ไม่เปิดด่านเขมร ผบ.ทร.ยึดคำสั่งนายกฯ

ไม่เปิดด่านเขมร  ผบ.ทร.ยึดคำสั่งนายกฯ

ไม่เปิดด่านเขมร ผบ.ทร.ยึดคำสั่งนายกฯ

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ผบ.ทร.ย้ำคำนายกฯไม่เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา เด็ดขาด ลั่น!ปิดก็คือปิด ไม่มีเปิดเฉพาะกิจ ไม่ยอมโอนอ่อนผ่อนตามต่อฝ่ายตรงข้าม

เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 พลเรือเอกไพโรจน์  เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) กล่าวถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีออกมายืนยันว่า จะไม่มีการเปิดด่าน หลังมีกระแสข่าวที่ สมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ส่งคนสนิทมาเจรจาฝ่ายไทย เพื่อขอเปิดด่านที่ จ.ตราด ว่า กองทัพเรือยึดมั่นตามนโยบายของรัฐบาลอย่างชัดเจน ซึ่งจะไม่เปิดด่านเด็ดขาด โดยได้ปฏิบัติการตามที่รัฐบาลได้สั่งการมา ซึ่งตนได้สั่งการเด็ดขาด เพราะว่า เราไม่เคย และจะไม่ยอมที่จะโอนอ่อนผ่อนตามต่อฝ่ายตรงข้าม ไม่ว่าจะมีผลประโยชน์อะไร จะไม่ยอมให้เกิดการเหตุการณ์แบบนั้นกับกองทัพเรือเด็ดขาด

ส่วนกระแสข่าวที่ระบุว่า มีการพยายามขอเจรจา และมีการรายงานผู้บังคับบัญชาแล้วนั้น ผบ.ทร.กล่าวว่า น่าจะเป็นกระแสข่าว แต่ยืนยันว่า ตนเองไม่เคยได้รับรายงานเรื่องนี้มาก่อน เมื่อถามย้ำว่า รวมไปถึงการไม่เปิดด่านเฉพาะกิจด้วยใช่หรือไม่ ผบ.ทร.ย้ำว่า “เราปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาลชัดเจน ปิดก็คือปิด”

ก่อนหน้านี้ สำนักข่าวพนมเปญโพสต์ รายงานว่า พลโทหญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้ออกมาปฏิเสธข่าวที่มีการเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ไทยว่าทางกัมพูชาขอเจรจาเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา

โดย พลโทหญิง มาลี แสดงความผิดหวังหลังมีกระแสข่าวรายงานต่อเนื่องถึง “กัมพูชาร้องขอให้เปิดจุดผ่านแดนเพื่อขนส่งสินค้าฉุกเฉิน”พร้อมย้ำว่า เป็นข้อมูลเท็จและคัดแย้งกับความเป็นจริง พร้อมชี้ว่ารายงานดังกล่าวนั้นมีเจตนาที่จะชี้นำหรือทำให้ประชาชนทั้งในประเทศและต่างประเทศเข้าใจผิด ประเทศไทยเป็นฝ่ายปิดด่านชายแดนแต่เพียงฝ่ายเดียว ดังนั้น หากต้องการเปิดอีกครั้ง ก็เป็นความรับผิดชอบของประเทศไทยที่จะดำเนินการโดยลำพัง กัมพูชาพร้อมที่จะตอบสนองอย่างเหมาะสมมาโดยตลอด

โอมานรับปากช่วย เจรจา‘เตหะราน’ เปิดเส้นทางเรือไทย ‘สีหศักดิ์’รับไม่ง่าย

โอมานรับปากช่วย  เจรจา‘เตหะราน’  เปิดเส้นทางเรือไทย  ‘สีหศักดิ์’รับไม่ง่าย

โอมานรับปากช่วย เจรจา‘เตหะราน’ เปิดเส้นทางเรือไทย ‘สีหศักดิ์’รับไม่ง่าย

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“สีหศักดิ์” เผยโอมานรับปากช่วยประสานอิหร่านอำนวยความสะดวกเรือขนส่งสินค้าไทยที่ตกค้างอยู่ 9 ลำ ให้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัยแม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายและมีความซับซ้อน ขณะเดียวกัน สนใจทำข้อตกลงซื้อเรือยกพลขึ้นบกไทย 4 ลำ และพร้อมขายน้ำมันดิบและก๊าซให้ไทย ด้านกรมการขนส่งทางบกเปิดลงทะเบียนผู้ประกอบการกลุ่มขนส่งรถโดยสารสาธารณะ-รถบรรทุก-รถแท็กซี่-มอเตอร์ไซค์วิน รับเงินเยียวยาน้ำมันแพง ขอรับสิทธิ์ได้ถึง 19 เม.ย.นี้ “ศุภจี” ชงมาตรการดูแลค่าครองชีพ เข้า ครม.สัปดาห์หน้า ส่วนญี่ปุ่น ประกาศมอบเงิน 3.19 แสนล้านบาท ช่วยชาติพันธมิตรเอเชียสู้วิกฤตน้ำมัน

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ เปิดเผยถึงการเดินทางไปเยือนประเทศโอมาน ว่า เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 ตามเวลาท้องถิ่น ว่า ได้พบหารือกับเจ้าชายชิฮาบ บิน ฏอริก บิน ตัยมูร อัล ซะอีด รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกลาโหมแห่งรัฐสุลต่านโอมาน และพลเรือตรี ซาอิฟ บิน นัสเซอร์ อัล ราห์บี ผู้บัญชาการทหารเรือโอมาน ณ กรุงมัสกัต โดยในครั้งนี้เป็นการเดินทางมาในช่วงที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางตึงเครียด เพราะไทยมีความจำเป็นเร่งด่วนเรื่องพลังงาน ซึ่งกว่า 50% พลังงานที่ใช้ในประเทศไทย ต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จึงพยายามที่จะขอเข้าพบกับบุคคลสำคัญของโอมาน เพราะโอมานเป็นประเทศที่อยู่ในพื้นที่ และพยายามวางตัวเป็นกลาง เป็นผู้ไกล่เกลี่ยในความขัดแย้งนี้ จึงอยากฟังมุมมองว่า ประเมินสถานการณ์อย่างไร อีกทั้งโอมานกับอิหร่านก็เป็นประเทศชายฝั่งที่มีส่วนในการดูแลการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จึงจะได้ถามถึงความคืบหน้าในการพิจารณาให้เรือขนส่งสินค้าไทยที่ตกค้างอยู่ 9 ลำ ผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย

นายสีหศักด์ กล่าวว่า รองนายกรัฐมนตรี โอมานยังมีความห่วงใยในสถานการณ์ตะวันออกกลาง และเห็นตรงกับไทยว่า สงครามไม่ควรเกิดขึ้น ควรอยู่ภายใต้กฎบัตรและกติการะหว่างประเทศ แต่เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว ก็ต้องพยายามหาทางให้ยุติลงโดยเร็วที่สุด เพราะตอนนี้สงครามกินระยะเวลายาวนานขึ้น ไม่ได้สร้างความสูญเสียในภูมิภาคนี้เท่านั้น ยังส่งผลกระทรบไปยังนอกภูมิภาคด้วย

อยากเห็นเจรจาสันติภาพบรรลุผล

“ตอนนี้ทุกฝ่ายฝากความหวังไว้กับการเจรจาที่ปากีสถาน ในฐานะผู้ประสานงาน แม้ว่ารอบแรกจะไม่ประสบผลสำเร็จ และเชื่อว่าอาจจะไม่ใช่การคุยกันเพียงครั้งเดียว แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความจริงจัง และความพยายามในการพูดคุย อย่างไรก็ตาม ทั้งโอมาน และไทย เห็นตรงกันว่า อยากให้การเจรจาในรอบที่สองยังคงไว้ซึ่งการหยุดยิง และขยายเวลาออกไปเรื่อยๆ จนกว่าการเจรจาจะบรรลุผล และในระหว่างที่มีการหยุดยิง ควรมีมาตรการเปิดให้เดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้” รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ กล่าว

นายสีหศักดิ์ ยอมรับว่า เป็นห่วงสถานการณ์ที่กำลังยุ่งยากขึ้น หลังสหรัฐฯ ขู่จะปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ แต่จะปิดได้แค่ไหน ไม่มีใครรู้ ปิดจริงๆ หรือจะปิดเพื่อสร้างอำนาจต่อรองหรือไม่ ก็ไม่มีใครรู้ ดังนั้นอยากให้ทุกฝ่ายพยายามให้โอกาสกับการเจรจาและการทูต ให้หยุดยิงอย่างต่อเนื่อง ผ่อนคลายการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ

โอมานรับปากคุยอิหร่านดูแลเรือไทย

นายสีหศักดิ์ เปิดเผยว่า ได้ใช้โอกาสนี้ขอบคุณรัฐบาลโอมานที่ช่วยเหลือลูกเรือของเรือมยุรีนารี 20 คน ไว้ได้อย่างปลอดภัย ส่วนอีก 3 คน ยืนยันว่าเสียชีวิตแล้ว อยู่ระหว่างพิสูจน์ตัวตน ก่อนส่งกลับประเทศไทย ขณะเดียวกัน ยังได้สอบถามโอมานด้วยว่า จะมีช่องทางในการติดต่อกับอิหร่าน เพื่อขอให้อำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยเรือขนส่งสินค้าของไทย ซึ่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกิจการกลาโหมโอมาน ยอมรับว่า สถานการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องง่าย การติดต่อกับอิหร่านมีหลายช่องทาง มีความซับซ้อน อย่างไรก็ตาม โอมานยืนยันว่าจะช่วย จึงได้ส่งรายละเอียดของเรือไทยทั้งหมด ให้รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกิจการกลาโหมโอมานแล้ว เพื่อให้ช่วยประสานงานให้ แต่ก็ไม่รู้ว่าในสถานการณ์นี้โอมานจะช่วยได้มากน้อยเพียง แต่ไม่ว่าจะมีช่องทางไหน รัฐบาลไทยก็ต้องทำ

สนใจซื้อเรือยกพลขึ้นบกไทย4ลำ

นายสีหศักดิ์ เปิดเผยว่า กระทรวงกลาโหมโอมานให้ความสนใจทำข้อตกลงซื้อเรือยกพลขึ้นบกที่ผลิตโดยเอกชนไทย จำนวน 4 ลำ ทำให้เห็นถึงศักยภาพของเอกชนไทย ส่วนการพบและหารือกับรมว.พลังงานและแร่ธาตุ และคณะ ได้ใช้โอกาสนี้ สอบถามถึงการซื้อขายพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันดิบ และก๊าซ หากไทยมีความจำเป็นเร่งด่วน โอมานมีพลังงานขายให้ไทยหรือไม่ ซึ่งทางโอมาน ยอมรับว่า ต้องดูช่วงการผลิต บางช่วงอาจผลิตเกินกว่าที่เหลือใช้เหลือขายแล้ว ก็จะสามารถส่งให้ไทยได้ จึงต้องมาตกลงคุยในรายละเอียดกัน ว่า จะขายให้ในปริมาณเท่าใด ราคาเป็นอย่างไร ซึ่งโอมาน ยืนยันว่า หากมีเหลือ ก็พร้อมหารือซื้อขายกับไทย ผ่านบริษัทนายหน้า

รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังหารือเรื่องการซื้อปุ๋ยจากโอมานด้วย ส่วนการพบกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศโอมานในวันพรุ่งนี้ ประเด็นสำคัญ ก็จะคล้ายกับที่ได้หารือกับรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกิจการกลาโหม โดยเฉพาะต้องการให้ช่วยสื่อสารคำขอของไทยไปยังอิหร่าน รัฐบาลไทยพยายามหาทุกช่องทาง เพื่อให้ คำขอของเราไปถึงรัฐบาลอิหร่าน

ดีเดย์เปิดลงทะเบียนอุ้มภาคขนส่ง

วันเดียวกัน นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ ขบ.ได้เปิดให้ผู้ประกอบการในกลุ่มขนส่งที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ครอบคลุมทั้งกลุ่มรถโดยสารประจำทาง รถโดยสารไม่ประจำทาง รถแท็กซี่ รถจักรยานยนต์สาธารณะ และกลุ่มรถที่ใช้ขนส่งสัตว์ หรือสิ่งของไม่ประจำทาง (รถขนส่งสินค้า)

ทั้งนี้ สามารถลงทะเบียนขอรับสิทธิช่วยเหลือได้แล้ว ผ่านระบบ “DLT พร้อมซัปพอร์ต” ที่เว็บไซต์ https://tss.dlt.go.th/ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือเดินทางมาดำเนินการขอรับสิทธิได้ที่ อาคาร 3 ชั้น 1 กรมการขนส่งทางบก หรือสำนักงานขนส่งจังหวัดทุกแห่งทั่วประเทศ เปิดให้ดำเนินการได้จนถึงวันที่ 19 เม.ย. 2569 เวลา 16.30 น. ทั้งนี้คณะรัฐมนตรี(ครม.) ได้เห็นชอบกรอบวงเงินในการช่วยเหลือกว่า 2,060 ล้านบาท

เตรียมเอการให้พร้อมขอรับสิทธิ

นายสรพงศ์ กล่าวต่อว่า การขอรับสิทธิ ผู้สมัครต้องแจ้งข้อมูลบัญชีเงินฝากธนาคารที่ลงทะเบียนพร้อมเพย์ด้วยเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก (กรณีบุคคลธรรมดา) หรือข้อมูลบัญชีเงินฝากที่ลงทะเบียนพร้อมเพย์ด้วยเลขประจำตัวผู้เสียภาษี (กรณีนิติบุคคล) พร้อมแนบเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำเนาใบอนุญาตประกอบการขนส่งหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล และเอกสารหลักฐานแสดงการรับจ้างขนส่งผู้โดยสาร เป็นต้น ส่วนระยะเวลาที่จะให้การช่วยเหลือ และเริ่มนับระยะทางการให้บริการขนส่งสาธารณะ จะอยู่ในช่วงตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. 2569 ถึงวันที่31 พ.ค. 2569 (รวม 42 วัน)

เตือนใครมั่วนิ่มเจอโทษหนัก

นายสรพงศ์ กล่าวย้ำว่า ผู้ได้รับสิทธิช่วยเหลือต้องมีการให้บริการขนส่งสาธารณะในช่วงเวลาดังกล่าว โดยจะตรวจสอบข้อมูลการเดินรถจากระบบ GPS และแอปพลิเคชัน DLT GPS-NOTICE ดังนั้นผู้ที่ได้รับสิทธิต้องจัดส่งข้อมูลการเดินรถจากระบบ GPS และควบคุมกำกับดูแลผู้ขับรถให้มีการรูดบัตรใบขับขี่ เพื่อแสดงตัวตนของผู้ขับรถ

ในกรณีรถที่กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ต้องติดตั้ง GPS (ยกเว้นรถจักรยานยนต์สาธารณะ) ต้องติดตั้งแอปพลิเคชัน DLT GPS-NOTICE และต้องเปิดใช้งานแอปพลิเคชัน DLT GPS-NOTICE ตลอดระยะเวลาที่ทำการขนส่ง โดยผู้ขับรถต้องสแกน QR Code ที่ได้รับจากนายทะเบียนทุกครั้งเมื่อเริ่มขับรถ และออกจากระบบเมื่อเลิกขับรถหากตรวจสอบพบว่ามีการปลอมแปลง หรือแก้ไขข้อมูลให้ผิดไปจากความเป็นจริง เพื่อให้ได้รับเงินจากทางราชการ ผู้ประกอบการจะถูกตัดสิทธิการรับความช่วยเหลือ และอาจได้รับความผิดทางแพ่ง, อาญา และจะนำมาประกอบการพิจารณาการดำเนินการด้านใบอนุญาตประกอบการขนส่งต่อไป

เช็คเลยกลุ่มไหนได้รับเท่าไหร่

นายสรพงศ์ กล่าวด้วยว่า ผู้ได้รับสิทธิฯ จะได้รับเงินช่วยเหลือภายหลังจากวันที่สิ้นสุดมาตรการ และ ขบ. ได้ตรวจสอบเอกสารหลักฐาน และการปฏิบัติตามเงื่อนไขต่างๆ ตามที่กำหนดไว้ครบถ้วนแล้ว โดยผู้ที่จะได้รับสิทธิฯ แบ่งเป็น 3 กลุ่มดังนี้ 1.กลุ่มรถโดยสารสาธารณะ ได้แก่ 1.รถโดยสารประจำทาง เส้นทางหมวด 1 ในเขตกรุงเทพฯ และจังหวัดที่มีเส้นทางต่อเนื่อง (รถมินิบัสและรถตู้โดยสาร) ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย 5,040 บาทต่อคัน โดยต้องมีระยะทางทำการขนส่งตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS ของ ขบ. ตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า2,500 กิโลเมตร(กม.)

2.รถโดยสารประจำทาง เส้นทางหมวด 4 ในเขตกรุงเทพฯ (รถมินิบัส รถตู้โดยสาร และรถโดยสารสองแถว) ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย 5,040 บาทต่อคัน ต้องมีระยะทางทำการขนส่งตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS ของขบ. หรือแอปพลิเคชัน DLT GPS-NOTICE ตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 2,500 กม.

ให้การช่วยเหลือตามระยะทาง

3.รถโดยสารประจำทาง เส้นทางหมวด 2 (รถมินิบัส และรถตู้โดยสาร) ให้การช่วยเหลือตามจำนวนระยะทางที่ให้บริการขนส่งสาธารณะตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS ของ ขบ. 2 บาทต่อกม. สูงสุดไม่เกิน 700 บาทต่อวันต่อคัน 4.รถโดยสารประจำทาง เส้นทางหมวด 3 (รถมินิบัสและรถตู้โดยสาร) ให้การช่วยเหลือตามจำนวนระยะทางที่ให้บริการขนส่งสาธารณะตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS ของ ขบ. 2 บาทต่อ กม. สูงสุดไม่เกิน 500 บาทต่อวันต่อคัน

และ 5.รถโดยสารไม่ประจำทาง ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย ดังนี้ รถบัส 5,000 บาทต่อคัน และรถมินิบัส และรถตู้โดยสาร 3,600 บาทต่อคัน ทั้งนี้กรณีเป็นรถที่นำไปใช้ เพื่อการท่องเที่ยว หรือนำไปใช้เพื่อรับเหมาทั่วไป ต้องมีระยะทางทำการขนส่งตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS ของ ขบ. ตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 2,500 กม. กรณีเป็นรถที่นำไปใช้เพื่อรับส่งพนักงาน ต้องมีระยะทางทำการขนส่งตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS ของขบ. ตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 1,500 กม.

แท็กซี่-พี่วินเหมาจ่าย5พัน/คัน

2.กลุ่มรถบรรทุกรับจ้างขนส่งสินค้าไม่ประจำทาง ได้แก่ 1.รถตั้งแต่ 10 ล้อขึ้นไป ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย 6,000 บาทต่อคัน ต้องมีระยะทางทำการขนส่งตามข้อมูลที่ได้จากระบบ GPS ของ ขบ. ตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 4,000 กม. 2.รถน้อยกว่า 10 ล้อ ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย 3,000 บาทต่อคัน โดยต้องมีระยะทางทำการขนส่งตามข้อมูลที่ได้จากแอปพลิเคชัน DLT GPS-NOTICE ของ ขบ. ตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42วัน ไม่น้อยกว่า 2,500กม.

และ3.กลุ่มรถรับจ้าง (รถแท็กซี่ และรถจักรยานยนต์สาธารณะ) ได้แก่ 1.รถแท็กซี่ ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย 5,040 บาทต่อคัน โดยต้องติดตั้งแอปพลิเคชัน DLT GPS-NOTICE และเปิดใช้งานแอปฯ ตลอดระยะเวลาที่ทำการรับจ้าง ต้องมีระยะทางทำการขนส่งตลอดระยะเวลามาตรการช่วยเหลือ 42 วัน ไม่น้อยกว่า 2,500 กม.และ2.รถจักรยานยนต์สาธารณะ ให้การช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย 840 บาทต่อคัน

‘ศุภจี’เข้าทำเนียบไหว้ศาลตายาย

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เดินทางเข้ามายังทำเนียบรัฐบาล เพื่อสักการะศาลพระภูมิ และศาลตายาย ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล หลังเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ โดยกล่าวว่า ไม่ได้ขอพรอะไร แต่ตั้งสัจจะอธิษฐานว่าจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ให้กับประเทศชาติ และประชาชน และถ้าทำได้เต็มที่แล้ว ก็ขอให้ช่วยอำนวยพรให้สามารถทำได้ตามสิ่งที่อธิษฐานเอาไว้

ส่วนที่มีการมองว่า การทำงานรอบนี้จะมีแรงกดดันมากกว่ารอบแรกนั้น นางศุภจี ยอมรับว่า เป็นธรรมดา เพราะช่วงนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญหลายวิกฤติซ้อนกัน ดังนั้นต้องตั้งใจทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ขณะเดียวกัน ก็ต้องปรับรูปแบบการทำงานเป็นแบบคลัสเตอร์ และบูรณาการร่วมกันกับกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดการปัญหาแต่ละเรื่องให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว

ชงมาตรการดูแลค่าครองชีพเข้าครม.

ส่วนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัปดาห์หน้า นางศุภจี ระบุว่า กระทรวงพาณิชย์จะมีมาตรการ 2-3 เรื่อง คือ การดูแลค่าครองชีพประชาชน ซึ่งสิ่งที่กระทรวงพาณิชย์พยายามดูแล คือ สินค้าควบคุม และสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น ในกรณีหากมีการปรับราคา ก็ต้องควบคุมดูแลให้เป็นไปตามกลไกที่เป็นธรรม ทั้งประชาชน และผู้ประกอบการ ขณะเดียวกัน จะมีการนำสินค้าราคาพิเศษภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทย” ซึ่งเป็นการนำสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นมาจำหน่ายเพื่อเป็นทางเลือกให้กับประชาชน

เร่งหาตลาดเพิ่มช่วย SMEs

นอกจากนี้ ยังได้มีการสนับสนุน SMEs เข้ามาอยู่ในแพลตฟอร์มออนไลน์ หรือผ่านการค้าปลีก-ค้าส่งทั่วประเทศ เพื่อช่วยเสริมศักยภาพ SMEs ดังนั้นจะเห็นได้ว่า กระทรวงพาณิชย์ดูแลในเรื่องของค่าครองชีพ รวมถึงการปรับโครงสร้างเพื่อให้ SMEs หรือผู้ประกอบการรายเล็กสามารถอยู่ได้ในสภาพเศรษฐกิจที่มีลักษณะแบบนี้ ขณะเดียวกัน จะต้องดูแลในเรื่องของการส่งออกที่ขณะนี้ตึงตัว เช่น ตะวันออกกลาง เมื่อเกิดปัญหาส่งออกชะงักงัน จึงต้องเร่งหาตลาดเพิ่มเติม ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ พยายามอย่างยิ่งที่จะคงรายได้ของประเทศในช่วงวิกฤตแบบนี้

ส่วนการตั้งที่ปรึกษานั้น นางศุภจี กล่าวว่า ในมุมของมิติการทำงานมีหลากหลายมิติ ภูมิรัฐศาสตร์กับภูมิเศรษฐศาสตร์ ต้องประสานกันไป ขณะเดียวกัน ต้องศึกษาถึงตลาดส่งออกที่มีโอกาส ตลาดที่ต้องควรระวัง หรือตลาดที่ควรต้องปรับตัว ดังนั้นการมีที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะภูมิภาคที่หลากหลายจึงเป็นสิ่งจำเป็น

ระดมทีมช่วยแก้วิกฤตซ้อนวิกฤต

ส่วนที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี จะเป็นเรื่องของสินค้าเกษตร การดูแลภายในประเทศ โดยจะมีทั้งนายภูษิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และยังมีผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับอุตสาหกรรมการเกษตร การแปรรูป และเรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีหลากหลายมุมเพื่อช่วยเติมนโยบาย

“มีเรื่องเร่งด่วนที่ต้องจัดการอย่างมากในช่วงนี้ คือ เรื่องสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งปัจจุบัน กรมการค้าภายใน มีกำลังอยู่ไม่เพียงพอ จึงต้องมีการปรับทีมภายใน โดยปลัดกระทรวงพาณิชย์ ก็ส่งข้าราชการที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามาช่วย เพื่อให้เราสามารถตอบสนอง และดูแลประชาชนได้อย่างทั่วถึง ซึ่งมีการปรับทั้งในกระทรวง และทีมที่ปรึกษา เพื่อให้ครบถ้วนมากขึ้น ทำให้สามารถตอบโจทย์วิกฤตซ้อนวิกฤติไปพร้อมกัน” รองนายกรัฐมนตรีระบุ

ญี่ปุ่นมอบ3.19แสนล.ช่วยชาติเอเชีย

อีกด้านหนึ่ง นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เปิดเผยภายหลังการประชุมทางไกลร่วมกับผู้นำจากกลุ่มประเทศอาเซียน และประเทศพันธมิตรว่า จะมอบเงินช่วยเหลือ 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.19 แสนล้านบาท) แก่ชาติพันธมิตรในเอเชีย รวมถึงไทย เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานและสำรองน้ำมันดิบ หวั่นวิกฤตขาดแคลนเชื้อเพลิงจากช่องแคบฮอร์มุซกระทบห่วงโซ่การผลิตลามถึงเศรษฐกิจญี่ปุ่น โดยเงินช่วยเหลือนี้จะอยู่ในรูปแบบของเงินกู้เพื่อการจัดซื้อน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม รวมถึงการขยายคลังน้ำมันสำรองในแต่ละประเทศ ซึ่งดำเนินการผ่านธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JBIC) เนื่องจากเห็นว่า ญี่ปุ่นมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับทุกประเทศในเอเชียผ่านห่วงโซ่อุปทาน หากเกิดภาวะขาดแคลนหรือการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันในเอเชีย ย่อมส่งผลกระทบเชิงลบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจและสังคมของญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน

สำหรับเงินสนับสนุนดังกล่าว มีมูลค่าเทียบเท่ากับน้ำมันดิบประมาณ 1.2 พันล้านบาร์เรล หรือเท่ากับปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบของกลุ่มประเทศอาเซียนตลอดทั้งปี โดยญี่ปุ่นมีความกังวลเป็นพิเศษว่า หากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมีคลังน้ำมันสำรองจำกัด ประสบปัญหาการเงินจนไม่สามารถนำเข้าน้ำมันได้ จะส่งผลกระทบต่อการผลิตสินค้าส่งออกมายังญี่ปุ่น โดยเฉพาะเวชภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์

แสวง ร่ายยาว ย้ำ กกต.จัดเลือกตั้งยึดหลัก โปร่งใส ตรวจสอบได้

แสวง ร่ายยาว ย้ำ กกต.จัดเลือกตั้งยึดหลัก โปร่งใส ตรวจสอบได้

แสวง ร่ายยาว ย้ำ กกต.จัดเลือกตั้งยึดหลัก โปร่งใส ตรวจสอบได้

วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.28 น.

“แสวง” โพสต์เฟซบุ๊กร่ายยาว ย้ำ กกต.จัดเลือกตั้งยึดหลัก “โปร่งใส ตรวจสอบได้” ถามมีขั้นตอนใดหรือใครแทรกแซงได้ ชี้การกล่าวหาปราศจากข้อเท็จจริงไม่เหมาะสมเป็น “วิญญูชนในระบอบปชต.”   

วันที่ 16 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายแสวง บุญมี เลขา กกต. โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊กส่วนตัว ในลักษณะตอบคำถามเกี่ยวกับ “ความโปร่งใสกับการเลือกตั้ง… ความสำคัญของความโปร่งใส…ความโปร่งใสดูจากอะไร…เราจัดการเลือกตั้งบนหลักการอะไร… กกต. จัดการเลือกตั้งโปร่งใส ถูกแทรกแซง หรือโกงได้หรือไม่…”  

นายแสวง กล่าวถึงความโปร่งใสกับการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของกระบวนการจัดการเลือกตั้ง ที่ถูกกำหนดไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนว่าการเลือกตั้งที่โปร่งใสจะทำให้เป็นที่ยอมรับทั้งกระบวนการและทำให้ระบบการเมืองชอบธรรมในที่สุด ส่วนความสำคัญของความโปร่งใสจะป้องกันและดูแลให้กระบวนการเลือกตั้งปราศจากการแทรกแซงหรือทุจริตจากผู้มีอำนาจทางเมือง เช่นพรรคการเมือง นักการเมืองหรือผู้สมัคร /ผู้จัดให้มีการเลือกตั้ง เช่น กกต. และสำนักงาน กกต. รวมไปถึงผู้ปฏิบัติงาน เช่น คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) หรือคณะกรรมการประจำเขตเลือกตั้ง หรืออนุกรรมการประจำเขตเลือกตั้ง   

ขณะที่ความโปร่งใสนั้นดูจากการต้องเห็นเท่ากันในกระบวนการเลือกตั้งในบางขั้นตอนที่เปิดเผยได้และต้องเปิดให้ดู ไม่ว่าจะเป็นผู้สมัคร พรรคการเมือง กกต.และผู้ปฏิบัติงาน รวมทั้งประชาชนและสื่อต่างๆ เช่นผู้มีสิทธิไปออกเสียงในหน่วย การอ่าน ขีดและเขียนคะแนนและผลรวมคะแนนแบบ สส.5/18 ที่ปิดไว้หน้าหน่วย และ”ต้องรู้เท่ากัน”ในกระบวนการเลือกตั้งในบางขั้นตอนที่ไม่อาจเปิดเผยให้ดูและเห็นด้วยตา ต้องรู้เท่ากันว่าขั้นตอนในกระบวนการทำงานอย่างไร และสามารถตรวจสอบความถูกต้องได้อย่างเปิดเผยได้จากระบบโดยไม่ต้องร้องขอหรือตามข้นตอนที่กำหนดที่อำนวยความสะดวกพอสมควร เช่นการรวมคะแนนทั้งแบบทางการและไม่เป็นทางการ

ขณะที่กระบวนการ “ต้องตรวจสอบได้” โดยทุกคนสามารถตรวจสอบได้อย่างสะดวกและทันท่วงที กรณีหากเห็นว่า กปน.อ่าน ขาน ขีดหรือรวมคะแนนไม่ตรงกับบัตรเลือกตั้ง สามารถทักท้วงหรือยื่นคำร้องเสนอต่อ กกต.ให้พิจารณา รวมถึงหากพบว่าผลรวมคะแนนไม่ตรงกับที่มีข้อมูล หรือไม่ตรงตามแบบ สส.5/18 ที่ติดไว้หน้าหน่วยหรือไม่ตรงกับที่ประกาศไว้เว็บไซต์ของสำนักงาน กกต. โดยระบบดังกล่าวจะป้องกันและตรวจสอบการทุจริตได้ทุกเหตุการณ์ ซึ่งผู้สมัคร พรรคการเมือง กปน. และประชาชน ต้องมีส่วนร่วมตามระบบที่ออกแบบไว้

นายแสวง ยังระบุว่าทุกกการเลือกตั้ง กกต.จัดการเลือกตั้งบนหลักการตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR) คือหลักการลงคะแนนโดยตรงและลับ โดยการลงคะแนนต้องไม่มีผู้ใดรู้และไม่อาจตรวจสอบได้ว่าลงคะแนนให้ใครหรือพรรคใดไม่ว่าจะเป็นอำนาจใด องค์กรใด และยึดหลักความโปร่งใสที่ออกแบบระบบให้สามารถตรวจสอบความถูกต้องได้ นอกจากนี้ยังยึดหลักการมีส่วนร่วม โดยเปิดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งอาสามาเป็น กปน.จำนวนกว่า 1,600,000 คน ทำงานบนความถูกต้อง อำนวยความสะดวกให้ร่วม 52,000,000 คนมาใช้สิทธิได้อย่างเรียบร้อย สุดท้ายหลักอำนวยความสะดวก ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าถึงสิทธิ ข้อมูลที่จำเป็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่ครบถ้วน และใช้สิทธิอย่างถูกต้องและเป็นไปด้วยความเรียบร้อยทั้งก่อนวันลงคะแนน ระหว่างวันลงคะแนน และหลังวันลงคะแนน     

ส่วนคำถาม “กกต.จัดการเลือกตั้งโปร่งใส ถูกแทรกแซง หรือโกงการเลือกได้หรือไม่”  นั้นนายแสวง ระบุว่าทุกการเลือกตั้งที่มักจะมีคำถามและข้อสังเกตุว่า กกต.จัดเลือกตั้งไม่โปร่งใส ไม่เป็นกลาง ตามบริบทการเมืองในช่วงเวลานั้นๆ เช่นเดียวกับการเลือกตั้ง ปี 2569 ที่เป็นกระแสมากที่สุดคือการทำหน้าที่ของ กปน.ในระหว่างการลงคะแนน การรวมและรายงานผลคะแนน พร้อมชี้แจงถึงกากรทำหน้าที่ของ กปน.ว่าในวันเลือกตั้ง มี กปน. 1,600,000 คน ในหน่วยเลือกตั้ง 100,000 หน่วย ทำงานท่ากลางสายตาผู้สมัครรับเลือกตั้ง พรรคการเมือง ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ผู้แทนพรรคการเมืองและผู้สังเกตการณ์จากองค์กรเอกชนหลายหมื่นคน แต่ กปน.ไม่ถึง 100 รายที่ทำหน้าที่ผิดหลง ไม่ถูกต้อง แต่ทุกเหตุการณ์ กกต.ได้ตรวจสอบแก้ไข

เนื่องจากระบบที่วางไว้สามารถป้องกันหรือตรวจสอบได้ผลดี และหากผู้มีส่วนเกี้ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการเลือกตั้งตามบทบาทและหน้าที่อย่างแข็งขัน ก็จะทำให้ระบบมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น  พร้อมยอมรับว่าความผิดพลาดส่วนบุคคลย่อมเกิดขึ้นได้ท่ามกลางบริบทการเมืองที่แข่งขันกันอย่างเข้มข้น แต่หากระบบที่วางไว้เข้มแข็ง แม้จะมีข้อผิดพลาดก็ไม่กระทบกับสาระสำคัญของการเลือกตั้งและตามเจตนารมณ์ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

ขณะที่การรายงานผลคะแนนนั้น สำนัก งานจะใช้เอกสารแบบ สส.5/18 เป็นฐานในกรรายงานผลคะแนน และปิดไว้หน้าหน่วยทั้ง  100,000 หน่วย และลงประกาศในเว็บไซต์สำนักงาน เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบ ส่วนการรายงานผลคะแนนก็ดำเนินการใน 3 ช่องทาง คือผ่านระบบ ECT Report ที่จะรายงานผลไม่เกิน 95 % ซึ่งการรายงานการเกิดความผิดพลาดคลาดเคลื่อนจาการกรอกคะแนนของ กปน.เนื่องจากมีชุดตัวเลขเป็นจำนวนมากและคะแนนของแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อไม่ตรงกันในเขต เกิดจากระบบไม่ได้ออกแบบให้นำคะแนนเข้าระบบเป็นรายหน่วยแต่ออกแบบให้กรอกแยกประเภท เมื่อคะแนนถึง 95 % ระบบจะหยุด จึงเกิดคะแนนหรือบัตรเขย่ง นอกจากนี้ก็จะรายงานผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการติดประกาศ 400 เขตเลือกตั้ง และการรายงานผลคะแนนอย่างเป็นทางการ ที่ติดไว้หน้าศูนย์ประสานงานเขตเลือกตั้ง หลังวันเลือกตั้งหนึ่งวัน คือวันที่ 9 ก.พ. 2569

“จะเห็นได้ว่าข่าวคะแนนเขย่ง บัตรเขย่ง จะไม่เป็นข่าวเลยถ้าดูทั้งระบบ จึงไม่มีข่าวจากผู้สมัครและพรรคการเมืองในวันถัดจากวันเลือกตั้งเลยเรื่องบัตรเขย่งหรือคะแนนเขย่ง เพราะบุคคลดังกล่าวได้ทราบผลรวมคะแนนแบบครบทุกหน่วยอย่างไม่เป็นทางการจากช่องทางนี้แล้ว ที่เป็นข่าวกรณีบัตรเขย่งก็เฉพาะบางส่วนที่ยังยึดติดกับคะแนนแบบ ECT REPORT ที่ทำไว้ใช้ประโยชน์เฉพาะวันเลือกตั้งเท่านั้น ละเลยที่จะไปดูคะแนนแบบไม่เป็นทางการในช่องทางนี้”

นายแสวง ยังตั้งคำถามในเชิงตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการจัดการเลือกตั้ง มีขั้นตอนหรือผู้ใดสามารถแทรกแซงหรือทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรมได้บ้าง มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่แสดงทำให้เห็นว่าการเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรม รวมถึงมีประเทศไหนที่กระบวนการจัดการเลือกตั้งเปิดให้รู้เห็นและตรวจสอบได้มากกว่าประเทศไทย

“การกล่าวหา ที่ปราศจากข้อเท็จจริง น่าจะเป็นการไม่เหมาะสมกับเป็นวิญญูชนในระบอบประชาธิปไตย” นายแสวง กล่าว

สส.กู๊ดดี้ แฉขบวนการ IO เล่นงานสื่อ-เบี่ยงประเด็นแม่ทัพภาค 4

สส.กู๊ดดี้ แฉขบวนการ IO เล่นงานสื่อ-เบี่ยงประเด็นแม่ทัพภาค 4

สส.กู๊ดดี้ แฉขบวนการ IO เล่นงานสื่อ-เบี่ยงประเด็นแม่ทัพภาค 4

วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.40 น.

‘สส.กู๊ดดี้’ แฉขบวนการ IO ยังไม่หยุดเล่นงานสื่อ พร้อมเดินหน้าโจมตีเรื่องเก่าเรื่องเท็จ เพื่อเบี่ยงประเด็นแม่ทัพภาค 4

เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 นายชยพล สท้อนดี สส.กรุงเทพฯ เขต 8 พรรคประชาชน ให้ความเห็นกรณีขบวนการ IO ที่กำลังคุกคามสื่อมวลชนไม่หยุดหลังมีกระแสแม่ทัพภาค 4 ปิดไมค์พูดให้ความเห็นกรณีลอบสังหาร กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส. นราธิวาส พรรคประชาชาติ ที่กล่าวว่า “ถ้าผมทำ ไม่ปล่อยให้รอด”

โดย นายชยพล กล่าวว่า [ขบวนการ IO กลับมาอีกครั้ง]

ผ่านไป 1 ปีแล้วนะครับ นับตั้งแต่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ เปิดโปงขบวนการ IO ของ ศปก.ร่วมฯ หรือก็คือ กลุ่มนายพลเกษียณ ที่ซ่อนตัวหลังฉากหน้าของกองทัพ ที่ใช้อำนาจนอกรัฐธรรมนูญในการสร้างดีลแลกประเทศ บีบคอให้รัฐบาลต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของตัวเอง เพื่อเกมอำนาจและผลประโยชน์ทางการเมืองที่ตามมา ตั้งแต่การอภิปรายเมื่อวันที่ 25 มีนาคมของผมที่ได้เปิดโปงกระบวนการนี้ตั้งแต่การก่อตั้ง กลุ่มผู้ดำเนินการ ขั้นตอนวิธีการ แผนการระยะสั้นระยะยาว ผลของการดำเนินการ ฯลฯ ซึ่งถูกสงสัยว่าใช้เงินภาษีของเราในการดำเนินการมากกว่าพันล้านต่อปี! โดยแฝงตัวอยู่ตามงบประมาณของภารกิจปกติที่ไม่ยอมลงรายละอียด ขบวนการนี้ก็ได้ถูกตีแตกจนหายไปเกือบปี จนกระทั่งช่วงเวลาที่ผ่านมาผมได้เห็นกระแสการกลับมาของ IO อีกครั้งหนึ่ง เลยอยากหยิบประเด็นนี้ขึ้นมาพูดคุยกันอีกครั้ง ทุกคนจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อให้ IO หลอกกันได้ง่ายๆ

เป้าหมายของขบวนการ IO หลักๆ เลยคือการกล่อมให้ความคิดโดยรวมของสังคมเป็นไปในทางที่เกิดประโยชน์ต่อกลุ่มตัวเองมากที่สุด ไม่ว่าจะด้วยการปล่อยข่าวปลอม ลดทอนคุณค่ากลุ่มเป้าหมาย พูดเบี่ยงประเด็น ปลุกกระแสอื่นกลบ ลองนึกภาพเหมือนวงนินทาจะสามารถเข้าใจได้ง่ายมาก วงที่มีใครสักคนในกลุ่มจงใจปล่อยกระแสข่าวลือให้เชื่อในบางอย่าง หรือปั่นข่าวปลอมให้เกลียดคนบางคน หรือเบี่ยงประเด็นบทสนทนาของวงให้ออกจากเรื่องที่ไม่พึงประสงค์ต่อตัวเอง

ทีนี้ มันดันเป็นวงนินทาที่ทำงานกันอย่างเป็นกระบวนการ มีการแบ่งกลุ่มบุคคลให้อยู่ในบทบาทของการเป็น Influencer ให้สร้างอิทธิพลและผู้ติดตามของตัวเอง มีการตั้งเพจและกลุ่มตามโซเชียลมีเดียเพื่อรวมกลุ่ม IO มดงานและคนที่มีความคิดใกล้เคียงกัน ทั้งอินฟลูฯทั้งเพจทั้งหลายนี้จะทำหน้าที่เป็นหัวจ่ายข้อมูล คอยปล่อยภาพปล่อยบทความให้มดงานแต่ละคนสามารถนำข้อมูลไปเผยแพร่ในวงนินทาต่าง ๆ ต่อได้ เพื่อกระจายข้อมูลออกไปให้ไกลยิ่งขึ้น โดยพยายามเล่นกับอารมณ์ของผู้อ่านให้มากที่สุดแต่ไม่ได้ให้ข้อมูลอะไรประกอบเลย

อย่างเหตุการณ์ในช่วงนี้ที่กำลังเกิดขึ้น จากการที่พี่แยม ฐาปนีย์ ได้ติดตามทำข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์การลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ที่มีรายละเอียดเกี่ยวข้องกับบุคลากรและทรัพยากรของกองทัพและกอ.รมน. นอกจากนี้ยังได้มีการสัมภาษณ์ มทภ. 4 ที่หลุดปากพูดรายละเอียดน่าข้องใจหลายประเด็น ทำให้สังคมเริ่มหันมาสนใจกันมากขึ้น ลองนึกภาพว่าถ้าเป็นวงนินทาที่พี่แยมเปิดประเด็นจนคนในวงเริ่มหันมาสนใจประเด็นที่เราไม่อยากให้ใครพูดถึงเราจะทำอย่างไรดี? ก็ปั่นกระแสสาดสีใส่พี่แยมแล้วพาเบี่ยงไปประเด็นอื่นสิ เลยเกิดเป็นกระแสพยายามโจมตีเรื่องเก่า ๆ ที่เคยใช้กันมา ทั้งเรื่อง BRN และ โรฮิงญา จนอาจทำให้คนลืมประเด็นเรื่องของรถกอ.รมน.ที่ใช้ในการลอบยิงสส.กมลศักดิ์ หรือคำพูดของมทภ.4 ที่บอกว่าถ้าเป็นเขาทำคงไม่ปล่อยให้รอดหรอก ซึ่งเป็นประเด็นหลักที่เราควรให้ความสนใจมากกว่า

ในยุคของข้อมูลข่าวสาร หากเราต้องการข้อมูลอะไรมันก็สามารถค้นหาผ่านมือถือได้ในทันที แต่ในขณะเดียวกัน ข้อมูลมันก็มีเยอะมากจนเราก็ต้องรู้ให้ทันว่าควรหยิบข้อมูลจากไหนมาเชื่อดี หลักการที่ดีเลยคือการดูว่าข้อมูลมาจากไหน จากสำนักข่าวที่เชื่อถือได้หรือไม่ เป็นการเล่าข้อมูลเท็จจริงหรือการตีความผสมความคิดเห็นของผู้เขียนอีกที หรือเขียนเองใส่ไข่เองแต่ไม่ได้มีที่มาที่ไป เทียบกับวงนินทา เรื่องที่พอถามว่าเอามาจากไหนแล้วได้คำตอบว่า “เขาเล่ามา” ก็อยากให้ทุกคนลองถามต่อดูว่า “เขาไหน?” ถ้ามันไม่มีที่มาที่ไป ก็อย่าเพิ่งรีบไปเชื่อเลย สร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเอง สร้างนิสัยการสืบค้นต้นทางข้อมูล นอกจากจะรอดจากข่าวปลอมแล้ว ก็สามารถรอดจากแสกมเมอร์ได้ด้วยเหมือนกัน

ว่าแต่ใครละที่อยู่เบื้องหลัง IO? ก็ลองตามมาดูต้นทางข้อมูลสิ

Link เอกสารประกอบ IO https://www.google.com/url?q=https://drive.google.com/drive/folders/16n2xNG_NvlcEM52vW9uPlpi7bsfVUJ5q&sa=D&source=editors&ust=1776345267400838&usg=AOvVaw38KwHUyiOUCP4h6LMr0mgp

ปกรณ์วุฒิ อัด ป.ป.ช.โยนทิ้งทุกหลักการ หลังยกคำร้องคดี ศักดิ์สยาม

ปกรณ์วุฒิ อัด ป.ป.ช.โยนทิ้งทุกหลักการ หลังยกคำร้องคดี ศักดิ์สยาม

ปกรณ์วุฒิ อัด ป.ป.ช.โยนทิ้งทุกหลักการ หลังยกคำร้องคดี ศักดิ์สยาม

วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.27 น.

“เอิร์ท ปกรณ์วุฒิ” ตั้งคำถาม ป.ป.ช.กำลังโยนทิ้งทุกหลักการ ปูทางให้ใครบางคนกลับมาเป็นรัฐมนตรีได้อีกครั้งหรือไม่ หลังยกคำร้องกรณี ศักดิ์สยาม คดีหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ

16 เมษายน 2569 นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล รองหัวหน้าพรรค และ สส.แบบบัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ตั้งคำถามบนแพลตฟอร์ม X ระบุว่า ต้องบอกอีกครั้ง ว่าผมเห็นด้วยว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ผูกพันทุกองค์กรนั้น ผูกพันเฉพาะ “ผลคำวินิจฉัย” ส่วนคำอรรถาธิบายหลายสิบหน้าที่นำมาสู่ผลนั้น มิได้ผูกพันใดๆ 

ดังนั้น แน่นอนว่า ในชั้น ปปช หากพิจารณาว่า คุณศักดิ์สยาม จงใจปกปิดทรัพย์สิน ซึ่งกรณีนี้คือหุ้นของ หจก.บุรีเจริญ หรือไม่นั้น ต้องเริ่มต้นพิจารณาใหม่ โดยดูไปตามพยานหลักฐานทั้งหมดที่มี  

ผมชวนมองแบบนี้ครับ กรณีนี้ตั้งต้นง่ายๆ คือ เจตนาในการซื้อขายหุ้นเพื่อเปลี่ยนมือเจ้าของหุ้นนั้นมีจริงหรือไม่ และ เงินที่นำมาซื้อหุ้นนั้น เป็นของเจ้าของคนใหม่ จริงหรือไม่

ประการแรก : การขายหุ้น หจก.ที่มีรายได้ระดับนี้ มีความสามารถในการทำกำไรในอนาคต เนื่องจากมีประสบการณ์รับงานจากภาครัฐมามาก .. การขายหุ้นในสัดส่วนเกือบทั้งบริษัท ในราคาจดทะเบียน นั้น คนมีประสบการณ์ในการทำธุรกิจมายาวนานขนาดนี้ ย่อมรู้ว่า ไม่สมเหตุสมผลแม้แต่นิดเดียว 

ประการที่สอง : หากลองไปอ่าน คำวินิจฉัยของศาล รธน. https://constitutionalcourt.or.th/occ_web/download/article/article_20240216074210.pdf  หน้าที่ 36-39 จะเห็นว่า เงินเกือบ 120 ล้าน ที่เจ้าของคนใหม่ อ้างว่าใช้เงินตัวเองในการมาซื้อหุ้นนั้น มีเอกสารหลักฐาน ที่บ่งชี้ว่า ต้นทางของเส้นเงิน มาจากทั้ง บ.ศิลาชัย , หจก.บุรีเจริญ หรือแม้กระทั่ง มาจาก คุณศักดิ์สยาม เอง ด้วยซ้ำ 

โดยหลักการ ปปช. ไม่จำเป็นต้องยึดตามคำวินิจฉัยศาล รธน. 
แต่แค่เพียง ปปช. ใช้เอกสารหลักฐานที่มาจาก ปปง. สถาบันการเงิน ฯลฯ  ในการพิจารณา ก็คงเห็นอยู่แล้วว่า กรณีนี้ เป็นการจงใจ ใช้นอมินี เพื่ออำพรางความเป็นเจ้าของ และเจตนาปกปิดทรัพย์สิน หรือไม่ 

ผมจะรออ่านเอกสารฉบับเต็มที่ ปปช. แจ้งว่าจะชี้แจงเหตุผล 

แต่หาก ปปช. ยกคำร้องเพียงเพราะแค่ “เชื่อ” ที่ผู้ถูกร้องบอกว่า เพิ่งรู้ว่าตนยังคงถือหุ้น หจก.นี้ หลังมีคำวินิจฉัยของศาล รธน. ตามข่าวที่ออกมาก่อนหน้านี้ 

เราคงต้องตั้งคำถามดังๆ กับ ปปช. ที่ปัจจุบัน ถูกเลือกมาโดย สว.ชุดนี้ ที่มีคดีถูกกล่าวหาว่าเป็น “สว.สีน้ำเงิน” อยู่ถึง 4 จาก 9 คน ว่าใช้มาตรฐานเดียวกันกับ “ทุกคำร้อง” ที่เข้าสู่ ปปช. หรือไม่ 

และคงต้องตั้งคำถามดังๆ ว่าหากทั้งหมดนี้ เป็นการโยนทิ้งทุกหลักการ เพื่อเพียงเป็นการปูทางให้ใครบางคน กลับมาเป็นรัฐมนตรีได้อีกครั้ง .. เราจะยังหวังกับการปราบทุจริตอย่างจริงจัง กับองค์กรอิสระที่ชื่อว่า ปปช. ได้อยู่หรือไม่

ดร.ณัฏฐ์ รับว่าคดีบัตรเลือกตั้ง แนะ สมชัย อดีต กกต.กับพวก หยุดปั่นป่วนสังคมได้แล้ว

ดร.ณัฏฐ์ รับว่าคดีบัตรเลือกตั้ง แนะ สมชัย อดีต กกต.กับพวก หยุดปั่นป่วนสังคมได้แล้ว

ดร.ณัฏฐ์ รับว่าคดีบัตรเลือกตั้ง แนะ สมชัย อดีต กกต.กับพวก หยุดปั่นป่วนสังคมได้แล้ว

วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.46 น.

“ดร.ณัฏฐ์” รับว่า  คดีบัตรเลือกตั้ง กกต.ทาบทามให้เป็นพยานจริง เพื่อประโยชน์สาธารณะ  แนะ “สมชัย” อดีต กกต.กับพวก หยุดปั่นป่วนสังคมได้แล้ว

วันที่ 16 เมษายน 2569 ที่ สนง.กกต. มีรายงานว่า กกต.ได้ทาบทามพยานในคดีเลือกตั้งหลายปาก โดยพยานสำคัญได้ทาบเชิญก่อนหน้านี้  ศ.ดร.ไชยยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  โดยมีรายงานกระแสข่าวว่า ฝ่าย กกต.ได้ทาบเชิญมือกฎหมายมหาชนระดับพญาครุฑรายหนึ่ง มาเป็นพยานฝ่าย กกต.ด้วยนั้น

ล่าสุด วันนี้ (13.00 น.) มีความเคลื่อนไหวที่ กกต.  ได้มีพยานอีกปากหนึ่งฝ่ายของ กกต. คือ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ “ดร.ณัฎฐ์” นักกฎหมายมหาชน ได้เดินทางมาที่ กกต.เพื่อเข้าพบร้อยตำรวจเอกชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต.ตามกระแสข่าวจริง ได้ทราบข้อมูลเบื้องต้นว่า เดินมาให้ถ้อยคำเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเลือกตั้งในคดีเลือกตั้งที่กำลังอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งคดีนี้เป็นคดีสำคัญ และเป็นที่สนใจของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ผลคดีมีผลต่อทิศทางการเมืองของประเทศ

ผู้สื่อข่าวจึงได้สัมภาษณ์ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ “ดร.ณัฏฐ์” ว่า ได้รับเชิญเป็นพยานจริงหรือไม่ อย่างไร จะให้ข้อมูลต่อ กกต.ในประเด็นใดบ้างนั้น 

ดร.ณัฏฐ์  กล่าวว่า  ก่อนหน้านี้ ตนได้รับประสานจากร้อยตำรวจเอกชนินทร์  น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. เพื่อขอให้ข้อมูลและเป็นพยานเพิ่มเติมในคดีบัตรเลือกตั้งให้แก่ฝ่าย กกต.จริง โดยกำหนดนัดให้ข้อมูลสำคัญในวันนี้ โดยตนเห็นว่า ประเด็นที่ขอให้ถ้อยคำเป็นพยานเพื่อยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ  เป็นแง่มุมกฎหมายเลือกตั้ง ตนไม่ได้เข้าข้างฝ่ายใด เพราะเป็น “พยานคนกลาง” ไม่ได้เป็น พยานประเภทที่เรียกว่า “พยานสั่งการ” เอนเอียงไปฝ่ายใคร ยึดหลักกฎหมายและยึดหลักความถูกต้อง เป็นหลัก เพื่อประโยชน์สาธารณะและเพื่อประโยชน์แก่บ้านเมือง

แม้ตนเอง เคยให้สัมภาษณ์ต่อสื่อหลายช่องก่อนหน้านี้ ไม่ได้เอนเอียงฝ่ายใดและไม่ได้ชี้นำประชาชน  แต่เป็นการให้ความรู้แง่มุมกฎหมายมหาชน อีกแง่มุมหนึ่ง เพื่อให้ประชาชนรับฟังข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อประโยชน์สาธารณะ

ส่วนวันนี้ ตนจะให้ข้อมูลแก่ร้อยตำรวจเอกชนินทร์  น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต.อย่างไรนั้น ตนไม่อาจเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะได้ เพราะถือเป็นความลับในสำนวนคดี เพราะฝ่าย กกต.จะต้องนำถ้อยคำพยานไปยื่นในบัญชีฝ่ายผู้ถูกร้องทั้งสอง โดยข้อมูลที่ตนได้ให้ไปกับ กกต.นั้น ไปเพิ่มน้ำหนักสนับสนุนพยานหลักฐานอื่นของฝ่าย กกต. พลิกเกมต่อสู้คดีได้ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ

ส่วนการเลือกตั้งเป็นความลับหรือไม่ ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ เป็นข้อสำคัญแห่งคดี เมื่อคดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พี่น้องประชาชนต้องอดใจรอ เพราะมีกระบวนการและขั้นตอนไต่สวนของศาล หากข้อมูลที่ตนให้ถ้อยคำไป และยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ  หากข้อเท็จจริงยังไม่ชัดแจ้ง  ศาลอาจเรียกตนไปไต่สวนเพิ่มเติมได้  เป็นไปตาม พรป.วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561

ส่วนที่ถามว่า รหัสบาร์โค้ดหรือรหัสคิวอาร์โค้ด ในเชิงระบบเทคโนโลยี สามารถล้วงข้อมูลประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ได้หรือไม่  ดร.ณัฏฐ์ อธิบายว่า กรณีบัตรเลือกตั้งสองรูปแบบที่มีรหัสบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด สามารถพิสูจน์ได้ โดยใช้พยานนิติวิทยาศาสตร์โดยใช้เทคโนโลยีด้านความปลอดภัยสูงมาตรวจสอบได้  โดยจุดชี้ขาดของคดี อยู่ที่ “บัตรเลือกตั้ง”  “ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง” และ “บัญชีรายชื่อของประชาชนผู้ใช้สิทธิ” ประกอบกันเท่านั้น โดยระเบียบ กกต.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2566 ข้อ 129 วรรคสอง ข้อ 132 ให้อำนาจ กกต.ในการจัดพิมพ์โดยใช้รหัสพิเศษโดยกำหนดให้มี เล่มที่… เลขที่.. ลำดับที่…ด้านบนของต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง และมีที่ลงลายมือชื่อของ กปน.  หากตรวจสอบเฉพาะบัตรเลือกตั้ง ของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งขณะหย่อนบัตร ยืนยันว่า ไม่อาจตรวจสอบได้ว่า เลือกพรรคการเมืองใด หรือผู้สมัครรายใด ถือเป็นความลับ ไม่ชัดรัฐธรรมนูญมาตรา 83 วรรคสอง ประกอบมาตรา 85 วรรคหนึ่ง

ส่วนประเด็นที่ตรวจสอบวันเลือกตั้งซ่อมแห่งหนึ่ง โดยกลุ่มบุคคล ใช้วิธีบันทึกภาพวีดีโอของประชาชนใช้สิทธิเลือกตั้ง ทุกคนที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เป็นการละเมิดสิทธิตามกฎหมาย PDPA โดยเทคนิคที่ใช้ ให้คนแรก จำรหัส 3 ตัวท้าย และถ่ายซูม

รหัสบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เป็นวิธีที่ผิดกฎหมาย ซึ่งทราบว่า กกต.ได้มอบให้ฝ่ายกฎหมาย กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินีคดีอาญากับนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.กับพวก ในหลายข้อหา

ทั้งวิธีแก้เกม โดย การจัดจำลองการเลือกตั้ง ของนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร กมธ.พัฒนาการเมือง วุฒิสภา โดยมีนายสมชัย  ศรีสุทธิยากร เป็นวิทยากร หากเป็นเชิงวิชาการ สามารถทำได้ หากนำมาหักล้างว่า การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ ไม่มีกฎหมายรองรับ และพยานหลักฐานที่จัดจำลองขึ้น ไม่สามารถนำมาเป็นพยานหลักฐานในชั้นศาลได้  เป็นเพียงสภาโจ๊ก ตลก บริโภค เป็นเพียง “ละครลิง”ฉากหนึ่ง เท่านั้น ไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณะ

ส่วนที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.กับพวก ถูก อธิบดีกรมการปกครอง มอบอำนาจให้ฝ่ายกฎหมายไปกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สน.บางพลัด ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาและ พรบ.คอมพิวเตอร์ ในปมปั่นกระแสรายชื่อหลุดในตลาดมืดนั้น ดร.ณัฏฐ์ กล่าวว่า การปล่อยกระแสว่ารายชื่อประชาชน หลุดถึง 52 ล้านราย ในตลาดมืด เพื่อให้เป็นประเด็นชี้นำการเลือกตั้งไม่เป็นความลับ แต่เมื่อปั่นกระแสและกรมการปกครองตรวจสอบแล้วว่า เป็นข้อมูลเท็จ นายสมชัยฯกับพวก ต้องรับผิดชอบในผลกรรม เพราะทำตนเอง ไม่มีใครไปกลั่นแกล้ง นายสมชัยฯ จะปั่นจักรยานไปเลี้ยงหลานหรือจะปั่นไปเที่ยวพักผ่อนที่ไหน ก็ไม่มีใครว่า แต่อย่าหาทำอีก ทำให้ตนเองเดือดร้อนเพราะถูกดำเนินคดีอาญา ทั้งยังให้พี่น้องประชาชนตื่นตระหนกตกใจและสับสนอีก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หากเจาะลึกความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายเลือกตั้ง พบว่า ดร.ณัฐวุมิ วงศ์เนียม สำเร็จการศึกษาในระดับเนติบัณฑิตไทย (นบท.) สมัยที่ 57 สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา โดยพบว่า สำเร็จปริญญาเอกหลายสาขา โดยพบฐานข้อมูลดุษฎีนิพนธ์ด้านกฎหมายและรัฐศาสตร์ เชิงประจักษ์ ดังนี้

ปริญญาเอกปรัชญาดุษฎีบัณฑิตสาขาการเมือง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เขียนวิจัยดุษฎีนิพนธ์เรื่อง “บทบาทคณะกรรมการการเลือกตั้งในการสร้างความเป็นธรรมต่อกระบวนการเลือกตั้งในประเทศไทย” (2556)  โดยมี ศ.ดร.ชัยอนันท์ สมุทวาณิช,รศ.ดร.ชัยชนะ อิงควัต และ รศ.ดร.สุรพล ราชภัณฑารักษ์ อาจารย์ที่ปรึกษาหลัก/ร่วม โดยมี ศ.พิเศษ นรนิติ เศรฐบุตร ประธานกรรมการสอบดุษฎีนิพนธ์ ศ.ดร.สมบูรณ์ สุขสำราญ เป็นกรรมการ

ปริญญาเอกทางด้านกฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขียนวิจัยดุษฎีนิพนธ์เรื่อง “บทบาทคณะกรรมการการเลือกตั้งในการอำนวยความยุติธรรมกระบวนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” (2564)  โดยมี ศ.ดร.อุดม รัฐอมฤต , ศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ อาจารย์ที่ปรึกษาหลัก/ร่วม โดยมี ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ ประธานกรรมการสอบดุษฎีนิพนธ์ ศ.ณรงค์ ใจหาญ และ ดร.เชาวนะ ไตรมาศ เลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญ(ขณะนั้น) เป็นกรรมการ

ปริญญาเอกรัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิตสาขารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย เขียนวิจัยดุษฎีนิพนธ์เรื่อง “การพัฒนาการตรวจสอบพยานหลักฐานการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามหลักอริยสัจ 4 ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง”(2566) โดยมี รศ.ดร.ธัชชนันท์ อิศรเดช ,ผศ.ดร.เกษฎา ผาทอง อาจารย์ที่ปรึกษาหลัก/ร่วม โดยมี ศ.ดร.พระมหาบุญเลิศ อินทปัญโญ (ขณะนั้น) ประธานกรรมการสอบดุษฎีนิพนธ์ รศ.ดร.สุกิจ ชัยมุกสิก ผศ.ดร.สมภพ  ระงับทุกข์ เป็นกรรมการ เหล่านี้เป็นต้น

ทั้งพบข้อมูลระหว่างศึกษาปริญญาเอกด้านกฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศึกษาดูงานพื้นที่จริงและเก็บตัวอย่างงานวิจัย รวมถึงได้สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายเลือกตั้งในต่างประเทศ ภาคพื้นยุโรป อาทิ อังกฤษ สกอตแลนด์ เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม และเยอรมัน เป็นต้น  

ด้านวิชาการ เป็น อาจารย์พิเศษ บรรยายพิเศษด้านกฎหมายมหาชนและรัฐศาสตร์การเมืองการปกครอง โดยเฉพาะวิชากฎหมายมหาชนระดับสูง อาทิ รัฐธรรมนูญ ปกครอง พรรคการเมือง และกฎหมายเลือกตั้ง เป็นต้น รวมถึงภาควิชารัฐศาสตร์สาขาการเมืองการปกครอง ในระดับปริญญาตรี ปริญญาโทและปริญญาเอก สถาบันของรัฐและเอกชน นับตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมา อย่างต่อเนื่องถึงปัจจุบัน ส่วนในหลักสูตรนักบริหารระดับสูง เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิจัยส่วนบุคคล หลักสูตรพัฒนาการเลือกตั้งระดับสูง(พตส.) นับตั้งแต่รุ่น 5 ถึงรุ่น 9 รวมถึงหลักสูตรของสถานันอื่นด้วย

ด้านภาคปฏิบัติ เป็นมือกฎหมายระดับพญาครุฑ ที่มีประสบการณ์สูงในชั้นศาลทำหน้าที่ทั้งว่าต่างและแก้ต่างในคดีสำคัญระดับประเทศจำนวนมาก อย่างต่อเนื่องถึงปัจจุบัน โดยพบว่า มีประสบการณ์ทำงานมานาน ไม่น้อยกว่า 30 ปี  รวมถึงผ่านประสบการณ์เป็นที่ปรึกษากฎหมายให้ระดับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการหลายกระทรวง ทั้งยังเคยทำหน้าที่กลั่นกรองคดีเลือกตั้ง เป็นคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดฯ ชุดที่ 12  ระหว่าง 2562-2564 ของ กกต.อีกด้วย

#รัฐธรรมนูญ #กฎหมายมหาชน #คดีรัฐธรรมนูญ #คดีเลือกตั้ง สส.69  #พยานคนกลาง #พยานสั่งการ  #พยานผู้เชี่ยวชาญในคดีเลือกตั้ง #พยานฝ่าย กกต. #ผู้ตรวจการแผ่นดิน #กกต. #ศาลรัฐธรรมนูญ #ดร.ณัฎฐ์ #ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม #ชนินทร์ น้อยเล็ก #แสวงบุญมี #สมชัย ศรีสุทธิยากร

ศุภมาส ลาออกสส.ปาร์ตี้ลิสต์ เปิดทาง พงศกร อรรณนพพร ขึ้นมาเป็นแทน

ศุภมาส ลาออกสส.ปาร์ตี้ลิสต์ เปิดทาง พงศกร อรรณนพพร ขึ้นมาเป็นแทน

ศุภมาส ลาออกสส.ปาร์ตี้ลิสต์ เปิดทาง พงศกร อรรณนพพร ขึ้นมาเป็นแทน

วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.25 น.

“ศุภมาส” แจ้งลาออกสส.บัญชีรายชื่อ ต่อประธานสภาฯแล้ว “พงศกร อรรณนพพร” เลื่อนขึ้นแทน

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ทำหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร (ผ่านเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร) เพื่อขอลาออกจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน2569 เป็นต้นไป

       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โดยมี นายพงศกร อรรณนพพร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อลำดับ 23 เลื่อนขึ้นมาทำหน้าที่แทน

เปิดโฉม พิบูลย์ รัชกิจประการ น้องชายพิพัฒน์ ขยับเป็น สส.แทนวราวุธ

เปิดโฉม พิบูลย์ รัชกิจประการ น้องชายพิพัฒน์ ขยับเป็น สส.แทนวราวุธ

เปิดโฉม พิบูลย์ รัชกิจประการ น้องชายพิพัฒน์ ขยับเป็น สส.แทนวราวุธ

วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.13 น.

16 เมษายน 2569 หลัง นายวราวุธ ศิลปอาชา สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ลำดับที่ 3 ลาออกจากตำแหน่ง สส.เพื่อไปทำหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมอย่างเต็มที่ ในส่วนของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่ง สส.แทน ได้แก่ นายพิบูลย์ รัชกิจประการ ซึ่งอยู่ในบัญชีรายชื่อลำดับที่ 22

สำหรับนายพิบูลย์ เป็นน้องชาย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม และเป็นบิดาของ นายพีรพัฒน์ รัชกิจประการ สส.สตูล เขต1 พรรคภูมิใจไทย

ทั้งนี้ การเป็น สส.ของนายพิบูลย์ ครั้งนี้ ถือเป็นสมัยที่ 3 โดยหลังจากขยับจากการเมืองท้องถิ่น นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองสตูล มาลงสมัคร สส. นายพิบูลย์ได้รับเลือกตั้งเป็น สส.สตูล มาแล้ว 2 ครั้ง คือ ปี 2562 และปี 2566 ก่อนที่จะลงสมัครแบบบัญชีรายชื่อในครั้งนี้ (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : วราวุธ ยื่นไขก๊อกปาร์ตี้ลิสต์ เลื่อน พิบูลย์ รัชกิจประการ เป็นแทน)

วราวุธ ยื่นไขก๊อกปาร์ตี้ลิสต์ เลื่อน พิบูลย์ รัชกิจประการ เป็นแทน

วราวุธ ยื่นไขก๊อกปาร์ตี้ลิสต์ เลื่อน พิบูลย์ รัชกิจประการ เป็นแทน

วราวุธ ยื่นไขก๊อกปาร์ตี้ลิสต์ เลื่อน พิบูลย์ รัชกิจประการ เป็นแทน

วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.50 น.

16 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (16 เม.ย.) ตนได้ยื่นลาออกจากการเป็น สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เนื่องจากดูจากสถานการณ์รัฐบาล เมื่อรัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้วเสร็จครบถ้วนกระบวนความ รวมถึงจะได้ทำงานในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมได้อย่างเต็มที่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนายวราวุธ ลาออกจาก สส.บัญชีรายชื่อ ทำให้ต้องมีการเลื่อนผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในลำดับที่ 22 เข้ามาเป็น สส.แทน คือ นายพิบูลย์ รัชกิจประการ น้องชายของ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รวมถึงยังเป็นบิดาของ นายพีรพัฒน์ รัชกิจประการ สส.สตูล พรรคภูมิใจไทย

ผบ.ทร.ลั่น!ปิดก็คือปิด ย้ำคำ นายกฯ ไม่เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชาเด็ดขาด

ผบ.ทร.ลั่น!ปิดก็คือปิด ย้ำคำ นายกฯ ไม่เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชาเด็ดขาด

ผบ.ทร.ลั่น!ปิดก็คือปิด ย้ำคำ นายกฯ ไม่เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชาเด็ดขาด

วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.10 น.

“ผบ.ทร.”ย้ำคำ”นายกฯ” ไม่เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชาเด็ดขาด ลั่น!ปิดก็คือปิด ไม่มีเปิดเฉพาะกิจ และจะไม่ยอมโอนอ่อนผ่อนตามต่อฝ่ายตรงข้าม

16 เมษายน 2569 พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) กล่าวถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีออกมายืนยันว่า จะไม่มีการเปิดด่าน หลังมีกระแสข่าวที่ สมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ส่งคนสนิทมาเจรจาฝ่ายไทย เพื่อขอเปิดด่านที่ จ.ตราด ว่า กองทัพเรือยึดมั่นตามนโยบายของรัฐบาลอย่างชัดเจน ซึ่งจะไม่เปิดด่านเด็ดขาด โดยได้ปฏิบัติการตามที่รัฐบาลได้สั่งการมา ซึ่งตนได้สั่งการเด็ดขาด เพราะว่า เราไม่เคย และจะไม่ยอมที่จะโอนอ่อนผ่อนตามต่อฝ่ายตรงข้าม ไม่ว่าจะมีผลประโยชน์อะไร จะไม่ยอมให้เกิดการเหตุการณ์แบบนั้นกับกองทัพเรือเด็ดขาด

ส่วนกระแสข่าวที่ระบุว่า มีการพยายามขอเจรจา และมีการรายงานผู้บังคับบัญชาแล้วนั้น ผบ.ทร.กล่าวว่า น่าจะเป็นกระแสข่าว แต่ยืนยันว่า ตนเองไม่เคยได้รับรายงานเรื่องนี้มาก่อน เมื่อถามย้ำว่า รวมไปถึงการไม่เปิดด่านเฉพาะกิจด้วยใช่หรือไม่ ผบ.ทร.ย้ำว่า “เราปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาลชัดเจน ปิดก็คือปิด”