‘ตรีนุช’ลงพื้นที่’กรุงเก่า’ เยี่ยมบ้านนักเรียน’โครงการพาน้องกลับมาเรียน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/651826

'ตรีนุช'ลงพื้นที่'กรุงเก่า' เยี่ยมบ้านนักเรียน'โครงการพาน้องกลับมาเรียน'

วันศุกร์ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 17.31 น.

“ตรีนุช” ลงพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยาประชุมผู้บริหารเขตพื้นที่ ผอ.โรงเรียนพร้อมตรวจเยี่ยมบ้าน นร.โครงการพาน้องกลับมาเรียน

6 พ.ค.2565 ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ประชุมผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาใน จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อติดตามผลการค้นหาเด็กตกหล่นและเด็กออกกลางคัน ในโครงการ “พาน้องกลับมาเรียน” กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) รวมถึงการเตรียมความพร้อมเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565  ในวันที่ 17 พ.ค.นี้ โดยได้ไปตรวจเยี่ยมโรงเรียนวัดใหญ่ชัยมงคล (ภาวนารังษี) พร้อมกับเยี่ยมบ้านนักเรียนที่ออกเรียนกลางคันในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้ติดตามกลับมาเรียนในระดับ ม.3 ของ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยา (กศน.) อำเภอพระนครศรีอยุธยา

น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ตนและผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ลงพื้นที่ติดตามโครงการพาน้องกลับเข้าเรียน ซึ่งเป็นโครงการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะตลอด 2 ปี ที่ประเทศเผชิญสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ทำให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาจำนวนมาก ซึ่งที่ผ่านมาตนมอบนโยบายให้เขตพื้นที่ฯ ทุกเขต เร่งติดตามพาน้องกลับมาเรียนให้ทันเปิดภาคเรียนที่ 1/2565 จากที่ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจบุคลากรทางการศึกษาใน จ.พระนครศรีอยุธยา พบว่า การดำเนินโครงการพาน้องกลับเข้าเรียนในจังหวัด มีผลงานที่น่าพอใจ สามารถติดตามได้ครบ 100% และสามารถนำเด็กเข้าสู่ระบบการศึกษาได้มากถึง 90% มีส่วนน้อยที่แม้ว่าเจอตัวเด็กแล้ว แต่เด็กมีปัญหาครอบครัวอาจจะเข้าสู่ระบบการศึกษาไม่ได้ ตนจึงมอบนโยบายให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) และโรงเรียน ประสานกับภาคีเครือข่าย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือให้เด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาให้ได้

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ได้ติดตามความพร้อมการเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ในวันที่ 17 พฤษภาคมนี้ พบว่าเขตพื้นที่ฯ และโรงเรียนใน จ.พระนครศรีอยุธยา มีความพร้อมที่จะเปิดภาคเรียนในรูปแบบออนไซต์ 100% เด็กส่วนใหญ่ได้รับวัคซีนแล้ว อย่างไรก็ตาม ได้เน้นย้ำว่าโรงเรียนต้องกำหนดการตามมาตรการ 6-6-7 ของ สธ.เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ด้วย และโรงเรียนต้องอยู่ร่วมกับโควิด-19 ให้ได้ ซึ่งศธ.ได้ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มาโดยตลอดในการจัดทำแผนเผชิญเหตุให้โรงเรียนทุกแห่ง หากโรงเรียนพบเด็กติดเชื้อ ให้ดำเนินการตามแผนเผชิญเหตุที่ให้ไว้ คือให้ปิดเฉพาะห้องเรียนที่พบเด็กติดเชื้อ ไม่จำเป็นต้องปิดทั้งโรงเรียนเหมือนที่ผ่านมา

สำหรับโรงเรียนวัดใหญ่ชัยมงคล (ภาวนารังสี) ปัจจุบันมีนักเรียน จำนวน 880 คน โดยมีนักเรียนตัวอย่างในโครงการพาน้องกลับมาเรียน เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 จากนั้น นักเรียนได้ออกจากโรงเรียนกลางคัน เนื่องจากปัญหาส่วนตัวและปัญหาครอบครัว เมื่อกระทรวงศึกษาธิการโดย น.ส.ตรีนุช ได้มอบนโยบายให้ดำเนินโครงการ “พาน้องกลับมาเรียน” ทางโรงเรียนได้ดำเนินการติดตามนักเรียน พบว่า นักเรียนไม่ได้ศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในระบบ แต่ได้สมัครเข้าเรียนต่อที่การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) อำเภอพระนครศรีอยุธยา 

ทางโรงเรียนได้ให้การช่วยเหลือนักเรียนโดยแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงานติดตาม ค้นหาเด็กตกหล่น และเด็กออกกลางคันให้กลับมาเข้าสู่ระบบ พร้อมทั้งวิเคราะห์ ตรวจสอบข้อมูลนักเรียน ติดต่อประสานกับผู้ปกครอง ติดตามการเข้าศึกษาต่อของนักเรียน และขอเอกสารยืนยันการศึกษาต่อ อีกทั้งโรงเรียนได้ช่วยเหลือเบื้องต้นด้วยการสมทบทุนช่วยเหลือด้านการศึกษา และทำการสรุปผลการติดตาม รายงานผลต่อหน่วยงานต้นสังกัด เมื่อดำเนินการช่วยเหลือแล้วปัจจุบันนักเรีนนคนดังกล่าว ได้เข้าศึกษาต่อที่การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย อำเภอพระนครศรีอยุธยา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เหลืออีก 1 ภาคเรียนก็จะจบการศึกษาภาคบังคับ

-009

‘วิษณุ’ปัดตอบ! สังคายนากฎหมายวงการสงฆ์ บอกผอ.พศ.ยังใหม่-ตามเงินจาก’กาโตะ’อยู่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/651586

'วิษณุ'ปัดตอบ! สังคายนากฎหมายวงการสงฆ์ บอกผอ.พศ.ยังใหม่-ตามเงินจาก'กาโตะ'อยู่

วันพฤหัสบดี ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 16.14 น.

“วิษณุ”ปัดตอบ สังคายนากฎหมาย วงการสงฆ์ บอกผอ.สำนักพุทธยังใหม่-ตามเงินจากอดีตพระกาโตะอยู่

วันที่ 5 พฤษภาคม 2565 เวลา 15.15 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ภายหลังการพูดคุยกับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรมว.กลาโหม ได้มีการหารือปัญหาเกี่ยวกับวงการสงฆ์ในปัจจุบันหรือไม่ว่า เรื่องพระ ตนคุยกับผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ไม่ได้คุยกับนายกฯ

เมื่อถามว่า การพูดคุยกับผอ.พศ.  มีการพูดเรื่องการเพิ่มโทษอะไรหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า เรื่องนั้น ยังไม่ขอตอบในตอนนี้ เมื่อถามย้ำว่าจะมีการสังคายนาเกี่ยวกับกฎหมายพระหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่ายังไม่ตอบในตอนนี้ ขอให้ผอ.พศ.ไปศึกษาก่อนเพราะเขายังใหม่ ยังนึกไม่ออก และยังตามหาเงินที่อดีตพระกาโตะ หรือนายพงศกร จันทร์แก้ว นำไปอยู่

เมื่อถามว่า การพูดคุยกับผอ.พศ. เกิดขึ้นเมื่อใด นายวิษณุ กล่าวว่า เมื่อสักครู่ บังเอิญเจอกันบนตึกไทยคู่ฟ้า

‘ในหลวง’ทรงมีพระราชสาส์นอำนวยพร ประธานาธิบดีแห่งรัฐอิสราเอล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/651525

'ในหลวง'ทรงมีพระราชสาส์นอำนวยพร ประธานาธิบดีแห่งรัฐอิสราเอล

วันพฤหัสบดี ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 14.24 น.

5 พฤษภาคม 2565 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ส่งข้อความพระราชสาส์นอำนวยพร ไปยังประธานาธิบดีแห่งรัฐอิสราเอล ในโอกาสวันเอกราชของรัฐอิสราเอล ซึ่งตรงกับวันที่ 5 พฤษภาคม 2565 ความว่า

ฯพณฯ นายอิซฮาก เฮอร์โซก ประธานาธิบดีแห่งรัฐอิสราเอล รัฐอิสราเอล ในโอกาสวันเอกราชของรัฐอิสราเอล ข้าพเจ้าขอแสดงความยินดีและขออำนวยพรให้ท่านประธานาธิบดีมีพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงและประสบความสุขสวัสดี ทั้งขอให้ประเทศและประชาชนชาวอิสราเอลมีความผาสุกและเจริญรุ่งเรืองสืบไป

ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า ความเข้าใจอันดีและความผูกพันฉันมิตรระหว่างประเทศเราทั้งสองจะช่วยยกระดับความร่วมมือที่กว้างขวางของทั้งสองฝ่ายให้เพิ่มพูนขึ้นไปอีกในอนาคต       

(พระปรมาภิไธย)  มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

มมส. ได้อันดับที่ 5 ร่วมระดับประเทศ การจัดอันดับสถาบันอุดมศึกษาทั่วโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/651369

มมส. ได้อันดับที่ 5 ร่วมระดับประเทศ  การจัดอันดับสถาบันอุดมศึกษาทั่วโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส.) ได้รับการจัดอันดับ Times Higher Education University Impact Rankings 2022 โดยขยับอันดับจากเดิม 801-1,000 เป็น 301-400 ด้วยคะแนนรวม 73 คะแนน จากคะแนนเต็ม100 คะแนน และเป็นที่ 5 ร่วมระดับประเทศ โดยอันดับที่ดีที่สุด ได้แก่ เป้าหมายที่ 14 อยู่ในอันดับที่ 52 ของโลก ถือได้ว่าประสบความสำเร็จในการดำเนินงานเกี่ยวกับ SDGs ทั้ง 17 เป้าหมาย

สำหรับผลประจำปี 2022 มีมหาวิทยาลัยเข้าร่วมการจัดอันดับจำนวน 1,406 แห่ง จากเดิม 1,115  แห่ง จากทั้งสิ้น 106 ประเทศ จากเดิม94 ประเทศทั่วโลก โดยในปีนี้มีมหาวิทยาลัยในประเทศไทยเข้าร่วมการจัดอันดับเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว จากเดิม 25 แห่ง เป็น 51 แห่ง จะเห็นได้ว่า “เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน” นั้นมีความสำคัญในการช่วยโลกลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มความเท่าเทียมในด้านต่างๆ ทุกหน่วยงานจึงต้องการมีส่วนสำคัญในการผลักดันทั้ง 17 เป้าหมายให้บรรลุภายในปี ค.ศ.2030 

ในส่วนของการให้คะแนนนั้นจะคำนวณจาก 4 เป้าหมาย คือ เป้าหมาย 17 (ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน) ซึ่งเป็นเป้าหมายบังคับและอีก 3 เป้าหมายที่มหาวิทยาลัยได้คะแนนสูงสุด โดยเป้าหมาย 17 คิดเป็น 22% และเป้าหมายอื่นอีกเป้าหมายละ 26% 

นักวิจัย มศว วิจัย ‘ผ้าฝ้ายย้อมคราม’ แบบเกษตรอินทรีย์แท้ เพื่อเพิ่มมูลค่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/651370

นักวิจัย มศว วิจัย ‘ผ้าฝ้ายย้อมคราม’  แบบเกษตรอินทรีย์แท้ เพื่อเพิ่มมูลค่า

วันพฤหัสบดี ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผู้ช่วยศาสตราจารย์กัลยาณี กุลชัย อาจารย์ประจำภาควิชาภูมิศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวว่า ผ้าฝ้ายย้อมครามเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่เป็นอัตลักษณ์ของจังหวัดสกลนคร เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ได้รับการสืบทอดมาอย่างยาวนาน มีกระบวนการขั้นตอนที่ต้องอาศัยความชำนาญโดยเฉพาะการย้อมสีผ้าจากต้นครามกับเส้นด้ายอย่าประณีต สวยงาม ดังนั้นต้นครามจึงต้องได้รับการดูแลที่ดี หากเป็นไปตามธรรมชาติใช้สารวัตถุดิบแบบอินทรีย์ พร้อมกับการพัฒนาการตลาดไปพร้อมกัน ก็จะส่งผลดีในการช่วยเพิ่มมูลค่าให้แก่วิสาหกิจชุมชนในรูปแบบต่างๆ ได้มากขึ้นจึงเป็นที่มาของ “โครงการการยกระดับผ้าฝ้ายย้อมครามอินทรีย์สู่ eco indigo products เพื่อการสร้างมูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์ย้อมครามธรรมชาติ” โดยได้รับการสนับสนุนจาก กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.)

ผู้ช่วยศาสตราจารย์กัลยาณีกล่าวถึงที่มาของโครงการนี้ว่า จุดเริ่มต้นมาจากงานวิจัยก่อนหน้าที่ทำงานด้านการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในจังหวัดสกลนคร โดยได้สำรวจกลุ่มผู้ผลิตต้นคราม พบว่า วัตถุดิบในการทำ “ครามเปียก” ที่มาจากการหมักใบต้นครามตามภูมิปัญญาชาวบ้าน มีราคาขายส่งเพียงกิโลกรัมละ 100 บาท ซึ่งกว่าจะได้ครามเปียกแต่ละ1 กิโลกรัมนั้นก็ต้องใช้วัตถุดิบที่เยอะมาก ในฐานะนักวิจัยก็มีความคิดว่า จะให้วัตถุดิบนั้นมีราคาที่สูงขึ้น ต้องเป็นเกษตรอินทรีย์ที่ไม่ใช้สารเคมีหรือยาฆ่าแมลงในการปลูก มีการดูแลอย่างเข้มข้น และช่วยลดต้นทุนสำหรับวิสาหกิจชุมชนได้อีกด้วย จึงได้เริ่มศึกษาวิจัยใน 2 พื้นที่คือที่บ้านอูนดง และบ้านเชิงดอย ซึ่งทั้งสองพื้นที่มีรูปแบบดินที่แตกต่างกัน เพื่อดูว่าวิธีการผลิตจะมีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรระหว่างพื้นที่นากับพื้นที่ดอน พร้อมกันนี้ ยังได้ปลูกฝ้ายในระบบอินทรีย์ทั้งสองพื้นที่ ควบคู่กับการถ่ายทอดองค์ความรู้ไปยังชุมชน ให้รู้จักการปลูกครามและฝ้ายแบบอินทรีย์ให้มากขึ้น

ผู้ช่วยศาสตราจารย์กัลยาณีกล่าวต่อไปว่าจากการลงพื้นที่สำรวจดินในพื้นที่บ้านเชิงดอยพบความเสียหายจากการปลูกพืชซ้ำๆ และใช้ปุ๋ยเคมี ส่งผลให้เกิดค่าความเค็มในดิน มีกรดสูง ค่าสารอินทรีย์ในดินมีน้อย และค่า NPK ต่ำ ทำให้ต้องเริ่มการบำรุงดินด้วยการปลูกต้นปอเทืองก่อนเพื่อเพิ่มไนโตรเจน และนำปุ๋ยจากมูลวัวในชุมชนมาใส่ในแปลงดิน จากนั้นทำการไถกลบแล้วปลูกคราม ซึ่งในรอบแรกสามารถเก็บผลผลิตต้นครามได้ 530 กิโลกรัม ผลิตครามเปียกได้ 70 กิโลกรัม เก็บฝ้ายได้ประมาณ 20 กิโลกรัมส่วนพื้นที่บ้านอูนดงซึ่งเป็นพื้นที่นา ได้ผลผลิตครามเปียก50 กิโลกรัม แต่ใช้พื้นที่น้อยกว่า

ทั้งนี้ ได้กำหนดการปลูกตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ที่เป็นการรับรองแบบมีส่วนร่วม หรือ PGS ที่ทำให้ผู้ตรวจสอบได้รับการอบรม เป็นผู้ผลิตคราม และรับรองด้วยกันเอง เมื่อผ่านมาตรฐานแล้ว ก็จะได้รับการรับรองว่า ผ้าฝ้ายย้อมครามของวิสาหกิจที่เข้าร่วมโครงการนี้ผ่านรูปแบบการปลูกแบบเกษตรอินทรีย์จริง นอกจากนี้ยังได้ส่งไปยังสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ เพื่อตรวจค่าโลหะหนัก ความเป็นกรด-ด่าง เพื่อให้รับรองตามฉลากสิ่งแวดล้อม หรือ ECO-LABELLING อีกด้วย ซึ่งในอนาคตหากได้รับการรับรองจากทั้งสองรูปแบบแล้ว ก็จะนำมาให้ผู้บริโภคได้ทดสอบสวมใส่ต่อไป ซึ่งเป็นโครงการวิจัยต่อเนื่องในปีที่สอง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์กัลยาณีอธิบายด้วยว่าเหตุผลที่เลือกพื้นที่เหล่านี้ เนื่องจากบ้านเชิงดอย ประชาชนมีอาชีพเกษตรกรเป็นหลัก แต่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน แม้จะมีการปลูกครามเป็นจำนวนมาก แต่กลับขายไม่ได้ราคาที่สูงนัก ส่วนหนึ่งมาจากการถูกพ่อค้าคนกลางกดราคา จึงเห็นว่าหากเกษตรกรได้รับการพัฒนาวิธีการปลูก หรือได้รับการรับรองECO-LABELLING ก็จะช่วยให้วิสาหกิจชุมชนของหมู่บ้านแห่งนี้มีรายได้ที่เพิ่มขึ้น ส่วนการเลือกพื้นที่หมู่บ้านอูนดงนั้น เพราะเป็นกลุ่มวิสาหกิจขนาดใหญ่ ยอมรับวิธีการทำผ้าฝ้ายย้อมครามที่หลากหลาย หากทำให้มีผ้าฝ้ายย้อมครามจากการปลูกแบบอินทรีย์ได้ก็จะเพิ่มช่องทางการขายได้มากขึ้น เพราะวิสาหกิจชุมชนแห่งนี้ ส่งสินค้าไปทั่วจังหวัดสกลนคร และเชื่อมต่อไปยังร้าน “ครามสกล” เพื่อนำผลิตภัณฑ์ที่มาจากการปลูกแบบอินทรีย์ส่งไปขายต่างประเทศ พร้อมกันนี้ ยังได้ออกแบบลายผ้าย้อมครามให้มีความทันสมัยมากขึ้นจากนั้นให้วิสาหกิจชุมชน เข้ามามีส่วนร่วมในการเลือกลายผ้า เพื่อผลิตผ้าฝ้ายย้อมครามอินทรีย์ต้นแบบ

“มองว่าโครงการนี้จะมีประโยชน์ต่อเกษตรกรทั้งด้านของสุขภาพ ที่ลดการใช้ยาฆ่าแมลง งดการใช้สารเคมีในการผลิต รวมถึงกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจะมีผลดีในระยะยาว เพราะสามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในพื้นที่ได้อย่างเต็มศักยภาพ เป็นกระบวนการที่ให้วิสาหกิจชุมชนอื่นที่อยู่ใกล้เคียง ได้มาเรียนรู้กระบวนการปลูกแบบอินทรีย์ได้ สิ่งที่สำคัญคือช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มสำหรับผลิตภัณฑ์ได้จากการปลูกแบบอินทรีย์” ผู้ช่วยศาสตราจารย์กัลยาณี กล่าวทิ้งท้าย

คณะกรรมาธิการกีฬาพัฒนามวยไทย ผลักดันให้มีการสอนให้ได้มาตรฐาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/651372

คณะกรรมาธิการกีฬาพัฒนามวยไทย  ผลักดันให้มีการสอนให้ได้มาตรฐาน

วันพฤหัสบดี ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

พลเอกสุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการกีฬา (สมาชิกวุฒิสภา) ผู้จัดทำโครงการเกี่ยวกับมวยไทยเพื่อเยาวชน ผลักดันให้มวยไทยเข้าสู่ขบวนการฝึกสอนให้ได้มาตรฐานเพื่อพัฒนาเข้าสู่ความเป็นกีฬาอาชีพที่ทั่วโลกยอมรับ ได้กล่าวถึงความสำคัญของมวยไทยว่าศิลปะมวยไทย เป็นองค์ความรู้ที่มีคุณค่ามาช้านาน จึงควรมีการฝึกสอนให้ได้มาตรฐาน และเป็นประโยชน์ในการที่จะรักษาองค์ความรู้นี้ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นอาชีพ หรืออาชีพอื่นที่เกี่ยวข้องกับงานทางด้านมวยไทย เช่น ครูมวยเทรนเนอร์ เจ้าของค่ายมวย โรงยิมฯ ในการฝึกซ้อมหรือทำธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าที่เกี่ยวข้องกับมวยจนสามารถพัฒนาเป็นอุตสาหกรรมได้

ในวันนี้ในฐานะสมาชิกวุฒิสภาเป็นประธานคณะกรรมาธิการด้านการกีฬา ทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ มีบทบาทหน้าที่
ในการพิจารณาศึกษาเรื่องต่างๆ เห็นว่ามวยไทยมีคุณค่าและมีประโยชน์ตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น จึงมีข้อเสนอในที่ประชุมกรรมาธิการถึงปัญหาบางอย่าง เช่น ปัญหาการพนัน ปัญหามวยเด็ก และปัญหาการร้องเรียนต่างๆ ที่สุด ได้มีการจัดตั้งคณะทำงานที่เรียกว่า “คณะทำงานขับเคลื่อนกีฬามวยไทย” ขึ้นเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ.2564 เพื่อศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง รอบคอบ และรอบด้านและได้ดำเนินการต่อเนื่องมา

พลเอกสุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ ได้กล่าวถึงการทำงานของคณะทำงานดังกล่าวว่า เราจะพิจารณาในเรื่องการขับเคลื่อนมวยไทยในสามมิติ คือ เพื่อการแข่งขัน เพื่อการศึกษา และเพื่อการอนุรักษ์ในมิติเพื่อการแข่งขัน เราพิจารณาในประเด็นย่อยๆเช่น เรื่องของการตัดสินการแข่งขัน การบริหารจัดการ องค์กรที่จะรับผิดชอบ การบริหารจัดการสิทธิประโยชน์ หรือการดูแลสวัสดิภาพ และการพัฒนานักกีฬา ส่วนที่เป็นมิติเพื่อการศึกษา ซึ่งเกี่ยวเนื่องโดยตรงในประเด็นของ มวยไทยเพื่อเยาวชน ก็มีการพิจารณาในเรื่องว่า จะทำอย่างไรให้เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายให้กับหน่วยงานทางฝ่ายบริหารได้ดำเนินการในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการจัดทำหลักสูตร และเรื่องการจัดการเรียนการสอน ในส่วนของมิติของการอนุรักษ์ก็พิจารณาในเรื่องส่งเสริมสนับสนุนให้มวยไทยเป็นมรดกโลก หรือการจัดตั้งศูนย์มวยไทยส่วนท้องถิ่น ซึ่งจะมีการอนุรักษ์คุณค่าในองค์ความรู้นี้ไว้ โดยรวบรวมเป็นเอกสาร หรือตำราอย่างเป็นระบบ

สำหรับ “มวยไทยเพื่อเยาวชน” นั้นพลเอกสุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ ได้อธิบายเพิ่มเติมว่าคือการที่จะพิจารณาในเรื่องของข้อเสนอในการที่จะทำให้มีนโยบายที่จะให้สถานศึกษาจัดการเรียนการสอนในรายวิชาในเรื่องของมวยไทย หรือการพัฒนาหลักสูตร รวมทั้งการสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดขึ้นในหมู่ของเยาวชนให้แพร่หลายทั่วไป คณะทำงานมองเห็นถึงความสำคัญ จึงพยายามที่จะทำอย่างไรให้มวยไทยเข้าไปอยู่ในหลักสูตร ในสถานศึกษา หรือในวิชาการเรียนการสอน

“มวย เป็นศิลปะการต่อสู้ เป็นกีฬา และสามารถพัฒนาสู่ความเป็นอาชีพได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อตัวเอง ต่อสังคม และต่อประเทศชาติต้องช่วยกันรณรงค์ให้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง หวังให้หน่วยงานหรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งแม้จะต่างคนต่างมีบทบาทหน้าที่ของตนแตกต่างกันไป ซึ่งผมก็ยินดีที่จะให้ความร่วมมือในการรณรงค์ และใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ ในการอนุรักษ์ พัฒนา ส่งเสริม และเผยแพร่ในเรื่องมาตรฐาน ให้กีฬามวยไทยเป็นที่ยอมรับได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน สิ่งเหล่านี้เป็นพลังอำนาจทางวัฒนธรรมของไทย เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจ เป็นเครื่องมือทางสังคมในการกล่อมเกลาเยาวชน ให้มีคุณธรรม มีหัวใจของนักกีฬา ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างสรรค์ความดีงามต่อไป” พลเอกสุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ ได้กล่าวทิ้งท้าย

‘ศรีสุวรรณ’ร้องส.ส.-ส.ว. แก้กฎหมายเอาผิดอาญาพระทำปาราชิก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/651253

‘ศรีสุวรรณ’ร้องส.ส.-ส.ว. แก้กฎหมายเอาผิดอาญาพระทำปาราชิก

วันพุธ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 09.01 น.

เขย่าดงขมิ้น!‘ศรีสุวรรณ’ร้องกมธ.ศาสนาฯส.ส.-ส.ว. แก้กฎหมายเอาผิดพระ-สีกาที่เสพเมถุน อันเป็นการกระทำผิดพระธรรมวินัยขั้นปาราชิก ให้มีโทษทางอาญา

4 พฤษภาคม 2565 นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า วันนี้สมาคมฯได้ส่งหนังสือร้องเรียนไปยังคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และวุฒิสภา (ส.ว.) เพื่อขอให้เป็นเจ้าภาพในการพิจารณาแก้ไขกฎหมายเพื่อเอาผิดพระและสีกาที่เสพเมถุน อันเป็นการกระทำผิดพระธรรมวินัยขั้นปาราชิก ให้มีโทษทางอาญา

ทั้งนี้ สืบเนื่องมาจากกรณีของสมีกาโตะและสีกาได้ออกมายอมรับกันว่าได้ร่วมกันเสพเมถุนในรถบนสันเขื่อน จนกลายเป็นข่าวโด่งดังไปทั้งประเทศอยู่ในขณะนี้ จนทำให้พระกาโตะต้องลาสิกขาไปแล้ว กลายเป็นสมีซึ่งต้องห้ามไม่สามารถกลับมาบวชเป็นพระได้อีกตลอดชีวิต แต่ในทางโลกนั้นกลับไม่มีกฎหมายใด ๆ ที่จะเอาผิดผู้ที่ร่วมกระทำการดังกล่าวได้ แม้จะเป็นการทำให้พระศาสนาเสื่อมเสียอย่างมหาศาลก็ตาม ผิดกับประเทศลาวเพื่อนบ้านเราที่เขามีกฎหมายลงโทษผู้ที่กระทำการดังกล่าวในทางอาญาโดยมีโทษจำคุกถึง 3 ปีได้

นายศรีสุวรรณ ระบุว่า ประเทศไทยเรากลับไม่มีกฎหมายที่บัญญัติเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวโดยตรงเลย มีแต่ประมวลกฎหมายอาญา ลักษณะ 4 เป็นความผิดเกี่ยวกับศาสนา (ม.206-208) แต่ก็เป็นเรื่องของการเหยียดหยามศาสนา ซึ่งเป็นเรื่องของวัตถุหรือสถานอันเป็นที่เคารพในทางศาสนาเท่านั้น ไม่ได้บัญญัติเกี่ยวกับตัวบุคคลแต่อย่างใด หรือการก่อให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในที่ประชุมศาสนิกชนเวลาประชุมกัน นมัสการ หรือกระทำพิธีกรรมตามศาสนา และการแต่งกายหรือใช้เครื่องหมายที่แสดงว่าเป็นภิกษุ สามเณร นักพรตหรือนักบวชในศาสนาใดโดยมิชอบ เพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนเป็นนักบวชเท่านั้น ไม่ได้มีบทบัญญัติที่จะต้องเอาผิดผู้ที่กระทำการชั่วช้าเลวทรามโดยการเสพเมถุนในขณะเป็นพระ ทำให้ศาสนาเสื่อมเสียแต่อย่างใดเลย

ส่วนในเรื่องทรัพย์สินเงินทองของพระที่ได้มาในขณะเป็นพระภิกษุนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1623 ระบุไว้แต่เพียงว่า ทรัพย์สินของพระภิกษุที่ได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศนั้น เมื่อพระภิกษุนั้นถึงแก่มรณภาพ ให้ตกเป็นสมบัติของวัดที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุนั้น เว้นไว้แต่พระภิกษุนั้น จะได้จำหน่ายไปในระหว่างชีวิต หรือโดยพินัยกรรม ซึ่งไม่ได้บัญญัติป้องกันมิให้อลัชชีที่แอบเข้ามาบวชเป็นพระเอาผ้าเหลืองบังหน้าหากินสร้างชื่อเสียงมีเงินทองมากมาย จนสามารถนำไปปรนเปรอบำรุงบำเรอสีกาแอบโอนให้กันเป็นหมื่นเป็นแสนได้ หรือแอบนำไปให้ญาติซื้อที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติได้ หรือพระบางรูปเมื่อลาสิกขาแล้ว ยังสามารถขนเอาทรัพย์สินเงินทองติดตามตัวไปด้วย จนสามารถนำไปทำธุรกิจมากมาย โดยกฎหมายไม่สามารถทำอะไรได้

“เพื่อเป็นการคุ้มครองพระพุทธศาสนา โดยการมีมาตรการและกลไกในการป้องกันมิให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาไม่ว่าในรูปแบบใด ๆ ตามที่รัฐธรรมนูญ 2560 ม.67 กำหนด สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยจึงนำกรณีดังกล่าวร้องเรียนไปยังคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และวุฒิสภา (ส.ว.) เพื่อใช้วิกฤติเป็นโอกาสในการเป็นต้นเรื่องในการเร่งเสนอปรับปรุงแก้ไขกฎหมายดังกล่าว เพื่อยับยั้งและป้องปรามผู้ที่กระทำการดังกล่าวเสียโดยเร็ว” นายศรีสุวรรณ กล่าว

‘ทูตอิสราเอล’เยือน‘มข.’ หารือความร่วมมือวิชาการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/651162

‘ทูตอิสราเอล’เยือน‘มข.’  หารือความร่วมมือวิชาการ

วันพุธ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ H.E. Ms. Orna Sagiv เอกอัครราชทูตอิสราเอล ประจำประเทศไทย และคณะผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ได้เข้าพบผู้บริหารมหาวิทยาลัยขอนแก่น(มข.) และร่วมหารือความร่วมมือทางการศึกษา วิจัย การแลกเปลี่ยนนักศึกษาบุคลากร ตลอดจนความร่วมมือด้านวิทยาศาตร์และเทคโนโลยี อุตสาหกรรม การแพทย์ เภสัชกรรม เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และความร่วมมืออื่นๆ ในอนาคต ณ ห้องประชุมสิริคุณากร 5 ชั้น 6 อาคารสิริคุณากร มหาวิทยาลัยขอนแก่น

รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีความสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้นกับประเทศอิสราเอล มีความร่วมมือโครงการวิจัยที่พัฒนาร่วมกันเป็นระยะเวลานาน โดยเฉพาะ ความร่วมมือร่วมกับคณะเกษตรศาสตร์ อาทิ Thai-Israel Techno-Demonstration unit for irrigating high-value crops และ the Agricultural Demonstration Farm (แปลงทดลองสาธิตทางการเกษตร) อันนำไปสู่การลงนามความร่วมมือทางวิชาการ MOU ระหว่าง มหาวิทยาลัยขอนแก่น และประเทศอิสราเอล ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ยังมีกิจกรรมความร่วมมืออื่นๆ ร่วมกับประเทศอิสราเอล เช่น เมื่อปี พ.ศ. 2558 อดีตเอกอัครราชทูตอิสราเอล ประจำประเทศไทย ได้มีโอกาสเยือน มข. เนื่องในพิธีเปิด “Small Irrigation International Training Course” เพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการแหล่งน้ำในพื้นที่แห้งแล้ง แถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของประเทศไทย และ เมื่อปี พ.ศ. 2563 อดีตเอกอัครราชทูตฯ ได้ให้เกียรติเป็นประธานพิธีเปิด โรงเรือนสำหรับปลูกพืชพร้อมระบบน้ำ (hybrid Greenhouse)

อันเป็นโครงการร่วมมือกับ MASHAV, Israel’s Agency for International Development Cooperation – ศูนย์ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของอิสราเอล เพื่อสนับสนุน การพัฒนาและแก้ปัญหา เรื่องการจำกัดการใช้น้ำสะอาดในครัวเรือน และการใช้น้ำในกิจกรรมเกษตร ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประเทศไทย อีกทั้งเป็นต้นแบบในการเรียนรู้ ถ่ายทอด ศึกษาแก่คณะเกษตรศาสตร์ และภูมิภาคอีสาน ซึ่งการพบปะในครั้งนี้ จึงนับเป็นโอกาสอันดีในการแลกเปลี่ยนความร่วมมือด้านต่างๆ ในอนาคต

H.E. Ms. Orna Sagiv เอกอัครราชทูตอิสราเอล ประจำประเทศไทย กล่าวว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นมหาวิทยาลัยที่น่าอยู่ โดยเฉพาะโครงการ “KKU Smart City & Smart Farm” ที่มีการบริหารจัดการระบบต่างๆ ให้ผู้คน และสิ่งแวดล้อม ใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบาย ตอบโจทย์ยุคสมัยในปัจจุบัน นอกจากนี้ ประเทศอิสราเอล ยังมีชื่อเสียงด้าน water management หรือระบบการจัดการน้ำ ดังนั้น ทางสถานทูตฯ มีความยินดีอย่างยิ่ง ที่จะมีการจัดสัมมนาออนไลน์ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ องค์ความรู้ด้านการจัดการน้ำ ให้แก่นักศึกษา นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึง การแลกเปลี่ยนนักศึกษา บุคลากร การแลกเปลี่ยนวิจัย และทุนวิจัย ในอนาคต

‘ตรีนุช-เลขา กพฐ.’ประชุม ผอ.เขตพื้นที่ทั่วประเทศ เตรียมพร้อมเปิดภาคเรียน 17 พ.ค.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/651184

'ตรีนุช-เลขา กพฐ.'ประชุม ผอ.เขตพื้นที่ทั่วประเทศ เตรียมพร้อมเปิดภาคเรียน 17 พ.ค.

วันอังคาร ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 17.55 น.

วันที่ 3 พ.ค. 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุมผ่านระบบ Video Conference ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ทั่วประเทศ ครั้งที่ 4/2565 โดยมี นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) นายแพทย์สราวุฒิ บุญสุข รองอธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ดร.ไกรยส ภัทราวาส ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา คณะผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 กระทรวงศึกษาธิการ

โดย น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า การศึกษามีหลายมิติและมีเรื่องเร่งด่วนคือทำอย่างไรให้น้องๆที่หลุดจากระบบการศึกษาเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ได้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาให้เร็วที่สุด และการปรับสภาพการเรียนรู้ และทางด้านจิตใจให้กับผู้เรียนที่มีภาวะการณ์ถดถอย(Learning Loss) ผลกระทบเกิดจากการเรียนออนไลน์ ในช่วงโควิด ตลอดจนการอบรมพัฒนาครูให้จัดการเรียนการในรูปแบบแอคทีฟเลินนิ่ง เพื่อสร้างสมรรถนะในการเรียนการสอนให้เกิดความพร้อมมากยิ่งขึ้น

“ขณะนี้รัฐบาลเตรียมความพร้อมในการเปิดประเทศเต็มที่แล้ว หลังจากวันที่ 1 พ.ค. นักท่องเที่ยวต่างประเทศก็จะเดินทางเข้ามาประเทศไทย ดังนั้น ทำอย่างไรเราจะอยู่กับสถานการโควิดนี้ให้ได้ เราจึงต้องสร้างความมั่นใจให้กับนักเรียนและครู และสถานศึกษาให้มีความปลอดภัย เนื่อนจากขณะนี้มีผู้ปกครองและครูบางส่วนที่ยังมีความวิตกกังวลของสถานการณ์โควิด ถึงแม้จะเปิดประเทศแล้ว จึงขอฝากผอ.โรงเรียน และผอ.เขตพื้นที่การศึกษา ทั่วประเทศ ช่วยสร้างการรับรู้ สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ปกครองและตระหนักในการให้บุตรหลานได้รับการฉีดวัคซีนให้ได้มากที่สุด ซึ่งในวันนี้ก็มีรองอธิบดีกรมอนามัย มาร่วมชี้แจงถึงความพร้อมในการฉีดวัคซีนให้กับนักเรียนและครู ซึ่งขณะนี้นักเรียนที่อายุ 5-11 ปี จาก 5 ล้านคน มีผู้ปกครองกว่า 3 ล้านคนประสงค์จะให้ลูกฉีดวัคซีนและเริ่มมีการฉีดไปแล้ว และการเตรียมความพร้อมของโรงเรียนผ่านการประเมินแล้ว แต่ก็ยังต้องปฏิบัติตามมาตรการ 6-6-7 ของ สธ.ด้วย เมื่อเปิดเรียนแบบออนไซต์แล้ว หากมีนักเรียนติดเชื้อก็ไม่จำเป็นต้องปิดทั้งโรงเรียน แต่โรงเรียนจะมีมาตรการรองรับอย่างไรเพื่อให้เปิดเรียนออนไซต์ให้ได้มากที่สุด จึงอยากให้ทุกเขตพื้นที่สร้างการรับรูและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ปกครองและคุณครูเพื่อเตรียมพร้อมในการเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ในวันที่ 17 พ.ค.นี้ ต้องยอมรับว่าการเรียนแบบออนไซต์ถือเป็นการเรียนที่ได้ประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่ง 2 ปีที่ผ่านมานักเรียนมีวิถีชีวิตไม่ปกติ การกลับมาเรียนออนไซต์ครั้งนี้จึงอยากให้ปูพื้นฐานการเรียนทั้งทางวิชาการ ปรับพฤติกรรม จิตใจของเด็กแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้เด็กเกิดความเครียดเกินไป และไม่อยากให้เน้นวิชาการจนลืมการปรับพฤติกรรมของการอยู่ร่วมกันด้วย”

น.ส.ตรีนุช กล่าวถึงโครงการปักหมุดพาน้องกลับมาเรียน ภายในสถานการณ์โควิด ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มาเปิดโครงการเดือน ม.ค.ให้ ศธ.ร่วมกับกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันตามหาเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษา ให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาให้ได้มากที่สุด ซึ่งจากตัวเลข 1.2 แสนคน ขณะนี้สามารถตามหาเด็กกลับเข้าสู้ระบบการศึกษาได้แล้ว 9.5 หมื่นคน และคิดว่าตัวเลยเด็กตกหล่นกลับมาเรียนจะมีมากขึ้น ส่วนน้อง ๆที่ยังกลับเข้าสู้ระบบการศึกษาไม่ได้เนื่องจากมีความซับซ้อนของปัญหา ก็อยากให้เขตพื้นที่ฯประสารงานกับผอ.โรงเรียน และผู้นำชุมชนให้ช่วยประสารความร่วมมือการนำนักเรียนกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา และน้องๆที่จบชั้น ม.3 แล้ว ก็สามารถเข้าโครงการ “อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ” ซึ่งขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้เตรียม วิทยาลัยการอาชีพ และวิทยาลัยเกษตร จำนวน 88 แห่งทั่วประเทศไว้รองรับน้อง ๆเข้าไปเรียนฟรี อยู่ฟรี ในระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.) และสนับสนุนโครงการหารายได้ระหว่างเรียนให้อีกด้วย

รมว.ศธ. กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำถึงการสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษา อยากให้ผอ.โรงเรียนในแต่ละแห่งตรวจสอบความพร้อมโครงสร้างต่าง ๆของอาคารสถานที่ ระบบไฟฟ้า เพื่อรองรับเด็กที่จะกลับเข้ามาเรียนที่โรงเรียนให้มีความปลอดภัยทั้งร่างกายและพัฒนาการอื่นๆ และให้มีการดาวโหลดแอพพลิเคชั่น MOE Safety Center เพื้อให้น้องๆ และผู้ปกครอง ได้ใช้เป็นช่องทางแจ้งข้อมูลและเข้าถึงการช่วยเหลือจากระบบของศธ.ด้วย รวมถึง ให้ ผอ.เขตพื้นที่ ดำเนินโครงการโรงเรียนคุณภาพ เนื่องจากโรงเรียนที่มีเด็กน้อยลง มีครูไม่ครบชั้น ให้ เขตพื้นที่ฯ สร้างโรงเรียนเครือข่ายให้นักเรียนมาใช้ทรัพยากรร่วมกันในโรงเรียนที่มีความพร้อม โดยทาง สพฐ.สนับสนุนค่าเดินทางให้กับนักเรียน

“หลังจากนี้ดิฉันจะลงไปตรวจเยี่ยมโรงเรียนในแต่ละพื้นที่ เพื่อไปให้กำลังใจกับผู้บริหาร ซึ่งแต่ละโรงเรียนมีสภาพที่แตกต่างกันในการเตรียมความพร้อมในการเปิดภาคเรียน ตามนโยบายของศธ. รวมถึงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ก็ถือเป็นอีกนโยบายเร่งด่วนของศธ. จึงได้มีสถานีแก้หนี้ระดับเขตพื้นที่ และระดับจังหวัด เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาหนี้สินให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษา

“การเตรียมความพร้อมการเปิดภาคเรียนในสัปดาห์หน้าจะมีการแถลงความคืบหน้าอีกครั้ง แต่วันนี้ มากำชับให้ผอ.โรงเรียนและผอ.เขตพื้นที่ฯเตรียมความพร้อมของโรงเรียน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ปกครองและครูมั่นใจ และได้เน้นย้ำเรื่องการพาน้องที่ตกหล่นกลับมาเรียน การสร้างความปลอดภัยของสถานศึกษา การทำโรงเรียนคุณภาพ การพัฒนาครู เพราะการพัฒนาการเรียนการสอนต่างๆที่ต้องอาศัยทุกคนเป็นฟันเฟืองและเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการทำให้งานของศธ.“ รมว.ศธ. กล่าว

ด้าน นายอัมพร กล่าวว่า การเปิดภาคเรียนพร้อมกันในวันที่ 17 พ.ค.2565 นี้ จะเน้นเปิดแบบออนไซต์เป็นหลัก และเพื่อให้ครูและนักเรียนปลอดภัย จึงรณรงค์ให้มีการฉีดวัคซีนครูและนักเรียนให้ได้มากที่สุด ซึ่งขณะนี้ นักเรียนที่อายุ 12-18 ปี ฉีดวัคซีนแล้วเกินกว่า 98% ส่วนนักเรียนอายุ 5-11 ปี ฉีดเพียง 3-4 % จึงจำเป็นต้องรณรงค์ให้นักเรียนฉีดวัคซีนให้มากขึ้น สำหรับสาเหตุที่ไม่ฉีดเนื่องจากผู้ปกครองยังไม่กล้า จึงไม่ยินยอมให้ลูกฉีด วันนี้ สพฐ.จึงได้เชิญรองอธิบดีกรมอนามัย มาให้ความรู้ว่าการฉีดวัคซีนไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด แต่ฉีดแล้วป้องกันโรคได้ดีกว่าไม่ฉีด รวมถึงรณรงค์ให้ผู้ปกครองเด็กที่ยังเล็กอยู่ให้ฉีดวัคซีน ด้วย แต่การมาเรียนออนไซต์จะไม่นำเรื่องการตรวจ ATK หรือการฉีดวัคซีนมาเป็นอุปสรรค ถ้าไม่ฉีดวัคซีนก็ให้มีการเว้นระยะห่าง แต่เน้นการตรวจประเมินความพร้อมของโรงเรียน และการปฏิบัติตามมาตรการ 6-6-7 ของ สธ.อย่างเข้มข้น วันนี้เปิดประเทศแล้วก็เข้าสู่ภาวะปกติ และในเดือน ก.ค.จะประกาศเป็นโรคประจำถิ่นแล้ว

นายอัมพร กล่าวต่อว่า สพฐ.มีเป้าหมายว่าในวันเปิดภาคเรียน จะต้องพาน้องกลับมาเรียนให้ได้ ซึ่งสพฐ.มีนักเรียนที่หลุดจากระบบการศึกษาไปประมาณ 2.8 หมื่นคน ขณะนี้ตามเจอตัวแล้วประมาณ 97 % และตกลงว่าจะกลับมาเรียนกับสพฐ.ประมาณ 17% ที่เหลือยังไม่ยอมกลับมาเรียนในสถานศึกษา ซึ่งเป็นโจทย์ที่เราจะต้องทำต่อไป ส่วนที่ตามแล้วไม่เจอตัวอีกประมาณ 400 กว่าคน ในจำนวนนี้มีต่างด้าวด้วย ซึ่ง สพฐ.จะร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆในการใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือการเปลี่ยนแปลงการด้อยโอกาสของเขาให้เป็นคนได้โอกาส เพื่อลดความเหลื่อมล้ำตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้หลักการไว้

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวด้วยว่า ตนได้เน้นย้ำถึงการเตรียมการจัดการเรียนการสอนเทอมใหม่ในปี 2565 ไม่อยากให้เน้นวิชาการ แต่อยากให้มุ่งสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน และอยากให้เป็นการเรียนการสอนเพื่อซ่อม เสริมส่วนที่พร่อง โดยซ่อมในส่วนที่เด็กขาดหายไปในช่วง 2 ปีกว่า เช่น ระดับประถมศึกษา เน้นให้เด็กอ่านออก เขียนได้ และคิดเลขเป็น เพราะเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้วิชาอื่น แต่ก่อนที่จะซ่อม เสริม ต้องมีเครื่องมือตรวจสอบการเรียนรู้ของเด็กว่าเขาขาดอะไร และตรวจสุขภาพอนามัย ตรวจสภาพจิตใจนักเรียนว่ามีภาวะความเครียดทางสังคมอย่างไรบ้าง ส่วนระดับชั้นมัธยมศึกษา จะเน้นช่วยสร้างแรงบันดาลใจ หรือสร้างเป้าหมายทางเลือกในการประกอบอาชีพ เมื่อรู้ว่าเด็กจะไปทางไหนก็จัดการเรียนการสอนมีความรู้ในสิ่งที่จำเป็นให้ตรงกับที่เด็กจะไปต่อโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพื่อให้เด็กไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น

“ผมขอให้ผอ.โรงเรียน และผอ.เขตพื้นที่การศึกษาทุกแห่ง นอกจากดูแลเรื่องความปลอดภัยจากโรคแล้ว ให้สถานศึกษาทุกแห่งมีระบบดูแลความปลอดภัยของนักเรียน เพราะทุกปีเราจะสูญเสียเด็กจากการจมน้ำ จากการคมนาคม การถูกล่วงละเมิด จากภัยธรรมชาติ อุบัติภัย จึงอยากให้ทุกโรงเรียนสร้างระบบการดูแลความปลอดภัยทุกมิติ ส่วนการแก้ปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา ผมให้กลักการกับ ผอ.เขตพื้นที่ฯ ถึงสถานีแก้หนี้ในระดับเขตพื้นที่ อยากให้มีข้อมูลพื้นฐานของครูทุกคน ทั้งครูที่มีหนี้ และครูที่ไม่มีหนี้ และแยกว่าทำไมครูไม่มีหนี้ เขาดำเนินชีวิตแบบไหน เพื่อเป็นแบบอย่างให้ครูที่มีหนี้ ถ้าไม่อยากมีหนี้จะใช้ชีวิตอย่างไร หรือมีบทเรียนอย่างไร และกลุ่มที่มีหนี้ทำไมถึงมีหนี้ หนี้เกิดจากอะไร และแยกกลุ่มที่มีหนี้ระดับรุนแรง หรือพอพึ่งตนเองได้ แล้วแก้ไขไปตามกลุ่มปัญหา ตามความเดือดร้อนจำเป็น และการเติมความรู้ให้ครูบรรจุใหม่จะต้องมีการวางแผนชีวิตอย่างไรจึงจะไม่มีหนี้ จะทำให้ช่วยลดปัญหาหนี้สินครูน้องลงในอนาคต” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

อาลัย ‘ม.ร.ว.รุจีสมร’ อดีตคุณครูใหญ่โรงเรียนวรรณวิทย์ ถึงแก่อนิจกรรมแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/651142

อาลัย 'ม.ร.ว.รุจีสมร' อดีตคุณครูใหญ่โรงเรียนวรรณวิทย์ ถึงแก่อนิจกรรมแล้ว

วันอังคาร ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 15.42 น.

วันนี้ 3 พฤษภาคม 2565 กลุ่ม”ศิษย์เก่าโรงเรียนวรรณวิทย์” ได้เผยข่าวเศร้า ระบุว่า “คุณครูใหญ่โรงเรียนวรรณวิทย์ ม.ร.ว.รุจีสมร สุขสวัสดิ์ ถึงแก่อนิจกรรมแล้ว กำหนดรดน้ำศพ ณ วัดธาตุทอง เวลาประมาณ 15.30 น. วันที่ 4 พฤษภาคม 2565

ทั้งนี้ ม.ร.ว.รุจีสมร สุขสวัสดิ์ เกิดเมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2463 มีชื่อเล่นว่า “คุณหญิงอู้” โดยหม่อมมารดาจะเรียกว่า “คุณอู้” เป็นธิดาคนเล็กของ ร้อยเอก ม.จ.ทินทัต ศุขสวัสดิ์ กับหม่อมผิว ศุขสวัสดิ์ ณ อยุธยา (สกุลเดิม วสุวัต) มีพี่สาวสองคนคือ ท่านผู้หญิงทินะประภา อิศรเสนา ณ อยุธยา และ ม.ร.ว.กานดาศรี สุขสวัสดิ์ ขณะที่ ม.ร.ว.รุจีสมร มีอายุเพียง 2 เดือนบิดาก็สิ้นชีพิตักษัย ซึ่ง ม.ร.ว.รุจีสมร สุขสวัสดิ์ ดำรงตำแหน่งครูใหญ่ของโรงเรียนวรรวิทย์ เมื่อปี พ.ศ. 2497 ต่อจากหม่อมผิว มารดา ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนวรรณวิทย์มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2489 โดย ม.ร.ว.รุจีสมร ได้รับการยกย่องว่ามีจิตวิญญาณความเป็นครู ด้วยเก็บค่าเทอมราคาถูก และหากใครไม่มีค่าเทอมก็พร้อมสอนให้ฟรี  ทั้งนี้โรงเรียนวรรณวิทย์ ได้ปิดตัวลงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 มีนาคม ที่ผ่านมา