ตรีนุช ตรวจเยี่ยม วก.ปากท่อ ยกเป็นต้นแบบ โครงการ อาชีวะ อยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/638414

ตรีนุช ตรวจเยี่ยม วก.ปากท่อ ยกเป็นต้นแบบ โครงการ อาชีวะ อยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ

วันจันทร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 15.29 น.

‘ตรีนุช’ ชู วก.ปากท่อ ต้นแบบดึงเด็กกลับเรียน ”อาชีวะ อยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ”  พร้อมเดินสายปลุกสถานศึกษาปลอดภัย พบส่วนใหญ่เด็กบูลลี่กัน

28 ก.พ. ที่ จังหวัดราชบุรี นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมด้วย นางสาวอรพินทร์ เพชรทัต เลขานุการ รมว.ศธ. และผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงาน โครงการ อาชีวะสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เยาวชน เพื่อผลิตกำลังคนของประเทศ หรือ “อาชีวะ อยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ” ที่วิทยาลัยการอาชีพ (วก.) ปากท่อ  และ เปิดงาน Kick-off สถานศึกษาปลอดภัยจังหวัดราชบุรี ที่โรงเรียนราชโบริกานุเคราะห์ เพื่อกระตุ้นให้สถานศึกษาเป็นสถานที่ปลอดภัยของทุกคน 

นางสาวตรีนุช กล่าวภายหลังการตรวจเยี่ยม ว่า โครงการ “อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ” เป็นโครงการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญมาก ตามนโยบายเราไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ซึ่งในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่ผ่านมาพบว่ามีเด็กตกหล่น ไม่มีค่าใช้จ่ายในการเรียน-การเดินทาง ดังนั้น ทางรัฐบาลจึงมอบให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ดำเนินโครงการอาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ เพื่อช่วยเหลือเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาให้มาเรียนฟรี 3 ปี และมีที่พักอาศัยให้

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า จากการตรวจเยี่ยมครั้งนี้พบว่า วิทยาลัยการอาชีพปากท่อ สามารถเพิ่มจำนวนเด็กจาก ปีการศึกษา 2562 ที่มีประมาณ 60 คน เป็น 631 คน ในปีการศึกษา 2564 ซึ่งปริมาณผู้เรียนที่เพิ่มขึ้นมาจากการแนะแนวตามโรงเรียนชายขอบ ในพื้นที่ อ.สวนผึ้ง อ.บ้านคา อ.โป่งกระทิง และ อ.เบิกไพร เป็นอำเภอที่มีระยะทางห่างจากวิทยาลัยประมาณ 50-60 กิโลเมตร โดยวิทยาลัยมีสวัสดิการให้นักเรียน อาทิ บริการรถรับ-ส่งฟรี มีบริการหอพักฟรี  ที่เป็นตึก 4 ชั้น แยกเป็นชาย -หญิง ที่เป็นมาตรฐานของ สอศ. ฟรีค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเทอมนอกจากนี้ยังมีงบฯเรียนฟรี 15 ปี นำมาจัดสรรเป็นชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียน หนังสือเรียนฟรี และมีกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาเพื่อช่วยเหลือให้นักเรียน ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ รวมถึงประสานงานเชื่อมโยงกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในการส่งต่อเด็กด้วย

“ต้องขอชื่นชมผู้บริหารวล.การอาชีพปากท่อ ที่สามารถคิดนอกกรอบและปรับเม็ดเงินที่มีอยู่มาดำเนินการได้ ซึ่งถือเป็นต้นแบบที่ดี อย่างไรก็ตาม ดิฉันจะนำข้อดี รวมถึงปัญหาอุปสรรคที่พบมาปรับปรุงในแผนรายละเอียดการดำเนินโครงการ ซึ่งก่อนหน้านี้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติในหลักการของโครงการแล้ว และ สอศ.กำลังอยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียดเพื่อเสนอขอความเห็นชอบการใช้งบประมาณในการดำเนินโครงการนี้เพื่อให้โครงการนี้มีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น” นางสาวตรีนุช กล่าว

ทั้งนี้ การดำเนินโครงการ “อาชีวะ อยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ”
แบ่งออกเป็น 2 ระยะ โดย ระยะที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ซึ่ง สอศ.ได้คัดเลือกสถานศึกษาที่มีความพร้อมคือมีหอพัก ในการรับผู้เรียนเข้าร่วมโครงการแล้วจำนวน 87 แห่ง ทั่วประเทศ สามารถรับปริมาณนักเรียนเข้าร่วมโครงการได้ 5,200 คน  วันนี้จึงมาดูความพร้อม  ส่วนระยะที่ 2 ตั้งแต่ปีการศึกษา 2566 จะเพิ่มสถานศึกษาที่มีความพร้อมในการรับผู้เรียนเข้าร่วมโครงการให้ได้ 169 แห่งทั่วประเทศ สามารถสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เยาวชน ทั้งสิ้น 116,000 คน 

ต่อจากนั้น น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศธ.และคณะผูบริหาร เดินทางไป Kick-off สถานศึกษาปลอดภัย ที่โรงเรียนราชโบริกานุเคราะห์ อ.เมือง จังหวัดราชบุรี  เพื่อสร้างการรับรู้การเข้าถึงระบบมาตรฐานความปลอดภัยสถานศึกษา “SAFE สถานศึกษาปลอดภัย” ระดับภูมิภาค 8 จังหวัด  ซึ่งราชบุรีเป็นจังหวัดที่ 4 ในภาคกลาง ที่ ศธ.ได้ไปสร้างการรับรู้ สร้าวความเข้าใจ ซึ่งพบว่าสถานศึกษามีความตื่นตัวค่อนข้างดี และจากการที่ศธ.ได้เปิดศูนย์ MOE SAFETY CENTER ไปอล้วได้รับเรื่องร้องเรียนเข้ามาประมาณ 100 กว่าเรื่อง ส่วนใหญ่เป็นเรื่องบูลลี่กัน  และได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาแล้ว เหลืออีกประมาณ 20 เรื่องซึ่งศธ.ได้เร่งประสานกับสนานศึกษาให้แก้ไขปัญหาโดยเร็วแล้ว
 

ผลศึกษาสื่อ‘ดั้งเดิม-ออนไลน์-ท้องถิ่น’ หลากปัจจัยกระทบและแนวทางปรับตัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/638233

ผลศึกษาสื่อ‘ดั้งเดิม-ออนไลน์-ท้องถิ่น’  หลากปัจจัยกระทบและแนวทางปรับตัว

วันจันทร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ มีการจัดงานเผยแพร่ผลงานวิจัย 4 ชิ้น ในโครงการ “การปรับตัวขององค์กรข่าว เพื่อความอยู่รอดทางธุรกิจและบทบาทหน้าที่ต่อสังคม” อันเป็นความร่วมมือระหว่าง สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กับ สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ซึ่งนอกจากงานวิจัย “คุณค่า ความหมาย และความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (สังคม) ต่อสื่อในยุคดิจิทัล” ที่ทีมงาน นสพ.แนวหน้า ได้นำเสนอไปแล้ว (“คุณค่า-ความหมาย-ที่พึ่ง” เปิดผลวิจัยสังคมไทยมองสื่อ : สกู๊ปหน้า 5 ฉบับวันที่ 17 ก.พ. 2565) ยังมีงานวิจัยอีก 3 ชิ้นที่น่าสนใจเช่นกัน ได้แก่

1.งานวิจัย “การปรับตัวขององค์กรข่าวเพื่อความอยู่รอดทางธุรกิจและบทบาทหน้าที่ต่อสังคม : กรณีศึกษาองค์กรสื่อกระแสหลัก”ผลงานโดย ผศ.อริน เจียจันทร์พงษ์ อาจารย์คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร และ ผศ.ดร.พรรษาสิริกุหลาบ อาจารย์ภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เลือกกลุ่มตัวอย่างเป็นองค์กรสื่อธุรกิจขนาดใหญ่ (ทำสื่อเกือบครบทุกประเภท) 2 แห่งองค์กรสื่อธุรกิจขนาดกลาง-ขนาดย่อม (ทำสื่อเพียง 1-2 ประเภท) 2 แห่ง และองค์กรสื่อสาธารณะ 1 แห่ง

พบว่า ปัจจัยที่เป็นแรงกดดันต่อการทำงานของสื่อ มีทั้ง “การเมือง” ทั้งจากบรรยากาศการใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นและสังคมที่มีความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์สูง ทำให้สื่อมวลชนเลือกที่จะเซ็นเซอร์ตนเอง โดยเฉพาะในบางประเด็นที่มีความอ่อนไหว “เศรษฐกิจ” แหล่งทุนขนาดใหญ่มีไม่กี่แหล่ง ในขณะที่การแข่งขันสูงขึ้นบวกกับพฤติกรรมผู้รับสารเปลี่ยนไปและ “เทคโนโลยี” ที่องค์กรสื่อพยายามปรับตัวด้วยการเสนอข่าวผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ แต่ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มสามารถปรับตั้งค่าการมองเห็นเนื้อหาได้เสมอโดยที่องค์กรสื่อไม่มีอำนาจต่อรอง

ทั้งนี้ “แม้สังคมคาดหวังให้สื่อนำเสนอข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนให้มากขึ้น แต่ในมุมองค์กรสื่อมองว่าข่าวรูปแบบดังกล่าวมีต้นทุนสูง มีความเสี่ยงในแง่กฎหมาย อีกทั้งไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าทำออกมาแล้วจะได้รับความสนใจจากผู้รับสารซึ่งส่งผลย้อนกลับมาเป็นรายได้ขององค์กรสื่อเองด้วย” การปรับตัวจึงเน้นไปในทางนำเสนอแบบ“เล่าข่าว” เพราะใช้ต้นทุนต่ำกว่าและความเสี่ยงน้อยกว่า ขณะที่ช่องทางออนไลน์ เน้นการนำเสนอข่าวปริมาณมากๆ และนำเสนอแบบปลุกเร้าอารมณ์แม้จะเป็นข่าวนโยบายสาธารณะก็ตาม เพื่อหวังผลการมองเห็นและดึงดูดผู้รับสาร

2.งานวิจัย “การปรับตัวขององค์กรข่าวออนไลน์เพื่อความอยู่รอดทางธุรกิจและบทบาทหน้าที่ต่อสังคม” ผลงานโดย เอกพล เธียรถาวร อาจารย์กลุ่มวิชาวารสารศาสตร์ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ปาจารีย์ปุรินทวรกุล อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เลือกกลุ่มตัวอย่างเป็นสำนักข่าวออนไลน์ 6 แห่ง พบว่า

“สำนักข่าวออนไลน์เลือกสร้างภาพลักษณ์แบบเฉพาะด้าน” เช่น บางสำนักเน้นข่าวที่มีเนื้อหาเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ บางสำนักเน้นข่าวอาชญากรรม บางสำนักเน้นข่าวตรวจสอบการทุจริต จนกลายเป็นภาพจำ ถึงขนาดที่เมื่อสำนักข่าวนั้นหยิบยกประเด็นอื่นๆ ที่แตกต่างไปจากเดิมมานำเสนอก็จะถูกผู้รับสารท้วงติง อาทิ สำนักข่าวที่ปกติจะนำเสนอเนื้อหาที่เกี่ยวกับความล้ำสมัยโดนใจคนรุ่นใหม่ จู่ๆ ก็เสนอข่าวตลาดข่าวชาวบ้านทั่วไป เป็นต้น ซึ่งจะแตกต่างจากองค์กรสื่อหรือสำนักข่าวแบบเดิม(วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์) ที่นำเสนอเนื้อหาหลากหลาย

การตั้งจุดยืนเรื่องภาพลักษณ์องค์กรเช่นนี้ ยังทำให้การทำงานของกองบรรณาธิการสำนักข่าวออนไลน์ต่างไปจากองค์กรสื่อแบบเดิมด้วย ในขณะที่สำนักข่าวแบบดั้งเดิมจะมีการแบ่งเป็นทีมการเมือง เศรษฐกิจ อาชญากรรม สังคม ฯลฯ แต่สำนักข่าวออนไลน์จะมีทีมงานเดียวเพราะมุ่งตามประเด็นข่าวเฉพาะที่สอดคล้องกับภาพลักษณ์องค์กรสร้างไว้เท่านั้น ส่วนประเด็นทั่วไปอื่นๆ หากจะหยิบมานำเสนอเบื้องต้นจะใช้แหล่งข้อมูลทุติยภูมิก่อน

อนึ่ง แม้สำนักข่าวออนไลน์จะรับได้กับเนื้อหาประเภทแฝงโฆษณา (Advertorial) ค่อนข้างมาก แต่ก็จะต้องต่อรองเรื่องจุดยืนของสำนักข่าวกับแหล่งทุนหรือสปอนเซอร์เช่นกัน อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ “นอกจากจะต้องรักษาความน่าเชื่อถือด้วยการปฏิบัติตามมาตรฐานวิชาชีพเช่นเดียวกับสื่อมวลชนแบบดั้งเดิมแล้ว องค์กรสื่อหรือสำนักข่าวออนไลน์ยังต้องให้ความสำคัญกับชุดคุณค่าที่เป็นสากลด้วย” เช่น สิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียม อันเป็นผลมาจากช่องช่องทางการนำเสนอผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลที่เชื่อมโลกทั้งใบเข้าด้วยกัน

และ 3.งานวิจัย “การปรับตัวขององค์กรข่าวเพื่อความอยู่รอดทางธุรกิจและบทบาทหน้าที่ต่อสังคม : สำนักข่าวท้องถิ่น”ผลงานโดย ผศ.ดร.สกุลศรี ศรีสารคาม หัวหน้าสาขาวารสารคอนเวอร์เจ้นท์และสื่อดิจิทัลสร้างสรรค์ คณะนิเทศศาสตร์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ และ อภิสิทธิ์ ศุภกิจเจริญ อาจารย์คณะสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยรามคำแหง เลือกกลุ่มตัวอย่างเป็นสำนักข่าวท้องถิ่น แบ่งเป็นภาคเหนือ2 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2 แห่ง ภาคตะวันออก 1 แห่ง ภาคตะวันตก 1 แห่ง และภาคใต้ 2 แห่ง พบว่า

“ย้ายหรือขยายช่องทางนำเสนอเนื้อหา..แต่ไม่เปลี่ยนภาพลักษณ์ความเป็นสื่อท้องถิ่น” สื่อท้องถิ่นที่เดิมเป็นหนังสือพิมพ์มาก่อน เมื่อเทคโนโลยีและพฤติกรรมของผู้รับสารเปลี่ยนไป บางสำนักเลิกผลิตหนังสือพิมพ์กลายเป็นสำนักข่าวออนไลน์อย่างเต็มตัว แต่บางสำนักหนังสือพิมพ์ยังพอขายได้ก็ยังไม่เลิกผลิต โดยทำงานแบบผสมผสาน เช่น ข่าวประจำวันนำเสนอผ่านช่องทางออนไลน์ ส่วนหนังสือพิมพ์จะขยายประเด็นลงลึกรายละเอียด เป็นต้น

ถึงกระนั้น รายได้ของสื่อท้องถิ่นในด้านที่เป็นสื่อออนไลน์ก็พบว่าไม่มากนัก เพราะแม้แหล่งทุนที่เคยสนับสนุนสื่อท้องถิ่นในรูปแบบสื่อดั้งเดิมจะตามไปสนับสนุนเมื่อปรับตัวเป็นสื่อออนไลน์ด้วย แต่ก็ไปในอีกราคาหนึ่ง ส่วนการปรับตัวของคนทำงาน คนที่เชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องแต่ไม่ถนัดเทคโนโลยีดิจิทัล จะกลายเป็นผู้สื่อข่าวอิสระ (Freelance) ที่ถูกว่าจ้างให้ทำงานเฉพาะประเด็น ในขณะที่คนที่จะเป็นพนักงานประจำต่อไปได้ ต้องสามารถปรับตัวให้ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการทำงานได้ด้วย

แต่ทุกองค์กรยังคงรักษาแนวทางเดิมคือเน้นนำเสนอข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่นหรือจังหวัดที่สำนักข่าวนั้นตั้งอยู่ และต้องรักษาความเป็น “ที่พึ่งของชุมชน” ไว้ให้ได้!!!

งานวิจัยพบ‘สาหร่ายเตา’อาหารปลา มีคุณภาพสูง-แนะส่งเสริมเพาะเลี้ยง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/638231

งานวิจัยพบ‘สาหร่ายเตา’อาหารปลา  มีคุณภาพสูง-แนะส่งเสริมเพาะเลี้ยง

วันจันทร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“สาหร่ายเตา” เป็นผลผลิตพลอยได้จากการบำบัดคุณภาพน้ำในการเลี้ยงปลานิล ซึ่งเป็นสาหร่ายที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ประกอบด้วยโปรตีน 18.63% ไขมัน 5.21% คาร์โบไฮเดรต 56.31% เส้นใย 7.66% เถ้า 11.78% แร่ธาตุและวิตามิน นอกจากนี้ยังพบกลุ่มสารประกอบฟีโนลิกที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระปริมาณสูง จึงมีการศึกษาการประยุกต์ใช้สาหร่ายเตา เพื่อเป็นแหล่งอาหารปลานิล และส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากสาหร่ายเตาต่อการพัฒนาเป็นแหล่งอาหารและส่วนผสมของอาหารเลี้ยงปลา เพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับการเลี้ยงปลาชนิดอื่นๆ ในอนาคต

คณาธิป คำเพราะ อาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมเกษตร และเทคโนโลยี คณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลภาคตะวันออก กล่าวว่า สาหร่ายนับเป็นวัตถุดิบชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมในการนำมาผสมในอาหารปลา เนื่องจากมีคุณค่าทางโภชนาการสูงและมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันโดยมีลักษณะเป็นเส้นสาย มีสีเขียวอ่อน ถึงสีเขียวเข้ม พบในบริเวณแหล่งน้ำธรรมชาติทั่วไป

“ชาวบ้านในแถบพื้นที่ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นิยมนำมารับประทานเป็นอาหาร เนื่องจากมีคุณค่าทางโภชนาการสูง และมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยในการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน จึงเห็นว่าการนำสาหร่ายเตาซึ่งมีในท้องถิ่น และหาได้ง่าย นำมาเพาะเลี้ยงร่วมกับการเลี้ยงปลาน้ำจืด เพื่อช่วยบำบัดของเสียในรูปสารประกอบอนินทรีย์ไนโตรเจน และฟอสฟอรัสภายในบ่อเลี้ยงปลา สามารถเป็นแนวทางหนึ่งในการควบคุมคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงให้เหมาะสมต่อการเลี้ยงและยังช่วยรักษาสภาพแวดล้อมได้เป็นอย่างดี” คณาธิป กล่าว

ส่วนสาเหตุที่เลือกปลานิล มาทำการวิจัยในครั้งนี้ คณาธิป ระบุว่า เพราะปลานิลเป็นปลาเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย ผลผลิตจากการเพาะเลี้ยงปลานิลในปี 2560 มีปริมาณกว่า 185,902 ตัน เพิ่มขึ้น 5.3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยการเพาะเลี้ยงปลานิลยังมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก แต่ปัญหาสำคัญ คือวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่มีโปรตีนสูงขาดแคลนและมีราคาสูงขึ้น จึงมีการศึกษา เพื่อนำพืชที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นมาใช้เป็นวัตถุดิบทดแทน

สำหรับขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบนำสาหร่ายเตามาล้างทำความสะอาด จากนั้นอบให้แห้งที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส ประมาณ 24 ชั่วโมง หรือจนกว่าจะได้ความชื้น 10%นำตัวอย่างไปบด ร่อนผ่านตะแกรง และวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมี ได้แก่ ปริมาณโปรตีน ปริมาณไขมัน ปริมาณความชื้น ปริมาณเถ้า ปริมาณเยื่อใย ปริมาณคาร์โบไฮเดรต ตามมาตรฐาน AOAC

โดยนำตัวอย่างสาหร่ายเตาอบแห้งสกัดด้วยใช้ตัวทำละลาย 7 ชนิด ได้แก่ เอทานอลเมทานอล อะซิโตน เฮกเซน และน้ำกลั่น เพื่อศึกษาปริมารสารอนุมูลอิสระ และฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ โดยเลือกตัวทำละลายเฉพาะ ที่สามารถสกัดสารต้านอนุมูลอิสระได้มากที่สุด จากนั้นเมื่อสกัดออกมาจะเป็นน้ำ ก็นำมาผสมกับอาหารปลา และอัดเม็ดขึ้นมา

ผลการศึกษา พบว่า การเสริมสารสกัดจากสาหร่ายเตาในอาหารสำหรับเลี้ยงปลานิลเป็นระยะเวลา 10 สัปดาห์ ช่วยเพิ่มอัตราการรอดตายของปลานิล โดยเฉพาะในปลานิลชุดการทดลองที่ได้รับอาหารเสริมสารสกัดสาหร่าย 15% มีน้ำหนักตัวและความยาวที่เพิ่มขึ้น อัตราการเจริญเติบโตต่อวัน และอัตราการเจริญเติบโตจำเพาะมากที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับชุดการทดลองอื่นๆ ส่วนในด้านของการสะสมสารต้านอนุมูลอิสระ พบว่า ชุดการทดลองที่อาหารได้เสริมสารสกัดสาหร่ายเตา 15%มีสารต้านอนุมูลอิสระสะสมในปลามากที่สุด

“ผลการศึกษาสามารถสรุปได้ว่า สาหร่ายเตามีประสิทธิภาพในการใช้เป็นอาหารเสริมในปลา ช่วยส่งเสริมอัตราการเจริญเติบโต อัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ
และเพิ่มประสิทธิภาพในการเลี้ยงปลาได้โดยควรเสริมสารสกัดสาหร่ายเตา 15%ในอาหารปลาวัยอ่อนหรือช่วงอนุบาลลูกปลาเพื่อไปเพิ่มอัตราการรอดตาย และช่วยในการเจริญเติบโต” คณาธิป ระบุ

ผลการศึกษายังพบด้วยว่า สาหร่ายเตาสามารถกำจัดไนโตรเจนกับฟอสฟอรัสในระบบการเลี้ยงปลานิลได้ เนื่องจากการเลี้ยงปลาในพื้นที่จำกัดในอัตราความหนาแน่นที่มากกว่าสภาพในธรรมชาติทำให้มีการเปลี่ยนแปลงคุณภาพน้ำอยู่ตลอดเวลาในช่วงระยะเวลาการเลี้ยง จึงต้องมีการดูแลและจัดการ เพื่อคงคุณภาพน้ำไว้ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ผลผลิตตามที่ต้องการ

ทั้งนี้ การเลี้ยงปลาในเชิงธุรกิจ จะเน้นเลี้ยงในปริมาณที่มีหนาแน่นสูง ทำให้มีปริมาณการขับของเสียในรูปของไนโตรเจนมากขึ้น ซึ่งเกิดจากการเผาผลาญโปรตีนที่ได้จากอาหาร โดยปลาจะขับถ่ายของเสียในรูปของไนโตรเจนออกมาประมาณ 60-80% ในรูปของแอมโมเนีย และไนไตรท์ โดยจากเก็บข้อมูลทางด้านของลักษณะทางกายภาพของบ่อเลี้ยงปลานิล เป็นเวลา 30 วันพบว่า

สารประกอบไนโตรเจนและฟอสฟอรัสส่วนใหญ่ ที่เข้าสู่ระบบการเลี้ยงมาจากอาหารปลา ซึ่งคิดเป็น 50-52% ของสารประกอบไนโตรเจน และ 58-60% ของสารประกอบฟอสฟอรัสทั้งหมด สำหรับในวันสุดท้ายของการทดลองพบว่า สารประกอบไนโตรเจนและฟอสฟอรัสคงเหลืออยู่ในน้ำ คิดเป็น 12-32% ของสารประกอบไนโตรเจน และ 32-36% ของสารประกอบฟอสฟอรัส เมื่อเทียบกับปริมาณธาตุอาหารที่เข้าสู่ระบบการเลี้ยง

อีกทั้งยังพบว่าคุณภาพน้ำในทุกๆ ชุดการทดลองที่มีการใส่สาหร่ายเตา จะมีปริมาณความเข้มข้นของสารประกอบไนโตรเจน และฟอสฟอรัสต่ำกว่าชุดควบคุม โดยความหนาแน่นของสาหร่ายเตาที่เหมาะสมในการลดสารประกอบไนโตรเจนและฟอสฟอรัสในน้ำจากการเลี้ยงปลานิลอยู่ที่ระดับ 0.6-0.7 กรัมต่อลิตร ซึ่งความสำเร็จของผลงานวิจัยคือ สามารถลดการใช้สารเคมีเพื่อเป็นวัตถุดิบในอาหารปลานิล ลดต้นทุนค่าอาหารปลานิลได้ และเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตจากสาหร่ายเตา

รวมถึงนำข้อค้นพบจากงานวิจัยที่บูรณาการแล้วไปส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์น้ำและส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสาหร่ายเตาเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เกษตรกรได้ อย่างไรตาม ชุมชนที่มีอาชีพเลี้ยงปลาสามารถนำข้อค้นพบจากงานวิจัยไปประยุกต์ใช้เพื่อผลิตอาหารปลาที่มีประสิทธิภาพสามารถลดต้นทุนค่าวัตถุดิบอาหารในการเพาะเลี้ยงปลา ทำให้มีรายได้มากขึ้นและในอนาคตจะหาทีมวิจัยเสริมเกี่ยวกับการตลาดเพื่อนำความรู้การตลาด มาพัฒนาต่อยอดสาหร่ายเตา เป็นผลิตภัณฑ์แพ็กเกจอาหารปลา

รวมถึงอาจจะต่อยอดทำอาหารเสริมสำหรับคนด้วย!!!

กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (ววน.)

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

ด่วน! จุฬาฯสั่งปลด‘เนติวิทย์’พ้นนายก อบจ.เซ่นปมเชิญ‘เพนกวิน-รุ้ง-ปวิน’ไลฟ์สดงานนิสิตใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/638058

ด่วน! จุฬาฯสั่งปลด‘เนติวิทย์’พ้นนายก อบจ.เซ่นปมเชิญ‘เพนกวิน-รุ้ง-ปวิน’ไลฟ์สดงานนิสิตใหม่

วันเสาร์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 12.19 น.

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า องค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อบจ.) ได้ประกาศว่า จุฬาฯ ได้สั่งปลด เนติวิทย์ พ้นจากตำแหน่ง นายกอบจ.แล้ว โดยระบุว่า

“ด่วน! จุฬาฯ สั่งปลด ‘เนติวิทย์’ พ้นตำแหน่งนายกอบจ. เหตุเชิญ เพนกวิน-ปวิน-รุ้ง ไลฟ์เซอร์ไพรส์นิสิตใหม่ กิจการนิสิตระบุ ไม่แจ้งก่อน ขัดระเบียบและทำลายเกียรติมหาวิทยาลัย

ตามคำสั่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ 0821/2565 เรื่อง ลงโทษตัดคะแนนความประพฤตินิสิต

สำนักบริหารกิจการนิสิตระบุว่า สืบเนื่องจากการจัดงานปฐมนิเทศนิสิตใหม่ ปีการศึกษา 2564 ที่จัดขึ้นในรูปแบบไลฟ์สด มีนิสิต 2 ราย ที่กระทำผิดวินัยนิสิต ได้แก่ นางสาวพิชชากร ฤกษ์สมพงษ์ นิสิตปริญญาตรี คณะครุศาสตร์ ผู้ดำรงตำแหน่งอุปนายกคนที่ 1 และนายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นิสิตปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์ ผู้ดำรงตำแหน่งนายกสโมสรนิสิต

โดยบรรยายความผิดของนางสาวพิชชากรไว้ว่า มีเจตนากระทำกิจกรรม “เซอไพรส์” โดยขัดต่อวัตถุประสงค์การจัดกิจกรรมของสำนักบริหารกิจการนิสิต อันได้แก่ “ให้นิสิตใหม่เกิดความประทับใจในมหาวิทยาลัย” ด้วยการนำเสนอวีดิทัศน์ของวิทยากรรับเชิญสามราย คือ คุณปวิน คุณรุ้ง และคุณเพนกวิน โดย “ไม่ได้แจ้งให้สำนักบริหารกิจการนิสิตทราบก่อน” ซึ่งในกิจกรรม “เซอร์ไพรส์” ดังกล่าว มีข้อความของคุณเพนกวินที่กล่าวเชิญชวนให้นิสิตใหม่ให้ของลับ (“แจกค_ย”) ทั้งยังมีกิริยาท่าทางและคำพูดที่สำนักบริหารกิจการนิสิตเห็นว่า “หยาบคาย”

สำนักบริหารกิจการนิสิตเห็นว่า การกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดการแตกความสามัคคี ขัดต่อ “วัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของไทย” สุดท้าย การจัดกิจกรรมดังกล่าวจึงกระทบต่อชื่อเสียงเกียรติคุณของมหาวิทยาลัยอย่างร้ายแรง มีความผิดตามวินัยนิสิต ตามข้อ 6 แห่งระเบียบจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่าด้วยวินัยนิสิต ปี พ.ศ. 2527 และฐานนำขนบประเพณีหรือวิธีการอันไม่เหมาะสมแก่วัฒนธรรมไทยมาปฏิบัติ ตามข้อ 12 ของระเบียบเดียวกัน

สังเกตได้ว่า ระเบียบดังกล่าวที่ตราขึ้นเมื่อราว ๆ 40 ปีที่แล้วยังคงถูกนำมาบังคับใช้โดยไม่คำนึงถึงความเปลี่ยนแปลงของบริบทแห่งสังคมไทยแต่อย่างใด

ต่อมา สำหรับนายเนติวิทย์นั้น สำนักบริหารกิจการนิสิตบรรยายความผิดไว้ว่า ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ควบคุมดูแลการดำเนินงานขององค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาฯ และรู้เห็นเป็นใจกับการจัดกิจกรรม “เซอร์ไพรส์” ดังกล่าว โดยเป็นผู้ติดต่อคุณเพนกวินให้เป็นวิทยากรรับเชิญ และนายเนติวิทย์ได้โพสต์ถึงการมีกิจกรรมเซอร์ไพรส์ดังกล่าวในสื่อมัลติมีเดียของตน นอกจากนั้น ยังจงใจละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยการไม่ตรวจสอบกิจกรรมที่ไม่ได้ระบุไว้ในกำหนดการว่าสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของ “สำนักบริหารกิจการนิสิต” หรือไม่ มีความผิดตามระเบียบจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยว่าด้วยวินัยนิสิต ตามข้อ 6 และ 12 เช่นเดียวกัน

สุดท้าย สำนักบริหารกิจการนิสิตตัดคะแนนความประพฤติของทั้งสองคน คนละ 10 คะแนน และในส่วนของนายเนติวิทย์ จะมีผลให้พ้นจากการดำรงตำแหน่งนายกสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโดยทันที”

ทั้งนี้ เนติวิทย์ ได้รับเลือกตั้งเป็นนายกสโมสรนิสิติจุฬาฯ ในการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 31 มีนาคม ที่ผ่านมา โดยได้คะแนน 10,324 คะแนน ทิ้งห่างหมายเลข 2 ที่ได้ 2,030 คะแนน มีผู้มาลงคะแนน 14,691 คน

สำหรับ นายเนติวิทย์ เคยเป็นนักเคลื่อนไหวและนักกิจกรรมการเมืองรุ่นใหม่ สมัยมัธยมฯ เป็นผู้ก่อตั้งสมาพันธ์นักเรียนไทยเพื่อการปฏิวัติระบบการศึกษาไทยและกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท เคลื่อนไหวทางการเมือง สิทธิ มาตั้งแต่สมัยมัธยมฯ เช่นเรื่องทรงนักเรียน ปฏิรูปหลักสูตรการศึกษา รวมถึงวิจารณ์พิธีกรรมหน้าเสาธงในโรงเรียน และการยกเลิกเกณท์ทหาร

โดย เคยได้รับเลือกตั้งเป็นประธานสภานิสิต จุฬาฯ ในปี 2560 เนติวิทย์และสมาชิกสภานิสิตฯ อีก 7 คนเดินออกจากพิธีของมหาวิทยาลัยจนเป็นข่าวดัง รองอธิการบดีจุฬาฯ สั่งตัดคะแนนความประพฤติ ทำให้เนติวิทย์ขาดโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมหรือลงสมัครในตำแหน่งต่างๆ ของมหาวิทยาลัย และพ้นจากตำแหน่งประธานสภานิสิตฯ นายเนติวิทย์ต่อสู้จนถึงชั้นศาลปกครองจนชนะคดี

สำหรับตำแหน่งนายกองค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาฯ ย้อนหลัง 10 ปี ส่วนใหญ่ตกเป็นของนิสิตจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ถึง 7 ปี มีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี 2 ครั้ง และคณะรัฐศาสตร์ 1 ครั้ง

‘เอนก’เสนอตั้ง‘สมาคมคนเคยลำบาก’ พี่เลี้ยงดึงคนฐานรากขยับพ้นความจน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/637904

‘เอนก’เสนอตั้ง‘สมาคมคนเคยลำบาก’ พี่เลี้ยงดึงคนฐานรากขยับพ้นความจน

วันศุกร์ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 15.02 น.

“เอนก” แนะติดอาวุธวิชาชีพให้กลุ่มฐานราก สร้างแรงบันดาลใจพัฒนาตนเอง เสนอตั้ง “สมาคมคนเคยลำบาก” เป็นพี่เลี้ยงแนะแนวทางดึงคนฐานรากขยับสถานะพ้นความยากจน

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) จัดประชุมคณะกรรมการอํานวยการ สอวช. ครั้งที่ 2/2565 ณ ห้องประชุมชั้น 4 อาคารพระจอมเกล้า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และผ่านระบบออนไลน์ โดยมี ศาสตราจารยพิเศษ ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานการประชุม

สอวช. ได้เสนอประเด็นมาตรการและกลไกการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) เพื่อการขยับสถานะประชากรกลุ่มฐานราก โดย ดร. เอนก ให้ความเห็นว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำในสังคม ที่ทั้งรัฐบาลและสังคมให้ความสนใจ และมีความเชื่อมโยงกับการขยับฐานะประชากรกลุ่มฐานราก หากสังคมใดมีการขยับฐานะประชาชนกลุ่มฐานรากให้สูงขึ้นได้ก็จะถือว่าดีมาก

ดร. เอนก ยังได้ฉายภาพให้เห็นถึงการขยับสถานะประชากรกลุ่มฐานรากของไทย ที่เริ่มขึ้นมาตั้งแต่มีการเลิกทาสในรัชกาลที่ 5 และเริ่มให้ลูกหลานกลุ่มคนเหล่านี้ได้มีโอกาสเข้าเรียนในโรงเรียน จนได้เป็นข้าราชการในกระทรวงหรือกรมต่างๆ ทำให้เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงในกลุ่มชนชั้นนำของประเทศที่มาจากกลุ่มฐานรากขยับสถานะขึ้นเป็นชนชั้นนำ และเน้นย้ำว่า ต้องมองเห็นจุดสำคัญจุดนี้ มองว่าสังคมไทยมีศักยภาพในการผลิตคนชนชั้นล่างให้ขยับฐานะทางสังคมได้ และมองว่าแม้จะเป็นคนจน หรือคนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลต่างก็เป็นคนที่มีคุณภาพได้ถ้าได้รับโอกาส

“งานของกระทรวง อว. ต้องมองเรื่องการสร้างการศึกษาและการอบรมให้คนเกิดการขยับสถานะทางสังคมให้สูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนยากจน ต้องออกแบบหลักสูตรที่อาจไม่ต้องเน้นปริญญาบัตร แต่เน้นให้เกิดการสร้างอาชีพ หรือทักษะ อาทิ การพัฒนาคนให้เป็นนักวิชาชีพเฉพาะทาง อย่างแพทย์ พยาบาล อีกทางหนึ่งคืออาชีพที่สร้างรายได้ แต่ไม่ต้องอาศัยความรู้ทางเทคนิคมากนัก อย่างกลุ่มช่างซ่อมรถ หรือการสร้างกลุ่มอาชีพทางด้านศิลปะ สุนทรียะ เป็นต้น และส่วนสุดท้ายที่อยากส่งเสริมที่สุดคือการสร้างให้เขาได้เป็นผู้ประกอบการ โดยการศึกษาจะต้องไม่เน้นที่ความรู้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเน้นที่การเปลี่ยนแนวความคิดให้กลุ่มคนเหล่านี้ภูมิใจว่าเขาเป็นคนเก่ง มีความสามารถและยังมีโอกาสที่ดีรออยู่ ทำให้เกิดเป็นอาวุธทางความคิด ให้เขามีแง่คิดดีๆ ในชีวิต ใช้ความยากจนเป็นแรงเหวี่ยงให้เกิดความพยายาม เพื่อเป็นการสร้างแรงกระตุ้น สร้างแรงบันดาลใจให้เขา ขณะเดียวกันก็ต้องมีการสนับสนุนให้คนที่มีความสามารถได้รับการผลักดันขึ้นเป็นทรัพยากรที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ” ดร. เอนก กล่าว

ดร.เอนก ยังได้เสนอให้มีการตั้งสมาคมคนเคยลำบาก ที่สามารถขยับสถานะขึ้นมาเป็นชนชั้นนำได้ เพื่อมาช่วยเหลือ เป็นพี่เลี้ยงคนที่อยู่ในภาวะยากลำบาก โดยเสนอให้มีโครงการ To Be New Entrepreneur สนับสนุนให้เกิดผู้ประกอบการใหม่ที่เติบโตมาจากกลุ่มคนยากไร้ ซึ่งอาจจัดให้มีการมอบรางวัลให้กับกลุ่มนี้เพื่อเป็นกำลังใจเป็นแรงบันดาลใจให้คนที่อยู่สภาวะเดียวกันได้มีแรงสู้และก้าวขึ้นมาให้อยู่ในจุดที่ประสบความสำเร็จได้เช่นเดียวกัน

ด้าน ดร. กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการ สอวช. ได้นำเสนอข้อมูลมาตรการและกลไก อววน. เพื่อการขยับสถานะประชากรกลุ่มฐานราก โดยได้แลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์กลุ่มประชากรกลุ่มฐานรากในประเทศไทย ซึ่งกลุ่มที่ยากจนที่สุด มีรายได้เฉลี่ย 2,762 บาทต่อคนต่อเดือน มีจำนวน 15 ล้านคน ในกลุ่มนี้เป็นเด็กและเยาวชน 3.72 ล้านคน วัยทำงาน 7.48 ล้านคน ผู้สูงอายุ 3.89 ล้านคน และประมาณ 1 ล้านคนเป็นผู้พิการ ซึ่งในจำนวนนี้ มากกว่า 90% มีวุฒิการศึกษาต่ำกว่าอุดมศึกษา และส่วนใหญ่มีอาชีพทางการเกษตร ป่าไม้ และประมง

จากการศึกษาข้อมูล พบว่า วงจรความยากจนและบั่นทอนศักยภาพของกลุ่มคนฐานราก เกิดจากการส่งต่อความยากจนจากบรรพบุรุษ ที่การขาดแคลนปัจจัยในการดำรงชีวิต เช่น บ้าน ที่ทำกิน ไม่ได้รับการศึกษา หรือได้รับการศึกษาที่จำกัด ปัญหาสุขภาวะ ส่งผลให้ขาดทักษะในการทำงาน ต้องประกอบอาชีพที่ใช้ทักษะต่ำและทำให้มีรายได้ต่ำไปด้วย ซึ่งการขยับสถานะของประชากรในกลุ่มฐานรากให้พ้นจากวงจรข้างต้นนั้น ควรมีการจัดสวัสดิการและการยอมรับทางสังคม นำไปสู่โอกาสในการเข้าถึงการบริการสาธารณสุขและปัจจัยพื้นฐานที่ดีขึ้น สร้างโอกาสในการพัฒนาศักยภาพที่กว้างขึ้น  เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงอุดมศึกษา และเพิ่มพูนทักษะ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงอาชีพที่ใช้ทักษะกลางไปถึงทักษะสูง และทำให้มีรายได้ที่สูงขึ้น

แนวทางเบื้องต้นในการขยับสถานะทางสังคมของประชากรกลุ่มฐานราก ได้มองเป็น 3 แนวทาง คือ 1. การเพิ่มโอกาสให้กับกลุ่มเด็กและเยาวชนฐานราก ผ่านการค้นหาช้างเผือก การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มด้อยโอกาส และเพิ่มโอกาสให้เด็กพิการ 2. การรักษาคนให้อยู่ในระบบ ทั้งระดับมัธยมปลาย ปวช. ระดับอุดมศึกษา และการพัฒนารูปแบบพิเศษ โดยการจัดโครงการสนับสนุนต่างๆ อาทิ ส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานระหว่างเรียนเพื่อพัฒนาทักษะไปสู่ความมั่นคงทางอาชีพ และลดข้อกังวลเรื่องปากท้อง และการให้แรงจูงใจภาคเอกชนในการจ้างงานเพื่อกระตุ้นการจ้างงานผู้พิการที่มีความสามารถระหว่างเรียน เป็นต้น และ 3. การต่อยอดโอกาสสู่การขยับสถานะทางสังคม อาทิ การเพิ่มโอกาสการเป็นผู้ประกอบการ โดยเชื่อมต่อการเข้าถึงศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการกับผู้ประกอบการท้องถิ่น  การพัฒนาอาชีพ เช่น กลุ่มศิลปิน Influencer Creator เป็นต้น รวมถึงการส่งเสริมการเข้าสู่ตำแหน่งงานในองค์กรชั้นนำ อาทิ นักวิทยาศาสตร์ วิศวกร ตำรวจ ทหาร เป็นต้น

ทั้งนี้ สอวช. ได้จัดทำตัวอย่างมาตรการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการขยับสถานะประชากรกลุ่มฐานราก โดยมีการตั้งเป้าหมายการขยับสถานะทางสังคมของคน 1,000,000 คน ภายในปี พ.ศ. 2570 แบ่งเป็นกลุ่มเด็กและเยาวชนในครัวครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำสุดร้อยละ 20 ของประเทศ ให้ “มีที่เรียน และได้เรียน” โดยมีบัตรสวัสดิการการศึกษา มีการพัฒนาฐานข้อมูลผู้ได้รับสิทธิ์ โดยการเชื่อมโยงฐานข้อมูลระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และกำหนดเงื่อนไขการใช้บัตรสวัสดิการฯ เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายสนับสนุนการศึกษา ในกลุ่มวัยทำงาน ใช้แนวทาง Reskill/ Upskill Account เชื่อมโยงฐานข้อมูลผู้ได้รับการพัฒนาทักษะกลุ่มฐานราก เชื่อมโยงกลไกการรับรองหลักสูตรเฉพาะทาง ที่เอื้อต่อการจัดการฝึกอบรมหรือพัฒนาหลักสูตรที่เหมาะสมต่อแรงงานกลุ่มฐานราก รวมถึงมีมาตรการทางภาษีเพื่อสร้างแรงจูงใจ และในกลุ่มผู้ประกอบการท้องถิ่น ใช้แนวทางสนับสนุนการมีนวัตกรรม พัฒนากลไกการสนับสนุนทางการเงิน และการบริหารจัดการธุรกิจและตลาด โดยมาตรการข้างต้น ต้องดำเนินควบคู่ไปกับการสร้างวัฒนธรรมและค่านิยมทางสังคมที่ส่งเสริมการขยับสถานะทางสังคม เช่น ความกตัญญู ความช่วยเหลือสังคม และความเชื่อในความสามารถของคน

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ให้ความเห็นที่หลากหลายในประเด็นข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นการให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษารูปแบบพิเศษที่ต่างไปจากการจัดการศึกษาแบบเดิม เช่น การจัดการศึกษาแบบ Sandbox โรงเรียนนอกเวลา การเรียนออนไลน์ หรือ non-degree program ที่สำคัญจะต้องมีการทำงานอย่างบูรณาการขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมกับกระทรวงอื่นๆ โดยมองให้เห็นภาพรวมการพัฒนาคนตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ นอกจากนี้ในแง่มุมของความเหลื่อมล้ำในสังคม ยังต้องวิเคราะห์ให้เข้าใจถึงความซับซ้อน รวมถึงอุปสรรคและแนวทางที่จะเข้าไปสนับสนุน หรือสร้างโอกาสทางการศึกษาของเด็กแต่ละกลุ่มให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นด้วย รวมถึงได้เน้นย้ำบทบาทของ อว. ที่จะช่วยเข้าไปหนุนเสริมในเรื่องของการให้ความรู้ การศึกษา หลักสูตรการอบรม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยขยับสถานะประชากรกลุ่มฐานรากของไทยได้เป็นอย่างดี

เปิดภารกิจ! มูลนิธิทันตนวัตกรรม10ปี แห่งการค้นคว้า-ปฏิบัติและพัฒนา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/637745

เปิดภารกิจ! มูลนิธิทันตนวัตกรรม10ปี แห่งการค้นคว้า-ปฏิบัติและพัฒนา

วันพฤหัสบดี ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 17.02 น.

เปิดภารกิจ! มูลนิธิทันตนวัตกรรม10ปี แห่งการค้นคว้า-ปฏิบัติและพัฒนา

24 ก.พ.2565 มูลนิธิทันตนวัตกรรม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้เปิดภารกิจ 3 ด้าน สืบสานพระราชกระแสในหลวงรัชกาลที่ 9 ดำเนินงานด้านทันตนวัตกรรม เน้นหลักการ ค้นคว้า ปฏิบัติ และพัฒนา 10กว่าปีที่ผ่านมาสามารถช่วยเหลือประชาชนผ่านหน่วยทันตกรรมพระราชทาน ฯ ทั้ง 8 หน่วย ได้มากกว่า 5 แสนคน คิดค้นนวัตกรรมด้านทันตกรรมผลิตใช้ได้เองภายในประเทศทดแทนการนำเข้า ช่วยภาครัฐประหยัดเงินได้มหาศาล ล่าสุด ร่วมกับภาคีเครือข่าย กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พัฒนาบริการนวัตกรรมทางด้านทันตกรรม (Digital Dentistry) ตั้งเป้าดูแลผู้สูงอายุ ให้มีสภาวะสุขภาพช่องปากที่ดีขึ้นต่อไป

โดยนายวรวุฒิ กุลแก้ว เลขาธิการมูลนิธิทันตนวัตกรรม  ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยในโอกาสจัดกิจกรรม “มูลนิธิทันตนวัตกรรมฯ พบสื่อมวลชน” ว่าในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมานับตั้งแต่มีการจัดตั้งมูลนิธิฯ ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2552 มูลนิธิฯ ได้สนับสนุนการให้บริการด้านทันตกรรมแก่ประชาชนผ่านหน่วยทันตกรรมพระราชทาน ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ไปแล้วประมาณ 500,000 คน รวมทั้งมีโครงการที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงนวัตกรรมที่ผลิตได้ภายในประเทศ โดยให้เครือข่ายนำไปใช้ช่วยเหลือประชาชน อย่างเช่นโครงการรากฟันเทียมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่ 9 ได้มากกว่า 30,000 คน    

มูลนิธิทันตนวัตกรรม ในพระบรมราชูปถัมภ์ เดิมเป็นหน่วยงานหนึ่งในหน่วยทันตกรรมพระราชทานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ต่อมามีการจัดตั้งเป็นมูลนิธิฯ  เมื่อปี พ.ศ2552 ตามพระราชกระแสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่ว่าทันตแพทย์ไม่ควรจะทำการรักษาอย่างเดียว ควรจะได้มีการคิดค้น พัฒนาวิจัย และพัฒนา เพื่อที่จะผลิต วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ขึ้นมาใช้เองในประเทศด้วย โดยมีศาสตราจารย์พิเศษ ทันตแพทย์หญิง ท่านผู้หญิงเพ็ชรา เตชะกัมพุช ผู้อำนวยการหน่วยทันตกรรมพระราชทานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เป็นผู้ดำเนินการ

เลขาธิการมูลนิธิทันตนวัตกรรม ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวต่อว่า สำหรับภารกิจของมูลนิธิฯ มีหน้าที่หลักอยู่ 3 ประการ คือ ภารกิจแรกเป็นฝ่ายเลขานุการของหน่วยทันตกรรมพระราชทานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ซึ่งมีหน่วยบริการอยู่ทั้งหมด 8 แห่ง ก็คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โดยมูลนิธิฯ สนับสนุนเรื่องวัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือในการออกให้บริการประชาชน ซึ่งแต่ละปีสามารถให้บริการประชาชนได้ประมาณ 50,000 คน ภายใน 10 ปี มียอดรวมประมาณ 500,000 กว่าคน

ภารกิจที่ 2 คือทำการวิจัยและพัฒนา เพื่อให้เกิดนวัตกรรมสำหรับนำไปรักษา แก้ไข ฟื้นฟู ป้องกัน ทางทันตกรรมให้กับประชาชน  ปัจจุบันนี้ มีผลิตผลซึ่งเกิดจากการวิจัยและพัฒนาของมูลนิธิฯ 3 กลุ่ม ก็คือ กลุ่มอาหารทางการแพทย์ เช่น เจลลี่โภชนา อาหารสำหรับผู้ป่วยมะเร็งช่องปาก วุ้นชุ่มปาก หรือนวัตกรรมน้ำลายเทียมชนิดเจลสำหรับผู้ที่มีภาวะปากแห้งน้ำลายน้อยหรือผู้สูงอายุ ผลิตภัณฑ์เหล่านี้เข้าถึงประชาชนผู้ใช้ได้ประมาณ 240,000 คน ในช่วงเวลา 10 กว่าปี ที่ผ่านมา

กลุ่มเครื่องมือแพทย์มี รากฟันเทียมสำหรับผู้สูญเสียฟัน ฟันเทียมทั้งปาก ซึ่งฟันเทียมประเภทนี้จำเป็นมากสำหรับผู้สูงอายุซึ่งจะต้องได้ใส่ฟันเทียมเพื่อที่จะได้มีฟันเทียมเคี้ยวอาหาร

นอกจากนี้ยังมีสารผนึกหลุมร่องฟันเรซิน เอาไว้สำหรับป้องกันฟันผุ กรณีผู้ที่ที่มีปัญหาหลุมร่องฟันซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาฟันผุ ล่าสุดผลงานที่สำคัญคือ งานวิจัยและพัฒนาผลิตน้ำยาบ้วนปากฆ่าเชื้อในช่องปากจากหญ้าแฝก ตามแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งที่ผ่านมาใช้ประโยชน์จากหญ้าแฝกในการอนุรักษ์ดินและน้ำเป็นหลัก

ภารกิจส่วนที่ 3 คือร่วมกับภาคีเครือข่ายในการให้บริการกับประชาชน เกิดโครงการต่าง ๆ ที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงนวัตกรรม และเทคโนโลยีขั้นสูง เช่นโครงการรากฟันเทียมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ซึ่งปกติแล้วรากฟันเทียมหนึ่งซี่ราคาแพง แต่ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา ประชาชนได้รับบริการฟรีไปแล้วประมาณ 30,000 กว่าคน คิดเป็นมูลค่าในการประหยัดเงินได้มหาศาล

เลขาธิการมูลนิธิทันตนวัตกรรม ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวต่อว่า มูลนิธิทันตนวัตกรรม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 พระราชทานสิ่งสำคัญไว้หลายประการ แต่สิ่งสำคัญประการหนึ่งก็คือเรื่องที่มีแนวพระราชกระแสเกี่ยวกับการค้นคว้า ปฏิบัติ พัฒนา  ซึ่งทำให้การดำเนินงานของมูลนิธิฯ มีทิศทางที่ชัดเจน และเนื่องจากในเวลานี้เป็นยุคดิจิทัล เป็นกระแสของโลก ในปี 2565 ถึงปี 2570 มูลนิธิฯ จึงได้ร่วมมือกับกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ในการดำเนินการวิจัยและพัฒนาเพื่อเปลี่ยนระบบการให้บริการทันตกรรมเดิมที่เรียกว่า Analog ไปสู่ Digital System เพื่อทำให้ประชาชนนับสิบล้านคนเข้าถึงการให้บริการ รวมทั้งเข้าถึงนวัตกรรม และเทคโนโลยีขั้นสูงที่เกิดจากการวิจัย พัฒนาของมูลนิธิฯ

“เราให้ความสำคัญกับวิจัยและพัฒนา ซึ่งยังมีหลายเรื่องที่อยู่ระหว่างดำเนินการให้แล้วเสร็จ รวมทั้งเรื่องที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 รับสั่งไว้เป็นพระราชกระแส เป็นรับสั่งสุดท้ายก่อนสวรรคตว่า ผู้สูงอายุอย่างเรามีจำนวนมาก ทันตแพทย์ต้องช่วยดูแล ซึ่งผู้สูงอายุปัจจุบันมีเพิ่มขึ้นถึง 14 ล้านคน อันนี้ก็เป็นโจทย์สำคัญที่มูลนิธิฯ และภาคีเครือข่ายจะต้องหากรรมวิธีที่จะดำเนินการที่จะทำให้ผู้สูงอายุเหล่านั้นได้รับการดูแลรักษาทางด้านทันตกรรมให้เหมาะสมและมีสภาวะสุขภาพช่องปากที่ดีขึ้นต่อไป” เลขาธิการมูลนิธิทันตนวัตกรรม ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าว

Metaverse ยกระดับการเรียนการสอน หากรู้จักแยกแยะและใช้งานอย่างเหมาะสม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/637472

Metaverse ยกระดับการเรียนการสอน  หากรู้จักแยกแยะและใช้งานอย่างเหมาะสม

วันพฤหัสบดี ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ศ.ดร.ใจทิพย์ ณ สงขลา อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ สาขาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สะท้อนทัศนะและข้อห่วงใยต่อการศึกษาในอนาคตที่ Metaverse จะเข้ามามีบทบาทเชื่อมการเรียนรู้ระหว่างโลกจริงและโลกเสมือนว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19เร่งความเร็วของโลกอนาคตให้มาอยู่ในปัจจุบัน อย่างเช่นที่เกิดขึ้นแล้วในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาในแวดวงการศึกษา ทั้งครู นักเรียน และผู้ปกครอง ต่างต้องปรับตัวเข้าสู่การเรียนการสอนออนไลน์เต็มรูปแบบ ชีวิตวิถีใหม่ยังไปต่อและยิ่งเป็นที่น่าจับตาเมื่อแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเปิดตัว Metaverse เทคโนโลยีโลกเสมือนจริงที่คาดว่าจะเข้ามาเปลี่ยนการสื่อสารและปฏิสัมพันธ์ของผู้คนบนโลกใบนี้ไปอย่างมหาศาล โดยเฉพาะในโลกการศึกษาและการเรียนรู้

ศ.ดร.ใจทิพย์กล่าวถึง Metaverse ว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จะเข้ามาปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การสื่อสารทางสังคมและการเรียนรู้และเสริมต่อประสบการณ์ให้ผู้เรียนเข้าสู่โลกความเป็นจริงที่อาจไม่เคยหรือไม่สามารถได้พบเห็นผ่านโลกเสมือนผู้ที่อยู่ใน Metaverse จะสร้างอวตารหรือ “ตัวตน” ในรูปลักษณ์ที่พอใจ มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม สัมผัสวัตถุและบรรยากาศด้วยกราฟิกที่มีมิติจากบริบทสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยเพิ่มพูนประสบการณ์หลายอย่างที่โลกความเป็นจริงอาจพาไปไม่ได้หรือไม่ทั่วถึง Metaverse ช่วยทำให้สิ่งที่เป็นนามธรรม จับต้องและเข้าใจยาก กลายมาเป็นภาพเสมือนจริงที่สัมผัสและจับต้องได้ การเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ทั้งวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และสิ่งแวดล้อมก็จะเข้าใจได้ง่ายขึ้นและเกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ได้เร็วขึ้น

“ใน Metaverse ผู้เรียนจะได้ไปและได้ทำในสิ่งที่ไม่สามารถทำได้ในสภาพกายภาพจริง เช่น การทดลองวิทยาศาสตร์ที่มีความเสี่ยง หรือการเดินทางทัศนศึกษาในที่ห่างไกลและยากจะไปได้ในความเป็นจริง เช่น การผจญภัยในป่าอเมซอน หรือการดำน้ำลงดูประการังที่เกาะฟิจิ เป็นต้น นอกจากนั้น Metaverse ยังช่วยจำลองโลกเสมือนจริงและสร้างสถานการณ์จำลองให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนทักษะเบื้องต้นบางอย่างจนเกิดเป็นความชำนาญได้อีกด้วย (Mastery Learning) เช่น การเข้าสู่สภาพในอวกาศ ดวงดาวอื่น หรือได้ฝึกงานร่วมกับผู้มีความสามารถในระดับโลก แม้กระทั่ง การออกแบบเสื้อผ้าและเปิดร้านให้ผู้ซื้อต่างชาติได้พบผู้ขายจริง (เสมือน) และได้ทดลองใส่ (เสมือน) ก่อนสั่งซื้อจริง”ศ.ดร.ใจทิพย์กล่าว

ศ.ดร.ใจทิพย์ชวนจินตนาการต่อไปอีกว่า Metaverse จะขยายพรมแดนการเรียนรู้ได้กว้างไกลและทำให้การเรียนรู้เป็นประสบการณ์ที่ตื่นเต้นน่าสนุกสนานยิ่งขึ้น เราสามารถเดินทางหรือติดต่อสื่อสารกับคนที่อยู่ห่างไกล ยกตัวอย่างเช่น เราสามารถจำลองห้องเรียนเสมือนที่ไทย แต่ได้ความรู้สึกเหมือนไปนั่งเรียนที่ต่างประเทศ ไม่ว่ายุโรป อเมริกา แม้จะไกลแค่ไหนก็สามารถจำลองพื้นที่นั้นให้กลายเป็นชุมชน (Community) การศึกษาร่วมกันข้ามประเทศได้

“การเรียนรู้ของมนุษย์ใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ซึ่ง Metaverse ไม่ให้ได้ทั้งหมด เช่น การรับรส กลิ่น เสียงไม่สามารถทำได้ เป็นต้น บรรยากาศที่สร้างขึ้นจากกราฟิกย่อมไม่มีรสชาติ ไม่เหมือนของจริง 100% จึงไม่อาจทดแทนการเรียนรู้กับโลกในความเป็นจริงได้ทั้งหมด ดังนั้น Metaverse จึงเป็นทางเลือกเสริมไม่ใช่การทดแทนโรงเรียนเลยเสียทีเดียว นอกเสียจากว่าจะจัดนิเวศในการรับรู้ ให้ตอบสนองสัมผัสทั้งห้าแต่โลกของ Metaverse มีความเสมือนจริงมาก ตัวตนของผู้คนที่อยู่ในโลกนั้นก็อาจเป็นตัวตนเสมือนด้วย ดังนั้น ผู้ที่ท่องโลกเสมือนจริงต้องตระหนักเสมอว่าที่สิ่งหรือคนที่เห็นและปฏิสัมพันธ์ด้วยนั้น “ไม่ใช่ของจริง ดังที่เห็นในโลกเสมือน”

“มีงานวิจัยที่ชี้ว่าผู้ใช้ Metaverse ที่ไม่มีวิจารณญาณในการใช้งาน อาจตกเป็นเหยื่อความลุ่มหลงหรือการรับรู้ที่ผิดเพี้ยนจากภาพเสมือนได้ โดยหลงเชื่อเอาว่าเป็นของจริง ในโลกแห่งนั้นใครต้องการจะเป็นอะไรก็ย่อมได้ และสามารถออกแบบในสิ่งที่ต้องการจะเห็น การโฆษณาชวนเชื่อก็จะตามมาได้ง่ายด้วย”ศ.ดร.ใจทิพย์กล่าวเตือน

สำหรับการเตรียมพร้อมปรับตัวสู่ Metaverse นั้น ปัจจุบันมีพื้นที่แซนด์บ็อกซ์ (Sandbox) ที่เริ่มปฏิบัติการใช้เทคโนโลยี Metaverse หลายแห่งในสหรัฐอเมริกา รวมถึงมีเว็บไซต์และผู้ประกอบการที่เริ่มให้บริการระบบ Metaverse แล้ว เช่น Spatial และ Metaverse Studio หรือ Koji & Metaverse นั่นหมายความว่าโลกเสมือนกำลังเข้ามาใกล้โลกความเป็นจริงขึ้นทุกที “เราควรเปิดใจรับเทคโนโลยีใหม่ๆ หมั่นค้นคว้าข้อมูลใหม่ๆ อยู่เสมอ Metaverse ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่ก็เป็นดาบสองคมได้ ดังนั้น เราควรทำความเข้าใจและมีสติสัมปชัญญะในการใช้งานสิ่งนี้รู้จักแยกแยะความจริงและภาพเสมือน”

ศ.ดร.ใจทิพย์กล่าวทิ้งท้ายว่า โลกในยุคดิสรัปชั่นเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว Metaverse ที่กำลังเข้ามาในพื้นที่ชีวิตจริงของเราจะเปลี่ยนโฉมชีวิต New Normal ไปอีกแค่ไหนก็ยังไม่แน่ชัด แต่ในแวดวงการศึกษา ศ.ดร.ใจทิพย์เน้นว่าสิ่งสำคัญที่สุดก็คือการเตรียมผู้เรียนให้มีความสามารถเท่าทันเทคโนโลยีและการใช้ชีวิตทั้งในโลกเสมือนและโลกแห่งความเป็นจริง

คุณหญิงกัลยาชี้แจงหลังอภิปรายในสภาฯ ย้ำทุกข้อเสนอแนะได้ทำมาหมดแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/637469

คุณหญิงกัลยาชี้แจงหลังอภิปรายในสภาฯ  ย้ำทุกข้อเสนอแนะได้ทำมาหมดแล้ว

วันพฤหัสบดี ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ชี้แจงเพิ่มเติมต่อข้อเสนอแนะและข้อซักถามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในประเด็นเรื่องการเรียนและการปฏิรูปการศึกษา ยืนยันได้ขับเคลื่อนนโยบาย Codingมา 3 ปีแล้ว เน้นเรียนใช้ความคิด วิเคราะห์ไม่เน้นท่องจำ ชี้เป็นการปฏิรูปการศึกษาถึงตัวเด็กอย่างแท้จริง พร้อมได้จัดหา Smart Devices และเตรียมความพร้อมเด็กในการสอบ PISAยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยให้นานาชาติได้เห็น

คุณหญิงกัลยาได้กล่าวในรายการ @จันทรเกษม ของกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อต้นสัปดาห์โดยได้ชี้แจงถึงกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางท่านได้แสดง
ข้อห่วงใยและกล่าวถึงประเด็นเรื่องการปฏิรูปการศึกษา ในการอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติตามมาตรา 152 ระหว่างวันที่ 17-18 กุมภาพันธ์ 2565 ที่ผ่านมา
โดยมีข้อซักถามว่า ทำไมการเรียนการสอนของกระทรวงศึกษาธิการยังเน้นการท่องจำ จึงอยากจะชี้แจงว่าตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา ทางกระทรวงศึกษาธิการ
โดยตนเองได้ผลักดันให้เป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลนี้ ให้ทุกชั้นเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ให้เรียน Coding ซึ่งเป็นการเรียนที่เน้นการใช้กระบวนการคิด เพื่อเตรียมเยาวชนของไทยสำหรับศตวรรษที่ 21 หรือยุคดิจิทัล โดยไม่เน้นการเรียนการสอนแบบท่องจำ เปลี่ยนเป็นการเรียน Coding
ที่เน้นการคิด วิเคราะห์ คิดเชิงคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การคิดแก้ปัญหาอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ซึ่งเป็นทักษะใหม่ที่โลกสมัยใหม่ต้องมี ซึ่งปัจจุบันได้มีการขับเคลื่อนนโยบาย Coding อย่างต่อเนื่อง ทั้งการอบรมครูผู้สอนไปแล้วกว่า 300,000 คน และได้มีโครงการเฉพาะลงไปในพื้นที่ห่างไกล รวมถึงการขยายการเรียนรู้ Coding ไปในทุกภาคส่วน ภายใต้แนวคิด Coding for All

นอกจากนี้ ยังได้มีการใช้ Coding กับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นำไปประยุกต์ใช้กับการเกษตรจนประสบความสำเร็จ ยกตัวอย่างโครงการอัจฉริยะเกษตรประณีตในโรงเรียน ซึ่งขณะนี้มีโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สมัครเข้าร่วมโครงการฯ กว่า 600 โรงเรียนแล้ว โดยทางสพฐ. จะดำเนินการขยายผลไปสู่โรงเรียนต่างๆทั่วประเทศ เพื่อนำไปสู่การผลักดัน ให้เกิดการยกระดับองค์ความรู้ทางด้านเกษตรกรรมโดยการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ จนสามารถขยายประโยชน์ไปต่อชุมชนสู่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

สำหรับประเด็นเรื่อง Smart Devices เพื่อรองรับการเรียนการสอนออนไลน์ภายใต้สถานการณ์โควิด-19 นั้น คุณหญิงกัลยากล่าวว่า ที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการได้เห็นปัญหาตั้งแต่แรกแล้ว และได้เรียนถึงนายกรัฐมนตรีผ่านคณะกรรมการโค้ดดิ้งแห่งชาติ นายกฯ มีข้อสั่งการให้กระทรวงศึกษาธิการดำเนินการเรื่องนี้ให้กับเด็กนักเรียนที่ขาดแคลนอุปกรณ์การเรียน โดยได้มีการประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนซึ่งกระทรวงศึกษาธิการจะเป็นเจ้าภาพหลัก และมีภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจ มูลนิธิต่างๆ เป็นหน่วยงานสนับสนุนอุปกรณ์ รวมถึงการระดมทุนจากแหล่งต่างๆ เช่น สมาคมศิษย์เก่าของสถานศึกษา ภาคเอกชน มูลนิธิ รัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ ซึ่งจะมีทั้งการซื้ออุปกรณ์ใหม่และรับบริจาคอุปกรณ์ที่สามารถใช้งานได้ เพื่อนำมาปรับปรุงหรือพัฒนาให้สอดคล้องกับการใช้งานจริง
ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการแล้วเช่นกัน 

ส่วนประเด็นเรื่องการสอบ PISA ที่มีสมาชิกสภาฯหลายท่านพูดถึงว่าทำอย่างไรที่จะทำให้คะแนน PISAของเด็กไทยสูงขึ้น ซึ่งการสอบจะมีทั้งหมด 3 วิชา คือ การอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ซึ่งทั้ง 3 วิชานี้ได้เตรียมการเพื่อให้มีความพร้อมในการสอบในเดือนสิงหาคม 2565 นี้แล้ว โดยที่ผ่านมาได้มีการอบรมครูและทำเวิร์กช็อปสอนครูแกนนำเพื่อให้ครูแกนนำไปพัฒนานักเรียนต่อไป ส่วนด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์นี้ มีโครงการวิทย์พลัง 10 ที่เปิดโอกาสให้เด็กทุกคนในประเทศไทยตั้งแต่ชั้นประถมจนถึงมัธยมได้มีโอกาสเรียนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน เพราะฉะนั้นทั้ง 2 โครงการนี้ Coding และวิทย์พลัง 10 จะตอบโจทย์ของ PISA เราจะเร่งยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยให้นานาชาติได้เห็น

ด้านนายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา กล่าวว่า วันนี้การศึกษาไทยเปลี่ยนไปแล้ว ขณะนี้ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติอยู่ในสภาแล้ว ซึ่งเป็นพ.ร.บ.ที่เน้นหลักสูตรฐานสมรรถนะสิ่งที่คุณหญิงกัลยาทำคือการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าเพื่อรองรับการปฏิรูปการศึกษา และพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงการวางรากฐานของสภาการศึกษาซึ่งถือเป็นเสาหลักด้านการศึกษาของชาติภายใต้แนวคิดเข็มทิศประเทศไทย โดยสร้างมิติใหม่ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ ผสานศาสตร์และศิลป์เปลี่ยน STEM เป็น STEAM รวมถึงเรื่องครูซึ่งได้วางนิยามหน้าที่ของครูเป็นผู้อำนวยความสะดวก เป็นผู้ดูแล เป็นโค้ชชิ่ง เพื่อตอบโจทย์ฐานสมรรถนะในอนาคตซึ่งสภาการศึกษาเปรียบเสมือนเข็มทิศการศึกษาของชาติจะไม่ใช่องค์กรที่เป็นนโยบายอย่างเดียวแล้วจะต้องลงไปปฏิบัติทั้งในระดับชาติและระดับโลกต่อไป

พลโทสรรเสริญ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ปั้นเยาวชนคุณภาพด้านสิ่งแวดล้อม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/637468

พลโทสรรเสริญ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์  ปั้นเยาวชนคุณภาพด้านสิ่งแวดล้อม

วันพฤหัสบดี ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

กรมประชาสัมพันธ์จัดการอบรมเยาวชนโครงการ “คนรักษ์สิ่งแวดล้อม” เพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจข้อมูลข่าวสารด้านนโยบายบริหารการจัดการสิ่งแวดล้อมของทางรัฐบาล หวังให้เกิดความเชื่อมั่นและสร้างจิตสำนึกในการมีส่วนร่วมรักษาและบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมตามมาตรการที่ทางราชการกำหนด โดยมีพลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์เป็นประธานในพิธีเปิดงาน เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่สโมสรสัญญาบัตรกองเรือยุทธการ ตำบลสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

พลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ กล่าวว่า การสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็นยุทธศาสตร์ชาติที่รัฐบาลให้ความสำคัญ เพราะที่ผ่านมาทรัพยากรทางทะเลและสัตว์ทะเลของประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตอย่างรุนแรง ความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศทางทะเลกำลังถูกคุกคามจากกิจกรรมของมนุษย์ และจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลให้ระบบนิเวศทางทะเลล่มสลาย และสัตว์น้ำจำนวนมากต้องสูญพันธุ์หรือกำลังใกล้สูญพันธุ์ การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมดังกล่าวต้องเป็นการรักษาอย่างยั่งยืน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือของทุกคน ตนเชื่อว่าถ้าทุกคนร่วมสร้างค่านิยมที่ถูกต้องจะเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เยาวชนของชาติเติบโตขึ้นเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพในภายภาคหน้า

นางทัศนีย์ ผลชานิโก รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์กล่าวว่า กรมประชาสัมพันธ์ในฐานะหน่วยงานของรัฐที่มีภารกิจและบทบาทหน้าที่ในการประชาสัมพันธ์และสื่อสารสร้างความรู้ความเข้าใจแก่เยาวชนและประชาชนจึงได้จัดการอบรม “คนรักษ์สิ่งแวดล้อม” ตามโครงการประชาสัมพันธ์การรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน และสร้างการรับรู้ สร้างความเข้าใจข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับนโยบายบริหารการจัดการสิ่งแวดล้อม สร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นกลุ่มเป้าหมายทั้งประชาชนและเยาวชนมีจิตสำนึกมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการรักษาสิ่งแวดล้อมตามมาตรการที่ราชการกำหนด

นายเสมอ นิ่มเงิน ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาการประชาสัมพันธ์ผู้บริหารโครงการฯ กล่าวว่า การอบรมในครั้งนี้มีเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 35 คน โดยทุกคนที่เข้าร่วมการอบรม “คนรักษ์สิ่งแวดล้อม” ได้ผ่านการตรวจคัดกรองทั้งการวัดอุณหภูมิและการตรวจคัดกรองด้วย ATK ก่อนเข้าอบรมเรียบร้อยแล้วเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการได้รับความรู้จากการบรรยายของวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาต่างๆ เกี่ยวกับการรักษาสิ่งแวดล้อม ได้แก่ ด้านผลกระทบต่อระบบนิเวศใต้ทะเลและแนวปะการัง การประชาสัมพันธ์แนวใหม่การรักษาสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและแนวปะการัง การไปทัศนศึกษาดูงานพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทย และศูนย์การเรียนรู้ฟื้นฟูท้องทะเลไทย รวมทั้งบ้านเต่าทะเลเฉลิมพระเกียรติ

การอบรม “คนรักษ์สิ่งแวดล้อม” เป็นการอบรมตามโครงการประชาสัมพันธ์การรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 ของกรมประชาสัมพันธ์ ในฐานะเป็นหน่วยงานรัฐที่เป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลที่มีภารกิจและบทบาทหน้าที่ในด้านการประชาสัมพันธ์และสื่อสารให้เยาวชนและประชาชนทั่วไป ให้ได้รับรู้และเข้าใจนโยบายบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมที่ถูกต้องและตรงตามมาตรการสร้างความรู้ความเข้าใจตามที่ทางราชการกำหนด

‘วิศวะมหิดล’แนะ7ข้อ แก้ปัญหาฝุ่นPM2.5เมืองกรุง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/637234

‘วิศวะมหิดล’แนะ7ข้อ  แก้ปัญหาฝุ่นPM2.5เมืองกรุง

วันพุธ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 07.30 น.

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เสนอแนะ 7 แนวทางลดฝุ่น PM2.5 และผลกระทบต่อสุขภาพจากภาคการขนส่งทางถนนในเขตกรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล ภายใต้ทุนอุดหนุนโครงการขับเคลื่อนนโยบายชี้นำสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับภาคีเครือข่าย ได้แก่ ศูนย์วิชาการเพื่อขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษอากาศ (ศวอ.) และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

รศ.วงศ์พันธ์ ลิมปเสนีย์ผู้อำนวยการศูนย์วิชาการเพื่อขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษอากาศ กล่าวว่า สถานการณ์มลพิษอากาศเลวร้ายในช่วงฤดูแล้งเนื่องจากสาเหตุที่สำคัญ 2 ประการคือแหล่งกำเนิดมลพิษอากาศและสภาพอุตุนิยมวิทยา ทั้งนี้บทเรียนจากสถานการณ์โควิด-19 สอนเราว่า การลดการเดินทางในช่วงล็อกดาวน์ช่วยให้มลพิษอากาศลดลงได้ถึงร้อยละ 20 จึงน่าจะเป็นแนวทางหนึ่งในการลดฝุ่น PM2.5ในวิถีชีวิตใหม่

อย่างไรก็ตามในช่วงเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมา แม้ว่าจำนวนรถยนต์ในจะเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว แต่เราสามารถลดระดับมลพิษหลายชนิดลงได้โดยการปรับปรุงคุณภาพเชื้อเพลิงและมาตรฐานการปล่อยไอเสียจากรถยนต์ โดยจากการศึกษาเพื่อระบุ สัดส่วนแหล่งที่มาของ PM2.5 พบว่า 4 แหล่งกำเนิดหลัก ได้แก่ 1.การจราจรทางบก สัดส่วนอาจสูงถึง 43% 2.ฝุ่นทุติยภูมิ ที่แขวนลอยในบรรยากาศ 20-30% 3.การเผาชีวมวล 15-25% 4.ฝุ่นดินละเอียด 8-17%

“เมื่อพิจารณาเฉพาะฝุ่นที่มาจากการจราจรทางบก ผลการศึกษาของ TDRI ปี 2564 สอดคล้องกับการศึกษาของ AIT ปี 2563 พบว่า PM2.5 มาจากรถบรรทุกขนาดใหญ่ 43%รถบรรทุกขนาดเล็ก ปิคอัพ 30% และรถประจำทาง 17% รถที่มีอายุมากกว่า 20 ปี ซึ่งมีมาตรฐานไอเสีย Pre-Euro + Euro 1 ปล่อย PM2.5 มากถึง 55% ของแหล่งกำเนิดที่มาจากการขนส่งทางถนน

เนื่องจากจำนวนรถบรรทุกที่มีอายุมากกว่า 20 ปี และอายุมากกว่า15 ปี เป็นสัดส่วนที่สำคัญของรถบรรทุกทั้งหมด อีกทั้งเป็นรถที่มีมาตรฐานไอเสียต่ำ ปล่อย PM2.5 สูง ดังนั้นแนวทางลดฝุ่น PM2.5 ควรเน้นในการปรับปรุงมาตรฐานไอเสียรถยนต์ควบคู่กับคุณภาพเชื้อเพลิง และลดจำนวนรถที่ปล่อยมลพิษสูงในเขตเมือง”รศ.วงศ์พันธ์ ระบุ

ด้าน รศ.ดร.ตระการ ประภัสพงษาอาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้นำเสนอข้อมูลฝุ่น PM2.5 และงานวิจัยในหัวข้อ “ผลกระทบต่อสุขภาพและต้นทุนทางสุขภาพ ของฝุ่นละอองขนาดเล็กจากภาคการขนส่งทางถนนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล” โดยทำการประเมินผลจาก 10 แบบจำลองที่พัฒนาขึ้นมาจากแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” จากนั้นพัฒนาเป็น 7 แนวทางการลดฝุ่นในลำดับต่อมา

“เพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง จึงได้มีการพัฒนา สมุดปกขาว7 แนวทางการลดฝุ่น ที่นำเสนอการขับเคลื่อนแนวทางการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 จากภาคการขนส่งทางถนนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยการระดมสมองผู้เชี่ยวชาญ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในหลายภาคส่วนมุ่งเป้าหมายที่แนวทางการลดฝุ่น PM2.5และผลกระทบต่อสุขภาพเป็นหลัก เพื่อนำข้อมูลและความรู้ต่างๆ เสริมสร้างความตระหนักรู้ และสามารถนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบายโดยภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพมนุษย์และต้นทุนทางสุขภาพในภาคการขนส่งทางถนนในอนาคต” รศ.ดร.ตระการ กล่าว

โดยสรุป 7 แนวทางการลดฝุ่น PM2.5 มีดังนี้ 1.กำหนดมาตรฐานการปล่อยมลพิษ ซึ่งคาดว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐศาสตร์ในปี 2572 มีมูลค่า 8,935 ล้านบาท และมีจำนวนปีสุขภาวะที่สูญเสียลดลง 13,540 ปี ซึ่งสามารถปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์ และสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนหรือผู้ประกอบการหันมาใช้เครื่องยนต์ยูโร 5 และลดค่าใช้จ่ายในการนำรถมาปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์

2.มาตรการเปลี่ยนหรือปรับปรุงคุณภาพรถยนต์ที่มีอายุการใช้งานสูง ผู้ออกนโยบายควรคำนึงถึงเรื่องการเพิ่มภาษีและค่าธรรมเนียมในการต่อทะเบียนรถเก่า โดยอาจต้องดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ปรับอัตราภาษีแบบก้าวกระโดด โดยระยะแรกกำหนดอัตราภาษีคงที่ให้เท่าเดิมตั้งแต่ปีแรก และยกเลิกการลดอัตราภาษีสำหรับรถที่ใช้งานเกิน 5 ปี ระยะที่ 2 (ระยะ 3-5 ปี)คอยปรับเพิ่มอัตราภาษีรถเก่า โดยประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบล่วงหน้าและไม่ควรบังคับใช้ย้อนหลัง

3.ติดตั้งอุปกรณ์กรองเขม่าในเครื่องยนต์ดีเซล โดยผลประโยชน์ทางเศรษฐศาสตร์ในปี 2572 มีมูลค่า 6,168 ล้านบาท และมีจำนวนปีสุขภาวะที่สูญเสียลดลง 9,347 ปี โดยแนวปฏิบัติกระบวนการดำเนินโครงการนำร่องเพื่อทดสอบความเป็นไปได้ในการติดตั้งเครื่องดักจับฝุ่นเขม่าขนาดเล็ก DPF สนับสนุนการติดตั้ง DPF ในรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลที่ผู้ผลิตไม่ได้ออกแบบมากับกลุ่มประเภทรถที่ควบคุมได้ เช่นรถโดยสารหรือรถขนาดใหญ่ เป็นต้น

4.การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่มีกำมะถันต่ำกว่า 10 ppm สามารถนำไปประยุกต์ใช้ ผลักดันมาตรการด้านภาษีเพื่อเร่งรัดให้เกิดการผลิตและจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีกำมะถันต่ำกว่า10 ppm ให้เกิดขึ้นตามแผนที่ตั้งไว้ในปัจจุบันคุณภาพน้ำมันของประเทศไทยมีมาตรฐานที่ระดับเทียบเท่ากับยูโร 4 ซึ่งมีปริมาณกำมะถันเจือปนไม่เกิน 50 ppmทั้งนี้ทางกรมควบคุมมลพิษและหน่วยงานผู้ผลิตน้ำมันได้มีการจัดทำข้อตกลง และมีแผนที่จะเปลี่ยนไปสู่การบังคับใช้มาตรฐานคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีกำมะถันต่ำกว่า 10 ppm ในวันที่ 1 ม.ค. 2567

5.การกำหนดเขตพื้นที่การปล่อยมลพิษต่ำ โดยมีการศึกษาเพื่อหาความคุ้มค่าของการประกาศใช้นโยบายว่าต้องสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สุขภาพและด้านอื่นๆ ต่อประชาชนอย่างเพียงพอ รับฟังความเห็นของประชาชน และสร้างความเข้าใจความร่วมมือของภาคประชาชน ผู้ประกอบการขนส่งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด 6.สนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในปี 2572 มีผลประโยชน์ทางเศรษฐศาสตร์มูลค่า 1,911 ล้านบาท และมีจำนวนปีสุขภาวะที่สูญเสียลดลง 2,896 ปี ซึ่งจะมีมาตรการสนับสนุน 2 แนวทางหลัก คือ 6.1 ลดภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากต่างประเทศ และ 6.2 ตั้งกองทุนเพื่ออุดหนุนราคาให้กับผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าบางส่วน

และ 7.ส่งเสริมการใช้รถโดยสารประจำทางพลังงานไฟฟ้า ในปี 2572 มีผลประโยชน์ทางเศรษฐศาสตร์มูลค่า 306 ล้านบาท และมีจำนวนปีสุขภาวะที่สูญเสียลดลง 463 ปี ควรมีนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ และทุกภาคส่วนต้องมีการบูรณาการร่วมกัน ด้าน ขสมก. มีแผนที่จะเช่ารถโดยสารปรับอากาศไฟฟ้า 2,511 คัน พร้อมกับรถที่จ้างของเอกชนอีก 1,500 คัน