พสกนิกรทั่วสารทิศ เข้าถวายสักการะ-ลงนามถวายความอาลัย’สมเด็จพระพันปีหลวง’

พสกนิกรทั่วสารทิศ เข้าถวายสักการะ-ลงนามถวายความอาลัย'สมเด็จพระพันปีหลวง'

พสกนิกรทั่วสารทิศ เข้าถวายสักการะ-ลงนามถวายความอาลัย’สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.55 น.

พสกนิกรทั่วทุกสารทิศ-ทูตานุทูตถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์”สมเด็จพระพันปีหลวง”พร้อมลงนามถวายความอาลัย

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.00 น.ที่อาคารหน่วยราชการในพระองค์ 904 ศาลาสหทัยสมาคมฯ และเต็นท์สนามหญ้าข้างอาคารลูกขุนใน ในพระบรมมหาราชวัง สำนักพระราชวัง ได้เปิดให้พสกนิกรทุกหมู่เหล่าเข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมลงนามถวายความอาลัย ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย โดยมี บุคคลสำคัญ คณะบุคคล คณะทูตต่างประเทศ ผู้นำศาสนา หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรอิสระ ประชาชนทั่วไปเข้าถวายสักการะและลงนามถวายความอาลัยและด้วยความจงรักภักดี

อาทิ คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ นางจิราภรณ์ ฉายแสง เอกอัคราชทูตโมร็อกโก ประจำประเทศไทย, เอกอัครราชทูต คาซักสถาน ประจำประเทศไทย, เอกอัครราชทูตนอร์เวย์ ประจำประเทศไทย, เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประจำประเทศไทย, เอกอัครราชทูตโอมาน ประจำประเทศไทย, เอกอัครราชทูตเม็กซิโก ประจำประเทศไทย, เอกอัครราชทูต ชิลี ประจำประเทศไทย, เอกอัครราชทูตบรูไน ประจำประเทศไทย, สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ,คณะกรรมมาธิการ เศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (UNESCAP), คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตูนีเซีย, คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฮอนดูรัส, คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติโอมาน, อุปทูตมาเลเซีย ประจำประเทศไทย, คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติโอมาน เป็นต้น

นางฐิติมา เกศเวช อายุ 60 ปี ชาวหนองแขม กรุงเทพฯ กล่าวว่า ตนเดินทางมาพร้อมน้องสาวและหลานๆ ตั้งใจมาถวายสักการะและลงนามถวายความอาลัยแด่พระองค์ท่าน เมื่อทราบข่าวว่าท่านสวรรคตก็รู้สึกเสียใจมาก น้ำตาไหล เป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ ท่านเป็นแม่ของแผ่นดิน เราเกิดมาก็เห็นท่านคู่กับในหลวงรัชกาลที่ 9 แล้ว ท่านเสด็จฯไปทุกที่ถึงแม้จะเดินทางลำบาก ท่านนำความเจริญไปให้ พระองค์ท่านมีโครงการในพระราชดำริมากมาย ประทับใจทุกโครงการ ทั้งการส่งเสริมการเพาะเลี้ยงหม่อนไหม โครงการเกี่ยวกับผ้าไหม ผ้าไทย ศูนย์ศิลปาชีพฯ โครงการปลูกป่า ท่านอยากให้ชาวบ้านมีอาชีพมีรายได้ ทุกวันนี้ก็สอนลูกหลานให้ศึกษาคำสอนและโครงการในพระราชดำริของพระองค์ท่าน เพื่อนำไปเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต

ด้าน นางละออศรี หุ่นจีน ณ ไพรี วัย 71 ปี กล่าวว่า เดินทางมาจากย่านทุ่งครุ ตั้งแต่เช้าตรู่ ซึ่งเมื่อวานนี้ (26 ต.ค.68) ได้เดินทางมาร่วมพิธีเชิญพระบรมศพที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยแล้ว จึงอยากมาร่วมลงนามถวายความอาลัยอีกครั้ง ถือเป็นความสูญเสียที่ไม่สามารถจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ เพราะตลอดระยะเวลาหลายสิบปีพระองค์ทรงปฎิบัติพระราชกรณียกิยหลากหลายด้านไว้อย่างมากมาย นับเป็นบุญของคนไทยที่ได้เกิดใต้ร่มพระบารมีของรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระพันปีหลวง รวมถึงรัชกาลที่ 10 ที่ทรงสืบสานพระราชปณิธาน ซึ่งตลอดชีวิตได้เห็นว่าพระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกายทรงงานอย่างไม่หยุดพัก ถ้าไม่มีพระองค์ประชาชนก็จะไม่ได้อยู่ดีกินดีอย่างวันนี้ ได้มีความสุขบนผืนแผ่นดินไทย อยากบอกพระองค์ว่า ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป

ขณะที่ นางสาวศุภนิตย์ เพ็ชร์ช่วย กล่าวว่า ตนเองเป็นมัคคุเทศน์คอยนำเข้าการเข้าชมพระบรมมหาราชวัง และสถานที่สำคัญรอบเกาะรัตนโกสินทร์ จึงทราบประวัติศาสตร์ของชาติ ตลอดจนพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ ตลอดจนพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยเฉพาะการอนุรักษ์ผ้าไทย พระองค์พระราชทานอะไรมากมายให้คนไทย ทรงงานหนักมากกว่าคนธรรมดาทั่วไป เมื่อทราบข่าวสวรรคตได้แต่ร้องไห้ เหมือนขาดอะไรในชีวิต เราสูญเสียในหลวงรัชกาลที่ 9ไปแล้ว และยังมาเสียแม่ของแผ่นดินไปอีก แม้ตนเองจะอายุมากแล้ว แต่เมื่อเห็นพระฉายาลักษณ์ของพระองค์ท่านแย้มพระสรวลเปี่ยมด้วยพระเมตตา ท่านให้กำลังใจคนไทยเสมอ นับเป็นภาพที่ตราตรึงหัวใจชาวไทย ทำให้ย้อนถึงภาพความทรงจำ ณ ขณะพระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฎิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่ต่างๆของประเทศไทย จึงอยากมาแสดงความอาลัยด้วยหัวใจแห่งความจงรักภักดี

การนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนทั่วไปเข้าถวายสักการะเบื้องหน้า พระฉายาลักษณ์ ณ ศาลาสหทัยสมาคมฯ ทุกวันตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.00 น.พร้อมจัดสมุดหลวงลงนามถวายความอาลัยไว้ ณ ที่นั้นด้วย และพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนได้เข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ภายหลังจากการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบ 15 วัน ทุกวัน เวลา 09.00 – 21.00 น.เริ่มตั้งแต่วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน 2568 และพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ราชสกุล คณะองคมนตรี คณะรัฐบาล คณะบุคคล ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญพระราชกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ ภายหลังจากการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระระราชกุศลครบ 100 วัน

– 006

‘ศาลยุติธรรม’สานต่อ’โครงการเยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน’เปิดรับสมัครรุ่นที่ 10

'ศาลยุติธรรม'สานต่อ'โครงการเยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน'เปิดรับสมัครรุ่นที่ 10

‘ศาลยุติธรรม’สานต่อ’โครงการเยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน’เปิดรับสมัครรุ่นที่ 10

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.23 น.

“ศาลยุติธรรม”สานต่อ”โครงการเยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน”เปิดรับสมัครรุ่นที่ 10 มุ่งเสริม”วัคซีนทางปัญญา” สร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เยาวชนชายแดนใต้ นำความรู้พัฒนาประเทศชาติอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568 นายธีรทัย เจริญวงศ์ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า จังหวัดชายแดนใต้ เป็นพื้นที่ที่เผชิญกับปัญหาความขัดแย่งทางสังคมและเหตุความไม่สงบที่ยืดเยื้อ ผลักดันให้เด็กและเยาวชนจำนวนมากตกอยู่ในสถานะที่เปราะบาง อาจถูกดึงดูดเข้าสู่วงจรแห่งความรุนแรงหรือถูกชักจูงไปในทิศทางที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกในพื้นที่ไม่เพียงแต่เป็นต้นตอของความขัดแย้งเท่านั้น แต่ยังเป็นอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และการยกระดับคุณภาพชีวิต การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนจึงไม่อาจสำเร็จได้ด้วยการพึ่งพาแต่เพียงการใช้กำลังหรือมาตรการด้านความมั่นคง แต่ต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเด็กและเยาวชนผ่านการให้ความรู้ เสริมสร้างรากฐานความเข้มแข็งทางสังคม เพื่อนำพาพื้นที่ชายแดนใต้ก้าวข้ามผ่านความขัดแย้ง

“นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา จึงได้มีดำริให้สานต่อ “โครงการเยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน (Belia Thai Sejiwa Sehati) รุ่นที่ 10” โดยจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 มกราคม – 6 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายประธานศาลฎีกา “คุณธรรมนำทาง สร้างศรัทธา พัฒนาคุณภาพ” โครงการดังกล่าวฯ เป็นอีกหนึ่งในโครงการสำคัญของศาลยุติธรรม ที่มุ่งเน้นการปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีงามให้กับเด็กและเยาวชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ โดยเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เข้าร่วมกิจกรรมที่ออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างภูมิคุุ้มกันในทุกมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเสริมสร้างจิตสำนึก คุณธรรม จริยธรรม ความรู้ด้านกฎหมาย สิทธิและหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน รวมถึงกระบวนพิจารณาพิพากษาคดีของศาลเบื้องต้น “การให้ความรู้เชิงป้องกันนี้มีเป้าหมายสำคัญคือ การช่วยป้องกันไม่ให้เด็กและเยาวชนกระทำความผิดโดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เป็นการช่วยเหลือและแนะแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่เหมาะสม ให้เด็กและเยาวชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้เหล่านี้ สามารถเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีและมีคุณภาพในสังคม นำความรู้ที่ได้กลับไปพัฒนาชุมชนท้องถิ่นของตน” นายธีรทัย กล่าว

สำนักงานศาลยุติธรรม โดยกองสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ ขอเชิญชวนน้องๆ อายุระหว่าง 15 – 18 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า ในสถาบันการศึกษา ซึ่งมีที่ตั้งในจังหวัดชายแดนใต้ ได้แก่ จ.ปัตตานี , จ.ยะลา , จ.นราธิวาส และ 4 อำเภอ ของ จ.สงขลา ได้แก่ อ.จะนะ , อ.นาทวี , อ.เทพา และ อ.สะบ้าย้อย หรือมีภูมิลำเนาในพื้นที่ดังกล่าว สมัครเข้าร่วมโครงการเยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน รุ่นที่ 10 โดยสามารถดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ กองสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ สำนักงานศาลยุติธรรม https://iprd.coj.go.th และเฟซบุ๊ก เยาวชนไทย หัวใจเดียวกัน https://www.facebook.com/BeliaThaiSejiwaSehati

ด้าน นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกา และโฆษกศาลยุติธรรม ประธานคณะทำงานดำเนินการโครงการเยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวฯ ได้เริ่มดำเนินการครั้งแรกรุ่นที่ 1 ในปี พ.ศ.2555 เว้นช่วงสถานการณ์โควิด-19 ปัจจุบันได้ก้าวสู่รุ่นที่ 10 แล้ว ซึ่งหลักสูตรเน้นทั้งวิชาการและกิจกรรมจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ครอบคลุมกฎหมายหลากหลายด้าน อาทิ ความรู้เกี่ยวกับศาลยุติธรรม หลักกฎหมายทั่วไป กฎหมายสำหรับเด็กและเยาวชน การไกล่เกลี่ย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ กฎหมายอาญาและการคุุ้มครองสิทธิเสรีภาพ กฎหมายลิขสิทธิ์ กฎหมายแพ่ง และกฎหมายอิสลาม รวมถึงการแนะแนวทางอาชีพนักกฎหมาย นอกจากนี้ เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการยังได้มีโอกาสเดินทางไปทัศนศึกษา ณ สถานที่สำคัญ เช่น ศาลฎีกา ทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา ซึ่งถือเป็นประสบการณ์ที่ดีในชีวิตของพวกเขาอีกด้วย

“ประธานศาลฎีกาได้เล็งเห็นถึงประโยชน์ของโครงการนี้ ที่เยาวชนผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับโดยพิจารณาจากความสำเร็จของรุ่นที่ผ่านมา จึงดำริให้สานต่อโครงการเยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน โดยมุ่งเสริมวัคซีนทางปัญญาให้แก่เด็กและเยาวชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ วัคซีนนี้มิใช่เพื่อป้องกันโรคทางกาย แต่เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันทางความคิดและจิตใจที่แข็งแกร่ง เพื่อให้พวกเขาสามารถเติบโตเป็นผู้นำทางสังคมที่มีความพร้อมและสามารถนำความรู้ ประสบการณ์ รวมถึงแรงบันดาลใจที่ได้รับ กลับไปสร้างเครือข่ายพัฒนาชุมชนท้องถิ่นของตนเอง” นายสุริยัณห์ กล่าว

ทั้งนี้ โครงการเยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน ตั้งแต่รุ่นที่ 1 ถึงรุ่นที่ 9 มีเยาวชนผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการรวมทั้งสิ้น 1,207 คน ขณะที่มีเยาวชนในพื้นที่ชายแดนใต้แสดงความสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการมากกว่า 4,812 คน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จและการตอบรับที่ดี สำนักงานศาลยุติธรรมจึงหวังว่าการจัดโครงการในปีนี้จะได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมเช่นที่ผ่านมา

– 006

นายธีรทัย เจริญวงศ์ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม

นายธีรทัย เจริญวงศ์ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม

นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกา และโฆษกศาลยุติธรรม ประธานคณะทำงานดำเนินการโครงการเยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน

นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกา และโฆษกศาลยุติธรรม ประธานคณะทำงานดำเนินการโครงการเยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน

‘วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย’อภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี เปิดบ้านรับนักศึกษาใหม่ปีการศึกษา 2569

‘วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย’อภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี เปิดบ้านรับนักศึกษาใหม่ปีการศึกษา 2569

‘วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย’อภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี เปิดบ้านรับนักศึกษาใหม่ปีการศึกษา 2569

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.49 น.

‘วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย’อภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี เปิดบ้านรับนักศึกษาใหม่ปีการศึกษา 2569 สร้าง‘หมอไทยรุ่นใหม่’เพื่ออนาคตสุขภาพที่ยั่งยืน พร้อมต่อยอดสู่เวทีโลก

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา วิทยาลัยการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก จัดกิจกรรม “Open House Open Heart เปิดบ้านเปิดใจ แพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร” เพื่อเชิญชวนนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 เข้าร่วมกิจกรรมแนะแนวและทดลองเรียนรู้วิถีแพทย์แผนไทยประยุกต์ ภายใต้แนวคิด “เรียนจริง–ทำจริง–ต่อยอดเป็นอาชีพ”โดยจัดกิจกรรมเพื่อเรียนรู้นำไปปฏิบัติจริง ประกอบด้วย 1. การตรวจวินิจฉัยร่างกายตามศาสตร์แพทย์แผนไทย  2. การเรียนรู้เส้นทางผู้ประกอบการด้านสุขภาพและสมุนไพร และ 3. การสกัดและพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพร เพื่อจัดทำ Portfolio  โดยให้นักเรียนเตรียมสมัครเข้าศึกษาในหลักสูตร การแพทย์แผนไทยประยุกต์บัณฑิต (พท.ป.บ.)

อ.ดร.กริยาภา หลายรุ่งเรือง รองผู้อำนวยการกลุ่มวิชาการและประกันคุณภาพการศึกษา วิทยาลัยการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร  กล่าวว่าวิทยาลัยการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร ก่อตั้งขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง สถาบันพระบรมราชชนก และ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ซึ่งเป็นผู้นำด้านสมุนไพรและการแพทย์แผนไทยของประเทศ โดยมีประสบการณ์สอนกว่า 20 ปี ในการจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพและรับรองโดยสภาการแพทย์แผนไทย ขณะที่ โรงพยาบาลเจ้าพระบาอภัยภูเบศร มีชื่อเสียงด้านการให้บริการสุขภาพ พัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรและถ่ายทอดองค์ความรู้ทั้งในระดับชาติและนานาชาติ พร้อมเป็น ศูนย์ฝึกอบรมการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร ที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ยังมี เส้นทางสู่อาชีพแห่งอนาคตอย่างชัดเจน บัณฑิตจากวิทยาลัยการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี สามารถประกอบอาชีพได้ทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น  • แพทย์แผนไทยประยุกต์ / นักวิจัยสมุนไพร / นักพัฒนา Wellness Product อาจารย์ด้านการแพทย์แผนไทย ตลอดจนประกอบการผลิตภัณฑ์สุขภาพ สมุนไพร หรือเปิดคลินิกสุขภาพของตนเอง

“จังหวัดปราจีนบุรีจึงได้สร้างอาคารวิทยาลัยการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร เพื่อให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านแพทย์แผนไทยครบวงจร มั่นใจได้ว่านักเรียนที่เลือกเรียนที่นี่ จะได้รับทั้งความรู้ คุณธรรม และอนาคตที่มั่นคง” ดร.กิริยาภา กล่าว

ด้าน ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร เลขาธิการมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวถึงความสำคัญของการแพทย์แผนไทยว่า การแพทย์แผนไทยคือภารกิจของคนไทย ที่ต้องสืบสานและฟื้นฟู เพราะช่วยชีวิตคนได้จริง และมีภาคปฏิบัติในชีวิตประจำวันมากกว่าความงามหรือกลิ่นหอม แต่เป็นภูมิปัญญาที่ลึกซึ้ง  เป็นทุนทางวัฒนธรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทย ที่ทั่วโลกให้ความสนใจ

“วิทยาลัยการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก ผลิตบัณฑิตที่เชี่ยวชาญทั้งวิทยาศาสตร์และภูมิปัญญาไทย เพราะต้องทำงานร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์แผนไทยมีใบประกอบวิชาชีพเฉพาะของตนเองสามารถสั่งยา เปิดคลินิก หรือสอบใบอนุญาตเปิดร้านยาไทยได้จริง ถือเป็นวิชาชีพเฉพาะที่ไม่สามารถทดแทนด้วย AI เรามีระบบบริการครบวงจร ทั้งตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ร้านยาไทยโพธิ์เงิน สปาภูมิภูเบศร และตึกนวัตกรรมสมุนไพรที่ร่วมวิจัยกับต่างประเทศ สมุนไพรคือทรัพย์ในดินของเรา หากเกิดภาวะขาดแคลนยา สมุนไพรไทยจะช่วยชีวิตคนทั้งประเทศได้ และนวดไทยที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก คือเครื่องยืนยันว่าภูมิปัญญาไทยได้รับการยอมรับระดับสากล” ดร.สุภาภรณ์ กล่าว

วิทยาลัยการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี เปิดรับสมัครนักศึกษาใหม่ ปีการศึกษา 2569 หลักสูตรการแพทย์แผนไทยประยุกต์บัณฑิต (พท.ป.บ.) / Bachelor of Applied Thai Traditional Medicine (B.A.T.M.) ระยะเวลาเรียน 4 ปี ตามแผนผลิตปกติและแผนผลิตโครงการผลิตแพทย์และทีมนวัตกรรมสุขภาพเพื่อเวชศาสตร์ครอบครัวตอบสนองต่อระบบสุขภาพปฐมภูมิทั่วไทย (9 หมอ) เพื่อสร้างโอกาสให้แก่นักเรียนในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลได้เข้าศึกษาระดับอุดมศึกษาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพเพื่อตอบสนองความต้องการกำลังคนด้านสุขภาพของสถานบริการทั่วประเทศ รวมถึงการผลิตบัณฑิตคืนถิ่นจากชุมชนกลับไปปฏิบัติงานในระบบสุขภาพปฐมภูมิ ผู้สนใจ สามารถสมัครออนไลน์ที่ https://admission.pi.ac.th หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. 037-454-470 ต่อ 25, 089-904-9627, 081-381-8547Facebook: แพทย์แผนไทยประยุกต์ อภัยภูเบศร สถาบันพระบรมราชชนก อีเมล: education_service@acttm.ac.th

​ISCM เปิดพื้นที่แห่งความคิดสร้างสรรค์ เชื่อมโยงอนาคตสำหรับเด็กนิเทศ รับมือทุกความท้าทายอย่างมีกลยุทธ์

​ISCM เปิดพื้นที่แห่งความคิดสร้างสรรค์ เชื่อมโยงอนาคตสำหรับเด็กนิเทศ รับมือทุกความท้าทายอย่างมีกลยุทธ์

​ISCM เปิดพื้นที่แห่งความคิดสร้างสรรค์ เชื่อมโยงอนาคตสำหรับเด็กนิเทศ รับมือทุกความท้าทายอย่างมีกลยุทธ์

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เพราะโลกการสื่อสารเปลี่ยนเร็ว โลกการศึกษาจึงต้องเปลี่ยนให้เร็วกว่า คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ หลักสูตรนานาชาติ  จึงออกแบบหลักสูตรที่ผสานโลกแห่งความคิดสร้างสรรค์เข้ากับการคิดอย่างนักวางกลยุทธ์ พร้อมพัฒนาผู้เรียนสู่ผู้นำการสื่อสารแห่งยุค AI

ในโลกที่สื่อเปลี่ยน คนเสพเปลี่ยน และ AI กำลังเขียนเรื่องราวแทนมนุษย์ ในวันที่คนรุ่นใหม่ใช้เวลาหน้าจอมากกว่า 7 ชั่วโมงต่อวัน “นิเทศศาสตร์” จึงไม่ใช่แค่เรื่องของสื่อ แต่เป็นทักษะชีวิตที่จำเป็นในทุกธุรกิจ International School of Communication Management (ISCM)  คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงปรับหลักสูตรใหม่เพื่อรองรับโลกการสื่อสารในศตวรรษที่ 21 พร้อมเปิด “Common Space” พื้นที่แห่งความคิดสร้างสรรค์ ให้เป็นพื้นที่ที่นิสิตจะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และแบ่งปันประสบการณ์กับรุ่นพี่ รุ่นน้อง ในรูปแบบการเรียนรู้ของนิสิตยุคใหม่

รศ.ดร.ปภาภรณ์ ไชยหาญชาญชัย ประธานหลักสูตรนานาชาติ กล่าวว่า เมื่ออุตสาหกรรมสื่อไทยเปลี่ยนผ่านสู่สื่อเฉพาะกลุ่ม (Niche Media) ที่ต้องการความลึกและความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายอย่างแม่นยำ หลักสูตรนานาชาติ Bachelor of Arts in Communication Management (BCM) จึงได้รับการออกแบบให้รองรับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ มีการเพิ่มรายวิชาใหม่ๆ เช่น Data Management and Analysis for Communication ที่สอนการใช้ข้อมูลในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ Advanced Digital and Social Media Marketing ที่เสริมความรู้ด้านการสื่อสารการตลาดดิจิทัลในเชิงลึก และ Luxury Brand Communications ที่จะบ่มเพาะนิสิตให้เป็นผู้เชี่ยวชาญในตลาดตราสินค้าหรูหรา ที่เชื่อมโยงกับความเหนือระดับ และสถานะทางสังคม

“นอกจาก BCM ที่เป็นหลักสูตรปริญญาตรีแล้ว ISCM ยังมีหลักสูตรปริญญาโท Master of Arts in Strategic Communication Management (MSCM) ที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ที่ต้องการเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางหรือผู้นำในระดับสูงของอุตสาหกรรมการสื่อสารอีกด้วย” รศ.ดร.ปภาภรณ์ อธิบายเสริมว่า “เพื่อรองรับความต้องการของผู้เรียน หลักสูตรปริญญาโทในปัจจุบัน ทางหลักสูตรจึงเปิดสอนนอกเวลาเท่านั้น และผู้เรียนสามารถเรียนจบได้ภายใน 1.5 ปี”

หนึ่งในจุดแข็งที่สำคัญของ ISCM คือทีมคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายชาติ ทั้งฝรั่งเศส มาเลเซีย ฮ่องกง รัสเซีย เบลเยี่ยม และอิตาลี ที่นำประสบการณ์การทำงานจริงจากอุตสาหกรรมระดับโลกเข้ามาในห้องเรียน เช่น ในวิชา Luxury Brand Communications นิสิตจะได้เรียนกับอาจารย์ชาวฝรั่งเศสที่มีประสบการณ์การทำงานกับแบรนด์หรูระดับโลกโดยตรง ได้เรียนรู้จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจถึงความซับซ้อนของตลาดสินค้าหรูที่ต้องการการสื่อสารที่ละเอียดอ่อนไม่ใช่เพียงแค่ทฤษฎีจากหนังสือเรียน

“การมีอาจารย์จากหลากหลายวัฒนธรรมทำให้นิสิตได้เห็นมุมมองที่แตกต่างกันในการจัดการการสื่อสาร” รศ.ดร.ปภาภรณ์ กล่าว “วิธีการสื่อสารที่ได้ผลในเอเชียอาจไม่ได้ผลในยุโรป การเรียนรู้จากประสบการณ์จริงของอาจารย์ต่างชาติทำให้นิสิตเข้าใจถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่จำเป็นสำหรับการทำงานในตลาดโลกได้อย่างมั่นใจ” ประธานหลักสูตรนานาชาติ กล่าวและว่า ISCM เชื่อว่าความรู้ไม่ได้มีอยู่แค่ในห้องเรียน เพราะโลกจริงนั้นเต็มไปด้วยบริบท ข้อจำกัด และโอกาสที่ต้องลงมือสัมผัสด้วยตนเอง ดังนั้น หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของหลักสูตร คือการจัด Study Trip ที่ออกแบบอย่างมีจุดมุ่งหมาย ทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศ เพื่อให้นิสิตได้สัมผัสกับการทำงานจริงของอุตสาหกรรมการสื่อสารในบริบทที่แตกต่างกัน

ทั้งนี้ รศ.ดร.ปภาภรณ์ กล่าวถึงการจัด Study Trip ว่า ในปีที่ผ่านมาเราพานิสิตไปที่ประเทศเกาหลี นอกจากจะไปเยี่ยมชมและแลกเปลี่ยนกับมหาวิทยาลัยฮงอิก (Hongik University) แล้ว เรายังพานิสิตไปเข้าชม Samsung Innovation Center ซึ่งเป็นโอกาสที่นิสิตจะได้เปิดโลกทัศน์และสร้างเครือข่ายที่จะเป็นประโยชน์ในการทำงานในอนาคต

นอกเหนือจากการปรับปรุงหลักสูตร ISCM ยังให้ความสำคัญกับการสร้าง “Common Space” ซึ่งเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้แบบใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการทำงานร่วมกัน และการแลกเปลี่ยนความคิด ให้นิสิตได้ปลดปล่อยพลังความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างเต็มที่

ทำไมการสร้างพื้นที่ “Common Space” สำหรับนิสิตจึงเป็นสิ่งสำคัญ รศ.ดร.ปภาภรณ์ อธิบายว่า ในโลกการทำงานยุคใหม่บริษัทระดับโลกตั้งแต่ Tech Start-up ไปจนถึง Creative Agency ต่างลงทุนสร้างพื้นที่เปิดสำหรับพนักงานทุกคน เพราะพื้นที่ว่าง ๆ แบบนี้จะกระตุ้นการสร้างนวัตกรรม และการทำงานร่วมกันแบบข้ามสายงาน เป็นจุดนัดพบของแรงบันดาลใจ สำหรับที่ ISCM เราอยากให้เด็กมีพื้นที่ที่ไม่ถูกตีกรอบ ไม่จำเป็นต้องมีคำสั่งจากอาจารย์ก่อนถึงจะเริ่มคิดได้ เราจึงสร้าง Common Space ที่ให้พวกเขาสามารถนั่งระดมไอเดีย ทำโปรเจกต์ ร่วมงานกัน หรือแม้แต่หยุดพักแล้วกลับมาพร้อมแรงบันดาลใจใหม่ๆ

Common Space ยังเป็น “Third Place” ที่ไม่ใช่ห้องเรียน ไม่ใช่บ้าน แต่เป็นสถานที่ที่ทุกคนสามารถมาเจอกันในบรรยากาศสบายๆและปล่อยให้บทสนทนาเล็กๆ จุดประกายความคิดใหญ่ๆได้

การเข้ามาของ AI ทำให้หลายคนกังวลว่าอนาคตของอุตสาหกรรมการสื่อสารจะเป็นอย่างไร ISCM กำลังตอบคำถามนี้ด้วยการเน้นทักษะที่ AI ไม่สามารถแทนที่ได้ ได้แก่ การคิดเชิงกลยุทธ์ การจัดการความซับซ้อน การตัดสินใจในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน และการสร้างความสัมพันธ์กับมนุษย์

ด้วยการออกแบบหลักสูตรที่ตอบสนองความต้องการจริงของตลาด บัณฑิต ISCM จะมีความพร้อมสำหรับตำแหน่งงานที่มีความต้องการสูง เช่น Digital Marketing Manager ที่ต้องรู้จักการใช้ข้อมูลในการวางกลยุทธ์ Brand Communication Strategist ที่ต้องเข้าใจทั้งการสร้างแบรนด์และการจัดการชื่อเสียง และ Communications Executive ผู้บริหารการสื่อสารที่เข้าใจโลกของสื่ออย่างแท้จริง

ถ้าคุณกำลังมองหาหลักสูตรที่จะพาคุณไปสู่โลกการสื่อสารแห่งอนาคต International School of Communication Management (ISCM) คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงเป็นคำตอบของสถาบันการศึกษาที่พร้อมเดินทางไปกับการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งทักษะการจัดการการสื่อสารที่แข็งแกร่งไม่เพียงแค่จะช่วยให้คุณได้เปรียบในทุกการแข่งขัน แต่เป็นความจำเป็นที่จะขับเคลื่อนธุรกิจ เปลี่ยนแปลงสังคม และก้าวขึ้นเป็นผู้นำในโลกแห่งการสื่อสารยุคใหม่

วทจ.เปิดรับสมัครหลักสูตร วทจ. รุ่น 8 เสริมศักยภาพผู้นำยุคใหม่ เชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจไทย-จีน

วทจ.เปิดรับสมัครหลักสูตร วทจ. รุ่น 8 เสริมศักยภาพผู้นำยุคใหม่ เชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจไทย-จีน

วทจ.เปิดรับสมัครหลักสูตร วทจ. รุ่น 8 เสริมศักยภาพผู้นำยุคใหม่ เชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจไทย-จีน

วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถาบันวิทยาการผู้นำไทย-จีน (วทจ.) มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ นำโดย นายอรัญ เอี่ยมสุรีย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันวิทยาการผู้นำไทย-จีน เปิดโอกาสพิเศษสำหรับผู้บริหารธุรกิจ ผู้ประกอบการที่ต้องการเรียนรู้จีนเชิงลึกในทุกมิติ เข้าร่วมสมัคร “หลักสูตรวิทยาการผู้นำไทย-จีน รุ่นที่ 8” (Thai-Chinese Leadership Studies) เพื่อเสริมสร้างวิสัยทัศน์และความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับประเทศจีน โดยได้รับการสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย

หลักสูตรวิทยาการผู้นำไทย-จีน (วทจ.) มุ่งสร้างผู้นำยุคใหม่ที่มีวิสัยทัศน์แบบองค์รวม เข้าใจลึกซึ้งทั้งด้านวัฒนธรรม ปรัชญา เศรษฐกิจ และกลยุทธ์การพัฒนาของจีน พร้อมผลักดันการสร้างเครือข่ายความร่วมมือไทย-จีนในทุกมิติอย่างยั่งยืน นับเป็นโอกาสพิเศษสำหรับผู้บริหารธุรกิจและผู้ประกอบการ ที่ต้องการเรียนรู้จีนเชิงลึกและเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจ เพื่อต่อยอดการเติบโตสู่อนาคตร่วมกับจีนอย่างมั่นคง

จุดเด่นหลักสูตร วทจ. รุ่นที่ 8  เรียนรู้เชิงลึก : อบรมเข้มข้นในประเทศไทย ด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งการฟังบรรยายจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิทั้งไทยและจีน รวมถึงอาจารย์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำของจีน อาทิ มหาวิทยาลัยชิงหวา (Tsinghua University), มหาวิทยาลัยเจ้อเจียง (Zhejiang University) และ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง (Peking University) ศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของจีน : ผู้เข้าร่วมหลักสูตรจะได้เดินทางไป ศึกษา ณ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง (Peking University) ซึ่งเป็น มหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของจีน เพื่อสัมผัสแนวคิดการพัฒนาและยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนประเทศของจีนอย่างใกล้ชิด สร้างเครือข่ายผู้นำที่เข้มแข็ง : ตลอดระยะเวลาการอบรม มีการจัดสัมมนาวิชาการ การจัดทำรายงานกลุ่ม และกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการ หล่อหลอมเครือข่ายผู้นำไทย-จีนให้เข้มแข็งและยั่งยืน

ทั้งนี้ หลักสูตร วทจ. รุ่นที่ 8 เปิดรับสมัครแล้วตั้งแต่วันนี้ – 14 พ.ย.2568 โดยจะมีเรียนทุกวันพุธ เริ่มเรียนตั้งแต่ เดือนมกราคม 2568 ค่าธรรมเนียมการศึกษา: 230,000 บาท (ราคานี้ รวมค่าเข้าศึกษา ณ มหาวิทยาลัยปักกิ่งแล้ว) สนใจสมัครหรือสอบถามเพิ่มเติม โทร. 0-2312-6300 ต่อ 1546, 0-2312-6387 สายด่วน 090-220-9838 Line: @tclhcu  ติดตามข่าวสารและกิจกรรมต่างๆ ที่น่าสนใจ สถาบันวิทยาการผู้นำไทย-จีน มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ได้ทาง http://www.tclhcu.com

‘นฤมล’แจงชัด!คำสั่งงดกิจกรรมรื่นเริง ไม่กระทบกีฬาสี-กิจกรรมเสริมหลักสูตร

'นฤมล'แจงชัด!คำสั่งงดกิจกรรมรื่นเริง ไม่กระทบกีฬาสี-กิจกรรมเสริมหลักสูตร

‘นฤมล’แจงชัด!คำสั่งงดกิจกรรมรื่นเริง ไม่กระทบกีฬาสี-กิจกรรมเสริมหลักสูตร

วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 20.34 น.

“นฤมล”แจงชัด!คำสั่งงดกิจกรรมรื่นเริง ไม่กระทบกีฬาสี-กิจกรรมเสริมหลักสูตร ย้ำ”ศธ.”ไม่ปิดกั้นการแสดงออกของนักเรียน ย้ำสถานศึกษาสื่อสารให้เข้าใจตรงกัน

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวชี้แจงกรณีที่มีการเผยแพร่หนังสือด่วนที่สุดของกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต ซึ่งได้ขอความร่วมมือให้หน่วยงานในสังกัดงดจัดกิจกรรมที่มีลักษณะรื่นเริงเป็นเวลา 1 ปี เพื่อแสดงความอาลัย ว่า กิจกรรมที่ขอความร่วมมือให้งดจัด คือ งานสังสรรค์ที่ไม่เป็นทางการ และงานบันเทิงที่มีความครื้นเครง เช่น งานสังสรรค์ศิษย์เก่า หรืองานแสดงความยินดีรับ-ส่ง ส่วนกิจกรรมการเรียนการสอน หรือกิจกรรมเสริมในหลักสูตรของนักเรียน สามารถดำเนินการได้ตามปกติ

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า ส่วนที่ผู้ปกครองบางส่วนอาจจะกังวลว่าหนังสือดังกล่าวอาจกระทบต่อกิจกรรมของนักเรียน เช่น กีฬาสี หรือกิจกรรมสร้างสรรค์อื่นๆ ภายในโรงเรียน ตนจึงขอยืนยันให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องว่า กระทรวง ศธ.ไม่ได้มีสั่งห้ามหรือปิดกั้นการจัดกิจกรรมของเด็กนักเรียนแต่อย่างใด รวมถึงประเพณีการแข่งขันฟุตบอลจตุรมิตรสามัคคี ก็ยังสามารถจัดได้ เพราะถือเป็นกิจกรรมเสริมหลักสูตรของผู้เรียน และถือเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์ด้วย

“อาจารย์ได้กำชับปลัดกระทรวงศึกษาธิการแล้วว่า ให้แจ้งไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและผู้บริหารสถานศึกษาทั่วประเทศ ถึงความหมายและขอบเขตของการจัดกิจกรรมดังกล่าวให้ชัดเจน และให้ถือปฏิบัติในแนวทางเดียวกัน พร้อมขอให้ผู้บริหารโรงเรียนสื่อสารกับครู นักเรียน และผู้ปกครองอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

แนวทางปฏิบัติ! ช่วงการร่วมถวายความอาลัย’สมเด็จพระพันปีหลวง’

แนวทางปฏิบัติ! ช่วงการร่วมถวายความอาลัย'สมเด็จพระพันปีหลวง'

แนวทางปฏิบัติ! ช่วงการร่วมถวายความอาลัย’สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.13 น.

สำนักงานตำรวจแห่งชาติแนะนำชาวไทยและชาวต่างชาติในช่วงการร่วมถวายความอาลัย “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” และพิธีเคลื่อนขบวนพระบรมศพฯ

วันนี้ (26 ตุลาคม 2568) พล.ต.ต.จตุรภัทร์ ภิรมย์แก้ว ผู้บังคับการกองการต่างประเทศ ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายที่ปฏิบัติภารกิจสำคัญในการดำเนินการดูแลความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนที่มาร่วมถวายความอาลัยตลอดเส้นทางขบวนเชิญพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร รวมถึงให้อำนวยความสะดวกด้านการจราจรในเส้นทางต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มกำลัง ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติขอยืนยันความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยระเบียบวินัย เกียรติ และความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนในช่วงเวลาสำคัญยิ่งของประเทศ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอความร่วมมือจากประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติทุกท่าน ที่ร่วมถวายความอาลัยในการเชิญพระบรมศพ และพระราชพิธีต่างๆ ให้ปฏิบัติตามแนวทาง ดังต่อไปนี้

1. แต่งกายสุภาพไว้ทุกข์ – สวมใส่เสื้อผ้าสีดำ สีขาว หรือสีสุภาพ ไม่ควรสวมใส่เสื้อผ้าสีฉูดฉาด

2. ประพฤติตนอย่างสำรวม – งดเว้นการจัดงานรื่นเริงหรือการแสดงออกที่ไม่เหมาะสมในช่วงไว้ทุกข์

3. ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง – เจ้าหน้าที่จะประจำการตามจุดต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกและรักษาความปลอดภัย

4. พกพาสิ่งของเท่าที่จำเป็น และให้ความร่วมมือในการตรวจความปลอดภัยตามจุดคัดกรองต่างๆ

5. แสดงความเคารพเมื่อขบวนผ่าน – ยืนสำรวมและสงบนิ่งเมื่อขบวนรถพระบรมศพเคลื่อนผ่าน

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอขอบคุณประชาชนชาวไทยและชาวต่างชาติทุกท่าน ที่ได้ร่วมแสดงความอาลัย พร้อมให้ความร่วมมือในการปฏิบัติในช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้านี้ และขอเชิญทุกท่านร่วมกันถวายความอาลัยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นที่รักและเทิดทูนยิ่งของปวงชนชาวไทย ด้วยความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้

ต้อนรับรัฐบาลใหม่!‘นิด้าโพล’เปิดมุมมองปชช. แนะแก้ปัญหาการศึกษา รื้อ‘หลักสูตร’ล้าสมัย

ต้อนรับรัฐบาลใหม่!‘นิด้าโพล’เปิดมุมมองปชช. แนะแก้ปัญหาการศึกษา รื้อ‘หลักสูตร’ล้าสมัย

ต้อนรับรัฐบาลใหม่!‘นิด้าโพล’เปิดมุมมองปชช. แนะแก้ปัญหาการศึกษา รื้อ‘หลักสูตร’ล้าสมัย

วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 08.02 น.

ต้อนรับรัฐบาลใหม่!‘นิด้าโพล’เปิดมุมมองปชช. แนะแก้ปัญหาการศึกษา รื้อ‘หลักสูตร’ล้าสมัย

26 ตุลาคม 2568 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ร่วมกับ ภาคีเครือข่ายเพื่อการศึกษาไทย Thailand Education Partnership (TEP) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “ต้อนรับรัฐบาลใหม่ แก้ปัญหาการศึกษาไทย” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 17-21 ตุลาคม 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการแก้ปัญหาการศึกษาไทย เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์

เมื่อถามถึงปัญหาในระบบการศึกษาไทยที่ประชาชนต้องการให้กระทรวงศึกษาธิการรีบแก้ไข พบว่า

+ ร้อยละ 49.31 ระบุว่า หลักสูตรล้าสมัย ไม่ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน

+ ร้อยละ 48.09 ระบุว่า หลักสูตรการเรียนขาดการฝึกทักษะและประสบการณ์ที่จำเป็นต่อการทำงานจริงในอนาคต

+ ร้อยละ 38.78 ระบุว่า ปัญหาความปลอดภัยในโรงเรียน เช่น การบูลลี่ การล่วงละเมิด ยาเสพติด แก๊งเด็กเกเร

+ ร้อยละ 37.33 ระบุว่า คุณภาพโรงเรียน/ ครู ไม่เท่ากันในแต่ละโรงเรียน

+ ร้อยละ 31.30 ระบุว่า เรียนฟรีไม่มีจริง เพราะมีค่าใช้จ่ายแอบแฝง

+ ร้อยละ 26.49 ระบุว่า ครูมีภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานหลักของครูมากเกินไป

+ ร้อยละ 17.33 ระบุว่า ผู้บริหารโรงเรียนขาดความโปร่งใสในการบริหาร

+ ร้อยละ 16.49 ระบุว่า การเรียนเพื่อสอบมากกว่าการได้ความรู้ไปใช้จริง

+ ร้อยละ 16.41 ระบุว่า ระบบการวัดผล เน้นที่คะแนนสอบมากเกินไป ไม่ให้ความสำคัญกับความสามารถอื่น ๆ

+ ร้อยละ 14.35 ระบุว่า การแข่งขันกันทำให้ยิ่งเรียน ยิ่งเครียด และส่งผลต่อสุขภาพจิตนักเรียน

+ ร้อยละ 14.27 ระบุว่า ผู้บริหารโรงเรียนที่ไม่มีสมรรถนะในการบริหารและพัฒนาโรงเรียน

+ ร้อยละ 8.78 ระบุว่า หลักสูตรจากส่วนกลางไม่สอดคล้องกับลักษณะนักเรียนและพื้นที่ตั้งของโรงเรียน

+ ร้อยละ 5.95 ระบุว่า คนเก่งไม่อยากมาเป็นครู

+ ร้อยละ 2.29 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ

ด้านประเด็นการศึกษาที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลชุดใหม่ทำทันที พบว่า

+ ร้อยละ 44.27 ระบุว่า ปรับหลักสูตรและการเรียนรู้ให้ทันสมัย สามารถนำไปใช้ได้จริง

+ ร้อยละ 44.05 ระบุว่า ลดค่าใช้จ่ายทางการศึกษา เรียนฟรีจริงถึง ม.6

+ ร้อยละ 37.86 ระบุว่า ปรับหลักสูตรให้นักเรียนได้ฝึกทักษะและมีประสบการณ์ ที่จำเป็นต่อการทำงานจริงในอนาคต

+ ร้อยละ 35.95 ระบุว่า เพิ่มโอกาสและความเท่าเทียมทางการศึกษาให้เด็กทุกกลุ่ม

+ ร้อยละ 24.05 ระบุว่า ทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก รวมถึงการดูแลสุขภาพจิตของนักเรียน และยกระดับคุณภาพครูและผู้อำนวยการโรงเรียน รวมถึงสมรรถนะและความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ในสัดส่วนที่เท่ากัน

+ ร้อยละ 21.60 ระบุว่า ลดภาระที่ไม่จำเป็นของครู รวมถึงเพิ่มแรงจูงใจให้คนเก่งอยากเป็นครูมากขึ้น

+ ร้อยละ 14.66 ระบุว่า ปรับระบบการวัดผล ไม่เน้นคะแนนจากการสอบ

+ ร้อยละ 9.92 ระบุว่า สนับสนุนให้โรงเรียนในแต่ละพื้นที่มีอิสระในการออกแบบการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง

+ ร้อยละ 5.88 ระบุว่า ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต Re-skill Up-skill และ New skill สำหรับคนทุกวัย

+ ร้อยละ 1.15 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ

ด้านความต้องการของประชาชนต่อการมีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาไทย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 30.76 ระบุว่า ให้ความร่วมมือในการฝึกทักษะและเสริมสร้างประสบการณ์ที่จำเป็นต่อการทำงานจริงในอนาคตรองลงมา ร้อยละ 26.95 ระบุว่า ร่วมในการตัดสินใจพัฒนารูปแบบและกลไกการจัดการเรียนการสอน รวมถึงการประเมินและติดตามผลลัพธ์การเรียนรู้ ร้อยละ 23.82 ระบุว่า บริจาคเพื่อสนับสนุนกิจกรรมและการพัฒนาโรงเรียนในด้านต่าง ๆ ร้อยละ 22.75 ระบุว่า ร่วมผลักดันนโยบาย กฏหมาย และระเบียบที่จำเป็นต่อการพัฒนาการศึกษา ร้อยละ 19.47 ระบุว่า ร่วมในการดูแลสวัสดิภาพและสุขภาวะของนักเรียน ร้อยละ 17.63 ระบุว่า ไม่อยากมีส่วนร่วมใด ๆ และร้อยละ 0.69 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ

ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานหลักของครูในปัจจุบัน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 57.40 ระบุว่า ครูมีภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานหลักมากเกินไป รองลงมา ร้อยละ 29.62 ระบุว่า ครูมีภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานหลักบ้าง แต่ก็ไม่มากเกินไป ร้อยละ 10.31 ระบุว่า ครูไม่มีภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานหลักเลย และร้อยละ 2.67 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ

สำหรับความคิดเห็นของประชาชนต่อการลดภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานหลักของครู จะช่วยทำให้การศึกษาไทยพัฒนามากขึ้น พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 55.19 ระบุว่า ช่วยทำให้การศึกษาไทยพัฒนามากขึ้นแน่นอน รองลงมา ร้อยละ 25.50 ระบุว่า ค่อนข้างช่วยทำให้การศึกษาไทยพัฒนามากขึ้น ร้อยละ 10.99 ระบุว่า ไม่ค่อยช่วยทำให้การศึกษาไทยพัฒนาขึ้นเท่าไร ร้อยละ 7.10 ระบุว่า ไม่ช่วยทำให้การศึกษาไทยพัฒนามากขึ้นเลย และร้อยละ 1.22ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความกังวลและความหวังของประชาชนต่อรัฐบาลชุดใหม่ในการแก้ไขปัญหาการศึกษาไทย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 30.84 ระบุว่า กังวล แต่ก็มีความหวัง รองลงมา ร้อยละ 25.11 ระบุว่า ไม่กังวล แต่ไม่มีความหวัง ร้อยละ 21.99 ระบุว่า ไม่กังวล และมีความหวัง ร้อยละ 20.38 ระบุว่า กังวล และไม่มีความหวัง และร้อยละ 1.68 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ

สกู๊ปพิเศษ : Gistda เผยเหตุผล…ทำไม? ไทยต้องมี ‘ดาวเทียม’ สำรวจโลก

สกู๊ปพิเศษ : Gistda เผยเหตุผล…ทำไม? ไทยต้องมี ‘ดาวเทียม’ สำรวจโลก

สกู๊ปพิเศษ : Gistda เผยเหตุผล…ทำไม? ไทยต้องมี ‘ดาวเทียม’ สำรวจโลก

วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 07.15 น.

ในอดีตกว่า 20 ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีดาวเทียม ถือว่าเป็นเรื่องใหม่มากสำหรับประเทศไทย แม้จะมีการการตื่นตัวและให้ความสำคัญกับการนำข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมมาใช้ประโยชน์ด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านภัยพิบัติมากขึ้น แต่ประเทศไทยยังคงอยู่ในบทบาทของ ผู้รับข้อมูลดาวเทียม จากต่างประเทศเป็นหลัก และยังขาดองค์ความรู้หรือประสบการณ์ในด้านการพัฒนาดาวเทียมและเทคโนโลยีอวกาศด้วยตนเอง

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ซึ่งได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2543 เพื่อให้บริการภาพถ่ายจากดาวเทียมในขณะนั้นได้ริเริ่มโครงการพัฒนา ดาวเทียม THOES-1” หรือ ดาวเทียมไทยโชต ขึ้น ด้วยความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลฝรั่งเศส โดยเป็นดาวเทียมสำรวจทรัพยากรดวงแรกของไทยที่ขึ้นสู่วงโคจรครั้งแรกเมื่อ 1 ตุลาคม 2551 และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศครั้งแรกในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม

หลังจากดาวเทียมไทยโชตผ่านการปฏิบัติภารกิจมาแล้วมากมาย ในการติดตามและสำรวจเชิงพื้นที่ร่วมกับดาวเทียมสำรวจจากทั่วโลก โดยเฉพาะการติดตามพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ อย่างเช่น ในช่วงเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2554 และการติดตามสถานการณ์ไฟป่าหมอกควันตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบัน

15 ปีต่อมา… ดาวเทียม THOES – 2 ดาวเทียมสำรวจทรัพยากรดวงที่ 2 ของประเทศไทย ถูกส่งขึ้นสู่วงโคจรเมื่อ 9 ตุลาคม 2566 เพื่อทดแทนดาวเทียม ไทยโชตที่ปฏิบัติงานมานานจนใกล้จะหมดอายุการใช้งาน โดย THOES- 2 เป็นดาวเทียมที่ติดตั้งกล้องแบบออปติคัล “สามารถถ่ายภาพที่มีความละเอียดสูงมากในระดับ 50 เซนติเมตร รองรับการใช้งานที่หลากหลาย โดยเฉพาะการติดตามสถานการณ์ต่างๆ ที่ต้องการข้อมูลเชิงพื้นที่ที่มีรายละเอียดสูง” และในโครงการ THOES- 2 นี้เอง ได้มีการพัฒนา ดาวเทียม THOES- 2A” ดาวเทียมขนาดเล็ก ควบคู่ไปด้วย โดยเปิดโอกาสให้ทีมวิศวกรชาวไทย ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาและรับการถ่ายทอดองค์ความรู้ในการจัดสร้างดาวเทียม ปัจจุบันการสร้างดาวเทียม THOES- 2A แล้วเสร็จ และอยู่ระหว่างรอการนำส่งขึ้นสู่วงโคจรในเร็วๆนี้

ขณะเดียวกัน GISTDA กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาดาวเทียม THOES- 3 ซึ่งเป็นดาวเทียมสำรวจทรัพยากรขนาดเล็ก ดวงที่ 4 ของประเทศไทย เพื่อมุ่งเน้นสนับสนุนภารกิจด้านการเกษตร โดยเป็นดาวเทียมดวงแรกที่ประกอบขึ้นในประเทศไทย ด้วยฝีมือการออกแบบของทีมวิศวกรไทยที่ต่อยอดองค์ความรู้จากการร่วมพัฒนา THOES- 2A อีกทั้งยังมีการใช้ชิ้นส่วนบางส่วนที่ผลิตโดยผู้ประกอบการไทย คาดว่าดาวเทียม THOES- 3 นี้จะสามารถพัฒนาแล้วเสร็จ พร้อมขึ้นสู่วงโคจรได้ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า

เรียกว่าเกือบ 20 ปี กับการที่ประเทศไทยเป็นเจ้าของดาวเทียม 3 ดวง ทั้งดาวเทียมหลัก ดาวเทียมขนาดเล็ก และดาวเทียมที่ใกล้หมดอายุ รวมถึงยังมีดาวเทียมที่อยู่ระหว่างการพัฒนาอีก 1 ดวง

แต่ด้วย ความต้องการในการนำข้อมูลจากดาวเทียมไปใช้งานที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งภาครัฐและเอกชน ดาวเทียมที่มีอยู่ในปัจจุบัน ถือว่ายัง ไม่เพียงพอ ที่จะตอบสนองต่อความจำเป็นในการใช้ประโยชน์ของประเทศทั้งในเชิงพื้นที่และเชิงเวลา นอกจากนี้ดาวเทียมที่มีอยู่ยังมีข้อจำกัดด้านการถ่ายภาพ เช่น ถ่ายภาพได้เฉพาะเวลากลางวัน และไม่สามารถถ่ายทะลุเมฆได้ ทำให้ประเทศไทยยังต้องพึ่งพาข้อมูลจากดาวเทียมต่างประเทศ เช่น เรดาร์ (SAR Sensors ) ซึ่งอาจไม่ตอบโจทย์ด้านความต่อเนื่องและทันท่วงที

เพื่อตอบโจทย์ปัญหาเหล่านี้ จำเป็นต้องมีการพัฒนา ดาวเทียมสํารวจโลกของประเทศไทย GISTDA จึง ขับเคลื่อน โครงการพัฒนากลุ่มดาวเทียมสำรวจโลกของประเทศไทย” หรือ “THAILAND’S EARTH OBSERVATION SATELLITE CONSTELLATION” ขึ้น โดยมีเป้าหมาย ประเทศไทยควรมีกลุ่มดาวเทียมเพิ่มขึ้นอีก 12 ดวง ในระยะเวลา 6 ปี 

ดร.พรเทพ นวกิจกนก ผู้อำนวยการศูนย์ผลิตดาวเทียมแห่งชาติ GISTDA กล่าวว่า โครงการดังกล่าวจัดทำขึ้น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการเก็บข้อมูลเชิงพื้นที่ที่มีความละเอียดสูง เพิ่มประสิทธิภาพ ครอบคลุม ภารกิจ และเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมต่อเนื่องในประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรมใน 3 มิติ คือ Industrial Economy , Empowering Knowledge Economy และ Smart Data Economy

ทั้งนี้การพัฒนา ดาวเทียม 12 ดวงใน 6 ปีนับจากวันอนุมัติโครงการ ได้ผ่านการวางแผนที่พิจารณาภาพรวมการทำงานเป็นกลุ่มร่วมกับดาวเทียมที่มีอยู่ ณ เวลานั้นๆ ทั้งดาวเทียมของไทยและต่างประเทศ อย่างเช่น กลุ่มดาวเทียม THOES- 3 ซึ่งมีประมาณ 5 ดวง ถูกออกแบบให้ทำงานร่วมกับดาวเทียมกลุ่มอื่น ๆ เช่น ดาวเทียม Sentinel เพื่อให้ทำงานเสริมกัน ทำให้สามารถถ่ายภาพได้ครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น

ด้วยข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ การออกแบบกลุ่มดาวเทียมดังกล่าว จึงเน้นที่ภารกิจเป้าหมายในแต่ละกลุ่มที่ชัดเจน โดยมีทั้งกลุ่มดาวเทียม แบบ ออปติคัล แบบเรดาร์และแบบตรวจจับความร้อน ขณะเดียวกันที่มาของดาวเทียมก็มีทั้งแบบทีมวิศวกรไทยเข้าร่วมพัฒนา เช่นเดียวกับดาวเทียม THOES- 2 การออกแบบเองแล้วจ้างผลิต และแบบจัดซื้อดาวเทียมจากต่างประเทศ ซึ่งจะมีเงื่อนไขต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาบุคลากรและอุตสาหกรรมอวกาศของประเทศไทย ดร.พรเทพ กล่าว

สำหรับดาวเทียมทั้ง 12 ดวง ถูกออกแบบเพื่อตอบโจทย์ 3 เรื่องหลักของประเทศ โดยกลุ่มดาวเทียม THOES-3 จำนวน 5 ดวงตอบโจทย์ภารกิจด้านการเกษตร กลุ่มดาวเทียม THOES-4 จำนวน 2 ดวง และ THOES-5 จำนวน 4 ดวงตอบโจทย์ภารกิจด้านภัยพิบัติและความมั่นคง ส่วนดาวเทียม THOES- 6 จำนวน 1 ดวง ตอบโจทย์ภารกิจด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ดร.พรเทพ บอกอีกว่า ภายใต้โครงการนี้วงเงินงบประมาณ อาจจะดูเหมือนสูงมาก เนื่องจากเป็นการพัฒนาพร้อมๆ กันทั้งระบบ ซึ่งในโครงการจะมีทั้งการจัดหากลุ่มดาวเทียมและปรับปรุงระบบสถานีรับสัญญาณ การเพิ่มศักยภาพของบุคลากรไทยผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาและส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมของประเทศในด้านดาวเทียม และเทคโนโลยีอวกาศ และการพัฒนาระบบประยุกต์ใช้ประโยชน์ภูมิสารสนเทศจากภาพถ่ายดาวเทียม

หากแผนการพัฒนาโครงการเป็นไปตามเป้าหมาย ดร.พรเทพ บอกว่า ประเทศไทยนอกจากจะได้กลุ่มดาวเทียมสำรวจโลกและโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีอวกาศแล้ว บุคลากรไทยจะได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีในการร่วมสร้างดาวเทียมสมัยใหม่ สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ต่ำกว่า 3,000 คน ผู้ประกอบการในประเทศสามารถผลิตชิ้นส่วนหรือพัฒนาระบบย่อยเพื่อใช้งานในระบบ ดาวเทียมตาม มาตรฐานสากล ไม่น้อยกว่า 100 บริษัท ทำให้เกิดระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ และประยุกต์ใช้ประโยชน์ภูมิสารสนเทศจากภาพถ่ายดาวเทียมของหน่วยปฏิบัติตามภารกิจต่างๆ ได้อย่างประสิทธิภาพ และที่สำคัญ คือ การเป็นเจ้าของข้อมูลจากดาวเทียม ซึ่งเป็นหลักประกันได้ว่าประเทศไทย จะสามารถเข้าถึงข้อมูลในพื้นที่ที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที เพิ่มขีดความสามารถด้านอุตสาหกรรมอวกาศด้วยการเป็นเจ้าของเทคโนโลยีอย่างยั่งยืน ซึ่งจะสร้างโอกาสให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นผู้นําด้านการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

รายงานพิเศษ : มช.ชูหลักสูตร ‘NSE’ ยกระดับความปลอดภัยไซเบอร์ เร่งปั้นบุคลากรทักษะสูงตอบโจทย์อุตสาหกรรมสากล

รายงานพิเศษ : มช.ชูหลักสูตร ‘NSE’ ยกระดับความปลอดภัยไซเบอร์ เร่งปั้นบุคลากรทักษะสูงตอบโจทย์อุตสาหกรรมสากล

รายงานพิเศษ : มช.ชูหลักสูตร ‘NSE’ ยกระดับความปลอดภัยไซเบอร์ เร่งปั้นบุคลากรทักษะสูงตอบโจทย์อุตสาหกรรมสากล

วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ฟอร์ติเน็ต ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) เข้าร่วมเป็นพันธมิตรทางวิชาการ (Academic Partner) ภายใต้หลักสูตร Fortinet Network Security Expert (NSE) เพื่อยกระดับองค์ความรู้และทักษะด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ให้แก่นักศึกษาและบุคลากร

ดร.ศุภกร กังพิศดาร ผู้จัดการประจำประเทศไทย และลาว ฟอร์ติเน็ต กล่าวว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือครั้งนี้ ในฐานะพันธมิตรทางวิชาการระหว่างฟอร์ติเน็ตและมหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อยกระดับองค์ความรู้และทักษะด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ รวมถึงเทคโนโลยีสารสนเทศให้แก่บุคลากรและนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพื่อให้มีทักษะตอบโจทย์กับความต้องการของอุตสาหกรรมในระดับสากล ซึ่งเป็นการเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคธุรกิจในการผลิตบุคลากรคุณภาพสูงออกสู่ตลาดแรงงานทักษะด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์

ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดี มช. กล่าวว่า ความร่วมมือนี้มีเป้าหมายหลักคือการนำมาตรฐานการฝึกอบรมระดับโลกของหลักสูตร Fortinet Network Security Expert บูรณาการเข้ากับหลักสูตรของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเน้นเนื้อหาด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้และระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ทั้งในหลักสูตรของคณะวิศวกรรมศาสตร์ โดยเปิดกลุ่มวิชาเลือก Cybersecurity Engineering Track สำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ขึ้นไป รวมทั้งยังได้ปรับปรุงหลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาระบบสารสนเทศและความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานทักษะสูง นอกจากนี้ยังได้บูรณาการเนื้อหาด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ภายในกระบวนวิชาที่เกี่ยวข้องกับระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์เพื่อให้นักศึกษาได้รับทั้งความรู้เชิงทฤษฎีและทักษะเชิงปฏิบัติในการรับมือกับภัยคุกคามไซเบอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งได้จัดหลักสูตรอบรมออนไลน์ระยะสั้นด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity Literacy) ผ่านวิทยาลัยการศึกษาตลอดชีวิตเพื่อขยายโอกาสการเรียนรู้ด้านนี้ให้แก่บุคคลทั่วไป

ทั้งนี้การเข้าร่วมเป็นพันธมิตรทางวิชาการกับฟอร์ติเน็ตนั้น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เชื่อว่าจะเป็นการเสริมความสามารถให้กับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ไม่เพียงแต่หลักสูตรความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แต่รวมถึงหลักสูตรอื่นที่เกี่ยวข้องให้ทันสมัยตามมาตรฐานสากล โดยจะเร่งพัฒนาศักยภาพของคณาจารย์และบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีของฟอร์ติเน็ต พร้อมทั้งมีแผนจัดตั้งห้องปฏิบัติการด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ หรือ ไซเบอร์ซีเคียวริตี้ที่ใช้เทคโนโลยีจริงของภาคอุตสาหกรรมเพื่อให้นักศึกษาได้ฝึกปฏิบัติในสถานการณ์จำลองเสมือนจริงและส่งเสริมให้มีโครงงานร่วมกับภาคเอกชนและหน่วยงานอุตสาหกรรม

ปัจจุบันมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ถือเป็นแหล่งผลิตบุคลากรด้านคอมพิวเตอร์ ไอทีและเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่สำคัญของประเทศ โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ผลิตผู้สำเร็จการศึกษาใน 6 หลักสูตรหลัก ได้แก่ 1.หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ 2.หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมระบบสารสนเทศและเครือข่าย (หลักสูตรนานาชาติ)    3.หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ 4.หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ 5.หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ และ 6.หลักสูตรปรัชญาดุษฏีบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ รวมทั้งสิ้น 733 คน

โดยทั้งนี้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้เปิดหลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมระบบสารสนเทศและความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (หลักสูตรนานาชาติ) เพื่อรองรับตลาดแรงงานทั้งในปัจจุบันและอนาคต ที่มีความสามารถ มีทักษะ ที่โดดเด่นในระดับสากล