นายก​ฯแซวสุชาติ เราไม่รู้จักเขาน้อยไป​ บอกเป็นคนใช้ได้​-นักเลง​ แต่พูดผิดเวลา

นายก​ฯแซวสุชาติ เราไม่รู้จักเขาน้อยไป​ บอกเป็นคนใช้ได้​-นักเลง​ แต่พูดผิดเวลา

นายก​ฯแซวสุชาติ เราไม่รู้จักเขาน้อยไป​ บอกเป็นคนใช้ได้​-นักเลง​ แต่พูดผิดเวลา

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.05 น.

“นายก​ฯ”รับฟังสรุปผลการประชุมเชิงปฏิบัติการ บอกผู้มีอิทธิพลไม่ใช่คนไม่ดี แต่เป็นคนที่โน้มน้าว ปชช.ให้คนทำความดีได้ แซว”สุชาติ” เราไม่รู้จักเขาน้อยไป​ บอกเป็นคนใช้ได้​ เป็นคนนักเลง​ แต่พูดผิดเวลา

21 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน​ ชาญวีรกูล​ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รับฟังการนำเสนอสรุปผลการประชุมเชิงปฏิบัติการ การขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาล​ จากผู้ว่าราชการและผู้บังคับการจังหวัดทั่วประเทศ

จากนั้น นายกฯ ได้กล่าวปิดการประชุม ว่า ในนามของหัวหน้ารัฐบาล ถือเป็นนิมิตรหมายที่ดีและปรากฏการณ์ใหม่ ที่คณะผู้บริหาร ด้านการปกครองและความมั่นคงได้มาสุ่มศีรษะ หารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน ใช้เวลาตั้งแต่เช้า ถือว่ามาทำงานร่วมกันในทำเนียบรัฐบาลวันนี้เพื่อผลักดันสิ่งที่ดีงามให้กับประชาชนและประเทศของเรา ไม่เคยมีปรากฏการณ์อย่างนี้เต็มที่ก็ 10 โมงครึ่ง ตนได้อยู่กับพวกท่านตลอดไม่ได้ไปไหนเดินตามวงต่างๆ

นายกฯ กล่าวว่า จากการรับฟังการสรุปของผู้แทน ของ 4 หน่วยงานแนวระดับปฏิบัติการ ได้ให้บทสรุปเรื่องปัญหาต่างๆ​ อย่าง ปัญหานอมินีที่ให้มีความผิดเท่ากับการฟอกเงิน การแก้ไขปัญหายาเสพติด​ เป็นต้น​ ตอนนี้ต้องบอกว่าไม่มีอะไรที่ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ที่ข้าราชการไทยจะทำเพื่อคนไทยไม่ได้ แต่สิ่งนั้นต้องเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์เป็นไปตามกฎหมาย และเป็นไปตามระเบียบ ส่วนการเอกซเรย์ผู้มีอิทธิพล ตนเห็นต่างกับท่าน เพราะผู้มีอิทธิพลไม่ใช่ว่าไม่ดี แต่อาจจะมีอิทธิพลในการโน้มน้าวให้คนทำความดีเป็นที่พึ่งพิงของคนได้ ทุกคนก็มีอิทธิพลกับตน ทั้งอิทธิพลทางความคิดในรูปแบบการทำงาน ซึ่งเชื่อว่าบางอย่างตนก็มีอิทธิพลกับท่าน สิ่งเหล่านี้ไม่มีปัญหา ตนจึงบอกให้ยิงไปตรงๆ คนเหล่านี้ ไม่ใช่คนมีอิทธิพล​ แต่คนเหล่านี้คืออันธพาล​ นักเลงก็ไม่ใช่​ ไม่ใช่คนดีแน่นอน​ และยังเน้นย้ำ อย่าทำงานแบบไฟไหม้ฟาง​ใช้กฎหมายมาดำเนินการ​

โดยในช่วงหนึ่ง นายกฯ ยังกล่าวถึง​ การหารือเรื่องของการแก้ไขปัญหาพื้นที่ภาคเหนือ​ ซึ่งจะนำข้อมูลไปส่งต่อยัง นายสุชาติ​ ชมกลิ่น​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก่อนที่จะกล่าวติดตลกว่า “เราไม่รู้จักเขาน้อยไป​ ผมรู้จักเขามากพอสมควร​ เป็นคนใช้ได้​ เป็นคนนักเลง​ บางทีพูดผิดเวลานิดหน่อยเท่านั้น​ แต่ก็ได้มีการขอโทษคู่กรณีแล้ว”

นายกฯ กล่าวว่า ขณะที่เรื่องแผนที่​ One​ Map มีอัตราส่วน 1 : 4,000 ที่มีขนาดแม่นยำมากที่สุด นี่ขนาดจะไปคุยกับประเทศเพื่อนบ้านแค่ 1 : 50,000 แต่​ 1 : 200,000 ไม่ต้องพูดนั่นเป็นการกะ ไม่มีทางที่จะหาข้อยุติลงมาได้ 1 : 50,000 ยังยุติยาก  นั่นเป็นเรื่องระหว่างเรากับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ภายในประเทศของเราหากสามารถดำเนินนโยบายวันแบบโดยใช้ 1 : 4,000 ได้ความชัดเจนความยุติธรรมก็จะเกิดขึ้น ใครจะโดนเพิกถอนใครจะได้รับความเป็นธรรมก็จะไม่มีข้อโต้แย้ง ที่เถียงแบบข้างๆ คูๆ จะไม่มีอีกต่อไปเพราะแผนที่มีความละเอียดเป็นอย่างมาก

นายก​ฯ​ ยัง​กล่าว​ ชื่นชม​คำของผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีราชสีมา ไม่ใช่อนุทินชอบอนุพงษ์ มีคอนเซ็ปว่า​ ยาเสพติดต้องซีลชายแดนด้วย ซึ่งก็ตรงกับ ผบ.ตร.​พูด เพราะจะไม่เข้ามาพักด้านในได้​ ทุกอย่างเข้ามาจากทางชายแดน​ แต่สิ่งที่ตนต้องชื่นชม ในการดำเนินการปราบปรามยาเสพติดของทุกคนทุกท่าน ทุกครั้งที่ได้มีการแถลงการจับกุมก็จะได้รับฟังคำบรรยาย ว่ามีการเปลี่ยนแปลงเส้นทางและรูปแบบลำเลียง ซึ่งต้องเฝ้าระวังในเรื่อง​ แต่มั่นใจในการทำงาน

นายกฯ​ ยังกล่าวว่า​ ความเป็นนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้ ตนจึงตัดสินใจที่จะดูแลหน่วยงานด้านความมั่นคงด้วยตัวเอง ไม่ได้ให้รัฐมนตรีคนใดมากำกับดูแล ผมเข้ามาทำงานกับท่านในสมัยแรกมีเหตุการณ์มีความรุนแรงและซีเรียสมากมาย ทำให้ผมต้องทำงานกับพวกท่านอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่กองทัพไปยังหน่วยงานด้านความมั่นคง การที่อยู่ตรงนี้ สามารถสื่อสารกับท่านโดยตรง ความเป็นเพื่อนร่วมงาน การสนับสนุนจะตัดสินใจได้เร็ว เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงาน และที่สำคัญที่สุดคือความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ถือเป็นสิ่งที่สำคัญ ตนต้องเชื่อท่าน เพราะถ้าไม่เชื่อท่าน จะทำงานด้วยกันไม่ได้อย่าทำงานเลยดีกว่า พร้อมขอให้ท่านเชื่อตัวผมได้ ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ระหว่างท่านกับผม แต่เป็นความชื่นชมของประชาชน ที่มาจากการทำงานร่วมกัน ถ้าเราไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน ไม่วางยากันไม่สอดไส้ หรือมุ่งทำลายซึ่งกันและกัน ก็จะไม่มีที่ยืนให้กับอันธพาลในประเทศ ตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัดกับผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด นายอำเภอกับผู้กำกับ ผบ.ตร.กับนายกฯ แล้วจะมีตรงไหน ที่คนทำผิดกฎหมาย หรือข่มเหงประชาชนเอาเปรียบประเทศชาติจะยืนอยู่บนแผ่นดินนี้ได้ จึงขอฝากให้ตระหนักและอย่าได้ท้อแท้หรือท้อถอย ในภารกิจที่พวกเราทุกคนมีความรับผิดชอบ

นายกฯ กล่าวว่า อีกหนึ่งคำที่เป็นคีย์เวิร์ดในวันนี้ เป็นคำของผู้การฯ จ.สุราษฎร์ และผู้ว่าฯ​ ภูเก็ต ข้อมูลคืออำนาจ​ “Information is Power” ขอให้มีการทำแพลตฟอร์มกลางเพื่อรวบรวมฐานข้อมูลจากผู้ป่วยเชื่อมโยงกัน เป็นสิ่งที่กำลังทำและเดินหน้าต่อไปเพราะต้องเข้าโออีซีดี​ และทำอีกหลายกิจกรรมที่จะทำให้ไทยเข้าคุณสมบัติที่จะได้ถือว่าเป็นประเทศ ยืนอยู่บนเวทีเดียวกับประชาคมโลกได้ หรือเป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง ก่อนย้ำว่า​ สิ่งที่จะเป็นความกดดันคือความคาดหวังของประชาชนจะบังเกิดขึ้น และมั่นใจว่าจะเกิดสิ่งดีๆให้กับประชาชนคน​

นิกร ซัดกลับ เท้ง เจาะยางแก้ รธน. ย้อนถ้าจะยื่นมาให้โดนคว่ำอีกก็แล้วแต่

นิกร ซัดกลับ เท้ง เจาะยางแก้ รธน. ย้อนถ้าจะยื่นมาให้โดนคว่ำอีกก็แล้วแต่

นิกร ซัดกลับ เท้ง เจาะยางแก้ รธน. ย้อนถ้าจะยื่นมาให้โดนคว่ำอีกก็แล้วแต่

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.00 น.

“นิกร”ซัดกลับ”เท้ง” เจาะยาง”แก้ รธน.” ย้อนถ้าจะยื่นมาให้โดนคว่ำอีกก็แล้วแต่ ยัน”โมเดล สสร.”ยึดเสียงข้างมากตามสัดส่วน สส. ขึ้นอยู่กับผลเลือกตั้ง โต้ไม่มีสีใดผูกขาด-เนวินไร้เอี่ยวมีใบสั่ง

21 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์กรณี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ออกมาพูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ตนจำเป็นต้องแถลง เนื่องจากถูกโจมตีอีกแล้วจากฝ่ายค้าน และจริงๆ น่าจะเดินกันคนละเส้นอยู่แล้ว เพราะเราเป็นฝ่ายรัฐบาล คราวที่แล้วนายกรัฐมนตรี บอกว่าเป็นภารกิจของรัฐสภา และไม่ได้บรรจุมาเป็นร่างของพรรคประชาชน ครั้งที่แล้วผู้นำฝ่ายค้านก็บอกว่าไม่จริงใจ พอพรรคภูมิใจไทยยื่นเป็นร่างแรก ก็มีปัญหาอีก ทางใครทางมัน พรรคร่วมรัฐบาล ก็เสนอเข้ามา เพื่อปฏิบัติตามคำที่นายกฯ บอกว่าทำตามคำสั่งประชาชน ขยับซ้าย ขยับขวาก็ถูกโจมตี ตนมองว่าไม่เป็นธรรม ตอนนั้นก็บอกว่าไม่จริงใจ ไม่รับรองร่าง พอยื่นมา ก็หาว่าแบบนั้นแบบนี้ จะให้ถูกคว่ำอีกสักกี่หน เรารู้อยู่แล้วว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ศาลชี้แบบนั้นเพราะไปพิรี้พิไรยื่นแล้วยื่นอีก ศาลจึงชี้ว่าเลือกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) โดยตรงไม่ได้ ถามว่าเกิดจากใครที่ไปกระตุ้นขึ้นมา

“เมื่อมีคำวินิจฉัยแล้วก็ไปผูกมัดทุกองค์กร เราจะไปสุ่มเสี่ยงแบบนั้นไม่ได้ จึงต้องออกแบบใหม่ให้สสร.สมัครเข้ามาแบบร่างแรก แล้วให้รัฐสภาเป็นคนเลือกตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้น หากต้องการเสนอร่างรัฐธรรมนูญมาเพื่อให้ถูกเสนอคว่ำอีกที อย่างเช่นครั้งที่แล้ว ที่มีปัญหาเรื่องเสียง 1 ใน 3 ของวุฒิสภา ก็อยู่ที่นายณัฐพงษ์” นายนิกร กล่าว

นายนิกร กล่าวต่อว่า ส่วนความกังวลว่าจะเป็น สสร.สีน้ำเงิน ตนเองและฝ่ายกฎหมายของพรรคภูมิใจไทย คุยกันว่าต้องมีการคลายตัว โดยการแบ่งเป็น สว. 200 คน และ สส. อีก 500 คน โดยใช้กลไกรัฐสภาแบ่งสัดส่วนตามจำนวน สส.ที่แต่ละพรรคมีอยู่ ดังนั้น พรรคร่วมรัฐบาลมี สส.มากกว่า จึงย่อมมีสัดส่วนมากกว่า หลักการตรงนี้จึงไม่ได้ผิดพลาด หากการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคของท่านมี สส.มาก ก็จะได้สัดส่วนมาก เราก็จะยอมรับ จึงรับประกันได้เลยว่าไม่มีสีใดสีหนึ่งโดยเฉพาะ ประเด็นต่อมา เรื่องการเพิ่มสิทธิพิเศษให้ สว.ก็เป็นอีกองค์กรหนึ่ง ท่านมีความเชื่อของท่าน ก็ว่าไป แต่จะไปกล่าวหาว่าเพิ่มอำนาจให้ สว.ไม่ได้ เพราะครั้งนี้เราลดเสียง สว.ร่วมเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ เป็น 1 ใน 4 เท่ากับใช้เสียง สว. 50 เสียง จึงไม่ถือเป็นการเพิ่ม หากเพิ่มขึ้นควรเป็น 1 ใน 2 ถือว่าลดมาจากร่างเดิมของพรรคภูมิใจไทย ดังนั้น ผู้นำฝ่ายค้านจึงไม่ควรโจมตีกันด้วยความไม่มีหลักเกณฑ์

นายนิกร กล่าวถึงแนวทางที่ให้มีคูหาเลือกตั้ง สสร.ทางอ้อม ว่า หากมีคูหาก็จะสุ่มเสี่ยงขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ 100% เดิมทีศาลไม่ได้ชี้มาแบบนี้ เราหวังว่าจะได้เลือกกันเอง เหมือนครั้งรัฐธรรมนูญปี 2540 ปรากฏว่า เมื่อพูดมาแบบนี้ ศาลจึงชี้มาว่ารัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง มาจากความพิรี้พิไรของใคร จากการสอบถามยื่นแล้วยื่นอีกของใคร ศาลจึงพูดให้ชัดไปแบบนี้เลย กลายเป็นว่าปิดทางตัวเอง แล้วยังมาบ่นคนอื่นอีก

“ยืนยันว่า พรรคภูมิใจไทยไม่กล้าเสนอแนวทางให้มีคูหาเลือกตั้ง เพราะจะมีปัญหาตามมา เช่น กรุงเทพมหานคร ซึ่งคาดว่าเป็นจังหวัดที่จะมีผู้สมัครมาเป็นจำนวนมาก จะทำให้เลือกยาก ในอดีตเคยมีแนวทางให้ผู้สมัครในแต่ละจังหวัดสมัครเข้ามา แล้วเลือกกันเองให้เหลือครึ่งหนึ่ง แต่ตอนนี้ไม่กล้าทำอย่างนั้นแล้ว เพราะใครล่ะ เป็นคนชี้ช่องให้ปิดทางแบบนี้” นายนิกร กล่าว

นายนิกร กล่าวต่อว่า ขณะที่ข้อกังวลว่าหากกลไกเป็นแบบนี้ จะทำให้เนื้อหารัฐธรรมนูญที่ร่างออกมา แย่กว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 ตนขอถามกลับว่า ได้เห็นเนื้อหาแล้วหรือไม่ ควรว่ากันไปเป็นประเด็นก่อน พรรคฝ่ายค้าน ไม่ใช่พรรคฝ่ายติ เห็นอะไรก็ติไปหมด เมื่อรัฐบาลไม่ยืนยันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเดิม ก็บอกว่าไม่จริงใจ แล้วเมื่อยื่นร่างแก้ไขเข้ามาก็ตำหนิอีก โดยที่เรามีความมุ่งหวังจะทำให้สำเร็จ แต่อาจจะดูเลวร้ายในความคิดของฝ่ายค้าน ก็ค่อยไปว่ากันในการพิจารณาวาระหนึ่ง แต่ให้เราไปตามใจคุณไม่ได้ ไม่ควรล้ำเส้น เพราะเราต้องยึดเสียงข้างมากเป็นหลัก ส่วนกรณีที่นายปดิพัทธ์ สันติภาดา อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ออกมาพาดพิงถึงนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เป็นการกล่าวหาที่ไม่อยู่ในข้อเท็จจริง เสี่ยงที่จะโดนฟ้องร้อง ตนเองได้อยู่กับผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทย ยืนยันได้ว่า นายเนวิน ไม่เคยโทรหาตน หรือใครทั้งสิ้น

นายนิกร กล่าวด้วยไปว่า พรรคร่วมรัฐบาล และพรรคฝ่ายค้าน ก็ควรทำงานของใครของมัน ก่อนหน้านี้มีการมาขอดูร่างของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งตนเองก็ไม่ให้ เพราะหากดูร่างของเราแล้วมาตำหนิทีละจุดๆ ถือว่าไม่เป็นธรรม ควรยกร่างตามความเชื่อของแต่ละฝ่าย แล้วค่อยมาบรรจุพร้อมกันในการพิจารณาของรัฐสภา ปกติตนไม่ว่าใครก่อน แต่นี่เป็นเพราะฝ่ายค้านเป็นฝ่ายเริ่มก่อน

เลขา ป.ป.ช. มองรัฐตั้ง คกก.ปราบโกงมาถูกทาง ชี้จะปราบทุจริตได้ต้องรู้โครงสร้างทั้งระบบ

เลขา ป.ป.ช. มองรัฐตั้ง คกก.ปราบโกงมาถูกทาง ชี้จะปราบทุจริตได้ต้องรู้โครงสร้างทั้งระบบ

เลขา ป.ป.ช. มองรัฐตั้ง คกก.ปราบโกงมาถูกทาง ชี้จะปราบทุจริตได้ต้องรู้โครงสร้างทั้งระบบ

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.15 น.

เลขา ป.ป.ช. มองรัฐตั้ง คกก.ปราบโกงมาถูกทาง ชี้จะปราบทุจริตได้ต้องรู้โครงสร้างทั้งระบบ เล็งเสนอรัฐบาลออก กม.คุมทุจริตที่เปลี่ยนไป พร้อมจับมือ กลต.คุมบริษัทเสนองานรัฐ ต้องมีธรรมาภิบาล มองปัญหา นอมินี ต้องเข้มบังคับใช้กฎหมาย ขณะต่างชาติมาทำธุรกิจทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างปัญหา

เมื่อวันที่ 21 พ.ค.2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวเปิดโครงการสื่อมวลชนสัมพันธ์ สำนักงาน ป.ป.ช.ครั้งที่ 1 นำสื่อมวลชน พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ จ.ราชบุรี และลพบุรี  เพื่อดูปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างเครื่องออกกำลังกายสแตนเลส และการเฝ้าระวังการออกเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. 4-01 โดยมิชอบ โดยระบุว่าการนำสื่อมวลชนลงพื้นที่เพื่อให้ได้เข้าใจปัญหาการทุจริตอย่างแท้จริงเพื่อนำไปสื่อสารให้กับประชาชนได้รับรู้ ซึ่งการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่หน้าที่ของป.ป.ช.เพียงอย่างเดียว แต่เป็นหน้าที่ของทุกฝ่าย โดย ป.ป.ช.เป็นเพียงแกนนำในการขับเคลื่อน

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ปัญหาการทุจริตของประเทศไทยเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องร่วมมือกันตั้งแต่ภาครัฐ เอกชน พร้อมยกตัวอย่างสิ่งที่สังคมวิพากษ์วิจารณ์ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ตนคิดว่าบทบาทของสื่อมวลชนเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างมากในการ นำเสนอข้อมูลหรือข้อเท็จจริงให้สังคมเกิดความเข้าใจปัญหาคอร์รัปชั่น ซึ่งจากที่ติดตามข่าวรวมถึงความเห็นนักวิชาการและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการป้องกันการปราบปรามการทุจริตหลายเรื่องอาจไม่ได้ตรงทีเดียว  เช่น กกร. ออกมาเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับหน่วยงานของรัฐเรียกรับสินบน  โดยจะต้องดูเนื้อหาว่ามีข้อมูลหน่วยงานรัฐรับสินบนอย่างไรบ้าง การสำรวจความคิดเห็นตรงกับความจริงหรือไม่  รวมถึงข้อมูลและบุคคลที่สัมภาษณ์เป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจริงหรือไม่ หรือใช้ความรู้สึก 

จึงเป็นประเด็นที่ทำให้รัฐบาลตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริตขึ้นมา และมีการประชุมไปเมื่อวานนี้   ตนคิดว่าไม่ใช่เรื่องใหม่และไม่ใช่รัฐบาลแรกที่ดำเนินการแต่คิดว่าสิ่งที่รัฐบาลดำเนินการและมีทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม ก็จะเห็นกลไกใหม่ๆว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำเสนออะไรขณะที่รองนายกรัฐมนตรีระบุจะต้องผลักดันกฎหมายและตนก็เคยแสดงความคิดเห็นโดยต้องรู้ปัญหาคอรัปชั่นว่าเกิดจากสาเหตุใด  ซึ่ง ป.ป.ช. พยายามสังเคราะห์และแยกแยะปัญหาคอรัปชั่นเกิดจากการบังคับใช้กฎหมาย  เกิดจากการอาศัยอำนาจหน้าที่ไปเร่งรัดเอาผลประโยชน์หรือใช้อำนาจของนักการเมืองไปแสวงหาผลประโยชน์ จากทรัพยากรธรรมชาติหรือเป็นเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้าง โดย 60% ที่ ป.ป.ช.รับเรื่องและชี้มูลไปเป็นเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งเป็นเรื่องของแผนงานโครงการของรัฐและงบประมาณแผ่นดินที่จัดทำโครงการจัดซื้อจัดจ้างรวมถึงการกระจาย งบประมาณแผ่นดินลงไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  

ดังนั้น ตัวเลขที่รับทราบกันดีว่าจะมีการจ่ายเงินสินบนเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องควบคุมหรือสร้างกลไกไม่ให้การคอรัปชั่นอยู่คู่กับสังคมของไทย และเกือบทุกประเทศ ซึ่งไทยได้ร่วมลงนามอนุสัญญสหประชาชาติ
ว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต (UNCAC)  ได้ยกระดับการทุจริตคอรัปชั่นเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับปัญหายาเสพติด 

ซึ่งการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐในการไปแสวงหาผลประ โยชน์ สร้างผลกระทบกับการพัฒนาประเทศและความเป็นอยู่  ซึ่งทรัพยากรที่เราเสียไปจากการจัดซื้อจัดจ้าง เป็นผลจากการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐทั้งหมด จึงมีการสร้างความร่วมมือและบูรณาการหน่วยงานภาครัฐ ออกนโยบายเพื่อทำงานร่วมกัน เช่น ป.ป.ช. ทำงานร่วมกับ สตง. และ ปปท. ตรวจสอบโครงการของรัฐขนาดใหญ่ ตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป และวางมาตรการหาความเสี่ยงก่อนที่จะเกิดการคอรัปชั่น พิสูจน์ว่าราคากลางจริงหรือไม่ และชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  มีการล็อคสเปคเพื่อผลประโยชน์หรือไม่ เน้นบังคับใช้กฎหมายเพื่อไม่ให้การทุจริตเกิดขึ้น โดยได้ยกตัวอย่างมีการดูดทรายในพื้นที่แม่น้ำโขง รวมถึงการใช้อำนาจกำกับดูแลป้ายโฆษณาในพื้นที่กรุงเทพมหานคร  ซึ่ง ป.ป.ช.ไม่เคยหยุดนิ่ง เราบูรณาการตรวจสอบทั้งในเรื่องทรัพย์สินเพื่อให้กลไกการปราบปรามทุจริตมีประสิทธิภาพ เราฟ้องคดีอาญากรณีมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงไปหลายเรื่อง แต่บางเรื่องที่เป็นประเด็นในสื่อโซเชียล แม้จะทำให้สังคมตื่นตัว ขณะเดียวกันก็อาจจะมีปัญหาในเรื่องของความเข้าใจ และไม่เห็นถึงปัญหาจริง 

นายสุรพงษ์  กล่าวว่า การจะทำให้การป้องกันการทุจริตได้ผล ต้องค้นหาเหตุ หากมองประเด็นการทุจริตในเรื่องหนึ่ง เราต้องดูในเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย ของเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง  ตนดีใจที่นายกรัฐมนตรีได้มีการตั้งคณะกรรมการประ สานงานการต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่น  หลังนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งตั้งคณะกรรมการฯแล้วจะทำให้เกิดกลไกการทำงานแบบบูรณาการร่วมกันทุกภาคส่วน เพื่อลดช่องว่างของการทุจริต โดยในส่วนของ ป.ป.ช.ก็มีแผนจะดำเนินการ เช่น การเสนอกฎหมาย หรือการส่งเสริมการศึกษาและสร้างการมีส่วนร่วม พร้อมยกตัวอย่างกรณีนอมินีที่เกิดขึ้น  ปัญหาอยู่ที่การบังคับใช้กฎหมายของหน่วยงานซึ่งอาจจะมีผลประโยชน์ตามมาก็ได้ ทั้งทางตรงและทางอ้อม  หรือจะเป็นตัวเงินก็ได้ แต่หากจับได้ว่ามีปัญหาในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย เช่น พระราชบัญญัติตรวจคนเข้าเมืองหรือพระราชบัญญัติสัญชาติ รวมถึงกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจของคนต่างชาติ รวมถึงการใช้ทรัพยากรที่ดิน เราจะไล่ดูในส่วนนี้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหนและใครที่ต้องรับผิดชอบ สุดท้ายเราจะได้ข้อสรุปว่าต้องจัดการเรื่องนี้อย่างไร  หากเข้าใจปัญหาตนเชื่อว่าสุดท้ายจากควบคุมการคอรัปชั่นได้  เพราะกฎหมายการปราบทุจริตคอรัปชั่นต่างๆมาจากปัญหาที่เปลี่ยนแปลงไปของสังคมอย่างรวดเร็ว

“การเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติเข้ามาใช้ประโยชน์ในประเทศไทย ก็เป็นอีกปัญหาที่ยังเป็นข้อถกเถียง เพราะเป็นทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจและการสร้างปัญหา  เพราะฉะนั้นเราต้องมองทั้งระบบว่าการทุจริตคอรัปชั่นมีกี่ประเภท แล้วสร้างกลไกแก้ปัญหาแต่ละด้าน  เราก็จะมีมาตรการป้องกันและปราบปรามและนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ หรือการติดตามทรัพย์สินคืน เป็นการทำงานแบบครบวงจรเพื่อไม่ให้การทุจริตเติบโตและอยู่ในขอบเขตที่เราควบคุมได้” 

เลขา ป.ป.ช. กล่าวว่า มีกฎหมาย ป.ป.ช. อีกหลายฉบับที่จะช่วยในเรื่องของการป้องกันการทุจริตคอรัปชั่น  ทั้งนี้รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องสนับสนุนงานของ ป.ป.ช. ด้วย ซึ่งการประชุมของคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตเมื่อวานนี้ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้อง  โดย ป.ป.ช.มีแนวทางเสนอแก้ไขกฎหมายหลายฉบับต่อรัฐบาลเพื่อนำไปออกกฎหมายบังคับใช้ในการปราบทุจริต ทั้งในเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ หรือการชะลอการไต่สวนนิติบุคคล  ซึ่งเราได้ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต.ในการสร้างบริษัทธรรมาภิบาล เพื่อให้นิติบุคคลที่จะเสนอราคาโครงการต่อภาครัฐ มีกลไกหรือมาตรการควบคุมภายในที่สามารถระบุได้ว่านิติบุคคลมีธรรมาภิบาลหรือไม่  รวมถึงบริษัทลูกที่จะเข้าไปประมูลงานด้วย ซึ่งในอนาคตจะต้องนำเรื่องเหล่านี้ไปรายงานต่อกรมบัญชีกลาง  เพื่อให้กฎหมายจัดซื้อจัดจ้างที่จะมีการบังคับใช้มีมาตรการควบคุมผู้เสนอราคา หรือตรวจสอบว่าจะต้องมีแนวร่วมต่อต้านการทุจริตของภาคเอกชนไทย หรือ CAC หากไม่มีก็ไม่ได้สิทธิ์เสนอราคา โดยสิ่งเหล่านี้จะเป็นกลไกที่ทำให้ประเทศดีขึ้นในภาพรวม

รัฐมาถูกทาง! ตั้ง คกก.ปราบโกง เลขา ป.ป.ช.ชี้ปราบทุจริตได้ต้องรู้โครงสร้างทั้งระบบ

รัฐมาถูกทาง! ตั้ง คกก.ปราบโกง เลขา ป.ป.ช.ชี้ปราบทุจริตได้ต้องรู้โครงสร้างทั้งระบบ

รัฐมาถูกทาง! ตั้ง คกก.ปราบโกง เลขา ป.ป.ช.ชี้ปราบทุจริตได้ต้องรู้โครงสร้างทั้งระบบ

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.55 น.

เลขา ป.ป.ช.มองรัฐ ตั้ง คกก.ปราบโกง มาถูกทาง ชี้ปราบทุจริตได้ต้องรู้โครงสร้างทั้งระบบ เล็งเสนอรัฐบาลออก กม.คุมทุจริตที่เปลี่ยนไป พร้อมจับมือ กลต.คุมบริษัทเสนองานรัฐ ต้องมีธรรมาภิบาล มองปัญหานอมินี ต้องเข้มบังคับใช้กฎหมาย ขณะต่างชาติมาทำธุรกิจทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างปัญหา

21 พฤษภาคม 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวเปิดโครงการสื่อมวลชนสัมพันธ์ สำนักงาน ป.ป.ช.ครั้งที่ 1 นำสื่อมวลชน พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ จ.ราชบุรี และ จ.ลพบุรี เพื่อดูปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างเครื่องออกกำลังกายสแตนเลส และการเฝ้าระวังการออกเอกสารสิทธิ สปก. 4-01 โดยมิชอบ โดยระบุว่า การนำสื่อมวลชนลงพื้นที่เพื่อให้ได้เข้าใจปัญหาการทุจริตอย่างแท้จริง เพื่อนำไปสื่อสารให้กับประชาชนได้รับรู้ ซึ่งการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่หน้าที่ของ ป.ป.ช.เพียงอย่างเดียว แต่เป็นหน้าที่ของทุกฝ่าย โดย ป.ป.ช.เป็นเพียงแกนนำในการขับเคลื่อน

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ปัญหาการทุจริตของประเทศไทยเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องร่วมมือกัน ตั้งแต่ภาครัฐ เอกชน พร้อมยกตัวอย่างสิ่งที่สังคมวิพากษ์วิจารณ์ในช่วง 2 – 3 วันที่ผ่านมา ตนคิดว่าบทบาทของสื่อมวลชนเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างมากในการนำเสนอข้อมูลหรือข้อเท็จจริง ให้สังคมเกิดความเข้าใจปัญหาคอร์รัปชัน ซึ่งจากที่ติดตามข่าวรวมถึงความเห็นนักวิชาการและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการป้องกันการปราบปรามการทุจริตหลายเรื่อง อาจไม่ได้ตรงทีเดียว เช่น กกร.ออกมาเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับหน่วยงานของรัฐเรียกรับสินบน โดยจะต้องดูเนื้อหาว่ามีข้อมูลหน่วยงานรัฐรับสินบนอย่างไรบ้าง การสำรวจความคิดเห็นตรงกับความจริงหรือไม่ รวมถึงข้อมูลและบุคคลที่สัมภาษณ์เป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจริงหรือไม่ หรือใช้ความรู้สึก

จึงเป็นประเด็นที่ทำให้รัฐบาลตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริตขึ้นมา และมีการประชุมไปเมื่อวานนี้ ตนคิดว่าไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ใช่รัฐบาลแรกที่ดำเนินการ แต่คิดว่าสิ่งที่รัฐบาลดำเนินการและมีทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม ก็จะเห็นกลไกใหม่ๆ ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำเสนออะไร ขณะที่รองนายกรัฐมนตรีระบุจะต้องผลักดันกฎหมาย และตนก็เคยแสดงความคิดเห็น โดยต้องรู้ปัญหาคอรัปชันว่าเกิดจากสาเหตุใด ซึ่ง ป.ป.ช.พยายามสังเคราะห์และแยกแยะปัญหาคอรัปชันเกิดจากการบังคับใช้กฎหมาย เกิดจากการอาศัยอำนาจหน้าที่ไปเร่งรัดเอาผลประโยชน์ หรือใช้อำนาจของนักการเมืองไปแสวงหาผลประโยชน์ จากทรัพยากรธรรมชาติหรือเป็นเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้าง โดย 60% ที่ ป.ป.ช.รับเรื่องและชี้มูลไป เป็นเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งเป็นเรื่องของแผนงานโครงการของรัฐและงบประมาณแผ่นดิน ที่จัดทำโครงการจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงการกระจายงบประมาณแผ่นดินลงไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดังนั้น ตัวเลขที่รับทราบกันดีว่าจะมีการจ่ายเงินสินบนเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องควบคุมหรือสร้างกลไกไม่ให้การคอรัปชันอยู่คู่กับสังคมของไทย และเกือบทุกประเทศ ซึ่งไทยได้ร่วมลงนามอนุสัญญสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต (UNCAC) ได้ยกระดับการทุจริตคอรัปชันเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับปัญหายาเสพติด

ซึ่งการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐในการไปแสวงหาผลประโยชน์ สร้างผลกระทบกับการพัฒนาประเทศและความเป็นอยู่ ซึ่งทรัพยากรที่เราเสียไปจากการจัดซื้อจัดจ้าง เป็นผลจากการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐทั้งหมด จึงมีการสร้างความร่วมมือและบูรณาการหน่วยงานภาครัฐ ออกนโยบายเพื่อทำงานร่วมกัน เช่น ป.ป.ช.ทำงานร่วมกับ สตง.และ ปปท.ตรวจสอบโครงการของรัฐขนาดใหญ่ ตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป และวางมาตรการหาความเสี่ยงก่อนที่จะเกิดการคอรัปชัน พิสูจน์ว่าราคากลางจริงหรือไม่ และชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ มีการล็อกสเปกเพื่อผลประโยชน์หรือไม่ เน้นบังคับใช้กฎหมายเพื่อไม่ให้การทุจริตเกิดขึ้น โดยได้ยกตัวอย่างมีการดูดทรายในพื้นที่แม่น้ำโขง รวมถึงการใช้อำนาจกำกับดูแลป้ายโฆษณาในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่ง ป.ป.ช.ไม่เคยหยุดนิ่ง เราบูรณาการตรวจสอบทั้งในเรื่องทรัพย์สินเพื่อให้กลไกการปราบปรามทุจริตมีประสิทธิภาพ เราฟ้องคดีอาญากรณีมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงไปหลายเรื่อง แต่บางเรื่องที่เป็นประเด็นในสื่อโซเชียล แม้จะทำให้สังคมตื่นตัว ขณะเดียวกันก็อาจจะมีปัญหาในเรื่องของความเข้าใจ และไม่เห็นถึงปัญหาจริง

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า การจะทำให้การป้องกันการทุจริตได้ผล ต้องค้นหาเหตุ หากมองประเด็นการทุจริตในเรื่องหนึ่ง เราต้องดูในเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย ของเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง ตนดีใจที่นายกรัฐมนตรีได้มีการตั้งคณะกรรมการประสานงานการต่อต้านการทุจริตคอรัปชัน หลังนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งตั้งคณะกรรมการฯ แล้ว จะทำให้เกิดกลไกการทำงานแบบบูรณาการร่วมกันทุกภาคส่วน เพื่อลดช่องว่างของการทุจริต โดยในส่วนของ ป.ป.ช.ก็มีแผนจะดำเนินการ เช่น การเสนอกฎหมาย หรือการส่งเสริมการศึกษาและสร้างการมีส่วนร่วม พร้อมยกตัวอย่างกรณีนอมินีที่เกิดขึ้น ปัญหาอยู่ที่การบังคับใช้กฎหมายของหน่วยงาน ซึ่งอาจจะมีผลประโยชน์ตามมาก็ได้ ทั้งทางตรงและทางอ้อม หรือจะเป็นตัวเงินก็ได้ แต่หากจับได้ว่ามีปัญหาในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย เช่น พระราชบัญญัติตรวจคนเข้าเมืองหรือพระราชบัญญัติสัญชาติ รวมถึงกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจของคนต่างชาติ รวมถึงการใช้ทรัพยากรที่ดิน เราจะไล่ดูในส่วนนี้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน และใครที่ต้องรับผิดชอบ สุดท้ายเราจะได้ข้อสรุปว่าต้องจัดการเรื่องนี้อย่างไร หากเข้าใจปัญหาตนเชื่อว่าสุดท้ายจากควบคุมการคอรัปชันได้ เพราะกฎหมายการปราบทุจริตคอรัปชันต่างๆ มาจากปัญหาที่เปลี่ยนแปลงไปของสังคมอย่างรวดเร็ว

“การเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติเข้ามาใช้ประโยชน์ในประเทศไทย ก็เป็นอีกปัญหาที่ยังเป็นข้อถกเถียง เพราะเป็นทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจและการสร้างปัญหา เพราะฉะนั้นเราต้องมองทั้งระบบว่าการทุจริตคอรัปชันมีกี่ประเภท แล้วสร้างกลไกแก้ปัญหาแต่ละด้าน เราก็จะมีมาตรการป้องกันและปราบปรามและนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ หรือการติดตามทรัพย์สินคืน เป็นการทำงานแบบครบวงจรเพื่อไม่ให้การทุจริตเติบโตและอยู่ในขอบเขตที่เราควบคุมได้”

เลขา ป.ป.ช.กล่าวว่า มีกฎหมาย ป.ป.ช.อีกหลายฉบับที่จะช่วยในเรื่องของการป้องกันการทุจริตคอรัปชัน ทั้งนี้ รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องสนับสนุนงานของ ป.ป.ช.ด้วย ซึ่งการประชุมของคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตเมื่อวานนี้ ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้อง โดย ป.ป.ช.มีแนวทางเสนอแก้ไขกฎหมายหลายฉบับต่อรัฐบาล เพื่อนำไปออกกฎหมายบังคับใช้ในการปราบทุจริต ทั้งในเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ หรือการชะลอการไต่สวนนิติบุคคล ซึ่งเราได้ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต.ในการสร้างบริษัทธรรมาภิบาล เพื่อให้นิติบุคคลที่จะเสนอราคาโครงการต่อภาครัฐ มีกลไกหรือมาตรการควบคุมภายในที่สามารถระบุได้ว่านิติบุคคลมีธรรมาภิบาลหรือไม่ รวมถึงบริษัทลูกที่จะเข้าไปประมูลงานด้วย ซึ่งในอนาคตจะต้องนำเรื่องเหล่านี้ไปรายงานต่อกรมบัญชีกลาง เพื่อให้กฎหมายจัดซื้อจัดจ้างที่จะมีการบังคับใช้มีมาตรการควบคุมผู้เสนอราคา หรือตรวจสอบว่าจะต้องมีแนวร่วมต่อต้านการทุจริตของภาคเอกชนไทย หรือ CAC หากไม่มีก็ไม่ได้สิทธิเสนอราคา โดยสิ่งเหล่านี้จะเป็นกลไกที่ทำให้ประเทศดีขึ้นในภาพรวม

สร้างมาตั้งแพง… แต่แพ้ฝน! สภาฯ หมื่นล้านเอาอีกแล้ว ระบายน้ำไม่ทัน

สร้างมาตั้งแพง... แต่แพ้ฝน! สภาฯ หมื่นล้านเอาอีกแล้ว ระบายน้ำไม่ทัน

สร้างมาตั้งแพง… แต่แพ้ฝน! สภาฯ หมื่นล้านเอาอีกแล้ว ระบายน้ำไม่ทัน

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.30 น.

ในวันที่ 21 พ.ค.2569  ผู้สื่อข่าวรายงานจากอาคารรัฐสภาว่า ภายหลังจากที่เมื่อช่วงดึกของวันที่ 20 พ.ค.69 ปรากฏว่า ฝนตกลงมาอย่างหนักในพื้นที่ กทม. หลายจุด  ร่วมถึงย่านเกียกกาย ด้วย ทำให้อาคารรัฐสภา บริเวณ ชั้น  บี 1  ซึ่งเป็นลานจอดรถ เกิดน้ำท่วมขัง ระบายไม่ทัน ซึ่งในช่วงเช้าที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ทำความสะอาดของรัฐสภา เร่งเคลียร์พื้นผิวการจราจร ทำความสะอาด ไล่น้ำที่ท่วมขังออก เพื่อให้พื้นที่บริเวณ ลานจอดรถกลับมาใช้งานได้ตามปกติ  เนื่องจากจะเริ่มมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร และคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญประจำสภาผู้แทนราษฎร 35 ชุด  ตั้งแต่เวลา 09.00 น.เป็นต้นไป

พรรคเศรษฐกิจ ยกทีมแถลง ร่วมด้วยช่วยตรวจสอบ 10 หน่วยงานทุจริต

พรรคเศรษฐกิจ ยกทีมแถลง ร่วมด้วยช่วยตรวจสอบ 10 หน่วยงานทุจริต

พรรคเศรษฐกิจ ยกทีมแถลง ร่วมด้วยช่วยตรวจสอบ 10 หน่วยงานทุจริต

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.28 น.

“พรรคเศรษฐกิจ”ยกทีมแถลง ร่วมด้วยช่วยตรวจสอบ 10 หน่วยงานทุจริต “คริส”ยันเป็นพรรคฝั่งรัฐบาลแต่ไม่อวย ขอยึดหลักโปร่งใสไม่เกรงใจใคร ชม“นายกรัฐมนตรี”แสดงความกล้า พรรคเศรษฐกิจก็ขอช่วยด้วย

21 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา พรรคเศรษฐกิจ นำโดย นายคริส โปตระนันทน์ หัวหน้าพรรค แถลงข่าวกรณีคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ออกมาเปิดเผยถึง 10 หน่วยงานราชการที่ทุจริตคอร์รัปชันสูง ว่า เรื่องนี้พรรคเศรษฐกิจติดตามอย่างใกล้ชิด หลังจากประเด็นการแถลงโต้ตอบของกรมควบคุมมลพิษ วันนี้เราขอประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่าพรรคเศรษฐกิจเล็งเห็นและรับรู้ถึงความตั้งใจจริงของนายกรัฐมนตรี ในการปราบทุจริต

“วันนี้นายกรัฐมนตรีได้ประกาศแสดงความกล้าหาญที่จะเดินหน้า ผมจึงเรียนทุกท่านว่าพรรคเศรษฐกิจพร้อมที่จะตอบรับและสนับสนุนความตั้งใจนี้ด้วย โดยจะจับมือร่วมกับภาคีเครือข่ายภาคเอกชนต่างๆ ทั้งที่อยู่ในพรรคและนอกพรรค ในการเดินหน้าตรวจทุจริต 10 หน่วยงานดังกล่าวอย่างเข้มข้น ไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหม” นายคริส กล่าว

นายคริส กล่าวอีกว่า เราพร้อมที่จะเป็นพรรคฝ่ายรัฐบาลที่พร้อมตรวจสอบ หลายคนตั้งคำถามว่าอยู่ฝั่งรัฐบาลแบบนี้ เราจะตรวจสอบกันเองได้อย่างไร ตนขอชี้แจงว่าที่ผ่านมาเราไม่เคยตั้งเงื่อนไขต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรีหรือเก้าอี้ใดๆ เราไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะฉะนั้น เราจึงไม่จำเป็นที่จะต้องปกป้อง เราไม่มีพันธะกับกลุ่มทุนหรือผลประโยชน์มืด วันนี้ ด้วยสถานะที่พรรคเศรษฐกิจร่วมรัฐบาลอยู่ ตนเชื่อเหลือเกินว่าเราสามารถตรวจสอบหน่วยงานเหล่านี้ได้จริง การเป็นพรรครัฐบาลไม่ได้หมายความว่าเราต้องหาได้เชียร์รัฐบาลในทุกเรื่อง เรื่องที่ถูกต้องเราพร้อมสนับสนุน เรื่องไหนที่มีการทุจริต เรายินดีที่จะเข้าไปตรวจสอบ

“เรายึดมั่นในหลักการโปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่เกรงใจใคร ถ้าพ่อแม่พี่น้องท่านใดที่พบเบาะแสในการทุจริต หน่วยงานอื่นก็ได้ ขอให้ส่งข้อมูลของท่านมาบอกพวกเราว่าท่านเจอปัญหาใด” นายคริส กล่าว

ผู้ว่าฯ ภูเก็ต ชี้ ต้องใช้ กม.เคร่งครัด แก้บุกรุกที่ดินสาธารณะ แนะ กรมป่าไม้-กรมอุทยานฯ ลงมาช่วยดู

ผู้ว่าฯ ภูเก็ต ชี้ ต้องใช้ กม.เคร่งครัด แก้บุกรุกที่ดินสาธารณะ แนะ กรมป่าไม้-กรมอุทยานฯ ลงมาช่วยดู

ผู้ว่าฯ ภูเก็ต ชี้ ต้องใช้ กม.เคร่งครัด แก้บุกรุกที่ดินสาธารณะ แนะ กรมป่าไม้-กรมอุทยานฯ ลงมาช่วยดู

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.20 น.

ผู้ว่าฯ ภูเก็ต ชี้ ต้องใช้กฎหมายเคร่งครัด แก้ปัญหาบุกรุกที่ดินสาธารณะในพื้นที่ แนะส่วนกลาง กรมป่าไม้-กรมอุทยานฯ ลงมาช่วยดู เหตุรู้รายละเอียดมากกว่า เตรียมอัปเดตคำนิยาม ผู้มีอิทธิพล ให้ชัดก่อนทำบัญชีแดง เผยปัญหานักท่องเที่ยวต่างชาติกร่างดีขึ้น หลังเชิญสถานกงสุลในภูเก็ตหารือ 

เมื่อวันที่ 21 พ.ค.2569 เวลา 13.30 น. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นช่วงการนำเสนอผลการประชุมเชิงปฏิบัติการ การขับเคลื่อนงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาล โดยนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวสรุปปัญหาต่างๆ ที่พบในพื้นที่ จ.ภูเก็ต โดยเฉพาะปัญหาการบุกรุกที่ดินสาธารณะ โดยมีความเห็นตรงกันว่าต้องมีการจัดสรรที่ดินอย่างเป็นธรรม, การบริหารจัดการที่ดิน และการกระจายอำนาจ ซึ่งที่ดินที่เป็นการบุกรุกโดยนายทุน และใช้ประชาชนบังหน้า ต้องจัดการด้วยกฎหมายอย่างเคร่งครัด ส่วนปัญหาที่ดินสาธารณะในพื้นที่ทั่วๆ ไปที่ไม่ได้รุนแรง ในระดับจังหวัดน่าจะรับมืออยู่ แต่พื้นที่ที่มูลค่าสูง เช่น จ.ภูเก็ต และ จ.สุราษฎร์ธานี มีความพยายามที่จะต่อสู้เพื่อที่จะครอบครองสูง ตรงนี้หน่วยงานส่วนกลางต้องลงมาในพื้นที่ จะปล่อยให้หน่วยงานระดับจังหวัดหรือผู้ว่าราชการจังหวัดไปชนอย่างเดียว ตนก็ไม่รู้ว่าจะอยู่ถึงวันไหน 

นายนิรัตน์ กล่าวว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกรมป่าไม้ รวมถึงกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ต้องลงพื้นที่มาจัดการเองด้วย เพราะรายละเอียดทั้งหมดอยู่กับหน่วยงานดังกล่าว ซึ่งหน่วยงานที่อยู่ในพื้นที่หน้างานจะดูตามเอกสารตามเนื้อผ้า ขณะที่ฝ่ายปกครอง และตำรวจในจังหวัด จะดำเนินการตามเอกสารหมายศาลของคดีได้เท่านั้น หากลงลึกกว่านั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องลงมาดู

ผู้ว่าฯ ภูเก็ต ยังกล่าวถึงปัญหาเรื่องผู้อิทธิพล ซึ่งฝ่ายตำรวจขอให้มีการอัปเดตคำนิยามของผู้มีอิทธิพลให้ชัดเจน เพื่อประกอบการจัดทำฐานข้อมูล และบัญชีแดง จะได้ดำเนินการต่อไป ที่สำคัญจะต้องไม่ให้โตไปกว่านี้ เพราะถ้าโตจะจัดการลำบาก จากนั้นจะเป็นขั้นตอนดำเนินการปราบปราม และคุ้มครองพยานตามขั้นตอนของฝ่ายความมั่นคง ในส่วนของปัญหาหนี้นอกระบบ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ โดยภาคใต้อาจจะไม่หนักเท่าไหร่ แต่ต้องมีการจัดตั้งกลไกแก้ปัญหาให้ลึกลงไปถึงระดับอำเภอ ซึ่งฝ่ายตำรวจ และฝ่ายปกครองเห็นตรงกันในเรื่องนี้

นายนิรัตน์ กล่าวต่อว่า ขณะที่ ปัญหาความปลอดภัยนักท่องเที่ยว ถ้าพื้นที่ทั่วไปจะมองในมิติของนักท่องเที่ยวถูกทำร้าย แต่ในภาคใต้มีเพิ่มในมิตินักท่องเที่ยวถูกทำร้ายโดยคนไทยกับนักท่องเที่ยวเริ่มมีพฤติกรรมทำร้ายหรือสร้างความไม่สบายใจให้กับผู้คนในพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดหนาแน่น เช่น จ.สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต กระบี่ และ พังงา วิธีแก้ไขคือต้องควบคุมธุรกิจ และกิจกรรมเสี่ยงในบางกิจกรรมที่ไม่มีกฎหมายรองรับ เช่น ธุรกิจรถเช่าที่ต่างชาติเช่ารถแล้วขับ ตรงนี้ไม่มีกฎหมายควบคุม จึงเสนอให้มีกฎหมาย รวมถึงเรือหรือกิจกรรมทางน้ำที่ไม่มีกฎหมายรองรับจะต้องเร่งให้ออกกฏหมาย และต้องพัฒนาระบบซีซีทีวีแบบเรียลไทม์ 

ผู้ว่าฯ ภูเก็ต กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังมีการสร้างความร่วมมือกับสถานทูต และสถานกงสุล เพื่อให้นักท่องเที่ยวปฏิบัติตามกฏหมายไทย โดยช่วงปลายเดือนที่ผ่านมา ได้มีการเชิญสถานกงสุลทั้งหมดในภูเก็ตมาพูดคุยถึงภาพรวม รวมถึงการเจาะลึกเฉพาะชาติที่มีความน่ากังวล เป็นการขอพูดคุยแบบจริงจัง รวมถึงบังคับใช้กฎหมายโดยที่ไม่มีการประนีประนอม ซึ่งเป็นการพูดคุยกันชัดเจนว่าจะมีการดำเนินคดีโดยไม่ห่วงเรื่องการท่องเที่ยว แล้วถ้าความผิดร้ายแรงจะถูกส่งกลับประเทศ หากถึงขั้นจำคุกจะถูกแบล็คลิสต์ ทำให้สถานการณ์ในพื้นที่ขณะนี้เริ่มนิ่ง ขณะนี้แทบไม่กระเพื่อม หลังจากเราดำเนินการอย่างจริงจัง

สภาฯแจงสิทธิอดีต สส. โต้ หมอวรงค์ กังขามากเกินเหตุ-ทำเข้าใจผิด

สภาฯแจงสิทธิอดีต สส. โต้ หมอวรงค์ กังขามากเกินเหตุ-ทำเข้าใจผิด

สภาฯแจงสิทธิอดีต สส. โต้ หมอวรงค์ กังขามากเกินเหตุ-ทำเข้าใจผิด

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.12 น.

“สำนักเลขาสภาฯ”ออกโรง งัดข้อมูลสิทธิประโยชน์”กองทุนอดีตสมาชิกรัฐสภา” ด้าน”การตรวจสุขภาพประจำปี-ค่าเทอมบุตรเรียนนานาชาติ” แจง”หมอวรงค์”กังขามากเกินเหตุ ลามขยายวงโลกโซเชียลทำเข้าใจผิดไปไกล ยันรวมกับ”ค่ารักษาพยาบาลอื่น”หักจากสิทธิที่ได้จากวงเงินรวมไม่เกิน 1.3 แสนบาทต่อปี กางเรทส่งลูกเรียน 13,200-25,000 ต่อปีการศึกษา ไม่ใช่ต่อเทอม เป็นไปตาม”กรมบัญชีกลาง”กำหนด

21 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา นายณัฏฐกฤษฎ์ วงศ์เจริญ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะโฆษกสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนรษฎร แถลงชี้แจงกรณีที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ของกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ในส่วนของการจ่ายเงินในการรักษาพยาบาล (การตรวจสุขภาพประจำปี) และการจ่ายเงินช่วยเหลือในกรณีการให้การศึกษาบุตร (กรณีบุตรศึกษาโรงเรียนนานาชาติ) ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา ว่า ในการจ่ายเงินฯตรวจสุขภาพประจำปี ที่ นพ.วรงค์ ระบุว่า ภายในวงเงินไม่เกิน 130,000 บาทต่อปี เป็นสิทธิประโยชน์ที่มากไป ข้อเท็จจริงคือ คณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา แสดงความเห็นในการแก้ไขเพิ่มเติมบทนิยามในส่วนของการตรวจสุขภาพประจำปีว่าการตรวจสุขภาพประจำปีในเชิงป้องกัน จะช่วยให้รัฐประหยัดงบประมาณรายจ่ายได้มากกว่าการจ่ายเงินเพื่อการรักษาพยาบาลโดยไม่เกินอัตรา 130,000 บาทต่อปี เพราะฉะนั้น ในวงเงินดังกล่าว ไม่ใช่เฉพาะการตรวจสุขภาพอย่างเดียว แต่รวมถึงค่ารักษาพยาบาลอื่นๆ ด้วย การตรวจสุขภาพประจำปีทำได้ครั้งเดียว รวมกับวงเงินค่ารักษาพยาบาลด้วย หากการตรวจรักษาพยาบาลมีราคาเท่าไหร่ ก็จะไปหักจากสิทธิที่ได้จากวงเงินรวมไม่เกิน 130,000 ต่อปี

โฆษกสำนักงานเลขาธิการสภาฯ กล่าวต่อว่า ส่วนข้อสังเกตเรื่องการจ่ายเงินให้การศึกษาบุตรที่ศึกษาโรงเรียนนานาชาติ ที่ นพ.วรงค์ ระบุว่า สามารถเบิกค่าเล่าเรียนได้เต็มจำนวน เป็นสิทธิประโยชน์ที่มากเกินไปไม่เหมาะสมนั้น ข้อเท็จจริงคือ การจ่ายเงินช่วยเหลือกรณีดังกล่าว เป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการกองทุนฯ พ.ศ.2556 ข้อ 45 และที่แก้ไขเพิ่มเติมกำหนดหลักเกณฑ์และอัตราการจ่ายเงินช่วยเหลือ ซึ่งเป็นการเบิกจ่ายตามประเภทและไม่เกินอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนด ตามกฎหมายว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร ตามหนังสือกรมบัญชีกลาง ด่วนที่สุด ที่กค 0422.3/ว 257 ลงวันที่ 8 มิ.ย.2559 สำหรับการจ่ายเงินช่วยเหลือการศึกษาบุตรสำหรับโรงเรียนนานาชาติ ต้องพิจารณาว่าเป็นสถานศึกษาของเอกชนที่รับเงินอุดหนุน หรือไม่รับเงินอุดหนุน และศึกษาอยู่ระดับชั้นใด ซึ่งจะได้รับอัตราการจ่ายเงินช่วยเหลือการศึกษาบุตรตามที่กระทรวงการคลังกำหนด ดังนี้ ระดับประถมศึกษาหรือเทียบเท่า ในเรทที่ไม่รับเงินอุดหนุนไม่เกิน 13,200 บาทต่อปีการศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้นหรือเทียบเท่า ไม่เกิน 15,800 บาทต่อปีการศึกษา มัธยมศึกษาตอนปลาย หรือหลักสูตร ปวช.หรือเทียบเท่าไม่เกิน ไม่เกิน 16,200 บาทต่อปีการศึกษา และระดับปริญญาตรีไม่เกิน 25,000 ต่อปีการศึกษา

“พอบอกว่าเป็นโรงเรียนนานาชาติ ก็มองว่ามีค่าเล่าเรียนสูง กองทุนให้สิทธิประโยชน์เป็นหลักแสน คือไม่ใช่ เราให้ได้ไม่เกินอัตราที่กรมบัญชีกลางกำหนด คือตั้งแต่ 13,200 – 25,000 บาทต่อปีการศึกษา ไม่ใช่ต่อเทอม ถือเป็นอัตราที่เหมาะสม และระเบียบคณะกรรมการกองทุนฯ ที่แก้ไขเพิ่มเติมก็ไม่ได้แตะตรงนี้ เป็นการให้ตามหลักเกณฑ์ และปรับตามที่กรมบัญชีกลางกำหนดมา ยืนยันว่า ข้อมูลทั้งหมดนี้เป็นการเติมเต็ม เพื่อเสริมการอภิปรายของสมาชิกที่ต้องการให้แก้ไขระเบียบ แต่ยังได้ข้อมูลไม่ครบ และเพื่อความโปร่งใสในเรื่องการติดตามการบริหารกองทุนอดีตผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา นอกจากนี้ อยากให้ข้อมูลที่สื่อสารออกไปยังประชาชน เป็นข้อมูลที่ถูกต้อง และมีความเข้าใจด้วย” นายณัฏฐกฤษฎ์ กล่าว

เมื่อถามว่า ข้อมูลที่ นพ.วรงค์ สื่อสารออกไป อาจทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดขยายเป็นวงกว้าง จะมีการดำเนินการอย่างไรหรือไม่ นายณัฏฐกฤษฎ์ กล่าวว่า เราทำความเข้าใจที่ถูกต้องตามหลักการเบิกจ่ายของกรมบัญชีกลาง ให้ประชาชนทราบ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส่ ตามหลักธรรมาภิบาล ส่วนที่ นพ.วรงค์ ปูดระเบียบออกมานั้น เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกองทุนฯ ที่จะมี กมธ.กิจการสภาฯ คอยสกรีนให้อีกชั้น ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องระดับบริหาร ทางสำนักงานเลขาธิการสภาฯ เป็นหน่วยธุรการ มีหน้าที่เบิกจ่ายตามมติของคณะกรรมการฯ

คริส ถาม ปชน.ใช้มาตรฐานอะไร ปมเปิดประเด็นองคมนตรีร่วมประชุม ปภ. มองเป็นเรื่องปกติ

คริส ถาม ปชน.ใช้มาตรฐานอะไร ปมเปิดประเด็นองคมนตรีร่วมประชุม ปภ. มองเป็นเรื่องปกติ

คริส ถาม ปชน.ใช้มาตรฐานอะไร ปมเปิดประเด็นองคมนตรีร่วมประชุม ปภ. มองเป็นเรื่องปกติ

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.53 น.

คริส มององคมนตรีร่วมประชุมกับรัฐบาลเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่การแทรกแซงการเมือง ยกตัวอย่าง อังกฤษก็ทำโยนถาม พรรคประชาชน ใช้มาตรฐานอะไรถึงเปิดประเด็นทางสังคม

เมื่อวันที่ 21 พ.ค. ที่รัฐสภา นายคริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีองคมนตรีร่วมประชุมกับกรมป้องกันและบรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ว่า เรื่องนี้ในสายตาของพวกเรา ตนไม่เห็นว่า การที่องคมนตรีมาประชุมร่วมกับทางรัฐบาลนั้นจะเป็นการแทรกแซงระบอบประชาธิปไตยแต่อย่างใด ในสายตาของพวกเรามองว่าระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สถาบันรวมถึงองคมนตรีสามารถที่จะให้คำแนะนำ สามารถมีความเป็นห่วง อย่างไรก็ดีในส่วนของการบริหารบ้านเมืองย่อมเป็นการบริหารของรัฐบาลอยู่แล้ว

“เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เกิดเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น ยกตัวอย่างในประเทศอังกฤษ นายกรัฐมนตรีกับพระมหากษัตริย์มีการเจอกันอยู่เรื่อยๆ เพราะฉะนั้น ก็ต้องถามกลับไปที่พรรคที่นำประเด็นเหล่านี้ขึ้นมาบนสังคม ว่าวันนี้ท่านนำมาตรฐานใด จากประเทศใดมากล่าวหาสิ่งที่เกิดขึ้นว่า เป็นปัญหาของการแทรกแซงระบอบประชาธิปไตย เพราะในสายตาของพรรคเศรษฐกิจ ผมเห็นว่าเป็นเรื่องปกติมาก” นายคริส กล่าว

เมื่อถามว่า จะมีการร้องเรียน ไปยังหน่วยงานอื่นๆ หรือไม่ นายคริส กล่าวว่า ทางพรรคเศราฐกิจคิดว่าเรื่องแบบนี้มีวิธีการจัดการอยู่ 2-3 วิธี ตนมองว่า ส่วนสำคัญไม่ใช่เรื่องของศาล แต่เป็นเรื่องของประชาชน วันนี้แต่ละฝ่ายก็ได้แสดงความคิดเห็นของตัวเองออกมาแล้วให้ประชาชนตัดสิน ว่าประชาชนไทยต้องการระบอบประชาธิปไตยแบบไหน ซึ่งในมุมมองพรรคเศรษฐกิจก็เป็นแบบที่กล่าวไปแล้ว

ลายมือประกาศิต อนุทิน โพสต์ภาพประกาศจุดยืน พิทักษ์สันติราษฎร์ กลางโซเชียล

ลายมือประกาศิต อนุทิน โพสต์ภาพประกาศจุดยืน พิทักษ์สันติราษฎร์ กลางโซเชียล

ลายมือประกาศิต อนุทิน โพสต์ภาพประกาศจุดยืน พิทักษ์สันติราษฎร์ กลางโซเชียล

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.43 น.

วันนี้ 21 พฤษภาคม 2569 นาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย โพสต์ภาพลายมือของตนเองพร้อมข้อความสำคัญผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงความคืบหน้าการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงยุติธรรม, กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จนกลายเป็นกระแสความร้อนแรงบนโลกโซเชียล ทำเอาชาวเน็ตหลายคนถึงกับตาลุกวาวเมื่อเห็นสิ่งที่ อนุทิน ชาญวีรกูล เขียนเอาไว้บนกระดาษ โดยมีข้อความว่า “ประชุมสร้างความร่วมมือ ผวจ และผู้การตำรวจเพื่ออำนวยความปลอดภัยให้แก่ประชาชนและป้องกัน ปราบปรามยาเสพติดและผู้มีอิทธิพล ระหว่าง กระทรวงยุติธรรม มหาดไทย ตำรวจ”

พร้อมกันนี้ในภาพลายมือที่โพสต์ยังปรากฏข้อความที่เน้นย้ำถึงจุดยืนในการทำงานว่า “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิชิตยาเสพติด พิชิตอันธพาล” ลงวันที่ 21 พ.ค. 69 ซึ่งสร้างความฮือฮาให้กับผู้ติดตามเป็นอย่างมาก

อนุทิน ชาญวีรกูล

หลังจากโพสต์ของ นาย อนุทิน ชาญวีรกูล เผยแพร่ออกไปบนโลกโซเชียล ชาวเน็ตต่างเข้ามาคอมเมนต์ถกเถียงและแสดงความคิดเห็นกันสนั่นหวั่นไหว เช่น

“ยุคของท่านไม่มีอันธพาลแล้วมังคะ อุ่นใจค่ะ”

“เป็นกำลังใจให้ค่ะ”

“ยาเสพติดตัวทำลายเยาวชน ถ้าไม่ปราบ แรงงานไทยและพลเมืองจะคุณภาพต่ำกว่าประเทศอื่นๆ”

“เขียนใครก็เขียนได้…ลดค่าน้ำมันหน่อยซิ”

“แลท่านผู้นำมั่นใจเหลือเกินนะครับว่าทำได้ เล่นเอาขนลุกเลยผม “

“สุดยอดเลยค่ะนายก”

“ชื่นชมค่ะ”

“ช่วยปฏิรูปกฎหมายยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหารให้เร็วๆนี้หน่อยให้บังคับใช้ปีหน้าพอดีผมต้องเลือกปีหน้าแล้ว”

“จะเก็บภาพนี้ไว้ถือว่าเป็นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน”

อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Anutin Charnvirakul