อัครนันท์ รุดเมืองกาญจน์ จี้คดี ตร.ลวนลามสาวเสิร์ฟหมูกระทะ ลั่นต้องได้รับความยุติธรรม

อัครนันท์ รุดเมืองกาญจน์ จี้คดี ตร.ลวนลามสาวเสิร์ฟหมูกระทะ ลั่นต้องได้รับความยุติธรรม

อัครนันท์ รุดเมืองกาญจน์ จี้คดี ตร.ลวนลามสาวเสิร์ฟหมูกระทะ ลั่นต้องได้รับความยุติธรรม

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.18 น.

“อัครนันท์” รุดเมืองกาญจน์ สอบปมสาวเสิร์ฟถูกละเมิดในร้านหมูกระทะ ลั่นต้องให้ความยุติธรรม ฟันผิดทั้งวินัย-อาญา

วันที่ 22 พฤาภาคม 2569 นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย  ลงพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีติดตามกรณีหญิงสาวพนักงานเสิร์ฟร้านหมูกระทะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจรายหนึ่งกระทำไม่เหมาะสมภายในร้าน โดยได้เข้าพบเจ้าหน้าที่ ณ สถานีตำรวจภูธรลาดหญ้า อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี

นายอัครนันท์ เปิดเผยภายว่า กรณีที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน โดยได้รับคำยืนยันจากผู้กำกับการและพนักงานสอบสวนว่า คดีดังกล่าวจะได้รับการดำเนินการอย่างเป็นธรรม และจะไม่มีการแทรกแซงหรือคุกคามผู้เสียหาย

“ในฐานะผู้แทนราษฎรในพื้นที่ ขอให้ความมั่นใจกับผู้เสียหายว่าจะได้รับความยุติธรรมอย่างแน่นอน ผู้กระทำผิดจะต้องได้รับโทษทั้งทางวินัยและทางอาญา ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย” นายอัครนันท์ กล่าว

นายอัครนันท์ ยังย้ำว่า การพิจารณาคดีต้องยึดข้อเท็จจริงเป็นหลัก อะไรผิดต้องว่าไปตามผิด อะไรถูกต้องได้รับการคุ้มครอง พร้อมยืนยันว่าประชาชนทุกคน ไม่เฉพาะชาวกาญจนบุรี ต้องไม่ถูกละเมิดสิทธิหรือถูกกระทำในลักษณะดังกล่าว

สำหรับกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหายังให้การปฏิเสธนั้น นายอัครนันท์ ระบุว่า  เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการรวบรวมพยานหลักฐาน โดยเฉพาะภาพจากกล้องวงจรปิดหลายมุม ซึ่งสามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้อย่างชัดเจน

“หากพบว่ามีความผิดจริงและยังไม่รับผิด จะต้องดำเนินการขั้นเด็ดขาด ไม่มีการละเว้น” นายอัครนันท์ กล่าว

ไม่ทนข้อมูลบิดเบือน! กมธ.วุฒิสภา ขยับเชิญ ทูตอาเซียน+3 กางหลักฐานแจงข้อเท็จจริง ชายแดนไทย-กัมพูชา

ไม่ทนข้อมูลบิดเบือน! กมธ.วุฒิสภา ขยับเชิญ ทูตอาเซียน+3 กางหลักฐานแจงข้อเท็จจริง ชายแดนไทย-กัมพูชา

ไม่ทนข้อมูลบิดเบือน! กมธ.วุฒิสภา ขยับเชิญ ทูตอาเซียน+3 กางหลักฐานแจงข้อเท็จจริง ชายแดนไทย-กัมพูชา

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.12 น.

 ‘กมธ.วุฒิสภา’ ขยับเชิญ ’ทูตอาเซียน+3‘ กางหลักฐานแจงข้อเท็จจริง ’ชายแดนไทย-กัมพูชา‘ ด้าน ’สว.นพดล‘ มั่นใจ ‘ฝ่ายมั่นคง’ รับมือข่าวทหารเขมร ’สร้างบังเกอร์‘ สูงข่มชายแดนสระแก้วได้ เตรียมดันใช้นโยบายเชิงรุกช่วยตอบโต้

วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 วุฒิสภา นำโดยนายนพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะประธานกมธ.ฯ เชิญเอกอัครราชทูตประเทศอาเซียน +3 เข้ารับฟังข้อมูลการพิจารณายกเลิก MOU ทั้ง 2 ฉบับ และข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

ทั้งนี้นายนพดล ให้สัมภาษณ์ก่อนการหารือว่า เรื่อง MOU 2543-2544 มีความสำคัญต่อประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความมั่นคง หลังจากที่ กมธ.ได้เสนอผลการศึกษาในที่ประชุมใหญ่ ก็ปรากฏว่ามีข่าวในต่างประเทศที่ปรากฎว่าเป็นข้อเท็จจริง วุฒิสภาจึงเรียนเชิญเอกอัครราชทูตของประเทศอาเซียนและมหาอำนาจ 3 ประเทศ ได้แก่ จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น รวมทั้งหมด 12 ประเทศ และทุกประเทศตอบรับคำเชิญ เป็นเรื่องที่น่ายินดีว่าวันนี้จะได้ให้ข้อมูลซึ่งเป็นข้อเท็จจริงทั้งหมดในที่ประชุม ว่า กมธ.ชุดนี้ ได้ตัดสินใจมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ยกเลิก MOU ทั้ง 2 ฉบับ มีเหตุผลอะไร จะได้กราบเรียนชี้แจงท่านเอกอัครราชทูต และถือโอกาสเรียนถึงที่มาที่ไปของ MOU รวมถึงการบุกรุกอาณาเขตประเทศไทยในช่วง 25-26 ปี จนทำให้เกิดการประทะกันระหว่างไทยกับกัมพูชา 

“วันนี้จะพูดให้ชัดเจนว่าบ้านหนองจาน ที่จังหวัดสระแก้ว ประเทศไทยได้ให้ความช่วยเหลือผู้อพยพหลายแสนคน เมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว และเมื่อสงครามภายในของกัมพูชาสงบ คนเหล่านี้จำนวนมากไม่ยอมกลับประเทศ ยึดพื้นที่บริเวณนั้นและยังมีอีกหลายพื้นที่ ซึ่งจะยกตัวอย่างให้ท่านเอกอัครราชทูตได้ฟัง จะได้รู้ข้อเท็จจริง เพราะหลักฐานเหล่านี้มีทางหน่วยงานระดับสากล ทั้ง UNHCR และกาชาดสากล ได้เข้ามาให้ความช่วยเหลือในช่วงนั้น ประเทศไทยได้ให้ทั้งอาหาร ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค สิ่งเหล่านี้จะอธิบายด้วยภาพทั้งหมดด้วย” นายนพดล กล่าว

นายนพดล กล่าวต่อว่า การให้ข้อมูลในวันนี้จะไม่มีอคติใดๆทั้งสิ้น ภาพที่จะเอามาเปิดจะเป็นภาพที่ กมธ. ลงพื้นที่จริง 7 จังหวัดชายแดน จะเห็นได้ว่าการศึกษาครั้งนี้จะเป็นการศึกษาที่ลงลึกมองรอบด้านทุกมิติ

เมื่อถามว่าวุฒิสภากัมพูชา นำโดยสมเด็จฮุน เซน ควบคุมและเผยแพร่ข้อมูลฝั่งกัมพูชากับสากลมาโดยตลอด ฝั่งวุฒิสภาไทยจะดำเนินการอย่างไร นายนพดล กล่าวว่า ประธานวุฒิสภาไทยได้แต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมาชุดหนึ่งเกี่ยวกับกิจการระหว่างประเทศ คณะกรรมการชุดนี้จะดำเนินการทำนโยบายการทูตรัฐสภาเชิงรุก ซึ่งจะสอดคล้องกับสหสหภาพรัฐสภาโลก (IPU) จะทำให้เราสามารถชี้แจงต่อสากลได้ในนามวุฒิสภา โดยเฉพาะกรณีของกัมพูชาหากมีข้อมูลที่บิดเบือนหรือไม่ตรงกับข้อเท็จจริงเราจะใช้สิทธิ์ในการให้ถ้อยแถลงต่อไปหรืออธิบายสิ่งต่างๆ

เมื่อถามว่าสถานการณ์ล่าสุด มีรายงานว่าทหารกัมพูชาสร้างบังเกอร์ที่จังหวัดสระแก้วสูงกว่าฝั่งไทย มองอย่างไร นายนพดล กล่าวว่า อยากให้มั่นใจว่าทหารที่อยู่ตามแนวชายแดนเข้มแข็งพอสมควร และมียุทธวิธีในการผลักดัน เตรียมการเรื่องเหล่านี้ ตนคิดว่าตัวมีความมั่นใจพอสมควรในการปกป้องอธิปไตยโดยฝ่ายความมั่นคง

นายนพดล กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม การเชิญเอกอัครราชทูตมาในวันนี้เป็นการเชิญประเทศอาเซียน +3 เนื่องจากเราควรเริ่มจากประเทศเพื่อนบ้านก่อน เพราะถ้าเพื่อนบ้านเราไม่เข้าใจก็จะลำบาก ถ้าเขาเข้าใจแล้วในวงการทูตก็จะมีพรรคพวกเพื่อนฝูงพอสมควรที่จะไปช่วยถ่ายทอดข้อมูลนี้ต่อไปให้ประเทศอื่นด้วย

ชัยชนะ แฉ จีนเทา จ้างหัวหน้าคอกม้า ชื่อย่อ ร.เรือ เป็นนอมินี-ฟอกเงินผ่านสถานบันเทิงไร้ใบอนุญาต

ชัยชนะ แฉ จีนเทา จ้างหัวหน้าคอกม้า ชื่อย่อ ร.เรือ เป็นนอมินี-ฟอกเงินผ่านสถานบันเทิงไร้ใบอนุญาต

ชัยชนะ แฉ จีนเทา จ้างหัวหน้าคอกม้า ชื่อย่อ ร.เรือ เป็นนอมินี-ฟอกเงินผ่านสถานบันเทิงไร้ใบอนุญาต

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.56 น.

‘ชัยชนะ’ เปิดปฏิบัติการแฉ ‘จีนเทา’ จ้าง ‘หัวหน้าคอกม้า’ ชื่อย่อ ‘รอเรือ’ เป็นนอมินีถือทรัพย์สินหรู-ฟอกเงินผ่านสถานบันเทิงไร้ใบอนุญาต พบเคยต้องคดีเข้าเขมรผิดกฎหมาย  เตรียมชง ‘กมธ.ปปง.’ สอบ ลามเหน็บ ‘ชัชชาติ’ เคยสอบสถานบันเทิงจีนเทาย่านรัชดากม. มั่วสุมเสพยาบ้างหรือไม่ 
  
วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 09.20น. ที่พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงภายหลังพรรคประชาธิปัตย์ เปิดคลินิกทนายอาสาพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับกลุ่มจีนเทา ที่ถือพาสปอร์ตสัญชาติอื่น กลับประเทศจีนไม่ได้ และมาประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ต่างชาติ และมาฟอกเงินผ่านกิจการต่างๆ ในประเทศไทย ทั้งร้านอาหาร สถานบริบันเทิง รวมถึงยังมีร้านหม่าล่าแห่งหนึ่ง หรือห้องคาราโอเกะหรู ซึ่งมีการเสพยากันในห้อง, ซุปเปอร์มาเก็ต บนถนนรัชดา ย่านเหม่งจ๋าย และย่านอาร์ซีเอ ซึ่งร้านดังกล่าว เป็นของกลุ่มคนจีนสีเทา โดยว่าจ้าง ”ม้า” ซึ่งเป็นคนไทยมาจดทะเบียนธุรกิจการค้า และถือหุ้นแทน ซึ่งพบว่า รายได้ไม่สัมพันธ์กับการลงทุน ที่มีรายได้ถึง 30-100 ล้านบาท และสถานบันเทิงดังกล่าว ยังไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการตามกฎหมาย เปิดบริการเกินเวลาที่กำหนดจนถึงเช้า พบการมั่วสุมยาเสพติด ซึ่งกลุ่มจีนเทาดังกล่าว จะมีบ้านพักอยู่ในหมู่บ้านหรูชานเมือง และมีบัญชีม้า ซึ่งเป็นเครือข่าย ”คอกม้า” โดยเจ้าของคอกม้ามีอักษรย่อ ‘ร.’ เคยถูกจับฐานลักลอบเข้ากัมพูชาโดยผิดกฎหมายเมื่อปี 2563 ซึ่งบุคคลนี้ เคยมีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงเทพฯ แต่ปัจจุบันอาศัยที่จังหวัดนนทบุรี 
       
นายชัยชนะ ยังได้เปิดผังคอกม้าที่มีทั้งเจ้าของคอก หรือ นาย ร. (รอเรือ)และยังมีฝ่ายบัญชี คอยกดเงิน มีผู้ถือครองทรัพย์สิน ซึ่งทรัพย์สินนาย ร.จะนำฝากไว้ที่เพื่อน 2 คน เป็นยานพหนะ และที่ดินฝากไว้ที่บิดาและมารดา รวมถึง นาย ร.ยังมีการจดทะเบียนบริษัท แต่ไม่มีการส่งงบการเงิน เช่นเดียวกับมารดา นาย ร.ก็มีการจดทะเบียนบริษัท แต่ไม่เคยส่งงบการเงิน และที่น่าแปลกใจ พบว่า มีทรัพย์สินจำนวนมาก และยังมีบ้านหรูมูลค่า 20 ล้านบาทย่านนนทบุรี โดยตนเอง มีข้อมูลทั้งหมด และจะส่งต่อให้นายพิทักษ์เดช เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินแลยาเสพติด สภาผู้แทนราษฎร เพื่อเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบ และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับคับใช้กฎหมายต่อไป
       
นายชัยชนะ กล่าวต่อว่า นาย ร. ที่เป็นเจ้าของคอกม้า เป็นผู้ชาย อายุราว 30 ปี แต่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง และผู้ที่ทำหน้าที่ผู้จัดการคอกม้า ก็เคยต้องคดีเช่นเดียวกัน ซึ่งทราบว่า นายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายให้กับผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด และผู้ว่าราชการจังหวัดให้ปราบปรามเรื่องดังกล่าวอย่างเคร่งครัด ซึ่งตนในฐานะนิติบัญญัติ ก็จะติดตามและตรวจสอบเรื่องดังกล่าวอย่างเคร่งครัดเช่นเดียวกัน เพราะหากไม่หยุดยั้งแก๊งส์สแกมเมอร์ สังคมไทยจะยังมีปัญหาอาชญากรรมเกิดขึ้น
       
นายชัยชนะ ยังกล่าวถึงกรณีที่ชาวจีนเทาดังกล่าวมาเปิดธุรกิจ ในประเทศไทยว่า พบมีการดัดแปลงสภาพอาคาร ซึ่งภายในอาคารมีการแบ่งเป็นห้อง คล้ายผับส่วนตัว มีการมั่วสุมยาเสพติด ซึ่งมีมูลค่าการก่อสร้างไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท และกลุ่มจีนเทา จะเลือกพื้นที่อาคารพาณิชย์ และปรับปรุงให้เป็นผับย่อม ๆ มีการมั่วสุม ซึ่งเรื่องดังกล่าว ตนไม่ทราบว่า กรุงเทพมหานครทราบหรือไม่ โดยเฉพาะนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครทราบด้วยหรือไม่ว่า มีการดัดแปลงสภาพอาคาร และได้ลงพื้นที่ตรวจสอบร้านหมาล่า สถานบันเทิง  ในพื้นที่สุ่มเสี่ยงว่า เป็นไปตามกฎหมาย หรือข้อกำหนดของกรุงเทพมหานครบ้างหรือไม่ เพราะจากสมัยที่ตนดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการการตำรวจฯ และได้ลงไปตรวจสอบพื้นที่ ที่กระทำผิด จนถึงขณะนี้ อาคารเหล่านี้ ก็ยังคงเปิดกิจการอยู่ ดังนั้น หลังจากนี้ จะส่งเรื่องให้คณะกรรมาธิการการตำรวจชุดใหม่ ซึ่งตนในฐานะกรรมาธิการฯ ด้วย ก็จะไปตรวจสอบอีกครั้ง เพราะได้หลักฐานเส้นเงิน และตัวละครครบถ้วนแล้ว 

จับสัญญาณ ‘ส้ม’ เปิดเกมลุยไฟ! คืนกลับ ‘โหมดซ้าย’

จับสัญญาณ 'ส้ม' เปิดเกมลุยไฟ! คืนกลับ 'โหมดซ้าย'

จับสัญญาณ ‘ส้ม’ เปิดเกมลุยไฟ! คืนกลับ ‘โหมดซ้าย’

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.08 น.

พรรคประชาชนถูกวิพากษ์วิจารณ์จากผู้สนับสนุน “ปีกซ้าย” ว่าไปอยู่ในโหมด กล้าๆ กลัวๆ มาพักใหญ่ หลังจากยกมือโหวตให้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยแรกเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 

จับกระแสวิจารณ์ลุกลามไปถึงขนาดว่า  “พรรคส้ม” ยอมทำดีลใหญ่แลกกับการต่อลมหายใจทางการเมืองให้ “แกนนำ” ที่กำลังจะถูกชี้ชะตา ในคดี 44 อดีตสส.พรรคก้าวไกล โดนร้องละเมิดจริยธรรมร้ายแรงกรณีเสนอแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112

อุปมาว่า วาทกรรม “สู้ไปกราบไป” ที่ด้อมส้มฮาร์ดคอร์ เคยตีตราให้พรรคเพื่อไทย จะกลับมาพันคอตัวเอง

กระทั่ง “ด้อมส้ม” สายสุดซอย ที่เรียกตัวเองว่า “ส้มสายอุดมการณ์” ต่างออกมาตั้งคำถามกับผู้บริหารพรรคประชาชนปัจจุบันว่า ให้ความสำคัญกับ “ยุทธวิธีทางการเมือง” มากกว่าอุดมการณ์ที่ต่อเนื่องกันมาตั้งแต่ก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่หรือไม่

ไม่เพียงคณะผู้บริหารพรรคหน้าฉากที่นำโดย “เท้ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” เท่านั้นที่ถูกตั้งคำถาม แม้แต่ผู้นำจิตวิญญาณอย่าง “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” และบรรดาส้มสายอดีตนักกิจกรรมที่รายล้อม “ธนาธร” ก็ถูกตั้งข้อสังเกตว่า “เงียบผิดปกติ” ด้วยเช่นกัน

ปัญหาความไม่ลงรอยในพรรคส้ม เช่นนี้ แม้จะพยายามซ้อนเร้นเพียงใด แต่สิ่งที่ปรากฎให้เห็นคือ ท่าทีของ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” ที่ส่งสัญญาณกระตุกเป็นระยะ และเมื่อไม่เป็นผลก็ประกาศขอแยกทาง

อย่างไรก็ตามไม่นานมานี้ “ปิยบุตร” ได้แสดงท่าที่อย่างแข็งกร้าวที่สุด ผ่านการโฟสต์เฟสบุ๊ค กระตุกเตือนให้ “พรรคส้ม” กลับไปสู่ “อุดมการณ์ตั้งต้น”

4 พฤษภาคม “ปิยบุตร” โพสต์เฟสบุ๊ค กระตุก “พรรคส้ม” ให้ยูเทิร์นกลับไปสู่จุดกำเนิด โดยทั้งเนื้อหาและภาษา ของ “ปิยบุตร” เน้นไปสู่ความเป็น “ซ้าย” แบบพรรคเริ่มต้น อาทิ

“…การดำรงอยู่ของพรรคนี้ อย่างน้อยๆ ก็ในช่วงชีวิตแรก 1-2 ทศวรรษนี้ จึงสัมพันธ์กับเรื่องการปฏิรูปอย่างถึงรากทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม …”

“…หากวันนี้ พรรคไม่ทำภารกิจเรื่องเหล่านี้ หรือไม่ย้อนกลับไปคิดถึงเหตุแห่งกำเนิดพรรคแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นต้องมีพรรคนี้ต่อไป…”

หรือในย่อหน้าจบ “…หากคำตอบร่วมกันยังยืนยันว่า สภาพการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ของประเทศไทยอันเป็นที่รักของเรา ยังคงเหมือนเดิมที่่เป็นมาตลอด 2 ทศวรรษ หรือเลวร้ายกว่าเดิมแล้วล่ะก็ พรรคก็ต้องเดินหน้าตามเข็มมุ่ง ทำให้คนไทยเห็นพ้องต้องกันให้ได้ว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องปฏิรูปอย่างถึงรากขนานใหญ่ และพรรคคือตัวแทนแห่งความหวังที่จะรับภารกิจประวัติศาสตร์ไปปฏิรูปให้สำเร็จจงได้…”

โพสต์ครั้งล่าสุดเพื่อกระตุกต่ออุดมการณ์พรรคส้ม ไม่ปรากฎการตอบสนองอย่างเปิดเผย หากแต่มีข่าวว่า “ระดับแก่นส้ม” ได้เริ่มคุยกันอย่างจริงจังมากขึ้น แต่ก็ยังไม่มีอะไรเป็นสัญญาณชัดว่าพรรคส้ม จะปรับเปลี่ยนแนวทาง “ยูเทิร์น” ตามที่ “ปิยบุตร” เสนอหรือไม่

จนกระทั่ง วันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา พรรคประชาชนได้ออกแถลงการณ์ ด้วยท่าที “ชน” อย่างเต็มตัว จั่วหัวอย่างดุดัน “รัฐบาลกำลังกระทำการมิบังควร เสี่ยงละเมิดหลักการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข”

พุ่งไปที่ กรณี “องคมนตรี” ไปปรากฎตัวในการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อเตรียมรับมือภัยแล้งปี 2569 เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม
ทัั้งเนื้อหาและภาษา และ “เป้าหมาย” ชัดเจนว่า กลับไปสู่จุดเดิม อาทิ 

“…และที่สำคัญที่สุดคือหลักความรับผิดรับชอบ (Accountability) ในระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลคือฝ่ายที่ประชาชนเลือกเข้ามา มีหน้าที่ใช้อำนาจบริหารและต้องรับผิดชอบต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวผ่านกลไกตรวจสอบของรัฐสภา ต่างจากองคมนตรีที่มีที่มาจากการแต่งตั้งตามพระราชอัธยาศัย และไม่มีกลไกที่จะต้องรับผิดชอบทางการเมืองหรือกฎหมายต่อสาธารณะ…” 

หรือ “…การปล่อยให้เกิดสภาวะเช่นนี้รังแต่จะสร้างความสับสนว่า ใครคือผู้บริหารประเทศตัวจริง ระหว่างผู้ที่ประชาชนเลือกเข้ามา หรือผู้ที่ไม่มีสถานะทางการเมืองโดยตรงแต่มีบทบาทในกระบวนการบริหารอย่างต่อเนื่อง…”

ตามด้วย วันรุ่งขึ้น (21 พฤษภาคม) “ณัฐพงษ์” ให้สัมภาษณ์อย่างแข็งกร้าว อาทิ “…หลีกเลี่ยงการจัดประชุมแบบนี้ ที่ตัวแทนหรือตัวสถาบันพระมหากษัตริย์มามีส่วนร่วมโดยตรงในการประชุม เพื่อตัดสินใจ…” หรือ “…อย่างที่ผมบอกว่าหลายคนวิพากษ์วิจารณ์ว่าอย่าห้อยโหนดึงฟ้ามาลงต่ำ หน้าที่ของนายกรัฐมนตรีก็คือดันฟ้าขึ้นสูงเหมือนกัน…” การพลิกท่าที จากนิ่มเป็นกร้าว เช่นนี้ ถูกนักวิเคราะห์การเมืองจับสัญญาณว่า อาจเป็นการยูเทิร์น ไปสู่จุดเริ่มต้น ตามข้อเสนอของ “ปิยบุตร” และ “แกนนำสายฮาร์ดคอร์” 

หากแต่เมื่อโดนกระแสสังคมฟาดกลับอย่างแทบเป็นเอกฉันท์ก็ต้องจับตาว่า “ส้มฮาร์ดคอร์” จะไปต่อหรือพอแค่นี้ เพื่อรักษาพื้นที่ทางการเมืองที่ยังถูกยึดครองโดยฝ่ายอนุรักษ์นิยม.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

ชัยชนะ ปูด อดีตผู้บริหารกรมการจัดการงาน เปิดสถานพยาบาล ฮั้วตรวจสุขภาพแรงงานต่างชาติ

ชัยชนะ ปูด อดีตผู้บริหารกรมการจัดการงาน เปิดสถานพยาบาล ฮั้วตรวจสุขภาพแรงงานต่างชาติ

ชัยชนะ ปูด อดีตผู้บริหารกรมการจัดการงาน เปิดสถานพยาบาล ฮั้วตรวจสุขภาพแรงงานต่างชาติ

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.04 น.

หวั่นนำเชื้ออีโบลาเข้าประเทศ! ’ชัยชนะ‘ ปูด ‘อดีตผู้บริหารกรมการจัดการงาน’ เปิด ‘สถานพยาบาลเถื่อน’ ฮั้ว ‘ตรวจสุขภาพแรงงานต่างชาติ‘ ผิดกฎหมาย เตรียมส่งข้อมูล  ’กมธ.สาธารณสุข‘ เรียกหน่วยเกี่ยวข้องตรวจสอบ 

วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 09.20 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลมีมติไม่ขึ้นทะเบียนแรงงานต่างชาติชาวกัมพูชาว่า ขณะนี้ พบข้อมูลว่า มีแรงงานกัมพูชาดังกล่าว ร่วมกับบริษัทที่ขึ้นทะเบียนกับกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ไม่ได้ส่งแรงงานกัมพูชาดังกล่าวกลับปะเทศ ซึ่งถือว่า ผิดกฎหมาย เพราะใบอนุญาตการทำงานหมดอายุไปแล้ว และสถานพยาบาลที่ขึ้นทะเบียนกับกรมการจัดหางานฯ และกระทรวงสาธารณสุข เมื่อปี 2567 ขณะนี้ ที่ขึ้นทะเบียนไว้ราว 70 แห่ง และอีกราว 50 ที่ที่ขึ้นทะเบียน แต่ไม่มีใบอนุญาตถูกต้อง จึงไม่สามารถออกใบตรวจสุขภาพให้แรงงานต่างชาติได้ เพราะสถานพยาบาลที่จะออกใบอนุญาตได้จะต้องมีหลักเกณฑ์ และมีห้องแล็ปตรวจปฏิบัติการ ซึ่งจะแสดงให้เห็นว่า แรงงานที่ไปตรวจสุขภาพกับสถานพยาบาลที่ไม่ถูกกฎหมาย เป็นแรงงานเถื่อน และปัจจุบันมีการระบาดโรคอีโบลา และโรคต่าง ๆ หากมีการติดเข้ามากับแรงงานต่างชาติ โดยการตรวจสุขภาพที่ไม่ถูกต้อง ก็จะเป็นปัญหากับประเทศ 
        
นายชัยชนะ กล่าวต่อว่า ตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล มาตรา 35 (4) บัญญัติชัดเจนว่า สถานพยาบาลที่ไม่ได้ขออนุญาตโดยถูกต้อง จะถูกจำคุก 1 ปี และถูกเพิกใบอนุญาติประกอบสถานพยาบาล ฉะนั้น เรื่องดังกล่าว ตนจะรวบรวมและส่งต่อให้ นายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร เพื่อเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า สถานพยานใดถูกต้อง และมีแรงงานจำนวนเท่าใด รวมถึงรายละเอียดบริษัทจัดหางาน เพราะข้อมูลที่พรรคฯ ได้รับนั้น มีโรงพยาบาลบางแห่ง ขึ้นทะเบียนกับกรมการจัดหางานฯ แต่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงสาธารณสุข เป็นโรงพยาบาลของอดีตผู้บริการกรมการจัดหางาน ร่วมกับกรมการจัดหางานฯ หาผลประโยชน์เรื่องดังกล่าว ดังนั้น จะต้องมีการตรวจสอบข้อมูล เพื่อเสนอให้ประชาชนได้รับทราบครบถ้วน 

โสภณ รอศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด พ.ร.ก.กู้เงิน ก่อนบรรจุญัตติตั้ง กมธ.ติดตามใช้เงิน

โสภณ รอศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด พ.ร.ก.กู้เงิน ก่อนบรรจุญัตติตั้ง กมธ.ติดตามใช้เงิน

โสภณ รอศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด พ.ร.ก.กู้เงิน ก่อนบรรจุญัตติตั้ง กมธ.ติดตามใช้เงิน

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.12 น.

‘โสภณ’ย้ำรอ ‘ศาลรธน.’ ชี้ขาด ‘พ.ร.ก.กู้เงิน4แสนล้าน’ ก่อนบรรจุญัตติ ชี้ ‘พรรคส้ม’ ชงตั้งกรรมาธิการวิสามัญติดตามการใช้เงิน ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน ‘ฝ่ายบริหาร’ ยังไม่ได้ใช้เงิน คาด บรรจุวาระถก รธน. ช่วงมิ.ย.

วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาชนเสนอญัตติด่วนขอให้ ตั้งกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบการใช้งบตาม พ.ร.บ.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ว่า พ.ร.ก. ดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณาคำร้องโดยศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นคำร้องของพรรคการเมืองฝ่ายค้านที่ยื่นผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งศาลมีกรอบเวลาพิจารณาภายใน 60 วัน

” ขั้นตอนที่เราฝ่ายนิติบัญญัติ เราว่าเราจะได้พิจารณาเมื่อศาลส่งผลกลับมาจะเป็นอย่างไร รอฟังศาลก่อน“ นายโสภณ กล่าว

เมื่อถามว่าหมายถึงการตั้งกรรมาธิการวิสามัญติดตามใช้เงิน พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน ต้องรอให้ศาลชี้ขาดก่อนถึงจะตั้งได้ใช่หรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า อาจจะมีคนแย้ง ว่าเขาดำเนินการแล้วเหตุใดไม่ตั้งกรรมาธิการวิสามัญฯ โดยเห็นว่าหากศาลมีคำชี้ขาดว่าไม่ยก ก็จะมีคนแย้งมาอีกว่าไม่ยกก็ตกไปกรรมาธิการชุดนี้ 

” เราฝ่ายนิติบัญญัติมันไม่ได้เร่งด่วน เดี๋ยวนี้เท่าที่ทราบฝ่ายบริหารก็ยังไม่ได้ทำอะไร มีแต่ขบวนการยังไม่ได้ใช้เงิน การเร่งที่จะดำเนินการตรวจสอบเป็นเรื่องที่ดี ในการใช้ภาษีของประชาชนอย่างถูกต้อง แต่ว่าต้องอยู่ในโอกาสที่เป็นจังหวะที่เหมาะสม ไม่ขัดข้องหรอก แต่ว่าทั้งหลายทั้งปวงอยู่ที่สมาชิก ไม่ใช่อำนาจของตนอยู่ที่สภา ว่าจะตั้งกรรมาธิการหรือไม่ ผมมีหน้าที่ปฏิบัติตามมติของสภาเท่านั้นเอง“ นายโสภณกล่าว 

นายโสภณ กล่าวถึงการพิจารณาบรรจุวาระประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หลังจากที่พรรคภูมิใจไทย ได้ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาแล้ว ว่าเท่าที่รับทราบยังเห็นอีก 2-3 พรรคการเมืองจะยื่นเพิ่มเติมในสัปดาห์หน้า คาดว่าจะพิจารณาบรรจุไปพร้อมกันอาจจะเป็นช่วงเดือนมิถุนายนนี้

โสภณ มอบนโยบาย ตำรวจสภา ต้องเป็นตัวอย่างที่ดี ห้ามยุ่งเกี่ยวยาเสพติดเด็ดขาด

โสภณ มอบนโยบาย ตำรวจสภา ต้องเป็นตัวอย่างที่ดี ห้ามยุ่งเกี่ยวยาเสพติดเด็ดขาด

โสภณ มอบนโยบาย ตำรวจสภา ต้องเป็นตัวอย่างที่ดี ห้ามยุ่งเกี่ยวยาเสพติดเด็ดขาด

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.59 น.

”โสภณ“มอบนโยบาย“ตำรวจสภา”เป็นข้าราชการต้องทำตัวให้มีเกียรติมีศักดิ์ศรี เข้มดูแลความปลอดภัย สั่งห้ามยุ่งเกี่ยวยาเสพติด พร้อมตรวจฉี่ตำรวจสภาก่อนเริ่มงาน

22 พ.ค. 2569 ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา มอบนโยบายให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภา สำนักรักษาความปลอดภัยและเจ้าหน้าที่กลุ่มงานยานพาหนะ สำนักการคลัง และงบประมาณ โดยนายโสภณ กล่าวว่า การเป็น ข้าราชการรัฐสภา เกียรติและศักดิ์ศรีไม่ได้แพ้ข้าราชการส่วนอื่น แต่ในมุมมอง ของตนเอง ข้าราชการรัฐสภาเหมือนหลบอยู่อีกมุมหนึ่ง เหมือนเป็นลูกจ้างพนักงานช่วยเหลือการประชุม แต่ความจริงแล้วข้าราชการรัฐสภามีศักดิ์ศรีไม่แพ้อัยการ ฉะนั้นเราจะมีเกียรติศักดิ์ศรีได้เราต้องทำตัวเราให้ดี ซึ่งปัจจุบันสภาของเรากำลังพัฒนา เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงเราต้องพร้อมเปลี่ยน เราจะพยายามออกจากวิถีเดิมๆ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ต้องดูแลทั้งตัวอาคารรัฐสภา และบุคคลที่เข้ามาใช้พื้นที่ในอาคารรัฐสภา ซึ่งโครงสร้างอาคารรัฐสภาส่วนใดก็แล้วแต่ที่จะนำไปสู่การใช้ประโยชน์กับประชาชนไม่ใช่เฉพาะที่ประชุมสภาก็ให้พัฒนาต่อไปเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน

โสภณ ซารัมย์

นายโสภณ กล่าวว่า ส่วนตัวบุคคลทั้งสมาชิกรัฐสภาและข้าราชการรัฐสภา เมื่อการประชุม คณะกรรมการข้าราชการรัฐสภานัดแรก ตนได้ตั้งกรรมการขึ้นมาศึกษาระเบียบข้าราชการรัฐสภาที่ไม่ทันสมัย เพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการทำงานและเพื่อให้เราทำงานอย่างมีเกียรติมีศักดิ์ศรี เพื่อการทำงานที่มีความสุข ซึ่งในส่วนของสมาชิกรัฐสภา เป็นเรื่องยากที่จะเปลี่ยนแปลงได้ แต่ในฐานะประธานรัฐสภา ก็จะพยายามเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในการทำหน้าที่ และส่งเสริมคนที่มีความรู้ความสามารถให้เติบโตในหน้าที่ได้

นายโสภณ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามข้าราชการตำรวจรัฐสภาต้องทำตัวให้เหมือนตำรวจ ถ้าเราลดเกียรติตัวเองลงเมื่อไหร่เกียรติเราก็ลดลงไปด้วย ให้ประชาชนเห็นแล้วน่าเชื่อถือ นอกจากนี้เราต้องฝึกอบรมการทำหน้าที่อยู่เสมอ อย่าให้เกิดเหตุวัวหายแล้วล้อมคอก เพราะเราให้ความสำคัญเรื่องรักษาความปลอดภัยในทุกด้าน เราต้องพร้อมในทุกสถานการณ์ พร้อมยกตัวอย่าง เหตุการณ์ที่ตนเองเคยเจอตั้งแต่เป็นสส.จนถึงทุกวันนี้ เมื่อประธานสภาเชิญสส.ออกจากห้องประชุม ไม่มีตำรวจสภาคนไหนกล้าอุ้มสมาชิกออกจากห้องประชุมเลยสักครั้ง ดังนั้นตำรวจสภา จึงต้องทำตัวให้น่าเกรงขาม และต้องเป็นสภาตัวอย่างไม่ปล่อยปละละเลยในเรื่องของยาเสพติดด้วย

โสภณ ซารัมย์

ทั้งนี้ภายหลังการมอบนโยบาย ได้มีการตรวจปัสสาวะข้าราชการตำรวจรัฐสภาพร้อมย้ำว่า ไม่ได้มาจับผิด หรือทำลาย แต่เพื่อแก้ไขปัญหา และการเชิญเจ้าหน้าที่จากสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.)ซึ่งเป็นหน่วยงานภายนอกมาทำการตรวจสอบ เป็นการยืนยันว่ารัฐสภาทำจริง เพื่อเป็นตัวอย่างการแก้ไขปัญหายาเสพติด

จากนั้น นายโสภณ ได้ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า วันนี้มีการเชิญเจ้าหน้าที่จากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) มาตรวจปัสสาวะของตำรวจสภาและพนักงานขับรถของสภาด้วย เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันมีทั้งการแพร่ระบาดของยาเสพติดและเรื่องความมั่นคง

โสภณ ซารัมย์

หลักการของตนคือต้องการพัฒนาประสิทธิภาพของข้าราชการทุกส่วนที่นี่ โดยเริ่มที่ตำรวจก่อน ซึ่งต้องพัฒนาทั้งสมรรถภาพทางกาย และระเบียบวินัยต่าง ๆ ฉะนั้น อันดับแรกที่จะพัฒนาให้มีสมรรถภาพได้คือต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ส่วนเรื่องระเบียบวินัยของตำรวจสภา ก็ต้องไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าตำรวจ เพื่อเตรียมพร้อมต่อสถานการณ์ความไม่สงบต่าง ๆ และสถานที่ตรงนี้ก็ถือเป็นสถานที่สำคัญของประเทศ ฉะนั้นตำรวจสภา ต้องมีความเข้มข้นในการดูแลความปลอดภัย ไม่ว่าดูแลความปลอดภัยของสถานที่และความปลอดภัยของบุคคล ซึ่งหลังจากนี้จะมีโปรแกรมการฝึกต่าง ๆ ตามมา

โสภณ ซารัมย์
โสภณ ซารัมย์
โสภณ ซารัมย์
โสภณ ซารัมย์
โสภณ ซารัมย์
โสภณ ซารัมย์
โสภณ ซารัมย์

‘ปธ.สภาฯ’ สั่งเข้มหามาตรการแก้ปัญหาน้ำท่วม ’รัฐสภา‘ หลังเจอออกแบบไม่เหมาะสม

‘ปธ.สภาฯ’ สั่งเข้มหามาตรการแก้ปัญหาน้ำท่วม ’รัฐสภา‘ หลังเจอออกแบบไม่เหมาะสม

‘ปธ.สภาฯ’ สั่งเข้มหามาตรการแก้ปัญหาน้ำท่วม ’รัฐสภา‘ หลังเจอออกแบบไม่เหมาะสม

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.59 น.

‘ปธ.สภาฯ’ สั่งเข้มหามาตรการแก้ปัญหาน้ำท่วม ’รัฐสภา‘ หลังเจอออกแบบไม่เหมาะสม กำชับลดปริมาณขยะ แยก-ห้ามทิ้ง

วันที่ 22 พฤษภาคม 569 ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ​ ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์น้ำฝนทะลักลงชั้นบี1 ในพื้นที่ห้องเก็บขยะ จนพบภาพขยะลอยเกลื่อน เมื่อ  21 พ.ค. ที่ผ่านมาว่า อาคารรัฐเป็นอาคารเปิดรับน้ำ ซึ่งคนมองว่าการก่อสร้างเป็นปัญหา แต่ตนไม่ได้บอกว่ามีปัญหาจริงหรือไม่ จึงไปดูด้วยตา ซึ่งพบว่าฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก ทำให้น้ำฝนไหลลงมาจากทางลงของรถยนต์จากชั้น1  ไหลลงมาชั้นบีหนึ่ง  ขณะที่ท่อระบายน้ำนั้นมีขนาดเล็ก ทำให้ระบายน้ำไม่ทัน นอกจากนั้นตนยังได้ลงพื้นที่ตรวจสอบทุกชั้น โดยเฉพาะชั้น9 ที่เป็นพื้นที่เปิดรับน้ำ ขณะที่ท่อน้ำทิ้งมีขนาดเล็ก ทำให้เกิดปัญหาว่าเมื่อมีฝนตกปริมาณมาก ท่อน้ำระบายไม่ทัน ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วม ดังนั้นตนได้สั่งให้แก้ไข ว่าจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้น เพราะบางเรื่องนั้นออกแบบไม่เหมาะสม เช่น พื้นที่ทางหนีไฟที่ไม่มีหลังคา ทั้งนี้จะพยายามไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำอีก

“ผมได้กำชับเรื่องขยะ โดยประชุมร่วมกับฝ่ายบริหารของข้าราชกาสภาฯ ต่อไปจะใช้มาตรการคัดแยกขยะให้เป็นรูปธรรม ทั้งนี้ในวันประชุมสภาฯ และประชุมวุฒิสภา พบว่ามีปริมาณขยะจำนวนมาก ดังนั้นต้องให้ความสำคัญ ตั้งแต่การคัดแยกขยะ รวมถึงขอความร่วมมืออย่าทิ้งขยะ ซึ่งต่อไปจะเป็นมาตรการที่เข้มงวด” นายโสภณ กล่าว 

เมื่อถามถึงมาตรการประหยัดไฟของสภาฯ ได้ผลหรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า ตนจะมีรายงานตัวเลขให้ทราบ โดยเปรียบเทียบการใช้ไฟก่อนออกมาตรการและหลังออกมาตรการ เบื้องต้นพบว่าสามารถลดค่าไฟได้ 

จุลพันธ์ เผยเคาะแล้ว 27 ก.ย. เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ใช้กติกาเดิม

จุลพันธ์ เผยเคาะแล้ว 27 ก.ย. เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ใช้กติกาเดิม

จุลพันธ์ เผยเคาะแล้ว 27 ก.ย. เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ใช้กติกาเดิม

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.44 น.

‘จุลพันธ์’ เผย 27 ก.ย.  69 เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ใช้กติกาเดิม  ลงทะเบียนใช้สิทธิ 1 มิ.ย. – 15 ก.ค. 69

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนของสำนักงานประกันสังคมว่า มีการเคาะวันเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเพื่อดำรงตำแหน่งกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยกำหนดวันลงคะแนนเลือกตั้ง คือ วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 2569 ซึ่งจะมีใช้กติกาและรูปแบบการเลือกตั้งเหมือนกับการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา

นายจุลพันธ์ ย้ำว่า การกำหนดวันเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม พ.ศ. 2564 และเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนให้มากที่สุด คณะกรรมการได้มีการกำหนดระยะเวลาการลงทะเบียนการใช้สิทธิเลือกตั้งให้มากขึ้นเป็น 45 วัน และจะมีการจัดหน่วยเลือกตั้งในระดับอำเภอ ซึ่งเปลี่ยนจากเดิมที่มีเพียงระดับจังหวัดเท่านั้น 

ทั้งนี้ ผู้ประกันตนและนายจ้างสามารถลงทะเบียนใช้สิทธิหรือรับสมัครเลือกตั้งได้ตามรายละเอียดนี้

 1. การลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้ง เพื่อไม่ให้เสียสิทธิในการเลือกผู้แทนไปดูแลสิทธิประโยชน์และกองทุนของพวกเรา พี่น้องนายจ้างและผู้ประกันตนมาตรา 33, 39 และ 40 สามารถลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. – 15 ก.ค. 2569 ผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่

1.1 เว็บไซต์ http://www.sso.go.th (ตลอด 24 ชั่วโมง)
 สำหรับนายจ้างและผู้ประกันตน

1.2 แอปพลิเคชัน SSO Plus (ตลอด 24 ชั่วโมง)
 เฉพาะผู้ประกันตน

1.3 สำนักงานประกันสังคมจังหวัดหรือสาขาหรือพื้นที่
 สำหรับนายจ้างและผู้ประกันตน โดยมีเวลาทำการดังนี้ วันที่ 1 – 30 มิ.ย. และ วันที่ 1 – 15 ก.ค. 2569 เวลา 08.30 – 16.30 น. (ไม่เว้นวันหยุดราชการ)

ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ผ่านทางเว็บไซต์ sso.go.th, แอปพลิเคชัน SSO Plus และ ณ สำนักงานประกันสังคมฯ

 2. การสมัครรับเลือกตั้ง (เป็นตัวแทนบอร์ด) สำหรับผู้ที่สนใจสมัครเป็นตัวแทนเข้าไปขับเคลื่อนระบบประกันสังคม สามารถสมัครได้ตั้งแต่วันที่ 1 – 15 กรกฎาคม 2569 ณ สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่หรือสำนักงานประกันสังคมจังหวัด เวลา 08.30 – 16.30 น. (ไม่เว้นวันหยุดราชการ)  ประกาศรายชื่อผู้สมัครและหมายเลขประจำตัว วันที่ 19 สิงหาคม 2569

พระปกเกล้าโพลชี้ คนกรุงตื่นตัว ตั้งใจไปใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. คาดหวังต่อการเปลี่ยนแปลง

พระปกเกล้าโพลชี้ คนกรุงตื่นตัว ตั้งใจไปใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.  คาดหวังต่อการเปลี่ยนแปลง

พระปกเกล้าโพลชี้ คนกรุงตื่นตัว ตั้งใจไปใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. คาดหวังต่อการเปลี่ยนแปลง

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.52 น.

วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง “เลือกตั้ง กทม. 69: ความสนใจของประชาชนต่อการเลือกตั้งผู้ว่าฯ และ ความคาดหวังต่อ ส.ก. ชุดใหม่” โดยมุ่งเน้นความ “เป็นกลาง เป็นจริง เป็นประโยชน์” มีมาตรฐานวิชาการ ไม่มุ่งเน้นให้เกิดการชี้นำการเมือง แต่จัดทำเพื่อ “ฟัง” การเมืองจากเสียงของประชาชน

การแถลงผลการสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 21 ที่ศูนย์ฯ ได้ทำการสำรวจ ระหว่างวันที่ 8 – 11 พ.ค. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามพื้นที่เขตทั่วกรุงเทพมหานคร จำนวน 1,600 ตัวอย่าง โดยมีบทสรุปสำคัญจากผลสำรวจ ดังนี้

1. หากเป็นคน กทม. ท่านจะไปใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่า กทม. คนใหม่หรือไม่ (สำรวจโดย x Line Today)

• ผู้ตอบ 85.9% ระบุว่า หากเป็นคน กทม. จะไปอย่างแน่นอน

• รองลงมา คือ 9.2% น่าจะไป/ยังไม่แน่ใจ และ 4.9% น่าจะไม่ไป/ไม่ไปแน่นอน

การเลือกตั้งผู้ว่า กทม. เป็นสนามการเมืองท้องถิ่นที่ประชาชนให้ความสำคัญสูง เพราะผู้ว่าฯ กทม. มีบทบาทเกี่ยวข้องโดยตรงกับคุณภาพชีวิตประจำวัน ทั้งเรื่องการเดินทาง น้ำท่วม ฝุ่น ความปลอดภัย พื้นที่สาธารณะ และบริการของเมือง ไม่ว่าจะเป็นคนกรุงเทพหรือไม่ก็ตาม ความสนใจที่จะไปใช้สิทธิสูง อาจสะท้อนทั้ง “ความตื่นตัวทางการเมือง” และ “ความคาดหวังต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นที่”

2. การติดตามข่าวเลือกตั้งยังแบ่งครึ่ง สะท้อนโจทย์การสื่อสารข้อมูลก่อนเข้าคูหา

• 49.2% ติดตามข่าวสารการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. และ ส.ก. “ค่อนข้างมาก/มากที่สุด” ใกล้เคียงกันกับ 48.3% ที่ระบุว่า ติดตาม “ค่อนข้างน้อย/น้อยที่สุด” และ 2.5% ไม่ได้ติดตามเลย

แม้กระแสส่วนใหญ่ให้ความสนใจกับการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งแต่ระดับการติดตามข่าวสารกลับแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม เกือบจะเท่าๆ กัน สะท้อนว่า “ความตั้งใจไปเลือกตั้ง” อาจยังไม่ได้หมายความว่า “มีข้อมูลเพียงพอในการตัดสินใจ”

3. ประชาชนต้องการ ส.ก. “รู้ปัญหาในพื้นที่จริง” ขึ้นแท่นอันดับหนึ่ง

• 26.4% ต้องการ ส.ก. ที่ “รู้ปัญหาในพื้นที่จริง” สูงสุด

• รองลงมา 21.3% ต้องการคนที่ “ประสานงานเก่ง แก้ปัญหาในพื้นที่ได้”, 19.3% ต้องการคนที่ “ซื่อสัตย์ โปร่งใส ตรวจสอบได้”, 13.3% “เข้าถึงประชาชนง่าย”, 9.5% “กล้าตรวจสอบและสะท้อนปัญหา”, 6.5% “มีผลงาน/ประสบการณ์ในพื้นที่” โดยมีเพียง 3.4% ที่ต้องการ ส.ก. “สังกัดพรรคการเมืองที่น่าเชื่อถือ”และ 0.3% ระบุว่า เป็นคุณลักษณะอื่น

ประชาชนมองบทบาทของ ส.ก. ในฐานะ “ผู้แทนพื้นที่” มากกว่าการเป็นตัวแทนทางการเมืองของพรรค และประชาชนไม่ได้ต้องการเพียง ส.ก. ที่ “ทำงานเป็น” แต่ต้องการคนที่ “ทำงานอย่างน่าเชื่อถือ”

4. เขตชั้นนอกและชั้นกลางมองหา ส.ก. ที่รู้พื้นที่จริง เขตชั้นในต้องการคนที่ประสานงานและแก้ปัญหาเมืองซับซ้อนได้

• เมื่อพิจารณาตามพื้นที่เขตชั้นของ กทม. พบว่า “เขตชั้นนอก” 30.7% ให้ความสำคัญกับ “รู้ปัญหาในพื้นที่จริง” สูงสุดที่สุด รองลงมา คือ 22.9% “ประสานงานเก่ง แก้ปัญหาในพื้นที่ได้” ส่วน “เขตชั้นกลาง” 29.3% ให้ความสำคัญกับ “รู้ปัญหาในพื้นที่จริง” รองลงมา คือ 22.2% “ซื่อสัตย์ โปร่งใส ตรวจสอบได้” ขณะที่ “เขตชั้นใน” มีสัดส่วนค่อนข้างใกล้เคียงกันระหว่าง “ประสานงานเก่ง แก้ปัญหาในพื้นที่ได้” (21.7%), “รู้ปัญหาในพื้นที่จริง” (21.1%) และ “ซื่อสัตย์ โปร่งใส ตรวจสอบได้” (20.3%)

การที่เขตชั้นนอกและเขตชั้นกลางให้ความสำคัญกับการ “รู้ปัญหาในพื้นที่จริง” สูงกว่าเขตชั้นในอย่างชัดเจน อาจสะท้อนว่าพื้นที่รอบนอกและพื้นที่กึ่งเมืองยังมีปัญหาเชิงพื้นที่ที่ต้องการผู้แทนที่เข้าใจบริบทเฉพาะของชุมชน เช่น การเดินทาง การระบายน้ำ สาธารณูปโภค หรือการเข้าถึงบริการของเมืองส่วนเขตชั้นในให้ความสำคัญหลายมิติใกล้เคียงกัน สะท้อนลักษณะปัญหาที่ซับซ้อน ต้องอาศัย ส.ก. ที่ไม่เพียงแต่ลงพื้นที่ แต่ต้องจัดการกับหลายหน่วยงาน ประสานงานข้ามระบบ และทำงานภายใต้ความคาดหวังด้านความโปร่งใส

บทสรุปจาก KPI Poll ครั้งที่ 21

สนามเลือกตั้งกทม.ไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะในเชิงการเมืองแต่เป็นพื้นที่ที่ประชาชนใช้ส่งสัญญาณถึงความต้องการผู้แทนที่เข้าใจปัญหาเมืองและแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่ได้จริง ผลโพลครั้งนี้ สะท้อนความสนใจและความตั้งใจไปใช้สิทธิที่สูง แสดงถึงความตื่นตัวและความคาดหวังต่อการเปลี่ยนแปลง แต่ระดับการติดตามข่าวสารที่ยังแบ่งครึ่งชี้ว่า ยังจำเป็นต้องเร่งสื่อสารข้อมูลผู้สมัคร นโยบาย และบทบาทของตำแหน่งต่าง ๆ ให้ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะบทบาทของ ส.ก. ซึ่งประชาชนให้ความสำคัญกับความใกล้ชิดพื้นที่ ความสามารถในการประสานงาน และความโปร่งใส มากกว่าการสังกัดพรรคการเมืองเพียงอย่างเดียว