นำรอยยิ้มสู่คนกรุง! อนุชา ลั่นพร้อมพากรุงเทพฯ เป็นได้มากกว่านี้

นำรอยยิ้มสู่คนกรุง! อนุชา ลั่นพร้อมพากรุงเทพฯ เป็นได้มากกว่านี้

นำรอยยิ้มสู่คนกรุง! อนุชา ลั่นพร้อมพากรุงเทพฯ เป็นได้มากกว่านี้

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.20 น.

22 พฤษภาคม 2569 นายอนุชา บูรพชัยศรี ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ผมมีโอกาสได้ไปร่วมกิจกรรมแอโรบิกที่สวนจตุจักรมาครับ สิ่งที่ผมเห็นไม่ใช่แค่ภาพคนออกมาออกกำลังกายเรียกเหงื่อเพียงอย่างเดียว แต่ผมเห็น “เสน่ห์” และ “พลัง” ของคนกรุงเทพฯ ที่ซ่อนอยู่

สิ่งที่น่าประทับใจคือ พี่น้องที่มาร่วมเต้นไม่ได้มาจากแค่พื้นที่รอบๆ จตุจักรเท่านั้น แต่เดินทางมาจากหลายที่ และที่สะดุดตาที่สุดคือ หลายคนไม่ได้ใส่แค่ชุดกีฬา แต่จัดเต็มด้วย “ชุดแฟนซี” มาสร้างสีสัน ภาพเหล่านี้บอกผมว่า คนกรุงเทพฯ พร้อมมากที่จะออกมามีส่วนร่วมและสร้างความสุขร่วมกันท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่หลายคนกังวล ทั้งเรื่องข้าวของแพงหรือเงินเฟ้อ การได้มาใช้เวลาสั้นๆ ในสวนแบบนี้มันช่วยสร้าง “ความสบายใจ” มันคือการฟื้นฟูสภาพจิตใจให้พร้อมกลับไปสู้กับงานในวันพรุ่งนี้

สำหรับผมแล้ว นี่คือหัวใจสำคัญของการดูแลเมือง ที่ต้องดูแลทั้งร่างกาย (Physical) จิตใจ (Mental) และจิตวิญญาณ (Mind) ไปพร้อมๆ กัน

สิ่งที่ผม ให้กรุงเทพฯ เป็นมากกว่านี้ ก็คือการเปิดเวทีให้กิจกรรมสร้างสรรค์แบบนี้เกิดขึ้นใน “ทุกหย่อมหญ้า” ทุกสวนทั่วกรุงเทพฯ โดยให้มันเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติผ่านความร่วมมือของภาคเอกชนและชุมชน ไม่จำเป็นต้องรอให้รัฐนำเพียงอย่างเดียว

ผมเชื่อมั่นว่า “กรุงเทพฯ เป็นได้มากกว่านี้” และผมมุ่งมั่นที่จะนำรอยยิ้มและเสน่ห์แบบนี้กลับมาสู่คนกรุงเทพฯ อีกครั้งครับ

ติดตามช่องทาง : https://www.tiktok.com/@iamjamesanucha

#ผู้ว่ากรุงเทพมหานคร #ผู้ว่ากทม #พรรคประชาธิปัตย์ #เจมส์อนุชา #กรุงเทพเมืองฟ้าอมรandmore #ประชาธิปัตย์ #DemocratPartyTH #อนุชาบูรพชัยศรี

ผลิตสื่อโดย พรรคประชาธิปัตย์ 67 ถ.เศรษฐศิริ แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 10400 จำนวน 1 ชุด ตามวันเวลาที่ปรากฏ ที่ส่งมาในครั้งนี้

– 006

ศึกนี้ยาว! สุชาติ แจ้งความ ไอซ์ รักชนก เพิ่มอีกคดี พ่วงเช็กบิลเพจตัดต่อภาพ

ศึกนี้ยาว! สุชาติ แจ้งความ ไอซ์ รักชนก เพิ่มอีกคดี พ่วงเช็กบิลเพจตัดต่อภาพ

ศึกนี้ยาว! สุชาติ แจ้งความ ไอซ์ รักชนก เพิ่มอีกคดี พ่วงเช็กบิลเพจตัดต่อภาพ

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.03 น.

เดือด!!! “สุชาติ” ส่งทีมทนายแจ้งความเพิ่ม “ไอซ์ รักชนก” ปมโพสต์กล่าวหา “คนถ่อย กิริยาต่ำทราม” สุชาติฯยืนยันว่า มุ่งโจมตีทางการเมือง

วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ที่ สน.ทองหล่อ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมอบอำนาจให้ทีมทนายความ ร้องทุกข์กล่าวโทษเพื่อดำเนินคดีอาญากับนางสาวรักชนก หรือไอซ์ ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน,ประธานคณะ กมธ.ศึกษาจัดทำและติดตามการบริหารงานงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ต่อพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ ในปมโพสต์บิดเบือนข้อเท็จจริงและเป็นเท็จ โดยกล่าวหาว่า “คนถ่อย กิริยาต่ำทราม” ในข้อหาความผิดตาม พรบ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 มาตรา 14 (2) (5), หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326, 328, 91   

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 นายสุชาติฯได้มอบอำนาจให้ทนายความกล่าวโทษต่อนางสาวรักชนกหรือไอซ์ ศรีนอก สส.พรรคประชาชน ปมโพสต์กล่าวหาว่าเป็น “คนชั่ว ครองเมือง-รับสินบน” โดย พ.ต.ท.สุทธิพงษ์ แป้นจันทร์ พนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ ได้รับคำร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว โดยอยู่ในขั้นตอนรวบรวมพยานหลักฐาน ต่อมา นายสุชาติฯตรวจสอบพบว่า นางสาวรักชนกฯ ไม่หยุดระทำ ได้กระทำซ้ำ ซึ่งนายสุชาติฯ ได้มอบให้ทีมทนายความร้องทุกข์กล่าวโทษเพิ่มเติมกับนางสาวรักชนกฯ ในการกระทำครั้งใหม่ 

โดยพบว่า นางสาวรักชนกหรือไอซ์ ศรีนอก ได้ทำการเผยแพร่ข้อความผ่านระบบคอมพิวเตอร์ในระบบคอมพิวเตอร์ และแชร์รูปของนายสุชาติฯใต้ข้อความที่โพสต์ ทำให้ประชาชนตื่นนตระหนกตกใจ ทำให้เกิดความเสียหายแก่นายสุชาติฯ มิใช่เป็นการตรวจสอบการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติต่อฝ่ายบริหาร และมิใช่การติชมด้วยความสุจริต อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ แต่เป็นการมุ่งโจมตีทางการเมือง ทำให้เกิดความเสียหายแก่นายสุชาติฯ

นอกจากนี้ ยังพบว่า นายสุชาติฯได้มอบให้ทีมทนายความดำเนินคดีอาญากับ เพจคุณม๊วฟ Chatter ในการจัดทำคลิปดัดแปลงรูปหน้าและมีการแชร์ต่อทำให้เกิดความเสียหาย ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๖๐ มาตรา ๑๖

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ฝ่ายกฎหมายกำลังรวบรวมพยานหลักฐานกรณีโพสต์ของนางสาวรักชนก หรือไอซ์ ศรีนอก สส.พรรคประชาชน ในการโพสต์ เชื่อมโยงบทละครเรื่อง “สอดสร้อยมาลา” เกี่ยวกับงบประมาณในการจัดทำบทละคร โดยการโพสต์หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรืออาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ หรือไม่ อย่างไร ทั้งนางสาวรักชนกฯ ยังแชร์โพสต์ของพรรคประชาชน ในการแถลงการณ์ของพรรคประชาชน ที่กล่าวหา องคมนตรี ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์ ที่เข้าไปให้คำแนะนำ ปภ.กระทรวงมหาดไทย กระทำปฏิปักษ์ต่อพระมหากษัตริย์ในระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่ อย่างไร เพื่อนำไปสู่การยื่นคำร้องถอนประกันต่อศาลอาญาในคดีหมิ่นประมาท ดูหมิ่น อาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ โดยศาลพิพากษาจำคุก 6 ปี โดยไม่รอลงอาญา โดยอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ 

รวมถึงการยื่นคำร้องต่อ ปปช.ให้ไต่สวนการกระทำของนางสาวรักชนกฯ กระทำฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่

เดินหน้าแลนด์บริดจ์ รฟท.ลุยรับฟังความเห็น รถไฟเชื่อมชุมพร-ระนอง

เดินหน้าแลนด์บริดจ์ รฟท.ลุยรับฟังความเห็น รถไฟเชื่อมชุมพร-ระนอง

เดินหน้าแลนด์บริดจ์ รฟท.ลุยรับฟังความเห็น รถไฟเชื่อมชุมพร-ระนอง

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.49 น.

22 พฤษภาคม 2569 ที่โรงแรมอวยชัยแกรนด์ อ.หลังสวน จ.ชุมพร การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนครั้งที่ 1 โครงการก่อสร้างทางรถไฟขนาดรางมาตรฐาน (Standard Gauge) ขนาด 1.435 เมตร เส้นทางเชื่อมฝั่งอ่าวไทย-อันดามัน ช่วงชุมพร-ระนอง เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม และการขนส่งของประเทศ

สำหรับโครงการดังกล่าว เป็นการศึกษาออกแบบรายละเอียด (Definitive Design) ของเส้นทางรถไฟมาตรฐาน ขนาด 1.435 เมตร จากฝั่ง จ.ชุมพร เชื่อมต่อไปยังท่าเรือแหลมริ่ว และจากฝั่ง จ.ระนอง เชื่อมต่อท่าเรือแหลมอ่าวอ่าง รวมถึงส่วนเชื่อมต่อโครงข่ายทางรถไฟช่วงชุมพร-ท่าเรือน้ำลึกระนอง เพื่อเพิ่มศักยภาพการขนส่งสินค้าเชื่อมโยงระหว่างฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน

ภายในเวทีประชุม มีการนำเสนอข้อมูลสำคัญของโครงการ ทั้งรายละเอียดรูปแบบการก่อสร้าง ขอบเขตการศึกษา การพิจารณาทางเลือกที่เหมาะสม ตลอดจนผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชน พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียร่วมแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เพื่อนำไปประกอบการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ให้มีความรอบด้านและครบถ้วน

ทั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมประชุมจากหลายภาคส่วน อาทิ ผู้นำชุมชน ประชาชนในพื้นที่ หน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน องค์กรด้านสิ่งแวดล้อม และสื่อมวลชน เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและติดตามความคืบหน้าของโครงการอย่างใกล้ชิด

– 006

นายกฯ ถึงฝรั่งเศส เริ่มภารกิจแรก หารือ ผอ.ทบวงการพลังงาน-ผอ.ใหญ่ยูเนสโก

นายกฯ ถึงฝรั่งเศส เริ่มภารกิจแรก หารือ ผอ.ทบวงการพลังงาน-ผอ.ใหญ่ยูเนสโก

นายกฯ ถึงฝรั่งเศส เริ่มภารกิจแรก หารือ ผอ.ทบวงการพลังงาน-ผอ.ใหญ่ยูเนสโก

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.41 น.

นายกฯ และคณะ เดินทางถึงกรุงปารีสแล้ว พร้อมเริ่มภารกิจแรกทันที เตรียมหารือ ผอ.ทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ และ ผอ.ใหญ่ยูเนสโก สนับสนุนความมั่นคงทางพลังงาน ผลักดันบทบาทวัฒนธรรมไทยในเวทีโลก

เมื่อวันที่ 22 พ.ค.2569 เวลา 07.55 น. (ตามเวลาท้องถิ่นฝรั่งเศส ซึ่งช้ากว่าไทย 5 ชั่วโมง) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะ ประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และนางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติปารีส-ออร์ลี กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงภารกิจสำคัญของนายกรัฐมนตรีในการเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศส ดังนี้

1. วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม 2569
นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการพบหารือกับผู้อำนวยการทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) เพื่อหารือส่งเสริมความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ พร้อมทั้งพบหารือกับผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโก เพื่อต่อยอดความร่วมมือจากการหารือร่วมกัน ผลักดันบทบาทวัฒนธรรมไทยในเวทีโลก

2. วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม 2569
นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานในพิธีสวดพระพุทธมนต์และพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศลสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พร้อมพบปะชุมชนไทย ณ วัดพุทธนานาชาติ หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีจะพบหารือกับภาคเอกชนไทยที่ลงทุนในฝรั่งเศส ในอุตสาหกรรมการผลิตและแปรรูปอาหาร การรีไซเคิลและการผลิตวัสดุบรรจุภัณฑ์แบบยั่งยืน และธุรกิจร้านอาหาร

3. วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม 2569
นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเข้าร่วมการประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ประจำภูมิภาคยุโรป พร้อมร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น โดยเฉพาะการขับเคลื่อนคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีในบริบทภูมิภาคยุโรป

4. วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม 2569
ในช่วงเช้า นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการพบหารือกับสมาคมนายจ้างฝรั่งเศส (MEDEF International) หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีจะพบหารือกับภาคเอกชนฝรั่งเศสในสาขาต่าง ๆ อาทิ อุตสาหกรรมวัสดุพื้นฐาน เครื่องมือแพทย์/ออปติคส์ การบินและอวกาศ

ในช่วงค่ำ นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองอาหารค่ำ โดยนายเอมานูว์แอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพ พร้อมพบหารือเพื่อขับเคลื่อนความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ณ ทำเนียบประธานาธิบดีฝรั่งเศส (Palais de l’Elysée)

ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจ นายกรัฐมนตรีและคณะจะเดินทางกลับประเทศไทยในวันอังคารที่ 26 พฤษภาคม 2569 และจะเดินทางถึงประเทศไทยในช่วงเช้าของวันพุธที่ 27 พฤษภาคม 2569

ศุภมาส สั่ง สคบ. ตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนเฉพาะกิจ เหตุไฟไหม้ โรงแรมดังพัทยา

ศุภมาส สั่ง สคบ. ตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนเฉพาะกิจ เหตุไฟไหม้ โรงแรมดังพัทยา

ศุภมาส สั่ง สคบ. ตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนเฉพาะกิจ เหตุไฟไหม้ โรงแรมดังพัทยา

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.38 น.

“ศุภมาส” สั่ง สคบ. ตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนเฉพาะกิจ เหตุไฟไหม้ “โรงแรมดัง พัทยา เร่งดูแลนักท่องเที่ยวถึงที่ คุ้มครองสิทธิเยียวยาเต็มกำลัง

วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) สั่งการให้ สคบ. เปิดศูนย์รับเรื่องร้องเรียนเฉพาะกิจในพื้นที่เมืองพัทยาโดยด่วน เพื่อคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค กรณีเหตุเพลิงไหม้โรงแรมซันเดย์ เจ.เอ. พลัส (Sunday JA Plus Hotel) ถนนพัทยาสาย 3 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เมื่อคืนวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ซึ่งมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติติดค้างภายในอาคารจำนวนมาก และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 4 ราย เป็นผู้ใช้บริการ 3 ราย และพนักงานโรงแรม 1 ราย โดยมอบหมายให้นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กำกับติดตามการดำเนินงาน

การสั่งการดังกล่าวเป็นไปตามมาตรการที่รัฐบาล โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานยกระดับความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศ โดย สคบ. ได้บูรณาการร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กรมโยธาธิการและผังเมือง สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เมืองพัทยา และสภาองค์กรของผู้บริโภค ในฐานะตัวแทนภาคประชาชน เพื่อดูแลผู้ได้รับผลกระทบอย่างไร้รอยต่อ

ล่าสุด นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ได้มอบหมายให้กองคุ้มครองผู้บริโภคส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น ร่วมกับสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคเขต 2 สำนักงานคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคประจำจังหวัดชลบุรี และศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดชลบุรี ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและหามาตรการเยียวยาผู้บริโภคอย่างเร่งด่วน โดยแบ่งการดูแลออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1. ผู้ได้รับบาดเจ็บที่เข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล ซึ่งโรงแรมยินดีรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลและชดเชยเยียวยา 2. กลุ่มผู้จองห้องพักภายหลังเกิดเหตุ หากไม่มั่นใจในความปลอดภัยของอาคาร โรงแรมยินดีคืนเงินเต็มจำนวน ทั้งนี้ โรงแรมได้อพยพผู้เข้าพักทั้งหมด 240 ราย ไปยังโรงแรมใกล้เคียงเรียบร้อยแล้ว สำหรับสาเหตุของเพลิงไหม้อยู่ระหว่างการตรวจพิสูจน์ของศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 2

“ดิฉันขอแสดงความห่วงใยต่อผู้ได้รับบาดเจ็บและนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบทุกคน ผู้เข้าพักโรงแรมคือ ‘ผู้บริโภค’ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 4 ที่มีสิทธิได้รับความปลอดภัยจากการใช้บริการ และสิทธิได้รับการชดใช้ความเสียหาย ดิฉันจึงสั่งการให้ สคบ. ตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนเฉพาะกิจลงไปประจำในพื้นที่ทันที เพื่อให้ผู้เข้าพักที่ได้รับผลกระทบยื่นเรื่องและรับการดูแลถึงที่ ไม่ต้องเดินทางไกล ไม่ต้องรอนาน” นางสาวศุภมาสกล่าว

นางสาวศุภมาส กล่าวต่อว่า ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนเฉพาะกิจในพื้นที่จะทำหน้าที่รับคำร้องจากผู้เข้าพักทุกราย สอบข้อเท็จจริง รวบรวมความเสียหายทั้งต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สิน พร้อมประสานผู้ประกอบการให้เข้าสู่กระบวนการเจรจาไกล่เกลี่ยเยียวยาความเสียหาย และจัดเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำด้านสิทธิผู้บริโภคแก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ทั้งนี้ หากการเจรจาไม่เป็นผลและผู้บริโภคไม่ได้รับการเยียวยาตามสมควร สคบ. พร้อมใช้อำนาจตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ดำเนินคดีแทนผู้บริโภคต่อไป โดยผู้บริโภคไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

“ดิฉันขอขอบคุณผู้ประกอบการที่แสดงความรับผิดชอบต่อผู้บริโภคตั้งแต่ต้น ทั้งการดูแลผู้บาดเจ็บ การคืนเงินผู้จอง และการอพยพผู้เข้าพักไปยังที่พักปลอดภัย และขอย้ำกับผู้ประกอบการโรงแรมและที่พักทั่วประเทศว่า ความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องปฏิบัติ ระบบป้องกันอัคคีภัย ทางหนีไฟ และการซักซ้อมพนักงาน ต้องพร้อมใช้งานตลอดเวลา ในโอกาสนี้ ขอขอบคุณกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ภายใต้การกำกับของนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เมืองพัทยา คปภ. สภาองค์กรของผู้บริโภค และทุกหน่วยงานในพื้นที่ ที่ระดมความช่วยเหลือผู้ประสบเหตุอย่างเต็มกำลัง” นางสาวศุภมาส กล่าว

ผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ สามารถยื่นเรื่องได้ที่ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนเฉพาะกิจในพื้นที่เมืองพัทยา หรือแจ้งร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ ocpb.go.th และศูนย์ดำรงธรรมทั่วประเทศ

2 โจ ควงแขนหาเสียง! ชี้ผู้ว่าฯยุคนี้ต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจรากหญ้าได้

2 โจ ควงแขนหาเสียง! ชี้ผู้ว่าฯยุคนี้ต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจรากหญ้าได้

2 โจ ควงแขนหาเสียง! ชี้ผู้ว่าฯยุคนี้ต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจรากหญ้าได้

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.22 น.

“พิจิตต”ควง”ชัยวัฒน์”หาเสียง ชี้ผู้ว่าฯยุคนี้ต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจรากหญ้าได้ ด้าน”ชัยวัฒน์”ชวนคนกรุงมองอนาคต 4 ปีข้างหน้า

22 พฤษภาคม 2569 นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ของพรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมด้วย นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน และ นายวรภพ วิริยะโรจน์ ทีมบริหาร กทม.ของพรรคประชาชน ได้ลงพื้นที่หาเสียง ในถนนสายไม้ เขตบางซื่อ พร้อมกับ น.ส.ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ว่าที่ผู้สมัคร ส.ก.เขตบางซื่อ โดยมี ดร.พิจิตต รัตตกุล อดีตผู้ว่ากรุงเทพมหานคร ร่วมลงพื้นที่หาเสียงในครั้งนี้ด้วย

โดย นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า วันนี้ได้มาลงพื้นที่ที่ถนนสายไม้ ซึ่งมีประวัติอันยาวนานในอดีต โดยเป็นแหล่งค้าไม้สำคัญในอดีต และปัจจุบันตนก็มองเห็นศักยภาพของถนนสายไม้ ไม่ว่าจะเป็นการค้าส่งหรือค้าปลีก รวมถึงศักยภาพในการพัฒนาถนนให้มีจุดแลนด์มาร์กต่างๆ และเป็นย่านธุรกิจ รวมถึงย่านท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ในด้านงานคราฟท์เกี่ยวกับไม้ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายของพรรคประชาชนในการพัฒนาย่าน โดยให้คนในย่านเป็นผู้กำหนดทิศทางร่วมกัน

ผู้สื่อข่าวถามถึงการมาของ ดร.พิจิตต ในวันนี้ ดร.พิจิตต กล่าวว่า ตนรู้จักกับนายชัยวัฒน์จากประวัติด้านส่วนตัว จึงได้พิจารณาว่า คุณสมบัติที่สำคัญและน่าสนใจในการเป็นผู้ว่าฯ กทม.คือการเป็นคนรุ่นใหม่ และเป็นวิศวกรที่ทำงานอยู่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งน่าสนใจ ว่าการเป็นวิศวกรมักนึกถึงเรื่องของการสร้างและออกแบบ ตนคิดว่า วิศวะคนนี้ไม่ได้คิดถึงแค่เรื่องของการซ่อมอย่างเดียว แต่กำลังคิดถึงเรื่องของการสร้างเมือง หาก กทม.ซ่อมเพียงอย่างเดียวก็จะไม่จบสิ้น แต่จำเป็นที่จะต้องสร้างระบบคิดใหม่ และพิจารณาเรื่องราวใหม่ทั้งหมด การสร้างเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งรวมถึงสถานภาพทางเศรษฐกิจของเมือง รวมไปถึงมุมมองของการสร้าง การป้องกันน้ำท่วม และแก้ไขปัญหาจราจรเป็นระบบ ซึ่งแต่ละเรื่องไม่ใช่การคิดแยกกันไป แต่มีความเกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน อย่างเรื่องของน้ำท่วมก็มีความเกี่ยวข้องกันโดยตรง

จากการที่ตนได้พูดคุยกับนายชัยวัฒน์เรื่องของการออกแบบ ตนจึงรู้สึกว่านายชัยวัฒน์มีความเข้าใจในเรื่องของการออกแบบใหม่ ที่ต้องมีการสร้างขึ้นมา โดยไม่ใช่การซ่อมเพียงอย่างเดียว ประการที่สอง จากการที่นายชัยวัฒน์ ทำงานอยู่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย มาก่อน หากเรานั่งนึกถึงผู้บริหารของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ผ่านมาจะพบว่าแทบทุกคน จะคิดในมิติของเศรษฐกิจในระดับรากหญ้าประกอบกันไปเสมอ ไม่ได้คิดแค่เพียงเศรษฐกิจในระดับประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ยังคิดถึงสถานภาพเศรษฐกิจของชุมชนเป็นหลัก

“ผมจึงมองว่า คุณชัยวัฒน์จึงมีทั้งสองอย่างรวมกัน คือการเป็นวิศวกร และประสบการณ์ในงานธนาคารแห่งประเทศไทย นอกจากนี้ พรรคประชาชน ยังมีสิ่งที่ผมชื่นชมที่สุด คือความเชื่อในเรื่องของการกระจายอำนาจ ความเชื่อในเรื่องของการทำงานเป็นทีม ไม่มีพระเอกคนเดียว ซึ่งผมคิดว่ามีความสำคัญ เพราะกรุงเทพมหานครใหญ่เกินกว่าที่จะมีพระเอกขี่ม้าขาวเพียงคนเดียว ซึ่งพรรคประชาชน มีทีมที่เข้าใจในการพัฒนาเมือง ที่ไม่ใช่แค่การซ่อม แต่สร้างความเชื่อในเรื่องของการให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม เพราะข้าราชการ กทม.ไม่สามารถทำเองได้ทั้งหมด และพรรคประชาชน ยังเชื่อในเรื่องของความเข้มแข็งขององค์กรประชาชนส่วนท้องถิ่น ที่จะเป็นของประเทศในวันหน้า วันนี้ประเทศใหญ่เกินกว่าที่จะมีแค่สภาหรือทำเนียบรัฐบาล แต่หากมีท้องถิ่นที่เข้มแข็ง ความอยู่รอดของประชาชน และการพัฒนาอย่างถาวรจะดีขึ้น สิ่งเหล่านี้ตรงกับความคิดของผม จึงเป็นสาเหตุที่ผมอาสาเข้ามาช่วยคุณชัยวัฒน์” ดร.พิจิตต กล่าว

นายชัยวัฒน์ เสริมว่า นอกจาก ดร.พิจิตต และตน จะมีชื่อว่า “โจ” เหมือนกันแล้ว กลุ่มมดงานคือกลุ่มที่ได้รับความนิยมในการบริหารกรุงเทพมหานครในอดีต ทำให้มีโอกาสที่คนรุ่นใหม่จะมาผสมผสานประสบการณ์ของ ดร.พิจิตต ที่ลงพื้นที่ค้นหาปัญหา กทม.มาแล้ว จึงเป็นการผสมผสานระหว่างคนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก๋าที่มีประสบการณ์

เมื่อผู้สื่อข่าวถาม ดร.พิจิตต ต่อว่า คิดว่าในวันนี้คนกรุงเทพฯ อยากได้ผู้ว่าฯ แบบไหน ระหว่างผู้ว่าฯ ที่สังกัดพรรค กับผู้ว่าฯ ที่อยู่อิสระ ดร.พิจิตต กล่าวว่า สามารถมองได้ทั้งสองอย่าง ในอดีตก็มีผู้ว่าฯ ที่ไม่สังกัดอะไรเลยก็ทำงานได้ดี แต่สำหรับผู้ว่าฯ ที่สังกัดพรรคการเมือง ก็ไม่ได้ถูกครอบงำขนาดนั้น บางทีผู้ว่าฯ สังกัดพรรคการเมืองก็มีความอิสระของตัวเอง ทั้งนี้ หากบางเขตมีผู้แทนราษฎรอยู่แล้ว ก็จะสามารถช่วยมีความคิดในการต่อเติมให้กับผู้บริหารท้องถิ่นได้ โดยสรุปตนคิดว่าก็ไม่แตกต่างกันมากนัก แต่กรุงเทพมหานครต้องทำงานเป็นทีม ซึ่งตนทำงานของพรรคประชาชนในสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ก็สามารถประสานและทำงานกับทุกคนได้

ระหว่างนี้ นายชัยวัฒน์ ได้กล่าวเสริมว่า การที่มีทีม ส.ก.ก็จะสามารถช่วยในการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ของผู้ว่าฯ กทม.ได้ และจะทำให้สิ่งที่ประชาชนได้เลือกมาได้รับการผลักดันสอดคล้องอย่างเต็มที่ เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า การที่ ดร.พิจิตต มาลงเดินกับนายชัยวัฒน์ครั้งนี้ ได้มีการคุยกับนายชัชชาติ หรือไม่ และในปีนี้จะเป็นผู้ช่วยหาเสียงให้กับนายชัยวัฒน์ หรือนายชัชชาติ ดร.พิจิตต กล่าวว่า ไม่ได้มีการคุยกัน ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ตนก็ได้สนับสนุนความตั้งใจของคุณชัชชาติ พอสนับสนุนให้ได้เป็นผู้ว่าฯ ตนก็ถือว่าได้สนับสนุนเสร็จแล้ว และปีนี้ตนจะเป็นผู้ช่วยหาเสียงให้กับคุณชัยวัฒน์ และ ส.ก.ของพรรคประชาชน ซึ่งหลายคนเป็นลูกของกลุ่มมดงานด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่นายชัชชาติ ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะลงต่ออีกสมัยหนึ่งนั้น นายชัยวัฒน์ยังมีความมั่นใจเช่นเดิมหรือไม่ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ประเด็นดังกล่าวไม่น่ามีอะไรเปลี่ยนแปลง ก่อนที่นายชัชชาติจะประกาศอย่างเป็นทางการ ก็เป็นที่คาดหวังกันอยู่แล้วว่าจะมีการลงสมัครการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กรุงเทพมหานคร ครั้งนี้ต่อ จึงไม่อยากให้มองว่าเป็นการเลือกใครมาเป็นผู้ว่าฯ เท่านั้น แต่อยากให้มองว่าอีก 4 ปีข้างหน้า คนกรุงเทพอยากเห็นกรุงเทพมหานครเป็นอย่างไร เป็นเมืองที่จะช่วยให้คนกรุงเทพฯ มีชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างไร เป็นเมืองที่ให้บริการกับคนกรุงเทพฯ เลี้ยงลูก เลี้ยงพ่อแม่ได้อย่างไร เป็นเมืองที่จะเปิดโอกาสให้คนกรุงเทพฯ ได้ลืมตาอ้าปากได้อย่างไรมากกว่า ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคประชาชนได้เสนอเป็นวาระของเมืองกรุงเทพ หากดูผู้สมัคร ส.ก.ในแต่ละเขต ก็จะมีวาระในแต่ละเขตที่ตนเองต้องการจะผลักดัน ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งสาธารณะ การสร้างสถานีดับเพลิง การพัฒนาย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ อย่างถนนสายไหมที่มาดูในวันนี้ ตนอยากให้พ่อแม่พี่น้องชาวกรุงเทพมหานคร ได้พิจารณาวาระของเขตที่พวกตนนำเสนอ  และวาระของเมืองที่พวกตนนำเสนภาพอนาคตร่วมกันว่าอยากเห็นอย่างไร

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ปัจจุบันคนกรุงเทพส่วนหนึ่งมีความคิดว่า ยังไม่มีใครเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า นายชัชชาติ ที่จะลงตำแหน่งผู้ว่าฯ นายชัยวัฒน์ จะทำอย่างไรที่จะทำให้คนกรุงเทพยอมรับว่าจะสามารถทำงานเทียบเท่ากับนายชัชชาติใน 4 ปีที่ผ่านมา นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ตนคงไม่ได้มองแค่ว่าเทียบเท่า ในส่วนที่นายชัชชาติทำ ตนก็จะต้องทำให้ดีกว่า และจะต้องแก้ไขปัญหาเชิงระบบที่เรื้อรัง รวมถึงปัญหาที่ยังต้องแก้ไขอีกมากมาย อย่างเรื่องคอร์รัปชันในการบริหารกรุงเทพมหานคร เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่จะต้องทำทั้งในระดับ กทม.และภาพใหญ่ ที่จะต้องให้ สส.ช่วยขับเคลื่อนในสภา เราได้นำเสนอเรื่องระบบ อย่าง “กรุงเทพโปร่งใส AI จับโกง” เพราะเราไม่ได้เชื่อในคนดีอย่างเดียว แต่เราเชื่อในระบบที่ดีเข้ามาช่วยจับด้วย แม้แต่คนดีที่คิดจะโกงก็โกงไม่ได้ สิ่งนี้คือสิ่งที่เราคิดจะทำงานเป็นทีม สำหรับเรื่องที่ต้องผลักดัน นอกเหนือเขตอำนาจของ กทม.ก็สามารถทำงานสอดคล้องเป็นทีมได้ด้วย

ขณะที่ ดร.พิจิตต กล่าวเสริมอีกว่า หากไม่มีระบบที่ดี การทุจริตก็จะเป็นเหมือนแค่การซ่อม ที่ต้องไล่จับทุกวัน แต่หากระบบได้ถูกพัฒนาขึ้นมา ก็จะมีการตรวจสอบซึ่งกันและกัน ทำให้พฤติกรรมการทำผิดปกติไม่เกิดขึ้นบ่อย การสร้างจึงเป็นเรื่องสำคัญ ทุกการเลือกตั้งคือโอกาสในการสร้างความเปลี่ยนแปลง ที่จะยกระดับการเมืองไทย ที่จะนำเสนอวิสัยทัศน์ให้คนได้เลือก ตั้งแต่พรรคก้าวไกลจนมาถึงพรรคประชาชน พวกตนได้สร้างประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน คือการทำแลนด์สไลด์ในกรุงเทพมหานคร 2 ครั้งติด โดยครั้งแรก ขาดไปเพียง 4 คะแนน แพ้ไปเขตเดียว ส่วนครั้งที่สอง ได้ครบ 33 เขต แต่ไม่มีใครเป็นเจ้าของกรุงเทพมหานคร การชนะการเลือกตั้งทั้งสองครั้งใน กทม.ไม่ได้หมายความว่า ครั้งนี้เราจะชนะการเลือกตั้งอีกครั้ง ที่ผ่านมาคนกรุงเทพฯ ให้โอกาสกับพรรคประชาชน

“พวกตนจึงขอใช้โอกาสนี้ในการนำเสนอวิสัยทัศน์ผ่านทางแคนดิเดต ผ่านทางทีมบริหาร และทีม ส.ก.เพื่อให้พี่น้องชาวกรุงเทพฯ เห็นว่ากรุงเทพมหานครดีกว่านี้ได้ และสุดท้ายก็จะอยู่ที่พี่น้องชาวกรุงเทพมหานคร ว่าจะให้โอกาสกับพรรคประชาชนหรือไม่ เพราะการเลือกตั้งรอบนี้ หากพวกตนสามารถเข้าไปบริหารงบประมาณปีละกว่าแสนล้านบาท รวม 4 ปี กว่า 4 แสนล้านบาท จะเป็นโอกาสที่ทำให้คนกรุงเทพฯและคนทั้งประเทศเห็นว่า พรรคประชาชนจะมีศักยภาพในการพัฒนาเมืองอย่างกรุงเทพมหานครอย่างไร สุดท้าย ไม่ว่าจะชนะหรือไม่ชนะการเลือกตั้ง หน้าที่ของพวกตนคือการนำเสนอสิ่งที่ดีกว่าให้พี่น้องชาวกรุงเทพมหานครได้พิจารณา

อภิสิทธิ์ มั่นใจ อนุชา-สก. ตอบโจทย์โพลคนกรุง อยากได้คนรู้พื้นที่จริง เล็งเปิดนโยบายเร็วนี้

อภิสิทธิ์ มั่นใจ อนุชา-สก. ตอบโจทย์โพลคนกรุง อยากได้คนรู้พื้นที่จริง เล็งเปิดนโยบายเร็วนี้

อภิสิทธิ์ มั่นใจ อนุชา-สก. ตอบโจทย์โพลคนกรุง อยากได้คนรู้พื้นที่จริง เล็งเปิดนโยบายเร็วนี้

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.00 น.

‘อภิสิทธิ์’ ลั่นองคาพยพ ’ปชป.‘ พร้อมมาก ‘สู้ศึกเลือกตั้งเมืองกรุงฯ’ มั่นใจ ’อนุชา-สก.‘ ตอบโจทย์ผลโพล อยากได้คนรู้พื้นที่จริง ประสานงานเก่ง แก้ปัญหาได้ เตรียมเปิดนโยบายเร็วๆ นี้เชื่อ ‘กรุงเทพฯ’ เป็นได้มากกว่าที่เป็นอยู่

วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีพรรคประชาธิปัตย์เปิดตัวนายอนุชา บูรพชัยศรี ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า ขณะนี้ทั้งนายอนุชา และนายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคฯ ที่ดูแลพื้นที่กรุงเทพฯ ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ การส่งผู้สมัครฯ ไม่ได้มีเพียงการส่งตัวบุคคล แต่ยังมีนโยบาย รวมถึงการเตรียมการทำงานร่วมกับ สก. หลังจากนี้ น่าจะมีความชัดเจนในการนำเสนอนโยบายต่างๆ ที่พรรคมองว่า คนกรุงเทพฯ ควรจะมีทางเลือก และเป็นได้มากกว่าที่เป็นอยู่ ส่วนทีมผู้บริหารกทม. จะะเปิดเมื่อตัวเมื่อไหร่นั้น ก็จะดูจังหวะเวลาอีกทีหนึ่ง

นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีที่ผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชนชาวกรุงเทพฯ ที่อยากได้สมาชิกสภากรุงเทพฯ (ส.ก.) ที่รู้พื้นที่จริง ประสานงานเก่ง แก้ปัญหาในพื้นที่ได้ว่า ส่วนในแง่ตัวบุคคลนั้น พรรคประชาธิปัตย์ มีผู้ที่มีประสบการณ์ และเป็น สก.จำนวนหนึ่ง และระบบพรรคฯ ไม่ได้มีแค่บุคคลที่เป็น สก. หรือ อดีต สก. แต่มีคนที่ทำงานในพื้นที่ต่างๆ อาจเป็นสาขาพรรค หรือผู้ช่วยดำเนินงาน สส. และ สก. 

“ดังนั้นในการประสานงาน ยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ มีความพร้อมมาก ไม่เฉพาะผู้สมัคร สก. หรือผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. แต่องคาพยพของพรรคฯมีความพร้อม และให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวมาโดยตลอด” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

เมื่อถามว่าพิจารณาจากคู่แข่งแล้ว ซึ่งมีทั้งอดีตผู้ว่าฯกทม. และอดีตสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ลงสมัครด้วย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จะช่วยให้คนกรุงเทพฯ มีทางเลือกมากขึ้น ซึ่งก็เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย

ทำเนียบฯอุดรอยรั่ว! ปรับปรุงตึกไทยคู่ฟ้า-ตึกสันติไมนตรี อุดซิลิโคน-ทาสี รับหน้าฝน

ทำเนียบฯอุดรอยรั่ว! ปรับปรุงตึกไทยคู่ฟ้า-ตึกสันติไมนตรี อุดซิลิโคน-ทาสี รับหน้าฝน

ทำเนียบฯอุดรอยรั่ว! ปรับปรุงตึกไทยคู่ฟ้า-ตึกสันติไมนตรี อุดซิลิโคน-ทาสี รับหน้าฝน

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.52 น.

วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาล ตั้งแต่ช่วงเช้าได้มีคนงานเข้ามาติดตั้งนั่งร้านที่ตึกไทยคู่ฟ้า ขึ้นทำการอุดซิลิโคนบริเวณหน้าต่างของตึกไทยคู่ฟ้าที่เกิดปัญหารั่วซึมและเกิดความเสียหาย จากฝนที่ตกหนักที่ผ่านมาเนื่องจากเข้าสู่ฤดูฝน พร้อมปรับปรุงทาสีที่หน้าต่าง รวมถึง ซ่อมแซมอุดซิลิโคนรอยรั่วที่ตึกสันติไมตรี หลังนอก หลังพบปัญหาเช่นกัน 

ขณะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย อยู่ระหว่างเดินทางเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 21 – 27 พ.ค.เพื่อหารือกับผู้นำ และบุคคลจากหลายภาคส่วน จึงถือโอกาสนี้เข้าทำการซ่อมแซม และใช้เวลาช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ 

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ได้เข้าทำการขัดล้างตะไคร่น้ำที่ผนังอาคารด้านนอก ตึกไทยคู่ฟ้า เมื่อเดือนเม.ย.

ผลออกแล้ว! ตำรวจสภา-จนท.ยานพาหนะ ฉี่ม่วง 1 ราย โสภณ ส่งบำบัดต่อ

ผลออกแล้ว! ตำรวจสภา-จนท.ยานพาหนะ ฉี่ม่วง 1 ราย โสภณ ส่งบำบัดต่อ

ผลออกแล้ว! ตำรวจสภา-จนท.ยานพาหนะ ฉี่ม่วง 1 ราย โสภณ ส่งบำบัดต่อ

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.46 น.

ผลออกแล้วฉี่ม่วง 1 คนหลัง “โสภณ”เชิญ ปปส. ตรวจฉี่ “ตำรวจสภา-จนท.ยานพาหนะ” ส่งบำบัดต่อไป

วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวจากอาคารรัฐสภา ว่า จากกรณีที่นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ได้มอบนโยบายปราบปรามยาเสพติด ให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภา สำนักรักษาความปลอดภัยและเจ้าหน้าที่กลุ่มงานยานพาหนะ สำนักการคลังและงบประมาณ โดยได้เชิญ สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ปปส.) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายนอกมาตรวจหาสารเสพติดเพื่อยืนยันว่ารัฐสภาดำเนินการเป็นตัวอย่างในการแก้ไขปัญหายาเสพติด

ล่าสุด ผลตรวจปัสสาวะของตำรวจรัฐสภาและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของรัฐสภาพบปัสสาวะเป็นสีม่วง 1 คน โดยนำไปบำบัดตามขั้นตอนต่อไป

เจตนาอะไร? เท้งปลุกล้ม ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ไม่ยึดโยงประชาชน

เจตนาอะไร? เท้งปลุกล้ม 'ระบอบสีน้ำเงิน' ไม่ยึดโยงประชาชน

เจตนาอะไร? เท้งปลุกล้ม ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ไม่ยึดโยงประชาชน

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.33 น.

วันนี้ 22 พฤษภาคม 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน เนื่องในวาระครบรอบ 12 ปี รัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 โดยมีเนื้อหาระบุว่า“[ จากรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 สู่การเมือง “ระบอบสีน้ำเงิน” ]

วันนี้ (22 พฤษภาคม 2557) 12 ปี นับจากการรัฐประหาร ยึดอำนาจโดยกองทัพได้สำเร็จเป็นครั้งสุดท้าย ถึงแม้เป็น 12 ปีที่เราไม่ได้เห็นภาพรถถังบนท้องถนน แต่ขบวนการยึดอำนาจไปจากมือประชาชน ยังไม่หยุดลง แต่กำลังเกิดขึ้นทุกวัน มีการดำเนินคดีเพื่อปิดปากประชาชนไม่ต่ำกว่า 200 คดี มีการล้อมปราบประชาชนที่ชุมนุมอย่างสันติอย่างน้อย 74 ครั้ง และมีการยุบพรรคการเมืองสำคัญอย่างน้อย 7 พรรค นี่คือหลักฐานที่บ่งชี้ว่า ขบวนการยึดอำนาจไปจากมือประชาชนในยุคสมัยนี้ ไม่ได้เบาบางลง แต่กำลังหนักหน่วง และแนบเนียนขึ้น แม้ว่าวันนี้ประเทศไทยจะไม่อยู่ภายใต้รัฐบาล คสช. อีกแล้ว แต่สังคมการเมืองไทยยังอยู่ภายใต้ “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่ถือกำเนิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญ 60 ซึ่งเป็นมรดกของการรัฐประหาร และระบอบนี้กำลังกัดกินอนาคตของสังคมไทย

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

ภายใต้ “ระบอบสีน้ำเงิน” พวกเขาจัดวางสถาบันทางการเมืองและระบบกฎหมายขึ้นมาใหม่ เพื่อทำให้อำนาจของชนชั้นนำที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน อยู่เหนือกว่าอำนาจที่มาจากประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศ พวกเขาจัดวางสถาบันทางการเมือง และระบบกฎหมายใหม่เพื่อทำให้ผลประโยชน์ของชนชั้นนำอยู่เหนือกว่าผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ในประเทศ พวกเขาจัดวางสถาบันทางการเมือง และระบบกฎหมายขึ้นมาใหม่ เพื่อทำให้อนาคตของประเทศถูกกำหนดโดยกลุ่มชนชั้นนำส่วนน้อย ไม่ได้ถูกกำหนดโดยความต้องการของประชาชนคนส่วนใหญ่ ภายใต้ระบอบนี้ ใครก็ตามที่กล้าลุกขึ้นมาท้าทายอำนาจและผลประโยชน์ของพวกเขา จะถูกขัดขวาง ถูกโดดเดี่ยว หรือถูกทำลายด้วยกลไกของศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ วุฒิสภา หรือกระบวนการยุติธรรม

ภายใต้ “ระบอบสีน้ำเงิน” ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ และวุฒิสภา จึงไม่ได้ทำหน้าที่ปกป้องระบอบประชาธิปไตย แต่กำลังทำลายหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ทำลายหลักที่ยึดถือให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ทำลายหลักที่รัฐต้องเคารพสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของพลเมือง ภายใต้ “ระบอบสีน้ำเงิน” ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ และวุฒิสภา พร้อมจะใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล บิดเบือน เพราะประชาชนตรวจสอบหรือถอดถอนพวกเขาไม่ได้ ผู้มีอำนาจใน “ระบอบสีน้ำเงิน” ไม่จำเป็นต้องตัดสินใจเพื่อผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ เพราะพวกเขาไม่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน แต่พวกเขามีความมุ่งหมายในการ “กินรวบประเทศ” ทั้งในทางการเมืองและในทางเศรษฐกิจ พวกเขากินรวบในทางการเมืองผ่านการแต่งตั้งศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ ผู้นำกองทัพ ตำรวจ ผู้พิพากษา และข้าราชการ พวกเขากินรวบในทางเศรษฐกิจด้วยการสนับสนุนกลุ่มทุน ที่เป็นเสาค้ำยันให้กับ “ระบอบสีน้ำเงิน” ผ่านการเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้อง ผ่านการใช้จ่ายงบประมาณ และการดำเนินนโยบายรัฐโดยผลักภาระให้ประชาชน

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

การเมืองในระบอบนี้ จึงไม่มีเจตจำนง ไม่มีศักยภาพในการตอบสนองความต้องการของประชาชน การปฏิรูปเชิงโครงสร้างไม่เดินหน้า กระบวนการยุติธรรมไม่เป็นที่เชื่อมั่น การศึกษาและการพัฒนาคนในชาติล้าหลัง มีแต่การผูกขาดของกลุ่มทุนใหญ่ การทุจริตคอร์รัปชันและความเหลื่อมล้ำ ที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี อย่างไรก็ตาม ถึงแม้วันนี้ พวกเขาจะสามารถยึดกุมอำนาจรัฐ สถาบันการเมืองในระบบได้แทบทั้งหมด แต่นั่นคือสนามของพวกเขา สนามของพวกเรา คือสนามการเมืองแห่งความหวังและสนามการเอาชนะใจประชาชน มีแต่สนามนี้ที่ไม่มีใครเป็นผู้ “ผูกขาด” กติกา เพราะไม่มีระบอบใดจะห้ามความคิดของประชาชนให้หวังถึงอนาคตที่ดีกว่าได้

ถึงเวลาที่เราต้องร่วมกันสร้าง “พลังของประชาชน” เพื่อนำพาสังคมไทยออกจาก “ระบอบสีน้ำเงิน” และประตูบานแรกคือการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ยึดโยงกับประชาชนอย่างแท้จริง มาช่วยกันแสดงพลังของคนส่วนใหญ่ ว่าเราต้องการรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตย เราต้องการประเทศที่เป็นของประชาชน เราต้องการสังคมที่ทุกคนมีความเท่าเทียม และมีอนาคตให้ลูกหลาน ให้พวกเราทุกคนครับ”

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

หลังจากที่โพสต์ของ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เผยแพร่งมมาบนโลกโซเชียลทำเอาชาวเน็ตเข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

“ขอบคุณที่ยังสู้เพื่อประชาธิปไตย เชื่อเถอะ ขอให้ยืนหยัด และใจต้องนิ่งเข้าไว้ วันที่คนไทยยิ้มได้ คุณภาพชีวิตดีๆ จะเกิดขึ้นแน่ เราก้ออายุสี่สิบกว่าแล้ว ดูออกว่าทางนั้นก้อเสื่อมไปเยอะ ด้วยการกระทำของเค้าเอง”

“ขอบคุณหัวหน้าเท้งที่เป็นความหวังของคนส่วนใหญ่ในขณะนี้ที่ไม่สามารถพึ่งหวังกับรัฐบาลปรสิตอนุทินได้เลยทุกด้าน พวกเราจะสร้างความหวังและอนาคตของลูกหลานไปด้วยกัน สู้ไปด้วยกันเชื่อสังคมไทยดีกว่านี้ได้คะ”

“เลือกตั้งมันก็โกง ถึงสู้เหนื่อยแต่ก็ต้องสู้ค่ะประชาชนจะอยู่เคียงข้างคุณ รักพวกคุณ”

“ขอบคุณพรรคประชาชนเป็นปากเสียงแทนประชาชนผู้รักประชาธิปไตย..”

“Support ตลอดไปค่ะ”

“ยินดีร่วมไปด้วยกันค่ะ”

“เห็นด้วยครับ”

“สู้ไปด้วยกันค่ะ”

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ – Natthaphong Ruengpanyawut