‘คุณหญิงกัลยา’ หนุนการเรียนรู้ผืนป่า สร้างจิตสำนึก เพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/633841

‘คุณหญิงกัลยา’ หนุนการเรียนรู้ผืนป่า  สร้างจิตสำนึก เพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง

วันอังคาร ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.)เป็นประธานเปิดงาน GreenGang Hackathon Camp ในโครงการพัฒนาเกษตรยั่งยืนในเมืองในพื้นที่โรงเรียนและวิทยาลัย Green School & Green College ณ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย (ม่อนแจ่ม-ม่อนล่อง) อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีนายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยาประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์และนโยบาย รมช.ศธ.(ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัยโฆษกประจำตัว รมช.ศธ.(ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) และคณะทำงาน ครู นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการฯ

ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า โครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนฯ เป็นโครงการที่ดำเนินการร่วมกันระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการบริหารและพัฒนาพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง ซึ่ง ศธ.จะใช้พื้นที่ในวิทยาลัย (Green College) และในพื้นที่โรงเรียน (Green School) เพื่อนำมาดำเนินการพัฒนาพื้นที่สีเขียวในเมืองให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม การจัดกิจกรรม Green Gang Hackathon Camp ในครั้งนี้นอกจากการปลูกจิตสำนึกและให้องค์ความรู้แก่นักเรียนให้รักสิ่งแวดล้อม รู้คุณค่าของธรรมชาติ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่เปิดโอกาสให้นักเรียนจากทุกโรงเรียนที่สนใจทั้งโรงเรียนทั่วไปและโรงเรียนการศึกษาพิเศษเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างต้นแบบโครงการที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (Prototype) ถือเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาธรรมชาตินอกห้องเรียน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายที่ตนได้ให้ความสำคัญมาโดยตลอดนั่นคือการลดความเหลื่อมล้ำ การเพิ่มโอกาส และการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพของเด็กไทยทุกคน

“รู้สึกยินดีและปลื้มใจที่เด็กๆ เยาวชนไทยมีความสนใจในเรื่องธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ธรรมชาติเป็นเรื่องของดิน น้ำ ป่า เป็นความยั่งยืน เป็นหัวใจของชีวิตคนไทย เราจึงต้องสร้างเยาวชนที่มีจิตสำนึกและองค์ความรู้ในเรื่องสิ่งแวดล้อม ให้เขา รู้จัก-เรียนรู้-รักษา-หวงแหน-ถ่ายทอดเรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งเมื่อพื้นที่สีเขียวเต็มเมืองแล้วเชื่อว่าจะเกิดประโยชน์ในวงกว้างอย่างแน่นอน เพราะธรรมชาติสามารถส่งผลกระทบถึงชีวิต สังคม การเมือง และเศรษฐกิจ” ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าว

ด้านนายเมธวิน อังคทะวานิช รองโฆษกประจำตัว ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิชรมช.ศธ. ในฐานะประธานคณะทำงานโครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมืองในพื้นที่โรงเรียนและวิทยาลัย Green School & Green College กล่าวว่า การจัดกิจกรรม Green Gang Hackathon Camp ในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากครูและนักเรียนจำนวนมาก โดยสมัครเข้าร่วมกิจกรรมมากว่า 60 คน จากโรงเรียนและวิทยาลัย ได้แก่ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย โรงเรียนเกษมพิทยา โรงเรียนไทยคริสเตียน โรงเรียนวัดนางสาว(ถาวรราษฎร์บำรุง) สมุทรสาคร วิทยาลัยเทคโนโลยีพิชญเกษม รวมถึงโรงเรียนเศรษฐเสถียรในพระราชูปถัมภ์

“กิจกรรม Green Gang HackathonCamp ครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ น้องๆ นักเรียนและคุณครูเกือบ 100 ชีวิต จาก 9 แห่ง ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน รู้จักผืนป่า บรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกสนาน บรรดาน้องๆ Green Gang ตั้งใจนำเสนอแนวคิดเพื่อนำไปต่อยอดในเรื่องสิ่งแวดล้อมได้อย่าง
ดีเยี่ยมทุกกลุ่ม และที่สำคัญยังทำให้ทุกคนได้เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันบนความแตกต่างอีกด้วย” นายเมธวิน กล่าว

‘ดีป้า’ ร่วม ‘วินด์ เอนเนอร์ยี่’ ปักหมุดอีสาน เปิดศูนย์เรียนรู้ Coding, STEM, IoT และ AI

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/633842

‘ดีป้า’ ร่วม ‘วินด์ เอนเนอร์ยี่’ ปักหมุดอีสาน  เปิดศูนย์เรียนรู้ Coding, STEM, IoT และ AI

วันอังคาร ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า และ บริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่โฮลดิ้ง จำกัด พร้อมหน่วยงานภาคการศึกษา ร่วมเปิดศูนย์การเรียนรู้ด้านCoding, STEM, IoT และ AI ณ โรงเรียนเทพสถิตวิทยา 1 ใน 4 ศูนย์การเรียนรู้ฯ ในพื้นที่นำร่องภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมี นายชัยวัฒน์ ตั้งพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชัยภูมิ พร้อมด้วย ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้านายณัฐพศิน เชฎฐ์อุดมลาภ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร วินด์ เอนเนอร์ยี่ฯ และผู้แทนจากหน่วยงานภาคการศึกษาร่วมในพิธีโดยพร้อมเพรียง

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ในฐานะผู้แทนเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ดีป้า และ วินด์ เอนเนอร์ยี่ฯ ร่วมส่งเสริมและสนับสนุนการยกระดับโรงเรียนสู่การเรียนรู้ด้าน Coding, STEM, IoT และ AI ผ่านการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ฯ ที่จะทำให้การศึกษาไทย โดยเฉพาะนักเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาในสังกัดของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ มีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อพัฒนาห้องเรียนสู่ศตวรรษที่ 21 พร้อมคาดหวังว่า ในอนาคตประเทศไทยจะสามารถเป็นเจ้าของเทคโนโลยีได้ด้วยความสามารถของคนไทย ซึ่งศูนย์การเรียนรู้นี้จะผลิตนักเรียนที่มีคุณภาพ และสามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัลไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และความมั่นคงของประเทศในอนาคต

ด้าน ดร.ณัฐพล กล่าวว่า ที่ผ่านมาดีป้า มุ่งส่งเสริมให้เกิดการขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลรอบด้าน โดยเฉพาะด้านภาคการศึกษาผ่านการเพิ่มศักยภาพแก่นักเรียน โดยการร่วมส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานห้องเรียนดิจิทัลพร้อมด้วยเครื่องมือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ผ่านมาตรการช่วยเหลือหรือการอุดหนุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐเกี่ยวกับการพัฒนาอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลในการพัฒนาทักษะสำคัญแห่งโลกอนาคต ควบคู่กับการส่งเสริมผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ตลาดภาครัฐ

“ดีป้า ตระหนักเป็นอย่างยิ่งว่าโรงเรียนคือสถานที่ตั้งต้นสำคัญสำหรับการพัฒนาทักษะและเพิ่มพูนองค์ความรู้ให้กับเยาวชน เป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างงานสร้างรายได้ และสร้างสรรค์นวัตกรรมดิจิทัล ซึ่งภายใต้ความร่วมมือในครั้งนี้ทำให้เกิดโรงเรียนนำร่อง 4 แห่งในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วย โรงเรียนบ้านห้วยบง และ โรงเรียนบ้านวังโรงใหญ่สามัคคี จังหวัดนครราชสีมา โรงเรียนบ้านยางเกี่ยวแฝก และ โรงเรียนเทพสถิตวิทยา จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งศูนย์การเรียนรู้ฯ ทั้งหมดจะเป็นส่วนช่วยสำคัญในการพัฒนาศักยภาพและทักษะด้านดิจิทัลให้กับน้อง ๆ เยาวชนในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา จำนวน 2,300 คนต่อปีก่อนยกระดับโรงเรียนสู่ห้องเรียนแห่งศตวรรษที่ 21 เตรียมความพร้อมกำลังคนและบุคลากรดิจิทัลของประเทศให้มีทักษะที่จำเป็นรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ประเทศที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลต่อไป” ผู้อำนวยการใหญ่ดีป้า กล่าว

ขณะที่ นายณัฐพศิน กล่าวว่า วินด์ เอนเนอร์ยี่ฯ มีความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนการศึกษาเด็กไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและนวัตกรรมของประเทศ ด้วยการพัฒนาการศึกษาด้านสะเต็มศึกษา ภาษาต่างประเทศ และทักษะอาชีพ ซึ่งเป็นหนึ่งในเสาหลักในการพัฒนาชุมชนที่เราเข้าไปดำเนินงาน จึงเป็นที่มาของความร่วมมือกับ ดีป้า ซึ่งมีเป้าหมายเดียวกัน

ตรวจเยี่ยมโครงการอัจฉริยะเกษตรประณีต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/633953

ตรวจเยี่ยมโครงการอัจฉริยะเกษตรประณีต

วันอังคาร ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พร้อมคณะทำงานโครงการอัจฉริยะเกษตรประณีตในโรงเรียน (Science TechnologyInnovation (STI) : Smart IntensiveFarming) ลงพื้นที่นิเทศ ติดตามเชิงประจักษ์และตรวจเยี่ยมเพื่อให้เห็นสภาพจริงการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางของโครงการอัจฉริยะเกษตรประณีตในโรงเรียน (Science Technology Innovation(STI) : Smart Intensive Farming) ณ โรงเรียนเชียงดาววิทยาคม อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา คณะครู และนักเรียน เมื่อเร็วๆ นี้

ศธ.เผยข้อมูล นร.อายุ 5-12 ปี ประสงค์ฉีดวัคซีนโควิดจำนวน 3.18 ล้านคน คิดเป็น 61%

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/633953

ศธ.เผยข้อมูล นร.อายุ 5-12 ปี ประสงค์ฉีดวัคซีนโควิดจำนวน 3.18 ล้านคน คิดเป็น 61%

วันจันทร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 20.24 น.

วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2565 กระทรวงศึกษาธิการ เผยแพร่ข้อมูล จำนวนนักเรียนที่ประสงค์ฉีดวัคซีน ช่วงอายุ 5 – ไม่เกิน 12 ปี จากจำนวนนักเรียนทั้งหมด 5,254,366 คน ประสงค์ฉีด 3.18 ล้านคน คิดเป็น 61% ไม่ประสงค์ฉีด 2.07 ล้านคน คิดเป็น 39%

ทั้งนี้ แยกเป็นรายภาค ดังนี้ 

– ภาคเหนือ ประสงค์ฉีด 61% ของภาค

– ภาคอีสาน ประสงค์ฉีด 59% ของภาค

– ภาคตะวันออก ประสงค์ฉีด 62% ของภาค

– ภาคตะวันตก ประสงค์ฉีด 57% ของภาค

– ภาคกลาง ประสงค์ฉีด 66% ของภาค

– ภาคใต้ ประสงค์ฉีด 55% ของภาค 

ข้อมูล ณ วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2565

จากรัฐประหารสู่รุนแรงยืดเยื้อ ‘เมียนมา’และท่าทีอาเซียน-โลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/633638

จากรัฐประหารสู่รุนแรงยืดเยื้อ  ‘เมียนมา’และท่าทีอาเซียน-โลก

วันจันทร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 07.08 น.

ยังคงต้องติดตามกันต่อไปกับสถานการณ์ทางการเมืองในเมียนมา (หรือพม่า) ซึ่งต้องบอกว่านับตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. 2564 ที่กองทัพทำรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลพลเรือน จนถึงปัจจุบัน การต่อต้านของประชาชนชาวเมียนมายังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องทั้งด้วยสันติวิธี เช่น การแห่ไปถอนเงินจากธนาคาร การปิดร้านค้าและหยุดงาน และด้วยกำลังอาวุธ ที่ฝ่ายต่อต้านส่วนหนึ่งได้รับการฝึกยุทธวิธีทางการทหารจากกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มชาติพันธุ์ ขณะที่ฝ่ายกองทัพก็ตอบโต้อย่างรุนแรง โถมกำลังเข้าโจมตีกลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงจับกุมคุมขังผู้ที่ออกมาชุมนุมประท้วง

สถานการณ์ความรุนแรงดังกล่าวที่ยืดเยื้อมานานกว่า 1 ปี ยังส่งผลกระทบต่อประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทย ซึ่งเดิมทีแม้การในช่วงปกติ แต่ละวันก็จะมีความพยายามจากชาวเมียนมาลักลอบข้ามพรมแดนเข้ามาหางานทำอยู่แล้วเนื่องจากค่าจ้างในไทยนั้นสูงกว่า ยิ่งในช่วงวิกฤตที่ธุรกิจต่างๆ หยุดชะงัก ปัญหาความยากจนในเมียนมารุนแรงขึ้นก็ยิ่งเป็นแรงกดดันให้เกิดการลอบข้ามพรมแดนมากขึ้นด้วย ยังไม่ต้องนับถึงผู้ลี้ภัยที่หนีความรุนแรงจากการสู้รบ ที่รัฐไทยต้องแบกรับภาระดูแลตามหลักมนุษยธรรม

ที่งานเสวนา “1 ปีหลังรัฐประหารพม่า” ณ วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) ช่วงต้นเดือนก.พ. 2565 ที่ผ่านมา สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี อดีตบรรณาธิการอาวุโส นสพ.เดอะเนชั่น ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเมียนมาและอาเซียน กล่าวว่า ในการยึดอำนาจครั้งล่าสุด กองทัพหรือที่เรียกกันในภาษาพม่าว่า “ตัดมาดอว์ (Tatmadaw)” ประสบความล้มเหลวเพราะยังถูกต่อต้านแม้จะผ่านมาถึง 1 ปีแล้วก็ตาม อีกทั้งการต่อต้านยังลุกลามไปทั่วประเทศบางจุดกองทัพก็ไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้

เช่นเดียวกัน ในเวทีโลกแม้จะมีบางชาติแสดงท่าทีสนับสนุนฝ่ายกองทัพ แต่ก็ยังไม่มีประเทศใดที่ยอมรับรัฐบาลของกองทัพอย่างเป็นทางการ และผู้แทนรัฐบาลทหารก็ไม่มีที่นั่งในเวทีองค์การสหประชาชาติ (UN) ขณะที่อีกด้านหนึ่งยังมีคำถามถึงฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหารเช่น กองกำลังป้องกันตนเองของประชาชน (PDF) ที่หากวิเคราะห์ตามตำราสงครามจรยุทธ์ (สงครามกองโจร) ถือว่ายังอยู่ในขั้นก่อตัว แล้วจะมียุทธศาสตร์ (Strategy) อย่างไร รวมถึงรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) ที่มีตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมมีสายการบังคับบัญชา PDF อย่างไร

หรือแม้แต่ PDF นั้นที่ก่อตัวขึ้นได้เพราะได้รับการสนับสนุนจากกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มชาติพันธุ์ แต่ในความเป็นจริงกลุ่มชาติพันธุ์ก็ไม่ได้ร่วมกันเป็นหนึ่งเดียวกันเพื่อต่อสู้กับฝ่ายกองทัพ ตรงกันข้ามบางกลุ่มยังฉวยโอกาสจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่พยายามแผ่ขยายเขตอิทธิพลของกลุ่มตนเอง จนเกิดปะทะกับกองกำลังของกลุ่มอื่น หรือบางกลุ่มก็รอดูท่าที หากการสู้รบไม่มาถึงพื้นที่ของตนก็จะไม่เคลื่อนไหวใดๆ

“สถานการณ์ทางการทหาร ผมคิดว่าฝ่ายประชาชน ฝ่ายกลุ่มชาติพันธุ์ แม้รวมเป็นเอกภาพได้ก็คงเอาชนะตัดมาดอว์ไม่ได้ เมื่อเอาชนะไม่ได้ทางการทหารก็ต้องหันมาหาวิธีทางการทูต ซึ่งการทูตที่ใกล้ที่สุดก็คืออาเซียนและประเทศเพื่อนบ้าน เราอาจจะหวังกับ UN ได้บ้าง หวังกับสหรัฐฯ-ยุโรปได้บ้าง แต่ผลประโยชน์มันต่างกันเยอะ ฉะนั้นที่ใกล้ที่สุดและเป็นจริงที่สุด ก็จึงเป็นคำตอบคืออาเซียนไม่เพียงแต่ว่าพม่าเป็นสมาชิกอาเซียนเท่านั้น เหตุการณ์ในพม่าทุกชนิดกระทบอาเซียน เพราะฉะนั้นอาเซียนจึงอยู่เฉยไม่ได้” สุภลักษณ์ กล่าว

ด้าน ถวิล เปลี่ยนศรี ประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาและติดตามสถานการณ์ระหว่างประเทศที่มีผลกระทบต่อประเทศไทย ในคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา ในฐานะอดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวถึงท่าทีของประชาคมโลกต่อสถานการณ์เมียนมา ซึ่งมีทั้ง “ไม้แข็ง เช่น UN ไม่ยอมรับผู้แทนจากรัฐบาลทหาร แต่ให้ทูตเมียนมาประจำ UN ที่ได้รับแต่งตั้งจากรัฐบาลชุดก่อนทำหน้าที่ต่อไป เช่นเดียวกับชาติตะวันตก นำโดย สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และสหภาพยุโรป (EU) ที่ใช้มาตรการคว่ำบาตร

และ “ไม้นวม” โดย อาเซียน เปิดช่องให้รัฐบาลทหารเมียนมาเจรจาหาทางออก ซึ่งนานาชาติคาดหวังมากว่าอาเซียนจะมีปฏิสัมพันธ์กับรัฐบาลทหารเมียนมาและทำหน้าที่ได้ดีที่สุด ซึ่งช่วงแรกๆ ดูเหมือนจะได้ผลดี เพราะอาเซียนมีการออกฉันทามติ 5 ข้อ แต่ต่อมากลับพบว่าสถานการณ์จริงไม่ได้เป็นไปตามฉันทามตินั้น การปราบปรามอย่างรุนแรงจนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และการจับกุมคุมขังยังคงดำเนินต่อไป ขณะที่อาเซียนเองก็เริ่มมีความเห็นที่แตกต่าง ระหว่างฝ่ายที่มีท่าทีแข็งกร้าวเพราะเมียนมาไม่ปฏิบัติตามฉันทามติ กับฝ่ายที่เห็นว่าควรให้โอกาสเมียนมา

อดีตเลขาฯ สมช. กล่าวต่อไปว่า “ทุกครั้งที่มีสถานการณ์สู้รบในเมียนมาประเทศที่พรมแดนติดกันอย่างไทยย่อมได้รับผลกระทบ” เช่น ปัจจุบันยังมีผู้ลี้ภัยตกค้างอยู่ในศูนย์พักพิง 9 แห่งใน 4 จังหวัด ประมาณ 8 หมื่นคน บางคนก็เป็นประชากรที่เกิดและเติบโตในศูนย์ฯ ไม่ได้มาจากเมียนมา รวมกับผู้ลี้ภัยที่เข้ามาใหม่จากสถานการณ์ครั้งล่าสุด ขณะเดียวกัน ปัญหาผู้ลักลอบเข้าเมืองเพื่อหางานทำยังพ่วงมาด้วยปัญหาการระบาดของไวรัสโควิด-19

“ในทางแก้ไขปัญหา 1.พม่าที่เป็นไปอย่างนี้ เป็นไปอย่างที่ SAC (สภาที่แต่งตั้งโดยทหาร) ที่กองทัพต้องการ ก็คงไม่เป็นที่ปรารถนาของไทย 2.ในทางที่จะประนีประนอม ดึงพม่าเข้ามาปฏิบัติตามฉันทามติของอาเซียนทั้ง 5 ข้อให้เป็นมรรคเป็นผล ผมคิดว่าน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ส่วนเรื่องไม้แข็ง น่าจะทำให้สถานการณ์มันรุนแรงเพิ่มขึ้น แล้วก็สร้างอันตราย สร้างผลกระทบที่
มากขึ้น
 ถวิล กล่าว

ขณะที่ เกียรติ สิทธีอมร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า การรัฐประหารครั้งล่าสุดในเมียนมา วันที่ 1 ก.พ. 2564 ทำให้เห็นถึงนวัตกรรมอย่างหนึ่ง คือการเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญให้กองทัพสามารถยึดอำนาจรัฐบาลได้ แต่ก็เป็นนวัตกรรมที่ไม่น่าชื่นชมเท่าไร โดยคิดว่าน่าจะมาจากความพยายามเกลี่ยฐานอำนาจ หาความพอดีเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง เรื่องนี้ไม่ตำหนิใครแต่นั่นก็กลายเป็นจุดที่สร้างปัญหาในเวลาต่อมา

อย่างไรก็ตาม ยังมีสิ่งที่ไม่ใช่นวัตกรรมแต่เป็นบรรทัดฐานที่น่าสะพรึงกลัวสำหรับประชาคมโลก คือเหตุผลในการยึดอำนาจ นั่นคือการแพ้การเลือกตั้ง หากเป็นภาษาวัยรุ่นคงใช้คำว่าข้าพเจ้าไม่ไหวแล้ว ยึดอำนาจเลยดีกว่า ซึ่งบรรทัดฐานแบบนี้น่ากลัวมาก และไม่ใช่เรื่องที่เกิดในเมียนมาเพียงประเทศเดียว แต่เริ่มเห็นว่าหลายประเทศมีแนวโน้มจะไปในทางนั้น

“ความเสื่อมถอยของประชาธิปไตยในหลายพื้นที่หลายประเทศมาก ในแอฟริกาก็ยังมีอยู่ฉะนั้นสิ่งนี้เป็นบรรทัดฐานซึ่งประชาคมโลกเองต้องให้ความสำคัญมากกว่าที่เราเห็นอยู่ และต้องไม่ใช่ยอมรับกันง่ายๆ เพราะ โห! มันไกลเหลือเกิน ใกล้อาเซียนอาเซียนไปดูแล้วกัน โห! ติดไทยเลยไทยต้องเป็นพี่เลี้ยง ผมว่าถ้าคิดอย่างนั้นเจ๊ง! ทั้งโลกนี้ประชาธิปไตยมันเดินไม่ได้ แล้วความคิดของกลุ่มคนที่อยากจะสุดท้ายแสวงหาอำนาจ ใช้กำลัง! ไปไม่ได้หรอก ผมว่าอันนี้ประเด็นที่หนึ่งเลย เป็นปรากฏการณ์ที่สร้างบรรทัดฐานใหม่ที่ประชาคมโลกไม่ควรยอมรับ” เกียรติ ระบุ

รอง ปธ.กมธ.การต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ฝาก 3 ประเด็นสำคัญที่จะทำให้สถานการณ์เดินหน้าต่อไปได้ 1.ปัญหาผู้ลี้ภัยต้องไม่ให้ทั้งโลกคิดว่าเป็นปัญหาของประเทศไทย ผู้ลี้ภัยเป็นปัญหาของประชาคมโลกที่ทุกคนต้องมีส่วน หากไม่ส่งคน-ส่งของมาก็ขอให้ส่งเงินมาช่วย แต่ไม่ใช่ให้ไทยรับไปเต็มๆ 2.การละเมิดสิทธิมนุษยชนและการใช้ความรุนแรงไม่ว่าจากฝ่ายใดต้องหยุดซึ่งประชาคมโลกต้องช่วยกดดันให้มากกว่าที่เป็นอยู่

และต้องสนับสนุนฉันทามติ 5 ข้อ จากที่ประชุมอาเซียน เพราะจนทุกวันนี้ทูตพิเศษของอาเซียนก็ยังไม่สามารถเดินทางเข้าไปในเมียนมาได้ และ 3.ท่าทีต่อ NUG หรือรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ ที่ระยะหลังๆ ดูเหมือนได้รับการยอมรับมากขึ้น แต่เรื่องนี้ประชาคมโลกต้องชัดเจน หากรับก็ต้องรับทั้งหมด รวมถึงต้องหาทางพูดคุยกับ 2 ชาติมหาอำนาจ “จีน-รัสเซีย” เพื่อให้สนับสนุนโรดแมปการไปสู่ประชาธิปไตยของเมียนมาให้เร็วที่สุดด้วย

“วันนี้เขาเดินอย่างนี้ได้ รัฐบาลทหารเดินทางอย่างนี้ได้เพราะจีนกับรัสเซียนั่งอยู่นิ่งๆ ดูผลประโยชน์ตัวเอง
แต่ผลประโยชน์ตัวเองมันกระทบผลประโยชน์ของโลก รัสเซียกับจีนเองต้องตัดสินใจว่าตัวเองอยากจะเล่นบทอะไรในเวทีระดับนี้ อาจจะยังไม่คุ้นไม่เป็นไร ยังทัน ยังเปลี่ยนได้ ยังขยับได้แต่ถ้าไม่มีจีนเห็นด้วยว่ารัฐบาลทหารมันเดินไปไม่ได้ แล้วต้องรีบจัดการเลือกตั้งให้ถูกต้องโดยเร็วที่สุด อันนี้เดินต่อไม่ได้”
 เกียรติ กล่าว

‘กสม.’จี้แก้ระเบียบจัดเรียน‘โฮมสคูล’ ชี้‘ครอบครัว’ต้องมีส่วนร่วมประเมินผล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/633635

‘กสม.’จี้แก้ระเบียบจัดเรียน‘โฮมสคูล’  ชี้‘ครอบครัว’ต้องมีส่วนร่วมประเมินผล

วันจันทร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เปิดเผยผลการประชุมด้านการคุ้มครองและมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ครั้งที่ 4/2565 เมื่อวันที่ 31 ม.ค. 2565 ซึ่งได้พิจารณาคำร้องกรณีผู้จัดการศึกษาโดยครอบครัวร้องเรียนมายัง กสม. เมื่อเดือนเม.ย. 2564 กล่าวอ้างว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) รวมทั้งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษารวม 7 แห่ง ปฏิเสธการมีส่วนร่วมของครอบครัวในการเข้าร่วมเป็นกรรมการวัดและประเมินผลการจัดการศึกษาโดยครอบครัว ประจำปีการศึกษา 2563

อันเป็นผลสืบเนื่องมาจาก สพฐ. ได้มีหนังสือที่ ศธ 04006/ว2894 ลงวันที่ 29 ก.ค. 2563 แก้ไขคู่มือการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามมาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 โดยแก้ไขในส่วนของคณะกรรมการวัดและประเมินผลฯ ให้มีเพียงผู้แทนหน่วยงานของรัฐ อันประกอบด้วยผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ศึกษานิเทศก์ นักวิชาการศึกษา ข้าราชการครู แต่เพียงฝ่ายเดียว จากเดิมที่กำหนดให้คณะกรรมการวัดและประเมินผลฯ ประกอบด้วยบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ เข้าใจในการจัดการศึกษาโดยครอบครัว

โดยผู้ร้องเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของคณะกรรมการดังกล่าวนั้น ฝ่ายครอบครัวไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วม ส่งผลให้ผู้เรียนและครอบครัวถูกวัดและประเมินผลการจัดการศึกษาอย่างขาดความเข้าใจ และไม่ก่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด จึงขอให้ตรวจสอบ ซึ่ง กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 54 บัญญัติให้รัฐมีหน้าที่ต้องดำเนินการให้ประชาชนได้รับการศึกษาตามความต้องการในระบบต่างๆ และจัดให้มีการร่วมมือกันระหว่างรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน

ในการจัดการศึกษาทุกระดับ และ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 กำหนดว่า นอกเหนือจากรัฐ เอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้บุคคล ครอบครัวองค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น มีสิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานด้วย ขณะที่กฎกระทรวงว่าด้วยสิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว พ.ศ. 2547 ได้กำหนดให้ครอบครัวดำเนินการวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนด้วย

กสม. เห็นว่า การจัดการศึกษาโดยครอบครัว เป็นการจัดการศึกษาสำหรับกลุ่มเป้าหมายที่มีลักษณะเป็นการศึกษานอกระบบและเป็นการศึกษาทางเลือกที่สามารถเข้าถึงคุณลักษณะเฉพาะของตัวผู้เรียนแต่ละคน ที่มีความยืดหยุ่นหลากหลาย ซึ่งครอบครัวหรือผู้จัดการศึกษาในฐานะที่เป็นผู้รับผิดชอบจัดการศึกษา เป็นครูผู้สอนด้วยตนเองหรือเป็นผู้อำนวยการให้เกิดการเรียนรู้ ย่อมเป็นผู้ที่เข้าใจและทราบถึงพัฒนาการของผู้เรียนได้ดีที่สุด ครอบครัวจึงควรมีส่วนร่วมในการวัดและประเมินผลการจัดการศึกษา

การที่ สพฐ. ไม่ให้ครอบครัวเข้าไปร่วมเป็นกรรมการวัดและประเมินผลฯ แต่ให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและบุคลากรของรัฐที่เกี่ยวข้องทำการวัดและประเมินผลการจัดการศึกษาแต่เพียงฝ่ายเดียวนั้น จะส่งผลให้คณะกรรมการขาดความเข้าใจและขาดข้อมูลที่รอบด้านในการวัดและประเมินผลการจัดการศึกษาโดยครอบครัวอย่างแท้จริง และส่งผลกระทบต่อคุณภาพทางการศึกษาของเด็กผู้เรียนตามมา จึงเห็นว่าการกระทำของ สพฐ. เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ในการนี้ เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิทางการศึกษาให้แก่ครอบครัวและผู้เรียน กสม. จึงเห็นควรมีข้อเสนอแนะให้ สพฐ. กำหนดให้ครอบครัวหรือผู้จัดการศึกษาโดยครอบครัวได้มีส่วนร่วมในการเป็นกรรมการวัดและประเมินผลการจัดการศึกษาโดยครอบครัว เพื่อให้มีการวัดและประเมินผลการจัดการศึกษาอย่างรอบด้านและมีประสิทธิภาพ ภายใต้ความเข้าใจต่อผู้เรียน รวมถึงเป็นไปตามพัฒนาการและศักยภาพของผู้เรียน

สำหรับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษารวม 7 แห่ง กสม.เห็นว่า ไม่ได้กระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากการวัดและประเมินผลการจัดการศึกษาโดยครอบครัว เนื่องจากได้ดำเนินการตามคู่มือการจัดการศึกษา และได้เปิดโอกาสให้ครอบครัวมีส่วนร่วมกับการวัดและประเมินผลตามสมควรแล้ว

สพฐ.ย้ำคัดเลือก น.ร.เข้า’อนุบาล-ป.1′ ห้ามจัดสอบเด็ดขาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/633388

สพฐ.ย้ำคัดเลือก น.ร.เข้า'อนุบาล-ป.1' ห้ามจัดสอบเด็ดขาด

วันศุกร์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 20.24 น.

สพฐ.ย้ำคัดเลือก น.ร.เข้า อนุบาล-ป.1 ห้ามจัดสอบเด็ดขาด 

4 ก.พ.65 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยกรณีโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง ออกประกาศข้อปฏิบัติในการทดสอบนักเรียนระดับชั้นอนุบาล 1 อนุบาล 2 และอนุบาล 3 โดยหนึ่งในนั้นระบุว่า หากนักเรียนที่เข้าทดสอบร้องไห้ ให้หักคะแนน ฐานร้องไห้ ฐานละ 3 คะแนน ซึ่งก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์อย่างกว้างขวางถึงความไม่เหมาะสมและละเมิดสิทธิเด็กนั้น

ในเรื่องนี้ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ก็ได้มีนโยบายชัดเจนว่า การคัดเลือกนักเรียนระดับชั้นอนุบาล และประถมศึกษาปีที่ 1 ห้ามมีการสอบใๆทั้งสิ้น ซึ่งสพฐ. ได้ออกประกาศให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) และโรงเรียนรับทราบเรียบร้อยแล้ว โดยสั่งการชัดเจน ว่า ห้ามมีเรื่องลักษณะนี้เกิดขึ้น ส่วนกรณีที่เกิดขึ้นในโรงเรียนสาธิต ทางมหาวิทยาลัย ซึ่งสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ไปกำหนดหลักเกณฑ์เอง 

สพฐ.วางระเบียบเข้มกันทุจริตสอบครูผู้ช่วย ชี้หากพบทุจริต หมดสิทธิสอบเข้ารับราชการทุกตำแหน่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/633380

สพฐ.วางระเบียบเข้มกันทุจริตสอบครูผู้ช่วย ชี้หากพบทุจริต หมดสิทธิสอบเข้ารับราชการทุกตำแหน่ง

วันศุกร์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 20.09 น.

สพฐ.วางระเบียบเข้มกันทุจริตสอบครูผู้ช่วย ชี้หากพบทุจริต หมดสิทธิสอบเข้ารับราชการทุกตำแหน่ง 

4 ก.พ.2565 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 5-6 กุมภาพันธ์ นี้ จะมีการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการ เป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วยทั่วไป สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประจำปี 2564  โดยมีผู้สมัครกว่า 1.7 แสนราย  และมีตำแหน่งรองรับกว่า 6,000 คนนั้น สพฐ.ได้ถอดบทเรียนจากปีที่ผ่านมา และออกแบบป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดการทุจริตในการสอบแข่งขัน ดังนี้ ในสนามสอบจะมีเครื่องตัดสัญญาณโทรศัพท์ มีกระบวนการคัดกรองที่เคร่งครัด เช่น การตรวจร่างกาย ไม่ให้นำอุปกรณ์ต่าง ๆเข้าห้องสอบ  และในห้องสอบจะมีดินสอ ยางลบเตรียมไว้ให้ด้วย ส่วนการจัดห้องสอบได้จัดคนเข้าห้องสอบโดยเรียงตามตัวอักษร ไม่ได้เรียงตามลำดับเลขที่นั่งสอบ เพื่อป้องกันการลอกข้อสอบระหว่างกัน 

“กรณีหากตรวจสอบแล้วพบว่ามีการทุจริตเกิดขึ้น ในระเบียบได้กำหนดไว้ชัดเจนอยู่แล้ว คือบุคคลนั้นจะหมดสิทธิสอบเข้ารับราชการทุกตำแหน่ง ทุกสังกัด” นายอัมพร  กล่าว 

‘ม.จ.เฉลิมศึก’เสด็จเปิดโครงการแข่งขันตอบปัญหาประวัติศาสตร์ ชิงถ้วยพระราชทาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/633376

'ม.จ.เฉลิมศึก'เสด็จเปิดโครงการแข่งขันตอบปัญหาประวัติศาสตร์ ชิงถ้วยพระราชทาน

วันศุกร์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 19.53 น.

มจ.เฉลิมศึก เสด็จเปิดโครงการแข่งขันตอบปัญหาประวัติศาสตร์-การเรียนรู้มหาธีรราชปรัชญาผ่านการผลิตหนังสั้น ชิงถ้วยพระราชทาน

4 กุมภาพันธ์ 2565 พลเอก หม่อมเจ้าเฉลิมศึก ยุคล ประธานกรรมการมูลนิธิสถาบันการศึกษาในรัชกาลที่ 6 และสมเด็จฯ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ เสด็จเป็นประธานพิธีเปิดโครงการแข่งขันตอบปัญหาประวัติศาสตร์ชิงถ้วยพระราชทาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และโครงการเรียนรู้มหาธีรราชปรัชญา ผ่านกระบวนการผลิตภาพยนตร์สั้น ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ณ ห้องศรีอยุธยา หอวชิราวุธานุสรณ์ หอสมุดแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร โดยมี น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานร่วมพิธีเปิดโครงการฯ และมี ผศ.ระวี จูฑศฤงค์ เลขาธิการมูลนิธิสถาบันการศึกษาในรัชกาลที่ 6 และสมเด็จฯ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล รองประธานกรรมการมูลนิธิบีเจซี บิ๊กซี  นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเข้าร่วมในพิธี 

การนี้ พลเอก หม่อมเจ้าเฉลิมศึก ยุคล ประธานกรรมการมูลนิธิสถาบันการศึกษาในรัชกาลที่ 6 และสมเด็จฯ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ ทรงกล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศ สำหรับทั้งสองโครงการในครั้งนี้ คือ โครงการแข่งขันตอบปัญหาประวัติศาสตร์ชิงถ้วยพระราชทาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และโครงการเรียนรู้มหาธีรราชปรัชญา ผ่านกระบวนการผลิตภาพยนตร์สั้น ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และขอขอบคุณกระทรวงศึกษาธิการ ที่ร่วมรับเป็นที่ปรึกษาโครงการ และสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมของมูลนิธิฯ และขอขอบคุณมูลนิธิบีเจซี บิ๊กซี ที่สนับสนุนงบประมาณในการดำเนินโครงการทั้งสองโครงการนี้ เพื่อให้การสืบสาน รักษา ต่อยอดและร่วมสนองพระราชดำริทางการศึกษาและสร้างคุณลักษณะนักเรียน นักศึกษา เพื่อเป็นพลเมืองอันพึงประสงค์มีจิตสำนึกพิทักษ์รักษาเชิดชูสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ อีกทั้งปลูกฝังให้ครู อาจารย์ บุคลากรทางการศึกษา ผู้เรียนเป็นผู้ที่มีจิตอาสา มีคุณธรรมจริยธรรมบำเพ็ญประโยชน์เพื่อส่วนรวมตามพระบรมราชปณิธานของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระปณิธานของสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาสิริโสภาพัณณวดี  และเป็นการให้โอกาส การเรียนรู้อันก่อเกิดประโยชน์ต่อเยาวชน ในฐานะทรัพยากรบุคคล ที่จะก้าวไปเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสังคมและประเทศชาติอย่างยั่งยืนสืบไป 

“การตอบปัญหาประวัติศาสตร์นั้นก่อให้เกิดขบวนการเรียนรู้ ค้นคว้าสิ่งที่ยังอาจจรู้ไม่ลึกซึ้ง เป็นการทดสอบความจำที่ได้เรียนรู้มาแล้วได้นำมาใช้เป็นประโยชน์ ซึ่งก็เป็นพื้นฐานของการเรียนการศึกษาที่จะก้าวต่อไปในระดับที่สูงสำหรับนักเรียนนักศึกษาในอนาคต ส่วนการผลิตภาพยนต์สั้นนั้น จริงๆแล้วอาจจะคิดว่าเป็นการนำสื่อสมัยใหม่มาใช้ในยุคคนี้ แต่แท้ที่จริงการภาพยนต์ของไทยนั้นได้รุ่งเรืองมาตั้งแต่สมัย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว แล้ว เพียงแต่ปัจจุบันเทคนิคได้เปลี่ยนไป เครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตก็เปลี่ยนไปอำนวยความสะดวกได้มากขึ้น ผลิตเทคนิคได้ดียิ่งขึ้น คณะนักเรียนของโรงเรียนใด หรือสถานศึกษาใดก็ตามที่ได้เข้าร่วมผลิตภาพยนต์สั้นเพื่อแข่งขัน ก็จะเกิดการเรียนรู้เป็นหมู่คณะ เพราะการผลิตภาพยนต์สั้นหรือยาวนั้นไม่สามารถจะจัดทำได้ด้วยคนคนเดียว จึงเป็นอีกขบวนการหนึ่งที่จะเรียนรู้ในทางศิลปศาสตร์ ทางเทคนิคสำหรับผู้ที่รักงานทางด้านนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า นักเรียน นักศึกษาทุกคน ที่ได้ร่วมโครงการนี้จะได้รับประโยชน์ ถึงแม้ว่าทุกคนจะไม่สามารถชิงถ้วยพระราชทานได้ จะมีเพียงคนเดียวหรือคณะเดียวที่จะได้รับ แต่คนที่มาเข้าร่วมก็จะได้รับประโยชน์ถ้วนหน้ากัน จึงขออวยพรให้ประสบความสำเร็จในครั้งนี้” 

ด้าน น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ในนามของ ศธ. ขอชื่นชมมูลนิธิสถาบันการศึกษาฯ และผู้ที่เกี่ยวข้อง ที่ร่วมกิจกรรมทั้ง 2 โครงการฯ ซึ่งเป็นกิจกรรมเสริมหลักสูตรการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ และการเรียนรู้ด้านผลิตภาพยนต์สั้นเพื่อเสริมสร้างเยาวชนของชาติให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ เป็นพลเมืองดีของสังคม ประวัติศาสตร์ นับเป็นวิชาสำคัญ เป็นศาสตร์ซึ่งมีวิธีวิทยา ยังให้สามารถวิเคราะห์วิจารณ์เหตุการณ์ในอดีต โดยใช้วิจารณฐาณ ก่อให้เกิดความเข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์ผ่านบริบททางสังคมที่ผันแปรไปตามยุคสมัยอยู่เสมอ ส่วนนิเทศศาสตร์ และบรรดาศิลปวิทยาเป็นศาสตร์ที่ช่วยกล่อมเกลาจิตใจผู้คนให้เป็นไปในทางทีดีงาม 

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า การจัดกิจกรรมแข่งขัน และประกวดโดยอาศัยศาสตร์และศิลป์ดังกล่าว เป็นการดำเนินการตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระดำริของสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวิดี กับทั้งสนองพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้โดยตรง 

“การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ถือเป็นนโยบายหลัก ศธ. เพราะ ศธ.ต้องการให้เด็กได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ และศธ.พร้อมที่จะสนับสนุน ซึ่งในโครงการแรกของมูลนิธิสถาบันการศึกษาฯ  มีสถานศึกษาเครือข่าย 21 แห่ง ทั้งนี้ ศธ.จะนำมาขยายผลให้โรงเรียนอีก 200 กว่าแห่ง เพื่อขยายผลการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ให้เด็กได้เข้าถึงประวัติศาสตร์ด้วยความสนุก เกิดการคิดวิเคราะ รู้ที่มา รู้ตัวตน ทำให้เกิดความภาคภูมิใจ”  น.ส.ตรีนุช กล่าว
 

การศึกษา รมว.อว.ตรวจเยี่ยม ‘เพาะช่าง’ พร้อมมอบนโยบาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/633375

การศึกษา รมว.อว.ตรวจเยี่ยม 'เพาะช่าง' พร้อมมอบนโยบาย

วันศุกร์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 19.46 น.

รมว.อว. ตรวจเยี่ยม “เพาะช่าง” พร้อมมอบนโยบาย  ชม “อัตลักษณ์เพาะช่าง อัตลักษณ์ไทย” บอกเล่าเรื่องราวความเป็นเพาะช่าง

4 ก.พ.65 ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม รมว.อว. พร้อมคณะ เข้าตรวจเยี่ยมวิทยาลัยเพาะช่างและชมนิทรรศการ “อัตลักษณ์เพาะช่าง อัตลักษณ์ไทย” ที่บอกเล่าถึงรากเหง้า ความเข้มแข็งและศักยภาพของวิทยาลัยเพาะช่างในสถานะการเป็นสถาบันอุดมศึกษาด้านศิลปะและวัฒนธรรมของไทย โดยมี ผศ.บรรลุ วิริยาภรณ์ประภาส ผู้อำนวยการวิทยาลัยเพาะช่างนำคณะผู้บริหาร คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ นักศึกษาให้การต้อนรับ ณ วิทยาลัยเพาะช่าง

รมว.อว. กล่าวว่า อว. ได้ตระหนักว่าประเทศไทยมีข้อได้เปรียบ เพราะมีดีเอ็นเอเดิมที่เป็นชาติทางด้านศิลปิน การร้อง การรำ และดนตรีสูงมาก ต้องขอชมเชยทางวิทยาลัยเพาะช่าง เรื่อง การสร้างเกียรติภูมิของชาติ ศิลปิน ผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์ และผู้ที่มีอัตลักษณ์แบบไทย ได้รับการยอมรับให้สมกับความสามารถ และศักยภาพที่มี หนทางที่จะตั้งสถาบันอุดมศึกษาที่เฉพาะทางในด้านศิลปะ สุนทรียะ และอารย เป็นสิ่งน่าสนใจมาก ทาง อว. พร้อมให้การสนับสนุนเต็มที่ 

“ขอให้คณะทำงานมีกำลังใจ เพราะการจะเกิดอะไรใหม่ๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย จากนี้ไปต้องเปลี่ยน Mindset ให้เป็นผู้บุกเบิกทำให้ศิลปะเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความเจริญของชาติ โดยเฉพาะศิลปะ สุนทรียะ และอารยที่มีพื้นฐานแบบไทย สิ่งนี้จะเป็นการลงทุนครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้งขอให้ทำอย่างเต็มที่ ทำอย่างรวดเร็ว ซึ่งทาง อว. ก็จะทำอย่างเต็มที่เช่นกัน” รมว.อว. กล่าว 

ด้าน ผศ.บรรลุ เผยว่า รู้สึกเป็นเกียรติและยินดีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ให้ความสำคัญกับการศึกษาด้านศิลปะและวัฒนธรรม โดยเฉพาะศิลปวัฒนธรรมไทย ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ อัตลักษณ์ ของวิทยาลัยเพาะช่างและมีผลงานเป็นที่ยอมรับในเชิงประจักษ์ของสังคมทั้งจากส่วนของคณาจารย์ ศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน วิทยาลัยเพาะช่างทราบถึงแนวนโยบายที่สำคัญของกระทรวง อว. คือ อว. จะเป็นกลไกหลักที่จะขยับประเทศไทยให้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วให้ได้ในปี 2580 เป็นกำลังสำคัญที่จะขับเคลื่อนนำพาประเทศและสังคมเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วให้ได้ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ โดย อว. มีแผนเดินด้วย 2 ขา คือ ขาของวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและขาด้านเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ เพื่อยกมูลค่า คุณค่า ราคาของประเทศไทยให้สูงขึ้นด้วยการใช้อารยธรรมไทย 

สำหรับวิทยาลัยเพาะช่างนั้น มีปรัชญาว่า ความเจริญในศิลปวิชาการช่างเป็นเครื่องวัดความเจริญชาติ ตามกระแสพระราชดำรัสรัชกาลที่ 6 ในวันเปิดโรงเรียนเพาะช่าง พ.ศ.2456 มีปณิธาน คือ มุ่งมั่นสร้างสรรค์และทำนุบำรุงศิลปะการช่างของไทยให้เป็นรากฐานทางวัฒนธรรมของชาติ มีวิสัยทัศน์ คือ ฟื้นฟู อนุรักษ์ สืบสาน บำรุง สร้างสรรค์ศิลปะการช่างของไทย โดยมีพันธกิจ เป็นสถาบันหลักในการสร้างบุคลากรด้านศิลปวิชาการช่างไทย เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ขับเคลื่อนประเทศชาติด้วยงาน ฟื้นฟู อนุรักษ์ สืบสาน วิจัย พัฒนา สร้างสรรค์ สนับสนุน เผยแพร่ศิลปะและวัฒนธรรม โดยทำหน้าที่

1. เป็นศูนย์บริหารจัดการองค์ความรู้ ด้านศิลปะ และวัฒนธรรมของชาติ เพื่อเผยแพร่สู่สาธารณะชน ทั้งในด้านความรู้และผลงานสร้างสรรค์วิชาการงานศิลป์

2.ถ่ายทอดองค์ความรู้ศิลปะและวัฒนธรรม เพื่อสืบสานดำรงความเป็นไทยและต่อยอดสู่การเป็นผู้ประกอบการเชิงพาณิชย์ศิลป์ และ

3. สร้างงาน สร้างสรรค์วิชาการงานศิลป์ งานวิจัย และนวัตกรรมทางด้านศิลปะและวัฒนธรรม ที่ตอบสนองต่อการพัฒนาประเทศ  ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวง อว. และยุทธศาสตร์ชาติ

แม้ในวันนี้เพาะช่างจะยังไม่สามารถดำเนินการตามวิสัยทัศน์ พันธกิจได้อย่างเต็มศักยภาพ แต่วิทยาลัยเพาะช่างมีความเชื่อมั่น มีความหวัง ว่าหากได้รับการสนับสนุนผลักดันอย่างเต็มที่ วิทยาลัยเพาะช่างก็มั่นใจและพร้อมที่จะเป็นกำลังหลักสำคัญหนึ่งของกระทรวง อว. และของประเทศชาติ ที่จะใช้ศักยภาพ ความเชี่ยวชาญที่มีอยู่อย่างเต็มกำลังทางด้านศิลปะและวัฒนธรรม สนับสนุนส่งเสริมอารยธรรมไทยให้เป็นอาวุธสำคัญที่สามารถสร้างชื่อเสียง สร้างการยอมรับ เป็นขาที่สำคัญที่จะขับเคลื่อนนำพาประเทศสู่จุดมุ่งหมาย ให้เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในระดับสากลต่อไป