‘ปลัดมท.’เปิดอาคารแปรรูป จำหน่ายผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น อนุรักษ์ศิลป์ผ้าถิ่นเกาะยอ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/648914

‘ปลัดมท.’เปิดอาคารแปรรูป จำหน่ายผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น อนุรักษ์ศิลป์ผ้าถิ่นเกาะยอ

วันพฤหัสบดี ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2565, 21.39 น.

‘ปลัดมท.’ หอบคณะเปิดอาคารแปรรูป-จำหน่ายผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นอนุรักษ์ศิลป์ผ้าถิ่นเกาะยอ สงขลา ตรวจเยี่ยมการจัดการขยะชุมชนหาดใหญ่ เน้นย้ำขยายผลทุกจังหวัด

วันที่ 21 เมษายน 2565 ที่ศูนย์ส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นอนุรักษ์ศิลป์ผ้าถิ่นเกาะยอ วัดโคกเปี้ยว ตำบลเกาะยอ อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร. วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย เป็นประธานเปิดป้ายอาคารแปรรูปและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ โดยมี นายสมคิด จันทมฤก อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายเจษฎา จิตรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นางดาเรศ จิตรัตน์ ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดสงขลา นายยงยุทธ สุวรรณบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ นางอรัญญา สุวรรณบุตร นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา จังหวัดสมุทรปราการ นายสาธิต อุ๋ยตระกูล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี นางสาวกุลวดี นพอมรบดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี นางกุลทรัพย์ ชื่นโกสุม นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ศศิธร จันทมฤก นางจิรวรรณ เพ็ญพาส อุปนายกสมาคม นางอมรรัตน์ สืบตระกูล รองประธานชมรมแม่บ้านกรมที่ดิน นางวราภรณ์ เสริมภักดีกุล รองประธานชมรมแม่บ้านกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัด ประธานแม่บ้านมหาดไทยและสมาชิกแม่บ้านมหาดไทยจังหวัด 14 จังหวัดภาคใต้ และพี่น้องประชาชนตำบลเกาะยอ ร่วมในพิธี

โอกาสนี้  ปลัดกระทรวงมหาดไทย และนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย เข้ากราบสักการะหลวงพ่อทันใจ และเยี่ยมชมโรงทอผ้า อาคารศูนย์เรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นอนุรักษ์ศิลป์ผ้าถิ่นเกาะยอ และเข้ากราบนมัสการพระครูโกศลอรรถกิจ ดร. เจ้าคณะอำเภอเมืองสงขลา เจ้าอาวาสวัดโคกเปี้ยว แล้วเป็นประธานลั่นฆ้องเปิดป้ายอาคารแปรรูปและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ศูนย์ส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นอนุรักษ์ศิลป์ผ้าถิ่นเกาะยอ วัดโคกเปี้ยว และเยี่ยมชมการแปรรูปผ้าทอเกาะยอพร้อมให้กำลังใจพี่น้องประชาชนกลุ่มตัดเย็บฯ ภายในอาคารดังกล่าว

อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า กรมการพัฒนาชุมชนได้ดำเนินการโครงการพัฒนารูปแบบชุมชนภูมิปัญญาเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพชุมชนภูมิปัญญาด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนให้มีความร่วมสมัย ตรงตามความต้องการของตลาด พัฒนารูปแบบการพัฒนาผลิตภัณฑ์ องค์ความรู้ให้กับองค์กร กลุ่มผู้ผลิต ผู้ประกอบการในชุมชนภูมิปัญญา จัดเก็บและบันทึกถ่ายทอดองค์ความรู้สู่รุ่นใหม่ 3 วัย ได้แก่ รุ่นปู่ย่า ตายาย ถ่ายทอดสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน ดำเนินการที่ศูนย์เรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น อนุรักษ์ศิลป์ผ้าถิ่นเกาะยอ วัดโคกเปี้ยว หมู่ที่ 5 ตำบลเกาะยอ อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา โดยท่านสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ขณะดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ต่อมาขยายผลเป็น “ศูนย์เรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น อนุรักษ์ศิลป์ผ้าถิ่นเกาะยอ” ต่อยอดการพัฒนาแปรรูปผลิตภัณฑ์จากผ้าทอเกาะยอ โดยได้รับความร่วมมือจากภาคีเครือข่าย อาทิ ท่านพระครูโกศลอรรถกิจ ดร. เจ้าคณะอำเภอเมืองสงขลา เจ้าอาวาสวัดโคกเปี้ยว มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย องค์การบริหารส่วนตำบลเกาะยอ ผู้นำชุมชน และเครือข่าย OTOP จังหวัดสงขลา เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้นอกสถานที่ให้กับนักเรียน นักศึกษา ผู้สนใจ เชื่อมโยงการท่องเที่ยวชุมชน OTOP นวัตวิถีเกาะยอ และต่อยอดเป็นสถานที่ฝึกอาชีพการแปรรูป โดยอาคารแปรรูปและจำหน่ายผลิตภัณฑ์แห่งนี้ ได้รับการสนับสนุนจากพระครูโกศลอรรถกิจ ดร. เจ้าคณะอำเภอเมืองสงขลา เจ้าอาวาสวัดโคกเปี้ยว ดำเนินการปรับปรุงอาคารของวัดเป็นอาคารแปรรูปและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างอาชีพเพิ่มรายได้แก่เด็ก เยาวชน กลุ่มสตรี ผู้สูงอายุและผู้ด้อยโอกาส

จากนั้นในเวลา 16.00 น. นายสุทธิพงษ์ และคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจพี่น้องประชาชนชุมชนหมู่ที่ 4 บ้านปีก ตำบลท่าข้าม อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยมี ดร. สินธพ อินทรัตน์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าข้าม พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และพี่น้องประชาชน ร่วมให้การต้อนรับและรับการตรวจเยี่ยม

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ขอชื่นชมองค์การบริหารส่วนตำบลท่าข้าม ภายใต้การนำของ ดร. สินธพ อินทรัตน์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าข้าม ที่ได้ขับเคลื่อนการทำงานในการพัฒนาพื้นที่ร่วมกับพี่น้องประชาชนอย่างมีส่วนร่วมกระทั่งได้รับรางวัลเป็นที่ประจักษ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการส่งเสริมการพัฒนาสิ่งแวดล้อม ซึ่งโดยส่วนตัวเคยเดินทางมาตรวจเยี่ยมและติดตามการทำงานขององค์การบริหารส่วนตำบลท่าข้ามตั้งแต่ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น คนที่ 13 ทำให้ได้ทราบว่า เป็นพื้นที่ที่ได้น้อมนำโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) มาทำให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างสมบูรณ์จนเป็นศูนย์อนุรักษ์พันธุกรรมพืชที่ช่วยเสริมสร้างความรัก ความใส่ใจในเรื่องต้นไม้ และสิ่งแวดล้อมของพี่น้องประชาชน เด็ก เยาวชน ในชุมชน และบุคคลทั่วไป เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้นแบบในด้านการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชที่รวมพรรณไม้นานาชนิดอันเป็นตัวอย่างให้กับชมรมแม่บ้านมหาดไทยจังหวัด หน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคีเครือข่าย และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถนำไปประยุกต์ขยายผลในพื้นที่ได้

นายสุทธิพงษ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ผลงานขององค์การบริหารส่วนตำบลท่าข้ามที่เป็นที่ประจักษ์อีกประการหนึ่ง คือ การบริหารจัดการขยะโดยชุมชน ซึ่งนับเป็นการขับเคลื่อนงานที่สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลภายใต้การนำของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และพลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ได้กำหนดให้การจัดขยะเป็นวาระแห่งชาติที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันดำเนินการ และที่สำคัญ คือ เป็นความสำเร็จตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) คือการพัฒนาให้ทรัพยากรมนุษย์มีชีวิตอยู่อย่างมีความสุข เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน ด้วยการดูแลให้ตำบลท่าข้ามซี่งมีสิ่งแวดล้อมที่ดีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น โดยการรณรงค์ให้คนในชุมชนได้ช่วยกันใช้ชีวิตเป็นมนุษย์ 3ช (3Rs) ได้แก่ 1) ลด ละ เลิกการใช้ชีวิตแล้วทำให้เกิดสิ่งแวดล้อมเป็นพิษเป็นภัย หรือ “ใช้น้อย (Reduce)” เช่น การใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก เพื่อลดการใช้ถุงพลาสติกลงและจะหมดไปในที่สุด 2) การนำเอาวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้แล้วมาใช้ซ้ำ (Reuse) เช่น นำถุงพลาสติกที่ลงน้อยลงอยู่แล้วกลับมาใช้ซ้ำ และ 3) ช่วยกันคัดแยกขยะเพื่อนำกลับมาปรับใช้ใหม่ (Recycle) ซึ่งเห็นได้จากการบริหารจัดการขยะในพื้นที่ กระทั่งทำให้เกิดร้านธงฟ้ารักสิ่งแวดล้อม โดยบริการสินค้าจากการนำเอาขยะรีไซเคิลมาแลกเครื่องอุปโภคบริโภค

“ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา และประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดทุกจังหวัด ได้ขยายผลสิ่งดี ๆ ที่เป็นผลสำเร็จขององค์การบริหารส่วนตำบลท่าข้ามขยายผลไปยังหมู่บ้าน/ตำบลอื่น รวมถึงไปยังอำเภอและจังหวัดต่าง ๆ ร่วมกับท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านนายอำเภอ รวมทั้งประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งรับสมัครอาสาสมัครรักษ์โลก (อถล.) ให้มีสมาชิกจากทุกครัวเรือนอย่างน้อยครัวเรือนละ 1 คน เพื่อทำให้ทุกบ้าน ทุกครอบครัว มีถังขยะเปียกลดโลกร้อนครบทุกครัวเรือนภายในวันที่ 12 สิงหาคม 2565 เพื่อทำให้ทุกคนในประเทศนี้เป็นส่วนหนึ่งในการลดภาวะโลกร้อน ลดการปลดปล่อยก๊าซมีเทนลอยขึ้นไปบนชั้นบรรยากาศทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจก แล้วเราจะมีคนที่รักโลกใช้ชีวิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมครบทุกครัวเรือนทั้งประเทศ” นายสุทธิพงษ์ กล่าว

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวด้วยว่า พวกเราคนไทยทุกคนโชคดีที่มีเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินเป็นห่วงเป็นใยในชีวิตของพวกเราทุกคน ซึ่งตลอดระยะเวลา 70 ปี ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เยี่ยมเยียนพสกนิกรและทรงพยายามส่งเสริมการประกอบอาชีพและการใช้ผ้าไทย อันประกอบด้วย ผ้าบาติก ผ้าปาเต๊ะ ผ้ามัดหมี่ ผ้ายกดอก ผ้าแพรวา ผ้าปัก และผ้าอื่น ๆ ที่ทำโดยฝีมือของประชาชนในแต่ละท้องถิ่น ให้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ให้มีรายได้ กระตุ้นส่งเสริมให้ทอให้ทำ และได้รับการสืบสาน รักษา ต่อยอด พระราชปณิธานโดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ด้วยการพระราชทานโครงการพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ทำให้คนทอผ้ามีรายได้เพิ่มขึ้นจากการต่อยอดลวดลายใหม่ ๆ โดยยังคงอนุรักษ์ซึ่งลวดลายดั้งเดิมของบรรพบุรุษ จึงขอเชิญชวนให้พี่น้องประชาชนชาวจังหวัดสงขลา และทุกจังหวัดทั่วประเทศได้ร่วมกันสืบสานพระราชดำริด้วยการสวมใส่ผ้าไทยในทุกวัน 

จากนั้นปลัดกระทรวงมหาดไทย และคณะ เยี่ยมชมการจัดการขยะครัวเรือนของชุมชนโดยร้านธงฟ้ารักษ์สิ่งแวดล้อม ที่เปิดให้บริการจำหน่ายสินค้าโดยให้คนในชุมชนนำขยะมาแลกสินค้า/แลกซื้อสินค้าในราคาต่ำกว่าท้องตลาด และชื่นชมให้กำลังใจพี่น้องประชาชนในชุมชนที่ได้นำสินค้าข้าวของเครื่องใช้ที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิลมาจำหน่าย
 

‘เอนก’ เผย ‘ม.มหิดล-จุฬา’ ติดท็อป 100 มหา’ลัยโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/648872

‘เอนก’ เผย ‘ม.มหิดล-จุฬา’  ติดท็อป 100 มหา’ลัยโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2565, 19.02 น.

มหาวิทยาลัยไทยไม่แพ้ใครในโลก! QS World University Rankings 2022 ประกาศ มหา’ลัยไทย ติดอันดับโลก 122 สาขาวิชา  “สาขาศิลปะการแสดง ม.มหิดล ติดอันดับ 47 ขณะที่ จุฬาฯ ติด 1 ใน 100 ของโลก ใน 4 สาขาวิชา

วันที่ 21 เมษายน 2565 ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า การจัดอันดับสถาบันการศึกษาทั่วโลกโดย Quacquarelli Symonds(QS) หรือ QS World University Rankings ซึ่งเป็นองค์กรการให้ข้อมูลในด้านการศึกษาและการจัดอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก ผ่านระบบที่มีชื่อว่า QS World University Rankings ที่เป็นที่นิยมอันดับต้น ๆของโลก ประจำปี 2565 ได้ประกาศการจัดอันดับสาขาวิชาที่ติดอันดับโลก เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2565 ปรากฎว่า มหาวิทยาลัยของประเทศไทย ได้รับการจัดอันดับในสาขาวิชาที่ติดอันดับโลก ถึง 122 สาขาวิชา หรือ เพิ่มขึ้นจากปี 2564 ที่ได้ 96 สาขา อีกจำนวน 26 สาขา ที่สำคัญมีสาขาวิชาที่สามารถขึ้นไปติดถึงอันดับ 47 ของโลก หรือ TOP 50 ของโลกได้ นั่นก็คือ สาขาด้านศิลปะการแสดง (Performing Arts) ของมหาวิทยาลัยมหิดล  

รมว.อว. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังมี มหาวิทยาลัยไทยที่มีสาขาวิชาที่ติดอันดับเป็น 1 ใน 100 ของโลก หรือ TOP 100 ของโลก ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ติดอันดับใน 4 สาขาวิชา ได้แก่ สาขาวิชาด้านศิลปะการแสดง (Performing Arts) สาขาวิชาด้านวิศวกรรมปิโตรเลี่ยม (Engineering-Petroleum) สาขาวิชาด้านพัฒนศึกษา (Development Studies) และสาขาวิชาด้านนโยบายสังคมและการบริหาร (Social Policy & Administration)  สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังติดอันดับในด้านวิศวกรรมปิโตรเลี่ยม (Engineering-Petroleum) มหาวิยาลัยเกษตรศาสตร์ติดอันดับใน สาขาวิชาด้านเกษตรศาสตร์และป่าไม้ (Agriculture & Forestry) และมหาวิทยาลัยมหิดล ติดอันดับในสาขาด้านวิชาเภสัชกรรมและเภสัชวิทยา (Pharmacy& Pharmacology)

 “สาขาวิชาที่ติดอันดับโลกในแต่ละสถาบันอุดมศึกษาของประเทศไทย มีแนวโน้มเพิ่มขี้น เช่น จุฬาฯ ในปี 2563 และ 2564 ติดอันดับ 30 สาขาวิชา ขยับขึ้น 35 สาขาวิชาในปี 2565 ม.มหิดล ปี 2563 ติดอันดับ 14 สาขาวิชา ปี 2564 ติดอันดับ 16 สาขาวิชาและปี 2565 ติดอันดับ 20 สาขาวิชา ม.เชียงใหม่ ปี 2564 ติดอันดับ 9 สาขาวิชาและปี 2565 ติดอันดับ 13 สาขาวิชา และ ม.ธรรมศาสตร์ ปี 2564 ติดอันดับ 5 สาขาวิชา แต่ปี 2565 ขยับขึ้นมาเป็น 13 สาขาวิชา เป็นต้น ดังนั้นจะเห็นได้ว่ามหาวิทยาลัยของประเทศไทยมีการพัฒนาไปอย่างต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง ซึ่งสุดท้ายผลประโยชน์ตกอยู่ที่นักศึกษาและประเทศไทยนั่นเอง” ศ.(พิเศษ)ดร.เอนก กล่าว

4ปีที่รอคอย!ผู้ปกครองเฮ ศาลปกครองยะลาตัดสินให้คลุม‘ฮิญาบ’ไปเรียนได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/648839

4ปีที่รอคอย!ผู้ปกครองเฮ ศาลปกครองยะลาตัดสินให้คลุม‘ฮิญาบ’ไปเรียนได้

วันพฤหัสบดี ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2565, 17.00 น.

4ปีที่รอคอย!ผู้ปกครองเฮ ศาลปกครองยะลาตัดสินให้คลุม‘ฮิญาบ’ไปเรียนได้

21 เมษายน 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากรอมานานกว่า 4 ปี สำหรับคดีผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลปัตตานีห้ามนักเรียนมุสลิมไม่ให้คลุมฮิญาบไปเรียน ล่าสุดศาลปกครองยะลาพิพากษาให้โรงเรียนอนุบาลปัตตานียกเลิกกฎระเบียบที่ขัดกับกฎกระทรวง ให้นักเรียนคลุมฮิญาบไปเรียนได้

คดีนี้สืบเนื่องมาจากผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลปัตตานีในขณะนั้น ออกคำสั่งห้ามนักเรียนสวมใส่ผ้าคลุมผม หรือฮิญาบ ไปโรงเรียนตั้งแต่วันที่ 16 พ.ค.2561 ต่อมาวันที่ 18 พ.ค.2561 ผู้ปกครองประมาณ 50 คนรวมตัวกันเพื่อให้กำลังใจกับนางพารีด๊ะห์ อัลมุมีนี , นางกดาเรีย เหมมินทร์ และนายวันอิดริบ หะยีเต๊ะ ผู้ปกครองของนักเรียน ซึ่งถูกเชิญให้ไปที่โรงเรียนเพื่อรับทราบถึงระเบียบกฎข้อห้ามของโรงเรียน เนื่องจากลูกสาวผู้ปกครองทั้งสามได้สวมฮิญาบไปเรียนเรียน ซึ่งโรงเรียนซึ่งตั้งอยู่บนที่ธรณีสงฆ์ของวัดนพวงศาราม

คดีการคลุมฮิญาบของนักเรียนโรงเรียนอนุบาลปัตตานี เป็นข้อพิพาทระหว่างผู้ปกครองกับผู้บริหารและครูในโรงเรียน จนมีการยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง โดยทางโรงเรียนไม่อนุญาตให้นักเรียนแต่งกายตามหลักศาสนาได้ ต้องแต่งเครื่องแบบตามระเบียบของโรงเรียนเท่านั้น โดยเมื่อปรากฏว่านักเรียนยังแต่งกายตามหลักศาสนาคลุมฮิญาบไปเรียนต่อตามระเบียบของกฎกระทรวงศึกษาธิการ แต่ผู้บริหารโรงเรียน ระบุว่า ผิดกฎระเบียบและมีการหักคะแนน

ขณะนั้นผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลปัตตานี ได้ใช้อำนาจตัดคะแนนเด็กนักเรียนมุสลิมที่คลุมฮิญาบ ซึ่งผิดกับระเบียบของกฎกระทรวงศึกษาธิการฉบับใหม่ หรือฉบับกรณีสงฆ์เข้ามาเรียนตามปกติ จึงทำให้ผู้ปกครองของเด็กนักเรียน 20 คน รวมตัวลงนามยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมคุ้มครองชั่วคราวต่อศาลปกครองจังหวัดสงขลา เพื่อให้ศาลปกครองคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของเด็กตามสิทธิในรัฐธรรมนูญ ในการปฏิบัติตามหลักศาสนาอิสลาม

ศาลปกครองสงขลา จึงมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวนักเรียนโรงเรียนอนุบาลปัตตานี วัดนพวงศาราม ออกมาแล้ว และห้ามลงโทษเด็กนักเรียนจากกรณีนี้ทันที โดยศาลมีคำสั่งเมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2561 ให้ทุเลาการบังคับตามระเบียบโรงเรียนอนุบาลปัตตานี วัดนพวงศาราม ว่าด้วยการควบคุมและดูแลความประพฤติ การลงโทษ และการตัดคะแนนความประพฤติของนักเรียน พ.ศ.2561 ที่ให้แต่งเครื่องแบบนักเรียนตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยเครื่องแบบนักเรียน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2561 ข้อ 3 เฉพาะที่เกี่ยวกับผู้ฟ้องคดีทั้ง 20 คน ไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาเป็นอย่างอื่น ซึ่งได้สร้างความดีใจให้แก่เด็กนักเรียน และผู้ปกครองเป็นอย่างมาก

หลังได้รับความคุ้มครองและความเป็นธรรมจากศาลปกครองในครั้งนั้น และโอนมาอยู่ในความรับผิดชอบของศาลปกครองยะลา ศาลพิจารณาคดีนี้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2565 และนัดฟังคำพิพากษาในวันนี้ (21 เม.ย. 2565) โดยศาลตัดสินให้ผู้ฟ้องคดีเด็กหญิงวันอัยซาห์ เหมมินทร์ โดยนายอรุณ เหมมินทร์กับพวกรวม 20 คน ชนะกระทรวงศึกษาธิการกับพวกรวม 2 คน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจนถึงวันนี้ ปรากฏว่านักเรียนบางคนได้เรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แล้ว จึงออกไปเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษา แต่มีบางคนกำลังเรียนอยู่ ที่สำคัญเมื่อมีคำพิพากษาของศาลปกครองวันนี้จะทำให้เด็กมุสลิมสามารถเข้ามาเรียนและสามารถคลุมฮิญาบตามศาสนาได้

ด้านนางอัศรา รัฐการัณย์ หนึ่งในผู้ปกครองเด็กนักเรียน กล่าวว่า การพิพากษาของศาลปกครองวันนี้เป็นสิ่งที่ปกครองของนักเรียนโรงเรียนอนุบาลปัตตานีรอคอยมาถึง 4 ปีเต็ม เป็นคำพิพากษาที่กำลังบอกให้สังคมมุสลิมในประเทศไทยทราบว่าเรายังมีสิทธิชอบธรรมที่จะปฏิบัติและแต่งกายตามหลักศาสนาอิสลามอย่างเคร่งครัดได้เหมือนเดิม ซึ่งผู้ปกครองพร้อมทั้งทนายความต่างตื้นตันใจกับคำพิพากษาที่เรารอคอย เหมือนจะตอกย้ำว่าเราเป็นประเทศที่มีดินแดนพหุวัฒนธรรมร่วมกันมาอย่างช้านาน

ศธ.ให้ความสำคัญครู ชี้บริบทสังคมโลกเปลี่ยน ต้องเร่งพัฒนาแม่พิมพ์ของชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/648765

ศธ.ให้ความสำคัญครู ชี้บริบทสังคมโลกเปลี่ยน ต้องเร่งพัฒนาแม่พิมพ์ของชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2565, 14.48 น.

“ตรีนุช”ย้ำ ศธ.ให้ความสำคัญครู ชี้บริบทสังคมโลกเปลี่ยน ต้องเร่งพัฒนาแม่พิมพ์สอนเด็กให้ทันการเปลี่ยนแปลง

เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธานเปิดเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “ครูไทย การศึกษาไทย กับการปฏิรูปประเทศ” จัดโดยสมัชชาเครือข่ายครูและบุคลากรทางการศึกษาแห่งประเทศไทย (สคคท.) โดยมีผู้บริหารระดับสูงของ ศธ.และ นายดิเรก พรสีมา ประธาน สคคท.พร้อมผู้นำองค์กรเครือข่ายกว่า 30 องค์กร เข้าร่วม ที่หอประชุมคุรสภา กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)

โดย น.ส.ตรีนุช กล่าวตอนหนึ่งว่า ตนเชื่อว่าการศึกษาเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องสำคัญของประเทศ เพราะการศึกษาเป็นรากฐานในการพัฒนาประเทศ ซึ่งการพัฒนาการศึกษาไม่ใช่หน้าที่ของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ของทุกคน ปัจจุบันโลกและบริบทของสังคมเปลี่ยนแปลงไป เช่น การเปลี่ยนแปลงของดิจิทัล การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ดังนั้น การขับเคลื่อนการศึกษาจึงมีความท้าทาย ซึ่งสถานการณ์เหล่านี้ทำให้เราต้องผลักดันและปรับตัวให้อยู่กับสถานการณ์การเรียนรู้ที่มีข้อจำกัดต่างๆ ได้อย่างไร

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า ตนจะนำข้อเสนอต่างๆขององค์กรครูที่ได้รับในวันนี้ ไปดูรายละเอียดก่อนว่าจะสามารถปรับเปลี่ยนกฎระเบียบอะไรได้บ้าง อะไรที่สามารถไปปรับเปลี่ยนระเบียบได้ก็จะปรับเปลี่ยนเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นประโยชน์ต่อครูและบุคลากรทางการศึกษา และระบบการศึกษา ตนก็ยินดี ซึ่งที่ผ่านมา ศธ.ได้ดำเนินการผลักดันมาแล้วบ้างเรื่อง เช่น การแก้ไขปัญหาหนี้สินครู การผลักดันร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …. ซึ่งรัฐบาลโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ได้ให้ความสำคัญ โดยนำมาร่วมเป็นร่างของรัฐบาล ซึ่งขณะนี้ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ก็อยู่ในขบวนการพิจารณาของรัฐสภาและคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ซึ่งทาง ศธ.ก็มีตัวแทนใน กมธ.อยู่แล้ว ที่จะเร่งและจากที่ตนหารือกับนายตวง อันทะไชย ประธาน กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ก็เห็นตรงกันว่าจะเร่งผลักดันให้เสร็จทันสมัยประชุมนี้

“เมื่อโลกเปลี่ยน ครูและบุคลากรทางการศึกษาทั้งรัฐและเอกชน ที่มีอยู่กว่า 600,000 คน ต้องปรับตัว ซึ่ง ศธ.ให้ความสำคัญพยายามที่จะพัฒนาครู เช่น การสอนแบบ Active Learning เพื่อพัฒนาเด็กให้มีความรู้เท่าทันศตวรรษที่ 21 เป็นต้น รวมทั้งการสร้างโรงเรียนคุณภาพที่จะเป็นโรงเรียนแม่เหล็กให้โรงเรียนต่างๆ มาเรียนร่วมกัน นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาว่าจะทำอย่างไรที่จะตามเด็กที่หลุดจากระบบให้กลับเข้ามาสู่ระบบการศึกษาได้ทันเปิดภาคเรียนในปีการศึกษา 2565 ซึ่ง ศธ.ได้บูรณาการเรื่องนี้ร่วมกับกระทรวงต่าง ๆเพื่อพาน้องกลับเข้าเรียนให้ได้มากที่สุด” น.ส.ตรีนุช กล่าว

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า ปัญหาสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง คือ การแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา เพราะขวัญกำลังใจของครูและบุคลากรทางการศึฏษามีส่วนสำคัญอย่างมาก ถ้าครูยังมีความทุกข์ใจ กังวลใจเรื่องภาระหนี้สินอยู่อาจจะมีความยากลำบากในการสอน ศธ.จึงได้มุ่งเน้นขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าวอย่างเต็มที่ เช่น ร่วมมือกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครู เพื่อลดดอกเบี้ยให้ครู พร้อมกับจัดตั้งสถานีแก้หนี้ครูระดับจังหวัด และสถานีแก้หนี้ครูระดับเขตพื้นที่การศึกษา เป็นต้น

ด้าน นายดิเรก  กล่าวว่า สคคท.และเครือข่ายองค์กรครู ยื่นข้อเสนอให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ.​เพื่อเร่งผลักดัน 3 เรื่อง คือ 1.เร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ให้เสร็จโดยเร็ว โดยขอให้แก้ไขกฎหมายให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคล มีอำนาจในการบริหารงานบุคคล บริหารงบประมาณ และบริหารงานวิชาการของตน 2.เร่งพัฒนาครูทั้งรัฐและเอกชน กว่า 600,000 คน ให้จัดการเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพ และ 3.ดูแลขวัญกำลังใจให้ผู้อำนวยการ ครู และบุคลากรทางการศึกษา โดยเร่งแก้ไขปัญหาหนี้สิน เพื่อให้ครูและบุคลากรทางการศึกษา มีแรงทุ่มเทในการจัดการเรียนการสอนให้กับนักเรียนอย่างมีคุณภาพ

สมาคมนักวิจัยฯเปิดมิติโลกกัญชา ผ่านงานสัมมนา’แพทย์พบแพทย์ เพื่อกัญชาทางการแพทย์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/648554

สมาคมนักวิจัยฯเปิดมิติโลกกัญชา ผ่านงานสัมมนา'แพทย์พบแพทย์ เพื่อกัญชาทางการแพทย์'

วันพุธ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2565, 15.43 น.

เนื่องในโอกาสวันที่ 20 เมษายน เป็น “วันกัญชาโลก” ซึ่งก่อตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนการเปิดเสรีและการทำให้กัญชาถูกกฎหมาย ทางสมาคมนักวิจัยแห่งประเทศไทย ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน โดย กรมสุขภาพจิต, กรมแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระ นคร บริษัท เนเจอร์ ไทย วิสดอม จำกัด, มูลนิธิโรงพยาบาลศรีธัญญา, ศูนย์บูรณาการความรู้กัญชา และทีมสอนฝึกอบรมแพทย์กัญชา ร่วมกันจัดงานสัมมนา “แพทย์พบแพทย์ เพื่อกัญชาทางการแพทย์” ขึ้นในวันพุธที่ 20 เมษายน  2565 ณ  ห้องประชุมจอมพล สฤษดิ์  ธนะรัชต์  ชั้น 2  อาคาร วช.1 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ  เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร โดยมี รศ.ดร.พิพัฒน์ นนทนาธรณ์ นายกสมาคมนักวิจัยแห่งประเทศไทย เป็นประธานเปิดงาน 

20 เมษายน 2565 รศ.ดร.พิพัฒน์  นนทนาธรณ์ นายกสมาคมนักวิจัยแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สมาคมนักวิจัยแห่งประเทศไทย มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมให้ความรู้ความรู้เกี่ยวกับการวิจัยหรือนวัตกรรมใหม่ให้แก่สมาชิกและประชาชน คณะกรรมการบริหารสมาคมฯ  ได้กำหนดจัดการสัมมนาทางวิชาการ “แพทย์พบแพทย์ เพื่อกัญชาทางการแพทย์” โดยจัดร่วมกันระหว่าง บริษัท เนเจอร์ ไทย วิสดอม จำกัดและศูนย์บูรณาการความรู้กัญชา และจัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2565 เพื่อให้สมาชิกของสมาคม และผู้สนใจได้รับรู้ถึงการดำเนินงานของสมาคม ที่ผ่านมาสมาคมได้สนับสนุนและให้ความสำคัญกับพืชสมุนไพรกัญชา เพราะมีประโยชน์ใช้เป็นยาในทางการแพทย์ โดยการสัมมนาวิชาการจะเป็นข้อมูลที่วิทยากรผู้เชี่ยวชาญให้ความรู้ทางการแพทย์ และการนำไปใช้ประโยชน์ให้ถูกวิธี วิทยากรประกอบด้วย พล.อ.ต.นพ.ไกรสร วรดิถี ผู้อำนวยการทีมสอนฝึกอบรมแพทย์กัญชา นพ.ศิริศักดิ์ ธิติดิลกรัตน์ รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต นพ.วันชัย  วิศิษฐานนท์ รองอธิบดีกรมแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก และวิทยากรที่เชี่ยวชาญทางการแพทย์กัญชาอีกหลายท่าน
 
นายแพทย์ศิริศักดิ์  ธิติดิลกรัตน์ รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า คำว่า กัญชาเพื่อการแพทย์ ตามข้อมูลขององค์การอาหารและยาสหรัฐ หรือ FDA นั้นถูกตีความมาจากสารสกัดพื้นฐานจากพืชกัญชา เพื่อนำมารักษาผู้ที่มีปัญหาการเจ็บป่วยที่เข้าเงื่อนไขทางวิชาการ ที่มีการพัฒนาการวิจัยอย่างต่อเนื่องมาตลอดหลายทศวรรษ ซึ่งหลายประเทศได้พัฒนาและนำมาใช้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์แล้ว  โดย นพ.เกียรติภูมิ  วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข  ท่านเคยกล่าวไว้ว่า เราทราบแล้วว่าสารสกัดในกัญชามีประโยชน์ สิ่งที่กรมฯ ดำเนินการอยู่มีสองส่วน คือ 1. เข้าไปขอร่วมในโครงการวิจัยทางการแพทย์ของหน่วยงานต่างๆ ที่ทำอยู่ขณะนี้ เพื่อต้องการทราบว่าการใช้สารสกัดกัญชาเพื่อรักษาโรคนั้น มีผลกระทบกับกับโรคทางจิตเวชอย่างไรหรือไม่ เพราะต้องยอมรับว่าก่อนหน้านี้กัญชาในเมืองไทยยังเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย เลยไม่ได้มีการเก็บข้อมูลทางด้านจิตเวชมากเท่าที่ควร และ   2. กรมฯ จะศึกษาเรื่องการใช้สารสกัดกัญชารักษาอาการสั่นเรื้อรังรักษาไม่หาย ที่เป็นผลมาจากการใช้ยารักษาโรคทางจิตเวชสมัยก่อน และร่วมศึกษาตำรับยาศุขไสยาสน์กับผู้ป่วยจิตเวช ช่วยเรื่องการนอนหลับ เป็นต้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติ 

นายแพทย์ขวัญชัย วิศิษฐานนท์  รองอธิบดีกรมแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า นพ.ขวัญชัย กล่าวว่า สำหรับนโยบายกระทรวงสาธารณสุขนั้นได้ส่งเสริมให้นำกัญชามาใช้ประโยชน์ ทางการแพทย์แผนไทย และการแพทย์พื้นบ้านไทยได้ การขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จากกัญชา นอกจากสนับสนุนให้มีคุณค่าทางการแพทย์แล้ว ยังสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงบริการ และใช้เพื่อสุขภาพ ซึ่งทำให้เกิดประโชน์ต่อการสร้างงาน สร้างเงิน ทั้งในระดับครัวเรือน ระดับวิสาหกิจชุมชน และระดับประเทศ ช่วยทั้งในภาคการเกษตร และภาคอุตสาหกรรมครอบคลุมถึงการแปรรูป บรรจุภัณฑ์ การขาย และการตลาด เกิดการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ เกิดการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ และจากการยกระดับกัญชาให้กลายเป็นพืชเศรษฐกิจ ส่งผลให้ปี 2564 ผลิตภัณฑ์จากกัญชา กัญชง ในประเทศมีมูลค่าสูงกว่า 7,000 ล้านบาท แต่ประเด็นของสถานพยาบาลเอกชนที่มีความพร้อมในการจัดบริการคลินิกกัญชาทางการแพทย์แผนไทย ยังขาดโอกาสในการเข้าถึงตำรับยากัญชาทางการแพทย์แผนไทย สำหรับให้บริการผู้ป่วย ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว และสร้างโอกาสการเข้าถึงตำรับยากัญชาทางการแพทย์แผนไทย จึงเกิดความร่วมมือ ขับเคลื่อนโครงการความร่วมมือเพื่อพัฒนารูปแบบการ นำผลิตภัณฑ์ตำรับยากัญชาทางการแพทย์แผนไทย ไปใช้ใน สถานพยาบาลเอกชน 

​ทางด้านตัวแทนภาคเอกชน คุณอันชญาน์ อิสรวรางค์กุน ประธาน บริษัท เนเจอร์ ไทย วิสดอม จำกัด กล่าวว่า เนเจอร์ ไทย วิสดอม ได้ทำธุรกิจส่งออกสมุนไพรไทยไปยังต่างประเทศมานานกว่า 10 ปีโดยอัตลักษณ์และเอกลักษณ์ของสมุนไพรไทยที่มีคุณภาพทำให้ทั่วโลกยอมรับ ทั้งนี้กัญชาเป็นหนึ่งในสมุนไพรที่เราทำงานเชิงวิจัยมีแผนในการที่จะส่งออกไปยังต่างประเทศ เพื่อใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์ทั้งนี้แผนการทั้งหมดได้ถูกผลักดันให้เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว โดย ศูนย์บูรณาการความรู้กัญชา หรือ CKC (Cannabis lntegrated knowledge Center) ภายใต้มูลนิธิโรงพยาบาลศรีธัญญา และ กรมสุขภาพจิตจึงนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการยกระดับแพทย์แผนไทยไปสู่ทั่วโลก หากประเทศไทยเราพร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนเรื่องกัญชาสู่ตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ  เชื่อว่าจะเป็นพืชเศรษฐกิจชนิดหนึ่งที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศที่จะนำรายได้เข้าประเทศอย่างมหาศาล เรียกได้ว่า ขณะนี้การดำเนินการในประเทศไทยมีทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ เกิดขึ้นแล้วอย่างครบวงจร ปัจจุบัน เนเจอร์ ไทย วิสดอม ได้สร้างกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เรียกว่ากลุ่ม “Green Blood” ซึ่งเป็นการรวมกันของคำว่า Green และ Young Blood โดยคนรุ่นใหม่กลุ่มนี้มองเห็นคุณค่าของสมุนไพร และวัฒนธรรมไทย เช่นเดียวกับ ศูนย์บูรณาการความรรู้กัญชา และมุ่งทำการตลาดไปด้วยกันเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์และตอบแทนสังคมโลก 

สำหรับหัวข้อสัมมนาต่าง ๆ ในงาน “แพทย์พบแพทย์ เพื่อกัญชาทางการแพทย์” ประกอบด้วย หัวข้อ “กฎหมายกัญชา และกฎหมายในการใช้กัญชาทางการแพทย์” โดย ดร.รัฐวิชญ์ อริยพัชญ์พล     ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกา หัวข้อ “การสนับสนุน และผลักดันกัญชาทางการแพทย์” โดย นายแพทย์ศิริศักดิ์ ธิติดิลกรัตน์ รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต ประธานมูลนิธิโรงพยาบาลศรีธัญญา ประธานศูนย์บูรณาการความรู้กัญชา และ คุณอภิสิทธิ์วงศ์จิตรบุญตา เลขาธิการศูนย์บูรณาการความรู้กัญชา  หัวข้อ “แพทย์แผนไทย และแพทย์ทางเลือก กับกัญชาทางการแพทย์” นายแพทย์ขวัญชัย วิศิษฐานนท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก หัวข้อ “ประสบการณ์และการใช้กัญชาทางการแพทย์สาขาต่างๆ” โดย พลอากาศตรีนายแพทย์ไกรสร วรดิถี ผู้อำนวยการทีมสอนฝึกอบรมแพทย์กัญชา หัวข้อ “ประสบการณ์ และการใช้กัญชาในทางการแพทย์สาขาต่างๆ” โดย นายแพทย์ พูนศักดิ์ อาจอำนวยวิภาส แพทย์ผู้เชี่ยวชาญศัลยกรรมกระดูกและข้อ หัวข้อ “การปลูกกัญชาเพื่อการแพทย์” โดย นายมนตรี ทิวาวรชัย ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการปลูกกัญชา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร หัวข้อ “งานวิจัยเกี่ยวกับกัญชาทั่วโลก และการวิจัยการใช้กัญชาทางการแพทย์ไทย” โดย ดร.สาริศา จิรกุลหุธน นักวิจัย จาก บริษัท เนเจอร์ ไทย วิสดอม จำกัด และ หัวข้อ “การพัฒนากัญชาการแพทย์” โดยวิทยากร บริษัท เนเจอร์ ไทย วิสดอม จำกัด
 

จากแก้จนถึงสร้างสันติภาพ ภารกิจ‘บพท.’ในถิ่นด้ามขวาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/648396

จากแก้จนถึงสร้างสันติภาพ  ภารกิจ‘บพท.’ในถิ่นด้ามขวาน

วันพุธ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.05 น.

หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) เป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มีภารกิจส่งเสริมการ “แก้จนแบบแม่นยำ” โดยเมื่อเร็วๆ นี้ มีการเปิดเผยโครงการแก้จน ที่ จ.พัทลุง โดยเป็นความร่วมมือระหว่าง บพท. กับ มหาวิทยาลัยทักษิณ ซึ่งจากฐานข้อมูลระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้า (TP-MAP) จำนวน 13,902 ครัวเรือน พบคนจนจำนวน 14,342 คน

ทีมวิจัยจึงได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลอย่างละเอียดทั้ง 11 อำเภอ ภายใน 73 พื้นที่ ครอบคลุม 65 ตำบลและ 8 เขตเทศบาล คิดเป็น 100% ของพื้นที่จังหวัดพัทลุง เพื่อบันทึกลงในระบบ PPP-connext โดยพบว่ามีครัวเรือนยากจนจำนวน 14,205 ครัวเรือน และค้นพบคนจนรวมทุกครัวเรือนจำนวน 59,449 คน ทั้งนี้พื้นที่ที่มีคนจนกระจุกตัวอยู่มากที่สุดของจังหวัดพัทลุงคือ อ.ควนขนุน อ.เมือง และ อ.ปากพะยูน

รศ.ดร.ณฐพงศ์ จิตรนิรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยทักษิณ กล่าวว่า กลุ่มคนจนที่ทางคณะทำงานให้ความสำคัญ คือกลุ่มคนจนระดับอยู่ลำบากและกลุ่มคนจนอยู่ยาก โดย จ.พัทลุง ในภาพรวม ทุนมนุษย์ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1.85 ก็ถือว่าอยู่ยาก ทุนทางสังคม เช่น การรวมกลุ่มการช่วยเหลือ ความขัดแย้ง ฯลฯ อยู่ที่ 1.53 ก็ถือว่าอยู่ระดับน้อยก็อยู่ลำบาก ส่วนทุนกายภาพทุนทางเศรษฐกิจหรือทุนทรัพยากรธรรมชาติถือว่าอยู่ระดับที่ประมาณ 2.7 และ 2.8 ถือว่าพออยู่ได้ เพราะฉะนั้นจึงเป็นที่มาที่เลือกทำที่ 3 อำเภอนี้

หนึ่งในตัวอย่างคือโครงการนำร่องแก้จนที่ อ.ควนขนุน เกิดขึ้นภายใต้หลักคิดของการผสมผสานเรื่ององค์ความรู้ที่เป็นภูมิปัญญาของท้องถิ่น เข้ากับระบบภูมินิเวศและองค์ความรู้ที่เป็นวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรมจากมหาวิทยาลัย ทั้ง 3 ส่วนนี้เข้าด้วยกันจะทำให้เกิดการขับเคลื่อนเพื่อการแก้ไขปัญหาคนจนได้อย่างมีศักยภาพและมีพลัง ซึ่งโครงการนี้ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนและการแสดงออกโดยกลุ่มคนจนเป้าหมายที่จะเข้ามาเป็นผู้ออกแบบหรือวางแผน เพื่อจัดทำกิจกรรมด้วยพลังและกระบวนการกลุ่มที่คนกลุ่มนี้จัดทำขึ้นเอง

“เราเชื่อมั่นว่า กระบวนการปลุกจะทำให้เกิดการเสริมแรง เสริมพลังและเติมความมั่นใจให้กลุ่มคนจนเหล่านี้ได้แสดงออก แล้วร่วมกันขับเคลื่อนเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตหรือยกระดับคุณภาพชีวิตของพวกเขาได้ นอกจากนี้ยังเป็นการประสานความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับกลุ่มคนจนเป้าหมาย รวมถึงผู้ประกอบการในพื้นที่อย่างกิจการกระจูดวรรณี ซึ่งเป็นผู้ประกอบการที่มีชื่อเสียงในการนำเอากระจูดไปเผยแพร่จนเป็นที่โด่งดังทั้งระดับประเทศและระดับโลก ตลอดจนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ และหน่วยงานภาครัฐในระดับจังหวัดที่เข้ามาร่วมกันเติมเต็ม” รศ.ดร.ณฐพงศ์ กล่าว

นอกจากการแก้จนแบบแม่นยำแล้ว บพท.ยังมีส่วนร่วมในการ “ส่งเสริมสันติภาพ” ในพื้นที่3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยทำงานร่วมกับ มหาวิทยาลัยฟาฏอนี จ.ปัตตานี ใช้ “มัสยิด” ศาสนสถานของศาสนาอิสลาม เป็นฐานการเรียนรู้เพื่อให้ทั้งชาวมุสลิมเอง รวมถึงศาสนิกชนในศาสนาอื่นๆ เข้าใจคำสอนที่ถูกต้องของศาสนาอิสลาม ที่มุ่งหวังให้สังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข

อับดุลฆอนี เจะโซะ อาจารย์คณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยฟาฏอนี กล่าวว่า เหตุผลที่เลือกขับเคลื่อนแพลตฟอร์มการเรียนรู้ โดยใช้มัสยิดเป็นแกนกลาง เพราะมัสยิดเป็นกลไกหนึ่งที่ใกล้ชิดกับคนในพื้นที่มากที่สุด โดยมัสยิดที่ถูกเลือกจะพิจารณาจากคุณลักษณะที่สามารถเป็นตัวอย่างให้แก่มัสยิดอื่นๆ นำไปขยายผลได้ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายแห่งกระจายอยู่ใน 7 อำเภอ 10 ชุมชน เช่น มัสยิดสุลตานมูซัฟฟาร์ซาห์ หรือมัสยิดกรือเซะ ที่มีความโดดเด่นในมิติเชิงพหุวัฒนธรรม

มัสยิดอัตตะอาวุน ซึ่งโดดเด่นเรื่องการท่องเที่ยวเชิงนิเวศวิถี และความเป็นสื่อกลางที่สร้างความเข้าใจสังคมพหุวัฒนธรรม หรือมัสยิดตะลุบัน ซึ่งมีความโดดเด่นด้านกระบวนการจัดการการคลังชุมชนเพื่อชุมชน พัฒนาคุณภาพชีวิตสู่สันติในสังคมพหุวัฒนธรรมรวมทั้งมัสยิดนูรุลชารีฟ ซึ่งมีกองทุนคิดมัต เป็นกองทุนช่วยเหลือสาธารณประโยชน์ ที่ทำหน้าที่เหมือนเป็นสถาบันการเงินของชุมชน

“คณะผู้วิจัยได้เข้าไปถ่ายทอดองค์ความรู้การบริหารจัดการการใช้ประโยชน์ในพื้นที่มัสยิดกลางปัตตานี ให้เกิดประโยชน์ในการสร้างรายได้แก่มัสยิด ขณะเดียวกัน ก็นำองค์ความรู้ไปช่วยจัดระเบียบการบริหารจัดการกองทุนคิดมัต ของมัสยิดนูรุลชารีฟ ให้เกิดประโยชน์ในการช่วยเหลือดูแลคนในชุมชนได้อย่างมั่นคง รวมทั้งยังได้นำองค์ความรู้จากงานศึกษาวิจัยแบบที่ชาวบ้านมีส่วนร่วมไปช่วยพัฒนามัสยิดอื่นๆ ในพื้นที่ นอกจากนี้ ก็ยังบูรณาการความรู้ร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่ในการสร้างสันติสุขในพื้นที่ให้มีความยั่งยืน” อับดุลฆอนี กล่าว

มบส. เดินหน้าปั้นนักสื่อสารสร้างสรรค์ สร้างผลงานให้มหาวิทยาลัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/648428

มบส. เดินหน้าปั้นนักสื่อสารสร้างสรรค์ สร้างผลงานให้มหาวิทยาลัย

วันอังคาร ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2565, 18.26 น.

มบส.เดินหน้าปั้นนักศึกษาออกเป็นนักสื่อสารสร้างสรรค์  สร้างผลงานเขียนข่าว ทำคลิป เผยแพร่ภาพลักษณ์ให้มหาวิทยาลัย พร้อมจับมือสื่อมวลชนติดอาวุธให้นักศึกษา

ผศ.ดร.พิษณุ  บางเขียว  รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา (มบส.) กล่าวถึงโครงการพัฒนาระบบการสื่อสารสู่การเป็น Smart University ประจำปีงบประมาณ  2565 ครั้งที่ 1 หรือ “กิจกรรมการสร้างองค์ความรู้ด้านการประชาสัมพันธ์”ให้แก่นักศึกษา เพื่อเป็นนักสื่อสารสร้างสรรค์ มบส. ว่า  ในยุคปัจจุบันนักศึกษามีเครื่องมือสื่อสารอยู่กับตัวตลอด คือ สมาร์ทโฟน  เพราะฉะนั้นถ้ามหาวิทยาลัยต้องการให้นักศึกษาได้เข้ามามีส่วนร่วมในการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารของทางมหาวิทยาลัย โดยผ่านเครื่องมือสื่อสารที่มีอยู่ก็น่าจะเป็นประโยชน์กับมหาวิทยาลัย และการให้ความรู้เรื่องการเป็นนักสื่อสารหรือนักข่าวก็น่าจะทำได้  เพราะตอนนี้เราก็ทราบกันดีว่าทุกคนสามารถเป็นนักข่าวได้  ดังนั้นการจัดอบรมให้แก่นักศึกษาก็น่าจะเป็นประโยชน์กับตัวนักศึกษาและมหาวิทยาลัย ซึ่งที่ผ่านมามหาวิทยาลัยได้มีการจัดอบรมครั้งที่ 1 เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการเป็นผู้สื่อข่าวให้แก่นักศึกษาไปแล้ว  โดยผ่านระบบออนไลน์  ซึ่งนักศึกษาให้ความสนใจเข้าร่วมการอบรมเป็นจำนวนมากพอสมควร   และหลังจากการอบรมเราก็จะต้องมีการติดตามและประเมินผลว่ามหาวิทยาลัยจะได้ประโยชน์อะไรจากการอบรมให้แก่นักศึกษาในครั้งนี้บ้าง และจะต้องมีการขยายผลต่อไป

ผศ.ดร.พิษณุ  กล่าวต่อไปว่า  มหาวิทยาลัยจัดอบรมให้นักศึกษา 1 วัน โดยช่วงเช้าได้เชิญวิทยากรจากหนังสือพิมพ์แนวหน้า เพื่อมาให้ความรู้เกี่ยวกับคอนเทนต์ การเขียนข่าว  การจับประเด็นข่าวที่จะนำเสนอและเทคนิคต่าง ๆ เพราะเรื่องการประชาสัมพันธ์และการส่งข่าวนั้นถ้าเป็นข่าวปกติทั่วไปจะมีสื่อกระแสหลักที่อาจจะมีทั้งข่าวที่เป็นไปในเชิงบวกหรือลบก็ได้ แต่ในส่วนของนักศึกษาที่เป็นกระบอกเสียงที่จะทำให้มหาวิทยาลัยเป็นที่รู้จักคงจะต้องเน้นข่าวเชิงบวกและข่าวสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของมหาวิทยาลัย ส่วนช่วงบ่ายเป็นวิทยากรจากสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ที่มาให้ความรู้ทางด้านเทคนิคต่าง ๆในการทำคลิป การตัดต่อ โดยเฉพาะการถ่ายคลิปในสมาร์ทโฟนเพื่อส่งข่าว ทั้งนี้ตนเชื่อว่านักศึกษาทุกคนมีสมาร์ทโฟนและเป็นเครื่องมือที่สามารถนำมาใช้ในการเสนอข่าวได้ด้วย ดังนั้นถ้าเราให้ความรู้ทางด้านเทคนิค การทำคอนเทนต์ การจับประเด็น  การทำคลิป การตัดต่อภาพ  เชื่อว่านักศึกษาก็น่าจะได้ประโยชน์มาก  เพราะได้รับความรู้จากผู้สื่อข่าว ที่ได้ออกไปทำงานและมีประสบการณ์การตรงในภาคสนาม

“การเป็นนักข่าวเป็นได้ทุกที่ ทุกเวลา และทุกคนเป็นนักข่าวได้  แต่ที่สำคัญมากก่อนจะนำเสนอข่าวจะต้องมีการสังเคราะห์และกลั่นกรองให้ดี  ที่เน้นย้ำเรื่องการส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของมหาวิทยาลัย  ขณะนี้เด็กของเราที่อยู่ต่างจังหวัดก็มีเยอะ และช่วงนี้มาเจอสถานการณ์โควิด ทำให้การเรียนการสอน เน้นออนไลน์ ถ้าเด็กอยู่ในท้องถิ่นหรือพื้นที่และเห็นว่ามีอะไรที่เป็นเรื่องที่น่าสนใจสามารถเชื่อมโยงกับการเรียนการสอนที่เกี่ยวข้องได้ ก็สามารถสื่อสารออกมาเป็นข่าว  ซึ่งก็จะช่วยมหาวิทยาลัยได้มาก  อย่างไรก็ตามเบื้องต้นอาจจะให้เด็กที่เข้าไปร่วมกิจกรรมโดยตรงกับมหาวิทยาลัย อย่างเช่น การลงพื้นที่ชุมชนของมหาวิทยาลัย จะให้เด็กเหล่านี้ได้ทำข่าวเพื่อนำมาลงเผยแพร่ในโซเซียลต่าง ๆของมหาวิทยาลัยก่อน ถ้ามั่นใจว่าเด็กทำข่าวได้แล้วก็อาจจะให้ส่งข่าวไปตามสื่อต่างๆได้  ผมเห็นว่าถ้าใน 1 คณะหรือสาขามีคนเขียนข่าวและส่งข่าวได้ 1-2 คนก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว และจะเกิดประโยชน์กับมหาวิทยาลัยอย่างมาก” ผศ.ดร.พิษณุ กล่าว

นางสาวฟ้ารุ่ง ศรีแดง หรือ มายด์ นักศึกษาชั้นปีที่ 3  สาขาวิชาการสื่อสารมวลชน คณะวิทยาการจัดการ  มบส. กล่าวว่า   มายด์เข้าอบรมทั้งวันทำให้ได้รับความรู้และประสบการณ์อย่างมากในการเขียนข่าว  และน่าจะนำมาใช้ในการเรียนได้ด้วย เพราะมายด์เรียนทางด้านสื่อสารมวลชนอยู่แล้ว ซึ่งในการอบรมทำให้รู้เทคนิคการเขียนข่าว การจับประเด็น การผลิตสื่อต่าง ๆว่าจะทำอย่างไรให้น่าสนใจ ตรงกลุ่มเป้าหมาย  และที่ประทับใจวิทยากรมีอุดมคติที่ดีมากที่ว่าการนำเสนอข่าวจะต้องทำให้สังคมดีขึ้นด้วย และต้องมีการกลั่นกรองข่าวทุกครั้ง เพื่อไม่ให้เกิดการปั่นป่วนในสังคม  

ด้านนายภูรินทร์ อัศวธีระเกียรติ์  หรือ ปลาย นักศึกษาชั้นปีที่  3 สาขาวิชาการสื่อสารมวลชน คณะวิทยาการจัดการ  มบส. กล่าวว่า โครงการนี้ดีมากทำให้ปลายและเพื่อน ๆ ได้รับความรู้จากพี่นักข่าวที่มีประสบการณ์ตรงในการทำข่าว หรือลงทำข่าวภาคสนาม และสามารถนำความรู้จากการอบรมมาใช้ประโยชน์ในการเรียน และในอนาคตได้ด้วย  เช่น การเขียนข่าว การจับประเด็น  เทคนิคที่น่าสนใจ การตัดต่อ การทำคลิปให้กลุ่มเป้าหมายสนใจ

ยกย่อง’ครูต่าย’ผู้เสียสละ ด้วยจิตวิญญาณความเป็นครู

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/648360

ยกย่อง'ครูต่าย'ผู้เสียสละ ด้วยจิตวิญญาณความเป็นครู

วันอังคาร ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2565, 14.56 น.

วันที่ 19 เมษายน 2565 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงเหตุการณ์ที่นางสาวกาญจณี ใจชื้น หรือ “ครูต่าย” ครูอัตราจ้างพิเศษ พี่เลี้ยงเด็กพิการ ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดตาก สาขาแม่สอด ได้เข้าไปช่วยเหลือนักเรียนที่กำลังวิ่งข้ามถนน เป็นเหตุให้ถูกรถจักรยานยนต์พุ่งชนจนได้รับบาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิตในวันที่ 13 เมษายน 2565 ที่ผ่านมา ว่า ตนได้ติดตามข่าวของครูต่ายและได้มอบหมายให้ผู้เกี่ยวข้องดูแลเรื่องการรักษาตัวของคุณครูมาโดยตลอด จนทราบว่าคุณครูต่ายเสียชีวิตแล้วก็รู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก และรู้สึกว่าครูต่ายเป็นผู้ที่มีจิตวิญญาณของความเป็นครูอย่างแท้จริง เป็นผู้ที่รักและห่วงใยนักเรียนเหมือนลูกของตนเอง

เมื่อเห็นเด็กอยู่ในความเสี่ยงก็ได้เข้าให้การช่วยเหลือและปกป้องโดยไม่คิดชีวิต ถือว่าเป็นการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ตนจึงมอบหมายให้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา เตรียมการพิจารณาและดำเนินการประกาศเกียรติคุณยกย่อง “ครูต่าย” ให้สมเกียรติ ตามภารกิจและบทบาทของคุรุสภา นอกจากนี้ยังได้เตรียมการช่วยเหลือครอบครัว โดยเฉพาะลูกชายวัย 8 ขวบของครูต่ายต่อไปด้วย 

“ในด้านของการพิจารณาให้ประกาศเกียรติคุณยกย่องคุณครูต่าย หรือ นางสาวกาญจณี ใจชื้น เป็นผู้เสียสละมีอุดมการณ์ในวิชาชีพครู นั้น เราจะนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมคณะกรรมการคุรุสภา เพื่อพิจารณาโดยเร็วที่สุด สำหรับการให้ความช่วยเหลือครอบครัวของครูต่าย ดิฉันได้มอบให้ส่วนงานที่เกี่ยวข้องไปศึกษารายละเอียด เพื่อให้การช่วยเหลือครอบครัวของครูต่ายโดยด่วน ” นางสาวตรีนุช กล่าว

สอศ.สกัดทุจริตสอบสัมภาษณ์ ผอ.สถาบันอาชีวะ เร่งบรรจุ-แต่งตั้งก่อนเปิดเทอม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/648333

สอศ.สกัดทุจริตสอบสัมภาษณ์ ผอ.สถาบันอาชีวะ เร่งบรรจุ-แต่งตั้งก่อนเปิดเทอม

วันอังคาร ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2565, 13.49 น.

เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2565 นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้จัดสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัด สอศ.โดยมีตำแหน่งว่าง 51 อัตรา แบ่งเป็น เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ เฉพาะจังหวัดยะลา นราธิวาส ปัตตานี และ 4 อำเภอ ในจังหวัดสงขลา (อำเภอจะนะ อำเภอสะบ้าย้อย อำเภอเทพา และอำเภอนาทวี) 50 อัตรา และตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา ยกเว้นเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ฯ 1 อัตรา โดยผู้มีสิทธิเข้าสอบจำนวน 628 คน แบ่งเป็น ตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ฯ จำนวน 17 ราย และผู้อำนวยการสถานศึกษายกเว้นเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ฯ จำนวน 611 ราย ขณะนี้ สอศ.ได้ดำเนินการสอบภาค ก และภาค ข เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งมีคนเข้าสอบ 623 คน และมีผู้ไม่มาสอบจำนวน 5 คน

นายสุเทพ กล่าวต่อว่า ระหว่างวันที่ 20 – 22 เมษายน นี้ สอศ.จะจัดให้มีการสอบสัมภาษณ์ ภาค ค ความเหมาะสมกับตำแหน่ง ประกาศผลและจะอบรมก่อนบรรจุแต่งตั้งให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคมนี้ และก่อนบรรจุแต่งตั้งจะมีการพัฒนาผู้อำนวยการก่อน และจะบรรจุให้ได้ก่อนเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ในเดือนมิถุนายนนี้ โดยผู้ที่สอบผ่านจะได้รับการขึ้นบัญชีไว้เป็นเวลา 2 ปี ส่วนการป้องกันการทุจริตนั้น สอศ.​มอบหมายให้หน่วยงานกลาง คือ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เข้ามาดำเนินการทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการสอบข้อเขียน การอ่านวิสัยทัศน์ ก็จะให้ผู้ทรงคุณวุฒิจากมหาวิทยาลัยมาดำเนินการทั้งหมด

“สำหรับการสอบสัมภาษณ์ที่จะถึงนี้ จะดำเนินการอย่างรัดกุม เพื่อป้องกันการทุจริต โดยคณะกรรมการสอบ จะมาจากผู้แทนจาก 3 หน่วยงาน คือ ผู้บริหารระดับสูงของ สอศ.ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และ ผู้ทรงคุณวุฒิจากสถาบันอุดมศึกษาที่มีประสบการณ์ในด้านบริหาร และการสอบสัมภาษณ์จะมีการจับสลากทั้งคณะกรรมการสอบ และผู้เข้าสอบ ดังนั้น ผู้เข้าสอบจะไม่รู้เลยว่าใครจะมาเป็นกรรมการที่จะมาสอบสัมภาษณ์ตน และคณะกรรมการสอบเองก็จะไม่รู้ด้วยเช่นกันว่าจะต้องสอบใครบ้าง ซึ่งวิธีการนี้จะเป็นการป้องกันการทุจริต และสะท้อนถึงความโปร่งใสในทุกขั้นตอน” นายสุเทพ กล่าว

นายสุเทพ กล่าวต่อว่า ในวันที่ 21 เมษายน นี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เพื่อคัดเลือกนายกสภาสถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1 ที่ที่ยังว่างอยู่ เพราะผู้ได้รับการเสนอชื่อครั้งก่อน คือ นายเฉลียว อยู่สีมารักษ์ ได้เสียชีวิตไปแล้ว โดยครั้งนี้มีผู้ได้รับการเสนอชื่อมาแล้ว 3 รายชื่อ ซึ่งในการประชุม กอศ.ครั้งนี้ จะดำเนินการคัดเลือกให้เหลือ 2 รายชื่อ จากนั้นจะนำ 2 รายชื่อนี้ เสนอให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ.พิจารณาคัดเลือกให้เหลือ 1 รายชื่อ เพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกสภาสถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือต่อไป

สอศ.จับมื อ.เอกชน จัดการเรียนทวิภาคี สร้างงานสร้างอาชีพผู้เรียนอาชีวะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/648319

สอศ.จับมื อ.เอกชน จัดการเรียนทวิภาคี สร้างงานสร้างอาชีพผู้เรียนอาชีวะ

วันอังคาร ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2565, 13.18 น.

เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2564 ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และนายชยภัทร ทองเจริญ กรรมการผู้จัดการบริษัท ร็อคส์ พีซี จำกัด ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงในการพัฒนาทักษะผู้เรียนอาชีวศึกษาด้านค้าปลีก และอาหาร ณ ห้องประชุม 5 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)

ดร.สุเทพ เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นหน่วยงานราชการในกระทรวงศึกษาธิการ มีอำนาจหน้าที่ในการจัดการอาชีวศึกษาและฝึกอบรมวิชาชีพ เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนในระดับฝีมือ ระดับเทคนิค และระดับเทคโนโลยี ให้มีคุณภาพสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ จึงได้มีการบันทึกข้อตกลงร่วมกับบริษัท ร็อคส์ พีซี จำกัด ซึ่ง เป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม ต้นตำรับเฟรนช์ฟรายส์ปรุงรส และผงปรุงรสที่เป็นเอกลักษณ์ และในการจัดการอาชีวศึกษา หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ประเภทวิชาพาณิชยกรรม ประเภทวิชาคหกรรม หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ประเภทวิชาบริหารธุรกิจ ประเภทวิชาคหกรรมและปริญญาตรี สาขาวิชาการตลาด สาขาวิชาอาหารและโภชนาการ รวมถึงสาขาวิชาที่มีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจ เพื่อสร้างความร่วมมือจัดการอาชีวศึกษา เอื้ออำนวยและพร้อมที่จะให้ความร่วมมือในการผลิตและพัฒนากำลังคนให้มีความรู้ความสามารถและทักษะในการประกอบอาชีพให้แก่นักเรียน นักศึกษา สังกัด สอศ.และเปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษา ได้เข้าฝึกประสบการณ์วิชาชีพในร้านสาขาของบริษัทฯ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ที่ไม่อาจหาได้จากในตำราเรียนหรือห้องเรียน

เลขาธิการ กอศ.กล่าวต่อไปว่า ความร่วมมือครั้งนี้ เป้าหมายคือการเรียนแบบทวิภาคี จะดำเนินการทั้งด้านการพัฒนาหลักสูตร การฝึกประสบการณ์ด้านการตลาด ด้านอาหารและโภชนาการ ธุรกิจค้าปลีก และสาขาวิชา ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจบริษัท และการจัดการเรียนการสอน รวมถึงการพัฒนาครูซึ่งจะมีการจัดอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา และเพิ่มทักษะวิชาชีพให้แก่นักเรียน นักศึกษา โดยการฝึกปฏิบัติตามหลักสูตรของ สอศ.ซึ่งจะจัดโปรแกรมการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ (ฝึกงาน)ต่อเนื่องตลอดปีโดยความสมัครใจเข้าฝึกงาน ซึ่งผู้เรียนสามารถนำชั่วโมงขอการทำงานมาคิดเป็นผลการเรียนภาคปฏิบัติหรือชั่วโมงฝึกงานได้ นอกจากนี้ ยังได้จัดโปรแกรมช่วงปิดภาคเรียน (Part time) หรือช่วงเวลาหนึ่งเวลาใดระหว่างปีการศึกษา เพื่อเป็นการสนับสนุนการมีรายได้ระหว่างเรียนให้กับผู้เรียนด้วย โดยความร่วมมือนี้จะนำร่องในสถานศึกษา อาชีวศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ วิทยาลัยพณิชยการเชตุพน วิทยาลัยพณิชยการบางนา และวิทยาลัยพณิชยการธนบุรีวิทยาลัยเทคโนโลยีพณิชยการราชดำเนิน และวิทยาลัยเทคโนโลยีจรัลสนิทวงศ์

ด้าน นายชยภัทร ทองเจริญ กรรมการผู้จัดการบริษัท ร็อคส์ พีซี จำกัด กล่าวว่า บริษัท ร็อคส์ พีซี จำกัด หรือที่รู้จักในนาม โปเตโต้ คอร์นเนอร์ ซึ่งเป็นบริษัทประกอบธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม ต้นตำรับเฟรนช์ฟรายปรุงรสนำเข้าจากอเมริกา รสชาติเข้มข้น ซึ่งการลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ เพื่อร่วมมือในการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี ในสาขาวิชาอาหารและโภชนาการ ธุรกิจค้าปลีก และการตลาด เป็นความร่วมมือที่ตอบสนองกับความต้องการกำลังคนและรองรับการขยายสาขาเพิ่มของบริษัท เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่นักศึกษาระบบทวิภาคี และฝึกประสบการณ์ ในด้านทักษะวิชาชีพระดับประกาศนียบัตรวิชำชีพชั้นสูง และเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ เข้าเป็นพนักงานของบริษัทในโอกาสต่อไป