ครม. เคาะ 8.4 พันล้าน ยกระดับไทยสู่ Medical Hub ด้วยเทคโนโลยีแพทย์ขั้นสูง

ครม. เคาะ 8.4 พันล้าน ยกระดับไทยสู่ Medical Hub ด้วยเทคโนโลยีแพทย์ขั้นสูง

ครม. เคาะ 8.4 พันล้าน ยกระดับไทยสู่ Medical Hub ด้วยเทคโนโลยีแพทย์ขั้นสูง

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.31 น.

วันที่ 28 เมษายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแผนความต้องการครุภัณฑ์ โครงการสถาบันการแพทย์ศิริราชระดับนานาชาติ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ปีงบประมาณ 2570–2574 วงเงินรวม 8,430 ล้านบาท เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในปี 2575

โครงการนี้มีเป้าหมายให้สถาบันการแพทย์ศิริราชระดับนานาชาติ เป็นสถาบันการแพทย์ภาครัฐต้นแบบของประเทศ และเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ หรือ Medical Hub ที่ให้บริการด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ระดับเหนือตติยภูมิ เทียบเท่ามาตรฐานสากล

ลลิดา เพริศวิวัฒนา

สาระสำคัญคือ การจัดหาครุภัณฑ์ทางการแพทย์ขั้นสูง รวม 42 รายการ โดยเฉพาะครุภัณฑ์สำหรับศูนย์รังสีรักษาชนิดอนุภาค ได้แก่ เครื่องฉายรังสีชนิดลำแสงอนุภาคโปรตอน หรือ Proton Therapy และเครื่องบำบัดรักษามะเร็งด้วยเทคนิคการจับนิวตรอนโบรอน หรือ BNCT ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อน ต้องใช้เวลาผลิตและติดตั้งเฉลี่ยประมาณ 4–5 ปี จึงจำเป็นต้องวางแผนจัดซื้อและติดตั้งล่วงหน้าให้สอดคล้องกับการก่อสร้างอาคาร

นอกจากนี้ ยังมีครุภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูงอื่น ๆ เพื่อรองรับศูนย์บริการรักษาระดับสูงและศูนย์การรักษาด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เครื่องฉายรังสีพร้อมระบบภาพนำวิถี เครื่องตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าพร้อมระบบจำลองภาพ และเครื่องเอกซเรย์เต้านมแบบดิจิทัลพร้อมระบบเจาะชิ้นเนื้อ

แพทย์

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

งบประมาณรวม 8,430 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินงบประมาณ 6,744 ล้านบาท และเงินนอกงบประมาณ 1,686 ล้านบาท โดยดำเนินการระหว่างปีงบประมาณ 2570–2574 ในลักษณะก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณตามขั้นตอนของกฎหมาย

นางสาวลลิดา กล่าวว่า แผนครุภัณฑ์ดังกล่าวจะทำให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคมะเร็ง เข้าถึงการรักษาด้วยเทคโนโลยีรังสีอนุภาคที่มีความแม่นยำสูง เพิ่มโอกาสการรักษา ลดผลกระทบต่ออวัยวะข้างเคียง และยกระดับคุณภาพบริการทางการแพทย์ของประเทศ

“นี่คือการลงทุนเพื่ออนาคตของระบบสาธารณสุขไทย ไม่ใช่เพียงการจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ แต่คือการสร้างขีดความสามารถใหม่ให้ประเทศ ให้คนไทยเข้าถึงการรักษาระดับโลก และผลักดันไทยสู่การเป็น Medical Hub อย่างแท้จริง” นางสาวลลิดา กล่าว

อว. รุกฆาตฝุ่นพิษ ยศชนัน เปิดตัวโครงการ เลิกเผา เป๋าตุง

อว. รุกฆาตฝุ่นพิษ ยศชนัน เปิดตัวโครงการ เลิกเผา เป๋าตุง

อว. รุกฆาตฝุ่นพิษ ยศชนัน เปิดตัวโครงการ เลิกเผา เป๋าตุง

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.23 น.

“ยศชนัน” ลุยแก้ PM 2.5 เปิดตัวโครงการ “PMUC Zero Burn to Earn: เลิกเผา เป๋าตุง” ชวนเกษตรลดการเผา เปลี่ยนซากการเกษตรให้มีมูลค่า แลกน้ำมันไบโอดีเซล-แผงโซลาร์เซลล์มือสอง-แผ่นคลุมดินจากชีวมวล นำร่องเชียงใหม่ เปิดลงทะเบียนผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์ม 5 พ.ค. นี้ 

เมื่อวันที่ 28 เม.ย. 69 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มอบนโยบายการใช้นวัตกรรม การพัฒนาระบบนิเวศ (Ecosystem) ในการจัดการวิกฤติ PM 2.5 และพลังงาน พร้อมเปิดตัวโครงการ PMUC Zero Burn to Earn: เลิกเผา เป๋าตุง นวัตกรรมพร้อมใช้ Ecosystem พร้อมรับ “เศษวัสดุเหลือทิ้งต้องมีค่า” ณ ห้องหว้ากอ 1-2 หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) จัตุรัสจามจุรี ชั้น 14

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า กระทรวง อว. โดย บพข. ได้จัดทำโครงการ “PMUC Zero Burn to Earn: เลิกเผา เป๋าตุง” เพื่อลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 โดยใช้กลไกและหลักการทางเศรษฐศาสตร์เข้ามาขับเคลื่อน แทนการใช้มาตรการบังคับเพียงอย่างเดียว โดยเปลี่ยน “เศษวัสดุเหลือทิ้ง” ให้ “มีค่า” อย่างเศษวัสดุที่เคยถูกเผาทิ้ง ไม่ว่าจะเป็น ฟางข้าว ฟางข้าวโพด เศษไม้ ขยะพลาสติก ให้สามารถนำมาแลกเปลี่ยนเป็น ผลผลิตจากงานวิจัยที่จับต้องได้ เช่น น้ำมันไบโอดีเซล แผงโซลาร์เซลล์มือสอง แผ่นคลุมดินจากชีวมวล ซึ่งเป็นสิ่งของที่ช่วยลดรายจ่ายในชีวิตประจำวัน จากนั้นเราจะนำเศษวัสดุที่เหมาะสมส่งต่อให้ภาควิจัยและภาคเอกชน ผลิตเป็นสินค้ารักษ์โลกและพลังงานทดแทนที่สามารถแข่งขันด้านราคาในตลาดได้ ซึ่งกลไกนี้จะทำให้เกษตรกรได้ค่าตอบแทน ภาคเอกชนได้ต้นทุนที่แข่งขันได้ และประเทศได้นวัตกรรมรักษ์โลกอย่างยั่งยืน

รองนายกฯ และ รมว.อว. กล่าวต่อว่า โครงการนี้จะทดลองนำร่องในลักษณะ Sandbox ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ก่อน เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่กำลังเผชิญปัญหา โดยบูรณาการความร่วมมือกับพันธมิตรทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ มหาวิทยาลัย และภาคเอกชน เพื่อขับเคลื่อนการลดการเผาอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน หากโมเดลนี้ประสบความสำเร็จ จะมีการขยายผลการดำเนินงานไปยังพื้นที่ภาคกลางและส่วนอื่น ๆ ทั่วประเทศต่อไป

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

“หากพยายามบอกให้ประชาชนหยุดเผาเพียงอย่างเดียวคงไม่สำเร็จ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นคงสำเร็จมานานแล้ว แต่ถ้าเราใช้หลักเศรษฐศาสตร์เข้ามาช่วย เมื่อเกษตรกรเห็นว่าเศษวัสดุมีมูลค่า สามารถนำมาแลกเปลี่ยนเป็นสิ่งที่ช่วยลดรายจ่ายได้ เขาก็จะหยุดเผาเอง กลไกนี้คือการสร้างโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่ได้ประโยชน์ร่วมกันแบบวิน-วิน (Win-Win) เกษตรกรสามารถลดต้นทุนรายจ่ายได้ ในขณะที่ภาคเอกชนก็ได้วัตถุดิบเพื่อนำไปแปรรูปสร้างกำไร” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวและว่า

นอกจากนี้ ภายใต้โครงการดังกล่าวยังมีงานวิจัยจากหลากหลายสถาบันอุดมศึกษารองรับ ด้วยปัจจุบันกระทรวง อว. เอื้อให้มหาวิทยาลัยต้นสังกัดสามารถบริหารจัดการและถือครองสิทธิ์ในงานวิจัยได้ง่ายขึ้น ประกอบกับการมีหน่วยงานอย่าง บพข. ที่พร้อมให้ทุนสนับสนุนในลักษณะ Matching Fund ร่วมกับภาคเอกชน ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงและดึงดูดให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนได้จริง

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

โครงการ “PMUC Zero Burn to Earn: เลิกเผา เป๋าตุง” จะเปิดให้ลงทะเบียนเพื่อแลกเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ผ่านทางเว็บไซต์ https://pmuc-zero-burn-to-earn.vercel.app/login 

งานวันนี้มี ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.อว. นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการ รมว.อว. ดนุพร ปุณณกันต์ ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการสํานักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ และปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสํานักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการ แข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) รศ.ดร.กานดา บุญโสธรสถิตย์ ผู้อํานวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อํานวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน สํานักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) บุคลากรสถาบันอุดมศึกษา สถาบันวิจัย และภาคเอกชน เข้าร่วม

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

คุก 1 ปี 6 เดือน สองแม่ค้าบะหมี่ รอลงอาญา 3 ปี ติดป้ายผิด ม.112

คุก 1 ปี 6 เดือน สองแม่ค้าบะหมี่ รอลงอาญา 3 ปี ติดป้ายผิด ม.112

คุก 1 ปี 6 เดือน สองแม่ค้าบะหมี่ รอลงอาญา 3 ปี ติดป้ายผิด ม.112

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.54 น.

วันที่ 28 เมษายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน โพสต์ข้อความระบุว่า  วันที่ 28 เม.ย. 2569 ศาลอาญาพระโขนงนัดสอบคำให้การ และตรวจพยานหลักฐานในคดีของ “เจ๊จวง”  (สงวนชื่อสกุล) อายุ 55 ปี และ “เจ๊เทียม” (สงวนชื่อสกุล) อายุ 60 ปี สองแม่ค้าขายบะหมี่-ก๋วยเตี๋ยว ที่ถูกฟ้องในข้อหา มาตรา 112 เหตุจากการติดป้ายไว้บริเวณหน้าร้านจำนวน 2 ป้าย ซึ่งป้ายหนึ่งมีเนื้อหาเรียกร้องยกเลิกมาตรา 112 และกล่าวถึงการผลาญงบประมาณแผ่นดิน, และอีกป้ายมีข้อความว่า “ปล่อยเพื่อนเรา ไปไหนก็เป็นภาระ” เมื่อวันที่ 18 ม.ค. 2566

วันนี้จำเลยทั้งสองตัดสินใจให้การรับสารภาพ ศาลจึงมีคำพิพากษาทันที โดยพิพากษาว่าทั้งสองมีความผิดตามมาตรา 112 ลงโทษจำคุกคนละ 3 ปี ให้การรับสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 1 ปี 6 เดือน โทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 3 ปี  ให้คุมประพฤติ 1 ปี โดยต้องไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้งต่อปี

คดีนี้มี ทรงชัย เนียมหอม สมาชิกกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน (ปภส.) เป็นผู้กล่าวหา โดยทรงชัยอ้างว่า ถ้อยคำภายในแผ่นป้ายดังกล่าวนั้น เป็นถ้อยคำหมิ่นประมาท ดูหมิ่น อันเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญและมาตรา 112

เมื่อวันที่ 18 มี.ค. 2567 เจ๊จวงและเจ๊เทียมได้เดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาที่ สน.บางนา พนักงานสอบสวนระบุพฤติการณ์โดยสรุปว่า เมื่อวันที่ 19 ม.ค. 2566 ทรงชัยได้มากล่าวโทษให้ดำเนินคดี โดยพบโพสต์ภาพและข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กซึ่งเป็นสาธารณะ ในวันที่ 18 ม.ค. 2566 เวลาประมาณ 18.30 น. เป็นแผ่นป้ายที่ติดแสดงอยู่บริเวณหน้าร้านขายก๋วยเตี๋ยว จำนวน 2 แผ่นป้าย ที่ประชาชนทั่วไปสามารถพบเห็นได้ ซึ่งเห็นว่าถ้อยคำเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น  อันเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญไทยและประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 

ทั้งนี้ เฟซบุ๊กที่ผู้กล่าวหาอ้างว่าพบภาพและข้อความนั้น ไม่ได้เป็นของ “เจ๊จวง” และ “เจ๊เทียม” แต่อย่างใด ซึ่งผู้ต้องหาทั้งสองได้ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

ต่อมาพนักงานสอบสวน ได้ส่งสำนวนคดีให้กับพนักงานอัยการพระโขนงเมื่อวันที่ 21 ส.ค. 2568 และอัยการนัดผู้ต้องหามารายงานตัวและฟังคำสั่งเดือนละหนึ่งครั้ง จนกระทั่งอัยการมีคำสั่งฟ้องเมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2568  

ซึ่งล่าสุด  เวลา 11.30 น. ห้องพิจารณาที่ 22 ศาลอาญาพระโขนง นัดสอบคำให้การ และตรวจพยานหลักฐานในคดีนี้ โดยจำเลยทั้งสอง “เจ๊จวง” และ “เจ๊เทียม” ได้เดินทางมาศาล และได้ยื่นคำให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา

จำเลยได้แถลงว่าเหตุในคดีนี้เกิดขึ้นในช่วงที่มีการชุมนุมทางการเมืองซึ่งมีประชาชนออกมาใช้สิทธิเสรีภาพวิพากษ์วิจารณ์อำนาจรัฐจำนวนมาก จำเลยทั้งสองก็เป็นคนที่ติดตามข่าวสารการชุมนุม จึงได้นำป้ายที่มีข้อความสอดคล้องกับประเด็นข้อเรียกร้องของในการชุมนุมมาวางไว้ที่ร้านก๋วยเตี๊ยวของตน ซึ่งในภายหลังเมื่อจำเลยได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจว่ามีกลุ่มที่มีความเห็นทางการเมืองต่างจากจำเลยรู้สึกไม่สบายใจกับข้อความบนป้าย และได้มีการไปแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ จำเลยก็ได้ให้ความร่วมมือในการนำป้ายข้อความตามฟ้องออกจากร้านแต่โดยดี 

ศาลอาญาพระโขนงจึงมีคำพิพากษาออกมาในวันเดียวกัน โดยพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสอง 3 ปี ให้การรับสารภาพ จึงลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน และเนื่องจากจำเลยทั้งสองไม่เคยต้องคำพิพากษาจำคุกมาก่อน จึงให้รอลงอาญา 3 ปี ให้คุมประพฤติ 1 ปี และต้องไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้งต่อปี

เปิดชื่อ 5 ประธาน-5 รองประธาน กมธ.สัดส่วนเพื่อไทย

เปิดชื่อ 5 ประธาน-5 รองประธาน กมธ.สัดส่วนเพื่อไทย

เปิดชื่อ 5 ประธาน-5 รองประธาน กมธ.สัดส่วนเพื่อไทย

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.41 น.

เปิดชื่อ 5 ประธาน-5 รองประธาน กมธ.สัดส่วนเพื่อไทย 

เมื่อวันที่ 28 เม.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรายชื่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญประจำสภาผู้แทนราษฎร ในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย ที่ได้โควตาประธานกมธ. จำนวน 5 คณะ ได้แก่ 1.กมธ.กิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ 2.กมธ.การเกษตรและสหกรณ์ 3.กมธ.การแรงงาน 4.กมธ.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) และ 5.กมธ.การศึกษา

ล่าสุดมีรายงานว่า 1. กมธ.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จะมีนางฐิติมา ฉายแสง สส.ฉะเชิงเทรา ดำรงตำแหน่งเป็นประธานกมธ. มีนายวรวงศ์ วรปัญญา สส.ลพบุรี เป็นรองประธานกมธ. 2. กมธ.การเกษตรและสหกรณ์ มีนายนพพล เหลืองทองนารา สส.พิษณุโลก เป็นประธานกมธ. และนายชูศักดิ์ คีรีมาศทอง สส.สุโขทัย รองประธานกมธ. 3. กมธ.การศึกษา มีนายจิรวัฒน์ ศิริพาณิชย์ สส.มหาสารคาม ประธานกมธ. นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ สส.เลย รองประธานกมธ. 

4. กมธ.การแรงงาน มีนายวีระพล จิตสัมฤทธิ์ สส.ศรีสะเกษ เป็นประธาน นายเชิงชาย ชาลีรินทร์ สส.ชัยภูมิ รองประธานกมธ. และ 5. กมธ.กิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ มี นพ.โอชิษฐ์ เกียรติก้องชูชัย สส.ชัยภูมิ เป็นประธานกมธ. และน.ส.กิตติ์ธัญญา วาจาดี สส.อุบลราชธานี รองประธานกมธ.

รมว.ท่องเที่ยว โร่แจงแนวคิดเก็บค่าเดินทางออกนอกประเทศ คนไทย 1 พัน บอกยังอยู่ขั้นตอนศึกษา

รมว.ท่องเที่ยว โร่แจงแนวคิดเก็บค่าเดินทางออกนอกประเทศ คนไทย 1 พัน บอกยังอยู่ขั้นตอนศึกษา

รมว.ท่องเที่ยว โร่แจงแนวคิดเก็บค่าเดินทางออกนอกประเทศ คนไทย 1 พัน บอกยังอยู่ขั้นตอนศึกษา

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.10 น.

รมว.ท่องเที่ยว โร่แจงแนวคิดฟื้นจัดเก็บค่าธรรมเนียม 1 พันบาท เฉพาะคนไทย ไปท่องเที่ยวต่างประเทศ ดึงเม็ดเงินกระตุ้นศก.ช่วยคนในประเทศ แบ่งเบารัฐบาลต้องกู้เงิน ยันยังอยู่ในขั้นตอนศึกษา-รับฟังความเห็น ไร้วาระชงเข้าครม. 

เมื่อวันที่ 28 เม.ย.2569 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายสุรศักดิ์ พันธุ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงแนวคิดเสนอ ฟื้นพ.ร.ก.ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร พ.ศ.2526 ที่เป็นการจัดเก็บค่าธรรมเนียมคนไทยเดินทางไปต่างประเทศ(Exit Free) ในอัตรา1,000บาท ซึ่งกำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่า ไทยเคยดำเนินการจัดเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาแล้วในอดีต แล้วมางดจัดเก็บในช่วงปี2540กว่าๆ เรื่องนี้เป็นแนวคิดของกระทรวงการคลัง แต่มีสื่อมาถามตนก็หาว่าตนไปเสนอจัดเก็บ จริงๆแล้วกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาไม่มีอำนาจจัดเก็บภาษีเหล่านี้ แต่กระทรวงการคลังเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว หรือแอตต้า ไปพูดคุย ซึ่งทางแอตต้าก็มาหาตนเพื่อแสดงความกังวลต่อการจัดเก็บภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร จะเอาเงินไปทำอะไร ตนก็ได้ชี้แจงหลักการของการจัดเก็บภาษีคนไทยที่เดินทางออกนอกประเทศคือเพื่อการท่องเที่ยวเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับวีซ่าผู้เดินทางออกนอกประเทศอื่นๆ ขณะที่ค่าธรรมเนียมราคา1,000บาท เป็นราคาที่เคยจัดเก็บมาในอดีต ขณะนี้ยังไม่ได้เป็นที่สรุป คงต้องมีการรับฟังความคิดเห็น 

“หลักการการจัดเก็บค่าธรรมเนียมคนไทยที่เดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศ แล้วนำเงินทั้งหมดที่ได้จากการจัดเก็บมากระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ เช่น จัดเก็บคนละ100บาท มีคนไทยเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ10ล้านคนในปีนี้ ก็จะนำเงินคนละ100บาท10ล้านคนที่จัดเก็บได้ นำมาทำโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ เช่น โครงการเราเที่ยวด้วยกัน โครงการทัวร์ทั่วไทย เป็นต้น“ รมว.การท่องเที่ยวฯ กล่าว

นายสุรศักดิ์ กล่าวต่อว่า การสนับสนุนการท่องเที่ยวทุกเรื่องหนีไม่พ้นงบประมาณ รัฐบาลต้องกู้เงินมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ แน่นอนว่าการกู้เงินหนีไม่พ้นภาระของประชาชนทุกคน ทำอย่างไรจะมีเม็ดเงินมากระตุ้นการท่องเที่ยวโดยใช้การท่องเที่ยวมิติเดียวกันมาช่วยคนในประเทศ พูดง่ายๆว่าจัดเก็บคนไทยที่ไปเที่ยวต่างประเทศมาช่วยให้คนไทยในประเทศที่ไม่ได้มีโอกาสไปต่างประเทศ หรืออยากเที่ยวในประเทศได้รับการสนับสนุนจากตรงนั้น แต่เรื่องนี้ยังเป็นแค่การศึกษา และรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ว่าจะนำกลับมาใช้หรือไม่ในช่วงนี้ รวมถึงศึกษาราคาที่เหมาะสม ระยะเวลาการจัดเก็บ และบุคคลที่จะจัดเก็บ ยังไม่ได้สรุปว่าจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี(ครม.)วันไหนอย่างไร 

เมื่อถามว่าเรื่องนี้มีโอกาสกลับมาเกิดขึ้นจริงหรือไม่ รมว.การท่องเที่ยวฯ กล่าวว่า เรากำลังรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานๆ รวมถึงความเห็นทางสังคมว่าคิดเห็นเป็นเช่นไร ทุกความเห็นที่ได้ทางกระทรวงการคลังจะรวบรวมนำกลับไปพิจารณา ตามหลักการที่ตนได้ชี้แจงไป ทั้งนี้ยังไม่ได้มีกรอบระยะเวลาว่าจะต้องศึกษา และรับฟังความคิดเห็นเท่าใด

อนุทิน เยือนวัดระฆังฯ เข้ากราบมุทิตาสักการะ พระราชวัชรธรรมโฆษิต

อนุทิน เยือนวัดระฆังฯ เข้ากราบมุทิตาสักการะ พระราชวัชรธรรมโฆษิต

อนุทิน เยือนวัดระฆังฯ เข้ากราบมุทิตาสักการะ พระราชวัชรธรรมโฆษิต

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.07 น.

‘ อนุทิน’ เข้า วัดระฆังฯ กราบมุทิตาสักการะ ‘พระราชวัชรธรรมโฆษิต’หลังโปรดเกล้าฯ เลื่อนสมณศักดิ์ชั้นราช

เมื่อเวลา 14.20 น. วันที่ 28 เม.ย. 69 ที่วัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย  เดินทางเข้ากราบมุทิตาสักการะพระราชวัชรธรรมโฆษิต ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร  (วัชระ ภทฺทธมฺโม) ภายหลังได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯ เลื่อนสมณศักดิ์ชั้นราชโดยนายกฯ ได้ถวายสักการะและแสดงความยินดีในโอกาสอันเป็นมงคล พร้อมทั้งสนทนาธรรม

ทั้งนี้ การได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ชั้นราชนับเป็นเกียรติยศสำคัญของพระภิกษุผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ และเป็นที่ยอมรับในหมู่พุทธศาสนิกชน โดยวัดระฆังโฆษิตาราม วรมหาวิหาร ยังคงเป็นศูนย์รวมศรัทธาและสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาในกรุงเทพมหานครอย่างต่อเนื่อง.

สรวุฒิ นั่งเลขา รมว.เกษตรตามโผ พลอยทะเล นั่ง รองโฆษกรัฐบาล ด้าน สันติ ปิยะทัต เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี

สรวุฒิ นั่งเลขา รมว.เกษตรตามโผ พลอยทะเล นั่ง รองโฆษกรัฐบาล ด้าน สันติ ปิยะทัต เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี

สรวุฒิ นั่งเลขา รมว.เกษตรตามโผ พลอยทะเล นั่ง รองโฆษกรัฐบาล ด้าน สันติ ปิยะทัต เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.01 น.

วันที่ 28 เมษายน 2569 เวลา 14.00น. ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ที่ประชุมมีมติการแต่งตั้งข้าราชการการเมืองในหลายกระทรวงประกอบด้วย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เป็นเลขานุการรมว.เกษตรและสหกรณ์ ให้นายทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย  เป็นที่ปรึกษารมว. เกษตรและสหกรณ์ นายธีระชัย แสนแก้ว เป็นที่ปรึกษา นายวัชระพล ขาวขำ รมช.เกษตรและสหกรณ์ นายณณัฏฐ์ หงษ์ชูเวช เป็นผู้ช่วยเลขานุการรมว.เกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่เลขานุการนายวัชระพล นายจเด็ศ จันทรา เป็นผู้ช่วยเลขานุการรมว.มหาดไทย ทำหน้าที่เลขานุการ น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ เป็นที่ปรึกษารมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงยุติธรรม ให้ พล.ต.ท.สายเพชร ศรีสังข์ เป็นที่ปรึกษารมว.ยุติธรรม กระทรวงแรงงาน ให้นายกฤดิกร วงศ์สว่างพานิช เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายสุรชาติ เทียนทอง เป็น เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

น.ส.ลลิดา กล่าวว่า กระทรวงกลาโหม ให้พล.อ.สรรเพชญ พิเนตรบูรณะ เป็นเลขานุการรมว.กลาโหม  กระทรวงคมนาคม ให้นายแวรุสลัน มะสาและ เป็นที่ปรึกษา นายสรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม นายวีระยุทธ งามจิตร เป็น ผู้ช่วยเลขานุการรมว.คมนาคมปฏิบัติหน้าที่เลขานุการนายสรรเพชญ  กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้น.ส.ดาริกา ศรัณย์เกตุ เป็น ที่ปรึกษารมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พล.ต.ต.สุรพล บุญมา เป็น เลขานุการรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงการคลัง ให้ นายสมภพ ผ่องสว่าง เป็นที่ปรึกษา รมว.คลัง นายสุวิชญ  โรจนวานิช เป็น เลขานุการรมว.คลัง กระทรวงมหาดไทย ให้ น.ส.วีราภรณ์ เกียรติชัยพัฒน เป็นผู้ช่วยเลขานุการรมว.มหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย น.ส.สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ เป็นผู้ช่วยเลขานุการรมว.มหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข ให้ นายนรินทร์ กัลยาณมิตร เป็นที่ปรึกษารมว.สาธารณสุข นายอาทิตย์ หมีทอง เป็นเลขานุการรมว.สาธารณสุข สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ให้ นายนิรุตติ คุณวัฒน์ เป็นรองเลขาธิการนายกฯฝ่ายการเมือง ช่วยงาน นายสีหศักดิ์  พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ นาวาตรี วรวิทย์ เตชะสุภากูร เป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ช่วยงาน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ นายไกรศร วิศิษฎ์วงศ์ เป็นที่ปรึกษารองนายกฯ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ นายบุญชู ประสพกิจถาวร เป็นที่ปรึกษารองนายกฯ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นายเจนณรงค์ ทาคูมิ ซาก้า เป็นที่ปรึกษารองนายกฯ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว นายเอกวัฒน์ พิริยะวรสกุล เป็นที่ปรึกษารองนายกฯ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ น.ส.พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ เป็นรองโฆษกประจำสำนักนายกฯ
 
น.ส.ลลิดา กล่าวว่า ในส่วนของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ แต่งตั้งบุคคลเป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ประกอบด้วย  นายสันติ ปิยะทัต นายธนฑิตย์ รักตะบุตร นายอติลักษณ์ อรรถาพิช น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ นายวิชาวัฒน์ อิศรภักดี นายศรัณย์ เจริญสุวรรณ น.ส.กิริฎา เภาพิจิตร นางปิยนุช วุฒิสอน พล.ร.อ. สุวิน แจ้งยอดสุข

เคาะวางตัวเรียบร้อย! เปิด 14 ประธาน กมธ. ในสัดส่วน ’ภูมิใจไทย‘ เตรียมชงสภาฯสัปดาห์หน้า

เคาะวางตัวเรียบร้อย! เปิด 14 ประธาน กมธ. ในสัดส่วน ’ภูมิใจไทย‘ เตรียมชงสภาฯสัปดาห์หน้า

เคาะวางตัวเรียบร้อย! เปิด 14 ประธาน กมธ. ในสัดส่วน ’ภูมิใจไทย‘ เตรียมชงสภาฯสัปดาห์หน้า

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.48 น.

เคาะวางตัวเรียบร้อย! เปิด ’14ประธานกมธ.‘ ในสัดส่วน ’ภูมิใจไทย‘ เตรียมชงสภาฯสัปดาห์หน้า

วันที่ 28 เมษายน 2569 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้เรียกประชุม สส.พรรคภูมิใจไทย และพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งมีพรรคประชาชาติ พรรคพลังประชารัฐ และพรรคเล็ก เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง 

โดยในที่ประชุม เป็นการสรุปเนื้อหาก่อนการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่จะมีขึ้นในวันที่ 29-30 เม.ย.นี้ และมีการเคาะรายชื่อประธานกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญประจำสภาผู้แทนราษฎร ในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย จำนวน 14 คณะ ที่ได้วางตัวไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมสภาฯสัปดาห์หน้า ประกอบด้วย 

1.นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี​ ประธาน กมธ.การตำรวจ


2.นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ​ สส.ศรีสะเกษ  ประธาน กมธ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (ป.ป.ช.) 


3.นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สส.ระนอง ประธานกมธ.การกระจายอำนาจฯ 


4.นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์​ สส.เพชรบุรี​ ประธานกมธ.การศาสนาฯ


5.นายธนยศ ทิมสุวรรณ สส.เลย ประธานกมธ.การปกครอง 


6.นายสุพล จุลใส สส.ชุมพร ประธานกมธ.การพลังงาน


7.นายศุภโชค ศรีสุขจร สส.นครปฐม ประธานกมธ.การอุตสาหกรรม


8.นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ​ ประธานกมธ.การพาณิชย์ฯ


9.นายจุติ ไกรฤกษ์​ สส.พิษณุโลก​ ประธานกมธ.คลังฯ


10.นายอรรถพล ไตรศรี​ สส.พังงา ประธานกมธ.การคุ้มครองผู้บริโภคฯ


11.น.พ.อลงกต มณีกาศ สส.นครพนม ประธานกมธ.การสื่อสารฯ


12.นายสฤษดิ์ บุตรเนียร สส.ปราจีนบุรี​ ประธานกมธ.แก้ปัญหาหนี้สินฯ


13.นายมณเฑียร สงฆ์ประชา สส.ชัยนาท ประธาน กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ


14.น.ส.กุลวลี นพอมรบดี สส.ราชบุรี ประธาน กมธ.การที่ดินฯ 

เคยทำมาก่อนแล้ว! อรรถกร ชี้ ศุภจี ขายทุเรียนลูกละ 100 เหนื่อยเกษตรกร มองได้ผลระยะสั้น

เคยทำมาก่อนแล้ว! อรรถกร ชี้ ศุภจี ขายทุเรียนลูกละ 100 เหนื่อยเกษตรกร มองได้ผลระยะสั้น

เคยทำมาก่อนแล้ว! อรรถกร ชี้ ศุภจี ขายทุเรียนลูกละ 100 เหนื่อยเกษตรกร มองได้ผลระยะสั้น

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.31 น.

เคยทำมาก่อนแล้ว! อรรถกร ชี้ ศุภจี ขายทุเรียนลูกละ 100 เหนื่อยเกษตรกร มองได้ผลระยะสั้น ขอให้มองในมุมเกษตรกรด้วย  

เมื่อวันที่ 28 เม.ย.2569 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรม ในฐานะอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงกรณีที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เชิญพิมรี่พาย แม่ค้าออนไลน์ และอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง มาช่วยขายทุเรียนราคาเริ่มต้นผลละ 100 บาท ว่า ตนมองเรื่องนี้เป็น 2 มุม คือ ความตั้งใจในการโปรโมทสินค้า ซึ่งทุเรียน เป็นหนึ่งในผลไม้เศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้ประเทศกว่าแสนล้านบาท แต่การขายราคาเช่นนี้ ย่อมมีผลกระทบต่อเกษตรกร ที่ต้องการปรับราคาทุเรียนเกรดพรีเมียม ที่มีราคาสูงขึ้น ซึ่งในอนาคต อาจมีการปรับราคาให้เท่ากัน

ดังนั้น ในเรื่องนี้ ส่วนตัวตนเคยทำมาแล้ว กับการแก้ปัญหาราคาลำไย ร่วมกับร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรีว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการให้อินฟลูเอ็นเซอร์มาดึงดูด เพื่อสร้างความต้องการ แต่ส่งผลได้ระยะสั้นเท่านั้น และอยากให้คิดถึงมุมของเกษตรกรด้วย เพราะเกษตรกร ต้องดูแลทุเรียน และเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ 1 ครั้ง ใน 1 ปี ซึ่งหากขายได้เพียงลูกละ 100 บาทก็เหนื่อย

ครม. อนุมัติโครงการก่อหนี้ผูกพันข้ามปี 45 รายการ วงเงินกว่า 1.11 แสนล้านบาท

ครม. อนุมัติโครงการก่อหนี้ผูกพันข้ามปี 45 รายการ วงเงินกว่า 1.11 แสนล้านบาท

ครม. อนุมัติโครงการก่อหนี้ผูกพันข้ามปี 45 รายการ วงเงินกว่า 1.11 แสนล้านบาท

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.20 น.

ครม.อนุมัติโครงการก่อหนี้ผูกพันข้ามปี 45 รายการ วงเงินกว่า 1.11 แสนล้านบาท ผูกพันงบปี 70 กว่า 1.74 หมื่นล้านบาท

เมื่อวันที่ 28 เม.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติรายการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ วงเงินตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป รวม 45 รายการ คิดเป็นวงเงินทั้งสิ้น 111,022.14 ล้านบาท โดยเป็นคำขอเสนองบฯ ปี 70 จำนวน 17,458.22 ล้านบาท และผูกผันงบฯ ปีที่เหลือรวม 93,563.92 ล้านบาท 

ทั้งนี้ งบประมาณดังกล่าว จะครอบคลุม 6 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงยุติธรรม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงมหาดไทย มีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนโครงการสำคัญของภาครัฐอย่างต่อเนื่องในระยะยาว ซึ่งแต่ละหน่วยงานจำแนกได้ดังนี้ 

กระทรวงการคลัง 1 รายการ วงเงิน 1,746.10 ลบ. งบปี 70 จำนวน 349.22 ลบ. ผูกผันงบฯ ปีหลือ 1,396.88 ลบ. ได้แก่ โครงการบำรุงรักษาและซ่อมแซมแก้ไขระบบตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์สินค้าด้วยเครื่องเอกซเรย์ที่จัดซื้อในโครงการระยะที่ 5 เพื่อลดความเสี่ยงจากการขัดข้องและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานของระบบตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์สินค้า ส่งผลให้กรมศุลกากรสามารถตรวจปล่อยตู้คอนเทนเนอร์สินค้าได้อย่างรวดเร็วและป้องกันสินค้าที่ไม่พึงประสงค์เข้าประเทศ

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 13 รายการ วงเงิน 27,384.12  ลบ. งบปี 70 จำนวน 5,476.82 ลบ. ผูกผันงบฯ ปีที่เหลือ 21,907.30 ลบ. อาทิ โครงการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์-หนองค้อ-บางพระ จังหวัดชลบุรี วงเงิน 2,476.89 ล้านบาท เป็นโครงการก่อสร้างสถานีสูบน้ำและอาคารประกอบ รวมถึงวางระบบท่อผันน้ำจากแห่งน้ำบริเวณใกล้เคียงที่มีปริมาณน้ำเหลือใช้ในฤดูฝน มาเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้อ่างเก็บน้ำบางพระ จังหวัดชลบุรี เพื่อรองรับการขยายตัวของพื้นที่เมืองชลบุรี นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง และแหล่งท่องเที่ยวเมืองพัทยา

กระทรวงคมนาคม  20  รายการ วงเงิน 45,703.55  ลบ. งบปี 70 จำนวน 6,465.10 ลบ. ผูกผันงบฯ ปีที่เหลือ 39,238.45 ลบ. อาทิ 1)โครงการก่อสร้างถนนในพื้นในที่จังหวัดสมุทรปราการ มุกดาหาร เชียงใหม่ และชลบุรี วงเงิน 1,239.60 ล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของโครงข่ายให้สามารถรองรับปริมาณจราจรที่เพิ่มขึ้นและแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัด 2)โครงการเช่ารถโดยสารประจำทางปรับอากาศพลังงานสะอาด (EV) จำนวน 800 คัน วงเงิน 145.73 ล้านบาท เพื่อทดแทนรถโดยสารประจำทางปรับอากาศที่มีสภาพชำรุดทรุดโทรม เนื่องจากมีอายุการใช้งานนานกว่า 30 ปี คาดว่า จะสามารถรับมอบรถโดยสารงวดที่ 1 จำนวน 400 คัน ได้ในเดือนสิงหาคม 2570 และงวดที่ 2 จำนวน 400 คัน ในเดือนกันยายน 2570

กระทรวงยุติธรรม 1 รายการ วงเงิน 1,510.69 ลบ. งบปี 70 จำนวน 302.13 ลบ. ผูกผันงบฯ ปีที่เหลือ 1,208.56 ลบ. ได้แก่ โครงการก่อสร้างทัณฑสถานบำบัดพิเศษพระนครศรีอยุธยาพร้อมสิ่งก่อสร้างประกอบ ตำบลหันตรา อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นโครงการก่อสร้างทัณฑสถานแห่งใหม่ เพื่อทดแทนทัณฑสถานเดิมที่ทรุดโทรม คับแคบ และขาดความมั่นคงปลอดภัย โดยก่อสร้างบนพื้นที่ 100 ไร่ สามารถรองรับผู้ต้องขังได้ถึง 3,000 คน ทำให้มีพื้นที่ที่เอื้อต่อการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังอย่างเป็นสัดส่วนตามหลักมาตรฐานสากล และสามารถควบคุมป้องกันการหลบหนีได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 5 รายการ วงเงิน 25,738.59 ลบ. งบปี 70 จำนวน 3,261.13 ลบ.  ผูกผันงบฯ ปีที่เหลือ 22,477.46 ลบ. อาทิ 1)แผนความต้องการครุภัณฑ์ โครงการสถาบันการแพทย์ศิริราชระดับนานาชาติ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล วงเงิน 454.80 ล้านบาท  เพื่อรองรับผู้บริการให้สามารถเข้าถึงบริการการแพทย์ที่มีคุณภาพ ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูง 2)โครงการจัดตั้งคณะแพทย์ มหาวิทยาลัยนครพนม วงเงิน 543.96 ล้านบาท เป็นการจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ให้มีมาตรฐานตามเกณฑ์แพทยสภาและสถาบันรับรองมาตรฐานการศึกษาแพทยศาสตร์ Institute for Medical Education Accreditation: IMEAc) โดยเน้นหลักสูตรผลิตแพทย์เพื่ออนาคตในระบบบริการปฐมภูมิ เพื่อดูแลสุขภาพประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอบบนที่มีความขาดแคลน

กระทรวงมหาดไทย 5 รายการ วงเงิน 8,939.09 ลบ. งบปี 70 จำนวน 1,603.82 ลบ. ผูกผันงบฯ ปีที่เหลือ 7,335.27 ลบ. อาทิ โครงการก่อสร้างปรับปรุงขยายการประปาส่วนภูมิภาค สาขาชลบุรี – พนัสนิคม – (พานทอง) – (ท่าบุญมี) ระยะที่ 2 วงเงิน 340 ล้านบาท โดยสามารถเพิ่มการผลิตน้ำประปาขนาด 96,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน เพื่อรองรับผู้ใช้น้ำภาคครัวเรือนและธุรกิจประมาณ 55,000 ราย ตามแผนการพัฒนาเมืองศูนย์กลางการศึกษานานาชาติอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะในพื้นที่จังหวัดชลบุรีด้านทิศเหนือของโครงการ EEC