์ว่าท่านป่วยจริงๆ?

ไก่ : กรณีท่านป่วยจรงๆ หนูเห็นด้วยว่าทำไมพระที่ดูแลถึงปล่อยให้สีกาขึ้นมาเจอท่าน

แม่น้องไก่ : ต้องควบคุมว่าหลวงปู่ป่วยนะ สีกาเข้าใกล้ท่านไม่ได้นะ

ไก่ : ที่พวกหนูไปกัน เราไม่รู้ว่าท่านมีอาการป่วยเป็นอัลไซเมอร์ เราไม่รู้ค่ะ ถ้าอ่านป้าย ท่านบอกมีโรคประจำตัว เราไม่ทราบว่าโรคเกี่ยวกับอัลไซเมอร์ หนูคิดว่าเนื่องจากโควิด อาจมีโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ โรคหัวใจแบบนี้

คุณอาร์มอยู่กับลุงวิจิตร ตอนนี้วุ่นวายกันมั้ย?

วิจิตร : มีบ้างครับ

หลวงปู่ไปไหน?

วิจิตร : ไม่ทราบครับ มาแล้วไม่เห็นหลวงปู่เลย

หลวงปู่ไปไหน?

อาร์ม : เป็นรายงานข่าวว่าหลวงปู่น่าจะไปพักบ้านลูกศิษย์ที่จังหวัดมหาสารคาม ไปพักรักษาตัวก่อน

คนในพื้นที่เป็นยังไง?

อาร์ม : เสียงแตกบ้าง ฝั่งนึงยังเลื่อมใสศรัทธาหลวงปู่ บางส่วนก็ไปโฟกัสที่พระลูกศิษย์ พระเลขา ว่าทำไมไม่ดูแลท่าน ทำไมปล่อยให้ท่านทำแบบนี้จนเสื่อมเสีย

กัน : ถามคุณลุงเมื่อกี้หน่อย คุณลุงเคยพาหลวงปู่ไปฝากเงินมั้ย

วิจิตร : เคยครับ

กัน : ฝากเท่าไหร่

วิจิตร :  ตอนนั้น 57 ล้าน ฝากที่ธนาคาร กรุงศรี สาขายโสธร

ใครเซ็นเงินออกมาได้?

วิจิตร : ไม่มีใครเซ็นออกมาได้ แต่ก่อนท่านไปฝากที่เชียงดาว พอออกจากเชียงดาวก็มายโส จากยโสได้ข่าวว่าไปอุบลฯ แล้ว

กัน : หลวงปู่จำได้ใช่มั้ย มีเงิน 57 ล้าน

วิจิตร : ก็ไม่ทราบ ณ ขณะนี้

กัน : พระเลขาดูแลเงินหลวงปู่ดีใช่มั้ย

วิจิตร : ไม่ทราบเหมือนกัน

กัน : ฝากพี่ๆ ท่านอื่นที่กำลังดูอยู่ตอนนี้ ฝากดูเงินของท่านด้วย เยอะนะ 57 ล้าน

เชื่อว่าหลายท่านพอทราบว่าหลวงปู่มีเงินเยอะ พอป่วยเป็นอัลไซเมอร์ จะเอายังไงกับเงินตรงนี้ต่อไป เพราะลุงวิจิตรบอกว่าหลวงปู่เซ็นได้ และเงินอยู่ในบัญชีของหลวงปู่ นี่แค่เงินก้อนเดียว 57 ล้าน ส่วนที่เหลือไปกระจายที่อื่นหรือเปล่า?

กัน : นี่ไม่ได้กล่าวหานะ เป็นห่วงเฉยๆ

ฝั่งนี้เกรงใจพระ ทั้งที่ใจต่อต้าน?

แม่น้องไก่ : เราคิดว่าเป็นประเพณีของที่นั่น

เราเป็นเหยื่อ เขาอยากให้ไปร้อง ไปแจ้งความ เพื่อให้หลวงปู่ยืนยันว่าป่วย ถ้าป่วยคนรับผิดชอบต้องไปดูว่าเป็นใคร?

กัน : ที่ฝาบกอกส่วนสำนักพุทธ ท่านต้องแอ็กชั่นเยอะๆ นะครับ ตอนนี้เรื่องราวบานปลายเยอะแยะมากมาย ผมเป็นคนนึงที่ไหว้พระ นับถือศาสนาพุทธจริงจัง อยากให้แอ็กชั่นเพื่อมีพระที่ดี ถ้าไม่แอ็กชั่นเราอาจมีแค่มนุษย์ในชุดพระนะครับ อยากให้ท่านดำเนินการครับ

สำนักพุทธฯยัน’หลวงปู่แสง’เป็นอัลไซเมอร์ อาพาธเดินไม่ได้ เร่งสอบผิดพระธรรมวินัยหรือไม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/653075

สำนักพุทธฯยัน'หลวงปู่แสง'เป็นอัลไซเมอร์ อาพาธเดินไม่ได้ เร่งสอบผิดพระธรรมวินัยหรือไม่

วันพฤหัสบดี ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 15.42 น.

วันที่ 12 พฤษภาคม 2565 จากกรณีนายจีระพันธ์ เพชรขาว หรือ หมอปลา พร้อมเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดยโสธร และสื่อมวลชน เข้าตรวจสอบ “หลวงปู่แสง ญาณวโร” พระเกจิชื่อดัง อายุ 98 พรรษา และป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์อาศัยอยู่ในที่พักสงฆ์ พื้นที่บ้านดงสว่าง ต.โคกนาโก อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร

โดยกล่าวหาหลวงปู่แสงมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมต้องถูกจับสึก อ้างว่ามีคลิปช่วงเกิดเหตุเป็นหลักฐานเห็นหลวงปู่ พร้อมลูกศิษย์ชาย 3 คนนั่งประกบ เมื่อญาติโยมผู้หญิงเข้ามากราบไหว้ จะถูกเรียกเข้าไปใกล้ๆ ก่อนพระชราที่ถูกกล่าวหาจะพยายามลวนลามผู้เสียหาย ทั้งลูบศีรษะ โอบกอด และพยายามดึงเข้าไปหอมแก้ม

ความคืบหน้าล่าสุด นายสิทธา มูลหงส์ ผู้ตรวจราชการ และโฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.)​ ระบุว่า หลังจากที่ สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) ​ยโสธร โดยนายสิทธิลักษณ์ จิตอาคนารัตน์ ผู้อำนวยการ สำนักงานพระพุทธศาสนา จ.ยโสธร พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ นักวิชาการ ร่วมกับนายอำเภอป่าติ้ว และปลัดอำเภอป่าติ้ว ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว

นายสิทธา กล่าวว่า พระอุปัฏฐาก (พระผู้ดูแล)​ แจ้งว่า “หลวงปู่แสง” เป็นโรคอัลไซเมอร์ และมีอาการอาพาธ ไม่สามารถเดินได้ จะนั่งด้านหน้าบริเวณกุฏิเท่านั้น ซึ่งเรื่องดังกล่าว เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับพระธรรมวินัย พศ. จ.ยโสธร จะได้นำกราบนมัสการเจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอฝ่ายธรรมยุต เพื่อพิจารณา ส่วนผลการพิจารณาจะเป็นอย่างไร ก็จะมีการรายงานมายังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติต่อไป

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ผู้ว่าฯยโสธร สั่งสำนักงานพระพุทธฯ ลงพื้้นที่สอบข้อเท็จจริงกรณีหลวงปู่ลวนลามสีกา

เปิดเส้นทางธรรม ‘หลวงปู่แสง ญาณวโร’ 98 ปี 74 พรรษา ผู้เปี่ยมล้นด้วยเมตตาธรรม

แหวก‘ดงขมิ้น’! เปิดมุมมอง‘วิษณุ’ปมเกจิ-ลูกศิษย์-หมอปลา ‘สงฆ์’เสื่อมยิ่งสอบยิ่งเจอ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/653051

แหวก‘ดงขมิ้น’! เปิดมุมมอง‘วิษณุ’ปมเกจิ-ลูกศิษย์-หมอปลา ‘สงฆ์’เสื่อมยิ่งสอบยิ่งเจอ

วันพฤหัสบดี ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 15.04 น.

“วิษณุ”เผยเรื่องเสื่อมวงการสงฆ์ไม่ได้เพิ่งเกิด​ เชื่อยิ่งสอบยิ่งเจอ เตือน”ลูกศิษย์-พระ”หาผลประโยชน์พระสูงอายุ-อาพาธระวังผิดกม. ชี้​ ปชช.ช่วยชี้เบาะแสเป็นเรื่องดี​ แต่ขอให้เป็นข้อมูลที่ไม่ได้ปั้นแต่ง

เมื่อเวลา​ 14.00​ น.วันที่ 12 พฤษภาคม 2565 ที่ทำเนียบรัฐบาล​ นายวิษณุ​ เครืองาม​ รองนายกรัฐมนตรี​ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการตรวจสอบเรื่องไม่เหมาะสมในวงการสงฆ์ ว่า​ นายอนุชา นาคาศัย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ​ได้บอกไปหลายเรื่องแล้ว ให้เอาตามนั้น เพราะเป็นผู้ดูแล พศ. ส่วนตนเป็นเพียงผู้กำกับอีกชั้นหนึ่งเท่านั้น หลายเรื่องอาจจะไม่ทราบ

เมื่อถามถึงกรณีเกิดประเด็นในทางลบเกี่ยวกับพระสงฆ์ต่อเนื่อง นายวิษณุ กล่าวว่า เคสเยอะขึ้นทุกวัน ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิด แต่เมื่อมีการตรวจอย่างจริงจังจึงพบ และยังจะพบอีกเยอะ เหมือนกับการทุจริตคอรัปชั่นที่พบว่ามีจำนวนมาก ไม่ใช่มากเพราะเพิ่งจะเกิด แต่มีมานานแล้วเพิ่งไปตรวจกัน เพิ่งกล้าตรวจ​ และเอาจริงเอาจังในการตรวจ ตรวจแล้วก็พบ

เมื่อถามว่า เหตุที่เกิดขึ้นถูกมองว่าเป็นความเสื่อมจะเรียกศรัทธากลับคืนมาได้อย่างไร นายวิษณุกล่าวว่า เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เอาไว้ว่ากันยาว จะมาตอบสั้นๆ ตรงนี้ไม่ได้

เมื่อถามถึงกรณีลูกศิษย์หาผลประโยชน์จากพระผู้ใหญ่ที่อาพาธ และเป็นอัลไซเมอร์จะป้องกันและแก้ไขอย่างไร นายวิษณุ กล่าวว่า เราไม่ได้ให้ท่านมีตำแหน่งในทางปกครองหรือบังคับบัญชา หรือที่เรียกว่าพระสังฆาธิการ ดังนั้น การบวชและอยู่นานก็อยู่ไป ไม่มีปัญหา พระบางรูปอยู่ไปถึงอายุ 100 ปี​ ก็ไม่แปลก​ อย่างสมเด็จพระญาณวชิโรดม​ หรือหลวงพ่อวิริยังค์​ แต่เวลาจะตั้งให้เป็นพระสังฆาธิการปกครองสงฆ์ เขาจะไม่ตั้ง อย่าว่าแต่อายุ 100 ปี บางที 80 ปี ก็ไม่ตั้งแล้ว ส่วนกรณีมีลูกศิษย์ลูกหาไปหาผลประโยชน์นั้น ก็ต้องจัดการถ้าผิดกฎหมายหรือผิดวินัยสงฆ์

เมื่อถามถึงกรณีมีบุคคลทั่วไป​ เช่น​ นายจีระพันธ์​ เพชรขาว​ หรือ หมอปลา​ เข้าไปช่วยตรวจสอบพฤติกรรมไม่เหมาะสมของพระสงฆ์ แต่ปรากฏว่าถูกพระสงฆ์และลูกศิษย์ต่อต้าน อ้างว่าไม่ให้เกียรติพระพุทธศาสนา​ นายวิษณุ กล่าวว่า ให้ยึดหลักโปร่งใส โดยโปร่งใสก็อาจจะมาได้จากคำแนะนำหรือการชี้เบาะแสของใครก็ได้ เหมือนกับเรื่องทุจริตที่รณรงค์ให้ประชาชนชี้เบาะแส แต่ต้องเป็นเบาะแสที่เป็นความจริง หรือไม่จริงแต่สงสัยโดยมีเหตุอันควรสงสัย ไม่ใช่ไปปั้นเติมเสริมแต่ง ถ้าอย่างนี้มีประโยชน์ อย่างนี้ทำได้

นักวิจัย มทร.ล้านนา ยกระดับผ้าพื้นถิ่น สร้างแบรนด์ เพิ่มมูลค่าภูมิปัญญาดั้งเดิม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/652790

นักวิจัย มทร.ล้านนา ยกระดับผ้าพื้นถิ่น สร้างแบรนด์ เพิ่มมูลค่าภูมิปัญญาดั้งเดิม

วันพฤหัสบดี ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสุริยนต์ สูงคำ เจ้าหน้าที่สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา กล่าวถึงวัตถุประสงค์การวิจัยและพัฒนาเชิงสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ผ้าฝ้ายทอมือ ย้อมสีธรรมชาติ ด้วยนวัตกรรมสู่การกระจายรายได้ที่เป็นธรรม ว่า ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยได้สนับสนุนให้อาจารย์ และนักวิจัยลงพื้นที่เพื่อสำรวจปัญหา และสถานการณ์ด้านผลิตภัณฑ์จากผ้าพื้นถิ่นของกลุ่มผู้ประกอบการผ้าและสิ่งทอพื้นที่ในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน จำนวน 11 กลุ่ม ครอบคลุม 4 จังหวัด ประกอบด้วยจังหวัดเชียงใหม่ แพร่ ลำพูน และอุตรดิตถ์ ทำให้ทราบปัญหา และนำไปสู่การวางแผนแก้ไขปัญหาเบื้องต้น ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาคุณภาพของกระบวนการผลิต จนถึงผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป การพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์สินค้าให้มีความหลากหลาย การพัฒนาช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ แต่การดำเนินการดังกล่าวยังขาดมิติที่เชื่อมการทำงานตลอดห่วงโซ่อุปทานสินค้าประเภทผ้าและสิ่งทอ ทำให้ไม่สามารถมองเห็นการเกิดห่วงโซ่คุณค่าใหม่ในผลิตภัณฑ์

จากการวิเคราะห์สถานการณ์ก่อนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าฝ้ายทอมือย้อมสีธรรมชาติของคณะวิจัยพบปัญหา ได้แก่ งานต้นน้ำคือกลุ่มปลูกฝ้ายมีต้นทุนการผลิตที่สูง กระบวนการสกัดสีย้อมเส้นด้ายฝ้าย มีกระบวนการที่ค่อนข้างยุ่งยากใช้เวลานาน ส่วนงานกลางน้ำ พบว่า ต้นทุนการทอเส้นด้ายเป็นผืนผ้าสูง วัตถุดิบขาดคุณภาพ (แข็ง หยาบ) ไม่เหมาะสมที่จะนำไปแปรรูปผลิตภัณฑ์ กลุ่มผู้ประกอบการทำการแปรรูปผลิตภัณฑ์ผ้าผืนเป็นเสื้อสำเร็จรูป โดยผ้า 1 ผืน ต้นทุนสูง แต่ขายราคาถูก ซึ่งทำให้มีรายได้ที่ไม่สูง ในกระบวนการผลิตและแปรรูปมีเศษวัสดุเหลือทิ้งในกระบวนการ ส่วนงานปลายน้ำพบว่า ด้านบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการมากกว่า 50% ไม่มีบรรจุภัณฑ์กรณีของกลุ่มที่มีบรรจุภัณฑ์ หีบห่อไม่สวยงามและทันสมัย ส่วนด้านการตลาด พบว่า มีการแข่งขันที่ค่อนข้างสูง การตั้งราคาของแต่ละกลุ่มไม่สอดคล้องกับต้นทุนของสินค้า ทำให้ประสบปัญหาทางการเงินจนเกิดภาวะขาดทุน ซึ่งช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ มีทั้งออนไลน์และออฟไลน์โดยกรณีออนไลน์ มีปัญหาเรื่องการอัพเดตข้อมูลผลิตภัณฑ์และการจัดวางรูปแบบ สื่อ ส่วนกรณีออฟไลน์ พบว่าการตกแต่งหน้าร้าน ยังขาดข้อมูลข่าวสารเพื่อร่วมจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนที่ทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมจัดห่วงโซ่อุปทานการค้าที่เป็นธรรม

ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ดังกล่าว การศึกษาจึงมุ่งเน้นการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานการผลิต และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าฝ้ายทอมือย้อมสีธรรมชาติตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้้ำ
โดยต้นน้ำเป็นการพัฒนาคุณภาพวัตถุดิบ เพิ่มกำลังการผลิตวัตถุดิบลดการสูญเสียในกระบวนการผลิตพัฒนากระบวนการย้อม การพัฒนาผืนผ้าที่มีคุณลักษณะเหมาะสมแก่การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ขณะที่กลางน้ำการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค ของใช้และของที่ระลึก และปลายน้ำ คือการพัฒนารูปแบบแนวทางการจำหน่ายสินค้าตลอดจนถึงการพัฒนาแนวทางในการกระจายรายได้ที่เป็นธรรมกลุ่มผู้ประกอบการผ้าฝ้ายทอมือย้อมสีธรรมชาติตลอดห่วงโซ่อุปทาน

นายสุริยนต์กล่าวด้วยว่า หลักการออกแบบพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้า และสิ่งทอ เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ต่อการขายสินค้าหัตถกรรม เพราะผู้ซื้อมักจะไม่ชอบความจำเจ ดังนั้นการพัฒนาคุณภาพสินค้าหัตถกรรมแต่ละชนิด ย่อมจะแตกต่างกันไปตามลักษณะเฉพาะตัวของสินค้า โดยสินค้าที่มีประโยชน์ทางด้านการใช้สอย จะต้องมีรูปแบบใหม่สวยงามและจะต้องมีความคงทนด้วย ส่วนสินค้าที่เป็นของที่ระลึก จะต้องเน้นถึงวัสดุใช้สอยในท้องถิ่นนั้นๆ แสดงถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัว และสิ่งที่ขาดไม่ได้คือ คุณค่าความเป็นอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น ความประณีต พิถีพิถันในการผลิต ซึ่งสินค้าประเภทที่ใช้ในด้านการตกแต่งและเครื่องประดับชนิดต่างๆ จะต้องเน้นทั้งในด้านความงดงามของศิลปะ และรูปแบบซึ่งจะต้องเปลี่ยนแปลงไปตามสมัยนิยม รูปแบบให้มีความแปลกใหม่มีการนำเอาเทคนิคการผลิตสมัยใหม่ รวมทั้งเครื่องมือสมัยใหม่เข้ามาช่วยเพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพดี และต้นทุนการผลิตที่ไม่สูงจนเกินไป จึงนำไปสู่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ ได้แก่ เครื่องแต่งกาย ของใช้และเครื่องประดับ ภายใต้แบรนด์ Lanna Cotton Craft ซึ่งเป็นช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่เป็นการผนึกกำลังในทางการตลาด เพื่อส่งมอบคุณค่าให้กับลูกค้า ซึ่งจะส่งผลดีด้านยอดขายและจะส่งผลดีต่อชื่อเสียงของแบรนด์ โดยให้โอกาสกลุ่มผู้ประกอบการทั้ง 11 กลุ่ม เข้าร่วมนำสินค้าที่ผลิตตามงานต้นแบบเข้ามาจำหน่าย เป็นการสร้างเสริมโอกาสให้ผู้ประกอบการเติบโตอย่างมีศักยภาพและมีความสามารถในการทำธุรกิจมากขึ้น

ทางด้านตลาดออฟไลน์ ได้ทดสอบการจำหน่ายในงานแฟร์ที่จังหวัดจัดขึ้น งานจัดแสดงสินค้า ที่กรุงเทพมหานคร งานบ้านและสวน งาน Crafts Bangkok 2020 โดยศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ ตลาดจริงใจ ฟาร์มเมอร์ มาร์เกต อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์ ที่เป็นตลาดเฉพาะสินค้าจากธรรมชาติเท่านั้น ผลการทดสอบตลาดพบว่าลูกค้าให้ความสนใจและซื้อผลิตภัณฑ์ของ Lanna Cotton Craft โดยมียอดจำหน่ายรวมถึง 1,550,720 บาท

นายสุริยนต์ กล่าวด้วยว่า ทีมวิจัยยังคำนึงถึงการต่อยอดผลิตภัณฑ์ดาวเด่น ให้มีการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่าให้มีความสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคและเป็นที่รู้จักกว้างขวางมากยิ่งขึ้น ตลอดจนพัฒนาความร่วมมือของชุมชนเพื่อให้เกิดการสื่อสารการตลาดและหาช่องทางการตลาดเพิ่มขึ้น โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับชุมชน และเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่เศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน

ผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมกับการส่งเสริมจากภาครัฐ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/652785

ผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมกับการส่งเสริมจากภาครัฐ

วันพฤหัสบดี ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

กระทรวงวัฒนธรรมเป็นอีกกระทรวงหนึ่งที่ต้องปรับตัวรองรับความเปลี่ยนแปลงยุคใหม่ให้ร่วมสมัยกับสิ่งใหม่ๆ ที่เรียกกันว่าเป็นยุคดิจิทัล

ด้วยเหตุนี้เองเราจึงได้เห็นโครงสร้างใหม่เพื่อการสร้างกลยุทธ์ในการดำเนินโครงการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทยเพิ่มมากขึ้น เช่น

1.กลยุทธ์ในการสร้างกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ อาทิ กลุ่มสุขภาพและความงามเพื่อเด็ก คนทำงานและผู้สูงวัย และพร้อมที่จะทำการตลาดรูปแบบใหม่

2.กลยุทธ์ในการสร้างชุมชนท่องเที่ยวและการสร้างรายได้เพิ่มจากสินค้าและบริการ ทั้งนี้ต้องเป็นการท่องเที่ยวมิติใหม่ที่ปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรคระบาด

3.กลยุทธ์ในการสร้าง สถาบัน CPOT หรือ CPOT SUPPORT CENTER เป็นกลยุทธ์ในการดำเนินโครงการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย (CPOT) เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้มในช่วง 3-5 ปีข้างหน้าการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการสื่อสารและการโทรคมนาคม การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะมีมากขึ้น

ระยะนี้ เราจึงได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนไทยทั้งในสังคมเมืองและสังคมชนบทมากขึ้นโดยเฉพาะการพัฒนาปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารจัดการ การบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ของกระทรวงวัฒนธรรม การบริหารความเปลี่ยนแปลง การบริหารความเสี่ยง การบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ และหลักการบริหารกิจการบ้านเมือง เพื่อขับเคลื่อน นโยบาย สืบสาน รักษาต่อยอดและปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยหลักธรรมมาภิบาล

โดยการนำทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ที่คาดหมายกันว่าจะเป็นการส่งเสริม ภูมิปัญญา ประเพณี ความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาทำให้เกิดคุณค่าในสังคมเมืองและสังคมชนบทมากขึ้น

โดย…ชนิตร ภู่กาญจน์

‘ม.รังสิต’แต่งตั้ง‘ดร.อรรถวิท อุไรรัตน์’เป็นอธิการบดีคนใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/652903

‘ม.รังสิต’แต่งตั้ง‘ดร.อรรถวิท อุไรรัตน์’เป็นอธิการบดีคนใหม่

วันพุธ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 18.51 น.

‘ม.รังสิต’แต่งตั้ง‘ดร.อรรถวิท อุไรรัตน์’เป็นอธิการบดีคนใหม่

ตามที่คณะกรรมการสภามหาวิทยาลัยรังสิต ได้แต่งตั้ง ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ดำรงตำแหน่งอธิการบดี และได้มีหนังสือขอลาออกจากตำแหน่ง โดยมีผลวันที่ 9 พฤษภาคม 2565 นั้น เพื่อให้การบริหารงานของมหาวิทยาลัยรังสิต ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพคณะกรรมการสภามหาวิทยาลัยรังสิต จึงมีมติให้แต่งตั้ง ดร.อรรถวิท อุไรรัตน์ ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต ทั้งนี้มีผลตั้งแต่ วันที่ 9 พฤษภาคม 2565 เป็นต้นไป

ดร.อรรถวิท อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ยังคงเป็นตำนานของมหาวิทยาลัยรังสิต ของประเทศชาติ และท่านยังคงเป็นเสาหลักให้กับมหาวิทยาลัยของเราต่อไป และตลอดไป ด้วยคุณูปการของ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ท่านเป็นผู้บุกเบิก เป็นผู้ที่คิดต่างอย่างสร้างสรรค์

“เมื่อสมัยเปิดวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ตอนนั้นในฐานะที่เป็นมหาวิทยาลัยเอกชน จึงไม่ค่อยได้รับการสนับสนุนสักเท่าไร แต่ด้วยวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นของ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ นั้น จนถึงปัจจุบัน วิทยาลัยแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้สร้างอาชีพให้เด็กๆ ได้เป็นหมอ รุ่นละ 100 คน 150 คน มาตลอดระยะเวลา 30 ปี ซึ่งนับรวมได้เป็นหลักพันคน เพื่อตอบโจทย์และความต้องการของประเทศ ที่ยังคงต้องการหมอ ต้องการบุคลากรทางการแพทย์มากมาย คณะทันตแพทยศาสตร์ก็ดี คณะเทคนิคการแพทย์ก็ตาม เรายังต้องการบุคลากร และอีกมากมาย ผมเองก็ติดตาม ดร.อาทิตย์ มาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ตั้งแต่เป็นผู้ว่าการประปา หรือแม้ตอนที่เป็นนักการเมืองออกหาเสียงก็ตาม

นี่จึงเรียกได้เต็มปากว่า ท่านผู้นี้เป็นตำนานอย่างแท้จริง เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยรังสิตนั้น ตัวผมก็ผูกพัน มาที่นี่ตั้งแต่ยังเป็นทุ่งรังสิต เมื่อขับรถเข้ามาก็จะรู้สึกเหมือนว่ามาไร่มานา ยามค่ำคืนก็ได้ยินเสียงจักจั่นเรไรร้อง จนเวลาผ่านมาค่อยๆ เติบโตจากสองคณะ มาสู่สามสิบกว่าคณะ มหาวิทยาลัยรังสิตของเราถูกขนานนามว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่อยู่ในอันดับที่ 5 บ้าง อันดับที่ 7 บ้าง เมื่อสิบปีต่อมานี้ก็ขยับมาเป็นอันดับที่ 3 บ้างหล่ะ แต่ช่วง 8 ปีที่ผ่านมานี้ เราได้รับการจัดอันดับจาก Webometrics Ranks ให้เป็นอันดับที่ 1 มาโดยตลอด แม้การประเมินจาก สมศ. เราก็ได้รับการประเมินให้อยู่ในระดับดีมาก

นั่นหมายถึง คุณภาพของมหาวิทยาลัยของเรา การเรียนการสอนที่โดดเด่น และมีคุณภาพ ภารกิจต่างๆ ที่เราทำ ไม่ว่าจะเป็นด้านการช่วยเหลือสังคม ด้านการส่งเสริมคุณภาพชีวิต ด้านการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม และอีกมากมาย คำถามก็คือแล้วเราจะต่อยอด จะพัฒนามหาวิทยาลัยให้ดียิ่งขึ้นไปอย่างไร แผนพัฒนาของมหาวิทยาลัยรังสิตของเรานั้น ได้ถูกจัดทำขึ้นทุกๆ 5 ปี และปีล่าสุดนั้นก็ได้เน้นอยู่ 5 เรื่องใหญ่ๆ แบ่งออกเป็น Academic / Innovation Research / Internationalization / Image Reputation และ Smart Organization

ในรายละเอียดก็ต้องให้พวกเราช่วยกัน ไม่เพียงองค์กรที่เราจะต้องร่วมกันผลักดัน ในส่วนของนักศึกษาก็อยากให้พวกเราช่วยกันดูแล สอดแทรกความเป็นสังคมธรรมาธิปไตย เราต้องสอนทักษะความดีให้แก่พวกเขาด้วย หรือทางด้านกายภาพสิ่งแวดล้อมบริเวณมหาวิทยาลัย สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ก็ต้องดูแลตรงนี้ให้ดี ช่วงเวลากว่า 20 ปีที่ได้ทำงานที่มหาวิทยาลัยรังสิต ผมก็ได้ทำงานมาหลายหน้าที่ ทั้งในส่วนกลาง และการบริหารคณะ ด้วยองค์กรของเราเป็นองค์กรที่ใหญ่ ผมเองก็อยากให้พวกเราได้ทำงานอยู่บนพื้นฐานของความดี ความยุติธรรม ร่วมกันผลักดันและทำงานโดยยึดหลักสังคมธรรมาธิปไตยเช่นกัน ไม่ว่าแผนพัฒนาของมหาวิทยาลัยที่พวกเราตั้งไว้นั้น จะสำเร็จในระดับใดก็ตาม ผมเองก็จะตั้งใจทำร่วมกับพวกเราอย่างดีที่สุด

‘อนุชา’ไขลาน‘พศจ.’ทำงานเชิงรุก เพิ่มความเข้มงวด เร่งกู้ศรัทธาวงการสงฆ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/652871

‘อนุชา’ไขลาน‘พศจ.’ทำงานเชิงรุก เพิ่มความเข้มงวด เร่งกู้ศรัทธาวงการสงฆ์

วันพุธ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 17.34 น.

‘อนุชา’ไขลาน‘พศจ.’ทำงานเชิงรุก เพิ่มความเข้มงวด เร่งกู้ศรัทธาวงการสงฆ์

11 พฤษภาคม 2565 นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จัดประชุมหารือผู้บริหารสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยสั่งการให้ พศ.หาแนวทางการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา หลังพบว่าช่วงที่ผ่านมามีกระแสข่าวเชิงลบของวงการสงฆ์ถูกเผยแพร่ออกมาอย่างต่อเนื่อง

นายอนุชา กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความเป็นห่วงต่อกระแสข่าวดังกล่าว จึงสั่งการให้เร่งหารือแนวทางการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และป้องกันพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในวงการสงฆ์ ในฐานะที่กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการทำหน้าที่เพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และมีหน่วยงานระดับภูมิภาค คือ พศจ. กระจายอยู่ทั่วประเทศ จึงได้มีการหารือและขอความร่วมมือ พศจ. ทุกจังหวัดช่วยกันสอดส่องดูแลสิ่งที่ไม่ชอบมาพากลหรือพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ที่อาจเป็นเหตุให้พระพุทธศาสนาเสื่อมเสีย โดยเมื่อพบเห็นพฤติกรรมไม่ดีดังกล่าว ให้รีบรายงานยังส่วนกลางเพื่อดำเนินการแก้ไขเพื่อให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว หากเป็นเรื่องของคณะสงฆ์ ให้รีบทำหนังสือหารือกรรมการมหาเถรสมาคมเพื่อตรวจสอบและกำหนดบทลงโทษ

นอกจากนี้ได้สั่งการให้มีการตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ เพื่อเร่งรัด ติดตาม และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ให้สังคมปราศจากความเคลือบแคลงสงสัยในพระพุทธศาสนาที่เป็นศาสนาหลักของชาติ ให้ พศจ. ทั่วประเทศทำงานเชิงรุก ป้องกันสิ่งร้ายที่คอยบ่อนทำลายและสร้างความสับสนในสังคมวงกว้าง และร่วมกันเผยแพร่สิ่งดีงามตามหลักคำสอนและการปฏิบัติทางพระพุทธศาสนาให้สังคมและประชาชนเกิดความเข้าใจในแนวปฏิบัติที่ถูกต้อง

นายอนุชา ยืนยันว่า ไม่เคยปฏิเสธความรับผิดชอบต่อสังคมกับสิ่งที่เกิดขึ้น ขอความร่วมมือสำนักพระพุทธศาสนาจังหวัดทุกท่านทำงานเชิงรุกอย่าให้ภาคส่วนอื่นๆ นำประเด็นพระมีประพฤตินอกรีตมาเผยแพร่ โดยที่สำนักพระพุทธฯ ไม่รู้เรื่อง ขอให้เข้มงวดสอดส่องให้มากยิ่งขึ้นอย่างจริงจัง ทำการตรวจตราสิ่งที่ผิดปกติในวงการพระสงฆ์ หากพบความผิดปกติขอให้เร่งแก้ไขปัญหา ก่อนจะถูกเผยแพร่สร้างความเสียหาย ขอให้ทุกคนช่วยกันปกป้องรักษาองค์กร ให้เกิดความน่าเชื่อถือตลอดไป พร้อมกับขอให้เร่งสร้างศรัทธากลับคืนมา อะไรที่เป็นกิจกรรมดีๆ ขอให้นำมาประชาสัมพันธ์เผยแพร่ให้ประชาชนได้รับรู้ อันไหนเป็นข้อผิดพลาดเป็นข้อบกพร่อง สร้างความเสียหายขอให้ปรับปรุงแก้ไข เพิ่มความเข้มงวดมากยิ่งขึ้น

“อย่าคำนึงถึงผลประโยชน์คนใดคนหนึ่งต้องคำนึงถึงองค์กรเป็นหลัก พร้อมกับเร่งทำความเข้าใจสังคมว่า สำนักพระพุทธศาสนาไม่ได้นิ่งนอนใจต่อปัญหาที่เกิดขึ้น ได้พยายามแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่ มาโดยตลอดอย่างจริงจัง” นายอนุชา กล่าว

อนุบาลกาญจน์มีมติยกเลิกชุดทหารแต่กิจกรรม ‘กองพันอารักขาแผ่นดิน’ ยังคงเดิม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/652797

อนุบาลกาญจน์มีมติยกเลิกชุดทหารแต่กิจกรรม 'กองพันอารักขาแผ่นดิน' ยังคงเดิม

วันพุธ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 15.01 น.

จากกรณีเพจ “หมอแล็บแพนด้า” ออกมาโพสต์ภาพโรงเรียนแห่งหนึ่งที่มีการกำหนดการแต่งกายของนักเรียนระดับชั้นปฐมวัยที่มีการระบุรูปแบบชุดเป็นจำนวนมาก โดยในหนึ่งสัปดาห์นักเรียนต้องแต่งทั้งชุดนักเรียน ชุดพละ ชุดทหาร และชุดอาเซียน โดยทางเพจ “หมอแล็บ” ห่วงว่าจะเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ปกครองเกินไปหรือไม่

ต่อมาวันที่ 10 พ.ค.ที่ผ่านมา นายณรงค์ มุกดาแสงสว่าง ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลกาญจนบุรี ได้ออกมาชี้แจงผ่านสื่อมวลชนไปถึงผู้ปกครองและประชาชนให้ทราบข้อเท็จจริงมาแล้ว และจะมีการประชุมฝ่ายบริหารเพื่อหาทางออกร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง ภายในวันที่ 11 พ.ค.65 ซึ่งเป็นวันเปิดเทอมของโรงเรียน สำหรับโรงเรียนอนุบาลกาญจนบุรี ตั้งอยู่ภายในซอยโรงเรียนอนุบาลกาญจนบุรี (ซอยโรงฆ่าสัตว์) ถ.อู่ทอง ต.บ้านเหนือ อ.เมือง จ.กาญจนบุรี

ล่าสุดวันนี้ 11 พ.ค.65 นายณรงค์ มุกดาแสงสว่าง ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลกาญจนบุรี เปิดเผยว่า วันนี้ทางโรงเรียนได้มีการประชุมฝ่ายบริหารของโรงเรียนเพื่อหาข้อยุติ ผลการประชุมมีมติว่าภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา พ.ศ.2565 ให้ยกเลิกการแต่งกายชุดทหารในชั้นอนุบาล 3 แต่ทางโรงเรียนยังคงกิจกรรม “กองพันอารักขาแผ่นดิน” เอาไว้เหมือนเดิม โดยทางโรงเรียนจะได้แจ้งข่าวสารไปตามกลุ่ม LINE ห้องเรียนให้ผู้ปกครองทราบ สำหรับชุดที่ใช้ใส่มาโรงเรียนจะเหลือเพียงแค่ 3 ชุด คือ1.ชุดนักเรียน ใส่มาเรียนในวันจันทร์ วันอังคาร และวันพฤหัส 2.ชุดพลศึกษา ให้ใส่มาวันพุธ และ 3.เสื้อกั๊กอาเซี่ยน ให้ใส่สวมทับชุดนักเรียนมาเรียนในวันศุกร์ – 003

‘เลขาธิการ กพฐ.’ย้ำโรงเรียนทุกแห่งออกกติกา ต้องได้รับการยินยอม 3 ฝ่านก่อนใช้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/652767

'เลขาธิการ กพฐ.'ย้ำโรงเรียนทุกแห่งออกกติกา ต้องได้รับการยินยอม 3 ฝ่านก่อนใช้

วันพุธ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 14.02 น.

วันที่ 11 พฤษภาคม 2565 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวถึงกรณีกระแสโซเชียลวิพากษ์วิจารณ์ถึงระเบียบกติกาที่โรงเรียนนำมาใช้กับนักเรียนบางเรื่องไม่มีความเหมาะสม ว่า วันนี้ตนก็ได้สื่อสารไปยังโรงเรียนทุกแห่งในสังกัด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)อีกครั้งหนึ่งแล้ว  และสพฐ.ยังยืนยันจะเปิดเรียนแบบออนไซต์ในวันที่ 17 พ.ค.นี้ แต่เปิดอย่างไรให้ปลอดภัย  จึงมีคำถามต่อมาว่า เด็กปลอดภัย ครูปลอดภัยจะทำอย่างไร ดังนั้น โรงเรียนจะต้องทำความร่วมมือกับทั้งผู้ปกครอง เด็กและครู เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการทำงานแต่ละแห่ง  ตนไม่คาดหวังว่าโรงเรียนทุกแห่งจะต้องมีกติกาเดียวกันทั้งหมด เพราะบริบทของแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน  ดังนั้น สพฐ.จึงได้สื่อสารไปว่า การที่ครูจะให้นักเรียนทำอะไรแค่ไหน เริ่มตั้งแต่เรื่องการแต่งกายจะแต่งอย่างไร เครื่องมืออุปกรณ์การเรียนการสอนจะแค่ไหน  การมาโรงเรียนจะมีกติการ่วมกันอย่างไร  ซึ่งผู้อำนวยการโรงเรียนแต่ละแห่งต้องมีบทบาทหน้าที่โดยตรงที่จะกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการ เพื่อให้เกิดความปลอดภัย  และนำเข้าคณะกรรมการสถานศึกษาให้ความเห็นชอบ จากนั้นก็สื่อสารให้พ่อ แม่ ผู้ปกครองทุกคนเข้าใจ

“ตอนนี้จะมาบอกว่าทำไมโรงเรียนนั้นทำอย่างนั้น โรงเรียนนี้ทำอย่างนั้น ก็คงจะไปเทียบกันไม่ได้  เพราะบริบทโรงเรียนเข้าต้องการแบบนั้น และชุมชนเขามีความพอใจแบบนั้น ซึ่งก็ถือว่าจบในแต่ละพื้นที่ไป ดังนั้น ผมคิดว่าถูกหรือผิด ใช่หรือไม่ใช่ อยู่ที่ระเบียบเราเปิดกว้างให้โรงเรียนเลือกสรรได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้ข้อตกลงร่วมกันของทุกฝ่าย   ส่วนกรณีโรงเรียนอนุบาล จังหวัดกาญจนบุรี ที่กำหนดการแต่งกายของนักเรียนระดับชั้นปฐมวัย โดยหนึ่งสัปดาห์ให้นักเรียนแต่งทั้งชุดนักเรียน ชุดพละ ชุดทหาร และชุดอาเซียน นั้น ผมได้ติดตามข้อมูลซึ่งโดยกติกาที่โรงเรียนทำตัวอย่างให้กับผู้ปกครองดูว่าชุดแต่ละชุดจะมีลักษณะแบบนี้ ๆ  โรงเรียนไม่ได้บอกว่าทุกคนต้องใส่  เพียงแต่ระเบียบที่กำหนดไว้เดิมเป็นแบบนี้  ส่วนใครไม่พร้อม โรงเรียนก็ยืดหยุ่นและมาทำข้อตกลงกับผู้ปกครองและนักเรียน ซึ่งโรงเรียนก็ออกมาอธิบายก็เข้าใจตรงกันแล้ว” นายอัมพร กล่าว

เลขาธิกาา กพฐ. กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีโรงเรียนใน อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์  ออกกฏเหล็กหักคะแนนพฤติกรรมของนักเรียนจนเป็นที่วิพากษ์วิจาณ์อย่างมากนั้น  ตนคิดว่าเรื่องนี้ไม่ได้เป็นระเบียบกติกา เพียงแต่เป็นการกำหนดกฏขึ้นมาของโรงเรียนเพื่อเป็นกรอบ เพื่อฝึกให้นักเรียนเกิดความรับผิดชอบ แต่ในภาพกว้างเหมือนเป็นการบังคับเด็กมากเกินไป  ซึ่งตนก็ได้เสนอไปแล้วว่าทำอะไรก็ให้พอเหมาะพอควร และต้องถามผู้ปกครอง และนักเรียนก่อนว่าเห็นด้วยหรือไม่มีความพอใจกับกฎกติกานี้หรือไม่ หากตกลงกันแต่ต้นว่ามีความพอใจที่ต้องการให้มีระเบียบก็อยู่ในกติกาที่เขาตกลงกัน  ซึ่งเรื่องนี้คณะกรรมการสถานศึกษาต้องเข้ามาดูแล เพราะการกำหนดระเบียบกติกาแต่ละเรื่องเมื่อส่งผลกระทบโดยรวมโรงเรียนเป็นอำนาจของกรรมการสถานศึกษา แต่ต้องผ่านความเห็นชอบจาก 3 ฝ่าน คือ ครู นักเรียน ผู้ปกครองที่จะตกลงร่วมกัน 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : โรงเรียนออกแถลงการณ์! แจงดราม่าชุดทหาร ยันถามความสมัครใจผู้ปกครองแล้ว

‘ชวน’แนะ‘วงการสงฆ์’อย่านิ่งดูดายให้ข้อมูลวิทยาศาสตร์‘ข่าวประหลาด’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/652744

‘ชวน’แนะ‘วงการสงฆ์’อย่านิ่งดูดายให้ข้อมูลวิทยาศาสตร์‘ข่าวประหลาด’

วันพุธ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 13.20 น.

ขึ้นหน้า1ทุกวัน! ‘ปธ.ชวน’ แนะ ‘วงการสงฆ์ดงขมิ้น’ อย่านิ่งดูดาย  สั่ง ‘ทีวีสภาฯ’ เผยแพร่ข้อมูลวิทยาศาสตร์ให้ความรู้ข่าว-ความเข้าใจ ‘ข่าวประหลาด’

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2565  ที่รัฐสภา นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้การต้อนรับประธานกรรมการฝ่ายประสานงานนายกสมาคมครูปริยัติสามัญภาคใต้ จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งมีทั้งพระสงฆ์ และฆราวาส เข้าเยี่ยมชมศึกษาดูงานรัฐสภาในบทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติ พร้อมติดตามความคืบหน้าการร่างอนุบัญญัติบริหารงานบุคคลการศึกษาพระปริยัติธรรม ตามที่ยังไม่ได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง เพื่อเป็นขวัญกำลังกำลังใจบุคลากรพระปริยัติธรรมต่อไป

โดยนายชวน กล่าวตอนหนึ่งว่า จากที่ทราบว่าทางคณะฯจะมาขอเยี่ยมชมรัฐสภานั้น เนื่องจากขณะนี้อยู่ในช่วงควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 จึงต้องมีมาตรการป้องกันตามข้อปฏิบัติของกระทรวงสาธารณสุข จึงยังไม่สามารถให้เข้าเยี่ยมชมได้ แต่ได้เตรียมความพร้อมเจ้าหน้าที่ไว้รองรับแล้ว หากวันใดสถานการณ์ดีขึ้นสามารถถอดหน้ากากได้ก็จะเปิดให้เข้ามาเยี่ยมชมรัฐสภา เพราะแม้แต่ส.ส.เวลานี้ก็ได้ขอให้งดเดินทางศึกษาดูงานต่างประเทศเช่นกัน

นายชวน กล่าวต่อว่า สถานการณ์ทางศาสนาซึ่งมีสองประเทศที่มีความเป็นเมืองพุทธ คือไทยกับศรีลังกา ซึ่งศรีลังกาเวลานี้ไม่มีอาหารกิน เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้วสภาฯจึงได้รวบรวมจำนวนเงินก้อนหนึ่งเพื่อมอบให้เอกอัครราชทูตศรีลังกา แต่ในขณะที่ชาวพุทธในไทยกลับมีข่าวเกี่ยวกับพระขึ้นหน้าหนึ่งทุกวัน แต่ไม่ได้มีเรื่องขาดแคลนอาหารของกินของใช้ ศรีลังกาเวลานี้พระและชาวบ้านต่างมีปัญหาเศรษฐกิจ ขณะที่นายกรัฐมนตรีศรีลังกาก็ประกาศลาออกจากตำแหน่ง เพราะความขัดแย้งด้านความหิวโหย เราในฐานะเมืองพุทธแต่พระไม่ถึงขั้นอดอยากหรือชาวบ้านไม่มีจะกิน น้ำมันไม่มี มีเพียงของแพง ดังนั้นเราก็ต้องแบ่งปันเพราะศรีลังกา ทั้งคนและพระไม่มีอาหารกินมากกว่าเรา

นายชวน กล่าวต่อว่า ในเรื่องความเชื่อที่เกิดขึ้นในสังคมไทย เช่น ข่าวพระบิดา ซึ่งที่ผ่านมาตนได้ให้สถานีวิทยุโทรทัศน์รัฐสภาให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้องแก่ประชาชน เช่น กล้วยออกหัวปลีประหลาดหลายหัวไม่ใช่เรื่องที่จะไปจุดธูปขอเลข รวมถึงการแห่ขอเลขต้นตะเคียนทองที่จมน้ำมีอายุ100กว่าปี ซึ่งจริงๆแล้วไม้ตะเคียนทองเป็นไม้เนื้อแข็งสามารถอยู่ในน้ำได้นานอยู่แล้ว แต่เราก็ไม่ไปบั่นทอนความเชื่อหรือพิธีกรรมของคน เพราะไม่สามารถไปกล่าวหาใครได้ แต่เราทำได้คือให้ความรู้ในทางวิทยาศาสตร์ว่า เป็นอย่างไร ดังนั้นพระสงฆ์ที่มีตำแหน่งหน้าที่อย่างสังฆาธิการ ขออย่าดูดายในเรื่องที่เกิดขึ้น