แสนดี ขึ้นรถแห่ช่วย ชัชชาติ ลุยเขตจอมทอง-บางขุนเทียน

แสนดี ขึ้นรถแห่ช่วย ชัชชาติ ลุยเขตจอมทอง-บางขุนเทียน

แสนดี ขึ้นรถแห่ช่วย ชัชชาติ ลุยเขตจอมทอง-บางขุนเทียน

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.48 น.

‘แสนดี’ ขึ้นรถแห่ช่วย ‘ชัชชาติ’ หาเสียงวันแรก ลุยเขตจอมทอง-บางขุนเทียน 

วันนี้ (6 มิ.ย.69) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เบอร์ 9 พร้อมด้วย นายแสนปิติ สิทธิพันธุ์ บุตรชาย ได้ขึ้นรถแห่หาเสียงที่เขตจอมทองและเขตบางขุนเทียน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่นายแสนปิติ มาช่วยบิดาหาเสียง ภายหลังสำเร็จการศึกษาจากประเทศสหรัฐอเมริกา 

แสนปิติ สิทธิพันธุ์

โดยกำหนดการการลงพื้นที่ในวันนี้ ช่วงเช้านายชัชชาติ จะหาเสียงที่เขตจอมทอง ขึ้นรถแห่ไปพบชาวชุมชนเคหะธนบุรี 1-5 และช่วงบ่ายจะขึ้นรถแห่ไปในพื้นที่บางขุนเทียน บางบอน เซ็นทรัลพระราม 2 และตลาดพิบูลย์ 4

แสนปิติ สิทธิพันธุ์
แสนปิติ สิทธิพันธุ์

ยืนยันสำเร็จกว่า 8.45 ล้านราย รัฐบาลเปิดเช็กสถานะบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569

ยืนยันสำเร็จกว่า 8.45 ล้านราย รัฐบาลเปิดเช็กสถานะบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569

ยืนยันสำเร็จกว่า 8.45 ล้านราย รัฐบาลเปิดเช็กสถานะบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.42 น.

รัฐบาลเปิดเช็กสถานะบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 ยืนยันสิทธิสำเร็จแล้วกว่า 8.45 ล้านราย รอผล 17 ก.ค. นี้

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กรมการปกครอง เปิดระบบผ่านเว็บไซต์ web-app.bora.dopa.go.th หรือ QR Code และใช้ ThaiD ในการเข้าใช้งาน สำหรับประชาชนกลุ่มตกหล่น ซึ่งจะสามารถเข้าลงทะเบียนเองได้  ส่วนประชาชนที่ไม่พร้อมตามช่องทางนี้ ขอให้รอเจ้าหน้าที่กระทรวงมหาดไทย จะนัดหมายไปหาในพื้นที่/ที่บ้าน   รวมทั้งจะช่วยเหลือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (รายเดิม) ในการยืนยันตัวตนด้วย

ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (รายเดิม) ยังสามารถตรวจสอบสถานะการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ได้ผ่านเว็บไซต์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th หรือ welfare.mof.go.th โดยพิสูจน์ตัวตนผ่านแอปพลิเคชัน ThaiD หรือกรอกเลขประจำตัวประชาชนและวันเดือนปีเกิด

บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

ระบบจะแสดงผลสถานะการลงทะเบียน 3 รูปแบบ ได้แก่ 

1) “ยืนยันการลงทะเบียนเรียบร้อย” ให้รอผลการตรวจสอบคุณสมบัติโดยไม่ต้องดำเนินการเพิ่มเติม และติดตามประกาศผลในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 

2) “ข้อมูลตามบัตรประชาชนไม่ถูกต้อง” ให้ดำเนินการลงทะเบียนใหม่ และ 

3) “อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลตามบัตรประชาชนของผู้ลงทะเบียน” ให้กลับมาตรวจสอบสถานะอีกครั้งในวันถัดไป

ทั้งนี้ ผู้ลงทะเบียนไม่จำเป็นต้องดำเนินการผ่านช่องทางเดิม หากไม่สามารถดำเนินการได้ด้วยตนเอง สามารถติดต่อหน่วยรับลงทะเบียนของธนาคารที่เข้าร่วมโครงการทั้ง 5 แห่ง เพื่อขอรับความช่วยเหลือได้

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า กระทรวงการคลังรายงานความคืบหน้าการเปิดรับลงทะเบียนยืนยันสิทธิ ระหว่างวันที่ 4–5 มิถุนายน 2569 ณ เวลา 24.00 น. พบว่า มีผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิมลงทะเบียนแล้วรวม 8,865,427 ราย โดยในจำนวนนี้ยืนยันสิทธิสำเร็จแล้ว 8,454,728 ราย หรือคิดเป็นกว่าร้อยละ 95 ของผู้ลงทะเบียนทั้งหมด ขณะที่ผู้ที่ระบบแสดงสถานะ “ยืนยันการลงทะเบียนเรียบร้อย” ไม่ต้องดำเนินการเพิ่มเติม ขอให้รอผลการตรวจสอบคุณสมบัติในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569

มาร์ค หนุนรัฐปราบนอมินีต่างชาติ เตือนอย่าสร้างภาพลักษณ์เชิงลบกระทบท่องเที่ยว

มาร์ค หนุนรัฐปราบนอมินีต่างชาติ เตือนอย่าสร้างภาพลักษณ์เชิงลบกระทบท่องเที่ยว

มาร์ค หนุนรัฐปราบนอมินีต่างชาติ เตือนอย่าสร้างภาพลักษณ์เชิงลบกระทบท่องเที่ยว

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.34 น.

‘อภิสิทธิ์’ เห็นด้วย ‘นายกฯ’ ลั่นวาจาปราบ ‘นอมินีต่างชาติ’ แต่ขออย่าผูก ‘กระแส – อารมณ์’ หวั่นเกิดภาพลักษณ์น่ากลัว – เข้าใจผิดในบางพื้นที่ท่องเที่ยว ด้าน ‘อนุชา’ ชูแอพ ‘ส่องรัฐ’ สแกน-สกัดโกงในกทม. 

6มิ.ย.2569 ที่สวนหลวงร.9 เขตประเวศ กทม. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์กรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และอาชญากรรมข้ามชาติ ที่ประกาศไม่ให้ต่างชาติเข้ามาใช้คนไทยเป็นนอมินีในประเทศว่า เป็นปัญหาที่เราฟังคำร้องเรียนมาจากหลายพื้นที่ ซึ่งปัญหานี้อยู่ที่การบังคับใช้กฎหมาย ส่วนหนึ่งก็เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ อีกส่วนก็ต้องยอมรับว่ามีคนไทยเข้าไปร่วมในกระบวนการเหล่านี้ สนับสนุนให้รัฐบาลจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจัง แต่ไม่อยากให้การทำเรื่องนี้ ไปผูกกับการสร้างกระแส หรือ อารมณ์ ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง แต่ไม่อยากให้เกิดภาพลักษณ์ความเข้าใจผิดหรือความน่ากลัว เช่น พื้นที่ท่องเที่ยวที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กัน ก็มีปัญหามากขึ้นเพราะกลายเป็นว่าคนไม่กล้าไปท่องเที่ยวเพราะคิดว่าเป็นดินแดนมาเฟีย แต่อีกส่วนเราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า คนต่างชาติไม่ว่าจะเป็นแรงงาน นักลงทุน ก็มีความจำเป็นในระบบเศรษฐกิจของเรา 

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

“ก็ต้องให้ชัดเจนว่า เมื่อเข้ามาแล้วต้องปฏิบัติตามกฏหมาย และรัฐบาลต้องออกแบ่งนโยบาย การลงทุนหรือเข้ามาทำงาน เป็นลักษณะของการมาเชื่อมโยงสนับสนุนคนไทย ให้มีโอกาสและมีรายได้มากขึ้น มีช่องทางในการทำธุรกิจมากขึ้น มากกว่ามาสร้างเป็นอาณาจักรของตัวเอง ทำให้คนไทยรู้สึกต่อต้าน” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ด้านนายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงช่วงการหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่ากทม. และทีมส.ก. มีการกล่าวหาเรื่องส่วย และการทุจริตในพื้นที่กรุงเทพมหานครว่า เรื่องของนโยบาย 5 ข้อ 5 เรื่อง เรื่องที่เราให้ความสำคัญ หลังจากที่นายอภิสิทธิ์ ได้กลับเข้ามาทำงานในด้านการเมืองที่สุจริต รวมไปถึงท้องถิ่นก็เช่นเดียวกัน ด้วยตรวจสอบได้ และก่อนหน้านี้พรรคประชาธิปัตย์ได้มีการเปิดแอพแอพพลิเคชั่นส่องรัฐ ถือเป็นจุดตั้งต้นให้เห็นว่าเราเอาจริง ไม่ใช่แค่การเสนอนโยบาย เเต่เราหาทางออกด้วยวิธีให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วม และเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ในอนาคตหากมีการร้องเรียนในประเด็นต่างๆ ตนมั่นใจว่าไม่ใช่เพียงพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น ผู้บริหารทุกระดับสามารถบอกได้ว่า เกิดความผิดปกติตรงไหน ก่อนที่จะมีการร้องเรียน

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

“พรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่พรรคที่รอให้ศาลตัดสินว่าผิดหรือถูก เราสามารถแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองได้ ถือเป็นธรรมเนียมที่พรรคประชาธิปัตย์ทำมาโดยต่อเนื่อง” นายอนุชา กล่าว

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ส่วย ‘รถสูบส้วม’ ยัน ‘เก้าอี้ผอ.เขต’ คริส เปิดผัง ‘ระบบอากง’ จี้ ชัชชาติ รับผิดชอบ

ส่วย 'รถสูบส้วม' ยัน 'เก้าอี้ผอ.เขต' คริส เปิดผัง 'ระบบอากง' จี้ ชัชชาติ รับผิดชอบ

ส่วย ‘รถสูบส้วม’ ยัน ‘เก้าอี้ผอ.เขต’ คริส เปิดผัง ‘ระบบอากง’ จี้ ชัชชาติ รับผิดชอบ

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.34 น.

”คริส“ เปิดหลักฐานแฉ “ระบบอากง” ผู้ว่าฯเงา รัน กทม.หลังฉาก โยงแต่งตั้ง ผอ.เขต-เรียกเก็บผลประโยชน์ในสำนักงานเขต พร้อมปล่อยคลิปเสียงต่างด้าวจ่าย 2พันแลกขายของ-จ่าย 5หมื่นแลกใบอนุญาต“ บอก ”ชัชชาติ“ ต้องเด็ดขาดไล่ระบบอากงออกจาก กทม.

วันที่ 6 มิ.ย.69 เวลา 10.00น. ณ อาคาร M Group นายคริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ และประธานพรรคเศรษฐกิจ แถลงข่าวเปิดหลักฐาน ปฏิบัติการ ทุบ! ระบอบอากง เปิดแผลทุจริต กทม. โดยระบุว่า ระบบอากง เป็นเครือข่ายอำนาจภายในกรุงเทพมหานครที่เชื่อมโยงกับหลายสายงาน ทั้งโยธา ตลาด สภากทม. งบประมาณ และบริษัทรับงานต่าง ๆ จนเปรียบเสมือนมีบุคคลบางกลุ่มเป็นผู้รันการบริหารงานของ กทม.อยู่เบื้องหลัง ขณะที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นเพียงผู้ลงนามในทางเอกสารเป็นเะียงผู้ว่าฯเงา เท่านั้น

คริส โปตระนันทน์

นายคริส กล่าวว่า วันนี้ต้องตั้งคำถามให้ชัดว่า แท้จริงแล้วใครเป็นผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ระหว่างผู้ว่าฯ กทม. หรือ “อากง” ซึ่งเป็นข้าราชการการเมืองที่ได้รับการแต่งตั้งขึ้นมา โดยอ้างว่าอากงไม่ได้ทำงานเพียงลำพัง แต่ยังมีบุคคลอีกคนหนึ่งที่พรรคเรียกว่า “ป ร” ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในระบบดังกล่าว

นายคริสได้นำชาร์จผังเปิดเผย โดยอธิบายว่า ผังที่มาให้ดูวันนี้ไม่ใช่ผังการทำงานเพื่อประชาชน แต่เป็น “ผังทำมาหากินแบบเส้นเลือดฝอย” เครือข่ายดังกล่าวแทรกซึมอยู่ในสำนักงานเขตต่าง ๆ และเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งผู้อำนวยการเขต โดยเฉพาะกรณีที่มีผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตร้องเรียนมายังพรรคเศรษฐกิจ โดยกล่าวว่า หากต้องการขึ้นเป็น ผอ.เขต จะต้องถูกเรียกไปพูดคุยในสถานที่เซฟเฮาส์แห่งหนึ่งย่านสุทธิสาร โดยมีการเก็บโทรศัพท์ก่อนเข้าไปพูดคุย และหลังจากนั้นจะมีผลลัพธ์เพียง 2 ทาง คือ ได้ขึ้นตำแหน่ง หรือไม่ได้ขึ้นตำแหน่ง

คริส โปตระนันทน์

นายคริส อ้างว่า ผู้ที่ปฏิเสธไม่เข้าร่วมระบบ หรือไม่ยอมจ่ายเงิน 4 กิโล จะไม่ได้รับการแต่งตั้งแต่ถ้าจ่าย 4 กิโล ก็จะได้รับการแต่งตั้งตำแหน่ง ผอ.เขต พร้อมย้ำว่าไม่ได้หมายความว่าข้าราชการ กทม.ทุกคนไม่ดี เพราะยังมีข้าราชการจำนวนมากที่ตั้งใจทำงาน สุจริต และไม่ต้องการเข้าไปอยู่ในระบบดังกล่าว

นายคริส ยังกล่าวถึงตัวเลข “4 กิโล” หรือ 4 ล้านบาท ที่เคยเปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า เป็นข้อมูลจากผู้ช่วยเขตที่ไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็น ผอ.เขต และมาร้องเรียนกับพรรค โดยตั้งคำถามว่า หากตำแหน่ง ผอ.เขตมีต้นทุนสูงถึงหลักล้านบาท ก็ย่อมต้องมีการหาผลประโยชน์กลับคืนจากพื้นที่ เนื่องจากเงินเดือนปกติของ ผอ.เขตไม่สามารถทำให้คุ้มทุนได้

คริส โปตระนันทน์

นายคริส กล่าวว่า ในสำนักงานเขตมีหลายฝ่ายที่อาจถูกใช้เป็นช่องทางแสวงหาผลประโยชน์ โดยเฉพาะฝ่ายโยธา ฝ่ายเทศกิจ ฝ่ายรักษาความสะอาด และฝ่ายสิ่งแวดล้อม พร้อมยกตัวอย่างข้อร้องเรียนที่พรรคได้รับ เช่น การเรียกรับเงินจากงานสูบส้วม การนำรถของ กทม.ไปให้บริการเอกชน การเรียกเก็บเงินจากร้านอาหารในเรื่องบ่อดักไขมัน ใบอนุญาตสะสมอาหาร ตู้หยอดเหรียญ การขออนุญาตก่อสร้าง ต่อเติม หรือรื้อถอนอาคาร รวมถึงการค้าขายของต่างด้างบนทางเท้าโดยเปิดคลิปเสียงที่บอกว่าจ่ายเงิน 500-2,000 บาท แลกค้าขายได้

โดยเฉพาะฝ่ายโยธา นายคริส ระบุว่าเป็น “พระเอก” ของระบบผลประโยชน์ เพราะเกี่ยวข้องกับการออกใบอนุญาตก่อสร้างจำนวนมากในแต่ละปี แม้ กทม.จะมีระบบยื่นขออนุญาตออนไลน์เพื่อลดการพบกันระหว่างผู้ขออนุญาตกับเจ้าหน้าที่ แต่ในทางปฏิบัติยังมีข้อร้องเรียนว่า หากไม่ไป “เคลียร์” ก็อาจถูกเตะถ่วง หรือไม่ได้รับการอนุมัติ พร้อมเปิดคลิปเสียงประชาชนรายหนึ่งที่อ้างว่าถูกเรียกเงิน 50,000 บาท เพื่อดำเนินการเรื่องใบอนุญาต

คริส โปตระนันทน์

ทั้งนี้ยังมีการบอกว่า แต่ละฝ่ายจะมีรายได้ต่างกันโดยฝ่ายเทศกิจจะมีมีรายได้ต่อเดือน 4-5 แสนบาท ฝ่ายรักษา 3-4 แสนบาท ซึ่งมาจากการรับงานนอก ฝ่ายสิ่งแวดล้อมเดือนละ 5 แสนบาท ขณะที่ฝ่ายโยธาทำรายได้สูงสุดถึงปีละ 10 ล้านบาท

นายคริส กล่าวว่า สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าประชาชนถูกขูดรีดในหลายขั้นตอน และคำถามสำคัญคือเงินเหล่านี้ไหลไปที่ใด พร้อมยืนยันว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นในหลายสำนักงานเขต และนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้ เพราะเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของ กทม.

คริส โปตระนันทน์

นอกจากนี้ นายคริส ยังเปิดประเด็นเรื่องการแต่งตั้งและโยกย้าย ผอ.เขต โดยอ้างถึงกรณีคำสั่งโยกย้ายเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ซึ่งมีข้าราชการถูกโยกย้าย 25 คน และมีผอ.เขต 16 ราย ก่อนที่คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมกรุงเทพมหานคร หรือ ก.พ.ค. กทม. จะมีคำวินิจฉัยให้ กทม.ยกเลิกคำสั่งดังกล่าวภายใน 30 วัน เนื่องจากกระบวนการคัดเลือกมีปัญหาเรื่องหลักเกณฑ์

นายคริส ระบุว่า แม้ กทม.จะมีคำสั่งยกเลิก แต่กลับมีคำสั่งให้บุคคลกลุ่มเดิม (16 ผอ.เขต)ไปปฏิบัติหน้าที่หรือติดตามงานในเขตเดิมอยู่ดี โดยตั้งข้อสังเกตว่านี่คือการท้าทายคำวินิจฉัยของ ก.พ.ค. และเป็นการทำให้บุคคลเหล่านั้นยังคงปฏิบัติหน้าที่เสมือนเป็น ผอ.เขต แม้ในทางคำสั่งจะถูกย้ายออกไปแล้วก็ตาม

คริส โปตระนันทน์

นายคริส กล่าวต่อว่า จากวันที่มีคำสั่งยกเลิก จนถึงวันที่ 30 เมษายน 2569 เวลาเพียง 9 วัน ได้มีการแต่งตั้งบุคคลกลุ่มเดิมกลับเข้าไปดำรงตำแหน่งอีกครั้ง โดยตั้งคำถามว่า กทม.ได้เปิดรับสมัครใหม่จริงหรือไม่ มีผู้สมัครรายอื่นหรือไม่ และเหตุใดกระบวนการทั้งหมดจึงสามารถทำเสร็จได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน ทั้งที่ตามขั้นตอนต้องมีการรับสมัคร ตรวจคุณสมบัติ ประเมินผลงาน ประเมินศักยภาพ ความประพฤติ จัดลำดับ และนายคริส กล่าวว่า หากกรุงเทพมหานครไม่มีระบบคุณธรรม การบริหารเมืองก็จะเดินต่อไปไม่ได้ เพราะตำแหน่ง ผอ.เขตมีความสำคัญอย่างมาก ไม่เพียงเกี่ยวกับการบริหารงานในพื้นที่ แต่ยังเกี่ยวพันกับเครือข่ายการเมืองและการเลือกตั้งในอนาคตด้วย

ช่วงท้าย นายคริส ระบุว่า พรรคเศรษฐกิจมีหลักฐานจำนวนมากจากประชาชนที่ส่งเข้ามาผ่านสายด่วนของพรรค และจะส่งข้อมูลบางส่วนให้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ เพื่อนำไปดำเนินการต่อ พร้อมยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ได้เพิ่งถูกพูดขึ้นครั้งแรก แต่เรามีอดีต ส.ก.พีรพล กนกวลัย อภิปรายในสภากทม.มาแล้วหลายครั้ง และมีร้องเรียนมานาน เพียงแต่สังคมอาจยังไม่รับรู้ในวงกว้าง

คริส โปตระนันทน์

นายคริส ย้ำว่า หากนายชัชชาติกล้าจริง ต้องประกาศให้ชัดว่าจะกำจัด “ระบบอากง” ออกจากกรุงเทพมหานคร และกลับมาเป็นผู้ว่าฯ ที่บริหารงานด้วยตัวเอง ไม่ใช่ปล่อยให้เครือข่ายใดเครือข่ายหนึ่งรัน กทม.อยู่เบื้องหลัง

นายคริส กล่าวอีกว่า วันนี้เราไม่ได้กล่าวหาข้าราชการ กทม.ทุกคน แต่เรากำลังพูดถึงระบบที่ทำให้คนดีอยู่ยาก คนที่ไม่จ่ายไม่ได้ขึ้น และประชาชนต้องเป็นผู้รับภาระจากการถูกเรียกเก็บผลประโยชน์ในทุกขั้นตอน หากผู้ว่าฯ ยังปล่อยให้เรื่องนี้ดำรงอยู่ ก็ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้

คริส โปตระนันทน์

“ระบอบอากงกินใบอนุญาต และไม่ใช่กินใบอนุญาตอย่างเดียว กินขี้ด้วย กินรถดูดส้วม กินต้นไม้ กินรถขนขยะ ระบอบนี้ยังเกาะกินอยู่แบบนี้ แล้วท่านชัชชาติจะถือตัวเองเป็นพระ จะบริสุทธิ์คนเดียวใน กทม.  แล้วให้พวกเราเลือกท่าน แล้วยังมีระบอบเงาอยู่ข้างหลัง มันไม่ใช่” นายคริส กล่าวทิ้งท้าย

คริส โปตระนันทน์
คริส โปตระนันทน์

อนุชา-อภิสิทธิ์ นำทัพ ปชป. ลุยสวนหลวง ร.9 รับฟังเสียงสะท้อนประชาชน

อนุชา-อภิสิทธิ์ นำทัพ ปชป. ลุยสวนหลวง ร.9 รับฟังเสียงสะท้อนประชาชน

อนุชา-อภิสิทธิ์ นำทัพ ปชป. ลุยสวนหลวง ร.9 รับฟังเสียงสะท้อนประชาชน

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.40 น.

“เจมส์ อนุชา” นำทีมประชาธิปัตย์ ลุยหาเสียงสวนหลวง ร.9 – ตลาดบุญเรือง โชว์ฟิตดึงกล้ามก่อนวิ่งคู่ “อภิสิทธิ์” เผยเล็งนำพื้นที่ว่างเปล่ามาใช้ประโยชน์เพื่อชาวกรุงให้ได้มากที่สุด เชื่อคะแนนยิ่งตามหลัง “ชัชชาติ” คนยิ่งให้กำลังใจ แฟนคลับปชป.ยิ่งกลับมาเลือก 

เมื่อเวลา 06.00 น. วันที่ 6 มิ.ย.ที่สวนหลวง ร.9 นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาธิปัตย์ เบอร์ 5 พร้อมด้วยแกนนำพรรค อาทิ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค ดร.การดี เลี่ยวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค ลงพื้นที่หาเสียงเขตสวนหลวง-ประเวศ โดยมีผู้สมัครสก. ประกอบด้วย

1.เขตสวนหลวง หมายเลข 5 นายณัชกรณ์ เชิดชูกิจกุล

2.เขตประเวศ หมายเลข 5 นายธนวัฒน์ เชิดชูกิจกุล

3.เขตพระโขนง หมายเลข 4 นายตรีสิทธิ์ ศิริวรร​ณ 

4.เขตบางนา หมายเลข 1 นายศิวโรจณ์ แสงจรัสโชติ ร่วมลงพื้นที่ด้วย 

เจมส์ อนุชา

จุดแรก นายอนุชา และคณะ เดินทางไปที่ สวนหลวง ร.9 ถนน เฉลิมพระเกียรติ ร. 9 เพื่อพบปะและรับฟังเสียงสะท้อนปัญหา จากประชาชนที่มาออกกำลังกาย ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนเดินทางมาออกกำลังกายเป็นจำนวนมาก 

โดยเมื่อมาถึง นายอนุชา ได้ร่วมทดลองใช้เครื่องออกกำลังกาย ในโซนฟิตเนสกลางแจ้ง ก่อนสอบถามถึงความต้องการของผู้ที่มาใช้บริการ ที่ร้องขอให้โซนนี้ตั้งอยู่ในที่ร่ม เพื่อรักษาอุปกรณ์ออกกำลังต่างๆ ก่อนจะเดินสำรวจตามเส้นทางภายในสวนหลวง ร.9 ก่อนไปได้พบปะกับกลุ่มผู้สูงอายุที่ออกกำลังกายด้วยการรำไทเก็ก 

เจมส์ อนุชา

นายอนุชา กล่าวว่า จากการได้พบปะประชาชนเช้าวันนี้ ต่างได้ฝากถึง เรื่องการปรับปรุงสถานที่โดยเฉพาะในเรื่องความปลอดภัย ที่อยากให้มีเจ้าหน้าที่คอยดูแลในเรื่องมิจฉาชีพ  และอยากให้เพิ่มในส่วนของกล้องวงจรปิด ก็จะทำให้มีความอุ่นใจมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันยังพบว่าที่สวนแห่งนี้ค่อนข้างที่จะมีผู้สูงอายุมาใช้บริการมากพอสมควร ก็ได้อยากจะขอเพิ่มที่นั่งพักให้มากขึ้นตามจุดต่างๆ พร้อมขอให้มีดูแลพรรณไม้ต่างๆ รวมถึงอาคารสถานที่บางแห่งที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ถนนหนทางต่างๆ ที่อยากให้มีระบบขนส่งสาธารณะเข้ามาเพิ่มเติม เพื่อเชื่อมต่อจากรถไฟฟ้าสายสีเหลือง เข้ามาถึงสวนหลวง ร.9 นอกอยากนี้ยังฝากเรื่องความสะอาดในพื้นที่อีกด้วย 

นายอนุชา ยังกล่าวถึง นโยบายการใข้ประโยชน์จากพื้นที่ว่างเปล่าในกทม. ว่า แต่ละพื้นที่แต่ละเขต ประชาชนมีความต้องการแตกต่างกัน ซึ่งหากมีการรวมกลุ่มกันได้ และตกลงว่าอยากจะพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวนั้นจะที่ว่างเปล่าให้นำมาใช้ประโยชน์ด้านต่างๆ แบบไหน เราก็จะนำมาในเรื่องของแพลตฟอร์ม และเทคโนโลยีต่างๆที่จะสามารถรู้ได้ทันทีว่าแต่ละในพื้นที่นั้นมีความต้องการแบบใด และยังเป็นเทคโนโลยีที่จะทำให้คนได้เข้าถึงข้อมูลข่าวสาร รับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ 

เจมส์ อนุชา

เมื่อถามว่า ยังมีบางพื้นที่ ที่เป็นที่ดินว่างเปล่า ซึ่งมีทำเลดีแต่เป็นที่ดินของเอกชนหรือนิติบุคคล แต่มีการทำในลักษณะปลูกต้นไม้ หรือสวนต่างๆ เพื่อจะไม่ต้องเสียภาษีที่ดินนั้น จะมีแนวนโยบายอย่างไรบ้างที่จะเข้าไปพูดคุยเพื่อทำให้สามารถใช้ประโยชน์ได้ นายอนุชา กล่าวว่า เรื่องนี้เรามีนโยบายคล้ายๆที่จะเรียกว่า วิน วิน กันทั้งสองฝ่าย คือเรื่องของภาษีที่ดิน ภาษีโรงเรือนและภาษีอื่นๆ ที่กทม. เก็บอยู่ตรงนี้ ถ้าสามารถพูดคุยกับประชาชน ในพื้นที่ว่าอยากให้พัฒนาอะไร เราก็จะไปทาบทามกับเจ้าของที่ เพื่อที่จะบอกว่าไม่ต้องไปปลูกสวน แม้การปลูกสวนจะไม่ต้องเสียภาษี แต่ที่ดินนั้นจะไม่ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ ด้วยกันยังมีผู้สมัครสก. 50 เขต ของพรรคที่จะไปเอกซเรย์ดูว่า ยังมีพื้นที่ไหนที่เป็นพื้นที่ว่างเปล่า ยังไม่สามารถทำประโยชน์ได้สูงสุด ก็ต้องลองดูว่าสามารถทำอะไรได้บ้าง 

เมื่อถามถึงกรณีสถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง “เลือกตั้ง กทม. 69: ปัจจัยเชิงพื้นที่กับทิศทางการเลือกผู้ว่าฯ คนใหม่” ที่ผลทำให้ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ยังคงมาแรง นายอนุชา กล่าวว่า ยิ่งดี ยิ่งเราตามมากเท่าไหร่ ทำให้ประชาชนมาให้กำลังใจมากขึ้นเท่านั้น ประชาชนก็ได้บอกว่า ขอให้เรานำเสนอนโยบาย 5 เรื่องใหญ่ๆเพราะโดนใจประชาชน นอกเหนือจากปัญหาการแก้ไขกทม.ซึ่งต้องทำอยู่แล้ว คิดว่าสิ่งที่จะทำต่อเนื่องก็คือการสร้างโอกาสให้กับคนกทม. การสร้างความหวัง การนำไปสู่สิ่งดีๆในอนาคต จึงอยากให้พรรคประชาธิปัตย์ทำแบบนี้ ทั้งในส่วนของผู้ว่าฯกทม.และสก. ในแต่ละพื้นที่ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีวันดีคืน รวมไปถึงแฟนคลับของพรรคที่บอกว่าจะกลับมาเลือก และการที่มาลงพื้นที่พร้อมกับผู้บริหารพรรคเป็นการให้คำมั่นสัญญาว่า เราทำงานเป็นทีม เป็นองคาพยพ เป็นคณะ สิ่งต่างๆเราไม่แค่คิดเอง ทำเอง อยู่แค่ระดับท้องถิ่น แต่เรามีระดับชาติที่ช่วยคิดในเรื่องของยุทธศาสตร์ แต่ถ้ามีปัญหาอะไร ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ผู้บริหารเอง ก็จะเข้ามาจัดการพวกเราอยู่แล้ว 

เจมส์ อนุชา

จากนั้น นายอนุชา และ นายอภิสิทธิ์ ได้วิ่งออกกำลังกายบางช่วง ในสวนหลวงฯ ก่อนมีประชาชน ได้เข้ามาทักทายและขอถ่ายรูป บางคนได้มอบขนมกล้วยตากให้ ได้ลองชิมอย่างเป็นกันเอง ก่อนที่นายอนุชา จะนำคณะขึ้นรถแห่หาเสียง ออกจากสวนหลวง ร.9 ไปที่ วัดตะกล่ำและตลาดบุญเรือง เขต เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร และลงเดินพบปะพ่อค้าแม่ค้า ชาวบ้านที่มาจับจ่ายใช้ส่อยในตลาด โดยได้มีชาวบ้านนำเอาพวงมาลัยดอกดาวเรือง และดอกไม้ต่างๆมามอบให้ ก่อนที่คณะพรรคประชาธิปัตย์ จะเดินทางไปหาเสียงกันต่อที่ บริเวณบองมาร์เช่ มาร์เก็ตพาร์ค เขตจตุจักร 

เจมส์ อนุชา
เจมส์ อนุชา
เจมส์ อนุชา

เปิดผัง ‘ระบบอากง’ ‘คริส’ เอาจริง แฉขบวนการซื้อขายเก้าอี้-ส่วยโยธา กทม.

เปิดผัง ‘ระบบอากง’ 'คริส' เอาจริง แฉขบวนการซื้อขายเก้าอี้-ส่วยโยธา กทม.

เปิดผัง ‘ระบบอากง’ ‘คริส’ เอาจริง แฉขบวนการซื้อขายเก้าอี้-ส่วยโยธา กทม.

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.37 น.

จากกรณีก่อนหน้านี้ที่กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองและโลกออนไลน์ก่อนถึงวันเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. กับการออกมาแฉของ คริส โปตระนันทน์ จากพรรคเศรษฐกิจ เกี่ยวกับ ระบบอากง จนกลายเป็นที่วิพากษย์วิจารณ์อย่างดุเดือดเป็นวงกว้าง

ล่าสุดวันนี้ 6 มิถุนายน 2569 นายคริส โปตระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเศรษฐกิจ ได้จัดแถลงข่าวใหญ่ ณ อาคาร M Group ถนนวิภาวดีรังสิต เพื่อเปิดโปงสิ่งที่เขาเรียกว่า ระบบอากง ซึ่งอ้างว่าเป็นขบวนการทุจริตที่ซับซ้อนภายในกรุงเทพมหานคร

คริส โปตระนันทน์

ในการแถลงข่าวดังกล่าว นายคริสได้นำเสนอข้อมูลผ่านสื่อประกอบหลายชิ้น รวมถึงแผนผังที่ระบุว่าเป็น ผังทำงานหรือทำมาหากิน ซึ่งแสดงโครงสร้างความเชื่อมโยงของบุคคลต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอแผนภูมิขั้นตอนการคัดเลือกข้าราชการ กทม. สู่ตำแหน่งประเภทบริหารและอำนวยการระดับสูง เพื่อประกอบการอธิบายถึงกระบวนการที่เขากล่าวอ้างว่าเกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริตดังกล่าว

นายคริสยังได้นำป้ายข้อความที่ระบุถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เกี่ยวกับการไม่ยอมรับเรื่องทุจริตเรียกรับผลประโยชน์มาประกอบการแถลง เพื่อตั้งข้อสังเกตและแสดงหลักฐานที่เขาเตรียมมา ในระหว่างการแถลงข่าว นายคริสได้แสดงท่าทางและนำเสนอหลักฐานที่เป็นไฟล์เสียงผ่านทางโทรศัพท์มือถือ เพื่อสนับสนุนข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริตที่เกิดขึ้น โดยการแถลงข่าวครั้งนี้ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนหลายสำนักที่มาร่วมบันทึกภาพและทำข่าวอย่างใกล้ชิด

คริส โปตระนันทน์
คริส โปตระนันทน์
คริส โปตระนันทน์
คริส โปตระนันทน์
คริส โปตระนันทน์
คริส โปตระนันทน์
คริส โปตระนันทน์
คริส โปตระนันทน์
คริส โปตระนันทน์

อย่าชะล่าใจ สรศักดิ์ แนะ รัฐ รอบคอบเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับตาม UNCLOS

อย่าชะล่าใจ สรศักดิ์ แนะ รัฐ รอบคอบเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับตาม UNCLOS

อย่าชะล่าใจ สรศักดิ์ แนะ รัฐ รอบคอบเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับตาม UNCLOS

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.19 น.

“สรศักดิ์“ แนะรัฐบาลรอบคอบเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับตาม UNCLOS คัดเลือกนักกฎหมายผู้ประนอมฝ่ายไทยที่มีความเชี่ยวชาญระดับสากลมาปกป้องผลประโยชน์ชาติ 

วันที่ 6 มิถุนายน 2569 นายสรศักดิ์ สมรไกรสรกิจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แสดงความคิดเห็นต่อกรณีที่ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้แถลงข่าวต่อคณะทูต 67 ประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อชี้แจงกรณีที่กัมพูชายื่นเรื่องใช้กระบวนการประนอมภาคบังคับ (Compulsory Conciliation) ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) 

สรศักดิ์

โดยนายสรศักดิ์ ระบุว่า คำแถลงของรัฐมนตรีต่างประเทศที่พยายามบอกว่า “ไทยไม่ได้ถูกลากไป แต่ไปด้วยความมั่นใจ” อาจเป็นเพียงการพูดเพื่อลดแรงกระแทกทางการเมือง เพราะในความเป็นจริงทางกฎหมาย คำว่า “ภาคบังคับ” หมายความว่าไทยไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ และหากไทยไม่ตั้งผู้ประนอมภายใน 21 วัน สหประชาชาติก็จะตั้งตัวแทนให้ไทยอยู่ดี 

นายสรศักดิ์ ยังได้ตั้งข้อสังเกตต่อประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ 3 ประเด็นสำคัญดังนี้

1. การที่ไทยประกาศยกเลิก MOU 44 ฝ่ายเดียว โดยอ้างว่าจะเจรจาภายใต้ “บริบทใหม่” แต่กลับไม่มีกรอบการเจรจาที่เป็นรูปธรรมไปเสนอนั้น ส่งผลให้ไม่มีกรอบการทำงาน (Framework) ระหว่างสองฝ่าย ทำให้กัมพูชาฉวยความชอบธรรมในเวทีโลกทันทีว่าไทยเป็นฝ่ายปิดประตูการเจรจาทวิภาคี และมีสิทธิ์ที่จะไม่รอฟังว่าไทยจะเอาอย่างไรต่อ

2. กรณีที่สีหศักดิ์อ้างว่า กระบวนการประนอมภาคบังคับจะจำกัดเฉพาะเรื่องเส้นเขตแดนและไม่เห็นด้วยที่กัมพูชาจะพ่วงเรื่องพื้นที่พัฒนาร่วม (JDA) เข้ามานั้น เป็นการมองข้ามอนุสัญญา UNCLOS มาตรา 74(3) และ 83(3) ที่ระบุชัดเจนว่าระหว่างที่ยังตกลงเรื่องเขตแดนไม่ได้ รัฐภาคีต้องพยายามทำ “ความตกลงชั่วคราวที่มีลักษณะปฏิบัติ” ซึ่งก็คือ JDA 

3. ที่สีหศักดิ์ระบุว่า “กระบวนการนี้ใช้เวลา 2 ปี แต่ถ้าคุยกันเองทวิภาคีอาจจบเร็วกว่า” ก็ทำให้ต้องย้อนถามว่าในเมื่อรัฐบาลอ้างเองว่าคุยทวิภาคีภายใต้ MOU 44 มา 20 กว่าปีไม่คืบหน้าจนต้องยกเลิก ถ้าอย่างนั้นจะมั่นใจได้อย่างไรว่าถ้าคุยกันเองแบบไม่มีกรอบจะจบได้ภายใน 2 ปี 

ส่วนกรณีที่กระทรวงการต่างประเทศหยิบยกโมเดลข้อพิพาทระหว่าง ติมอร์-เลสเต กับออสเตรเลีย มาเป็นตัวตั้ง โดยมองว่ากระบวนการประนอมภาคบังคับใช้เวลาประมาณ 2 ปีและผลลัพธ์ไม่ผูกมัดทางกฎหมาย (Non-binding) สุดท้ายก็ต้องกลับมาคุยทวิภาคีอยู่ดีนั้น สรศักดิ์กล่าวว่าขอให้พิจารณาอย่างรอบคอบ ในกรณีของติมอร์-เลสเตกับออสเตรเลีย แม้ผลลัพธ์ของคณะกรรมการประนอมจะไม่มีผลผูกมัดในทันที แต่เนื้อหาที่คณะกรรมการตัดสินออกมา กลายเป็น “บรรทัดฐาน” และ “แรงกดดันจากสังคมโลก” ที่บีบให้ออสเตรเลียซึ่งเป็นประเทศใหญ่ยอมถอยและต้องลงนามในความตกลงกับติมอร์-เลสเตในที่สุด ดังนั้นรัฐบาลไทยต้องศึกษาเรื่องนี้ให้ลึกซึ้ง ไม่ใช่มองแค่ว่าผลลัพธ์ไม่ผูกมัดแล้วจะทำอย่างไรก็ได้

นายสรศักดิ์ ย้ำว่า ภายในกรอบเวลา 21 วันนี้ที่ไทยต้องส่งรายชื่อนักกฎหมายระหว่างประเทศ 2 คน เพื่อเป็นผู้ประนอมฝ่ายไทย พรรคประชาชนหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลจะเลือกบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญในระดับสากลอย่างแท้จริง ไม่ใช่เลือกนักกฎหมายที่ไม่กล้าขัดความต้องการ โดยมองข้ามความรู้ความชำนาญด้านกฎหมายที่ทันสมัยต่อพัฒนาการทางกฎหมายทะเล และต้องวางยุทธศาสตร์เชิงรุกทางการทูต อย่าปล่อยให้ประเทศไทยตกเป็นจำเลยในสายตาชาวโลก เราต้องใช้งบประมาณมหาศาลในการต่อสู้ในกระบวนการนี้ ขอให้รักษาผลประโยชน์ของชาติได้อย่างที่ทุกคนคาดหวัง 

มีเตาปรุงน้ำเหล็กหรือยัง อรรถวิชช์ เปิดศึกจี้ถาม ซินเคอหยวน หลังกลับมาเปิดกิจการอีกครั้ง

มีเตาปรุงน้ำเหล็กหรือยัง อรรถวิชช์ เปิดศึกจี้ถาม ซินเคอหยวน หลังกลับมาเปิดกิจการอีกครั้ง

มีเตาปรุงน้ำเหล็กหรือยัง อรรถวิชช์ เปิดศึกจี้ถาม ซินเคอหยวน หลังกลับมาเปิดกิจการอีกครั้ง

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.08 น.

“อรรถวิชช์” จี้ตรวจเข้มเหล็ก “ซินเคอหยวน” ถามชัด “มีเตาปรุงน้ำเหล็กหรือยัง” หลังกลับมาเปิดอีกครั้ง เตือน! อย่าปล่อยเหล็กไม่ได้มาตรฐานวางขายเด็ดขาด

วันที่ 6 มิ.ย.นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติ โพสต์เฟซบุ๊ก โดยกล่าวถึงกรณีบริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล ผู้ผลิตเหล็กที่ใช้สร้างอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งพังถล่มลงจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อปี 2568 ได้กลับมาดำเนินกิจการอีกครั้งว่า เหล็กตึก สตง. ถล่ม ซินเคอหยวน กลับมาเปิดโรงงานแล้ว…คุณมีเตาปรุงน้ำเหล็กแล้วเหรอ?

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี

นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า ตนขอเรียกร้องให้สุ่มตรวจตอนผลิตขายจริง ไม่ใช่แค่การนัดตรวจแบบทดสอบเครื่องจักรเท่านั้น เพราะเหล็กเส้นประเภท IF จะควบคุมประสิทธิภาพได้ดีเมื่อมี “เตาปรุง Ladle Furnace” คือถ้าคุณภาพเศษเหล็กที่นำมาหลอมแย่ มาตรฐานเหล็กที่หลอมออกมาจะไม่สม่ำเสมอ

นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า ช่วงที่ตนทำงานใน “ทีมสุดซอย” เป็นประธานที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมพบว่า “ซินเคอหยวนไม่มีเตาปรุงน้ำเหล็ก” นะครับ!! แล้วสต็อกเหล็กชุดเก่าที่ระบบ QC ยังมีปัญหามันจะออกมาขายแล้วเหรอ?

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี

“เหล็กคือโครงสร้างหลักของบ้านและอาคาร ความปลอดภัยต้องเต็มร้อย อย่าให้มาตรฐานเปลี่ยน!”

บัญชีม้าลดฮวบ รัฐเผยผลงานปราบปราม ต่อเนื่องตั้งแต่ รัฐบาลอนุทิน 1 ลดลงกว่า 66%

บัญชีม้าลดฮวบ รัฐเผยผลงานปราบปราม ต่อเนื่องตั้งแต่ รัฐบาลอนุทิน 1 ลดลงกว่า 66%

บัญชีม้าลดฮวบ รัฐเผยผลงานปราบปราม ต่อเนื่องตั้งแต่ รัฐบาลอนุทิน 1 ลดลงกว่า 66%

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.45 น.

ผลการเดินหน้ากวาดล้างจริงจังตั้งแต่ “รัฐบาลอนุทิน 1”  กดบัญชีม้าลดลงทุกประเภท

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ผลการปราบปรามบัญชีม้าและอาชญากรรมออนไลน์นับตั้งแต่สมัย “รัฐบาลอนุทิน 1” จนถึงปัจจุบัน สะท้อนความจริงจังของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ให้ทุกหน่วยงานบูรณาการทำงานต่อเนื่อง เพื่อหยุดวงจรหลอกลวงประชาชนผ่านระบบการเงินและเทคโนโลยี

รัชดา ธนาดิเรก

จากข้อมูลผลปฏิบัติงานของศูนย์ต่อต้านฉ้อโกงออนไลน์ (Anti Cyber Scam Center) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ระหว่างเดือน ต.ค. 2568 – พ.ค. 2569  พบว่า การตรวจจับบัญชีม้าเชิงรุกผ่านฐานข้อมูล CFR หรือ Central Fraud Registry ซึ่งเป็นฐานข้อมูลกลางที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสถาบันการเงินใช้แลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบว่า มีบัญชีม้าประเภทบัญชีบุคคลธรรมดา 189,887 บัญชี บัญชีนิติบุคคล 10,672 บัญชี และมีธุรกรรมเกี่ยวข้อง 1,140,731 รายการ

ทั้งนี้ ตัวเลขสำคัญคือบัญชีม้าประเภทบัญชีบุคคลธรรมดาลดลง 76.9% บัญชีนิติบุคคลลดลง 88.4% และจำนวนธุรกรรมลดลง 66.1% แสดงให้เห็นว่าการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างตำรวจ หน่วยงานด้านความมั่นคง สถาบันการเงิน หน่วยงานกำกับดูแล และหน่วยงานดิจิทัล เริ่มตัดเส้นทางเงินของขบวนการมิจฉาชีพได้จริง

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ความคืบหน้านี้สอดรับกับการประชุมคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ  ที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธานเมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งที่ประชุมได้หารืออย่างรอบด้านทั้งด้านความมั่นคง การบังคับใช้กฎหมาย การเงิน การฟอกเงิน และภัยไซเบอร์

ที่ผ่านมา จำนวนคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีลดลงจาก 34,478 คดี เหลือ 16,920 คดี หรือลดลง 50.9% ขณะที่มูลค่าความเสียหายลดจาก 2,224 ล้านบาท เหลือ 513 ล้านบาท หรือลดลง 63.2% พร้อมจับกุมผู้ต้องหาขบวนการสแกมเมอร์ 1,494 คดี ยึดเงินสดกว่า 57 ล้านบาท และช่วยเหลือเหยื่อได้ 808 ราย

น.ส.รัชดา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีกำชับให้การปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ทุกประเภทและบัญชีม้าต้องเดินหน้าต่อเนื่อง ไม่ผ่อนแรง และต้องเร่งดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทุกระดับ ตั้งแต่ผู้เปิดบัญชี ผู้จัดหาบัญชีม้า เครือข่ายรับจ้าง ไปจนถึงผู้บงการที่อยู่เบื้องหลัง เพราะความเสียหายไม่ได้หยุดอยู่ที่ตัวเงิน แต่กระทบความปลอดภัยในชีวิตประชาชนและความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม จะต้องใช้ทั้งข้อมูล การบังคับใช้กฎหมาย และการบูรณาการของทุกหน่วยงานตัดวงจรอาชญากรรมออนไลน์ให้ถึงต้นตอ

ผลโพลหนุน 63.7% รัฐบาลเดินหน้า TH-AI Passport แก้ปัญหาปากท้อง

ผลโพลหนุน 63.7%  รัฐบาลเดินหน้า TH-AI Passport แก้ปัญหาปากท้อง

ผลโพลหนุน 63.7% รัฐบาลเดินหน้า TH-AI Passport แก้ปัญหาปากท้อง

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.37 น.

รัฐบาลขานรับผลสำรวจประชาชน 63.7% หนุน TH-AI Passport ย้ำเดินหน้าอย่างโปร่งใส ใช้ AI แก้ปัญหาปากท้อง ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างโอกาสให้คนไทยทุกกลุ่ม

วันนี้ (6 มิถุนายน 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รับทราบผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนโดยสำนักวิจัยซูเปอร์โพล เรื่อง “ความต้องการ AI ของประชาชน” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคนไทยมีความตื่นตัวและเปิดรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างกว้างขวาง โดยประชาชนร้อยละ 91.2 รู้จักหรือเคยได้ยินเกี่ยวกับ AI และร้อยละ 72.5 เคยนำ AI มาใช้ในชีวิตประจำวัน การเรียน การทำงาน หรือการประกอบอาชีพแล้ว สะท้อนว่าประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลและเศรษฐกิจฐานความรู้ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ลลิดา เพริศวิวัฒนา

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ผลสำรวจดังกล่าวยังพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 63.7 เห็นด้วยให้รัฐบาลเดินหน้าโครงการ TH-AI Passport ต่อไป โดยต้องดำเนินการภายใต้หลักความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงานของรัฐบาลที่ยึดหลักธรรมาภิบาลและมุ่งใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือยกระดับคุณภาพชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนทุกกลุ่ม

“รัฐบาลขอขอบคุณประชาชนที่ให้ความสนใจและติดตามการดำเนินงานด้าน AI ของภาครัฐ ผลสำรวจครั้งนี้สะท้อนว่า คนไทยไม่ได้มอง AI เป็นเพียงเทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่เห็นว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงพร้อมเดินหน้าพัฒนาโครงการ TH-AI Passport อย่างรอบคอบ โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยจะให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่ประชาชนได้รับจริงเป็นสำคัญ” นางสาวลลิดา กล่าว

รองโฆษกฯ กล่าวว่า ผลสำรวจยังสะท้อนความต้องการของประชาชนอย่างชัดเจนว่า AI ควรถูกนำมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาปากท้องและยกระดับศักยภาพของประเทศ โดยร้อยละ 91.7 ต้องการให้ภาครัฐส่งเสริมการใช้ AI เพื่อเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน และสร้างโอกาสทางธุรกิจ ร้อยละ 88.5 ต้องการให้ AI ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 87.2 ต้องการให้ทุกคนเข้าถึงความรู้และการใช้งาน AI อย่างเท่าเทียม ร้อยละ 85.3 ต้องการให้ AI ช่วยยกระดับการศึกษาและพัฒนาทักษะแรงงานไทย ขณะที่ร้อยละ 83.1 และ 81.6 ต้องการให้ AI มีบทบาทในการดูแลความปลอดภัยของประชาชนและช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ และผู้พิการ

รัฐบาลจึงพร้อมนำข้อเสนอแนะจากประชาชนมาใช้เป็นแนวทางในการขับเคลื่อนนโยบาย โดยมุ่งเน้น 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ การใช้ AI เพื่อเพิ่มรายได้และลดต้นทุนให้ประชาชน การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล การพัฒนาทุนมนุษย์ผ่านการศึกษาและการยกระดับทักษะแรงงาน รวมถึงการใช้ AI เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยและยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มเปราะบาง

นอกจากนี้ รัฐบาลยังรับทราบข้อเสนอของประชาชนที่ต้องการระบบสนับสนุนด้าน AI อย่างครบวงจร ทั้งการอบรมความรู้ การเข้าถึงเครื่องมือ AI การจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ในชุมชน และการมีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษา โดยจะมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการความร่วมมือเพื่อออกแบบมาตรการสนับสนุนที่ตอบโจทย์ประชาชนในทุกพื้นที่

“รัฐบาลมองว่า TH-AI Passport ไม่ใช่เพียงโครงการด้านเทคโนโลยี แต่เป็นการลงทุนเพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศในระยะยาว เป็นกลไกสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้คนไทยสามารถใช้ AI เพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันในโลกยุคใหม่ รัฐบาลจะเดินหน้าสร้างระบบนิเวศด้าน AI ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม โปร่งใส และเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง” นางสาวลลิดา กล่าว.