1 ปียุคโควิด! ‘ตรีนุช’แถลงผลงานขับเคลื่อนการศึกษาทุกมิติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/650023

1 ปียุคโควิด! 'ตรีนุช'แถลงผลงานขับเคลื่อนการศึกษาทุกมิติ

วันพุธ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2565, 16.20 น.

เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) แถลงผลการดำเนินงานในรอบ 1 ปี ของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยมี น.ส.อรพินทร์ เพชรทัต เลขานุการ รมว.ศธ.และคณะผู้บริหาร ศธ.เข้าร่วมงาน “Education we can TRUST” ณ ลานครู หน้าอาคาร สพฐ.1 กระทรวงศึกษาธิการ

โดย น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า 1 ปีที่ผ่านมา ตนได้น้อมนำพระราโชบายด้านการศึกษาของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ความว่า “การศึกษาต้องสร้างให้คนไทยมีคุณสมบัติ 4 ประการ คือ 1.มีทัศนคติที่ดีและถูกต้อง 2.มีพื้นฐานชีวิตที่มั่นคงเข้มแข็ง 3.มีอาชีพ มีงานทำ และ 4.เป็นพลเมืองดี มีระเบียบวินัย” เป็นแนวทางสู่การปฏิบัติที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ.2561 – 2580) ตอบโจทย์สำคัญด้านคุณภาพการเรียนการสอน ครู บุคลากรทางการศึกษา และประชาชนทุกคน

ท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 การทำงานบนโจทย์ที่ท้าทาย ศธ.มุ่งมั่นการทำงานที่รวมใจบุคลากรในสังกัด ศธ.ให้เป็นหนึ่งเดียว หรือทีมกระทรวงศึกษาธิการ (MOE One team) เพื่อร่วมผลักดันคุณภาพการศึกษาไทย “เราจะต้องร่วมกันสร้างความเชื่อมั่น ความไว้วางใจ หรือ TRUST ให้กับสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็กและผู้ปกครอง ว่าเราสามารถ เป็นหลัก หรือที่พึ่งให้แก่พวกเขาได้” พร้อมสนับสนุนผู้ปฏิบัติงานทุกระดับ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของภาคการศึกษาต่อการพัฒนาประเทศในทุกมิติมิติ

โดยมิติเพื่อผู้เรียน For Learners ศธ.ให้ความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยในสถานศึกษาเป็นอันดับหนึ่ง โดย ศธ.สร้างการตื่นตัวในเรื่องความปลอดภัยภายใต้ศูนย์ “MOE Safety Center” เพื่อเป็นช่องทางให้ผู้ปกครองและน้องๆแจ้งปัญหาเข้ามาได้ตลอดเวลาเพื่อให้ปัญหาได้รับการแก้ไขโดยเร็ว ขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างโอกาสทางการศึกษาแก่เด็ก เยาวชน และประชาชน ภายใต้โครงการ “พาน้องกลับมาเรียน” เพื่อค้นหาติดตามเด็กตกหล่น และออกกลางคัน ให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา และมีโครงการ “อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ” เพื่อให้ผู้เรียนที่ขาดโอกาส ได้เรียนฟรี มีที่พักมาตรฐาน ส่วนเด็กด้อยโอกาสและผู้มีความจำเป็นพิเศษ ให้ได้รับโอกาสเข้าถึงบริการทางการศึกษาจากการจัดตั้ง “ศูนย์การเรียนสำหรับเด็กในโรงพยาบาลทั่วประเทศ”

มิติเพื่อคุณภาพการการเรียนการสอน FOR QUALITY TEACHING ศธ.ได้จัดทำ “หลักสูตรฐานสมรรถนะ การศึกษาขั้นพื้นฐาน” เน้นสมรรถนะหลักที่สำคัญสำหรับเด็ก 6 ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยหลักสูตร “Active Learning” ซึ่งเป็นการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง โดยผู้เรียนเปลี่ยนบทบาทจากผู้รับความรู้ ไปสู่การมีส่วนร่วมในการสร้างความรู้

นอกจากนี้ ยังเน้นการพัฒนาทักษะอาชีพของผู้เรียน โดยจัดตั้ง “ศูนย์พัฒนาอาชีพและการเป็นผู้ประกอบการ กระทรวงศึกษาธิการ ประจำจังหวัด” และ “ศูนย์ความเป็นเลิศทางการอาชีวศึกษา” ตามความเป็นเลิศของแต่ละสถานศึกษา และตามบริบทเชิงพื้นที่ อีกแนวทางที่สำคัญ คือ โครงการ “โรงเรียนคุณภาพ” ซึ่งต่อยอดจากโรงเรียนคุณภาพประจำตำบล โรงเรียนคุณภาพของชุมชน โรงเรียนมัธยมดีสี่มุมเมือง และโรงเรียน ที่สามารถดำรงอยู่ได้อย่างมีคุณภาพ เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ มีความหลากหลาย รองรับศักยภาพของผู้เรียนที่แตกต่างกัน

สำหรับมิติเพื่อชุมชนและสังคม FOR THE BENEFIT OF COMMUNITY & SOCIETY ศธ.ให้ความสำคัญกับ “การศึกษาตลอดชีวิต” ให้แก่ประชาชนทุกช่วงวัย อย่างมีคุณภาพและได้มาตรฐาน เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับประชาชนในการเข้าสู่สังคมสูงวัย จัดการฝึกอบรมและทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สำหรับนักศึกษาอาชีวศึกษา เพื่อเพิ่มทักษะ ส่งเสริมการมีงานทำ แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานคุณภาพทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ สร้างความยั่งยืนในท้องถิ่น ทั้งการพึ่งพาตนเอง ความกตัญญู การพัฒนาจิตใจ การพัฒนาทางปัญญา ด้วย “อารยเกษตร” เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาสมรรถนะเยาวชนให้เป็นอารยเยาวชนไทย ด้านการช่วยเหลือประชาชน ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเทศกาลสำคัญ ภายใต้โครงการ “ศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน” จาก 100 ศูนย์ Fix it Center ทั่วไทย ออกให้บริการซ่อมถึงบ้านฟรี สามารถใช้บริการผ่านแอปพลิเคชัน “ช่างพันธุ์ R อาชีวะซ่อมทั่วไทย” ที่สำคัญได้ผลักดันร่างกฎหมายที่สำคัญของการศึกษาไทย คือ ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …. และร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. …. ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ

น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า สำหรับมิติเพื่อครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญ เมื่อเข้ามาก็ทราบปัญหาเรื่องหนี้สินครูทั้งระบบที่สะสมรวมกว่า 1.4 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นปัญหาที่ทำให้ครูมีความกังวล ตนจึงได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อเร่งแก้ปัญหา “หนี้สินครู” โดยใช้สหกรณ์ออมทรัพย์ครู กว่า 70 แห่ง ในการลดดอกเบี้ยให้กับครู เบื้องต้นสามารถช่วยเหลือครูได้กว่า 2 แสนคน เป็นการส่งเงินคืนกลับเข้ากระเป๋าคุณครูกว่า 2,000 ล้านบาท เพื่อบรรเทาความเดือนร้อนเฉพาะหน้าให้กับครู และจะเจรจากับธนาคารพาณิชย์ต่างๆ เพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้ครูให้ครูมีเงินเดือนเหลือไว้ใช้จ่าย 30% ในการดำเนินชีวิต

และ ศธ.ได้กำหนดโมเดล “การแก้ไขปัญหาบ้านพักครูทั้งระบบ” สร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ครู เพื่อความปลอดภัยและลดภาระค่าใช้จ่าย ในขณะเดียวกัน ในด้านการพัฒนา มีโครงการอบรมพัฒนาศักยภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีพื้นที่ในการเรียนรู้ ทักษะในการจัดการเรียนรู้ที่จำเป็น โดยเฉพาะทักษะการจัดการเรียนการสอนรูปแบบ “New Normal” กาาอบรมด้านดิจิทัล เพื่อให้ครูสามารถสอนเด็กผ่านสื่อออนไลน์ในช่วงวิกฤติ ผ่านหลักสูตร “ตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม”  อีกทั้งยังได้ใช้กลไกการรับฟังความคิดเห็น มาประกอบการดำเนินงาน เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา เช่น ปรับเกณฑ์ประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาใหม่ทั้ง 4 สายงาน โดยกำหนดให้ทำ “ข้อตกลงในการพัฒนางาน หรือเกณฑ์ PA” รวมทั้งเร่งรัดการจ่ายเงินเยียวยาให้กับครอบครัวครูชายแดนใต้ที่เสียชีวิตจากเหตุการไม่สงบ ย้อนหลังนับตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา จำนวน 183 ราย รายละไม่เกิน 4 ล้านบาท เพื่อเป็นนขวัญกำลังใจให้กับครูที่เสียสระเพื่อการศึกษา

นอกจากนี้ ในปีการศึกษา 2564 ที่ผ่านมารัฐบาลได้ให้ความช่วยเหลือด้านภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา เพื่อบรรเทาผลกระทบของผู้ปกครอง นักเรียน และนักศึกษาด้วย “เงินเยียวยาคนละ 2,000 บาท” ได้รับถึงมือแล้วกว่า 11 ล้านคน พร้อมทั้ง “สนับสนุนผู้เรียนสายอาชีพ” โดยปรับอัตราค่าเครื่องมือประจำตัวผู้เรียนอาชีวศึกษาต่อคน เพื่อให้ได้พัฒนาทักษะฝีมือให้เต็มศักยภาพ ฝึกประสบการณ์อาชีพได้อย่างเต็มที่ ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง  สร้างแรงจูงใจให้มีการเรียนต่อเพิ่มมากขึ้น และในปีการศึกษา 2565 นี้ ศธ.ได้มีการเตรียมความพร้อมเพื่อให้สถานศึกษาเปิดเรียนแบบอนนไซต์อย่างปลอดภัย ขณะเดียวกันได้เร่งสำรวจข้อมูลและดำเนินการให้ครู บุคลากร และผู้เรียนทุกคนตั้งแต่อายุ 5 ปีขึ้นไป ให้ได้เข้ารับการฉีด “วัคซีน COVID-19” ซึ่ง ศธ.จะจัดแถลงข่าวความพร้อมเปิดเทอม ก่อนเปิดเทอม พ.ค.นี้

น.ส.ตรีนุช กล่าวด้วยว่า จากการเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการบริหารองค์การยูเนสโก ครั้งที่ 214 (The 214th Session of the Executive Board) ณ องค์การยูเนสโก สำนักงานใหญ่ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ตนได้กล่าวถ้อยแถลงซึ่งที่ประชุมก็ให้ความสำคัญกับโครงการ “พาน้องกลับมาเรียน” ที่ ศธ.ดำเนินการได้เป็นอย่างดี  รวมถึงโครงการ “อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี  มีอาชีพ” และศูนย์ Fix it Center ทั่วไทย เพื่อให้บริการประชาชนและผู้เรียนได้ปฏิบัติจริง

รมว.ศธ.กล่าวว่า การทำงานด้านการศึกษากว่าจะเห็นผลงานได้นั้นต้องใช้ระยะเวลา ดังนั้น การดำเนินโครงการ “พาน้องกลับมาเรียน” และโครงการ “อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ” เพืาอสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับน้องๆ ได้เข้ามาสู้ระบบการศึกษาให้ได้เต็ม 100%

“พลังในการจัดการศึกษาแห่งอนาคต ดิฉันเห็นว่าย่อมไม่เป็นของครูผู้สอน บุคคล หรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หากแต่จะเป็นพลังร่วมกันในการขับเคลื่อนการศึกษา ด้วยการมีส่วนร่วมของชุมชน สังคม หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เข้ามาช่วยเติมเต็ม สร้างความมั่นคง เสริมความสามารถในการแข่งขัน พัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ เพิ่มโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม ศธ.มุ่งมั่นบริหารจัดการศึกษา ให้ทุกภาคส่วนร่วมใจสร้างผู้เรียนที่ดีขึ้น เพื่ออนาคตที่ดีกว่า “Better Learners for Better Future” ได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมสานต่อโครงการที่เกิดประโยชน์ เติมเต็มการขับเคลื่อนงานตามนโยบาย ให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงในปี 2565 เพื่อให้การศึกษาไทยเป็นรากฐานแห่งการพัฒนาในทุกมิติ นำไปสู่การยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยอย่างแท้จริง” รมว.ศธ.กล่าว

วธ.ประกาศแล้ว 12 ศิลปินแห่งชาติ ปี 2564 มีใครบ้างเช็กรายชื่อที่นี่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/649962

วธ.ประกาศแล้ว 12 ศิลปินแห่งชาติ ปี 2564 มีใครบ้างเช็กรายชื่อที่นี่

วันพุธ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2565, 14.42 น.

27 เม.ย.65 นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ในฐานะรองประธานกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ แถลงผลการคัดเลือกศิลปินแห่งชาติ ปี 2564 มีบุคคลที่ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติ จำนวน 12 ท่าน ดังนี้

1.สาขาทัศนศิลป์ จำนวน 4 คน ได้แก่
– นางวรรณี ชัชวาลทิพากร (ภาพถ่าย)
– ศาสตราจารย์ถาวร โกอุดมวิทย์ (ภาพพิมพ์)
– ศาสตราจารย์เกียรติคุณอรศิริ ปาณินท์ (สถาปัตยกรรมพื้นถิ่น)
– นายมีชัย แต้สุจริยา (ทอผ้า)

2.สาขาวรรณศิลป์ จำนวน 2 คน ได้แก่
– นางนันทพร ศานติเกษม (นามปากกา ปิยะพร ศักดิ์เกษม)
– นายวิชชา ลุนาชัย (นามปากกา ประชาคม ลุนาชัย)

3.สาขาศิลปะการแสดง จำนวน 6 คน ได้แก่
– ผู้ช่วยศาสตราจารย์ธรรมนิตย์ นิคมรัตน์ (โนรา)
– นายกำปั่น นิธิวรไพบูลย์ (เพลงโคราช)
– นายไพฑูรย์ เข้มแข็ง (นาฏศิลป์ไทย – โขน ละคร)
– ศาสตราจารย์ณรงค์ฤทธิ์ ธรรมบุตร (ดนตรีสากล – ประพันธ์เพลงคลาสสิก)
– นายสลา คุณวุฒิ (ดนตรีไทยสากล – ประพันธ์เพลงไทยลูกทุ่ง)
– นายนพพล โกมารชุน (ภาพยนตร์และละคร)

ขอบคุณข้อมูลภาพเฟชบุ๊ก กระทรวงวัฒนธรรม

‘หมอธีระ’เผยยอดผู้เสียชีวิตโควิดไทย ติดท็อป10โลกต่อเนื่องมาแล้ว 11 วัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/649900

‘หมอธีระ’เผยยอดผู้เสียชีวิตโควิดไทย ติดท็อป10โลกต่อเนื่องมาแล้ว 11 วัน

วันพุธ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2565, 09.09 น.

วันที่ 27 เมษายน 2565 รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโพสต์เฟซบุ๊กถึงสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันที่ 27 เมษายน 2565 ว่าเมื่อวานทั่วโลกติดเพิ่ม 598,592 คน ตายเพิ่ม 2,619 คน รวมแล้วติดไปรวม 510,634,275 คน เสียชีวิตรวม 6,248,384 คน

5 อันดับแรกที่ติดเชื้อสูงสุดคือ เยอรมัน ฝรั่งเศส เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และอิตาลี เมื่อวานนี้จำนวนติดเชื้อใหม่มีประเทศจากยุโรปและเอเชียครอง 7 ใน 10 อันดับแรก และ 14 ใน 20 อันดับแรกของโลก จำนวนติดเชื้อใหม่ในแต่ละวันของทั่วโลกตอนนี้ มาจากทวีปเอเชียและยุโรป รวมกันคิดเป็นร้อยละ 80.99 ของทั้งโลก ในขณะที่จำนวนการเสียชีวิตคิดเป็นร้อยละ 82.16 การติดเชื้อใหม่ในทวีปเอเชียนั้นคิดเป็นร้อยละ 25.53 ของทั้งโลก ส่วนจำนวนเสียชีวิตเพิ่มคิดเป็นร้อยละ 21.61

…สถานการณ์ระบาดของไทย เมื่อวานนี้จำนวนติดเชื้อใหม่ รวม ATK สูงเป็นอันดับ 9 ของโลก และอันดับ 3 ของเอเชีย ในขณะที่จำนวนเสียชีวิตเมื่อวาน สูงเป็นอันดับ 8 ของโลก ทั้งนี้จำนวนเสียชีวิตของไทยเมื่อวานนั้นคิดเป็น 21.2% ของการเสียชีวิตทั้งหมดที่รายงานของทวีปเอเชีย หากดูจำนวนการติดเชื้อใหม่ต่อวัน รวม ATK ไทยเราจะติดอันดับ Top 10 ของโลกมาติดต่อกันยาวนานถึง 40 วันแล้ว ส่วนจำนวนการเสียชีวิตต่อวันนั้น ติดอันดับ Top 10 ต่อเนื่องมาแล้ว 11 วัน

…อัพเดตสถานการณ์ศึกษาวิจัยวัคซีนทั่วโลก องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้เผยแพร่เอกสารสรุปสถานะการศึกษาวิจัยวัคซีนทั่วโลก ล่าสุดเมื่อวานนี้ 26 เมษายน 2565 ขณะนี้มีวัคซีนทดลองที่กำลังศึกษาทางคลินิก (clinical development) 153 ตัว และที่กำลังศึกษาในระดับห้องปฏิบัติการ (pre-clinical development) 196 ตัว

สำหรับวัคซีนที่กำลังศึกษาทางคลินิกนั้น ส่วนใหญ่เป็นชนิด Protein subunit 34% ตามมาด้วยชนิด RNA 18% ชนิด Viral vector 14% และชนิดเชื้อตาย 14% ส่วนใหญ่แล้วมักเป็นวัคซีนชนิดฉีด (84%) โดยเป็นประเภทต้องฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 77% ทั้งนี้มีการศึกษาจำนวนน้อยสำหรับวัคซีนประเภทที่ต้องฉีดเข้าในหนัง (intradermal) ใต้ผิวหนัง (subcutaneous) พ่นเข้าจมูก (intranasal) สูดดม (inhaled) และประเภทละอองฝอย (aerosol)วัคซีนส่วนใหญ่มักต้องมีการรับวัคซีนในการศึกษาวิจัยจำนวน 2 ครั้ง (58%)

…สถานการณ์การระบาดของไทยยังเป็นไปอย่างต่อเนื่อง การป้องกันตัวอย่างสม่ำเสมอเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง ทำงาน ค้าขาย บริการ พบปะติดต่อ ศึกษาเล่าเรียน…การใส่หน้ากากเป็นหัวใจสำคัญ เพราะเป็นด่านสุดท้ายในการป้องกันตัวเรา โควิด…ไม่จบแค่หายหรือตาย แต่เกิดปัญหาระยะยาวอย่าง Long COVID ได้ ป้องกันตัว ไม่ติดเชื้อย่อมดีที่สุด

อึ้ง!เปิด’หนี้ครู’! พบลงทะเบียนกว่า 4 หมื่นคน ยอดสะสมเฉียด 5.9 หมื่นล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/649839

อึ้ง!เปิด'หนี้ครู'! พบลงทะเบียนกว่า 4 หมื่นคน ยอดสะสมเฉียด 5.9 หมื่นล้าน

วันอังคาร ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2565, 18.28 น.

ยอดลงทะเบียนแก้หนี้ครูกว่า 4 หมื่นคน 70 สหกรณ์ครูลดดอกเบี้ยสูงสุด 1% ส่งเม็ดเงินเข้าระบบ 2.2 พันล้านบาท

ภายใต้นโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่กำหนดให้ปี 2565 เป็นปีแห่งการแก้ไขปัญหาหนี้สินครัวเรือน กระทรวงศึกษาธิการ ได้ขับเคลื่อนด้วยการจัดทำโครงการ “สร้างโอกาสใหม่ให้ครูไทย” เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา ที่มียอดหนี้มูลค่ารวมกว่า 1.4 แสนล้านบาท ซึ่งภายหลังปิดรับการลงทะเบียนให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาแจ้งความประสงค์เข้าสู่ขั้นตอนกระบวนการแก้ไขปัญหาหนี้สินทางระบบออนไลน์ เป็นระยะเวลา 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมานั้น มีจำนวนผู้ลงทะเบียนรวมทั้งสิ้น 41,128 ราย เป็นยอดหนี้รวม 58,835,199,322 บาท

เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงความคืบหน้าของโครงการที่กระทรวงศึกษาธิการมุ่งมั่นที่จะสร้างชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของคุณครู และบุคลากรทางการศึกษาให้ได้มากที่สุด เพื่อให้คุณครูสามารถปฏิบัติหน้าที่ในการเรียนการสอนของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด การแก้ไขปัญหาหนี้สินครูจึงเป็นนโยบายเร่งด่วนที่จะต้องผลักดันให้เกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม

“กระทรวงศึกษาธิการ เชื่อมั่นว่า หากคุณครูทุกคนได้รับการยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลดข้อกังวลเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตประจำวัน หรือสามารถขจัดให้หมดหนี้สิ้นไป ครูจะสามารถทุ่มเทเวลาให้กับการเรียนการสอน เพื่อการพัฒนาลูกหลานและเยาวชนไทยอย่างเต็มที่ ให้ครูสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ อย่างน้อยครูต้องมีเงินเหลือไว้ใช้จ่ายไม่ต่ำกว่า 30 เปอร์เซนต์ของเงินเดือน” น.ส.ตรีนุช กล่าว

รมว.ศธ.กล่าวว่า แนวทางที่ ศธ.ได้ดำเนินการไปแล้วนั้น โดยประสานขอความร่วมมือกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูทั่วประเทศ 108 แห่ง เพื่อขอลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้ครูที่เป็นสมาชิก ซึ่งขณะนี้ได้รับความร่วมมือจากสหกรณ์ออมทรัพย์ครูทั้งสิ้น 70 แห่ง สามารถลดดอกเบี้ยลงได้ระหว่างร้อยละ 0.05 – 1.0 มีครูที่ได้รับผลประโยชน์ 463,072 ราย สามารถส่งเงินคืนกลับเข้ากระเป๋าคุณครู 2,262 ล้านบาท สร้างการเงินหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจของประเทศได้ทันที

“มีหลายสหกรณ์ออมทรัพย์ครูที่ลดดอกเบี้ยให้ 1 เปอร์เซนต์ ทำให้คุณครูมีเงินใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเกือบ 15,000 บาท ซึ่งเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตได้เพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจน เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นได้ว่า เพื่อนครูพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือเพื่อนครูด้วยกัน เป็นวัฒนธรรมที่ดีงามในสังคมของข้าราชการในกระทรวงศึกษาธิการ” น.ส.ตรีนุช กล่าว

น.ส.ตรีนุช กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับจำนวนผู้ลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 41,128 ราย มียอดหนี้รวม 58,835,199,322 บาท นั้น ข้อมูลทั้งหมดได้ส่งต่อให้กับสถานีแก้หนี้ในระดับเขตพื้นที่การศึกษาเป็นที่เรียบร้อย ซี่งผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายสถานีแก้หนี้กำลังวิเคราะห์ข้อมูล และเชิญลูกหนี้รายบุคคลมาหารือถึงแนวทางแก้ไข และพร้อมจะทำหน้าที่เป็นคนกลางในการเจรจา ไกล่เกลี่ยกับเจ้าหนี้ในแนวทางที่ได้รับความเห็นชอบร่วมกันทั้งลูกหนี้และเจ้าหนี้ ซึ่งหากสามารถรวมยอดหนี้ของครูรายบุคคลมาไว้ที่แห่งเดียว จะช่วยแก้ไขปัญหาได้อย่างสะดวก และสามารถบริหารจัดการได้ง่ายขึ้น

“มีหลายสหกรณ์พร้อมจะรวบยอดหนี้มาไว้ที่เดียว แต่ติดขัดเงินหมุนเวียนที่จะใช้สนับสนุน ซึ่งทางกระทรวงได้สำรวจความต้องการสินเชื่อเบื้องต้น พบว่า มี 27 สหกรณ์ที่ต้องการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) วงเงินรวมประมาณ 54,000 ล้านบาท ซึ่งจะต้องตรวจสอบความต้องการที่แท้จริงอีกครั้ง แต่ก็ได้ประสานกับธนาคารออมสินเพื่อขอรับการสนับสนุนไว้ เบื้องต้นทราบว่าได้เตรียมเงินสนับสนุนไว้แล้ว 5,000 ล้านบาท” น.ส.ตรีนุช กล่าว

นอกจากนี้ ศธ.ได้เร่งจัดหาแหล่งเงินกู้ผ่านสถาบันการเงินอื่นๆ เพิ่มเติมโดยมีสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 1 – 2 แห่ง ที่มีผลการดำเนินงานที่ดี พร้อมให้เพื่อนสหกรณ์ด้วยกันกู้อีก 200 ล้านบาท และประสานไปยังกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อขอรับการสนับสนุนเงินกู้จากสหกรณ์ต่างๆ ทั่วประเทศอีกด้วย รวมถึงการหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อประสานขอรับการสนับสนุนจากธนาคารพาณิชย์อื่นๆ เพิ่มเติม

รมว.ศธ.กล่าวด้วยว่า การควบคุมการอนุมัติเงินกู้ใหม่ของครูและบุคากรทางการศึกษา ยังต้องมีความเข้มงวดอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาหนี้สินเข้าสู่ระบบมากขึ้น โดยบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ยินดีสนับสนุนให้นายสถานีแก้หนี้สามารถประสานติดต่อเพื่อขอตรวจสอบยอดเงินกู้ของครูได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ขณะเดียวกัน การอบรมคุณครูเพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจด้านการเงินเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการควบคู่กัน ซี่งมีเป้าหมายที่จะอบรมครูให้ได้ 100,000 คน ในเดือนสิงหาคมนี้ และจะนำหลักสูตรทางการเงินเป็นหลักสูตรหลักสำหรับการพัฒนาบุคลากรครูอีกด้วย ทั้งนี้ ครูที่ได้รับการบรรจุใหม่ในปีการศึกษา 2565 ทุกคนจะต้องได้รับการอบรมหลักสูตรทางการเงินก่อนการปฏิบัติหน้าที่ เป็นการปลูกฝังความรู้ความเข้าใจและระเบียบวินัยทางการเงินตั้งแต่ต้นทาง

สพฐ. เร่งประสาน สธ.ระดมฉีดวัคซีนให้นักเรียน-ครู รับเปิดเทอม 17 พ.ค.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/649788

สพฐ. เร่งประสาน สธ.ระดมฉีดวัคซีนให้นักเรียน-ครู รับเปิดเทอม 17 พ.ค.

วันอังคาร ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2565, 16.42 น.

สพฐ. เตรียมพร้อมเปิดเทอม 17 พ.ค.นี้ เร่งประสาน สธ.ระดมฉีดวัคซีนให้ น.ร.-ครู สั่งโรงเรียนปฏิบัติตามมาตรการ 6-6-7 ของ สธ.

วันที่ 26 เมษายน 2565 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า ยืนยันว่าจะไม่มีการเลื่อนเปิดภาคเรียนปีการศึกษา 2565 ดังนั้น ทุกโรงเรียนจะต้องเปิดเรียนพร้อมกันในวันที่ 17 พ.ค.นี้  แต่มีเป้าหมาย คือทุกคนในโรงเรียนทั้งเด็ก ครูและบุคลากรทางการศึกษา จะต้องปลอดภัย โดยสพฐ.ได้ออกแบบให้โรงเรียนมีความปลอดภัยในทุกมิติ ทั้งในเรื่องของอาคารสถานที่ การเดินทาง และจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 

นายอัมพร กล่าวต่อว่า ในส่วนการเตรียมการด้านความปลอดภัยจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 จะมุ่งไปที่การฉีดวัคซีนป้องกันเป็หลัก โดยจะรณรงค์ให้นักเรียนที่อายุ 5-11 ปี มาฉีดวัคซีนให้มากขึ้น เพราะจากข้อมูล พบว่านักเรียนกลุ่มนี้ยังมีการฉีดวัคซีนน้อยอยู่  จึงขอความร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ผู้นำชุมชน ผู้นำหมู่บ้าน ช่วยรณรงค์ให้ความรู้ถึงประโยชน์ของการฉีดวัคซีน ว่าการฉีดเพื่อป้องกันเชื้อโรค ซึ่งจะทำให้ประชาชนสบายใจมากขึ้น ขณะเดียวกัน จะรณรงค์ให้ครูรับการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น หรือเข็มที่ 3 เพิ่มมากขึ้น ด้วย รวมถึงเชิญชวนให้นักเรียนที่อายุ 12-18 ปี ฉีดวัคซีนเข็ม 2 และเข็ม 3 เพิ่มขึ้นด้วย 

นายอัมพร กล่าวต่อว่า เป้าหมายการเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 คือ ได้ให้โรงเรียนเน้นจัดการเรียนการสอนในรูปแบบออนไซต์เป็นหลัก โดยโรงเรียนต้องประเมินตนเอง และเสนอไปยังคณะกรรมการควบคุมโรคของแต่ละจังหวัด เพื่อขออนุญาตเปิดออนไซต์ อย่างไรก็ตาม ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ได้วางแผนไว้ว่าจะผลักดันให้โควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่นในเดือนกรกฏาคมนี้  เพราะฉะนั้นโอกาสที่โรงเรียนต่างๆจะเปิดเรียนออนไซต์ได้ทั้งหมดจึงมีค่อนข้างสูง แต่โรงเรียนต้องปฏิบัติตามมาตรการ 6-6-7 ของ สธ.ด้วย  ส่วนที่ผู้ปกครองเป็นกังวลว่าเด็กที่ไม่ฉีดวัคซีนจะเข้ามาเรียนในโรงเรียนได้หรือไม่ ตนยืนยันว่าเด็กทุกคนไม่ว่าจะฉีดหรือไม่ฉีดวัคซีนก็มีสิทธิ์มาเรียนที่โรงเรียนได้ แต่ถ้าผู้ปกครองยังไม่เชื่อมั่นจะให้ลูกเรียนอยู่ที่บ้านก่อนก็ได้  ทางโรงเรียนต้องจัดการเรียนการสอนรูปแบบอื่นให้นักเรียนแทน  แม้แต่การตรวจ ATK ก็ไม่มีการบังคับให้นักเรียนตรวจ โดยจะตรวจเฉพาะกรณีที่พบนักเรียนมีไข้ มีอุณหภูมิสูง และมีความเสี่ยงเท่านั้น รวมถึงหากพบว่ามีนักเรียนติดเชื้อโควิด-19 ก็จะไม่มีการปิดทั้งโรงเรียน แต่จะใช้มาตรการตามแผนเผชิญเหตุที่ สพฐ.จัดเตรียมไว้ให้ 

“สำหรับการจัดการเรียนการสอนในปีการศึกษา 2565 นั้น น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) มีนโยบายให้ปีนี้เป็นปีของการซ่อมสร้าง เนื่องจากผลกระทบการแพร่บาดของโควิด-19 ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้นักเรียน เรียนรู้ไม่เต็มศักยภาพ เกิดภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ จึงให้นโยบายกับสถานศึกษาจัดการเรียนการสอนเสริมเพิ่มเติมให้กับนักเรียน ซึ่งสอดคล้องกับยูเนสโกที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้” นายอัมพร กล่าว 

อาชีวะอุบลฯเปิดบ้านต้อนรับคณะกรรมการดำเนินการการประดิษฐ์ผีเสื้อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/649619

อาชีวะอุบลฯเปิดบ้านต้อนรับคณะกรรมการดำเนินการการประดิษฐ์ผีเสื้อ

วันจันทร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2565, 21.56 น.

วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี เปิดบ้านต้อนรับคณะกรรมการดำเนินการการประดิษฐ์ผีเสื้อ เตรียมพร้อมจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงฯ  เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระเกียรติพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565

วันนี้ (25 เม.ย.65) เวลา 13.00 น. ณ ห้องประชุมศรีอุปราช วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี นางสาวธนิดา วรรณแก้ว รองผู้อำนวยการฝ่ายแผนงานและความร่วมมือ ผู้แทนนางลฎาภา แสวงทรัพย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี นำตัวแทนคณะครู ต้อนรับคณะกรรมการดำเนินการการประดิษฐ์ผีเสื้อ เพื่อนำไประดับในนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระเกียรติพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 จากหน่วยงานภาครัฐที่เข้าร่วมประชุม 

ได้แก่ สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดอุบลราชธานี สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาค 7 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี วิทยาลัยเทคนิคอุบลราชธานี และวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี มีนายธาตรี พิบูลมณฑา ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคอุบลราชธานี ประธานกรรมการอาชีวศึกษาจังหวัดอุบลราชธานี เป็นประธานในการประชุม เพื่อเตรียมความพร้อมในการประดิษฐ์ผีเสื้อ เพื่อนำไประดับในนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงฯ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระเกียรติพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 

โดยจังหวัดอุบลราชธานี มีกำหนดรวมพลังหน่วยงานและประชาชนในจังหวัดอุบลราชธานีจัดอบรมประดิษฐ์ผีเสื้อ ในวันที่ 28 เมษายน 2565 ณ ห้องประชุม ศอ.ศอ.อนุสรณ์ 2563 สำนักงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อให้ได้ผีเสื้อที่สวยงามพร้อมส่งให้กระทรวงมหาดไทย จำนวน 90 ตัว โดยสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดอุบลราชธานี จัดหาผ้าไหม ผ้าฝ้าย ผ้าอัตลักษณ์ของอำเภอทั้ง 25 อำเภอ และผ้าอัตลักษณ์ของจังหวัดอุบลราชธานี รวม 26 ลาย เพื่อใช้ในการประดิษฐ์ผีเสื้อตามต้นแบบ

ทั้งนี้ในส่วนอาชีวศึกษาจังหวัดอุบลราชธานี ได้รับมอบหมายจากทางจังหวัดอุบลราชธานี ให้วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ดำเนินการประดิษฐ์ผีเสื้อต้นแบบ ขนาดเล็ก กลาง และขนาดใหญ่ พร้อมนำตัวแทนครูเป็นวิทยากรจัดฝึกอบรม ร่วมกับสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาค 7 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และ กศน.อุบลราชธานี เป็นต้นแบบ ให้กับผู้เข้ารับการฝึกอบรมต้นแบบ จำนวน 160 คน ได้แก่ สมาคมช่างตัดเสื้อ, คณะกรรมการพัฒนาสตรีจังหวัด, กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี, หอการค้าจังหวัด, ครูและนักเรียนกศน., กลุ่มอาชีพ OTOP,เยาวชน, นักศึกษา ม.อุบลฯ, นักศึกษา ม.ราชภัฏอุบลฯ, นักศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลฯ, สมาคมคนพิการ, สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาค 7, ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติ และแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดอุบลราชธานี พร้อมขยายผลไปยังหน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมทั้งเยาวชนและประชาชนในจังหวัดอุบลราชธานี ที่พร้อมรวมพลังจัดทำผีเสื้อเพื่อเฉลิมพระเกียรติฯ ในครั้งนี้ด้วย

ในส่วนผีเสื้อขนาดใหญ่ ขนาด 1 เมตรขึ้นไป จังหวัดอุบลราชธานี ได้มอบหมายให้ วิทยาลัยเทคนิคอุบลราชธานี โดยแผนกวิชาช่างเชื่อม เป็นผู้จัดทำโครงร่างผีเสื้อขนาดใหญ่ สำหรับนำมาประดิษฐ์ตกแต่งด้วยผ้าพื้นเมืองของจังหวัดอุบลราชธานีต่อไป

กิจกรรมจัดกล่าวจัดขึ้น เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระเกียรติพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 โดยรัฐบาลกำหนดจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ ระหว่างวันที่ 1 – 15 สิงหาคม 2565 ณ บริเวณถนนราชดำเนินกลาง กรุงเทพมหานคร ซึ่งผีเสื้อที่จังหวัดอุบลราชธานี รวมพลังจัดทำในครั้งนี้จะได้นำไปจัดแสดงนิทรรศการร่วมกับจังหวัดอื่นๆทั่วประเทศภายในงานด้วย  ในส่วนจังหวัดอุบลราชธานี นั้นมีกำหนดจัดแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ  ณ มณฑลพิธีทุ่งศรีเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานี ตลอดเดือนสิงหาคม 2565 ภายใต้ชื่อ “ดอกไม้และผีเสื้อแห่งความภักดี” 

สอศ.พร้อมเปิดเทอมแบบ On-site เตรียมสอนเสริมให้ผู้เรียนที่มีภาวะการณ์ถดถอย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/649486

สอศ.พร้อมเปิดเทอมแบบ On-site เตรียมสอนเสริมให้ผู้เรียนที่มีภาวะการณ์ถดถอย

วันจันทร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2565, 14.43 น.

“สอศ.” พร้อมเปิดเทอมแบบ On-site เตรียมสอนเสริมให้ผู้เรียนที่มีภาวะการณ์ถดถอย ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และเตรียมฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นให้มากสุด

วันที่ 25 เมษายน 2565 นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ในวันที่ 17 พ.ค.นี้ ของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ว่า ตนชี้แจงให้สถานศึกษาในสังกัด สอศ.เตรียมพร้อมรับมือเปิดภาคเรียน ตามที่ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 (ศบค.) กำหนด โดยเน้นย้ำว่าสถานศึกษาต้องพยายามจัดการเรียนการสอนในรูปแบบออนไซต์ให้ได้มากที่สุด ส่วนสถานศึกษาใดที่ไม่สามารถจัดการเรียนการสอนรูปแบบออนไซต์ได้เต็ม 100% ก็ให้แบ่งกลุ่มย่อยมาเข้าเรียนเพราะการเรียนอาชีวะนั้นต้องเน้นการฝึกปฏิบัติในสถานศึกษาด้วย 

นายสุเทพ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ สถานศึกษาต้องมีมาตรการดูแลผู้เรียนที่มีภาวะการณ์เรียนรู้ถดถอย (Learning Loss) ผลกระทบเกิดจากการเรียนออนไลน์ ทำให้เด็กขาดโอกาสที่จะพัฒนาตนเองตามวัยและเสียโอกาสการเรียนรู้ในยุคโควิด-19 ทำให้เรียนไม่ทันเพื่อน สอศ.จึงให้สถานศึกษาสอนเสริมให้ผู้เรียนมีความรู้เพิ่มมากขึ้น จากการตรวจสอบพบว่าผู้เรียนอาชีวะไม่ค่อยมีปัญหาภาวะการเรียนรู้ถดถอย เพราะเป็นเด็กที่โตแล้วจึงสามารถดูแลตัวเองได้รับดับหนึ่ง ทั้งนี้ สอศ.ต้องเร่งให้ผู้เรียนเข้าฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นให้ได้มากที่สุด  ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้ใช้สถานศึกษาเป็นฐานในการฉีดวัคซีน พร้อมกับขอโควต้าฉีดวัคซีนให้กับผู้ที่เรียนในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ที่มีอายุเกิน 18 ปีด้วย โดยทาง สธ.ได้อนุมัติฉีดวัคซีนให้กับผู้เรียน ปวส.แล้ว และให้ถือว่าเป็นโควต้าของผู้เรียนในสถานศึกษานั้น ๆ  ซึ่ง สธ.จะเร่งประสานกับสาธารณสุขจังหวัด (สธจ.) เพื่อเร่งดำเนินการฉีดวัคซีนให้กับผู้เรียนอาชีวะต่อไป 

เลขาธิการ กอศ. กล่าวถึงโครงการ “อาชีวะสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เยาวชน เพื่อผลิตกำลังคนของประเทศ” หรือ “อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ”  ซึ่งขณะนี้ สอศ.ได้มอบให้สถานศึกษาอาชีวศึกษาที่เข้าร่วมโครงการทั้ง 88 แห่งทั่วประเทศ ลงไปแนะแนวเชิงรุกกับผู้นำชุมชน กำนันผู้ใหญ่บ้าน นายกองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น เพราะจะทราบดีว่าในชุมชนของตนเองนั้นมีเด็กที่มีฐานะยากจนและหลุดจากระบบการศึกษา แต่อยากจะเรียนต่อสายอาชีวศึกษา ก็ผู้นำชุมชนให้คัดเด็กกลุ่มนี้มาเข้าเรียนได้  โดยในระยะแรก ปีการศึกษา 2565 นี้ ทางโครงการฯกำหนดรับนักรียนเข้าเรียนในโครงการ จำนวน 5,200 คน ขณะนี้มีนักเรียนมาสมัครเรียนแล้วกว่า 3,000 คน คาดว่าเปิดเทอมนี้จะมีนักเรียนมาสมัครเรียนได้ครบตามเป้าที่วางไว้

นายสุเทพ กล่าวต่อว่า ส่วนความคืบหน้าการสรรหานายกสภาสถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1 ที่ยังว่างอยู่ เพราะผู้ได้รับการเสนอชื่อครั้งก่อน คือนายเฉลียว อยู่สีมารักษ์ ได้เสียชีวิตลง โดยที่การประชุมคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เมื่อเร็วๆนี้ ได้คัดเลือกรายชื่อผู้ที่จะมาเป็นนายกสภาสถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1 จำนวน 2 รายเรียบร้อยแล้ว ภายในสัปดาห์นี้ ตนจะนำเสนอให้ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการ ศธ.พิจารณาคัดเลือกให้เหลือ 1 คน เพื่อดำรงตำแหน่งนายกสภาสถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือต่อไป

มบส.ลงพื้นที่ฝั่งธน ติดตามผลการดำเนินงาน​โครงการ​ U2T​

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/649468

มบส.ลงพื้นที่ฝั่งธน ติดตามผลการดำเนินงาน​โครงการ​ U2T​

วันจันทร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2565, 13.46 น.

เมื่อวันที่​ 22 เมษายน​ 2565 เวลา​ 13.00​-16.30น.​ ผศ.ดร.ลินดา​ เกณฑ์​มา​ อธิการบดี​มหาวิทยาลัย​ราชภัฏ​บ้าน​สมเด็จ​เจ้าพระยา​ นำคณะผู้บริหาร​ และคณะทำงานโครงการ​มหาวิทยาลัย​สู่​ตำบล​ สร้าง​รากแก้วให้ประเทศ​ (U2T)​ เข้า​ประชุม​เชิงปฏิบัติการ​ เรื่อง​ ถอดบทเรียนโครงการ​ U2T​ และ​กล่าวตอนรับ​ ผู้แทนจากกระทรวงการอุดมศึกษา​ วิทยาศาสตร์​ วิจัย​ และนวัตกรรม​ (อว.)​ นำโดย​ ดร.ดนุช​ ตันเทอดทิตย์​ ผู้​ช่วยรัฐมนตรี​ประจำ​กระทรวง​การอุดมศึกษา​ฯ​ และคณะกรรมการ​อำนวยการถอดบทเรียนโครงการ​ U2T​ ณ​ แขวงบางยี่เรือ​ เขตธนบุรี​ กรุงเทพ​มหานคร​ โดยมีตัวแทนจากสำนัก​งานเขตธนบุรี​และผู้นำชุมชน​แขวงบางยี่เรือ​ เข้าร่วมการประชุม​ด้วย

ผศ.ดร.หนึ่ง​ฤทัย​ เอก​ธรรม​ทัศน์​ ผู้​ช่วย​อธิการบดี​ ผู้​รับผิดชอบ​โครงการ​กล่าวรายงานภาพรวมผลการดำเนินการ​โครงการ​ U2T​ และแนวทางการบริหาร​จัดการ​โครงการ​ฯ​ ที่อยู่​ภายใต้​การดำเนินงานของมหาวิทยาลั​ยราชภัฏ​บ้าน​สมเด็จ​เจ้าพระยา​ จำนวนรวม​ 40 ตำบล​ ใน​พื้นที่​ 3 จังหวัด​ ได้แก่​ กรุงเทพมหานคร​ สมุทรสาคร​ และสุพรรณบุรี

ในการประชุม​เชิงปฏิบัติการ​ฯในครั้งนี้​ ผศ.ดร.อมรรัตน์​ คำบุญ​ อาจารย์​ผู้​รับผิดชอบ​แขวงบางยี่เรือ​ เขตธนบุรี​ กรุงเทพ​มหานคร​ ภายใต้โมเดล​ 1​ Area 1 Lecturer (1​A1L)​ และคณะทำงาน​ได้กล่าวรายงานผลการดำเนินงานพื้นที่​แขวง​บางยี่เรือ​ โดยมุ่งพัฒนา​เสริมสร้างอาชีพใหม่โดยใช้นวัตกรรม​เทคโนโลยี​ ยกระดับ​ผลิตภัณฑ์​สินค้า​ในชุมชน​ ส่งเสริม​การดูแลรักษาสุขภาพ​โดยการบูรณาการ​องค์ความรู้ด้วยศาสตร์การแพทย์​แผน​ไทย​ และส่งเสริมสิ่งแวดล้อม​ในชุมชนแขวงบางยี่เรือ​

นอกจากนี้​ยังได้นำคณะกรรมการ​ถอดบทเรียน​โครงการ​ U2T​ เยี่ยมชมบูธผลงานที่เกิดจากการดำเนินงาน​ อาทิ​ ผลิตภัณฑ์​ขนมบดิน​ ยาสุมสมุนไพร​ ยาดมสมุนไพร​ผสมกัญชา​ โรงเพาะเห็ด​อัจฉริยะ​ สวนสมุนไพร​ชุมชน​ และผลิต​ภัณฑ์​อื่นๆจากชุมชนใกล้เคียง

สุดท้ายคณะกรรมการ​ถอดบทเรียน​ฯ​ ผู้​บริหาร​มหาวิทยาลัย​ และผู้นำชุมชน​ ได้แลกเปลี่ยน​ความคิดเห็น​และสรุป​ผลลัพธ์​ที่เป็นประโยชน์​ต่อการดำเนินงานเพื่อยกระดับ​เศรษฐกิจ​และสังคมในพื้นที่​แขวงบางยี่เรือ​ต่อไป

‘MUT’จับมือสมาคมอาชีวะเอกชน พัฒนาหลักสูตรรับ‘ยานยนต์ไฟฟ้า’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/649329

‘MUT’จับมือสมาคมอาชีวะเอกชน พัฒนาหลักสูตรรับ‘ยานยนต์ไฟฟ้า’

วันจันทร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (MUT) ร่วมกับ สมาคมวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย (PVET) ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จัดทำบันทึกข้อตกลงร่วม (MOU) “โครงการพัฒนาระบบนวัตกรรม เพื่อร่วมกันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการศึกษาด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า (EV)” ให้กับวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาเอกชนทั่วประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมของบุคลากรในอนาคต ให้มีความล้ำหน้า ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก

ผศ.ดร.ภานวีย์ โภไคยอุดม อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร กล่าวว่าความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งร่วมกันของทั้งสองฝ่ายในการสนับสนุนและส่งเสริมการศึกษาโดยเฉพาะการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงการออกแบบและพัฒนารถไฟฟ้า ทั้งรถไฟฟ้าขนาดเล็กและรถไฟฟ้าขนาดกลางเพื่อการเรียนการสอน

โดยมุ่งเน้นส่งเสริมศักยภาพให้กับนักเรียนในเครือข่ายสมาคมวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทยทั่วประเทศ ให้มีทักษะในการปฏิบัติงานจริง เมื่อผ่านการฝึกจากชุดฝึกของโครงการ ซึ่งออกแบบให้เหมาะสม มั่นใจ และสามารถยกระดับเยาวชนอาชีวศึกษาให้มีความรู้ความสามารถด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าที่พร้อมก้าวไกลสู่ระดับโลก

ซึ่งที่ผ่านมาแนวทางการเรียนการสอนแบบเน้นประสบการณ์ ของ ม.เทคโนโลยีมหานคร มุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนให้เรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning : PBL) คือ การนำปัญหาที่นักศึกษาอาจพบเจอในอนาคตมาฝึกให้นักศึกษาหัดแก้ปัญหาตั้งแต่ยังเรียนอยู่ เสมือนเป็นการเตรียมพร้อมก่อนออกไปสู่การทำงานจริงหลังจากจบการศึกษาแล้ว ดังนั้น ในระหว่างการฝึกหัดแก้ปัญหานักศึกษาย่อมเกิดกระบวนการเรียนรู้ขึ้นได้ด้วยตนเอง

เช่น การทำความเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้น การกำหนดประเด็นปัญหา การระดมสมองเพื่อหาทางแก้ไขปัญหา การช่วยกันออกแบบ การทำต้นแบบ การนำต้นแบบมาทดสอบเสมือนกับการใช้งานจริง โดยการวิจัยและพัฒนาออกแบบชุดฝึกครั้งนี้ทางทีมนักวิจัยได้พัฒนาทั้งด้าน Hardware (ฮาร์ดแวร์) และ Software (ซอฟต์แวร์) รวมถึงวิธีการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีด้านยานยนต์ไฟฟ้าให้กับบุคลากร อาจารย์ผู้สอนให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของเด็กในยุคปัจจุบันมากที่สุด

ด้าน ดร.ประเสริฐ กลิ่นชู นายกสมาคมวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทยฯ กล่าวว่า ด้วยความสัมพันธ์อันดีระหว่างสมาคม และ ม.เทคโนโลยีมหานคร ที่มีมาอย่างยาวนาน และความเชื่อมั่นในศักยภาพของ ม.มหานครที่เป็น ม.เอกชนอันดับหนึ่งด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม การร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงในครั้งนี้ จึงเป็นแความร่วมมือที่เข้มแข็งและร่วมดำเนินการที่ชัดเจนตามวัตถุประสงค์ร่วมกัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาการศึกษาทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติให้กับนักศึกษาในเครือข่ายสมาคมที่มีมากกว่า 400 แห่งทั่วประเทศให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทั้งยังเป็นการสร้างโอกาสในการพัฒนาทักษะบุคลากรของทั้งสองฝ่าย ด้วยความพร้อมของ ม.เทคโนโลยีมหานคร ทั้งในเรื่องของสถานที่ อุปกรณ์ คณาจารย์และบุคลากรที่ความเชี่ยวชาญ ทางสมาคมเล็งเห็นว่านี่เป็นโอกาสอันดีอย่างยิ่งสำหรับ นักศึกษาที่เรียนในสาขาวิชาช่างยนต์จะได้พัฒนาความรู้และทักษะด้านยานยนต์ไฟฟ้า ให้เกิดความมั่นใจและสามารถนำความรู้ที่เรียนมาไปต่อยอดและใช้งานได้จริงในทางปฏิบัติ

จากนโยบายรัฐบาลที่มีความชัดเจนในการขับเคลื่อนและส่งเสริมให้มีการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) มากขึ้น จะเห็นได้ว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาไม่ถึง 1 ปี มีการลงทุนจากต่างประเทศในไทยมากขึ้นทั้งด้านผลิตรถยนต์ ผลิตแบตเตอรี่ ชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้า ฯลฯ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการส่งออกสินค้ายานยนต์ของไทยและช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย

ดังนั้น นักเรียนที่จบระดับ ม.3 หรือ ม.6ที่อยากจะเรียนต่อสายอาชีพ และนักศึกษาที่จบการศึกษาสายอาชีพ ระดับปวช. หรือ ปวส. รวมถึงผู้ปกครอง สามารถมั่นใจได้ว่าการเลือกเรียนสายอาชีวศึกษาในสาขายานยนต์ไฟฟ้านี้ จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ เมื่อเรียนจบมาแล้วมีงานรองรับเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพและเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานในอนาคตอย่างแน่นอน ในขณะเดียวกันเมื่อนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ด้านยานยนต์ไฟฟ้าเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงโลก หลายประเทศหันมาให้ความสำคัญในการใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น

ทั้ง ม.เทคโนโลยีมหานครและสมาคมเองนอกจากจะมุ่งเน้นพัฒนาด้านการศึกษา เทคโนโลยีและนวัตกรรมแล้ว เรายังตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งแน่นอนว่า การสร้างจิตสำนึกให้นักเรียนนักศึกษาและการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมทั้งในทางตรงและทางอ้อม รวมถึงการที่ผู้คนหันมาใช้รถพลังงานสะอาดมากขึ้น นอกจากช่วยลดปัญหามลภาวะเป็นพิษทางอากาศแล้ว จะช่วยให้เกิดความสมดุลแห่งชีวิตของคนในสังคมเพื่อการพัฒนาสิ่งแวดล้อม

และนำไปสู่การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไป!!!

มติสวทอ.‘อาชีวะเอกชน’กลับ สช. ชี้ 6 ปีใต้ปีก สอศ.ดูแลไม่เท่าเทียม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/648968

วันศุกร์ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2565, 11.57 น.

มติสวทอ.‘อาชีวะเอกชน’กลับ สช. ชี้ 6 ปีใต้ปีก สอศ.ดูแลไม่เท่าเทียม

22 เมษายน 2565 นายประเสริฐ กลิ่นชู ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออก (อี.เทค) ในฐานะนายกสมาคมวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สวทอ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆนี้ สวทอ. จัดประชุมวิสามัญ โดยมีวิทยาลัยอาชีวะเอกชนเข้าร่วมกว่า 200 แห่ง จากที่มีทั้งหมดกว่า 400 แห่ง เพื่อลงมติและแสดงความคิดเห็นว่าจะย้ายอาชีวะอกชนกลับไปอยู่ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) เหมือนเดิมหรือไม่ เพราะตั้งแต่ที่มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 8/2559 ที่ให้วิทยาลัยอาชีวะเอกชนในสังกัด สช. ให้ย้ายมาสังกัด สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) โดยคำสั่งดังกล่าว ออกมาตั้งแต่ปี 2559 ซึ่งผ่านมา 6 ปีแล้ว ตั้งแต่ที่อาชีวะเอกชนย้ายมาอยู่ในสังกัด สอศ. ก็ได้รับการดูแลที่ไม่เท่าเทียมกับอาชีวะรัฐ อีกทั้งสวัสดิการการอบรมการให้ความรู้และการพัฒนาครู โดยครูอาชีวะรัฐก็จะได้รับการพัฒนาก่อนครูอาชีวะเอกชนเสมอ

“การประชุมวิสามัญครั้งนี้ ได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างหลากหลาย มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ผู้บริหารวิทยาลัยอาชีวะเอกชนบางคนเห็นว่าอยู่ในสังกัด สอศ.เหมือนเดิมก็ดีแล้ว แต่ก็มีผู้บริหารบางคนมองว่าถ้าย้ายไปสังกัด สช.เหมือนเดิม อาจจะได้รับสวัสดิการและการอบรมพัฒนาครูที่ดีกว่า และจากการลงมติร่วมกัน ผลออกมาว่าวิทยาลัยอาชีวะเอกชน 72% อยากจะย้ายกลับไปสังกัด สช.เหมือนเดิม ดังนั้นภายในต้นเดือน พ.ค. ผมจะเข้าพบนายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เพื่อชี้แจงมติดังกล่าวให้รับทราบ และจะทำหนังสือเสนอมติต่อ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พิจารณาต่อไป” นายประเสริฐ กล่าว