คัดกรอง‘สิงห์อมควัน’เข้าข่ายติด‘นิโคติน’ มาตรฐานใหม่‘รพ.’ช่วยคนไทยเลิกสูบบุหรี่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/634144

คัดกรอง‘สิงห์อมควัน’เข้าข่ายติด‘นิโคติน’  มาตรฐานใหม่‘รพ.’ช่วยคนไทยเลิกสูบบุหรี่

วันพุธ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

พญ.ปิยวรรณ ลิ้มปัญญาเลิศ ผู้อำนวยการสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน)กล่าวถึง มาตรฐานโรงพยาบาลและบริการสุขภาพ ฉบับที่ 5(HA) ซึ่งประกาศเมื่อเดือน ต.ค. 2564 ที่ผ่านมา และจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2565 เป็นต้นไป ว่า มาตรฐานฉบับดังกล่าวกำหนดให้ผู้ให้บริการทางการแพทย์ในสถานพยาบาล ต้องมีการบันทึกประวัติการสูบบุหรี่ของผู้ป่วยทุกคน

โดยผู้ป่วยที่สูบบุหรี่ต้องระบุในการวินิจฉัยโรคว่าเป็นโรคภาวะติดนิโคติน (Nicotine Dependence)หรือไม่ และต้องมีการวางแผนการรักษาการเลิกบุหรี่ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การให้ความรู้ การเข้าร่วมโครงการเลิกบุหรี่หรือการพิจารณาการใช้ยาเลิกบุหรี่ตามความเหมาะสมรวมทั้งการให้ครอบครัวมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการรักษาเพื่อเลิกบุหรี่ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ชี้นำสถานพยาบาลให้เห็นความสำคัญและนำสู่การปฏิบัติ ทั้งนี้ ในระบบการกำหนดรหัสโรคสากล ICD-10-CM โรคภาวะติดนิโคติน (Nicotine Dependence) มีรหัสโค้ด F17.210

“การซักถามประวัติผู้ป่วย แพทย์ พยาบาลจะสร้างการเรียนรู้เรื่องการซักประวัติ การวินิจฉัย รวมถึงการวางแผนการดูแลต่อเนื่องสำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยโรคภาวะติดนิโคติน และเชื่อมโยงกับโรคสำคัญต่างๆ ในกระบวนการดูแลรักษาจากกระบวนการตามรอย ซึ่งจะทำให้ แพทย์ พยาบาล และบุคลากรที่เกี่ยวข้องเห็นความสำคัญและกำหนดแนวทางการดูแลผู้ป่วยดังกล่าวอย่างเป็นระบบต่อไป” พญ.ปิยวรรณ กล่าว

ขณะที่ นพ.ชยนันท์ สิทธิบุศย์ ผู้อำนวยการกองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ กรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า มาตรฐาน HA ที่กำหนดใหม่นี้ จะทำให้เกิดวัฒนธรรมที่ผู้ให้บริการผู้ป่วยทุกคนมีการบันทึกประวัติการสูบบุหรี่ การวินิจฉัยโรคภาวะติดนิโคติน และการวางแผนการรักษาอย่างเป็นขั้นตอน ซึ่งการสำรวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่ระดับโลกของประชากรไทยปี 2554 พบว่า ในจำนวนผู้สูบบุหรี่ 13 ล้านคน มีร้อยละ34.6 หรือ 4.1 ล้านคนที่เข้ารับบริการทางการแพทย์ในหนึ่งปี

“ในจำนวนนี้ 65.3% หรือ 2.6 ล้านคนได้รับการซักประวัติการสูบบุหรี่ และ 55.8% ของคนที่มีประวัติสูบบุหรี่ หรือ 1.45 ล้านคน ที่ได้รับการแนะนำให้เลิกสูบ ซึ่งเท่ากับ 35% ของผู้ป่วยที่สูบบุหรี่หรือ1 ใน 3 เท่านั้น ที่มารับการรักษา ที่ได้รับการแนะนำให้เลิกสูบบุหรี่ ซึ่งมาตรฐาน HA ที่กำหนดให้ผู้ป่วยที่สูบบุหรี่ทุกคนได้รับการวินิจฉัยและรักษาการเลิกสูบบุหรี่ จะทำให้ผู้สูบบุหรี่เลิกสูบได้ในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นแน่นอน” นพ.ชยนันท์ ระบุ

ด้าน ศ.พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์ ประธานคณะอนุกรรมการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้เสพติดผลิตภัณฑ์คณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ กล่าวว่าการรักษาเพื่อเลิกการติดนิโคตินเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญที่สุดที่จะลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ การกำหนดมาตรฐานให้มีการบันทึกการวินิจฉัยโรคและวางแผนการรักษาเพื่อเลิกบุหรี่ในผู้ป่วยที่สูบบุหรี่ทุกคนเป็นเรื่องที่มีประโยชน์มาก และนานาประเทศมีการดำเนินการมาก่อนแล้ว ตามข้อกำหนดขององค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งการกำหนดมาตรฐานนี้ จะทำให้ผู้ให้บริการผู้ป่วยทุกคน รวมถึงผู้ป่วยและครอบครัวตระหนักถึงความสำคัญของการให้การรักษาเพื่อเลิกสูบบุหรี่

“ปัจจุบันนี้ประเทศไทยยังมีผู้สูบบุหรี่ถึง 10 ล้านคนและจากรายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 6 ปี 2562 มีผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตกว่า 2 ล้านคนที่ยังสูบบุหรี่ ซึ่งจะเร่งการเกิดโรคแทรกซ้อนในผู้ป่วยทั้ง 2 โรคนี้ ทั้งนี้ จะมีการวางแผนร่วมกับสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล สมาคมวิชาชีพสุขภาพ และสถาบันการศึกษา ฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์ให้รู้ถึงมาตรฐาน HA ใหม่นี้ เพื่อจะได้มีการดำเนินการในหน่วยบริการทั่วประเทศโดยเร็ว”ศ.พญ.สมศรี กล่าว

อาชีวะอุบลฯ ส่งมอบชุดผ้าไหมแก่เอกอัครราชทูตประเทศมองโกเลีย-เอกอัครราชทูตประเทศคูเวต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/634208

อาชีวะอุบลฯ ส่งมอบชุดผ้าไหมแก่เอกอัครราชทูตประเทศมองโกเลีย-เอกอัครราชทูตประเทศคูเวต

วันอังคาร ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 18.10 น.

UVC PROUD  : อาชีวะอุบลฯ พบ เอกอัครราชทูตประเทศมองโกเลีย และเอกอัครราชทูตประเทศคูเวต เพื่อส่งมอบชุดผ้าไหมในงานมหกรรมผ้าไหม ไหมไทยสู่เส้นทางโลกครั้งที่ 11

8 กุมภาพันธ์ 2565 นางลฎาภา แสวงทรัพย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2565 ได้นำคณะผู้บริหาร นางสมจิตร  บุรุษพัฒน์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ ,นางสาวธนิดา  วรรณแก้ว รองผู้อำนวยการฝ่ายแผนงานและความร่วมมือ ,นางอรสา แถบเกิด นายชาติชาย คนขยัน ครูแผนกวิชาแฟชั่นและสิ่งทอ ,นางสาวสายฝน ทองแก้ว ครูแผนกวิชาภาษาต่างประเทศ  และตัวแทนนักเรียน นักศึกษา สาขาวิชาแฟชั่นและสิ่งทอ เข้าพบ Mohammed Hussain Al-Failakawi เอกอัครราชทูตคูเวต ประจำประเทศไทย เพื่อส่งมอบชุดผ้าไหมที่มีเอกลักษณ์การแต่งกายและวัฒนธรรมของประเทศคูเวต จำนวน 1 ชุด โดยมีนางเเบบ คือ นางสาว นัสรียา เย็นอังกูร ตำแหน่ง เลขานุการฝ่ายบัญชี  ,Ms Nusreeya Yen-angkool Position: Secretary accounting office ,นาง อพิณยา พวงมณี  ตำแหน่ง เลขาทูต และ Mrs Apinya Puangmanee  Position : Secretary to Ambassador

จากนั้นเดินทางไปยังสถานเอกอัครราชทูตประเทศมองโกเลีย เพื่อส่งมอบชุดผ้าไหมที่มีเอกลักษณ์การแต่งกายและวัฒนธรรมของประเทศมองโกเลีย จำนวน 2 ชุด โดยมี  นายทูมูร์ อามาร์ซานา (H.E. Mr. Tumur Amarsanaa- Ambassador) เอกอัครราชทูตมองโกเลียประจำประเทศไทยให้การต้อนรับ และนางแบบและนายแบบที่สวมใส่ชุด คือ  1. Mrs. Orkhon Lkhamsuren- Spouse of Ambassador 2. Mr. Anand Tumur Son of Ambassador

ซึ่งชุดผ้าไหมจะใช้ในงาน  “โครงการมหกรรมผ้าไหม ไหมไทยสู่เส้นทางโลก” ครั้งที่ 11 นับเป็นความภาคภูมิใจที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี โดยเฉพาะ นักเรียน นักศึกษา สาขาแฟชั่นและสิ่งทอ ได้มีโอกาสพัฒนาทักษะวิชาชีพในสาขาที่เรียน นำมาโชว์ศักยภาพเผยแพร่ผ้าไหมไทย สู่สายตาชาวโลก เกิดสันติไมตรีและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมไทยสู่สายตานานาประเทศทั่วโลก -(016)

ทีม FIKA มทม. ตัวแทนไทยสร้างชื่อ คว้ารองชนะเลิศ การแข่งขัน APSCO

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/633845

ทีม FIKA มทม. ตัวแทนไทยสร้างชื่อ  คว้ารองชนะเลิศ การแข่งขัน APSCO

วันอังคาร ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ทีม FIKA จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (มทม.) ร่วมกับ RV Connex สร้างชื่อให้กับประเทศไทย คว้ารางวัลรองชนะเลิศการแข่งขัน APSCO “Competition on Discovering Historical Cultural Heritage with Eye in Space” ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจัดโดยองค์การความร่วมมือด้านอวกาศแห่งเอเชียแปซิฟิก หรือ ASPCO (Asia-Pacific Space Cooperation Organization)ร่วมกับ International Centreon Space Technologies for Naturaland Cultural Heritage (HIST)ภายใต้การอุปถัมภ์ขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO) บริษัท PIESAT Information Techno-
logy Co., Ltd. (PIESAT), Belt and Road Aerospace Innovation Alliance(BRAIA), Belt and Road Cultural Heritage Global Alliance (BRCHGA) และ Commission on Geoheritage of the International Geographical Union (IGU-COG)

เมื่อปลายเดือนมกราคม ที่ผ่านมาสำนักงานใหญ่ องค์การความร่วมมือด้านอวกาศแห่งเอเชียแปซิฟิก (APSCO) กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้มีการประกาศผลการตัดสินการแข่งขันAPSCO “Competition on DiscoveringHistorical Cultural Heritage with Eye in Space” รอบชิงชนะเลิศ ผ่านระบบการประชุมทางไกล โดยรางวัลชนะเลิศเป็นทีมจากสาธารณรัฐประชาชนจีน รางวัลที่ 2 คือ ทีม FIKA จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ประเทศไทย และทีมจากประเทศอียิปต์ และรางวัลที่ 3 เป็นทีมจากประเทศปากีสถาน จีน และโรมาเนีย

สำหรับทีม FIKA เป็นการรวมตัวของนักวิจัยและวิศวกรจากมทม. และบริษัท อาร์ วี คอนเน็กซ์ จำกัด ประกอบด้วยสมาชิก 4 คน นำทีมโดย ผศ.ดร.สุพงษาเขตต์คีรี อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ ตำแหน่ง Instructorนายอนิวัฒน์ ปลอดภัย ตำแหน่งResearcher ศูนย์วิจัยดาวเทียมไทพัฒมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร และนายบรรณกร เพชรทวีธรรม ตำแหน่ง Technical Specialist (GIS) นายอนวัตร ทองทา ตำแหน่ง Software Engineer บริษัท อาร์ วี คอนเน็กซ์ จำกัด โดยมี ผศ.ดร.สมพงษ์ เลี่ยงโรคาพาธ หัวหน้าภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ให้คำปรึกษาตั้งแต่เริ่มการแข่งขัน

การแข่งขัน APSCO “Competition on Discovering Historical Cultural Heritage with Eye in Space” คือ การแข่งขันการค้นพบมรดกทางวัฒนธรรมทางประวัติศาสตร์โดยใช้อุปกรณ์รับรู้จากอวกาศ ที่เป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการรับรู้จากระยะไกล (remote sensing) และระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) เพื่อวิเคราะห์และค้นหาโบราณวัตถุทางประวัติศาสตร์จากภาพที่คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญกำหนดให้ การแข่งขันดังกล่าวใช้ระยะเวลาการแข่งขัน ตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2564 ถึง 7 มกราคม 2565 ซึ่งรวมถึงการฝึก การแข่งขันเบื้องต้น และการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ผ่านการนำเสนอในวันที่ 25 มกราคม 2565 โดยเกณฑ์การตัดสินและการแข่งขันแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ การประมวลผลข้อมูลการรับรู้ระยะไกล การตีความซึ่งอิงจากการวิเคราะห์ที่ครอบคลุม และระบบสามมิติ (3D)/ความเป็นจริงเสมือน (VR)

ความสำเร็จของทีม FIKA ที่คว้ารางวัลรองชนะเลิศในครั้งนี้ เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงศักยภาพและความร่วมมือของทีมนักวิจัย คณาจารย์และวิศวกรของมหาวิทยาลัยฯ และภาคอุตสาหกรรมที่มุ่งมั่นพัฒนางานวิจัย สร้างสรรค์แนวคิดและผสมผสานเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เป็นนวัตกรรมระดับโลกได้เป็นอย่างดี และผลงานที่สร้างชื่อของนักวิจัย คณาจารย์และนักศึกษารุ่นพี่เหล่านี้จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจและจุดประกายให้กับนักวิจัยและวิศวกรในรุ่นต่อไป เพื่อสร้างเสริมทักษะและความเชี่ยวชาญอันจะนำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีที่ทรงพลัง พร้อมสำหรับการต่อยอดเป็นธุรกิจในอนาคต ซึ่งจะเป็นการช่วยยกระดับความแข็งแกร่งของภาคอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจไทยต่อไป

ร่วมมือการศึกษาด้านอาหาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/633839

ร่วมมือการศึกษาด้านอาหาร

วันอังคาร ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต และ รศ.ดร.คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางด้านการศึกษา เพื่อสร้างความร่วมมือทางด้านวิชาการในการพัฒนาการเรียนการสอน การสร้างหลักสูตร และการบูรณาการความรู้ทางด้านบริหารธุรกิจและอาหาร การทำวิจัยและนวัตกรรมระหว่างอาจารย์/บุคลากร และนักศึกษา การบริการวิชาการให้แก่สถานประกอบการและบุคคลทั่วไป ตลอดจนการรับนักเรียน-นักศึกษา เข้าฝึกประสบการณ์วิชาชีพร่วมกัน ณ สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา

‘คุณหญิงกัลยา’ หนุนการเรียนรู้ผืนป่า สร้างจิตสำนึก เพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/633841

‘คุณหญิงกัลยา’ หนุนการเรียนรู้ผืนป่า  สร้างจิตสำนึก เพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง

วันอังคาร ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.)เป็นประธานเปิดงาน GreenGang Hackathon Camp ในโครงการพัฒนาเกษตรยั่งยืนในเมืองในพื้นที่โรงเรียนและวิทยาลัย Green School & Green College ณ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย (ม่อนแจ่ม-ม่อนล่อง) อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีนายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยาประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์และนโยบาย รมช.ศธ.(ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัยโฆษกประจำตัว รมช.ศธ.(ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) และคณะทำงาน ครู นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการฯ

ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า โครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนฯ เป็นโครงการที่ดำเนินการร่วมกันระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการบริหารและพัฒนาพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง ซึ่ง ศธ.จะใช้พื้นที่ในวิทยาลัย (Green College) และในพื้นที่โรงเรียน (Green School) เพื่อนำมาดำเนินการพัฒนาพื้นที่สีเขียวในเมืองให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม การจัดกิจกรรม Green Gang Hackathon Camp ในครั้งนี้นอกจากการปลูกจิตสำนึกและให้องค์ความรู้แก่นักเรียนให้รักสิ่งแวดล้อม รู้คุณค่าของธรรมชาติ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่เปิดโอกาสให้นักเรียนจากทุกโรงเรียนที่สนใจทั้งโรงเรียนทั่วไปและโรงเรียนการศึกษาพิเศษเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างต้นแบบโครงการที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (Prototype) ถือเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาธรรมชาตินอกห้องเรียน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายที่ตนได้ให้ความสำคัญมาโดยตลอดนั่นคือการลดความเหลื่อมล้ำ การเพิ่มโอกาส และการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพของเด็กไทยทุกคน

“รู้สึกยินดีและปลื้มใจที่เด็กๆ เยาวชนไทยมีความสนใจในเรื่องธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ธรรมชาติเป็นเรื่องของดิน น้ำ ป่า เป็นความยั่งยืน เป็นหัวใจของชีวิตคนไทย เราจึงต้องสร้างเยาวชนที่มีจิตสำนึกและองค์ความรู้ในเรื่องสิ่งแวดล้อม ให้เขา รู้จัก-เรียนรู้-รักษา-หวงแหน-ถ่ายทอดเรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งเมื่อพื้นที่สีเขียวเต็มเมืองแล้วเชื่อว่าจะเกิดประโยชน์ในวงกว้างอย่างแน่นอน เพราะธรรมชาติสามารถส่งผลกระทบถึงชีวิต สังคม การเมือง และเศรษฐกิจ” ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าว

ด้านนายเมธวิน อังคทะวานิช รองโฆษกประจำตัว ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิชรมช.ศธ. ในฐานะประธานคณะทำงานโครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมืองในพื้นที่โรงเรียนและวิทยาลัย Green School & Green College กล่าวว่า การจัดกิจกรรม Green Gang Hackathon Camp ในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากครูและนักเรียนจำนวนมาก โดยสมัครเข้าร่วมกิจกรรมมากว่า 60 คน จากโรงเรียนและวิทยาลัย ได้แก่ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย โรงเรียนเกษมพิทยา โรงเรียนไทยคริสเตียน โรงเรียนวัดนางสาว(ถาวรราษฎร์บำรุง) สมุทรสาคร วิทยาลัยเทคโนโลยีพิชญเกษม รวมถึงโรงเรียนเศรษฐเสถียรในพระราชูปถัมภ์

“กิจกรรม Green Gang HackathonCamp ครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ น้องๆ นักเรียนและคุณครูเกือบ 100 ชีวิต จาก 9 แห่ง ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน รู้จักผืนป่า บรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกสนาน บรรดาน้องๆ Green Gang ตั้งใจนำเสนอแนวคิดเพื่อนำไปต่อยอดในเรื่องสิ่งแวดล้อมได้อย่าง
ดีเยี่ยมทุกกลุ่ม และที่สำคัญยังทำให้ทุกคนได้เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันบนความแตกต่างอีกด้วย” นายเมธวิน กล่าว

‘ดีป้า’ ร่วม ‘วินด์ เอนเนอร์ยี่’ ปักหมุดอีสาน เปิดศูนย์เรียนรู้ Coding, STEM, IoT และ AI

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/633842

‘ดีป้า’ ร่วม ‘วินด์ เอนเนอร์ยี่’ ปักหมุดอีสาน  เปิดศูนย์เรียนรู้ Coding, STEM, IoT และ AI

วันอังคาร ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า และ บริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่โฮลดิ้ง จำกัด พร้อมหน่วยงานภาคการศึกษา ร่วมเปิดศูนย์การเรียนรู้ด้านCoding, STEM, IoT และ AI ณ โรงเรียนเทพสถิตวิทยา 1 ใน 4 ศูนย์การเรียนรู้ฯ ในพื้นที่นำร่องภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมี นายชัยวัฒน์ ตั้งพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชัยภูมิ พร้อมด้วย ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้านายณัฐพศิน เชฎฐ์อุดมลาภ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร วินด์ เอนเนอร์ยี่ฯ และผู้แทนจากหน่วยงานภาคการศึกษาร่วมในพิธีโดยพร้อมเพรียง

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ในฐานะผู้แทนเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ดีป้า และ วินด์ เอนเนอร์ยี่ฯ ร่วมส่งเสริมและสนับสนุนการยกระดับโรงเรียนสู่การเรียนรู้ด้าน Coding, STEM, IoT และ AI ผ่านการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ฯ ที่จะทำให้การศึกษาไทย โดยเฉพาะนักเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาในสังกัดของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ มีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อพัฒนาห้องเรียนสู่ศตวรรษที่ 21 พร้อมคาดหวังว่า ในอนาคตประเทศไทยจะสามารถเป็นเจ้าของเทคโนโลยีได้ด้วยความสามารถของคนไทย ซึ่งศูนย์การเรียนรู้นี้จะผลิตนักเรียนที่มีคุณภาพ และสามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัลไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และความมั่นคงของประเทศในอนาคต

ด้าน ดร.ณัฐพล กล่าวว่า ที่ผ่านมาดีป้า มุ่งส่งเสริมให้เกิดการขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลรอบด้าน โดยเฉพาะด้านภาคการศึกษาผ่านการเพิ่มศักยภาพแก่นักเรียน โดยการร่วมส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานห้องเรียนดิจิทัลพร้อมด้วยเครื่องมือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ผ่านมาตรการช่วยเหลือหรือการอุดหนุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐเกี่ยวกับการพัฒนาอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลในการพัฒนาทักษะสำคัญแห่งโลกอนาคต ควบคู่กับการส่งเสริมผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ตลาดภาครัฐ

“ดีป้า ตระหนักเป็นอย่างยิ่งว่าโรงเรียนคือสถานที่ตั้งต้นสำคัญสำหรับการพัฒนาทักษะและเพิ่มพูนองค์ความรู้ให้กับเยาวชน เป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างงานสร้างรายได้ และสร้างสรรค์นวัตกรรมดิจิทัล ซึ่งภายใต้ความร่วมมือในครั้งนี้ทำให้เกิดโรงเรียนนำร่อง 4 แห่งในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วย โรงเรียนบ้านห้วยบง และ โรงเรียนบ้านวังโรงใหญ่สามัคคี จังหวัดนครราชสีมา โรงเรียนบ้านยางเกี่ยวแฝก และ โรงเรียนเทพสถิตวิทยา จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งศูนย์การเรียนรู้ฯ ทั้งหมดจะเป็นส่วนช่วยสำคัญในการพัฒนาศักยภาพและทักษะด้านดิจิทัลให้กับน้อง ๆ เยาวชนในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา จำนวน 2,300 คนต่อปีก่อนยกระดับโรงเรียนสู่ห้องเรียนแห่งศตวรรษที่ 21 เตรียมความพร้อมกำลังคนและบุคลากรดิจิทัลของประเทศให้มีทักษะที่จำเป็นรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ประเทศที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลต่อไป” ผู้อำนวยการใหญ่ดีป้า กล่าว

ขณะที่ นายณัฐพศิน กล่าวว่า วินด์ เอนเนอร์ยี่ฯ มีความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนการศึกษาเด็กไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและนวัตกรรมของประเทศ ด้วยการพัฒนาการศึกษาด้านสะเต็มศึกษา ภาษาต่างประเทศ และทักษะอาชีพ ซึ่งเป็นหนึ่งในเสาหลักในการพัฒนาชุมชนที่เราเข้าไปดำเนินงาน จึงเป็นที่มาของความร่วมมือกับ ดีป้า ซึ่งมีเป้าหมายเดียวกัน

ตรวจเยี่ยมโครงการอัจฉริยะเกษตรประณีต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/633953

ตรวจเยี่ยมโครงการอัจฉริยะเกษตรประณีต

วันอังคาร ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พร้อมคณะทำงานโครงการอัจฉริยะเกษตรประณีตในโรงเรียน (Science TechnologyInnovation (STI) : Smart IntensiveFarming) ลงพื้นที่นิเทศ ติดตามเชิงประจักษ์และตรวจเยี่ยมเพื่อให้เห็นสภาพจริงการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางของโครงการอัจฉริยะเกษตรประณีตในโรงเรียน (Science Technology Innovation(STI) : Smart Intensive Farming) ณ โรงเรียนเชียงดาววิทยาคม อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา คณะครู และนักเรียน เมื่อเร็วๆ นี้

ศธ.เผยข้อมูล นร.อายุ 5-12 ปี ประสงค์ฉีดวัคซีนโควิดจำนวน 3.18 ล้านคน คิดเป็น 61%

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/633953

ศธ.เผยข้อมูล นร.อายุ 5-12 ปี ประสงค์ฉีดวัคซีนโควิดจำนวน 3.18 ล้านคน คิดเป็น 61%

วันจันทร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 20.24 น.

วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2565 กระทรวงศึกษาธิการ เผยแพร่ข้อมูล จำนวนนักเรียนที่ประสงค์ฉีดวัคซีน ช่วงอายุ 5 – ไม่เกิน 12 ปี จากจำนวนนักเรียนทั้งหมด 5,254,366 คน ประสงค์ฉีด 3.18 ล้านคน คิดเป็น 61% ไม่ประสงค์ฉีด 2.07 ล้านคน คิดเป็น 39%

ทั้งนี้ แยกเป็นรายภาค ดังนี้ 

– ภาคเหนือ ประสงค์ฉีด 61% ของภาค

– ภาคอีสาน ประสงค์ฉีด 59% ของภาค

– ภาคตะวันออก ประสงค์ฉีด 62% ของภาค

– ภาคตะวันตก ประสงค์ฉีด 57% ของภาค

– ภาคกลาง ประสงค์ฉีด 66% ของภาค

– ภาคใต้ ประสงค์ฉีด 55% ของภาค 

ข้อมูล ณ วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2565

จากรัฐประหารสู่รุนแรงยืดเยื้อ ‘เมียนมา’และท่าทีอาเซียน-โลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/633638

จากรัฐประหารสู่รุนแรงยืดเยื้อ  ‘เมียนมา’และท่าทีอาเซียน-โลก

วันจันทร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 07.08 น.

ยังคงต้องติดตามกันต่อไปกับสถานการณ์ทางการเมืองในเมียนมา (หรือพม่า) ซึ่งต้องบอกว่านับตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. 2564 ที่กองทัพทำรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลพลเรือน จนถึงปัจจุบัน การต่อต้านของประชาชนชาวเมียนมายังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องทั้งด้วยสันติวิธี เช่น การแห่ไปถอนเงินจากธนาคาร การปิดร้านค้าและหยุดงาน และด้วยกำลังอาวุธ ที่ฝ่ายต่อต้านส่วนหนึ่งได้รับการฝึกยุทธวิธีทางการทหารจากกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มชาติพันธุ์ ขณะที่ฝ่ายกองทัพก็ตอบโต้อย่างรุนแรง โถมกำลังเข้าโจมตีกลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงจับกุมคุมขังผู้ที่ออกมาชุมนุมประท้วง

สถานการณ์ความรุนแรงดังกล่าวที่ยืดเยื้อมานานกว่า 1 ปี ยังส่งผลกระทบต่อประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทย ซึ่งเดิมทีแม้การในช่วงปกติ แต่ละวันก็จะมีความพยายามจากชาวเมียนมาลักลอบข้ามพรมแดนเข้ามาหางานทำอยู่แล้วเนื่องจากค่าจ้างในไทยนั้นสูงกว่า ยิ่งในช่วงวิกฤตที่ธุรกิจต่างๆ หยุดชะงัก ปัญหาความยากจนในเมียนมารุนแรงขึ้นก็ยิ่งเป็นแรงกดดันให้เกิดการลอบข้ามพรมแดนมากขึ้นด้วย ยังไม่ต้องนับถึงผู้ลี้ภัยที่หนีความรุนแรงจากการสู้รบ ที่รัฐไทยต้องแบกรับภาระดูแลตามหลักมนุษยธรรม

ที่งานเสวนา “1 ปีหลังรัฐประหารพม่า” ณ วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) ช่วงต้นเดือนก.พ. 2565 ที่ผ่านมา สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี อดีตบรรณาธิการอาวุโส นสพ.เดอะเนชั่น ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเมียนมาและอาเซียน กล่าวว่า ในการยึดอำนาจครั้งล่าสุด กองทัพหรือที่เรียกกันในภาษาพม่าว่า “ตัดมาดอว์ (Tatmadaw)” ประสบความล้มเหลวเพราะยังถูกต่อต้านแม้จะผ่านมาถึง 1 ปีแล้วก็ตาม อีกทั้งการต่อต้านยังลุกลามไปทั่วประเทศบางจุดกองทัพก็ไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้

เช่นเดียวกัน ในเวทีโลกแม้จะมีบางชาติแสดงท่าทีสนับสนุนฝ่ายกองทัพ แต่ก็ยังไม่มีประเทศใดที่ยอมรับรัฐบาลของกองทัพอย่างเป็นทางการ และผู้แทนรัฐบาลทหารก็ไม่มีที่นั่งในเวทีองค์การสหประชาชาติ (UN) ขณะที่อีกด้านหนึ่งยังมีคำถามถึงฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหารเช่น กองกำลังป้องกันตนเองของประชาชน (PDF) ที่หากวิเคราะห์ตามตำราสงครามจรยุทธ์ (สงครามกองโจร) ถือว่ายังอยู่ในขั้นก่อตัว แล้วจะมียุทธศาสตร์ (Strategy) อย่างไร รวมถึงรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) ที่มีตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมมีสายการบังคับบัญชา PDF อย่างไร

หรือแม้แต่ PDF นั้นที่ก่อตัวขึ้นได้เพราะได้รับการสนับสนุนจากกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มชาติพันธุ์ แต่ในความเป็นจริงกลุ่มชาติพันธุ์ก็ไม่ได้ร่วมกันเป็นหนึ่งเดียวกันเพื่อต่อสู้กับฝ่ายกองทัพ ตรงกันข้ามบางกลุ่มยังฉวยโอกาสจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่พยายามแผ่ขยายเขตอิทธิพลของกลุ่มตนเอง จนเกิดปะทะกับกองกำลังของกลุ่มอื่น หรือบางกลุ่มก็รอดูท่าที หากการสู้รบไม่มาถึงพื้นที่ของตนก็จะไม่เคลื่อนไหวใดๆ

“สถานการณ์ทางการทหาร ผมคิดว่าฝ่ายประชาชน ฝ่ายกลุ่มชาติพันธุ์ แม้รวมเป็นเอกภาพได้ก็คงเอาชนะตัดมาดอว์ไม่ได้ เมื่อเอาชนะไม่ได้ทางการทหารก็ต้องหันมาหาวิธีทางการทูต ซึ่งการทูตที่ใกล้ที่สุดก็คืออาเซียนและประเทศเพื่อนบ้าน เราอาจจะหวังกับ UN ได้บ้าง หวังกับสหรัฐฯ-ยุโรปได้บ้าง แต่ผลประโยชน์มันต่างกันเยอะ ฉะนั้นที่ใกล้ที่สุดและเป็นจริงที่สุด ก็จึงเป็นคำตอบคืออาเซียนไม่เพียงแต่ว่าพม่าเป็นสมาชิกอาเซียนเท่านั้น เหตุการณ์ในพม่าทุกชนิดกระทบอาเซียน เพราะฉะนั้นอาเซียนจึงอยู่เฉยไม่ได้” สุภลักษณ์ กล่าว

ด้าน ถวิล เปลี่ยนศรี ประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาและติดตามสถานการณ์ระหว่างประเทศที่มีผลกระทบต่อประเทศไทย ในคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา ในฐานะอดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวถึงท่าทีของประชาคมโลกต่อสถานการณ์เมียนมา ซึ่งมีทั้ง “ไม้แข็ง เช่น UN ไม่ยอมรับผู้แทนจากรัฐบาลทหาร แต่ให้ทูตเมียนมาประจำ UN ที่ได้รับแต่งตั้งจากรัฐบาลชุดก่อนทำหน้าที่ต่อไป เช่นเดียวกับชาติตะวันตก นำโดย สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และสหภาพยุโรป (EU) ที่ใช้มาตรการคว่ำบาตร

และ “ไม้นวม” โดย อาเซียน เปิดช่องให้รัฐบาลทหารเมียนมาเจรจาหาทางออก ซึ่งนานาชาติคาดหวังมากว่าอาเซียนจะมีปฏิสัมพันธ์กับรัฐบาลทหารเมียนมาและทำหน้าที่ได้ดีที่สุด ซึ่งช่วงแรกๆ ดูเหมือนจะได้ผลดี เพราะอาเซียนมีการออกฉันทามติ 5 ข้อ แต่ต่อมากลับพบว่าสถานการณ์จริงไม่ได้เป็นไปตามฉันทามตินั้น การปราบปรามอย่างรุนแรงจนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และการจับกุมคุมขังยังคงดำเนินต่อไป ขณะที่อาเซียนเองก็เริ่มมีความเห็นที่แตกต่าง ระหว่างฝ่ายที่มีท่าทีแข็งกร้าวเพราะเมียนมาไม่ปฏิบัติตามฉันทามติ กับฝ่ายที่เห็นว่าควรให้โอกาสเมียนมา

อดีตเลขาฯ สมช. กล่าวต่อไปว่า “ทุกครั้งที่มีสถานการณ์สู้รบในเมียนมาประเทศที่พรมแดนติดกันอย่างไทยย่อมได้รับผลกระทบ” เช่น ปัจจุบันยังมีผู้ลี้ภัยตกค้างอยู่ในศูนย์พักพิง 9 แห่งใน 4 จังหวัด ประมาณ 8 หมื่นคน บางคนก็เป็นประชากรที่เกิดและเติบโตในศูนย์ฯ ไม่ได้มาจากเมียนมา รวมกับผู้ลี้ภัยที่เข้ามาใหม่จากสถานการณ์ครั้งล่าสุด ขณะเดียวกัน ปัญหาผู้ลักลอบเข้าเมืองเพื่อหางานทำยังพ่วงมาด้วยปัญหาการระบาดของไวรัสโควิด-19

“ในทางแก้ไขปัญหา 1.พม่าที่เป็นไปอย่างนี้ เป็นไปอย่างที่ SAC (สภาที่แต่งตั้งโดยทหาร) ที่กองทัพต้องการ ก็คงไม่เป็นที่ปรารถนาของไทย 2.ในทางที่จะประนีประนอม ดึงพม่าเข้ามาปฏิบัติตามฉันทามติของอาเซียนทั้ง 5 ข้อให้เป็นมรรคเป็นผล ผมคิดว่าน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ส่วนเรื่องไม้แข็ง น่าจะทำให้สถานการณ์มันรุนแรงเพิ่มขึ้น แล้วก็สร้างอันตราย สร้างผลกระทบที่
มากขึ้น
 ถวิล กล่าว

ขณะที่ เกียรติ สิทธีอมร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า การรัฐประหารครั้งล่าสุดในเมียนมา วันที่ 1 ก.พ. 2564 ทำให้เห็นถึงนวัตกรรมอย่างหนึ่ง คือการเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญให้กองทัพสามารถยึดอำนาจรัฐบาลได้ แต่ก็เป็นนวัตกรรมที่ไม่น่าชื่นชมเท่าไร โดยคิดว่าน่าจะมาจากความพยายามเกลี่ยฐานอำนาจ หาความพอดีเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง เรื่องนี้ไม่ตำหนิใครแต่นั่นก็กลายเป็นจุดที่สร้างปัญหาในเวลาต่อมา

อย่างไรก็ตาม ยังมีสิ่งที่ไม่ใช่นวัตกรรมแต่เป็นบรรทัดฐานที่น่าสะพรึงกลัวสำหรับประชาคมโลก คือเหตุผลในการยึดอำนาจ นั่นคือการแพ้การเลือกตั้ง หากเป็นภาษาวัยรุ่นคงใช้คำว่าข้าพเจ้าไม่ไหวแล้ว ยึดอำนาจเลยดีกว่า ซึ่งบรรทัดฐานแบบนี้น่ากลัวมาก และไม่ใช่เรื่องที่เกิดในเมียนมาเพียงประเทศเดียว แต่เริ่มเห็นว่าหลายประเทศมีแนวโน้มจะไปในทางนั้น

“ความเสื่อมถอยของประชาธิปไตยในหลายพื้นที่หลายประเทศมาก ในแอฟริกาก็ยังมีอยู่ฉะนั้นสิ่งนี้เป็นบรรทัดฐานซึ่งประชาคมโลกเองต้องให้ความสำคัญมากกว่าที่เราเห็นอยู่ และต้องไม่ใช่ยอมรับกันง่ายๆ เพราะ โห! มันไกลเหลือเกิน ใกล้อาเซียนอาเซียนไปดูแล้วกัน โห! ติดไทยเลยไทยต้องเป็นพี่เลี้ยง ผมว่าถ้าคิดอย่างนั้นเจ๊ง! ทั้งโลกนี้ประชาธิปไตยมันเดินไม่ได้ แล้วความคิดของกลุ่มคนที่อยากจะสุดท้ายแสวงหาอำนาจ ใช้กำลัง! ไปไม่ได้หรอก ผมว่าอันนี้ประเด็นที่หนึ่งเลย เป็นปรากฏการณ์ที่สร้างบรรทัดฐานใหม่ที่ประชาคมโลกไม่ควรยอมรับ” เกียรติ ระบุ

รอง ปธ.กมธ.การต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ฝาก 3 ประเด็นสำคัญที่จะทำให้สถานการณ์เดินหน้าต่อไปได้ 1.ปัญหาผู้ลี้ภัยต้องไม่ให้ทั้งโลกคิดว่าเป็นปัญหาของประเทศไทย ผู้ลี้ภัยเป็นปัญหาของประชาคมโลกที่ทุกคนต้องมีส่วน หากไม่ส่งคน-ส่งของมาก็ขอให้ส่งเงินมาช่วย แต่ไม่ใช่ให้ไทยรับไปเต็มๆ 2.การละเมิดสิทธิมนุษยชนและการใช้ความรุนแรงไม่ว่าจากฝ่ายใดต้องหยุดซึ่งประชาคมโลกต้องช่วยกดดันให้มากกว่าที่เป็นอยู่

และต้องสนับสนุนฉันทามติ 5 ข้อ จากที่ประชุมอาเซียน เพราะจนทุกวันนี้ทูตพิเศษของอาเซียนก็ยังไม่สามารถเดินทางเข้าไปในเมียนมาได้ และ 3.ท่าทีต่อ NUG หรือรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ ที่ระยะหลังๆ ดูเหมือนได้รับการยอมรับมากขึ้น แต่เรื่องนี้ประชาคมโลกต้องชัดเจน หากรับก็ต้องรับทั้งหมด รวมถึงต้องหาทางพูดคุยกับ 2 ชาติมหาอำนาจ “จีน-รัสเซีย” เพื่อให้สนับสนุนโรดแมปการไปสู่ประชาธิปไตยของเมียนมาให้เร็วที่สุดด้วย

“วันนี้เขาเดินอย่างนี้ได้ รัฐบาลทหารเดินทางอย่างนี้ได้เพราะจีนกับรัสเซียนั่งอยู่นิ่งๆ ดูผลประโยชน์ตัวเอง
แต่ผลประโยชน์ตัวเองมันกระทบผลประโยชน์ของโลก รัสเซียกับจีนเองต้องตัดสินใจว่าตัวเองอยากจะเล่นบทอะไรในเวทีระดับนี้ อาจจะยังไม่คุ้นไม่เป็นไร ยังทัน ยังเปลี่ยนได้ ยังขยับได้แต่ถ้าไม่มีจีนเห็นด้วยว่ารัฐบาลทหารมันเดินไปไม่ได้ แล้วต้องรีบจัดการเลือกตั้งให้ถูกต้องโดยเร็วที่สุด อันนี้เดินต่อไม่ได้”
 เกียรติ กล่าว

‘กสม.’จี้แก้ระเบียบจัดเรียน‘โฮมสคูล’ ชี้‘ครอบครัว’ต้องมีส่วนร่วมประเมินผล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/633635

‘กสม.’จี้แก้ระเบียบจัดเรียน‘โฮมสคูล’  ชี้‘ครอบครัว’ต้องมีส่วนร่วมประเมินผล

วันจันทร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เปิดเผยผลการประชุมด้านการคุ้มครองและมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ครั้งที่ 4/2565 เมื่อวันที่ 31 ม.ค. 2565 ซึ่งได้พิจารณาคำร้องกรณีผู้จัดการศึกษาโดยครอบครัวร้องเรียนมายัง กสม. เมื่อเดือนเม.ย. 2564 กล่าวอ้างว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) รวมทั้งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษารวม 7 แห่ง ปฏิเสธการมีส่วนร่วมของครอบครัวในการเข้าร่วมเป็นกรรมการวัดและประเมินผลการจัดการศึกษาโดยครอบครัว ประจำปีการศึกษา 2563

อันเป็นผลสืบเนื่องมาจาก สพฐ. ได้มีหนังสือที่ ศธ 04006/ว2894 ลงวันที่ 29 ก.ค. 2563 แก้ไขคู่มือการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามมาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 โดยแก้ไขในส่วนของคณะกรรมการวัดและประเมินผลฯ ให้มีเพียงผู้แทนหน่วยงานของรัฐ อันประกอบด้วยผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ศึกษานิเทศก์ นักวิชาการศึกษา ข้าราชการครู แต่เพียงฝ่ายเดียว จากเดิมที่กำหนดให้คณะกรรมการวัดและประเมินผลฯ ประกอบด้วยบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ เข้าใจในการจัดการศึกษาโดยครอบครัว

โดยผู้ร้องเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของคณะกรรมการดังกล่าวนั้น ฝ่ายครอบครัวไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วม ส่งผลให้ผู้เรียนและครอบครัวถูกวัดและประเมินผลการจัดการศึกษาอย่างขาดความเข้าใจ และไม่ก่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด จึงขอให้ตรวจสอบ ซึ่ง กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 54 บัญญัติให้รัฐมีหน้าที่ต้องดำเนินการให้ประชาชนได้รับการศึกษาตามความต้องการในระบบต่างๆ และจัดให้มีการร่วมมือกันระหว่างรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน

ในการจัดการศึกษาทุกระดับ และ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 กำหนดว่า นอกเหนือจากรัฐ เอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้บุคคล ครอบครัวองค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น มีสิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานด้วย ขณะที่กฎกระทรวงว่าด้วยสิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว พ.ศ. 2547 ได้กำหนดให้ครอบครัวดำเนินการวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนด้วย

กสม. เห็นว่า การจัดการศึกษาโดยครอบครัว เป็นการจัดการศึกษาสำหรับกลุ่มเป้าหมายที่มีลักษณะเป็นการศึกษานอกระบบและเป็นการศึกษาทางเลือกที่สามารถเข้าถึงคุณลักษณะเฉพาะของตัวผู้เรียนแต่ละคน ที่มีความยืดหยุ่นหลากหลาย ซึ่งครอบครัวหรือผู้จัดการศึกษาในฐานะที่เป็นผู้รับผิดชอบจัดการศึกษา เป็นครูผู้สอนด้วยตนเองหรือเป็นผู้อำนวยการให้เกิดการเรียนรู้ ย่อมเป็นผู้ที่เข้าใจและทราบถึงพัฒนาการของผู้เรียนได้ดีที่สุด ครอบครัวจึงควรมีส่วนร่วมในการวัดและประเมินผลการจัดการศึกษา

การที่ สพฐ. ไม่ให้ครอบครัวเข้าไปร่วมเป็นกรรมการวัดและประเมินผลฯ แต่ให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและบุคลากรของรัฐที่เกี่ยวข้องทำการวัดและประเมินผลการจัดการศึกษาแต่เพียงฝ่ายเดียวนั้น จะส่งผลให้คณะกรรมการขาดความเข้าใจและขาดข้อมูลที่รอบด้านในการวัดและประเมินผลการจัดการศึกษาโดยครอบครัวอย่างแท้จริง และส่งผลกระทบต่อคุณภาพทางการศึกษาของเด็กผู้เรียนตามมา จึงเห็นว่าการกระทำของ สพฐ. เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ในการนี้ เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิทางการศึกษาให้แก่ครอบครัวและผู้เรียน กสม. จึงเห็นควรมีข้อเสนอแนะให้ สพฐ. กำหนดให้ครอบครัวหรือผู้จัดการศึกษาโดยครอบครัวได้มีส่วนร่วมในการเป็นกรรมการวัดและประเมินผลการจัดการศึกษาโดยครอบครัว เพื่อให้มีการวัดและประเมินผลการจัดการศึกษาอย่างรอบด้านและมีประสิทธิภาพ ภายใต้ความเข้าใจต่อผู้เรียน รวมถึงเป็นไปตามพัฒนาการและศักยภาพของผู้เรียน

สำหรับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษารวม 7 แห่ง กสม.เห็นว่า ไม่ได้กระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากการวัดและประเมินผลการจัดการศึกษาโดยครอบครัว เนื่องจากได้ดำเนินการตามคู่มือการจัดการศึกษา และได้เปิดโอกาสให้ครอบครัวมีส่วนร่วมกับการวัดและประเมินผลตามสมควรแล้ว