เลขาธิการ กพฐ.เปิดอบรมเสริมสร้างสมรรถนะครูผู้ช่วยสู่การเป็นครูมืออาชีพ

เลขาธิการ กพฐ.เปิดอบรมเสริมสร้างสมรรถนะครูผู้ช่วยสู่การเป็นครูมืออาชีพ

เลขาธิการ กพฐ.เปิดอบรมเสริมสร้างสมรรถนะครูผู้ช่วยสู่การเป็นครูมืออาชีพ

วันอังคาร ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2568, 20.27 น.

เลขาธิการ กพฐ.เปิดอบรมเสริมสร้างสมรรถนะครูผู้ช่วยสู่การเป็นครูมืออาชีพ สังกัด สพม.ปทุมธานี ติวครูบรรจุใหม่รู้บทบาทหน้าที่ พัฒนาคุณภาพการศึกษามีประสิทธิภาพสูงขึ้น

วันที่ 9 กันยายน 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานเปิดการอบรมเสริมสร้างสมรรถนะครูผู้ช่วยสู่การเป็นครูมืออาชีพ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) ปทุมธานี โดยมี นางสาวหฤทัย บุญประดับ ผอ.สพม.ปทุมธานี ครูผู้ช่วยที่ได้รับการบรรจุแต่งตั้งใหม่ จำนวน 189 คน พร้อมด้วยคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตฯ และผู้อำนวยการสถานศึกษา เข้าร่วม ณ จงกลพรหมพิจิตร แกรนด์ฮอลล์ โรงเรียนปทุมวิไล จ.ปทุมธานี

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวว่า สถานศึกษาเป็นหน่วยงานการศึกษาที่มีอำนาจหน้าที่ หรือ มีวัตถุประสงค์ในการจัดการศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ และตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ การอบรมเสริมสร้างสมรรถนะครูผู้ช่วยสู่การเป็นครูมืออาชีพ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยพัฒนาศักยภาพของครูผู้ช่วยในการไปปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา ซึ่งข้าราชการครูเป็นผู้ที่ประกอบวิชาชีพทำหน้าที่หลักทางด้านการเรียนการสอน และส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาอย่างมีคุณภาพเหมาะสมตามช่วงวัย

“นับว่าเป็นสิ่งที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งสำหรับทุกคน ที่มีโอกาสเข้ารับการอบรมจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ มาบรรยายให้ความรู้ ระหว่างวันที่ 9 – 10 กันยายนนี้ เพื่อให้ครูผู้ช่วยได้มีความรู้ ความเข้าใจ ในบทบาทหน้าที่ การเป็นข้าราชการครูที่ดี มีวินัยต่อตนเอง ต่อเพื่อนร่วมงาน ต่อสังคมและประเทศชาติ สามารถนำความรู้ที่ได้รับในครั้งนี้ ไปพัฒนาการจัดการเรียนการสอนให้มีคุณภาพ ด้วยความเป็นครูมืออาชีพ และหวังว่าในการอบรมครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อครูผู้ช่วย ที่ไปปฏิบัติหน้าที่ตามสถานศึกษาต่างๆ อันส่งผลให้การพัฒนาคุณภาพการศึกษามีประสิทธิภาพสูงขึ้น” ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าว

‘กมธ.การศึกษา’จับมือ’ม.กรุงเทพธนบุรี’จัดสัมมนายกระดับบทบาท’การศึกษา–การทูต’

'กมธ.การศึกษา'จับมือ'ม.กรุงเทพธนบุรี'จัดสัมมนายกระดับบทบาท'การศึกษา–การทูต'

‘กมธ.การศึกษา’จับมือ’ม.กรุงเทพธนบุรี’จัดสัมมนายกระดับบทบาท’การศึกษา–การทูต’

วันอังคาร ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2568, 20.04 น.

‘กมธ.การศึกษา’จับมือ’ม.กรุงเทพธนบุรี’จัดสัมมนายกระดับบทบาท’การศึกษา–การทูต’รับมือความท้าทายโลกยุคใหม่

เมื่อวันที่ 9 ก.ย.2568 ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี คณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร ได้จัดการสัมมนาในหัวข้อ “การศึกษากับการพัฒนาทางการฑูตในสถานการณ์ปัจจุบัน” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทของการศึกษาในการเสริมสร้างศักยภาพทางการฑูตของประเทศ ภายใต้บริบทของสถานการณ์โลกในปัจจุบัน

โดยรองศาสตราจารย์ ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานกรรมาธิการการศึกษา ให้เกียรติกล่าวต้อนรับและเปิดงาน พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการบูรณาการความรู้ทางวิชาการกับภารกิจทางการทูตเพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนมั่นคง

ในการสัมมนาครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก พันเอก พรมพจน์ สุขทัศน์ รองผู้อำนวยการส่วนปฏิบัติการ ศูนย์ต่อสู้ป้องกันภัยทางอากาศ กองทัพบก (อดีตอาจารย์โรงเรียนเสนาธิการทหารบก) เป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ “การศึกษากับพัฒนาทางการฑูตในสถานการณ์ปัจจุบัน” โดยเน้นถึงบทบาทของการศึกษาในการสร้างบุคลากรที่มีศักยภาพในการวิเคราะห์สถานการณ์ระหว่างประเทศ และการกำหนดนโยบายความมั่นคงที่เหมาะสมกับบริบทโลกยุคใหม่

จากนั้น เป็นการบรรยายในหัวข้อ “อาชีพนักการทูตสำคัญอย่างไรต่อประเทศ” โดย คุณมนรดา แย้มกสิกร นักการทูตชำนาญการ ซึ่งได้แบ่งปันประสบการณ์ตรงจากการปฏิบัติหน้าที่ในต่างประเทศ และเน้นถึงคุณสมบัติของนักการทูตที่ควรได้รับการปลูกฝังผ่านระบบการศึกษา

ภายในงานยังได้รับเกียรติจาก พล.ต.ต.ดร.ทีป ราญสระน้อย คณบดีคณะนิติศาสตร์, รศ.ดร.กมลพร กัลยาณมิตร คณบดีคณะรัฐศาสตร์ (มกธ.) พร้อมด้วยผู้บริหาร คณาจารย์ และนักศึกษาอาทิรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ ฯ เข้าร่วมรับฟังพร้อมถามคำถามที่อยากรู้จากวิทยากร บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นพร้อมนักศึกษาได้รับประสบการณ์และความรู้ความเข้าใจ

ในช่วงท้ายของการสัมมนา รองศาสตราจารย์ ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง ได้กล่าวสรุปสาระสำคัญ พร้อมทั้งแสดงความขอบคุณต่อวิทยากรและผู้ร่วมงานทุกท่านที่มีส่วนสนับสนุนให้การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ประสบผลสำเร็จอย่างดียิ่ง

‘สนง.แม่กองบาลีสนามหลวง-พศ.’มอบรางวัลสำนักเรียน-สำนักศาสนศึกษาพระปริยัติธรรมดีเด่น

‘สนง.แม่กองบาลีสนามหลวง-พศ.’มอบรางวัลสำนักเรียน-สำนักศาสนศึกษาพระปริยัติธรรมดีเด่น

‘สนง.แม่กองบาลีสนามหลวง-พศ.’มอบรางวัลสำนักเรียน-สำนักศาสนศึกษาพระปริยัติธรรมดีเด่น

วันอังคาร ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2568, 18.15 น.

‘สนง.แม่กองบาลีสนามหลวง-พศ.’มอบรางวัลสำนักเรียน-สำนักศาสนศึกษาพระปริยัติธรรมดีเด่น

9 กันยายน 2568 พระครูปลัดรัตนวีรวัฒน์ (รังสฤษดิ์ อิทฺธิจินฺตโก) เจ้าสำนักศาสนศึกษาวัดพระธรรมกาย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย พร้อมด้วยพระมหาสุวิทย์ ธมฺมิกมุนิ ป.ธ.9 อาจารย์ใหญ่สำนักศาสนศึกษาวัดพระธรรมกาย เข้ารับการถวายพัดรอง -ย่าม-ผ้าไตร และรับโล่ประกาศเกียรติคุณ การเรียนการสอนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีดีเด่น มีนักเรียนสอบได้มากเป็นอันดับ ๑ ของคณะสงฆ์หนกลาง ในการสอบบาลีสนามหลวงปี พ.ศ.2568 โดยได้รับความเมตตาจากพระพรหมโมลี แม่กองบาลีสนามหลวง เจ้าคณะภาค 5 เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เป็นประธาน ณ พระมหาเจดีย์มหารัชมงคล ชั้น 2 วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร

ในโอกาสนี้พระครูปลัดรัตนวีรวัฒน์ ได้นำพระภิกษุผู้สอบได้ประโยค ป.ธ.9 จำนวน 11 รูป เข้ารับการมุทิตาสักการะและนักเรียนบาลีศึกษา สำนักศาสนศึกษาวัดพระธรรมกาย ชั้นบาลีศึกษาประโยค 1-2 ถึง 8 จำนวน 40 ท่านเข้ารับประกาศนียบัตร-พัดบาลีศึกษา-เข็มที่ระลึก ผู้สอบได้ประโยคบาลีศึกษาปี พ.ศ.2568

การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลีนั้น คือการเรียนรู้ภาษาบาลีซึ่งเก็บรักษาพระพุทธพจน์ไว้ในพระไตรปิฎกและคัมภีร์อรรถกถา ฎีกา โดยมุ่งเน้นให้บรรพชิตและคฤหัสถ์สามารถอ่าน แปล อธิบายพระไตรปิฎกภาษาบาลีและใช้เป็นพื้นฐานในการศึกษาพระธรรมวินัยอย่างลึกซึ้งตามลำดับ

สำนักศาสนศึกษาวัดพระธรรมกาย ได้จัดการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมแผนกบาลี ทั้งในห้องเรียนประจำและผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อขยายขอบเขตการศึกษาให้กว้างขวางยิ่งขึ้นอีกทั้งยังได้จัดทำเครื่องมือการศึกษาในรูปแบบ Mobile Application และ Web Application เพื่อให้เกิดความสะดวกต่อการศึกษาค้นคว้าและทำความเข้าใจด้วยตนเอง โดยในปี 2568 สำนักศาสนศึกษาวัดพระธรรมกาย ได้ส่งพระภิกษุสามเณร 1,747 รูป คฤหัสถ์ 522 ท่าน เข้าทำการสอบวัดความรู้ในสนามหลวง อีกทั้งได้รับเลือกให้เป็นสนามสอบบาลีสนามหลวงประจำจังหวัดปทุมธานีแห่งที่ 2 อีกด้วย

‘นฤมล’เป็นประธานครบรอบ 22 ปี สกสค. มอบของขวัญลดเบี้ยประกัน-ดูแลสวัสดิการลดภาระครู

'นฤมล'เป็นประธานครบรอบ 22 ปี สกสค. มอบของขวัญลดเบี้ยประกัน-ดูแลสวัสดิการลดภาระครู

‘นฤมล’เป็นประธานครบรอบ 22 ปี สกสค. มอบของขวัญลดเบี้ยประกัน-ดูแลสวัสดิการลดภาระครู

วันอังคาร ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.07 น.

“นฤมล“ เป็นประธานครบรอบ 22 ปี สกสค. มอบของขวัญลดเบี้ยประกันครูและดูแลสวัสดิการเพื่อลดภาระครู

9 กันยายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีครบรอบ 22 ปี วันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) โดยมี ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. พร้อมด้วย ดร.ดิศกุล เกษมสวัสดิ์ ดร.สุชาติ กลัดสุข และนางสาวชนนิกานต์ สืบชนะ รองเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. นางสาวชัชพร พินทุวัฒนะ ที่ปรึกษาเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหารพนักงานเจ้าหน้าที่ สกสค. ครูและบุคลากรทางการศึกษา ร่วมพิธีบวงสรวงพระพฤหัสบดี พิธีบวงสรวงพระบรมราชนุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6, รูปหล่อพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร), ท่านทวี บุณยเกตุ พิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์บริเวณสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. และพิธีตักบาตรพระสงฆ์ ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ 

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า  ในโอกาสครบรอบ 22 ปี วันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานเลขาธิการ สกสค. ตนได้หารือกับ ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. ถึงการวางทิศทางใหม่ๆในการกำกับดูแลเรื่องสวัสดิการครู โดยเฉพาะในเรื่องของการแก้หนี้ให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งขณะนี้ก็อยู่ในขั้นตอนของการดำเนินการในการจัดตั้งสหกรณ์กลางของ สกสค. และหากรัฐบาลใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้ว ตนก็จะนำเรื่องเสนอให้ ครม.พิจารณาอนุมัติจัดตั้งสหกรณ์กลาง ของ สกสค.ได้เลย จะเป็นการรวมหนี้ครูจากสหกรณ์ต่างๆมาไว้ในที่เดียวกัน และช่วยลดดอกเบี้ยลง จะเป็นการช่วยลดภาระให้กับครู แต่มีเงื่อนไขว่า ครูจะต้องไม่สร้างหนี้ใหม่เพิ่ม ซึ่งตรงนี้เป็นภาระกิจเร่งด่วนที่เลขาธิการ ดร.พีระพันธ์ กำลังเร่งดำเนินการด้านเอกสารอยู่  รวมถึงการดูแลเรื่องสวัสดิกานอื่นๆที่สกสค.สามารถจะดูแลครูทั้งที่ยังรับราชการอยู่และครูที่เกษียณฯแล้ว ว่าจะดูแลอย่างไรได้บ้าง เพื่อลดภาระต่างๆให้กับครู ซึ่งตรงนี้ตนได้มอบหมายให้เลขาธิการ ดร.พีระพันธ์ ไปหารือกับคณะกรรมการ สกสค.เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือต่อไป

ดร.พีระพันธ์ กล่าวว่า ตามที่ รมว.ศธ.ไดัมอบหมายให้ สำนักงานเลขาธิการ สกสค.ดำเนินการเรื่องการจัดตั้งสหกรณ์กลาง ขณะนี้ สกสค.ได้ดำเนินการจัดเตรียมเอกสารเพื่อนำเสนอ ครม.แล้ว

เลาธิการ สกนค. กล่าวต่อว่า สกสค. เป็นหน่วยงานหลักในการดูแลและให้บริการด้านสวัสดิการและสวัสดิภาพแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ ในรอบปีที่ผ่านมาได้พัฒนาการบริการในด้านสวัสดิการและสวัสดิภาพหลายด้านมาอย่างต่อเนื่อง และในโอกาสครบรอบ 22 ปี ของการสถาปนา สกสค. ในวันนี้ สกสค.มีข่าวดีที่จะแจ้งไปยังครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เป็นสมาชิกโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. ได้ทราบทั่วกัน ว่า จากข้อเรียกร้องของสมาชิกโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. จำนวนมากในปีที่ผ่านมา ที่ขอให้ สกสค. พิจารณาให้ความช่วยเหลือลดภาระค่าใช้จ่ายค่าเบี้ยประกันสินเชื่อที่มีอัตราสูง    

“จากปัญหาดังกล่าว สกสค. ได้พยายามต่อสู้เพื่อให้ข้อเรียกร้องของสมาชิกได้รับการตอบสนอง จนสามารถทำบันทึกข้อตกลงร่วมกับธนาคารออมสิน เพื่อสรรหาผู้รับประกันคุ้มครองสินเชื่อที่มีอัตราเบี้ยประกันลดลงจากเดิมเมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2568 ที่ผ่านมา หลังจากนั้น สกสค. ได้ประกาศสรรหาบริษัทผู้รับประกันคุ้มครองสินเชื่อมีบริษัทรับประกันสนใจเสนอรายละเอียดเข้ารับการพิจารณารวม 3 บริษัท ซึ่งได้พิจารณาเลือกบริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) ที่เสนออัตราเบี้ยประกันต่ำสุด รวมทั้ง ความมั่นคงและความน่าเชื่อถือเป็นผู้รับประกันคุ้มครองสินเชื่อในโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. ให้สมาชิกได้พิจารณาทำประกันคุ้มครองสินเชื่อตามความสมัครใจแทนบริษัทผู้รับประกันเดิม ทั้งนี้ อัตราค่าเบี้ยประกันของบริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน)” 

เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. กล่าวต่อว่า จากอัตราเบี้ยประกันที่ลดลงนี้จะช่วยลดภาระบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาสมาชิกโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. ได้เป็นอย่างดี โดยผู้สนใจที่จะทำประกันเพื่อคุ้มครองสินเชื่อสามารถลงทะเบียนแสดงความจำนงได้ทาง Line Official Account สกสค. รวมทั้งเว็บไซต์ http://www.otep.go.th หรือสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลและลงทะเบียนได้ที่สำนักงาน สกสค. จังหวัดทุกจังหวัด ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. กล่าวเพิ่มเติมว่า “สกสค. ยังเดินหน้าจัดสวัสดิการและสวัสดิภาพให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาต่อไป ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้ สกสค. และธนาคารออมสินจะร่วมกันพิจารณาโครงการเพื่อลดภาระครูเป็นโครงการต่อเนื่องต่อไป”

พลิกเกมสู้! สพฐ.งัดกฎหมายฟัน’ผู้ร้อง’ ปมหลักสูตรใหม่-เช่าสื่อดิจิทัล ชี้ข้อมูลคลาดเคลื่อนหลายจุด

พลิกเกมสู้! สพฐ.งัดกฎหมายฟัน'ผู้ร้อง' ปมหลักสูตรใหม่-เช่าสื่อดิจิทัล ชี้ข้อมูลคลาดเคลื่อนหลายจุด

พลิกเกมสู้! สพฐ.งัดกฎหมายฟัน’ผู้ร้อง’ ปมหลักสูตรใหม่-เช่าสื่อดิจิทัล ชี้ข้อมูลคลาดเคลื่อนหลายจุด

วันอังคาร ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.07 น.

“นฤมล” สั่ง “สพฐ.” ดูข้อกฏหมาย นายกสมาคมครูชนบทชัยภูมิ แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ เป็นการแจ้งเท็จ หมิ่นประมาทหรือไม่

9 กันยายน 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานการประชุมผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ และประเด็นการร้องเรียนการปรับหลักสูตรการศึกษาเพื่อรองรับการเช่าซื้อสื่อดิจิทัล ณ ห้องประชุม สพฐ.1 อาคาร สพฐ.4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ 

โดย นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ. และนายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานการศึกษา สพฐ. และว่าที่ รองเลขาธิการ  กพฐ. ได้รับมอบหมายจาก ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. แถลงกรณี นายกสมาคมครูชนบทชัยภูมิ เข้าแจ้งความที่ สถานีตำรวจนครบาลดุสิต เมื่อวันที่ 8 ก.ย.ที่ผ่านมา  ร้องทุกข์กล่าวโทษว่าการปรับหลักสูตรการศึกษาเพื่อรองรับการเช่าซื้อสื่อดิทัล โดยได้ร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานระดับสูงของรัฐตามมาตรา 157 กระทำผิดฐานละเว้นการปฎิบัติหน้าที่ในการกระทำหรืองดเว้นต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการในการปรับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อรองรับการเช่าซื้อสื่อดิจิทัล  นั้น ตนขอชี้แจงเพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกัน ว่า ในประเด็นที่หนึ่ง ที่กล่าวหาว่า สพฐ. ได้ปรับปรุงหลักสูตรระดับปฐมวัย และหลักสูตรระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานเฉพาะ ป. 1 -ป.3 เอื้อประโยชน์กับคนใดบุคคนหนึ่ง นั้น ซึ่งในประเด็นนี้ ตนขอให้นายวิษณุ ในฐานะมีหน้าที่รับผิดชอบตรงนี้ได้ชี้แจงในประเด็นดังกล่าว

นายวิษณุ กล่าวว่า เนื่องจากตนเป็นหนึ่งในรายชื่อทีาถูกร้อง ซึ่งขณะนั้นตนดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา มีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องของหลักสูตรใหม่ 2568 จึงขอชี้แจงในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตร ว่า ได้ทำหลักสูตรเป็นไปตามบทบาทอำนาจหน้าที่หรือไม่ ซึ่งถ้าดูใน พรบ.การศึกษาแห่งชาติ 2542 ในมาตรา 27  กำหนดให้คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีบทบาทหน้าที่ในการพัฒนาหลักสูตรแกนกลาง ที่ตอบสนองความเป็นไทย ความเป็นพล ความเป็นเอกภาพของชาติ และการพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุคุณภาพ และถ้าดูในท้ายของมาตรา ได้มอบอำนาจให้สถานศึกษามีหน้าที่ทำหลักสูตรสถานศึกษาเป็นแกนสาระเพิ่มเติมของโรงเรียนทให้สอดรับกับหลักสูตรแกนกลาง และสอดคล้องกับบริบทความต้องการ ความจำเป็น และจุดเน้นของสถานศึกษาได้ ดังนั้น คณะกรรมการ กพฐ. จึงมีหน้าที่ในการพัฒนาตัวหลักสูตร สำหรับหลักสูตรใหม่เมื่อประกาศใช้ในปี 2568 ให้กับโรงเรียนที่ทดลองใช้ในปี 2568 คณะกรรมการ กพฐ. ได้มีมติให้ สพฐ.

โดยสำนักวิชาการฯ มีหน้าที่คิดออกแบบหลักสูตรฉบับใหม่ขึ้นมา ซึ่งเราทำใน 2 ช่วงชั้น คือ ระดับชั้นอนุบาล (อายุ3-6 ปี) กลับระดับชั้นประถมฯต้น (ป.1-ป.3)โดยมติของคณะกรรมการ กพฐ.ขณะนั้น เนื่องจากสภาวการณ์ที่ต้องการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้มุ่งตอบสนองช่วงวัยของผู้เรียน และมีสมรรถนะที่จำเป็นเกิดการเปลี่ยนแปลง ดังนั้น เป้าหมายคุณภาพของผู้เรียนต้องตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ก็เห็นควรให้มีการคิดหลักสูตรที่อิงหลักสูตรฐานสมรรถนะ แล้วให้ประกาศใช้กับกลุ่มโรงเรียนที่มีความพร้อมและสมัครใจ จะเห็นว่าในปี 2568 มีการใช้หลักสูตรฉบับใหม่ภายใต้บทบาทหน้าที่ของ กพฐ. และภายใต้อำนาจของสำนักวิชาการฯ ซึ่งเขียนไว้ในกฎกระทรวงว่ามีหน้าที่ในการพัฒนาหลักสูตรที่สอดคล้องกับสภาวการณ์ และในการพัฒนาหลักสูตรฉบับนั้น ผ่านคณะทำงานหลายฉบับและหลายชุดมาก ตามคำสั่งซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการลงนามในคณะขับเคลื่อนในการทำหลักสูตร ที่มีทั้งคณะกรรมการยกระดับคุณภาพ คณะกรรมการ กพฐ. คณะทำงานของ สพฐ. ที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายในการขับเคลื่อน

“ในการทำหลักสูตรฉบับนี้ นอกจากเป็นไปตามอำนาจ เป็นไปตามบทบาทหน้าที่มและความรับผิดชอบ  ส่วนที่มีประเด็นกล่าวหาว่า หลักสูตรนี้ไปเอื้อให้เกิดการใช้การเช่าแท็บเล็ต นั้น ซึ่งถ้าเรามองในหลักสูตรฉบับใหม่ ที่ประกาศใช้ ครูสามารถเลือกใช้สื่อได้จากทุกแหล่งเรียนรู้ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ มีการสอนเรื่องทักษะเทคโนโลยี แต่ส่วนใหญ่เน้นการอ่าน เขียน คิดคำนวณ ครูจะมีหน้าที่ที่จะหยิบสื่อต่างๆหลากหลาย ดังนั้น จึงไม่ได้ไปตอบสนองตอบสนองใครคนใดคนหนึ่ง แล้วจะเห็นได้ว่าหลักสูตรใหม่นี้ เราใช้กับเด็กอนุบาลและชั้นประถมต้น  ในขณะที่โครงการ Anyway Anytime เป็นนโยบายส่งเสริมกับนักเรียนในระดับชั้นมัธยมฯ ดังนั้น จึงเป็นคนละกลุ่มเป้าหมาย และสิ่งที่ สพฐ.ทำ ไปตามบทบาทหน้าที่ และคำนึงถึงผู้เรียน คำนึงถึงคุณภาพผู้เรียน ไม่มีอะไรที่มิชอบ หรือทำผิดเกินบทบาทหน้าที่“ นายวิษณุ กล่าว

นายพัฒนะ กล่าวถึงในประเด็นที่ 2 ที่ถูกกล่าวหาว่า การเช่าแท็บเล็ต โน๊ตบุ๊ก โครมบุ๊ค ทำให้เกิดความเสียหายต่อนักเรียนจำนวนถึง 13 ล้านคน นั้น ตนขอชี้แจงว่า นักเรียนในสังกัด สพฐ. ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล อายุ 3 ขวบ ถึง อายุ 18 ปีบริบูรณ์ จากข้อมูล 10 มิถุนายน 2568 สพฐ.มี นักเรียนในสังกัดเพียง 6,300,000 กว่าคน และโครงการเช่าอุปกรณ์การเรียนการสอนนั้น สพฐ. เช่าให้เฉพาะนักเรียน ม.ปลาย หรือ ม.4-ม.6เท่านั้น ซึ่งมีอยู่ประมาณ 600,000 คน ดังนั้น ข้อมูลการกล่าวหา สพฐ.นั้น จึงไม่ถูกต้อง  ส่วนงบประมาณที่ได้รับการจัดสรร ก็อยู่ใน พรบ.งบประมาณ ประจำปี 2568 ซึ่งในการจัดซื้อจัดจ้าง ทาง สพฐ. ก็ได้จัดสรรงบประมาณไปให้ทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ทั้ง 118 เขตพื้นที่ฯ โดยให้แต่ละสำนักงานเขตพื้นที่ฯ ประกาศเชิญชวนบริษัทต่างๆเข้าระบบอีบีดดิ้ง ซึ่งทางส่วนกลางไม่ได้ระบุให้เขตพื้นที่ว่าจะต้องเช่าซื้อกับบริษัทใดบริษัทหนึ่ง และสถานประกอบการในแต่ละจังหวัด ก็มีไม่เหมือนกัน จึงเป็นอำนาจของเขตพื้นที่ฯ ในการดำเนินการสรรหาหรือหาผู้รับเหมารับจ้างเป็นผู้ให้การเช่าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ให้กับนักเรียน  และจะเห็นได้ว่าปัจจุบันนี้นักเรียน ที่อยู่ในเมือง ในกรุงเทพ ฯ หรือปริมณฑล ส่วนใหญ่ร้อยละ 90 ผู้ปกครองได้ซื้ออุปกรณ์การเรียนให้กับนักเรียนแทบจะทุกคนอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ สพฐ. ทำ เป็นการเติมช่อง ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้กับนักเรียน โดยเฉพาะเด็กที่อยู่ต่างจังหวัด หรือตามอำเภอที่ผู้ปกครองมีฐานะยากจน เด็กไม่มีโอกาสมีอุปกรณ์เหล่านี้มาใช้ในการเรียนการสอนได้ เราจึงจัดหาเพื่อให้นักเรียนสามารถนำไปใช้นอกจากใช้ในการเรียนการสอนในห้องเรียนแล้ว นักเรียนยังสามารถนำกลับไปใช้ที่บ้านได้เพื่อค้นคว้าหาความรู้ในการจัดการการศึกษาได้ตามโครงการ Anyway Anytime ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการจัดการศึกษากับนักเรียน เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในภาพรวมของประเทศชาติ ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งเลย 

“สพฐ. และ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศธ. มีความห่วงใย ว่าโครงการนี้ เราจะดำเนินการต่อเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติอย่างแท้จริง และในส่วนของ สพฐ. และ รมว.ศธ. ได้มอบหมายให้ สพฐ. ไปดูระเบียบข้อกฎหมายว่าสิ่งที่ผู้ร้อง ที่ไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ กับสถานีตำรวจนครบาล ดุสิต นั้น ว่ามีข้อความ เป็นการแจ้งเท็จหรือไม่ หมิ่นประมาทหรือไม่ หรือว่าเป็นการนำเอาข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งขณะนี้ เลขาธิการ กพฐ.ได้มอบหมายให้สำนักนิติการ สพฐ.ไปดูระเบียบข้อกฎหมายต่างๆว่าจะดำเนินการอย่างไรกับผู้ที่ไปร้องทุกข์กล่าวโทษต่อไป“ 

ม.กาฬสินธุ์ ฉลองครบรอบ 10 ปี มุ่งสู่มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

ม.กาฬสินธุ์ ฉลองครบรอบ 10 ปี มุ่งสู่มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

ม.กาฬสินธุ์ ฉลองครบรอบ 10 ปี มุ่งสู่มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.35 น.

คึกคัก! ม.กาฬสินธุ์จัดงานฉลองครบรอบ 10 ปีอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมรับการปาฐกถาพิเศษจาก พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ที่ได้ให้คำมั่นว่าจะรักษาสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ด้วยชีวิต และยังได้กล่าวให้โอวาทแก่นักเรียนให้เป็นคนดีของชาติ

วันที่ 9 กันยายน 2568 มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์จัดงานฉลองวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 10 ปี โดยมีรองศาสตราจารย์สุพรรณ สุดสนธิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ และดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี นายกสภามหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ นำคณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษาเข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง

ภายในงานมีพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ทำบุญตักบาตร และพิธีมอบโล่เชิดชูเกียรติแก่ผู้ทำคุณประโยชน์แก่มหาวิทยาลัยและประเทศชาติ ซึ่งในโอกาสนี้ มหาวิทยาลัยได้มอบโล่เชิดชูเกียรติแก่หลวงตาสินทรัพย์ จรณธัมโม และพลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2

พลโทบุญสิน พาดกลาง ได้ขึ้นปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ ‘ความจงรักภักดี ต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์’ โดยย้ำความภาคภูมิใจและยืนยันว่าจะรักษาและปกป้องสถาบันหลักของชาติด้วยชีวิต

ก่อนเข้าร่วมงานที่มหาวิทยาลัย พลโทบุญสินได้เดินทางไปพบปะกับครูและนักเรียนที่โรงเรียนกาฬสินธุ์พิทยาสรรพ์ โดยได้กล่าวให้โอวาทแก่นักเรียนให้ยึดมั่นในสถาบันหลักของชาติ ทั้ง ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความเสียสละของทหารที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ และยังฝากให้ครูสอนวิชาประวัติศาสตร์และจริยธรรมแก่นักเรียนเพื่อปลูกฝังการเป็นคนดีของชาติ ///-026

เปิดตัว ‘LOOM PHU’ วิชชาลัยผ้าทอของหนองบัวลำภู ชูใยบัวหลวงสู่แฟชั่นรักษ์โลก

เปิดตัว 'LOOM PHU' วิชชาลัยผ้าทอของหนองบัวลำภู ชูใยบัวหลวงสู่แฟชั่นรักษ์โลก

เปิดตัว ‘LOOM PHU’ วิชชาลัยผ้าทอของหนองบัวลำภู ชูใยบัวหลวงสู่แฟชั่นรักษ์โลก

วันอังคาร ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.43 น.

ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานวิชชาลัยผ้าทอหนองบัวลำภู (วิชชาลัย LOOM PHU) ซึ่งเป็นแหล่งรวมช่างทอผ้าท้องถิ่น พร้อมชื่นชมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมืองที่ผสานนวัตกรรมใยบัวหลวงเข้ากับแนวคิดแฟชั่นรักษ์โลก

วันที่ 9 ก.ย. 2568 นายสุรศักดิ์ อักษรกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู พร้อมคณะ ได้เข้าเยี่ยมชมการดำเนินงานของวิชชาลัยผ้าทอหนองบัวลำภู (วิชชาลัย LOOM PHU) ณ ตำบลเมืองใหม่ อำเภอศรีบุญเรือง ซึ่งเป็นวิชชาลัยแห่งที่ 5 ของจังหวัด โดยมีนายดอกดิน ต้อมทอง พัฒนาการจังหวัดฯ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมต้อนรับ

‘วิชชาลัย LOOM PHU’ มีจุดเด่นอยู่ที่การออกแบบและตัดเย็บผ้าทอพื้นเมืองให้มีความทันสมัย สวมใส่ง่าย ภายใต้แนวคิด Sustainable fashion หรือแฟชั่นยั่งยืน โดยมีการคิดค้นนวัตกรรมเส้นใยธรรมชาติจากใยบัวหลวง ซึ่งถือเป็นวัตถุดิบใหม่ในการผลิต

ผู้ว่าราชการจังหวัดฯ ได้รับฟังการนำเสนอแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากกลุ่มสมาชิก ซึ่งมุ่งเน้นการใช้สีจากธรรมชาติเพื่อความยั่งยืน, การพัฒนาความหลากหลายของเส้นใยและลวดลาย, การปรับรูปแบบผลิตภัณฑ์ให้เข้ากับความต้องการของตลาด รวมถึงการขยายช่องทางการจำหน่ายสู่ตลาดออนไลน์

สำหรับชื่อ LOOM PHU มีความหมายที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของโครงการ โดย L หมายถึง Legacy (มรดก), O หมายถึง Organic (ออร์แกนิก) และ Originality (ความเป็นต้นตำรับ), M หมายถึง Mindful (ใส่ใจ), P หมายถึง Preservation (การอนุรักษ์), H หมายถึง Harmony (ความสมดุล) และ U หมายถึง Unity (ความร่วมมือ) แสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นไปพร้อมกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ///-026

‘ASSUMPTION EXPO 2025’ อัสสัมชัญจัดมหกรรมโชว์วิสัยทัศน์การศึกษาเพื่ออนาคตยั่งยืน

'ASSUMPTION EXPO 2025' อัสสัมชัญจัดมหกรรมโชว์วิสัยทัศน์การศึกษาเพื่ออนาคตยั่งยืน

‘ASSUMPTION EXPO 2025’ อัสสัมชัญจัดมหกรรมโชว์วิสัยทัศน์การศึกษาเพื่ออนาคตยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2568, 10.13 น.

โรงเรียนอัสสัมชัญ จัดงาน ASSUMPTION EXPO 2025 : Education for Sustainable Futures มหกรรมการศึกษาอัสสัมชัญ 2025 “สร้างอนาคตยั่งยืนด้วยการเรียนรู้”

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 ภราดา ดร.มณฑล  ประทุมราช รักษาการประธานมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย เป็นประธานเปิดงาน “ASSUMPTION EXPO 2025 : Education for Sustainable Futures” มหกรรมการศึกษาอัสสัมชัญ 2025 สร้างอนาคตยั่งยืนด้วยการเรียนรู้ โดยมี ภราดา ดร.เดชาชัย  ศรีพิจารณ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนอัสสัมชัญ, ภราดาพัชรปกรณ์  ลังบุบผา รองผู้อำนวยการโรงเรียน/ประธานจัดงาน, ภราดามานิต สกนธวัฒน์ ผู้อำนวยการโรงเรียนอัสสัมชัญ แผนกประถม คุณพิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด คุณสมกมล  จิราธิวัฒน์ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด คุณพิณรัตน์ กิติเวชกุล ผู้จัดการทั่วไป ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ และแขกผู้มีเกียรติ ร่วมงาน ณ ห้างสรรพสินค้า เซ็นทรัลเวิร์ด (Central World) ถ.เพลินจิต เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ

ภายหลังพิธีเปิด เป็นการเสวนาในวันแรกที่สนใจ คือ การเสวนา หัวข้อ “Sustain Your Dream : ฝันให้ไกล…และทำให้ยั่งยืน” โดย ดร. กฤษณะ วจีไกรลาศ รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย/กรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (อัสสัมชนิก รุ่น 97) คุณฐาปน  สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) (อัสสัมชนิก รุ่น 107) คุณไพรัช  เอื้อผดุงเลิศ (อัสสัมชนิก รุ่น 112) CO-FOUNDER, EXECUTIVE CREATIVE DIRECTOR บริษัท ชูใจ กะ กัลยาณมิตร, คุณศิริชัย จิระพงษ์พันธ์  Manager, PTTGC/Commercial Department Manager, Envicco (อัสสัมชนิก รุ่น 113), คุณชัย เทอดผดุงชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท เพย์อิทฟอร์เวิร์ด จำกัด  (อัสสัมชนิก รุ่น 109) ร่วมเสวนา 

สำหรับงาน ASSUMPTION EXPO 2025 : Education for Sustainable Futures มหกรรมการศึกษาอัสสัมชัญ 2025 “สร้างอนาคตยั่งยืนด้วยการเรียนรู้” จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อนำเสนอแนวคิดการศึกษาเพื่อความยั่งยืน (Education for Sustainable Futures) การศึกษาที่ดีไม่ใช่แค่การสร้าง “เด็กเก่ง” แต่ต้องสร้าง “คนเก่งที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและโลก” กาารแสดงศักยภาพของนักเรียนและหลักสูตรโรงเรียนอัสสัมชัญ ที่หลักสูตรไม่ได้สอนเพียงวิชาการ แต่ยังบ่มเพาะ Soft Skills และ Future Skills, สร้างพื้นที่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Knowledge Sharing) จุดประกายแรงบันดาลใจสู่อนาคต 

ภายในงาน ASSUMPTION EXPO 2025 : Education for Sustainable Futures มหกรรมการศึกษาอัสสัมชัญ 2025 แบ่งออกเป็น

โซน 1 เป็นโซนการเรียนรู้ที่ผสมผสานความรู้และคุณธรรม เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน (Introduction & Sustainable Education Zone) 

โซน 2 เป็นโซนพลังความคิดสร้างสรรค์ (Impact Invest Zone) จากผลงานจริงของนักเรียน Dream Maker Space, Education Beyond Tomorrow การแสดงนวัตกรรม และ บริษัทจำลอง

โซน 3 เป็นโซนเวิร์กช็อปและการแบ่งปันที่จะปลุก Future Skills ให้เด็ก ๆ และผู้ปกครองพร้อมรับอนาคต (Knowledge Sharing & Workshops) 
โซน Knowledge Sharing & Workshops ณ CraftStudio ชั้น 5

กิจกรรมบนเวที ประกอบด้วย การเสวนา หัวข้อ “Sustain Your Dream: ฝันให้ไกล…และทำให้ยั่งยืน”, หัวข้อ “Global Citizenship & Youth Responsibility: จตุรมิตรสี่พี่น้องประครองรัก รักษ์โลกให้ยั่งยืน”, หัวข้อ “InnovationxSustainability”, หัวข้อ “InnovationxSustainability” การแสดงบนเวทีของนักเรียนโรงเรียนอัสสัมชัญ งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-9 กันยายน 2568 ณ ห้างสรรพสินค้า เซ็นทรัลเวิร์ด (Central World) ถ.เพลินจิต เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.facebook.com/AssumptionCollege1885

ม.นอร์ทกรุงเทพ จัดงานปาฐกถา ’50 ปีไทย-จีน’ ชี้ช่องทางร่วมทุนสื่อบันเทิงสู่ตลาดโลก

ม.นอร์ทกรุงเทพ จัดงานปาฐกถา '50 ปีไทย-จีน' ชี้ช่องทางร่วมทุนสื่อบันเทิงสู่ตลาดโลก

ม.นอร์ทกรุงเทพ จัดงานปาฐกถา ’50 ปีไทย-จีน’ ชี้ช่องทางร่วมทุนสื่อบันเทิงสู่ตลาดโลก

วันจันทร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.45 น.

มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ จับมือ China Movie Channel จัดงานปาฐกถา “50 ปี ไทย-จีน สัมพันธ์” พร้อมฉายภาพยนตร์สัปดาห์พิเศษ หวังเป็นสะพานเชื่อมวัฒนธรรมและสร้างโอกาสทางธุรกิจในอุตสาหกรรมบันเทิง

วันที่ 8 กันยายน 2568 มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ ร่วมกับ China Movie Channel และภาคีเครือข่าย จัดงานปาฐกถาในหัวข้อ “50 ปี ไทย-จีน สัมพันธ์: โอกาสและศักยภาพของสื่อบันเทิงบนความร่วมมือระหว่างประเทศ” พร้อมกิจกรรม Chinese Film Week เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สิทธิพร ประวัติรุ่งเรือง อธิการบดีมหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างศักยภาพของสื่อบันเทิงให้เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม เป็นสะพานเชื่อมผู้คนและสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่แข็งแกร่งและยั่งยืนยิ่งขึ้น

ภายในงานได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ 2 ท่าน ได้แก่ รองศาสตราจารย์ ดร.ปรีดา อัครจันทโชติ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหม่อมราชวงศ์เฉลิมชาตรี ยุคล ผู้เชี่ยวชาญด้านภาพยนตร์ ที่มาร่วมกันถ่ายทอดมุมมองและจุดประกายความคิดทางธุรกิจใหม่ๆ ในแวดวงสื่อบันเทิง

คุณถังเคอ รองประธานบริหาร China Movie Channel เปิดเผยว่า ปีนี้เป็นวาระสำคัญทั้งการครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-จีน, 130 ปีการกำเนิดภาพยนตร์โลก, 120 ปีภาพยนตร์จีน และ 30 ปี China Movie Channel โดยชี้ว่าความร่วมมือด้านภาพยนตร์ไทย-จีนปัจจุบันครอบคลุมทั้งการจัดเทศกาล การสัมมนา และการสร้างภาพยนตร์ร่วมกัน ซึ่งจีนมีจุดแข็งด้านตลาดและเงินทุน ส่วนไทยมีทำเลถ่ายทำที่สวยงามและทีมงานสร้างสรรค์ ซึ่งจุดแข็งที่เกื้อหนุนกันนี้จะเป็นแรงผลักดันความร่วมมือในอนาคต

นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรม Chinese Film Week ฉายภาพยนตร์จีน 4 เรื่องตลอด 2 สัปดาห์ ซึ่งรวมถึงภาพยนตร์เรื่อง “The Composer” ที่เป็นผลงานร่วมทุนสร้างระหว่างจีนและคาซัคสถาน ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นกรณีศึกษาเพื่อสะท้อนแนวทางการสร้างผลงานภาพยนตร์ระดับนานาชาติที่ประสบความสำเร็จ และสามารถนำมาปรับใช้กับความร่วมมือระหว่างไทยและจีนในอนาคต

การจัดงานครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นการเฉลิมฉลอง แต่ยังเป็นเวทีสำคัญที่เปิดประตูสู่ความร่วมมือเชิงสร้างสรรค์ในอุตสาหกรรมสื่อบันเทิงของทั้งสองประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับภาพยนตร์ไทย-จีนสู่เวทีโลก สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ สร้างงาน และส่งเสริมการทูตทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน ///-026

มูลนิธิศรีเทพไทยฯ แสดงความยินดีประเทศไทยคว้า 3 เหรียญกีฬาคนหูหนวกซีเกมส์

มูลนิธิศรีเทพไทยฯ แสดงความยินดีประเทศไทยคว้า 3 เหรียญกีฬาคนหูหนวกซีเกมส์

มูลนิธิศรีเทพไทยฯ แสดงความยินดีประเทศไทยคว้า 3 เหรียญกีฬาคนหูหนวกซีเกมส์

วันจันทร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.43 น.

มูลนิธิศรีเทพไทยฯ แสดงความยินดีประเทศไทยคว้า 3 เหรียญกีฬาคนหูหนวกซีเกมส์

นายสรสินธุ ไตรจักรภพ ประธานกรรมการมูลนิธิศรีเทพไทย ร่วมแสดงความยินดีสมาคมกีฬาคนหูหนวกไทย เป็นตัวแทนประเทศไทยลงแข่งขันกีฬาคนหูหนวกซีเกมส์ครั้งที่ 2 ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 20-26 สิงหาคม 2568 ณ กรุงจาการ์ต้า ประเทศอินโดนีเซีย โดยประเทศไทยสามารถทำผลงานจบอันดับที่ 4 คว้าเหรียญรางวัลทั้งหมด 3 เหรียญ ประกอบด้วย 1 เหรียญทอง จากกีฬาฟุตซอลหญิง และ 2 เหรียญทองแดง จากกีฬาฟุตซอลชาย และแบดมินตันชายคู่ โดยได้รับเกียรติจากนายบุญเลิศ ฆนาพรวรกาญจน์ นายกสมาคมกีฬาคนหูหนวกไทย และทีมงาน เข้าแสดงความขอบคุณและมอบเหรียญรางวัลที่ระลึกสำหรับการสนับสนุนจากมูลนิธิศรีเทพไทย ในวันที่ 4 ก.ย. 2568 ณ อาคารบางนาธานี กรุงเทพฯ

นายสรสินธุ ไตรจักรภพ ประธานกรรมการมูลนิธิศรีเทพไทย กล่าวว่า “ในนามมูลนิธิศรีเทพไทยขอแสดงความยินดีกับสมาคมกีฬาคนหูหนวกไทย ที่สามารถนำทัพนักกีฬาผู้พิการทางการได้ยินนำชัยชนะอันดับที่ 4 กลับมายังประเทศไทย อีกทั้งมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้สนับสนุนเงินจำนวน 300,000 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการการแข่งขัน ซึ่งถือเป็นการสนับสนุนผู้พิการให้มีเวทีแสดงศักยภาพเชิงสร้างสรรค์ เพื่อยกระดับทักษะความสามารถของนักกีฬา และเป็นการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ ให้ผู้พิการสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีคุณค่าและมีความสุข”

นายบุญเลิศ ฆนาพรวรกาญจน์ นายกสมาคมกีฬาคนหูหนวกไทย กล่าวผ่านล่ามภาษามือว่า “ทางสมาคมกีฬาคนหูหนวกไทยขอขอบคุณมูลนิธิศรีเทพไทยที่ให้การสนับสนุน และเห็นความสำคัญของนักกีฬาผู้พิการทางการได้ยิน ซึ่งการมาในครั้งนี้ทางเราได้นำเหรียญรางวัลที่ระลึกมามอบให้เพื่อแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจ โดยทางสมาคมฯพอใจผลงานของนักกีฬาผู้พิการทางการได้ยินในครั้งนี้ที่สามารถทำผลงานจบอันดับที่ 4 และคว้า 1 เหรียญทอง จากกีฬาฟุตซอลหญิง และ 2 เหรียญทองแดง จากกีฬาฟุตซอลชาย และแบดมินตันชายคู่ ซึ่งนักกีฬาสามารถทำผลงานได้ดีในกีฬาที่เป็นทีม แม้นักกีฬาเราพบอุปสรรคที่เกิดขึ้นในระหว่างการแข่งขัน เช่น การแพ้อาหาร แต่เราก็สามารถผ่านมาได้ และนักกีฬาทุกคนได้แข่งขันอย่างเต็มความสามารถ เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย”

นางสาวสุชาดา เพียขันทา ผู้ช่วยกัปตันทีมฟุตซอลทีมหญิง กล่าวผ่านล่ามภาษามือว่า “รู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่สามารถคว้าเหรียญทองในกีฬาฟุตซอลทีมหญิงกลับมาให้ประเทศไทย เป็นสมัยที่ 2 ซึ่งชัยชนะนี้เกิดจากความตั้งใจและความสามัคคีของคนในทีม แม้จะเหน็ดเหนื่อยและซ้อมอย่างหนัก แต่เราดีใจเป็นอย่างมากสำหรับผลงานที่คว้าเหรียญทอง ซึ่งสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย”

นายสุภาพ โสธรา  นักกีฬาแบดมินตันชายคู่  กล่าวผ่านล่ามภาษามือว่า “ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่สามารถคว้าเหรียญทองแดงในกีฬาแบดมินตันชายคู่ ซึ่งผมและเพื่อนร่วมทีมได้ทำอย่างเต็มที่ ถึงแม้ว่าจะมีอุปสรรคจากระยะทางที่ผมมาจากเชียงใหม่ แต่เพื่อนร่วมทีมอยู่ที่กรุงเทพฯ ทำให้โอกาสการซ้อมร่วมกันน้อยเกินไป อีกทั้งความเสียเปรียบทางด้านอายุที่เรามีอายุมากกว่าคู่แข่งมาก ทำให้คู่แข่งมีแต้มต่อทางด้านพละกำลัง แต่ผมก็ดีใจและภาคภูมิใจที่สามารถคว้าเหรียญทองแดงนี้มาได้”

นายชาคริต นานุบี ผู้ฝึกสอนฟุตซอลทีมหญิง –ทีมชาย กล่าวว่า “ภูมิใจกับผลงานของนักกีฬาทีมฟุตซอลทั้งทีมหญิงชาย ซึ่งในปีนี้สามารถทำผลงานได้ดีเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ โดยนักกีฬามีความมุ่งมั่นตั้งใจฝึกซ้อมเป็นอย่างมาก แม้จะพบอุปสรรคแต่ก็ยังสามารถคว้าชัยชนะได้ โดยนักกีฬาฟุตซอลทีมหญิงสามารถคว้าเหรียญทองเป็นสมัยที่ 2 และฟุตซอลทีมชายคว้าเหรียญทองแดง กลับมาให้ประเทศไทย ซึ่งเรามีความตั้งใจอย่างมากที่จะพัฒนาทักษะความสามารถทางการแข่งขันของนักกีฬาให้สามารถครองแชมป์และรักษาอันดับเหรียญทองได้ในปีถัดไป”