ความจริงก็คือความจริง! ต่อศักดิ์ ยันไม่เคยซื้อขายตำแหน่ง ปัดมีเซฟเฮ้าส์ บ้านเดียวอยู่สุทธิสาร

ความจริงก็คือความจริง! ต่อศักดิ์ ยันไม่เคยซื้อขายตำแหน่ง ปัดมีเซฟเฮ้าส์ บ้านเดียวอยู่สุทธิสาร

ความจริงก็คือความจริง! ต่อศักดิ์ ยันไม่เคยซื้อขายตำแหน่ง ปัดมีเซฟเฮ้าส์ บ้านเดียวอยู่สุทธิสาร

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.22 น.

“ต่อศักดิ์” ยันไม่เกี่ยวซื้อขายตำแหน่ง 100% โต้ ปร.ไม่ได้ช่วยงานนานแล้ว ปัดมีเซฟเฮ้าส์สุทธิสาร ย้ำ เชื่อมั่นในความจริง ด้าน ”ชัชชาติ“ รับอากงเสียกำลังใจ แต่ต้องสู้ต่อ

วันที่ 6 มิถุนายน 2569 นายต่อศักดิ์ โชติมงคล อดีตประธานที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังนายคริส โปตระนันท์ สส.บัญชีรายชื่อ และประธานพรรคเศรษฐกิจ ออกมาแฉระบบอากง ว่า ความจริงก็คือความจริง ให้สังคมเห็นเอง แต่บังเอิญวันนี้เขาไม่ได้พูดถึงตนเอง ดังนั้นก็ไม่ควรจะตอบเขา ส่วนคนใกล้ชิดที่ชื่อ ปร.นั้น คนใกล้ชิดของตนเองมีเยอะแยะ ก็เลยไม่รู้จะตอบอย่างไร

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า  นายคริสอ้างอิงข่าวที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร  เคยให้สัมภาษณ์ไว้ในปี 2566 ถึงนายปารุต อรหัตมานัส    อดีตผู้อำนวยการเขต ที่เคยมาช่วยงาน นายต่อศักดิ์ กล่าวว่า นาน เก่ามากแล้ว ตั้งแต่แรก ๆ ตอนหลังเขาไม่ได้เกี่ยวข้องเลย  ส่วนจะฟ้องกลับหรือไม่ ตอนนี้ให้ฝ่ายกฎหมายดูอยู่ ซึ่งจากการแถลงวันนี้เห็นว่าระมัดระวังมากขึ้นเยอะ ตนเองคิดว่าการหาเสียงจะต้องสร้างสรรค์

ส่วนที่นายคริส ระบุว่าระบอบอากงไม่ใช่นายต่อศักดิ์แต่หมายถึงระบอบอากงที่ทำให้เกิดการซื้อขายตำแหน่ง นายต่อศักดิ์จึงกล่าวว่า ตอนนี้จะทำระบอบอากง AI  พูดเรื่อง AI ให้หมด ส่วนที่นายคริส อ้างว่าทุกครั้งไปเซฟเฮ้าส์เพื่อคุยเรื่องตำแหน่งจะมีการยึดโทรศัพท์  นายต่อศักดิ์กล่าวว่า ไม่มี นอกจากจะไม่ยึดโทรศัพท์แล้ว ในการประชุมยังให้ใช้โทรศัพท์และ Notebook LM ซึ่งตนเองใช้มาปีกว่าแล้ว ทุกคนต้องใช้ Notebook LM เป็น 

ส่วนที่บอกว่าไปคุยกันที่เซฟเฮาส์ นายต่อศักดิ์ แจงว่า “ไม่มี จะกล้าไปเหรอ เมียผมดุจะตาย บ้านผมอยู่สุทธิสารจะไปเป็นเซฟเฮาส์อะไร เอาให้สร้างสรรค์นะ”

เมื่อถามว่า นายชัชชาติให้กำลังใจอย่างไรบ้าง นายต่อศักดิ์ กล่าวว่า เราต้องเชื่อมั่นในความจริง สำคัญคือการเมืองถ้าเราไม่เริ่มต้นจากความจริง มันจะไปกันยาก 

ผู้สื่อข่าวจึงถามมาว่ากังวลหรือไม่หากจะมีการเปิดหลักฐานรอบใหม่ นายต่อศักดิ์ ตอบว่าการเมืองก็เป็นแบบนี้ ยืนยัน 100% ว่าไม่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายตำแหน่ง ตนเองพูดในที่ประชุม พูดกับหัวหน้าหน่วยงาน พูดทุกที่ ใครเสียเงินไปเป็นเรื่องของคุณเอง

เมื่อถามว่าเหตุใดเขาถึงโจมตีระบอบอากงและทำให้เข้าใจว่าเป็นเอง นายต่อศักดิ์ กล่าวว่า อาจจะเพราะอายุเยอะ ดูแลน้อง ๆ ทุกคน หากจะไปฟ้องร้องก็คงว่ากันไปตามคดี

ทั้งนี้ ด้านนายชัชชาติ ยอมรับว่านายต่อศักดิ์เสียกำลังใจ แต่ก็ต้องสู้ไป ชีวิตเขาผ่านมาเยอะ ปกติ “อากง” เป็นคนใจดีดูแลหลาน ๆ  ก็งงว่าทำไมตั้งชื่อให้แบบนั้น ส่วนตัวก็ถามนายต่อศักดิ์ทุกวันว่าพี่เป็นอย่างไรบ้าง รู้สึกอย่างไร ช่วยกัน ไม่เป็นไร

ถ้าทุจริตจริงคงตายไปนานแล้ว ชัชชาติ ย้ำ ไม่มี ระบบอากง มีแต่ อากง AI

ถ้าทุจริตจริงคงตายไปนานแล้ว ชัชชาติ ย้ำ ไม่มี ระบบอากง มีแต่ อากง AI

ถ้าทุจริตจริงคงตายไปนานแล้ว ชัชชาติ ย้ำ ไม่มี ระบบอากง มีแต่ อากง AI

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.44 น.

“ชัชชาติ” ลั่น “ถ้าทุจริตจริงคงตายไปนานแล้ว” บอก “ไม่มีเนื้อหาสาระเป็นรูปธรรม“ หลัง “คริส” แถลงแฉระบบอากง ย้ำ ไม่มีระบบอากง มีแต่ “อากง AI ” บอกตลกเรื่องเก็บมือถือ 

วันที่ 6 มิ.ย.69 หลังการลงพื้นที่หาเสียงชุมชนเคหะชุมชนธนบุรี 1 ส่วนที่ 1 นายชัชชาติ สิทธิพันธ์ุ ผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์ภายหลังนายคริส โปตระนันท์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ ออกมาแฉระบอบอากง ว่า ไม่มีอะไร และจากที่ฟังในข้อสรุปก็ไม่มีเนื้อหาสาระที่เป็นรูปธรรม ซึ่งอากงที่ถูกกล่าวถึงอาจจะหมายถึงนายต่อศักดิ์ โชติมงคล อดีตประธานที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่เป็นคนมาช่วยงานหนึ่งในทีมของที่ปรึกษา การตัดสินใจทุกอย่างขึ้นอยู่กับทีม ไม่มีระบบอากงหรือแม้กระทั่งการประชุมที่ยึดมือถือ อากงที่มีคืออากง AI เพราะในการประชุมต้องใช้ AI ในการตอบคำถามทุกคนต้องมีมือถือ จึงถือว่าเป็นอากงรุ่นใหม่ ทันสมัย ถือว่าเป็นเรื่องตลกมากที่ต้องเก็บมือถือกัน อีกทั้งนายต่อศักดิ์ก็เป็นคนที่ใช้คอมพิวเตอร์ทันสมัย อาจใช้ AI มากกว่าตนเสียอีก ส่วนเรื่องเงินสินบน 4 กิโลกรัม ก็ยืนยันว่าไม่มีการโอนให้ใคร 

ชัชชาติ สิทธิพันธ์ุ

ส่วนที่มีการระบุว่าเป็นระบอบอากง มีการซื้อขายตำแหน่งผู้อำนวยการเขต 16 คน นายชัชชาติระบุว่า เรื่องนี้ตนไม่ทราบ แต่หากเกิดขึ้นจริงก็จะต้องมีการรายงานมาแล้ว นอกจากนี้ตนได้มีการสอบถามไปยังนายจักกพันธ์ุ ผิวงาม อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร  ซึ่งยืนยันว่าไม่มีเรื่องดังกล่าว และย้ำว่าเรื่องการซื้อขายตำแหน่งเป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้ เป็นจุดเริ่มต้นของหายนะ ใครจะทำอะไรมาตนไม่ทราบแต่เราไม่ทำ เพราะเมื่อนำคนที่ทุจริตมาอยู่ในตำแหน่งบริหารแล้ว สุดท้ายเขาจะเป็นเจ้านายเราเพราะเขาจ่ายเงินให้เรา 

“เรื่องทุจริตหากมีจริง ผมคิดว่าผมคงตายไปแล้ว เพราะมีทุกคนจ้อง เรามี ส.ก. จากทุกพรรคการเมืองที่คอยตรวจสอบอยู่ เรามาด้วยตัวคนเดียวไม่มี ส.ก.ในมือ ซึ่งถือเป็นระบบ Check and balance ที่สมบูรณ์ ผู้ว่าไม่มี ส.ก.จะอยู่ได้หรือไม่ อยู่ได้เลยถ้าเรายืนตรงๆ ยืนด้วยความสุจริตทำงานเพื่อประชาชน” นายชัชชาติกล่าว

ชัชชาติ สิทธิพันธ์ุ

นายชัชชาติย้ำว่า การโยกย้ายผู้อำนวยการเขต เป็นไปตามระบบความรู้ความสามารถ เป็นไปตามเกณฑ์ และเชื่อว่าไม่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายตำแหน่ง 

ส่วนเกณฑ์ในการคัดเลือกตำแหน่งผู้อำนวยการเขต เหตุใดผู้ที่อาวุโสถึงไม่ได้รับตำแหน่ง นั้น นายชัชชาติกล่าวว่า ความอาวุโสเป็นเพียงหนึ่งในเกณฑ์ ไม่ใช่ว่าคนที่อาวุโสเยอะจะได้ตำแหน่งเสมอ ไม่เช่นนั้นแล้วคนจะไม่ดูเรื่องความสามารถหรือองค์ประกอบอื่น 

ขณะที่นางสาวทวิดา กมลเวชช อดีตรองผู้ว่าฯกทม.กล่าวเสริมว่า หลักเกณฑ์การคัดสรรจาก 100 คะแนน ประกอบด้วยเล่มผลงานจำนวน 30 คะแนน ส่วน 50 คะแนน จะมีเรื่องประสบการณ์เป็นหนึ่งในสี่ของ 50 คะแนน  10 คะแนน เป็นการปฏิบัติตนตามระเบียบราชการ และ 10 คะแนนสุดท้ายคือด้านจริยธรรม ฉะนั้นจะมีการแบ่งส่วนอย่างชัดเจน ซึ่งประสบการณ์เป็นหนึ่งในนั้นแต่ไม่ใช่ทั้งหมด 

ผ่าน-ไม่ผ่าน! เปิดเกณฑ์ประเมิน‘แสวง บุญมี’ เลขา กกต.

ผ่าน-ไม่ผ่าน! เปิดเกณฑ์ประเมิน‘แสวง บุญมี’  เลขา กกต.

ผ่าน-ไม่ผ่าน! เปิดเกณฑ์ประเมิน‘แสวง บุญมี’ เลขา กกต.

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.30 น.

เปิดเกณฑ์ประเมิน’เลขา กกต.’ แบ่ง2ส่วน “แสวง”โชว์ผลประเมินจนท.ทั่วปท.3 ปีสู้ พบปี’68 ยังหนุนคะแนนทะลุร้อยละ80 ทุกด้าน แต่ยังติดด่านเสียง กกต.-ข้อกฎ หมาย จ่อยกเครื่องโครงสร้างใหญ่ คืนระบบ 5 ด้าน แก้จุดอ่อนจัดเลือกตั้ง เล็งเริ่มใช้ปีงบ’70

วันที่ 6 มิถุนายน 569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวนายแสวง บุญมี ส่อหลุดเก้าอี้เลขาฯกกต. เนื่องจาก กกต.ชุดที่นายอิทธิพร บุญประคอง เป็นประธานฯ ได้ประเมินผลการปฏิบัติงานในปี’68 ให้ไม่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60  และสำนักงานฯรอเพียงความเห็นของนายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ กกต.ที่จะกลายเป็นเสียงชี้ขาด ก่อนรวบ รวมและนำเสนอเข้าที่ประชุมพิจารณาในช่วงกลางเดือนมิย.นี้  มีรายงานว่าปัจจุบันนายฐิติเชฏฐ์ ได้ส่งความเห็นของตนเองต่อการปฏิบัติงานของเลขาธิการ กกต. ในปี ’68 ให้กับทางสำนักงานฯแล้ว และขณะนี้สำนักงานฯนอกจากอยู่ระหว่างการสรุปข้อมูลผลคะแนนแล้ว ก็กำลังรวบรวมศึกษาประเด็นข้อกฎหมายว่า กกต.ที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้วจะสามารถประเมินผลการปฏิบัติงานของเลขาธิการ กกต.ได้หรือไม่ และแนวปฏิบัติของกกต.ชุดปัจจุบันจะต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป ไม่ว่าจะมีมติเห็นไปในทางใด เพื่อเสนอให้ที่ประชุม กกต.ได้พิจารณา

ทั้งนี้ตามสัญญาจ้างเกณฑ์การประเมินจะแบ่งเป็น 2 ส่วน

คือส่วนที่หนึ่ง ประเมินตามแบบที่สถาบันการศึกษาออกแบบเป็นการประเมินการปฏิบัติงาน 4 ด้าน คือ1. งานแผนงานโครงการ 2. ด้านงานท้าท้าย  3. ด้านงานตามมติ กกต. และ 4. ด้านธรรมาภิบาล ซึ่งเป็นการประเมิน 360 องศาจากความเห็นพนักงานทั่วประเทศด้านละ 100 คะแนน ก่อนจะนำส่งเป็นข้อมูลประกอบการประเมินให้ กกต. ประเมินต่อไป โดยส่วนนี้เป็นเพียงข้อมูลประกอบการพิจารณาการประเมินของ กกต.เท่านั้นไม่มีผลต่อการนำมาคำนวณการประเมินแต่อย่างใด

ส่วนที่สองเป็นการประเมินโดย กกต.แต่ละคน  โดย กกต.แต่ละคนจะมีคะแนนคนละ 100 คะแนน โดยหลักการ กกต.แต่ละคนก็จะนำข้อมูลในส่วนที่ 1มาประกอบหรือไม่นำมาประกอบการพิจารณาก็ได้

“ผลคะแนนการประเมินเลขา กกต.ปี 2568 ในส่วนที่หนึ่ง คือ ในส่วนของพนักงานทั่วประเทศ ผลคะแนนการประเมินตามแบบประเมิน ทั้ง 4 ด้าน ได้คะแนนประเมินเกินกว่าร้อยละ 80 ทั้ง 4 ด้าน มีการนำส่งให้ กกต.เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาเมื่อเดือน พ.ค.69  ส่วนที่สอง คือ กกต. ที่ให้กกต.แต่ละคนส่งผลประเมินเมื่อต้นเดือนมิ.ย.69 มีอดีต กกต.บางส่วน ยังไม่ส่งแบบประเมิน อาจเพราะเห็นว่าไม่ได้เป็น กกต แล้ว ยังมีอำนาจหน้าที่ในการประเมินหรือไม่ เพราะในการประเมินในปีที่ผ่านๆ มาก็ไม่เคยส่งให้ อดีต กกต.ประเมิน อาทิ นายปกรณ์ มหรรณพ นายสันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ อดีตกกต. จึงได้มีหนังสือสอบถามมายังสำนักงานฯ ก่อนว่าท่านมีอำนาจหน้าที่ในการประเมินหรือไม่ เพราะบางท่านพ้นจากตำแหน่ง กกต.มามากกว่า 1 ปีแล้ว ซึ่งก็ต้องรอดูว่าคะแนนในส่วนนี้ที่ยังมีปัญหาข้อกฎหมายอยู่ที่ กกต.ชุดปัจจุบันจะเห็นอย่างไร

นอกจากประเด็นการประเมินผลการปฏิบัติงานของเลขาธิการ กกต.จะเป็นที่สนใจทั้งจากฝ่ายการเมืองและเจ้าหน้าที่ กกต.แล้วยังมีประเด็นที่หลังจากถอดบทเรียนการเลือกตั้ง ส.ส.ที่ผ่านมา ที่ กกต.ชุดปัจจุบันเห็นว่าการแบ่งงานในระดับจังหวัดที่แบ่งออกเป็น 3 ด้าน คือ ด้านบริหารงานเลือกตั้งและการมีส่วนร่วม ด้านกิจการพรรค การเมืองและการสืบสวนสอบสวน และด้านอำนวยการ ไม่เอื้อต่อการจัดการเลือกตั้งให้เรียบร้อย ขณะเดียวกันการทำงานของ กกต.ในลักษณะบอร์ดทำให้การดูแลการจัดการเลือกตั้งเกิดช่องโหว่ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่รัฐธรรมนูญกำหนด จึงเห็นว่าควรที่สำนักงานจะแบ่งภารกิจการทำงานออกเป็น 5 ด้านเหมือนเดิม และกกต.เข้าไปกำกับดูแลและรับผิดชอบงานในแต่ละด้านเหมือนเช่นในอดีตที่ผ่านมาเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงาน จึงให้สำนักงานฯไปดำเนินการศึกษาเพื่อปรับโครงสร้างและจัดแบ่งส่วนงานต่างให้ครบตามจำนวน กกต.ทั้ง7คน โดยมีเป้าหมายที่จะเริ่มโครงสร้างใหม่ในปีงบประมาณ 70 คือ 1 ต.ค.69

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเที่ยงวันเดียวกัน (5มิ.ย.) มีรายงานนายแสวง ได้โพสต์ใน LINE ผู้บริหารสำนักงานฯกกต.เป็นภาพเอกสารสรุปผลคะแนนการประเมินการประเมินผลการปฏิบัติงานของเลขาธิการกกต.ประจำปีงบประมาณ 2567  และปี 2568 ซึ่งเป็นผลการประเมินในส่วนของพนักงานกกต.ทั่วประเทศพบว่าในปีงบ ประมาณ 2566ประกอบ4ด้าน ได้แก่ 
 1. ด้านแผนงานคะแนนเต็ม 30 คะแนนได้ 24.48  คะแนน คิดเป็นร้อยละ 81.60

2..งานตามมติกกต. คะแนนเต็ม 30 คะแนน ได้ 25.52 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 85.06  3.งานธรรมาภิบาลการบริหาร คะแนนเต็ม 20 คะแนน ได้ 16.42 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 82.10 และ 4. งานท้าทายคะแนนเต็ม 20 คะแนนได้ 17.43 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 87.53 รวม 100 คะแนน ได้ 83.92 คะแนน

ขณะที่ในปีงบประมาณ 2567และปี 2568 เป็นที่น่าสังเกตว่าในส่วนของงานการดำเนินงานตามมติ กกต.ที่มีคะแนนเต็ม 30 คะแนนนั้น 2 ปีถูกขีดด้วยปากกาสีเหลืองช่องคะแนนการแทนการเขียนจำนวนคะแนน จึงทำให้ปีงบประมาณ 2567 ด้านแผนงาน คะแนนเต็ม 30 คะแนนได้ 25.58 คะแนน คิดเป็นร้อยละ85.27  ด้านธรรมาภิบาลการบริหาร คะแนนเต็ม 20 คะแนนได้ 16.93 คะแนน คิดเป็นร้อยละ84.65 ด้านงานท้าทายคะแนนเต็ม 20 คะแนนได้ 18.63 คะแนนคิดเป็นร้อยละ 93.15 รวม 100 คะแนนได้ 61.14คะแนน

และปีงบประมาณ 2568 ที่ถูกระบุว่าไม่ผ่านเกณฑ์ประเมินนั้น 1. การดำเนินงานตามแผนงานคะแนนเต็ม 30 คะแนนได้ 25.06 คะแนน คิดเป็นร้อยละ83.55 การบริหารตามธรรมาภิบาลเต็ม20คะแนน ได้ 16.93 คะแนน คิดเป็นร้อยละ83.46 ด้านงานท้าทายคะแนนเต็ม 20 คะแนนได้ 18.43 คะแนนคิดเป็นร้อยละ92.13  รวม 100 คะแนนได้คะแนน 60.18 คะแนน

โปรดเกล้าฯ เปลี่ยนชื่อ ค่ายนวมินทราชินี เป็น ค่ายมหาวิชราลงกรณ์ราชวัลลภ

โปรดเกล้าฯ เปลี่ยนชื่อ ค่ายนวมินทราชินี เป็น ค่ายมหาวิชราลงกรณ์ราชวัลลภ

โปรดเกล้าฯ เปลี่ยนชื่อ ค่ายนวมินทราชินี เป็น ค่ายมหาวิชราลงกรณ์ราชวัลลภ

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.39 น.

วันที่ 6 มิถุนายน 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเปลี่ยนแปลงนามค่ายทหาร ความว่า 

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมเปลี่ยนแปลงนามค่ายทหาร จากเดิมชื่อ “ค่ายนวมินทราชินี” มีที่ตั้งอยู่ อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี เป็น “ค่ายมหาวิชราลงกรณ์ราชวัลลภ”

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

อนุทิน ชาญวีรกูล

นายกรัฐมนตรี

‘อนุชา’ ลุยหาเสียง ‘ตลาดบองมาร์เช่’ อ้อนขอกา ‘ประชาธิปัตย์’ ทั้ง 2 ใบ

‘อนุชา’ ลุยหาเสียง ‘ตลาดบองมาร์เช่’ อ้อนขอกา ‘ประชาธิปัตย์’ ทั้ง 2 ใบ

‘อนุชา’ ลุยหาเสียง ‘ตลาดบองมาร์เช่’ อ้อนขอกา ‘ประชาธิปัตย์’ ทั้ง 2 ใบ

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.14 น.

วันที่ 6 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 12.00 น. ที่บองมาร์เช่ มาร์เก็ตพาร์ค เขตจตุจักร กทม. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค ดร.การดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค นายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค และนายชุมพล รุ่งวิชานิวัฒน์ หรือ ตี้ ผู้สมัคร ส.ก. พรรคประชาธิปัตย์ เบอร์ 2 เขตจตุจักร ลงพื้นที่หาเสียงภายในตลาดบองมาร์เช่ 

บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก นายอนุชา พร้อมผู้สมัคร ส.ก. และคณะได้เดินแนะนำตัวกับประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอย ทักทายร้านค้า พ่อค้า แม่ค้า ฝากตัวขอคะแนน เบอร์ 5 บัตรสีเขียว เบอร์ 2 บัตรสีชมพู พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีประขาชนบางคนถามถึงการกาบัตรต้องทำอย่างไร นายอนุชา จึงได้อธิบายให้ฟัง ก่อนเดินหาเสียงรอบตลาด

ธรรมนัส ปลุกชีพตลาดน้ำ 100 ปี ส่งทีม กล้าธรรม ลุย นราธิวาส เปิดงานวิ่งกลางคืน

ธรรมนัส ปลุกชีพตลาดน้ำ 100 ปี ส่งทีม กล้าธรรม ลุย นราธิวาส เปิดงานวิ่งกลางคืน

ธรรมนัส ปลุกชีพตลาดน้ำ 100 ปี ส่งทีม กล้าธรรม ลุย นราธิวาส เปิดงานวิ่งกลางคืน

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.50 น.

ร.อ.ธรรมนัส มอบหมาย “นัจมุดดีน อูมา”รองหัวหน้าพรรคกล้าธรรม พร้อม สส.นราธิวาส ร่วมเปิดงาน “เดิน-วิ่งกลางคืนตลาดน้ำยะกัง 2569” พลิกฟื้นตลาดน้ำยะกัง 100 ปี ดึงท่องเที่ยวไทย-มาเลย์ กระตุ้นเศรษฐกิจชายแดนใต้

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 20.30 น. ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ได้มอบหมายให้ นายนัจมุดดีน อูมา รองหัวหน้าพรรค, นายลุตฟี หะยีอีแต สส.เขต1, นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ สส.เขต 3 และ นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ สส.เขต 2 จังหวัดนราธิวาส พรรคกล้าธรรม ร่วมเป็นตัวแทนในการเปิดงานเดิน-วิ่งการกุศล “วิ่งกลางคืนตลาดน้ำยะกัง 2569” โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรม จาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และจากประเทศมาเลเซีย กว่า 1,000 คน ในโอกาสนี้ มูลนิธิธรรมนัสพรหมเผ่า ได้สนับสนุนกิจกรรม จำนวน 50,000 บาท ด้วย

นัจมุดดีน อูมา

ด้าน นายลุตฟี หะยีอีแต สส.นราธิวาส พรรคกล้าธรรม เขต 1 กล่าวว่า รู้สึกประทับใจอย่างยิ่งที่เห็นความร่วมมือร่วมใจจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะในค่ำคืนนี้ ที่มีผู้แทนจากประเทศมาเลเซีย มาร่วมกิจกรรมด้วย สะท้อนให้เห็นว่า นราธิวาสเป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวมาเลเซียให้ความสนใจ ซึ่งจังหวัดนราธิวาสมีจุดแข็งด้านศักยภาพการท่องเที่ยวที่หลากหลาย ทั้งทะเล น้ำตก และภูเขา ซึ่งเป็นแลนด์มาร์กสำคัญ

สำหรับตลาดน้ำยะกัง ในอดีตเคยได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งไทยและมาเลเซียเป็นอย่างมาก แต่หลังจากประสบอุทกภัยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทำให้เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวค่อนข้างซบเซา หลังจากนี้เราต้องร่วมมือกันประชาสัมพันธ์และกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยชูอัตลักษณ์เด่นของชุมชนยะกังริมคลอง คือ ‘ขนมโบราณพื้นเมือง’ หลากหลายชนิดที่หารับประทานได้ยากจากที่อื่น เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้กลับมาเยือนอีกครั้ง

นัจมุดดีน อูมา
นัจมุดดีน อูมา
นัจมุดดีน อูมา
นัจมุดดีน อูมา
นัจมุดดีน อูมา
นัจมุดดีน อูมา

แสนดี ขึ้นรถแห่ช่วย ชัชชาติ ลุยเขตจอมทอง-บางขุนเทียน

แสนดี ขึ้นรถแห่ช่วย ชัชชาติ ลุยเขตจอมทอง-บางขุนเทียน

แสนดี ขึ้นรถแห่ช่วย ชัชชาติ ลุยเขตจอมทอง-บางขุนเทียน

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.48 น.

‘แสนดี’ ขึ้นรถแห่ช่วย ‘ชัชชาติ’ หาเสียงวันแรก ลุยเขตจอมทอง-บางขุนเทียน 

วันนี้ (6 มิ.ย.69) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เบอร์ 9 พร้อมด้วย นายแสนปิติ สิทธิพันธุ์ บุตรชาย ได้ขึ้นรถแห่หาเสียงที่เขตจอมทองและเขตบางขุนเทียน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่นายแสนปิติ มาช่วยบิดาหาเสียง ภายหลังสำเร็จการศึกษาจากประเทศสหรัฐอเมริกา 

แสนปิติ สิทธิพันธุ์

โดยกำหนดการการลงพื้นที่ในวันนี้ ช่วงเช้านายชัชชาติ จะหาเสียงที่เขตจอมทอง ขึ้นรถแห่ไปพบชาวชุมชนเคหะธนบุรี 1-5 และช่วงบ่ายจะขึ้นรถแห่ไปในพื้นที่บางขุนเทียน บางบอน เซ็นทรัลพระราม 2 และตลาดพิบูลย์ 4

แสนปิติ สิทธิพันธุ์
แสนปิติ สิทธิพันธุ์

ยืนยันสำเร็จกว่า 8.45 ล้านราย รัฐบาลเปิดเช็กสถานะบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569

ยืนยันสำเร็จกว่า 8.45 ล้านราย รัฐบาลเปิดเช็กสถานะบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569

ยืนยันสำเร็จกว่า 8.45 ล้านราย รัฐบาลเปิดเช็กสถานะบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.42 น.

รัฐบาลเปิดเช็กสถานะบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 ยืนยันสิทธิสำเร็จแล้วกว่า 8.45 ล้านราย รอผล 17 ก.ค. นี้

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กรมการปกครอง เปิดระบบผ่านเว็บไซต์ web-app.bora.dopa.go.th หรือ QR Code และใช้ ThaiD ในการเข้าใช้งาน สำหรับประชาชนกลุ่มตกหล่น ซึ่งจะสามารถเข้าลงทะเบียนเองได้  ส่วนประชาชนที่ไม่พร้อมตามช่องทางนี้ ขอให้รอเจ้าหน้าที่กระทรวงมหาดไทย จะนัดหมายไปหาในพื้นที่/ที่บ้าน   รวมทั้งจะช่วยเหลือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (รายเดิม) ในการยืนยันตัวตนด้วย

ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (รายเดิม) ยังสามารถตรวจสอบสถานะการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ได้ผ่านเว็บไซต์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th หรือ welfare.mof.go.th โดยพิสูจน์ตัวตนผ่านแอปพลิเคชัน ThaiD หรือกรอกเลขประจำตัวประชาชนและวันเดือนปีเกิด

บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

ระบบจะแสดงผลสถานะการลงทะเบียน 3 รูปแบบ ได้แก่ 

1) “ยืนยันการลงทะเบียนเรียบร้อย” ให้รอผลการตรวจสอบคุณสมบัติโดยไม่ต้องดำเนินการเพิ่มเติม และติดตามประกาศผลในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 

2) “ข้อมูลตามบัตรประชาชนไม่ถูกต้อง” ให้ดำเนินการลงทะเบียนใหม่ และ 

3) “อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลตามบัตรประชาชนของผู้ลงทะเบียน” ให้กลับมาตรวจสอบสถานะอีกครั้งในวันถัดไป

ทั้งนี้ ผู้ลงทะเบียนไม่จำเป็นต้องดำเนินการผ่านช่องทางเดิม หากไม่สามารถดำเนินการได้ด้วยตนเอง สามารถติดต่อหน่วยรับลงทะเบียนของธนาคารที่เข้าร่วมโครงการทั้ง 5 แห่ง เพื่อขอรับความช่วยเหลือได้

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า กระทรวงการคลังรายงานความคืบหน้าการเปิดรับลงทะเบียนยืนยันสิทธิ ระหว่างวันที่ 4–5 มิถุนายน 2569 ณ เวลา 24.00 น. พบว่า มีผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิมลงทะเบียนแล้วรวม 8,865,427 ราย โดยในจำนวนนี้ยืนยันสิทธิสำเร็จแล้ว 8,454,728 ราย หรือคิดเป็นกว่าร้อยละ 95 ของผู้ลงทะเบียนทั้งหมด ขณะที่ผู้ที่ระบบแสดงสถานะ “ยืนยันการลงทะเบียนเรียบร้อย” ไม่ต้องดำเนินการเพิ่มเติม ขอให้รอผลการตรวจสอบคุณสมบัติในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569

มาร์ค หนุนรัฐปราบนอมินีต่างชาติ เตือนอย่าสร้างภาพลักษณ์เชิงลบกระทบท่องเที่ยว

มาร์ค หนุนรัฐปราบนอมินีต่างชาติ เตือนอย่าสร้างภาพลักษณ์เชิงลบกระทบท่องเที่ยว

มาร์ค หนุนรัฐปราบนอมินีต่างชาติ เตือนอย่าสร้างภาพลักษณ์เชิงลบกระทบท่องเที่ยว

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.34 น.

‘อภิสิทธิ์’ เห็นด้วย ‘นายกฯ’ ลั่นวาจาปราบ ‘นอมินีต่างชาติ’ แต่ขออย่าผูก ‘กระแส – อารมณ์’ หวั่นเกิดภาพลักษณ์น่ากลัว – เข้าใจผิดในบางพื้นที่ท่องเที่ยว ด้าน ‘อนุชา’ ชูแอพ ‘ส่องรัฐ’ สแกน-สกัดโกงในกทม. 

6มิ.ย.2569 ที่สวนหลวงร.9 เขตประเวศ กทม. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์กรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และอาชญากรรมข้ามชาติ ที่ประกาศไม่ให้ต่างชาติเข้ามาใช้คนไทยเป็นนอมินีในประเทศว่า เป็นปัญหาที่เราฟังคำร้องเรียนมาจากหลายพื้นที่ ซึ่งปัญหานี้อยู่ที่การบังคับใช้กฎหมาย ส่วนหนึ่งก็เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ อีกส่วนก็ต้องยอมรับว่ามีคนไทยเข้าไปร่วมในกระบวนการเหล่านี้ สนับสนุนให้รัฐบาลจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจัง แต่ไม่อยากให้การทำเรื่องนี้ ไปผูกกับการสร้างกระแส หรือ อารมณ์ ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง แต่ไม่อยากให้เกิดภาพลักษณ์ความเข้าใจผิดหรือความน่ากลัว เช่น พื้นที่ท่องเที่ยวที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กัน ก็มีปัญหามากขึ้นเพราะกลายเป็นว่าคนไม่กล้าไปท่องเที่ยวเพราะคิดว่าเป็นดินแดนมาเฟีย แต่อีกส่วนเราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า คนต่างชาติไม่ว่าจะเป็นแรงงาน นักลงทุน ก็มีความจำเป็นในระบบเศรษฐกิจของเรา 

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

“ก็ต้องให้ชัดเจนว่า เมื่อเข้ามาแล้วต้องปฏิบัติตามกฏหมาย และรัฐบาลต้องออกแบ่งนโยบาย การลงทุนหรือเข้ามาทำงาน เป็นลักษณะของการมาเชื่อมโยงสนับสนุนคนไทย ให้มีโอกาสและมีรายได้มากขึ้น มีช่องทางในการทำธุรกิจมากขึ้น มากกว่ามาสร้างเป็นอาณาจักรของตัวเอง ทำให้คนไทยรู้สึกต่อต้าน” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ด้านนายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงช่วงการหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่ากทม. และทีมส.ก. มีการกล่าวหาเรื่องส่วย และการทุจริตในพื้นที่กรุงเทพมหานครว่า เรื่องของนโยบาย 5 ข้อ 5 เรื่อง เรื่องที่เราให้ความสำคัญ หลังจากที่นายอภิสิทธิ์ ได้กลับเข้ามาทำงานในด้านการเมืองที่สุจริต รวมไปถึงท้องถิ่นก็เช่นเดียวกัน ด้วยตรวจสอบได้ และก่อนหน้านี้พรรคประชาธิปัตย์ได้มีการเปิดแอพแอพพลิเคชั่นส่องรัฐ ถือเป็นจุดตั้งต้นให้เห็นว่าเราเอาจริง ไม่ใช่แค่การเสนอนโยบาย เเต่เราหาทางออกด้วยวิธีให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วม และเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ในอนาคตหากมีการร้องเรียนในประเด็นต่างๆ ตนมั่นใจว่าไม่ใช่เพียงพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น ผู้บริหารทุกระดับสามารถบอกได้ว่า เกิดความผิดปกติตรงไหน ก่อนที่จะมีการร้องเรียน

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

“พรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่พรรคที่รอให้ศาลตัดสินว่าผิดหรือถูก เราสามารถแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองได้ ถือเป็นธรรมเนียมที่พรรคประชาธิปัตย์ทำมาโดยต่อเนื่อง” นายอนุชา กล่าว

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ส่วย ‘รถสูบส้วม’ ยัน ‘เก้าอี้ผอ.เขต’ คริส เปิดผัง ‘ระบบอากง’ จี้ ชัชชาติ รับผิดชอบ

ส่วย 'รถสูบส้วม' ยัน 'เก้าอี้ผอ.เขต' คริส เปิดผัง 'ระบบอากง' จี้ ชัชชาติ รับผิดชอบ

ส่วย ‘รถสูบส้วม’ ยัน ‘เก้าอี้ผอ.เขต’ คริส เปิดผัง ‘ระบบอากง’ จี้ ชัชชาติ รับผิดชอบ

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.34 น.

”คริส“ เปิดหลักฐานแฉ “ระบบอากง” ผู้ว่าฯเงา รัน กทม.หลังฉาก โยงแต่งตั้ง ผอ.เขต-เรียกเก็บผลประโยชน์ในสำนักงานเขต พร้อมปล่อยคลิปเสียงต่างด้าวจ่าย 2พันแลกขายของ-จ่าย 5หมื่นแลกใบอนุญาต“ บอก ”ชัชชาติ“ ต้องเด็ดขาดไล่ระบบอากงออกจาก กทม.

วันที่ 6 มิ.ย.69 เวลา 10.00น. ณ อาคาร M Group นายคริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ และประธานพรรคเศรษฐกิจ แถลงข่าวเปิดหลักฐาน ปฏิบัติการ ทุบ! ระบอบอากง เปิดแผลทุจริต กทม. โดยระบุว่า ระบบอากง เป็นเครือข่ายอำนาจภายในกรุงเทพมหานครที่เชื่อมโยงกับหลายสายงาน ทั้งโยธา ตลาด สภากทม. งบประมาณ และบริษัทรับงานต่าง ๆ จนเปรียบเสมือนมีบุคคลบางกลุ่มเป็นผู้รันการบริหารงานของ กทม.อยู่เบื้องหลัง ขณะที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นเพียงผู้ลงนามในทางเอกสารเป็นเะียงผู้ว่าฯเงา เท่านั้น

คริส โปตระนันทน์

นายคริส กล่าวว่า วันนี้ต้องตั้งคำถามให้ชัดว่า แท้จริงแล้วใครเป็นผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ระหว่างผู้ว่าฯ กทม. หรือ “อากง” ซึ่งเป็นข้าราชการการเมืองที่ได้รับการแต่งตั้งขึ้นมา โดยอ้างว่าอากงไม่ได้ทำงานเพียงลำพัง แต่ยังมีบุคคลอีกคนหนึ่งที่พรรคเรียกว่า “ป ร” ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในระบบดังกล่าว

นายคริสได้นำชาร์จผังเปิดเผย โดยอธิบายว่า ผังที่มาให้ดูวันนี้ไม่ใช่ผังการทำงานเพื่อประชาชน แต่เป็น “ผังทำมาหากินแบบเส้นเลือดฝอย” เครือข่ายดังกล่าวแทรกซึมอยู่ในสำนักงานเขตต่าง ๆ และเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งผู้อำนวยการเขต โดยเฉพาะกรณีที่มีผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตร้องเรียนมายังพรรคเศรษฐกิจ โดยกล่าวว่า หากต้องการขึ้นเป็น ผอ.เขต จะต้องถูกเรียกไปพูดคุยในสถานที่เซฟเฮาส์แห่งหนึ่งย่านสุทธิสาร โดยมีการเก็บโทรศัพท์ก่อนเข้าไปพูดคุย และหลังจากนั้นจะมีผลลัพธ์เพียง 2 ทาง คือ ได้ขึ้นตำแหน่ง หรือไม่ได้ขึ้นตำแหน่ง

คริส โปตระนันทน์

นายคริส อ้างว่า ผู้ที่ปฏิเสธไม่เข้าร่วมระบบ หรือไม่ยอมจ่ายเงิน 4 กิโล จะไม่ได้รับการแต่งตั้งแต่ถ้าจ่าย 4 กิโล ก็จะได้รับการแต่งตั้งตำแหน่ง ผอ.เขต พร้อมย้ำว่าไม่ได้หมายความว่าข้าราชการ กทม.ทุกคนไม่ดี เพราะยังมีข้าราชการจำนวนมากที่ตั้งใจทำงาน สุจริต และไม่ต้องการเข้าไปอยู่ในระบบดังกล่าว

นายคริส ยังกล่าวถึงตัวเลข “4 กิโล” หรือ 4 ล้านบาท ที่เคยเปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า เป็นข้อมูลจากผู้ช่วยเขตที่ไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็น ผอ.เขต และมาร้องเรียนกับพรรค โดยตั้งคำถามว่า หากตำแหน่ง ผอ.เขตมีต้นทุนสูงถึงหลักล้านบาท ก็ย่อมต้องมีการหาผลประโยชน์กลับคืนจากพื้นที่ เนื่องจากเงินเดือนปกติของ ผอ.เขตไม่สามารถทำให้คุ้มทุนได้

คริส โปตระนันทน์

นายคริส กล่าวว่า ในสำนักงานเขตมีหลายฝ่ายที่อาจถูกใช้เป็นช่องทางแสวงหาผลประโยชน์ โดยเฉพาะฝ่ายโยธา ฝ่ายเทศกิจ ฝ่ายรักษาความสะอาด และฝ่ายสิ่งแวดล้อม พร้อมยกตัวอย่างข้อร้องเรียนที่พรรคได้รับ เช่น การเรียกรับเงินจากงานสูบส้วม การนำรถของ กทม.ไปให้บริการเอกชน การเรียกเก็บเงินจากร้านอาหารในเรื่องบ่อดักไขมัน ใบอนุญาตสะสมอาหาร ตู้หยอดเหรียญ การขออนุญาตก่อสร้าง ต่อเติม หรือรื้อถอนอาคาร รวมถึงการค้าขายของต่างด้างบนทางเท้าโดยเปิดคลิปเสียงที่บอกว่าจ่ายเงิน 500-2,000 บาท แลกค้าขายได้

โดยเฉพาะฝ่ายโยธา นายคริส ระบุว่าเป็น “พระเอก” ของระบบผลประโยชน์ เพราะเกี่ยวข้องกับการออกใบอนุญาตก่อสร้างจำนวนมากในแต่ละปี แม้ กทม.จะมีระบบยื่นขออนุญาตออนไลน์เพื่อลดการพบกันระหว่างผู้ขออนุญาตกับเจ้าหน้าที่ แต่ในทางปฏิบัติยังมีข้อร้องเรียนว่า หากไม่ไป “เคลียร์” ก็อาจถูกเตะถ่วง หรือไม่ได้รับการอนุมัติ พร้อมเปิดคลิปเสียงประชาชนรายหนึ่งที่อ้างว่าถูกเรียกเงิน 50,000 บาท เพื่อดำเนินการเรื่องใบอนุญาต

คริส โปตระนันทน์

ทั้งนี้ยังมีการบอกว่า แต่ละฝ่ายจะมีรายได้ต่างกันโดยฝ่ายเทศกิจจะมีมีรายได้ต่อเดือน 4-5 แสนบาท ฝ่ายรักษา 3-4 แสนบาท ซึ่งมาจากการรับงานนอก ฝ่ายสิ่งแวดล้อมเดือนละ 5 แสนบาท ขณะที่ฝ่ายโยธาทำรายได้สูงสุดถึงปีละ 10 ล้านบาท

นายคริส กล่าวว่า สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าประชาชนถูกขูดรีดในหลายขั้นตอน และคำถามสำคัญคือเงินเหล่านี้ไหลไปที่ใด พร้อมยืนยันว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นในหลายสำนักงานเขต และนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้ เพราะเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของ กทม.

คริส โปตระนันทน์

นอกจากนี้ นายคริส ยังเปิดประเด็นเรื่องการแต่งตั้งและโยกย้าย ผอ.เขต โดยอ้างถึงกรณีคำสั่งโยกย้ายเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ซึ่งมีข้าราชการถูกโยกย้าย 25 คน และมีผอ.เขต 16 ราย ก่อนที่คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมกรุงเทพมหานคร หรือ ก.พ.ค. กทม. จะมีคำวินิจฉัยให้ กทม.ยกเลิกคำสั่งดังกล่าวภายใน 30 วัน เนื่องจากกระบวนการคัดเลือกมีปัญหาเรื่องหลักเกณฑ์

นายคริส ระบุว่า แม้ กทม.จะมีคำสั่งยกเลิก แต่กลับมีคำสั่งให้บุคคลกลุ่มเดิม (16 ผอ.เขต)ไปปฏิบัติหน้าที่หรือติดตามงานในเขตเดิมอยู่ดี โดยตั้งข้อสังเกตว่านี่คือการท้าทายคำวินิจฉัยของ ก.พ.ค. และเป็นการทำให้บุคคลเหล่านั้นยังคงปฏิบัติหน้าที่เสมือนเป็น ผอ.เขต แม้ในทางคำสั่งจะถูกย้ายออกไปแล้วก็ตาม

คริส โปตระนันทน์

นายคริส กล่าวต่อว่า จากวันที่มีคำสั่งยกเลิก จนถึงวันที่ 30 เมษายน 2569 เวลาเพียง 9 วัน ได้มีการแต่งตั้งบุคคลกลุ่มเดิมกลับเข้าไปดำรงตำแหน่งอีกครั้ง โดยตั้งคำถามว่า กทม.ได้เปิดรับสมัครใหม่จริงหรือไม่ มีผู้สมัครรายอื่นหรือไม่ และเหตุใดกระบวนการทั้งหมดจึงสามารถทำเสร็จได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน ทั้งที่ตามขั้นตอนต้องมีการรับสมัคร ตรวจคุณสมบัติ ประเมินผลงาน ประเมินศักยภาพ ความประพฤติ จัดลำดับ และนายคริส กล่าวว่า หากกรุงเทพมหานครไม่มีระบบคุณธรรม การบริหารเมืองก็จะเดินต่อไปไม่ได้ เพราะตำแหน่ง ผอ.เขตมีความสำคัญอย่างมาก ไม่เพียงเกี่ยวกับการบริหารงานในพื้นที่ แต่ยังเกี่ยวพันกับเครือข่ายการเมืองและการเลือกตั้งในอนาคตด้วย

ช่วงท้าย นายคริส ระบุว่า พรรคเศรษฐกิจมีหลักฐานจำนวนมากจากประชาชนที่ส่งเข้ามาผ่านสายด่วนของพรรค และจะส่งข้อมูลบางส่วนให้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ เพื่อนำไปดำเนินการต่อ พร้อมยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ได้เพิ่งถูกพูดขึ้นครั้งแรก แต่เรามีอดีต ส.ก.พีรพล กนกวลัย อภิปรายในสภากทม.มาแล้วหลายครั้ง และมีร้องเรียนมานาน เพียงแต่สังคมอาจยังไม่รับรู้ในวงกว้าง

คริส โปตระนันทน์

นายคริส ย้ำว่า หากนายชัชชาติกล้าจริง ต้องประกาศให้ชัดว่าจะกำจัด “ระบบอากง” ออกจากกรุงเทพมหานคร และกลับมาเป็นผู้ว่าฯ ที่บริหารงานด้วยตัวเอง ไม่ใช่ปล่อยให้เครือข่ายใดเครือข่ายหนึ่งรัน กทม.อยู่เบื้องหลัง

นายคริส กล่าวอีกว่า วันนี้เราไม่ได้กล่าวหาข้าราชการ กทม.ทุกคน แต่เรากำลังพูดถึงระบบที่ทำให้คนดีอยู่ยาก คนที่ไม่จ่ายไม่ได้ขึ้น และประชาชนต้องเป็นผู้รับภาระจากการถูกเรียกเก็บผลประโยชน์ในทุกขั้นตอน หากผู้ว่าฯ ยังปล่อยให้เรื่องนี้ดำรงอยู่ ก็ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้

คริส โปตระนันทน์

“ระบอบอากงกินใบอนุญาต และไม่ใช่กินใบอนุญาตอย่างเดียว กินขี้ด้วย กินรถดูดส้วม กินต้นไม้ กินรถขนขยะ ระบอบนี้ยังเกาะกินอยู่แบบนี้ แล้วท่านชัชชาติจะถือตัวเองเป็นพระ จะบริสุทธิ์คนเดียวใน กทม.  แล้วให้พวกเราเลือกท่าน แล้วยังมีระบอบเงาอยู่ข้างหลัง มันไม่ใช่” นายคริส กล่าวทิ้งท้าย

คริส โปตระนันทน์
คริส โปตระนันทน์